รีวิวหนัง Skiptrace คู่ใหญ่สั่งมาฟัด ปฏิบัติการฟัด พ่วงความฮา

คู่ใหญ่สั่งมาฟัด

รีวิวหนัง Skiptrace คู่ใหญ่สั่งมาฟัด ปฏิบัติการฟัด พ่วงความฮา หนังสืบสวนสอบสวนที่ชวนน่าติดตาม บู๊ และมีความตลกไปในตัว นำโดยซุปเปอร์สตาร์ชาวจีน เฉินหลง และ ฟ่านปิงปิง

สำหรับการกลับมาของเฉินหลัง ในหนังเรื่องนี้ ต้องบอกก่อนว่า มันเป็นหนังแนวสืบสวนสอบสวนที่มีความบู๊(อยู่บ้าง) ไม่ได้บู๊แบบระเบิดตูมตามทั้งเรื่อง ชวนเริ่มเรื่องถือว่าน่าสนใจ ปูเหตุการณ์และตัวละครต่างๆได้เป็นอย่างดี รวมถึงช่วงกลางเรื่องทำให้เราติดตามภารกิจของคู่ฟัด อย่าง เฉินหลง กับ Johnny Knoxville ที่กวนโอ๊ย จนเราแอบอมยิ้มในมุกหลายๆมุก แล้วความป่วนก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ให้เราได้ติดตาม และอีกตัวละครหนึ่งที่ต้องพูดถึงคือ ฟ่าน ปิงปิง ถึงบทบาทในเรื่องนี้เธอไม่ได้จัดจ้านสักเท่าไหร่ แต่ความสวยของเธอ ก็ทำให้คนดูอิ่มตาทุกครั้งที่เธอปรากฎตัวในภาพยนตร์ และบทภาพยนตร์ มีบางฉากที่เซอร์ไพส์เราได้แบบเนียนๆถือว่าโอเคเลยครับ

เรื่องย่อหนัง

หนัง Skiptrace หรือชื่อไทยว่า คู่ใหญ่สั่งมาฟัด คู่ใหญ่สั่งมาฟัด เล่าเรื่องของ เบนนี่ ชาน (เฉินหลง Jackie Chan) สายสืบชาวฮ่องกงที่กำลังตามล่าหัวหน้าแก๊งมาเฟียนามว่าวิคเตอร์ หว่อง (วินสตันส เชา Winston Chao) มานานกว่าทศวรรษ เมื่อหลานสาวของเขา ซาแมนธา (ฟ่านปิงปิง Fan BingBing) ต้องไปพัวพันกับองค์กรมาเฟียของหว่อง ซึ่งคนที่มีหลักฐานสามารถสาวถึงตัวเจ้าพ่อได้ นั่นคือนักพนันชาวอเมริกันจอมปากมาก คอนเนอร์

วัตส์(จอห์นนี่ น็อกซ์วิลล์ Johnny Knoxville) แต่ดันโดนแกงค์มาเฟียจับไป รัสเซีย ซึ่งเขาต้องการจะกลับ มาเก๊า ดังนั้นเบนนี่ จึงตามไปช่วยเหลือ คอนเนอร์ เพื่อเป็นพยานลากคอวิคเตอร์มาลงโทษ และช่วยเหลือซาแมนธาให้ได้ ภารกิจฟัด พ่วงความมันข้ามพรมแดนตั้งแต่เทือกเขาในมองโกเลียจนถึงทะเลทรายโกบี เรื่อยมาถึง มาเก๊า จึงอุบัติขึ้น

ด้านโปรดักชั่น กำกับโดย Renny Harlin ที่เคยฝากผลงานไว้อย่าง Die Hard 2 และ The Legend of Hercules ถึงแม้ว่าหนังของผู้กำกับคนนี้เรื่องหลังๆไม่ค่อยฮิตสักเท่าไหร่ แต่ถ้าพูดถึงหนังเรื่อง หนัง ก็ถือทำได้มาตรฐาน มีความเป็นเอเชียผสมกับฮอลีวู้ด จังหวะมุกตลกต่างๆ หรือแม้แต่ฉากบู๊ก็ดูสนุกสนานดี รวมถึงฉากโลเคชั่นต่างๆ รัสเชีย, มองโกเลีย, จีน, มาเก๊า ก็ทำได้ออกมาสวยงามครับ ดูแล้วเพลินตาดี

รีวิวหนัง

พล็อตจับคู่ให้ตำรวจฮ่องกงสุดตงฉิน กับชายอเมริกันจอมปลิ้นปล้อนพริ้วไหลไปได้ทุกสถานการณ์มาอยู่ในภารกิจสุดวายป่วงด้วยกัน ออกผจญภัยและได้เรียนรู้ผ่านบุคลิกที่แตกต่างสุดขั้วของกันและกันและสิ่งสำคัญที่สุดคือมิตรภาพอันหอมหวาน นี่อาจเป็นพล็อตคลาสสิคที่ถูกเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหนังชุด “คู่ใหญ่…ฟัด” ของดาวกังฟูอมตะอย่างเฉินหลง ซึ่งการกลับมาครั้งนี้เส้นเลือดใหญ่ของพล็อตก็ยังคงเป็นดังเดิม

เราได้เห็นการพยายามทำ “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ไม่ว่าจะเป็นการพยายามสร้างสรรค์รายละเอียดฉากแอคชั่น การออกแบบอุปสรรคและภารกิจตามรายทาง อารมณ์ขันที่หยอดมาตามรายทาง หลายอย่างมีความเวิร์คและเห็นพลังสร้างสรรค์ในตัวมันเอง ซึ่งถ้ามองแบบแยกองค์ประกอบ หลายๆ ซีน หรือซิทสนุกๆ ที่ตัวละครไปเจอนั้นก็สร้างความบันเทิงให้พอสมควร แต่พอเอามารวมเข้าเป็นภาพใหญ่จริงๆ กลับดูจำเจ ซ้ำเดิม น่าเบื่อหน่าย

