รีวิว หนัง Avengers : Infinity War – มหาสงครามอัญมณีล้างจักรวาล

รีวิว หนัง Avengers : Infinity War - มหาสงครามอัญมณีล้างจักรวาล

รีวิว หนัง Avengers : Infinity War – มหาสงครามอัญมณีล้างจักรวาล  สำหรับผมแล้วมันเป็นมากกว่าหนังธรรมดาทั่วไป มันเหมือนเป็นหมุดหมายที่สำคัญที่สุดในตระกูลมาร์เวล ที่ต่อยอดกันมาเกือบ 10 ปี ก้าวผ่านและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน กลายเป็นกลุ่มวัฒนธรรมที่ใหญ่กว้างกว่าสมัยคอมมิค ถ้าไม่มีอะไรคุยกันก็หยิบจับจักรวาลมาร์เวลมาแบ่งปัน คาดเดา สปอยล์ วิเคราะห์กันได้ตลอดเวลา ไม่ต่างกับ Star Wars ในวัฒนธรรม Pop Culture ที่ยิ่งใหญ่แบบสุดๆ ชิ้นส่วนเฟสท้ายๆ ของเฟสที่ 3 อันเป็นจุดรวมของหนังทุกเรื่องมาร์เวลจึงเป็นอะไรที่ได้รับการคาดหวังไว้สูงลิ่ว

และหนังก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง สนุกมาก แม้โปรดักชั่นยังคงเน้นปลอดภัยเช่นเดิม แต่หนังเติบโตและก้าวข้ามตัวเองไปอย่างมีนัยยะ หนังมีความเคร่งเครียดมากขึ้น หนักขึ้น เสน่ห์ของตัวละครที่ดิสนีย์เก่งกาจ

ก็ทำออกมาได้พอดิบพอดีต่อการบริหารเวลาในเรื่อง อันเป็นผลเนื่องจากมีตัวละครมหาศาล จนจำเป็นต้องลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออก ความพยายามประคับประคองให้เนื้อเรื่อง 3 เรื่องเดินรับไปพร้อมกันผ่าน

ตัวละครสุดเหวี่ยงทั้งหลายทำได้ยากมาก และผมคิดว่ามันเอาอยู่ สัดส่วนที่แต่ละตัวละครแบกรับสมเหตุสมผลดี และได้เห็นผลพวงจากการเติบโตในหนังแยกเดี่ยวของตัวเองที่น่าสนใจในบทสรุปนี้ทั้งหมดด้วย

ไม่ว่าจะเป็นสไปดี้กับไอรอนแมน หรือสกาเลซวิช กับวิชชั่น หรือตัวกาโมร่าและสตาร์ลอร์ด (จะเห็นว่าเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์มากกว่าปกติ)

แต่ก็มีข้อเสีย เนื่องจากมีเวลาปูตัวละครน้อย คนที่ไม่เคยดูหรือพลาดเนื้อเรื่องสำคัญในหนังเรื่องก่อนๆ อาจงงได้ง่ายๆ เพราะถึงจะกล่าวอ้างถึง แต่ก็ใช้เพียงแค่การเล่าด้วยปากเปล่าเท่านั้นเอง

ฉะนั้นเพื่ออรรถรสที่เต็มอิ่ม สมบูรณ์ เข้าใจตัวละคร จำเป็นต้องดูอย่างน้อย 3 เรื่องคือ Avengers 2: Age Of Ultron, Thor : Ragnarok, Captain American : Civil War ที่จะทำให้องค์ประกอบ

การเล่าเรื่องครบ แต่หากจะครบเครื่องตามแนวคิดและการเติบโตของตัวละครก็คือต้องตามหนังเฟส 3 ทั้งหมดจริงๆ โดยเฉพาะฟากฝั่ง Guardians of the Galaxy 2 ที่พลิกโฉมจักรวาลมาร์เวลไปเป็น ดราม่างดงามที่ตลกกวนตีน

ดังนั้นเมื่อแต่ละฮีโร่มีหนังแยกสำหรับปูเรื่องราวและบทสรุปของตัวเองแล้ว Avengers ภาคล่าสุดจึงอุทิศให้กับการเล่าตัวละครที่ไม่มีใครรู้จัก แต่กลับเป็นตัวสำคัญที่สุดในเรื่อง

