รีวิวหนัง มินเนี่ยน Despicable Me 3 – มิสเตอร์แสบ ร้ายเกินพิกัด 3

หนังมินเนี่ยน Despicable Me 3 หรือชื่อไทยว่า มิสเตอร์แสบ ร้ายเกินพิกัด 3 พบกับการกลับมาของกรู, ลูซี่ พร้อมด้วยลูกสาวสุดที่รัก มาร์โก, อีดิธ และแอ็กเนส รวมถึงเจ้าตัวเหลือง มินเนี่ยน Despicable Me 3 มิสเตอร์แสบ ร้ายเกินพิกัด 3 กำกับโดย ปีแอร์ คอฟฟิน และไคล์ บัลดา โดยได้ สตีฟ คาเรลล์ และคริสเทน วิก กลับมาให้เสียงพากย์เหมือนเดิม ร่วมด้วย เทรย์ พาร์คเกอร์ เจ้าของรางวัลเอ็มมี่, โทนี่ และแกรมมี่ ที่มาให้เสียงพากย์วายร้ายตัวใหม่ บัลธาซาร์ แบรตต์ อดีตดาราเด็กที่ยังฝังใจกับคาแรกเตอร์ที่เขาเล่นในยุค 80’s

เรียกได้ว่ามีภาคต่อภาคแยกกันมาเรื่อยๆ สำหรับ มิสเตอร์ กรู และเหล่ามินเนี่ยนที่เดินทางกันมาถึงภาค 3 ซึ่งสำหรับผมเองค่อนข้างเฟล และเซ็งหน่อยๆ กับภาคแยกอย่างมินเนี่ยน ที่ทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่ก็ไม่คิดว่าความเซ็งนั้นจะลามมาถึงจุดนี้ด้วย ซึ่งในภาคนี้เล่าต่อเนื่องมาจากภาค 2 เลยคือ กรู และ ลูซี่ ยังคงทำงานในองค์กรต่อต้านวายร้ายอยู่ และไล่ตามจับวายร้ายตนนึง แต่กรูกลับทำพลาดอย่างน่าอับอายทำให้เขาถูกไล่ออก และประจวบเหมาะกับการได้รู้ความจริงว่าที่จริงแล้วเขามีพี่น้องฝาแฝด กรู และ ลูซี่ ต้องหาทางจับวายร้าย และกู้สถานการณ์ที่เคยทำพลาดให้ได้

จริงๆ ตอนแรกการได้เห็นภาคต่อของหนังตระกูลมินเนี่ยนเยอะๆ ผมรู้สึกดีมาก เพราะไอเดียแรกเริ่มของมันดีมาก จนต่อมาภาค 2 ก็ยังสามารถประคองความสนุกได้ แต่พอเดินทางมาถึงภาคที่ 3 แม้ว่าหนังจะสั้นมากแค่ชั่วโมงครึ่ง แต่ก็ยังรู้สึกน่าเบื่อมาก เพราะหนังเต็มไปด้วยความจำเจ แถมไม่สามารถดึงเสน่ห์ความตลกของมินเนี่ยนออกมาได้เลย สักนิดเดียว ขอย้ำสักนิดเดียวนะครับ ลืมไปได้เลยความฮาเป็นบ้าเป็นหลังในภาค 2 แถมเส้นเรื่องหลักอย่าง กรู ลูซี่ และเด็กๆ ก็จืดและซ้ำซาก วนเวียนกับการตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่เป็นบุพการีที่ดี ซึ่งใช้มาแล้วทุกภาค

แถมการปั้นตัวเป็นสัญลักษณ์ของหนังในหลายๆ อย่างถูกลดทอนความสำคัญไปแล้ว เหมือนทำๆ มางั้นๆ ทำมาขายแฟน ขายของเล่น ขายของที่ระลึกต่างๆ ซึ่งผมในฐานะของคนที่รักภาค 1-2 และรักในคาแรคเตอร์ของเจ้ามินเนี่ยนค่อนข้างผิดหวัง และเฟลมากถึงมากที่สุด เพราะจุดขายอย่างเสน่ห์ของตัวละครมันจืดชืด และแห้งลงไปอย่างชัดเจนจริงๆ นอกจากนี้ ปมทุกอย่างที่ผูกไว้ในเรื่องก็ยังคลายง่ายดายจนตอนดูจบ ยังงงว่ามันง่ายถึงเพียงนี้เลยหรือ

ภาพรวมของ ภาค 3 จึงเป็นหนังอนิเมชั่นที่น่าเสียดายมากที่สุด เพราะมันไม่สามารถให้ทั้งความสนุก ความฮา หรือเติมเต็มความรู้สึกแฟนหนังได้เลย ถ้ากราฟของหนังตกเบอร์นี้ ผมกลัวใจเหลือเกินครับว่าแฟรนไชส์มินเนี่ยน จะกลายเป็นแค่หนังที่เข็นมาเพื่อขายของอย่างเดียว แบบที่แฟรนไชส์บล็อคบลัสเตอร์หลายๆ เรื่องเป็น สำหรับหนังเรื่องนี้ใครที่เป็นแฟนคลับจริงๆ ก็คงไม่ควรพลาดควรตีตั๋วเข้าไปดูสักครั้ง แต่หากท่านไม่ได้พิสมัยในเจ้าตัวน้อยสีเหลืองเหล่านี้ หรือไม่ได้เป็นแฟนคลับ ก็สามารถปล่อยผ่านได้เลยครับ

แทง ufabet