รีวิว War for the Planet of the Apes – มหาสงครามพิภพวานร ซีซาร์และฝูงวานร

รีวิวหนัง War for the Planet of the Apes หรือชื่อไทยว่า มหาสงครามพิภพวานร ผลงานตอนที่ 3 ของแฟรนไชส์เรื่องดัง ซีซาร์และฝูงวานรต้องพบกับปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มมนุษย์ที่นำโดยผู้พันผู้โหดเหี้ยม  มหาสงครามพิภพวานร หลังจากที่ฝูงวานรต้องพบกับความสูญเสียที่เจ็บปวดอย่างคาดไม่ถึง ซีซาร์ต้องต่อสู้กับสัญชาตญาณที่โหดร้ายมากขึ้น และเริ่มต้นการเดินทางแห่งตำนานเพื่อล้างแค้นเผ่าพันธุ์ของเขา เมื่อท้ายที่สุดการเดินทางได้พาพวกเขามาเผชิญหน้ากัน ซีซาร์และผู้พันต้องเผชิญหน้ากัน ในการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่จะกำหนดชะตากรรมสายพันธุ์ของพวกเขาและอนาคตของโลก ผู้กำกับฯ : แมตต์ รีฟส์ นักแสดง: แอนดี้ เซอร์คิส, วูดดี้ ฮาร์เรลสัน, สตีฟ ซาห์น, โทบี้ เคบเบล

จากกราฟอารมณ์นี้เด็กเดินตั๋วชักไม่แน่ใจว่ามาดูหนัง หรือขึ้นรถไฟเหาะตีลังกาอยู่กันแน่ อารมณ์ของหนังแทบไม่เว้นจังหวะให้พักหายใจ หรือเนือยเบื่อแม้แต่น้อย มีแต่ความลุ้นระทึก อะดีนารีนสูบฉีดตลอดทั้งเรื่อง สะกดอารมณ์ของเด็กเดินตั๋วให้อยู่กับหนังได้ตลอดทั้งเรื่อง แต่ต้องบอกทุกท่านก่อนว่ารสชาติหนังเรื่องนี้ไม่เหมือนภาคแรก (Rise) ภาคที่สอง (Dawn) เลย ภาคแรกให้อารมณ์หนัง Sci-Fi ที่สนุกเข้มข้น และมีฉาก Action ที่ออกแบบงานสร้างมาอย่าง “เพอร์เฟกต์” ส่วนภาคสองเป็นหนัง Action ยุทธวิธีการต่อสู้ระหว่างสองเผ่าพันธุ์ แต่สำหรับภาคนี้จะถูกใจสายหนังสงคราม ยุทธวิธีทางทหาร การเอาตัวรอดในศึกสงคราม เรื่องราวของแผนการรบและชั้นเชิงเสียมากกว่าการต่อสู้บู๊ระห่ำ (หลักๆ การต่อสู้จะเป็นเชิงยุทธวิธีมากกว่ายิงกันตู้มๆ) และด้วยความเป็นหนังสงคราม แน่นอนว่าจะมีลูกดราม่าของชีวิต ความเป็นความตาย และแนวคิดปรัชญาทางสังคมผสมผสานไว้อยู่แล้ว และสำหรับหนังสงครามสำหรับเด็กเดินตั๋วมองว่ามีคุณค่ามากกว่าภาพยนตร์แอ็คชั่นมากมายในท้องตลาด เนื่องจากงานออกแบบทุกอย่างท้าทายและยากกว่าหนังแอ็คชั่นอย่างมาก ทั้งการออกแบบตัวละคร การใส่วิธีการคิด วิเคราะห์ ปูมหลัง การสื่อสารเชิงความคิด นามอธรรม การออกแบบอารมณ์ ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำได้ออกมาได้อย่างเข้มข้น ตามกราฟอารมณ์ขณะเด็กเดินตั๋วได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้เลย

เป็นการจบไตรภาคเรื่องราวการกำเนิดของอารยธรรมใหม่ของโลก ที่มีลิงเป็นผู้ปกครองสูงสุดได้อย่างสมบูรณ์แบบและงดงามมาก เราได้เห็น ซึมซับ และติดตามเอาใจช่วยผ่านลิงน้อยที่ชื่อซีซาร์จากภาคแรก (Rise) จนเกิดโรคระบาดในมนุษย์ และวานรได้พัฒนาการขึ้นมาต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ (Dawn) และเรื่องราวการดำรงอยู่ อนาคตของทั้งสองเผ่าพันธุ์ได้เกิดบทสรุปขึ้นในภาคนี้ (War) ซึ่งได้ตอกย้ำความสมบูรณ์แบบของเรื่องราวไตรภาคได้อย่างสมศักดิ์ศรีและการรอคอยจริงๆ สมบูรณ์แบบทั้งเนื้อเรื่องและงานสร้าง ซึ่งต้องชื่นชมผู้กำกับเจ้าเก่าจากภาคที่แล้วด้วย (ได้ข่าวว่าเฮียกำลังจะไปกำกับแบทแมนให้จักรวาลดีซีอีกด้วย…อันนี้ปักหมุดรอดูเลย) งานสร้างทำได้เนียบมากๆ เป็นหนังสงครามชั้นดีเรื่องนึงเลย ทำให้เด็กเดินตั๋วอยากย้อนกลับไปดูภาคแรกใหม่เลย ทำให้รู้สึกผูกพันกับแฟรนไชส์นี้มากๆ การแสดงของนักแสดงนำก็สื่อสารทำให้เราเห็นพัฒนาการ วิธีการคิดที่โตขึ้นของซีซาร์ ด้านมืด พลังใจ และความเฉลียวฉลาดได้อย่างเฉียบคม เด็กเดินตั๋วรู้สึกชื่นชอบคาแรกเตอร์ และการแสดงอารมณ์ของซีซาร์ที่แตกต่างกันออกไปในทุกๆ ภาคมาก ส่วนงานภาพดีงามมากๆ ทั้งมุมกล้อง การเคลื่อนไหว สี รวมไปถึงซีจีทั้งหมดทั้งมวลให้ความสมจริงและน่ากลัวมากๆ เด็กเดินตั๋วเข้าไปอยู่ในโลกของลิงปลอม โดยที่ลืมนึกถึงไปเลยว่าเป็นซีจี ทุกอย่างทำให้เราเชื่อมากๆ เข้าไปอยู่กับหนังได้อย่าง100% เลย การออกแบบฉากแอ็คชั่นหรือฉากต่อสู้ ก็ทำได้อย่างดีไร้ที่ติด ส่วนงานเสียง ขอยกความดีความชอบให้เพลงประกอบ ที่แบบเร้าอารมณ์ได้ถึงใจสุดๆ ทุก score เพลงที่ได้รับฟังล้วนสะเทือนไปถึงหัวใจ ไม่ว่าจะบิวต์อารมณ์ไหนๆ ก็ทำได้อย่างสมบูรณ์ไร้ที่ติจริงๆ

สุดท้ายก่อนสปอยล์ อยากแนะนำให้ทุกท่านที่ไม่ดูสองภาคแรกมาก่อน ให้ไปดูมาก่อนจะดูเรื่องนี้จะดีกว่า และเรื่องนี้ไม่ได้แอ็คชั่นมันส์หยดติ๋งตู้มต้าม แต่เป็นหนังสงครามชั้นเลิศเรื่องหนึ่งเลย ขอเชิญทุกท่านเลยให้ไปรับชมและรับคำตอบ หรือการปลดปล่อยจากไตรภาคพิภพวานรอย่างสมบูรณ์แบบ

เดิมพัน ufabet