นั่นคือ Thanos ตัวร้ายที่อยู่เบื้องหลังการรุกรานของโลกิในโลกมนุษย์ ที่ปูยาวมาตั้งแต่ Avengers 1 ภายใต้ความต้องการครอบครองของ Infinty Stones สำหรับทำตามภารกิจ

ของตัวเอง ซึ่งความสามารถในการสร้างตัวร้ายที่ทรงเสน่ห์ มาร์เวลและดิสนีย์ประสบความสำเร็จในการสร้างตัวละครที่เราจะแอบเอาใจช่วยอย่างน่าประหลาด ความเป็นมนุษย์ที่

ครบเครื่องทั้งเหตุผล ทั้งอุดมการณ์ทำให้ Thanos เป็นตัวร้ายที่งดงาม น่าสนใจ สามารถพาเราไปพร้อมกับฮีโร่อื่นๆ ภายใต้คอนเซ็ปต์ของ Anti-Hero ได้อย่างดี

ในขณะเดียวกัน เนื้อเรื่องเองก็เป็นเสมือนลูกระเบิดที่จะคอยขย้ำคนดูจากการเหนือความคาดหมาย หักมุมต่อเนื่อง พอเนื้อเรื่องกล้าพอที่จะขยายออกไปอย่างซีเรียส มีแก่นของความตายและการทำเพื่อผู้คน ทำให้หนังมันเดินทางไปสู่จะจุดสุดท้ายของความขัดแย้งที่มีมาตั้งแต่สมัย Civil War นั่นคือ “ความดี”

การไม่ตัดสิน และการดิ้นรนของตัวละครอันหลากหลายภายใต้คอนเซ็ปต์ฮีโร่จากทุกทิศทางทำให้ Infinity War มีความโดดเด่นด้านเนื้อเรื่องสูงมากๆ เพราะตัวละครมีเหตุมีผลของตัวเอง ต่างมีความเชื่อที่หลากหลาย

“อุดมการณ์ยิ่งใหญ่ การเสียสละยิ่งมาก”

นั่นไม่ได้หมายถึงแนวคิดหลักของธานอสเท่านั้น แต่อาจหมายถึง Avengers ด้วย

Avengers 3 เป็นหมุดหมายที่รวบรัดเอาทุกความลับที่ปูเอาไว้มาสู่จุดเดียว เพื่อไปสู่ผลลัพท์สุดท้ายในภาคต่อไป เป็นหนังที่สนุกมากๆ ครบเครื่อง แม้จำเป็นต้องดูหนังเรื่องก่อนๆ ที่มีจำนวนมากมาก่อน แต่มันก็คุ้มค่ากับเรื่องราวสุดท้ายของเฟสที่ 3 ที่จะนำไปสู่อนาคตของเฟสที่ 4

Marvel เป็นเหมือนชีวิตของผู้คน มันอาจไม่ได้ทรงพลัง ยิ่งใหญ่ เปลี่ยนความคิด แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำเราทั้งหลายตลอดหลายปีที่ผ่านมา และผมคิดว่าอีกไม่นานมันกำลังเคลื่อนเข้าสู่จุดพีคที่สุดของเฟสนี้ และน่าจะกลายเป็นหนังที่ประทับใจแบบสุดๆ เช่นเดียวกันกับตอน Avengers ภาค 1 ออกมา

Avengers : Infinity War
ความตื่นเต้น เต็มอิ่ม สนุก ตื่นเต้น และค้างคา คือความรู้สึกหลังดู Avengers : Infinity War หนังภาคต่อสุดอลังการ ที่ได้ผู้กำกับพี่น้องรุสโซ มาสานต่อความยิ่งใหญ่ (พี่น้องคู่นี้เคยกำกับ Captain American: The Winter Soldier และ Civil War โดยส่วนตัวแล้วในจักรวาล Marvel ผมชอบภาค The Winter Soldier มาก) สำหรับในภาคนี้ตัวละครเยอะมาก แต่หนังสามารถแบ่งบท และจัดการกับตัวเนื้อหาได้เป็นอย่างดี

