รีวิวหนัง Kamen Rider Heisei Generations FOREVER

รีวิวหนัง Kamen Rider Heisei Generations FOREVER

หนัง Kamen Rider Heisei Generations FOREVER หรือชื่อไทยว่า รวมพลังมาสค์ไรเดอร์ ‘ยุคสมัยจะสิ้นสุด และทุกอย่างจะเริ่มต้นใหม่’ จู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดที่ส่งผลกระทบต่อมาส์กไรเดอร์ในยุคเฮเซย์ เมื่อมาส์กไรเดอร์ทั้งหมดค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน กลับกลายเป็นเพียงรายการสร้างความบันเทิงบนหน้าจอโทรทัศน์เท่านั้น ปริศนาสำคัญของเหตุการณ์ดังกล่าวซ่อนอยู่ภายใต้คำอธิษฐานของเด็กหนุ่มผู้คลั่งไคล้มาส์กไรเดอร์ แต่กลับอธิษฐานต่อฟูทารอสว่า ‘ขอให้มาส์กไรเดอร์ไม่มีอยู่จริง’ อะไรที่ทำให้เขาขอพรเช่นนั้น แล้วการที่พรกลายเป็นจริงนี้จะส่งผลอย่างไร การรวมทีมครั้งนี้นำโดยมาส์กไรเดอร์บิลด์ และราชาแห่งเหล่าามาส์กไรเดอร์ มาสก์ไรเดอร์จิ-โอ ทุกอย่างจะลงเอยอย่างไร หาคำตอบพร้อมกัน 28 มีนาคมนี้ในโรงภาพยนตร์

โปรเจกต์ฉลองครบรอบ 20 ปี ของคาเมนไรเดอร์ เมื่อไรเดอร์แต่ละคนค่อยๆเลือนหายไปจากโลก และความทรงจำ พวกเขาไม่ใช่ฮีโร่อีกต่อไป แต่เป็นเพียงตัวละครในสื่อบันเทิงที่สร้างความบันเทิงให้กับผู้คนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยมีปริศนาสำคัญนั่นก็คือ เด็กชายผู้ถูก อนาเธอร์ไรเดอร์ไล่ตาม กับ เด็กหนุ่มผู้คลั่งไคล้คาเมนไรเดอร์ ซึ่ง จิโอ และ บิลด์ จะต้องร่วมมือกันเพื่อกอบกู้โลก รวมไปถึงตัวตนของพวกเขาไม่ให้จางหายไป

จากที่ไปดูด้วยความคิดถึงกลายเป็นว่ารู้สึกชอบและผิดคาดมาก คือเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงฉบับหนังโรงของไรเดอร์ที่ทำมาโกยเกินทั่วไปเท่านั้น แต่ยังวางโครงเรื่อง วางรายละเอียด เพื่อเป็นการทริบิวท์ และปิดฉากยุคสมัยแห่งเฮย์เซย์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบมากๆ แถมยังเป็นส่วนเสริมให้กับฉบับทีวีซีรีส์ของคาเมนไรเดอร์ จิโอ (และเติมเต็มเรื่องราวของบิวท์ได้ดีด้วย) ฉากแอ็กชั่นทำได้สนุก เนื้อเรื่องเข้มข้น ซับซ้อนเกินกว่าจะเป็นหนังเด็ก ที่สำคัญเขายังมีเซอร์ไพร์สซ่อนเอาไว้ด้วย ทำให้โดยรวมแล้วหนังเรื่องนี้ค่อนข้างเติมเต็มสำหรับใครก็ตามที่มีวัยเด็ก มีความทรงจำที่ดีกับ หนังคาเมนไรเดอร์มากๆ ที่จะได้เห็นไรเดอร์ที่ตัวเองชื่นชอบมารวมตัวกันบนจอยักษ์ให้เห็น (ด้วยเหตุผลที่รับได้)

สรุปเลยคือ Kamen Rider Heisei Generations FOREVER เป็นหนังที่แอบไม่อยากให้หลายคนมองข้าม แต่ถ้าใครที่อยากดูก็อาจจะต้องมีพื้นฐานในการดูหรือรู้จักไรเดอร์ยุคหลังๆ อยู่บ้าง โดยเฉพาะ ตัวจิโอและบิลด์เอง เพราะมีบทบาทที่ค่อนข้างสำคัญ รวมไปถึงยังมีเนื้อหาที่อิงมาจากฉบับซีรีส์อยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วถือว่าคุณภาพเลย เล่นกับความทรงจำของทุกคนได้ดี ดูสนุก ดูเพลินมากเลยทีเดียว สำหรับภาคนี้ ที่มา  

 