อาจเป็นเพราะการที่ตัวหนังเองไม่ได้พยายามเปลี่ยนแปลงใจความสำคัญที่ควรเปลี่ยนในระดับโครงสร้าง ทำให้ลำพังการคิดซีนใหม่ๆ เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ยังไม่เพียงพอ ภาพรวมมันยังตอกย้ำให้อารมณ์เดิมๆ ที่หากเป็นยุคเฟื่องฟูแรกๆ ของเฉินหลง มันคงอาจจะยังเป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ไม่ใช่กับปัจจุบันนี้แล้ว

ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมหาศาล บรรดาคอนเทนต์ต่างๆ ต้องปรับตัวกันเอาตัวรอดหัวแทบแตก หนังเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น การจะแอบอิงความยิ่งใหญ่คลาสสิคและหวังว่าทำมากี่ทีคนดูก็ยังจะชอบอาจเป็นแนวความคิดที่จะตายไปในไม่ช้า เมื่อฝั่งฮอลลีวู้ดเองการนำแบรนด์ที่สร้างไว้ได้แข็งแรงในอดีตมารีเมคสร้างใหม่ก็แป๊กไปเยอะแล้วเหมือนกัน บางทีความแตกต่างอาจเห็นได้ชัดกับการที่ Train to Busan ทำได้สำเร็จในการเอาโคร้งสร้างหนังซอมบี้มหันตภัยแบบเดิมๆ มาเลาะตะเข็บโครงสร้างอย่างละเอียดและเพิ่มความสดใหม่ลงไปในทุกองค์ประกอบที่แสดงให้เห็นจากความสำเร็จของมันแล้วว่าพล็อตโครงสร้างแบบเดิมก็สามารถรื้อและสร้างใหม่และเอาคนดูอยู่ได้

ฮา
หนังเฉินหลงที่คนไทยคุ้นเคย ไม่ใช่หนังโชว์วูซูงามๆ หรือหนังโชว์คิวบู๊บ้าระห่ำ แต่เป็นหนังแอ็คชั่นที่แฝงไปด้วยความน่ารักและอารมณ์ขัน หนังอย่างเอไกหว่า ขาตั้งสู้ วิ่งสู้ฟัด มังกรหนวดทอง หนังตระกูลใหญ่ ทับ ฟัด ฯลฯ ตลอดจนหนังที่ร่วมกับฮอลลีวู้ดในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ทำให้คนไทยจดจำเฉินหลงในภาพนักบู๊อารมณ์ดี แต่พอถึงทศวรรษ 2010 เฉินหลงฉีกแนวไปเล่นดราม่ามากขึ้นจนไม่ค่อยเป็นที่ประทับใจในแวดวงแฟนคลับเฉินหลงในประเทศไทย ถือว่าคนไทยห่างหายจากหนังเฉินหลงแบบเดิมๆไปนานพอสมควร แต่สำหรับ Skiptrace ผมถือว่าสามารถเรียกฟอร์มเฉินหลงคนเดิมกลับคืนมาได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ขึ้นหิ้งแบบ Rush Hour แต่ความฮาแบบแจ็คกี้ชานมันหวนกลับมาอีกครั้ง การปล่อยมุขขณะที่ตัวละครหลักทั้งคู่ผจญภัยไปในดินแดนต่างๆ มันอาจจะดูซ้ำรอยหนังแนวคู่หูผจญภัยหลายเรื่องที่ผ่านมาของเฉินหลง แต่การที่มาประกบคู่กับน็อกซ์วิลล์ มันกลายเป็นความฮาที่ดูจากตัวอย่างแล้วไม่น่าจะเข้ากันได้ แต่เอาเข้าจริงมันเวิร์คสุดๆ

ลูกบ้า
ด้วยคาแร็คเตอร์เฉินหลง ที่รับบทเป็น เบนนีเฉิน ตำรวจวัยเกษียณที่หมกมุ่นกับการล้างแค้นมาเกือบสิบปี ต้องมาร่วมมือกับฝรั่งมะกันบ้าๆบอๆ ทำเรื่องที่หลายคนไม่ทำกัน อย่างการเข็นรถขึ้นภูเขา เมาปลิ้นกับชาวเผ่า ร้องเพลงเพื่อผ่านด่าน หรือเป่าหมูต่อเป็นแพ ฯลฯ ดูขัดกับคาแร็คเตอร์ของเบนนีชานที่ควรจะเคร่งขรึมจริงจัง แต่มันกลับกลายเป็นลูกบ้าที่ทำให้ตัวหนังดำเนินเรื่องไปได้ลื่นไหล ความบ้าที่เรียกเสียงฮาได้ตลอดทั้งเรื่อง เอาเข้าจริงๆความบ้าของหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นรอง The Mermaid หนังของโจวซิงฉือที่บ้าจนถล่มบ็อกซ์ออฟฟิศจีนถล่มทลายมาแล้ว แต่ผมรู้สึกว่า Skiptrace มันบ้าแต่ฮากว่าหนังเงือกน้อยซะงั้น อย่างไรก็ตามบางฉากก็เหมือนบ้าจนล้นเกินไป อย่างฉากคนมองโกลร้องเพลง ผมไม่เก็ทว่าหนังพยายามจะสื่ออะไรถึงได้เสียเวลากับฉากนั้นไปหลายนาที แถมยังดูไม่เมคเซ้นส์มากๆ

 

ดูหนังออนไลน์ Skiptrace