คุณภาพของภาพ เสียง และ3D
หนังเรื่องนี้ถ่ายทำด้วยระบบ IMAX ทั้งเรื่อง แน่นอนถ้าดูในระบบ IMAX ภาพยิ่งใหญ่เต็มจอมาก และที่ดีมากๆ, ของหนังคือ 3D นูนทั้งเรื่องเลย ไม่ใช่นูนบางฉากนะ แต่ตลอด 2 ชั่วโมงครึ่ง นูนและพุ่งเข้าหน้าตลอด คือดีงามมากจริงๆ Sound ยอมรับว่าฟังแล้วดูไม่อลังการ มันไม่บิ้วพอ บางฉากคือสงครามแต่ Sound ไม่บิ้วเท่าที่ควร อันนี้คือเสียของจริงๆ ถ้าจะดู Avengers ให้เต็มอิ่มก็แนะนำเลยครับระบบ IMAX คุ้มแน่นอนครับ
ด้าน CG หนังทำเนียนมากสวยมากชอบมากๆ ในหนังเรื่องนี้ครับ

บทหนัง เนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่อง
ด้วยตัวหนังที่ดำเนินมา 10 ปีของจักรวาล Marvel ทำให้ตัวละครในหนังเยอะมาก แน่นอนการแบ่งบทสำคัญมากๆ สำหรับตัวผมเองคิดว่าการแบ่งบทในเรื่องทำได้ดีมากๆ ทุกตัวละครมีความสำคัญ มีฉากที่ทำให้ฟิน แต่อย่างที่บอกตัวละครเยอะ จะให้ออกแต่ตัวละครที่เราชอบคงทำไม่ได้ บางคนเลยอาจจะไม่พอใจ ทำไมตัวนี้ออกน้อยตัวนี้ออกเยอะ
การดำเนินเรื่อง หนังมี Part หลาย Part มากทำให้ฉากตัดสลับไปมา แต่ก็ดูรู้เรื่องนะ และเรื่องนี้ก็แทบไม่พูดกันเยอะ ซัดกันอย่างเดียว ทำให้บางอย่างเหมือนไม่ได้ปูพื้นมาก่อน ทำให้ไม่อินในบางฉาก

ด้านดี
ความสนุกอันดับหนึ่งเลยครับ มันสนุกตั้งแต่ฉากแรกยันฉากจบ สองชั่วโมงครึ่งสำหรับผมกลายเป็นเวลาแปปเดียวเอง อีกอย่างที่ชอบมากๆ คือความ DARK ของหนัง ทำให้เรารู้สึกหดหู่ไปกับตัวหนังเลย ถึงจะ DARK แต่ Marvel ก็ยังมีฉากมุกขำๆ อยู่เยอะนะ ทุกอย่างรวมกันทำได้ดีมากๆ และฉากจบก็ทำให้เราอยากติดตามภาคต่อไปทันทีเลย มันค้างคาสุดๆ และที่ดีมากๆ คือตัวร้ายอย่าง ธานอส เป็นตัวร้ายที่มีการปูพื้น เข้าใจถึงความเป็นมาของตัวละคร และคนดูก็เข้าถึงตัวร้ายตัวนี้ได้เป็นอย่างดี

ด้านแย่
อย่างที่กล่าวข้างต้น ตัวละครเยอะ Part ในหนังก็เยอะ ทำให้บางฉากไม่มีการปูพื้นเลย ทำให้ไม่อินเลยสักอย่าง โดยเฉพาะฉากสงครามในวากานด้า อันนี้ไม่อินเลย มันแบบปุ๊บๆ โผล่มา ก็งงๆ มันเลยทำให้หนัง drop ลงตรงนี้มากๆ ทั้งๆที่เป็น Part ไฮไลท์ของหนังเลยทีเดียว เสียดายมากๆ และอีกอย่าคือ Sound ที่ไม่บิ้วเลย ไม่อลังการ รู้สึกเฉยๆ กับตรงนี้มากๆ ที่มา