รีวิว Tell Me What You Saw (본대로 말하라) 2020

รีวิว | Tell Me What You Saw : นั่งสืบในความมืด – Hallyu K Star

รีวิว Tell Me What You Saw (본대로 말하라) 2020 เรื่องย่อ : โอฮยอนแจ (รับบทโดย จางฮยอก) เคยทำงานเป็นนักวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากรระดับท็อปมาก่อน เคยทั้งปิดคดีมาหลากหลายเคสด้วยความสามารถของตนเอง แต่การวางระเบิดครั้งนั้นจากฝีมือฆาตกรต่อเนื่อง ทำให้คู่หมั้นของเขาเสียชีวิต จากเหตุการณ์นั้นทำให้เขาหายตัวไปและใช้ชีวิตอย่างสันโดษ ในขณะที่ ชาซูยอง (รับบทโดย ชเวซูยอง) เจ้าหน้าที่ตำรวจในเขตพื้นที่นอกเมือง เธอมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งคือ เมื่อเธอมองเห็นอะไรเธอจะจดจำรายละเอียดได้ทุกอย่าง ด้วยความสามารถนี้เองทำให้ ฮวังฮายอง (รับบทโดย จินซอยอง) หัวหน้าทีมของเธอ แนะนำเธอให้เป็นตำรวจหน้าใหม่ที่จะได้ทำงานร่วมกับโอฮยอนแจอย่างไม่เป็นทางการเพื่อตามหาตัวฆาตกรที่ใครๆคิดว่าตายแล้ว แต่จริงๆยังหลบซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆ

นักแสดง
จางฮยอก รับบทเป็น โอฮยอนแจ
อดีตนักวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากร (Profiler) ที่มีฝีมือระดับอัจฉริยะ แต่กลับมาใช้ชีวิตอย่างสันโดษเพราะเหตุการณ์การเสียชีวิตของคู่หมั้นของเขา

 

ชเวซูยอง รับบทเป็น ชาซูยอง
ตำรวจนักสืบสาวที่มีความสามารถในการจดจำภาพทุกอย่างได้แบบละเอียดยิบ

จินซอยอน รับบทเป็น ฮวังฮายอง
หัวหน้าทีมหน่วนสืบสวนอาชญากรรมพิเศษ

 

จางฮยอนซอง รับบทเป็น ชเวฮยองพิล
หัวหน้าประจำสถานีตำรวจที่มีนิสัยทะเยอทะยาน

ก่อนอื่นต้องบอกว่า เราห่างหายจากการรีวิวซีรีส์ไปนานมาก 555 ช่วงนี้โควิดระบาดหนักมาก (อีกแล้ว) ยังไงก็ดูแลรักษาเนื้อรักษาตัวกันดี ๆ นะคะ … ซีรีส์ที่เราหยิบยกมารีวิววันนี้เป็นซีรีส์แนวสืบสวนที่ไม่ได้ใหม่เท่าไหร่และก็ไม่ได้เก่าเกินไป กับเรื่อง Tell Me What You Saw มาเริ่มกันเลยค่ะ …

Tell Me What You Saw เป็นซีรีส์แนวสืบสวนระทึกขวัญ ดาร์ก ดิบ ชวนลุ้นสมชื่อช่อง OCN ที่ว่าด้วยเรื่องราวการตามจับฆาตรกรต่อเนื่อง ที่เรียกกันว่า “ไอ้หมอนั่น” หรือ “ฆาตรกรลูกอมมิ้นต์”

โอฮยอนแจ (รับบทโดย จางฮยอก / Jang Hyuk ) นักวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากรฝีมือฉกาจ เก่ง ฉลาด สามารถวิเคราะห์ความคิดของฆาตรกรได้แม่นยำ แต่เหตุการณ์การวางระเบิดที่สามแยกชุงกอน เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ทำให้โอฮยอนแจต้องสูญเสียคนรักและหายตัวไปอย่างลึกลับ ซึ่งเหตุระเบิดครั้งนี้เป็นฝีมือของไอ้หมอนั่น
ฮวังฮายอง (รับบทโดย จินซอยอน / Jin Seo Yeon ) หัวหน้าหน่วยสืบสวนภาคทีม 1 สถานีตำรวจนครบาลมูชอน ตำรวจหญิงแกร่ง เพื่อนของโอฮยอนแจ ที่เก็บงำความลับบางอย่างเอาไว้และมุ่งมั่นที่จะจับไอ้หมอนั่นให้ได้
ชาซูยอง (รับบทโดย ชเวซูยอง / Choi Soo Young / Sooyoung SNSD) ตำรวจสาวสายตรวจชนบท หญิงสาวท่าทางซื่อ ๆ ที่มีความสามารถพิเศษในการจดจำทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นได้อย่างแม่นยำเหมือนรูปถ่าย ซึ่งความสามารถนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เธอเห็นแม่ตัวเองเสียชีวิตจากอุบัติเหตุชนแล้วหนีเมื่อ 20 ปีก่อน เธอจึงอยากเป็นตำรวจและจับตัวคนร้ายที่ขับรถชนแม่เธอให้ได้

