รีวิว Rambo: Last Blood จอห์น แรมโบ้ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน

รีวิว Rambo : Last Blood จอห์น แรมโบ้ บนจอภาพยนตร์กันมาแล้วถึง 11 ปี ภาคล่าสุด Rambo III ก็เมื่อปี 2008 ตอนนั้น ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ก็อายุอานามปาไป 62 ปีแล้ว ซึ่งพี่สไลเองแกก็กะว่าจะจบตำนาน จอห์น แรมโบ้ ไว้แค่ภาค 4 นั่นล่ะ จนเมื่อทางผู้สร้างได้สานต่อตำนาน Rocky ใน Creed ที่ได้ ไมเคิล บี.จอร์แดน มารับบทนำ แล้ววางตัว ร็อคกี้ บัลโบ ในฐานะโค้ช แล้วผลตอบรับก็ดีมากซะด้วย จนมีภาค 2 แล้วก็ทำรายได้ดีทั้ง 2 ภาค ก็เลยทำให้พี่สไล แกฉุกคิดได้ว่า ตลอดชีวิตการแสดงของแก มีตัวละครระดับไอคอนอยู่ 2 ตัวคือ Rocky กับ Rambo เมื่อผู้ชมยังต้อนรับ Rocky ดีแบบนี้ แกก็น่าจะลองสานภาคต่อ Rambo ดูซิ นั่นจึงทำให้เราได้เห็น แรมโบ้ กลับมาบนจออีกครั้งในวัย 72 ปี

ผมเป็นคนชื่นชม ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ในฐานะนักแสดงที่มีความสามารถรอบด้าน แม้ภาพพจน์เขาจะเป็นดาราแอ็กชันร่างบึ้ก แต่ที่จริงแล้วแกเข้าวงการมาในฐานะคนเขียนบทภาพยนตร์ แล้วถึงใช้บทที่แกเขียนนั่นล่ะ พาตัวเองเข้าวงการมาในฐานะนักแสดง แล้วก็ยังเป็นผู้กำกับ อำนวยการสร้างอีกหลายเรื่องด้วย ใน Rambo : Last Blood นี่ก็เป็นฝีมือเขียนบทภาพยนตร์ของพี่สไลเองอีกเช่นกัน ร่วมกับมือเขียนบทหน้าใหม่ แมทธิว ไซรูลนิก แต่การลงรายละเอียดในชีวิตจิตใจของ จอห์น แรมโบ้ ที่มีชีวิตบนโลกภาพยนตร์มาแล้ว 37 ปี ก็ต้องมีแต่ซิลเวสเตอร์ สตอลโลนเองเท่านั้นล่ะที่จะเข้าใจ

ความยาวหนังภาคนี้ รวมเครดิตท้ายเรื่องแล้วกินเวลาเพียงแค่ 89 นาที นับเป็นภาคที่สั้นที่สุด แต่ในระยะเวลาเท่านี้ก็ถือได้ว่าเล่าเรื่องราวได้กระชับ เข้มข้น และครบถ้วน แล้วก็มีวิธีการเล่าเรื่องราวในช่วงระยะเวลา 11 ปี ที่หายไปจากจอภาพยนตร์ได้อย่างฉลาด ตามฟอร์มของหนังแอ็กชัน ต้องมีฉากโชว์เปิดเรื่อง ให้เราได้เห็นศักยภาพของพระเอก ในภาคนี้ก็ได้ดูแรมโบ้ ในฐานะจิตอาสาช่วยนักท่องเที่ยวจากน้ำป่า ก็นับว่าเป็นฉากเปิดที่อลังเล่นใหญ่ได้น่าระทึก พอเข้าเรื่องหนังก็พาเราไปรู้จักตัวตนของ จอห์น แรมโบ้ ในบั้นปลายชีวิต ที่เลือกเข้าหาชีวิตที่สงบเงียบ ในแรมโบ้ในภาพลักษณ์ที่ดูมีชีวิตจิตใจมากขึ้น เขากลับมาอยู่บ้านไร่ในเท็กซัส ยึดอาชีพเลี้ยงม้าและฝึกม้า มีมาเรีย แม่บ้านเก่าแก่มาคอยดูแลบ้าน มาเรียเป็นคุณยายของ “แกเบรียล” หลานสาวคนสวยวัยรุ่น ที่เพิ่งเรียนจบมัธยม