รีวิวหนัง Avengers : Infinity War ปกการป้องโลกจาก Thanos

Avengers : Infinity War

Avengers: Infinity War เป็นการรวมตัวของทีม Avengers +, Guardians of the Galaxy + Team, Black Panthers และอื่น ๆ เพื่อปกป้องโลกทั้งใบจาก Thanos ปีศาจสีม่วง (เฉพาะ Josh Brolin of the Brave) ภายใต้อิทธิพลพวกเขารวบรวมทั้งหมด หินที่ไม่มีที่สิ้นสุดหกก้อน (รวมถึงจิตใจวิญญาณเวลาพลังพื้นที่และความเป็นจริง) เพื่อฆ่า ประชากรครึ่งหนึ่งของจักรวาล ตอนแรกฉันคิดว่าโดยปกติแล้ว สมาชิกของ Vanguard Avengers จะรวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับผู้ร้ายด้วยกัน  ถ้าต้องลิงค์ไปธานอสพร้อมกันจะไปโผล่ที่ไหน? มาดูและทำความเข้าใจ พวกเขาแยกย้ายกองกำลังและรวบรวมเกือบทั้งทีมเมื่อสิ้นสุดจุดสุดยอดของการต่อสู้ในสนามต่างๆ ฉันไม่รู้ว่าเป็นเพราะเจตนาหรือเพราะดวงดาวทั้งหมดหลั่งไหลมารวมกันเป็นไปไม่ได้ (หรือทั้งสองอย่าง!)

 

เริ่มแรกเปิดเรื่องมาจะเจอเทพบนอวกาศก่อน นั่นคือ Thor (Chris Hemsworth) กับ Loki (Tom Hiddleston) ซึ่งต่อมาจะไปเจอกับยานของพวกทีม Guardians of the Galaxy อันได้แก่ Peter Quill (Chris Pratt), Gamora (Zoe Saldana), Rocket (Bradley Cooper), Groot (Vin Diesel), Drax (Dave Bautista), และ Mantis (Pom Klementieff) ทั้งนี้ยังไม่นับ Nebula (Karen Gillan) น้องสาว Gamora อีกหนึ่งคน ซึ่งภาคนี้ Gamora ค่อนข้างมีบทบาทสำคัญ ด้วยความเป็นลูกเลี้ยงคนโปรดของ Thanos นั่นเอง

 

Hulk หรือ Bruce Banner (Mark Ruffalo) ดูโอของ Thor จากภาคล่าสุด กลับไปโลก ฟอร์มทีมสายวิทย์กับ Tony Stark (Robert Downey Jr.) และ Dr. Strange (Benedict Cumberbatch) รวมถึงเด็กตัวจี๊ดในปกครอง (สายวิทย์เช่นกัน) ของ Stark อีกคน นั่นคือ Spider-Man (Tom Holland) หลัก ๆ ทีมนี้ต้องปกป้อง Time Stone ที่ Dr. Strange ครอบครองดูแลอยู่

 

Scarlet Witch (Elizabeth Olsen) กับ Vision (Paul Bettany) คู่จิ้นเหนือมนุษย์ภาคนี้ก็(กึ่ง)เปิดตัวเป็นคู่รักชัดเจนกว่าภาคที่แล้ว และอย่างที่รู้กัน ในตัวของ Vision ว่ามี Mind Stone อยู่ ยังไง Thanos ก็ต้องตามมาจัดการ

ทางกัปตัน Steve Rogers (Chris Evans) ไม่ปล่อยให้เพื่อนเดือดร้อน ตามมาช่วยเสริมทัพ พร้อมกับ Natasha Romanoff (Scarlett Johansson) และ Falcon (Anthony Mackie) อ้อ… และจริง ๆ จะมี War Machine (Don Cheadle) ด้วยอีกคน เกือบลืม เพราะบทแต่ละคนเยอะกว่าปู่ Stan Lee แค่นิดเดียวจริง ๆ

ส่วน Bucky Barnes (Sebastian Stan) อยู่ที่ Wakanda กับฝ่าบาท T’Challa (Chadwick Boseman) ซึ่งก็จะมีเจ้าหญิง Shuri (Letitia Wright) กับนายพล Okoye (Danai Gurira) ที่จะมีซีนบ้างตามอัตภาพ

ส่วน Ant-Man กับ Clint Barton ไม่มา ติดสัญญาอยู่กับครอบครัว (ซึ่งชีวิตจริง จากเนเจอร์เท่าที่เห็นมาจากหนังก่อน ๆ ของมาร์เวล เราว่าเป็นไปได้ยากมากที่สองคนนี้จะปล่อยให้โลกหรือเพื่อนของเขาต้องต่อสู้กับ Thanos โดยที่เขาไม่เข้าไปเอี่ยวด้วย)

 