วันหนึ่งเกิดคดีฆาตรกรรมเลียนแบบขึ้นและทิ้งศพในท้องที่ที่ชาซูยองอยู่ เธอเป็นคนแรกที่ถึงที่เกิดเหตุแต่ดันซุ่มซ่ามทำให้หลักฐานบางส่วนถูกทำลาย แต่ด้วยความสามารถในการจดจำนี้เองจึงเตะตาฮวังฮายองทำให้ชาซูยองได้เข้าร่วมทีมหน่วยสืบสวนและได้ทำงานร่วมกับโอฮยอนแจ ทั้ง 3 คนและทีมสืบสวนต้องร่วมมือกันเพื่อสืบหาตัวฆาตรกรจากคดีฆาตรกรรมต่าง ๆ ที่ดูจะเชื่อมโยงกันและจับ ” ไอ้หมอนั่น ” ให้ได้เพื่อไม่ให้มีเหยื่อรายต่อไปอีก

… แต่ความเชื่อมโยงนั้นมันคืออะไรกันล่ะ
ไอ้หมอนั่นมันคือใคร เกี่ยวพันกับ 3 คนนี้อย่างไร …
มันตายไปแล้ว หรือ ยังมีชีวิตอยู่ ?!
สามารถรับชมซับไทยแบบถูกลิขสิทธิ์ได้ทาง Viu มีทั้งหมด 16 ตอน

 

ความรู้สึกหลังดู |
* มีสปอยด์นิด ๆ
ความซีรีส์ OCN ก็คงไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงอะไรมากเพราะช่องนี้เค้าเด่นเรื่องความโหดดิบ เลือดสาด สืบสวนอยู่แล้ว ไอ้เรื่องความระทึกขวัญ เดาฆาตรกรเนี่ยแน่นอนว่าเรื่องนี้จัดเต็ม Tell Me What You Saw เป็นอีกหนึ่งผลงานของผู้กำกับซีรีส์สืบสวนขึ้นหิ้งอย่าง ” Voice ” ที่เน้นดาร์กสืบสวนและตัวละครหลักผู้หญิงมีความสามารถพิเศษ เรื่อง Voice นางเอกสามารถได้ยินและวิเคราะห์เสียงได้ดี ส่วนเรื่องนี้นางเอกก็สามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้แม่นยำเหมือนภาพถ่าย แค่อ่านก็รู้สึกว่าน่าสนใจแล้วและเรื่องนี้ไม่มีเลิฟไลน์นะจ๊ะ 🤭

สิ่งแรกที่เราชอบในเรื่องนี้คือ ฟีลลิ่งการเดาฆาตรกร เป็นธรรมดาของซีรีส์แนวนี้อยู่แล้วที่ต้องซ่อนและทิ้งปมเอาไว้ให้บรรดาตัวเอกสืบหาตัวคนร้าย ที่เราชอบก็เพราะในหลาย ๆ คดีเราจะคิดว่าไอ้คนนี้แน่ มาแน่เป็นคนร้ายชัวร์ แต่ซีรีส์หักมุมเรากลายเป็นว่าคนร้ายตัวจริงคืออีกคนที่เรามองข้ามไป ซึ่งมันเกิดความสนุกในใจเราเวลาดู อาจเพราะเราไม่ค่อยได้ดูซีรีส์แนวนี้บ่อยมันเลยดูแปลกใหม่ 55555 อีกอย่างที่ชอบคือ เอกลักษณ์และการดีไซน์วิธีฆ่าของฆาตรกร ส่วนตัวเราไม่รู้นะว่าเรื่องอื่นจะมีวิธีฆ่าที่โหดยังไง อย่างเรื่อง Voice เราเคยดูของเวอร์ชั่นไทยฆาตรกรจะชอบใช้ลูกตุ้มออกกำลังกายทุบเหยื่อ ซึ่งเรื่องนี้ฆาตรกรจะใช้ ลวดเบ็ดตกปลารัดคอเหยื่อ และมีลูกอมมิ้นต์เป็นลายเซ็นต์ตัวเอง ก็สยดสยองอยู่เวลาที่เหยื่อโดนรัดคอจนตาย แต่เสียดายเรื่องนี้ไม่ใช่เรท 19+ เวลามีฉากรัดคอหรือเห็นเลือดเยอะก็จะโดนเบลอไว้ ซึ่งเราว่าซีรีส์สืบสวนหนัก ๆ ไวป์แบบนี้มันน่าจะเรท 19+ ไปเลย เห็นเลือดกันสด ๆ มันจะเสียวคอมากกว่านี้ 555555 สำหรับฉากฆาตรกรรมในเรื่องที่เราชอบที่สุดคือ ฉากการตายออกอากาศ บ้าบิ่นและโครตฉลาด