เราได้รับรู้ความสัมพันธ์ของแรมโบ้ มาเรีย และ แกเบรียล ผ่านบทสนทนาว่า แกเบรียล เป็นเด็กกำพร้าที่แม่เสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก พ่อก็ทิ้งไปอยู่เม็กซิโก คุณยายมาเรียจึงเป็นคนเลี้ยงดูเธอมาในบ้านของแรมโบ้ตั้งแต่ 10 ปีก่อน และแรมโบ้เองก็เห็นชะตากรรมของแกเบรียล ด้วยความสงสารแรมโบ้จึงดูแลเธออย่างใกล้ชิดราวกับเป็นลูกของตัวเอง ในช่วงต้นหนังพาเราไปสำรวจทัศนียภาพโดยรอบทั้งภายในและภายนอก ขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดให้เราเข้าถึงความผูกพันของแรมโบ้และแกเบรียล จนถึงจุดวิกฤตของเรื่องราว เมื่อแกเบรียลพลาดท่าโดนแก๊งมาเฟียเม็กซิกันที่ทำธุรกิจค้ากามจับตัวเธอไป

พลอตง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เล่าเรื่องราวได้ตรงประเด็น ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย แรมโบ้ ไปตามตัวหลานสาวกลับด้วยวิธีการที่เขาถนัด พูดน้อย ฆ่าเยอะ เป็นการจุดชนวนศึกกับแก๊งมาเฟียเม็กซิกัน บานปลายเป็นสงครามครั้งใหญ่ในบั้นปลายของแรมโบ้ เป็นฉากแอ็กชันตูมตามสะใจคนดูท้ายเรื่อง ที่ได้เห็นการต่อสู้ที่หลากหลายมาก ทั้งอาวุธหนัก อาวุธเบา ปืน มีด ธนู มาครบ แต่จะมาในรูปแบบมวยคนละชั้น ที่ได้รับแค่ความสะใจเหมือนดูผู้ใหญ่รังแกเด็ก แต่ไม่ได้ความรู้สึกร่วมลุ้นเลยสักนิด เพราะแรมโบ้ตั้งมั่นรับศึกในบ้านตัวเอง ที่เตรียมทางหนีทีไล่ไว้พร้อม แถมยังมีเวลาวางกับดักไว้แทบทุกก้าว เราก็เลยได้ดูฉากฆ่าโหดที่ลากยาว แต่ต้องเน้นย้ำคำว่า “โหด” เพราะหนังใช้เรต R ที่ได้มาอย่างคุ้มค่ามาก บรรดาลูกกระจ๊อกแต่ละตัวไม่ตายดีเลยสักตัว ตายแบบเละ สยดสยองมาก ถึงขั้นที่ดูแล้วต้องซอยเท้าถี่ ๆ ด้วยความหวาดเสียวกับภาพที่เห็น

หนังคงจะรู้สึกว่าเอาเปรียบฝ่ายร้ายไปสักนิด ก็เลยเขียนให้ แรมโบ้ พลาดท่า โดนกระสุนฝ่ายตรงข้าม เท่าที่เห็นก็โดนหนักนะ กระสุนทะลุร่างหลายนัดเลย แต่ก็นะ นี่มันหนังฮอลลีวู้ดก็ยังคงบรรทัดฐานความเวอร์ของฮอลลีวู้ดไว้ เพราะไม่เห็นว่าไอ้กระสุนหลายนัดทำเอาเลือดอาบนั่นมันจะเป็นอุปสรรคอะไรกับพี่แกเลยแม้แต่นิด คือโดนหรือไม่โดนก็ไม่ได้ต่างกันเลย