สำหรับจำนวนฮีโร่และแบ็คอัพฮีโร่อันมากมายเป็นโหล ๆ อย่างน่าเห็นใจ และเวลาสองชั่วโมงครึ่ง ก็ต้องถือว่าผู้กำกับสองพี่น้องรุสโซ่ Anthony และ Joe Russo (จาก Captain America) พยายามกระจายบทและบาลานซ์หนังได้ดีเท่าที่เขาคงจะทำได้แล้วล่ะ ผลลัพธ์ออกมาก็ยังเป็นหนัง Avengers ที่สนุกมากอยู่ ยังตอบโจทย์ความมัน(ส์)สะใจ บู๊ล้างผลาญมหาประลัย ความบันเทิง

รวมถึงมุกตลกสไตล์มาร์เวล ได้อย่างครบครัน (แถมบางแก๊งนี่เหมือนไม่ได้ตั้งใจจะมารบ แต่ตั้งใจมาเพื่อเล่นตลกโดยเฉพาะมากกว่า) ชนิดที่สาวกคงถูกใจ หรือคนที่ไม่ใช่ติ่งได้ดูก็ไม่น่าจะรู้สึกเสียดายตังค์

แต่ถ้าเอาตามที่บางคนอวยว่า นี่คือหนังฮีโร่มาร์เวลที่ดีที่สุด อันนี้เราแอบไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่ คือเราไม่ได้รู้สึกว่ามันพีคขนาดนั้น เรารู้สึกว่าหลาย ๆ เรื่องก่อนหน้ายังดีกว่า อย่างน้อย ๆ ก็ Black Panther แล้วล่ะอันหนึ่ง (แต่จะว่าไป ก็เห็นมีคนพูดว่า “หนังมาร์เวลที่ดีที่สุด” ทุกครั้งเวลาที่มีหนังมาร์เวลใหม่ ๆ เข้าฉาย) หรือถ้าเปรียบเทียบเฉพาะกับ Avengers ด้วยกัน เรายังชอบสองภาคก่อนหน้ามากกว่าอยู่ดี แม้แต่ภาคแรกที่ตัวร้ายยังเป็นแค่เทพกิ๊กก๊อก (Loki) เราว่าอะไร ๆ มันก็ยังดูลงตัวกว่านี้

 

จริง ๆ แอบรู้สึกด้วยว่า Captain America: Civil War (ที่สองพี่น้องรุสโซ่กำกับเช่นกันนี่ล่ะ) ยังมีความเป็นหนัง Avengers มากกว่า Infinity War ภาคนี้ เรารู้สึกว่า Infinity War เหมือนหนังของ Thanos มากกว่าหนังของ Avengers ซึ่งเอาจริง เราชอบนะที่ทำให้เขาเป็นตัวร้ายที่มีมิติ มีมุมของคนเป็นพ่อ มีมุมรักโลก มีเป้าหมายและอุดมการณ์ที่ยังมีความเป็นมนุษย์ ฯลฯ จนแอบคิดไปอีกว่า

ถ้าตอนแรกทำเป็นหนัง Thanos ไปเลย แล้วให้พวก Avengers มาเป็นอุปสรรค (หรือพูดง่าย ๆ ก็ตัวร้าย) ของ Thanos ไปเลย อาจจะออกมาดีหรือเต็มที่สักทิศสักทางกว่านี้ก็ได้ (แต่ก็เข้าใจนะว่า Avengers มีดาราแม่เหล็กมากมายที่ยังไงก็ต้องเอามาใช้ให้คุ้ม)

 

อย่างไรก็ตาม ภาคนี้ฉลาดในการทำ ending เหมือนรู้ดีว่าจบแบบนี้คนจะอิน จะหน่วง จะตราตรึง จะอยากดูภาคต่อทันที คือเขาเล่นกับความรู้สึกของคนดู ทั้งเรื่องจะขึ้นจะลง จะเฉยจะพีคหรือไม่ยังไงไม่รู้ แต่พอจบแบบนี้ปุ๊บ โอ้โห… โลกจดจำ แล้วเค้าตั้งใจเลยว่าจะให้คนดูออกจากโรงด้วยความรู้สึกนี้แหละ… ภาคนี้จึงมี end credit แค่ตัวเดียวที่นาทีท้ายสุดเลย และยังเป็น end credit ที่ยังรักษาต่อยอดความสดของตอนจบนั้นไปอีก