(เป็นการฆ่าที่โหดและดูสยดสยองมากสำหรับเรา)
การวิเคราะห์ความคิดและการกระทำของฆาตรกร คือจุดที่เราว่าเค้านำเสนอออกมาได้ดี ใช้หลักการทางจิตวิทยาผสมกับการสืบสวน ไม่ได้คาดเดาเอามั่ว ๆ ทำให้เนื้อเรื่องไม่น่าเบื่อ ไม่เนื่อยมากแถมได้คิดตามตัวละครไปด้วย เรื่องนี้ทั้งตัวร้ายและพระเอกฉลาดพอ ๆ กัน เหมือนเรากำลังดูทั้งคู่เชาว์ปัญญากันอยู่

” หาให้เจอ…ว่าฉันเป็นใคร ”

สงสัยไหมว่าทำไมฆาตรกรมันถึงพุ่งเป้าไปที่ โอฮยอนแจ (พระเอก)
… เราเองก็สงสัยเหมือนกัน ?! …

ฆาตรกรฆ่าเพราะอะไร มันโรคจิตหรือว่าแค่อยากประกาศศักดิ์ดาว่าตัวเองเก่ง ต้องการเล่นสนุกแค่นั้นตลอดทั้งเรื่องฆาตรกรจะมีบทบาทในเกือบทุกคดี ทั้งทิ้งปมปริศนาก้อนใหญ่ไว้ให้ทีมพระเอกแก้ อารมณ์เหมือนแต่ละคดีคือ ชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ค่อย ๆ ต่อกันจนเป็นรูปร่างของฆาตรกร แม้แต่คดีชนแล้วหนีที่แม่นางเอกตายก็มีส่วนเชื่อมโยงด้วยเหมือนกัน ฆาตรกรรู้ความเคลื่อนไหวของตำรวจโดยดักฟังคลื่นสัญญาณวิทยุ ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่พระเอกใช้ในเรื่องมันซึ่งฉลาดมาก เราว่าเรื่องนี้ฆาตรกรปกปิดตัวตนไว้ได้ดีเหมือนกำลังเล่นซ่อนหาอยู่ แต่เราดันไปส่องแท็กแล้วเจอว่าฆาตรกรเป็นใคร เวลาที่ซีรีส์เฉลยเราเลยไม่รู้สึกพีคเท่าไหร่อันนี้เสียดายมาก น่าตี 555 แต่เหตุผลที่ฆาตรกรฝังใจกับพระเอกมันดูไร้สาระไปหน่อยสำหรับเรา โอเคเราพอเข้าใจว่าแนวนี้ตัวร้ายมักจะมีอาการทางจิต ในเรื่องก็บอกเอาไว้แล้วว่าฆาตรกรตื่นเต้นเวลาเห็นคนตายและเกิดมาเป็นแบบนั้นอยู่แล้วก็เถอะ แต่เราก็นึกว่าทั้งสองคนจะมีปมอะไรที่ลึกกว่านี้เหมือนว่า พระเอกไปจุดประกายความคิดและชี้ทางให้ปีศาจร้ายในตัวฆาตรกรมากกว่า

 

” ฆาตรกรทำตามสัญชาตญาณดิบในตัว…เพราะมันเกิดมาเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว “

พูดถึงพระเอก โอฮยอนแจ เป็นตัวละครที่เราว่าเท่มากนะ เป็น พระเอกโหมดดิบ ๆ โหด ๆ กฏหมายข้อบังคับเหรอไม่สนใจ ฉันจะทำตามวิธีของฉันขอแค่ได้ตัวไอ้หมอนั่นมา … นั่นแหล่ะความเป็นโอฮยอนแจ ในช่วงแรกถึงกลางเรื่องจะไม่ค่อยได้เห็นพระเอกบู๊เท่าไหร่ แต่จะเน้นวิเคราะห์คดีโดยอาศัยนางเอกเป็นหูเป็นตาและออกวิ่งแทนให้ พอบทจะบู๊พี่แกก็บู๊แหลกไม่กลัวใคร สิบรุมหนึ่งนี่ดูกระจอกไปเลย ไลน์บู๊พี่แกและฉากไล่ล่าฆาตรกรมันส์มาก ซึ่งเป้าหมายของพระเอกก็คือ ตามหาตัวคนบงการให้ฆ่าคนรัก ซึ่งคนบงการเราว่าก็ไม่ได้เกินความคาดหมายเท่าไหร่ เดาได้แต่ก็น่าเห็นใจอยู่ เราชอบเสียงจางฮยอกที่แสดงเป็นโอฮยอนแจมาก มันเหมาะกับบท เสียงนิ่ง ๆ แหบ ๆ มันเพิ่มเสน่ห์ให้ตัวละครนี้เยอะเลย เวลาทำงานกับนางเอกก็ดูเข้าขากันมากเป็นรุ่นพี่ที่คอยถ่ายทอดวิชาให้รุ่นน้อง

 

” คนเราจะเป็นคนดีหรือชั่ว…อยู่ที่ตัวเองจะเลือกแบบไหน ”

ชาซูยอง นางเอกของเรื่องจะเป็นคนบุคลิกท่าทางซื่อ ๆ ทึ่ม ๆ แต่ความจริงแล้วมีไหวพริบและฉลาดมาก เป็นตัวละครที่เราชอบที่สุดในเรื่องแล้ว เนื่องจากซีรีส์เคลมไว้ว่า ตัวนางเอกมีความสามารถพิเศษจะไม่พูดถึงไม่ได้ ไอ้ความสามารถที่จำทุกอย่างได้เหมือนภาพถ่ายนี้แหล่ะเป็นตัวช่วยชั้นดีในการสืบคดี ในช่วงแรกตัวนางเอกยังไม่ค่อยรู้วิธีการใช้ความสามารถนี้เท่าไหร่จนมาเจอกับพระเอก พระเอกเป็นเหมือนครูที่ช่วยสอนให้นางเอกเรียนรู้วิธีการใช้ประโยชน์จากความสามารถตัวเองในการสืบคดี เราชอบที่ได้เห็น พัฒนาการความสามารถของนางเอก จากหญิงสาวท่าทางซื่อ ๆ ค่อย ๆ เรียนรู้ซึมซับการเป็นสายสืบจนสามารถเป็นตัวหลักในการช่วยคลี่คลายคดีต่าง ๆ แต่เราว่าซีรีส์ไม่ได้เน้นความสามารถนี้ของนางเอกเหมือนกับเรื่อง Voice เท่าไหร่ ดูไปดูมาเหมือนเป็นแค่ส่วนช่วยในการวิเคราะห์ของพระเอกมากกว่า… แต่ก็ไม่ได้รู้สึกขัดใจอะไรนะ ส่วนตัวเราชอบเส้นเรื่องของนางเอกมาก ” แม่ตายเพราะถูกชนแล้วหนี พ่อเป็นใบ้ ตัวเองเสียใจและพยายามสืบหาตัวคนร้ายจนเจอ ” ปมคลีเช ๆ แต่นักแสดงเล่นถึง รับส่งกันดีมาก เวลาที่นางเอกคุยภาษามือกับพ่อนะมันแบบซึ้ง ทำเราอินมาก อินกว่าปมการตามหาฆาตรกรหลักอีก

ชาซูยอง : ฉันดีใจค่ะที่ได้เป็นตำรวจ
โอฮยออนแจ : เรื่องนี้ฉันเห็นด้วย…เรื่องที่เธอเป็นตำรวจ
(สื่อประมาณว่า นางเอกทำหน้าที่ตำรวจได้ดีมาก)
ขออวยการแสดงของซูยองหน่อยนะ เราเพิ่งมาตามพี่แกจริงจังหลังดูเรื่อง Run On (ไว้มีโอกาสดูซ้ำรอบสองเราจะมาเขียนรีวิวนะ เพราะชอบมากแบบ ❤) เพิ่งรู้ว่าเป็นเมมเบอร์เกิลเจนด้วย 5555 (ไปอยู่ไหนมา เขิน !!) แต่ไลน์การแสดงพี่ซูยองไม่ธรรมดาเลย ถ้าไม่บอกว่าเป็นไอดอลมาก่อนเราก็นึกว่าเป็นนางเอกใหม่แน่นอนอ่ะ เวลาแสดงร่วมกับนักแสดงคนอื่นก็ไม่โดนกลืน ไม่จมหายไปจากสายตาเลย แถมเรื่องนี้หน้าสดมากแทบจะ 100% เลยมั้งแต่ก็ทำอะไรพี่แกไม่ได้ การแสดงก็มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง อันนี้เราประทับใจมากเลย เวลาแสดงท่าทางซื่อ ๆ ก็แสดงได้น่าเอ็นดูไม่ได้ดูแข็ง บทดราม่าก็เอาอยู่เล่นถึงทำน้ำตาซึม ได้เห็นพี่แกแสดงภาษามือด้วย คล่องมาก บทบู๊พี่แกก็ทำได้ดี (ประทับใจท่ากระโดดถีบตอนจบมาก 55) เป็นตัวละครที่เราเอาใจช่วยตั้งแต่ต้นจนจบแถมยังสงสารที่สุดด้วย ไอ้คำว่าคนใกล้ตัวร้ายที่สุด มันเจ็บนะ!!! ฉากที่เราชอบที่สุดในพาร์ทของนางเอกคือตอนที่เจอตัวคนร้าย มันแบบความรู้สึกผิดที่เก็บมานาน 20 ปีอ่ะ ฉากนั้นดีมาก 😭

” ไอ้หมอนั่น … ฉันจะจับแกให้ได้ ”

นั่นแหล่ะความมุ่งมั่นสูงสุดของ ฮวังฮายอง (ตำรวจหญิงเพื่อนพระเอก) เป็นอีกตัวละครที่เราว่าหลาย ๆ คนน่าจะชอบนะ เพราะนอกจากความเท่ห์แล้วตัวละครนี้ยังมีปมบางอย่างที่เกี่ยวกับฆาตรกรด้วย แต่…กลับไม่ใช่เรา เรากลับรู้สึกเฉย ๆ เอนไปทางขุ่นเคืองนิด ๆ 5555 ใช่แล้ว! ฮวังฮายองทำหน้าที่ในการเป็นหัวหน้าทีมหน่วยสืบสวนและสืบคดีได้ดี แต่ก็เป็นคนที่ดูเทา ๆ และแอบไม่น่าไว้ใจในบางครั้ง ช่วงหลัง ๆ เราไม่ค่อยชอบวิธีการของตัวละครนี้เท่าไหร่เลย เหมือนใช้อำนาจของตัวเองมากเกินไป ไม่ยอมฟังใครคิดแต่จะจับฆาตรกรให้ได้อย่างเดียว ไม่ค่อยแคร์ทีมจนเกิดเรื่อง แต่ก็เป็นตัวละครที่น่าเห็นใจและมีเลือดนักสู้เต็มตัวเหมือนกัน

” คิดว่าองค์กรที่นายพยายามปกป้อง … จะยอมช่วยนายหรือไง “

อีกหนึ่งตัวละครที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยกับ ผกก.ชเวยองพิล เป็นตัวละครที่เรารำคาญมากในเรื่อง (แต่ยังน้อยกว่าลุงแว่น หัวหน้าของผกก.ชเวคนนี้อีกที 55) คอยขัดขวางทีมพระเอกตลอด ซึ่งเหตุผลที่ทำแบบนั้นก็เพราะต้องปกปิดหลักฐานสำคัญบางอย่างที่จะสามารถเอามาพิสูจน์และหาตัวฆาตรกรได้เอาไว้ เพื่อไม่ให้ตัวเองและองค์กรตำรวจโดนประณามจากการที่ปล่อยข่าวไปว่าไอ้หมอนั่นตายแล้วนั่นเอง เป็นตัวละครที่เราแอบหมั่นไส้อยู่เหมือนกัน จะรักองค์กรอะไรขนาดนั้น แต่ก็แสดงให้เราเห็นอย่างว่า บางทีต่อให้เราทุ่มเททำเพื่อองค์กรขนาดไหน…บางครั้งก็ไม่ได้แปลว่าองค์กรที่เราเทิดทูนบูชาจะมาปกป้องเราเหมือนกันสักหน่อย เพราะฉะนั้นเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องจะดีกว่านะ แต่เราแอบเสียดายที่จุดจบของตัวละครนี้มันดูโง่ไปหน่อย อยากจับฆาตรกรมากไปจนทำไรงี่เง่านิด ๆ

 

หลังดูจบเราว่าเรื่องนี้มีความตื่นเต้น ชวนลุ้นตลอดทั้งเรื่อง เปิดหัวมาดี…แต่ จบเรื่องแบบงง ๆ ไม่สุด ไม่พีคขนาดที่ต้องปรบมือให้อ่ะ ช่วงหลัง ๆ ตั้งแต่รู้ว่าฆาตรกรเป็นใครเราก็รู้สึกเอ๊ะ! อยู่หลายครั้งเวลาที่ดู ปมเชื่อมโยงบางอย่างก็เหมือนมีมาให้รู้ว่ามันเชื่อมกันงี้นะ ต้องตามสืบต่ออีกนิด รู้แล้วคือจบ!! บางตัวละครทำไมต้องตายด้วยล่ะ เพื่ออะไร? บางตัวละครก็มีจุดจบที่ง่ายไปหน่อยอย่างลุงแว่นหัวหน้าตำรวจ หรือมันอาจจะเป็นที่ความรู้สึกเราเวลาดูก็ไม่รู้ 5555 อาจจะอินไปหน่อย เอาเป็นว่าสำหรับเราช่วงหลังเรื่องมันดูแผ่วลงมานิดหน่อย แต่ก็มีบางครั้งที่เราแอบตบเข่าด้วยล่ะ ถือว่าสนุกเร้าใจอยู่

โดยรวมแล้ว Tell Me What You Saw สำหรับเราถือเป็นซีรีส์แนวสืบสวนที่ดูสนุก ตื่นเต้น ชวนลุ้นทุกตอนผ่อนหนักผ่อนเบากันไป จัดว่าเด็ด มีคดีให้ทีมพระเอกแก้เยอะ แต่ละคดีก็เชื่อมโยงกันทิ้งเบาะแสให้คิดตามได้ดี ดูไปก็เอาใจช่วยทีมพระเอกไป ฉากบู๊ไล่ล่ากันทำออกมาได้มันส์ ปมต่าง ๆ ของตัวละครก็โอเคทำให้เราอยากรู้แต่ก็ไม่ได้เข้มข้นระดับสิบกะโหลก เนื้อเรื่องมีความพีคอยู่เรื่อย ๆ แต่ในระดับกลาง ๆ ความเลือดสาดจัดเต็ม ใครที่ชื่นชอบซีรีส์สืบสวนลุ้นระทึกเราแนะนำให้ลิสต์เรื่องนี้ไว้อีกเรื่อง เพราะนอกจากความรู้สึกเอ๊ะ!ที่เราบอกมา นอกนั้นมันดีไปหมดเลย สำหรับใครที่ไม่ชอบซีรีส์เลือดสาด โหด ๆ ก็ข้ามไปก่อนหรือจะลองกดเข้ามาดูสัก 4 ตอนก็ได้เผลอ ๆ อาจจะยิงยาวยันจบนะ 55555

ดูหนังออนไลน์ 

รวม 7 ซีรี่ย์เกาหลี นางร้ายบทเด่น แสดงดี คนด่าทั้งประเทศ!

My ID is Gangnam Beauty ไม่ใช่แค่เรื่องรักวัยรุ่น แต่เป็นซีรีส์เพื่อผู้หญิงพลังหญิงที่คุณต้องดู! – THE STANDARD

รวม 7 ซีรี่ย์เกาหลี นางร้ายบทเด่น  เป็นอีกหนึ่ง ตัวละครในซีรี่ย์ ที่ขาดไม่ได้เลยนั้นก็คือ “นางร้าย” นั้นเอง ซึ่งต้องบอกว่านางร้ายในซีรี่ย์เกาหลีพากันแสดงดีมาก น่าหมั่นไส้สุด ๆ 555 ถือว่าเป็นอีกหนึ่งอรรถรสในการดูซีรี่ย์เลยค่ะ โพสนี้เราเลยจะพามาดู 7 ซีรี่ย์เกาหลีนางร้ายบทเด่น แสดงดี คนด่าทั้งประเทศ! ไปดูกันว่าจะมีนางร้ายจากเรื่องไหนบ้าง

โพสนี้มีเนื้อหาอะไรบ้าง แสดงทั้งหมด
1. My ID is Gangnam Beauty (2018)

ฮยอนซูอา รับบทโดย โจอูรี

ซีรีส์เกาหลีกระแสแรง แนวโรแมนติก-คอเมดี-ดราม่า ได้ฤกษ์ลงจอเอาใจแฟน ๆช่อง 7HD เป็นซีรีส์ที่สร้างจากเว็บตูนชื่อดัง ชื่อเดียวกันในปี 2016 ที่ดูแล้วได้ข้อคิดสอนใจ ความงามไม่ได้ตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นเพราะสิ่งที่อยู่ในใจอาจตรงข้ามกับรูปลักษณ์ภายนอกที่เห็นนำแสดงโดยสุดหล่อหน้าใส ขวัญใจนูน่า ชา อึน-อู (CHA EUN-WOO) จากวงบอยแบนด์ ASTROรับบทเป็น โด คยอง-ซอก หนุ่มฮอตสุดเพอร์เฟก เพียบพร้อมด้วยหน้าตาฐานะและตระกูลดี มีปมเรื่องแม่ เติบโตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยวทำให้เขาไม่สนใจไม่แคร์คนรอบข้างจากบทบาทนี้ทำให้เขาสามารถคว้ารางวัลนักแสดงชายหน้าใหม่ (BEST NEW ACTORAWARD) และรางวัล HALLYU STAR AWARD ไปครอง ร่วมด้วยนักแสดงสาวหน้าสวยอิม ซู-ฮยัง (LIM SOO-HYANG) รับบท คัง มี-แร หญิงสาวจิตใจดีแต่มีปมเรื่องรูปร่างและหน้าตา มักถูกคนรอบข้างกลั่นแกล้ง

แฟนเว็บตูนคงกำลังฟิน จิ้น และเขินจิกหมอนนุ่นทะลักกันอยู่แน่ๆ กับซีรีส์เรื่อง “ไอดีของฉันคือดอกไม้พลาสติก” คือถ้าใครชอบอ่านเว็บตูนนี่ แทบจะไม่มีใครไม่รู้จักเรื่องนี้เลยนะ คือตอนที่อ่านนี่อินหนักมาก แทบทุกตอนนี่ต้องมีคนเม้นต์ด่าซูอา ไอ้เราก็ชอบอ่านเม้นต์ไง มันเลยทำให้เรายิ่งสงสารนางเอกจับใจ และถึงแม้ว่าตัวละครที่ทำเป็นซีรีส์จะไม่ได้งานดีเหมือนในการ์ตูน แต่ก็มีความน่ารักอยู่นะ นักแสดงหลักมีเสน่ห์มากๆ ถ่ายทอดตัวละครออกมาได้ชัดเจนดีเลยล่ะ

ด้วยเนื้อเรื่อง My ID is Gangnam Beauty (2018) เลือกเล่าประเด็น Bullying ที่เข้ากับสังคมปัจจุบัน การบูลลี่หน้าตา เป็นประเด็นที่หนักแน่น แต่ตัวซีรีย์กลับเล่าออกมาได้อย่างนิ่มนวล เข้าถึงได้ง่าย เบาสมอง ผสมกันให้ผู้ชมรู้สึกว่าดูเพลินๆ ได้ เนื้อเรื่องใส่ประเด็นสอดแทรกได้ดี ให้แง่คิด และด้วยเนื้อเรื่องที่มันไม่ได้สลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนขนาดนั้นมันจึงเล่าได้อย่างสบายๆ ค่อยๆ เป็นค่อยไปตามตัวละคร

ถึงแม้ว่าซีรีส์เรื่องนี้จะถูกปล่อยออกมาให้ดูกันผ่านช่องทาง NETFLIX กันได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ก็ต้องขอสารภาพตามตรงเลยว่า เพิ่งได้มีโอกาสได้มานั่งไล่ดูกับเขาสักที กับเรื่องราวของ ‘My ID is Gangnam Beauty ไอดีของฉันคือดอกไม้พลาสติก’ ซีรีส์เรื่องดังที่ถูกสร้างจากเค้าโครงของการ์ตูนที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากบน WEBTOON ทั้งฝั่งไทยและเกาหลี

ซึ่งหลายๆ คนที่ได้อ่านการ์ตูนเรื่องนี้จบต่างก็ยกย่องว่า นี่คือการ์ตูนที่พูดถึงค่านิยมในสังคมเกาหลีใต้ (ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องแบบนี้มีอยู่ในทุกสังคม) ที่ให้ความใส่ใจกับเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกและการ Bully กันของคนในสังคมได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

นางร้ายหน้าสวยที่ต่อหน้ายิ้มแย้มใส ๆ แต่ในใจร้ายมากขี้อิจฉา ออกแนวจิตนิด ๆ แต่ดีที่เรื่องนี้พระเอกฉลาดรู้ทัน โดนพระเอกด่าบ่อยมาก 555

เป็นซีรี่ย์เกาหลีที่สร้างมาจากเว็บตูน เรื่องราวของนางเอกที่มีปมเรื่องหน้าตา เลยไปศัลยกรรมเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตในมหาลัยอย่างมีความสุข แต่ก็ยังโดนบุลลี่ นินทาอยู่ดีว่าสวยเพราะศัลยกรรม แล้วบังเอิญได้เรียนในเอกเดียวกันกับพระเอก ซึ่งพระเอกนั้นหน้าตาดีมาก เป็นคนนิ่ง ๆ มีสาวตามจีบเยอะ แต่พระเอกมองแต่นางเอกคนเดียว เนื้อเรื่องน่ารัก ชอบตรงที่พระเอกฉลาดไม่โง่ รู้ทันนางร้าย คอยช่วยนางเอกตลอด ฟินมากค่ะ

2. True Beauty (2020)

คังซูจิน รับบทโดย พัคยูนา

นางร้ายเรื่องนี้ตีบทแตกมาก ๆ แสดงดีจนคนเกลียด ตอนแรกมาบทเพื่อนดี ๆ หลัง ๆ มาร้ายซะงั้น แต่ในเรื่องนี้ดูเท่มาก ๆ แต่บทคือทำให้คนดูหมั่นไส้สุด ๆ

ซีรี่ย์ที่สร้างมาจากเว็บตูนดังในชื่อเดียวกัน บอกเล่าเรื่องราวของนางเอกสาวนักเรียนมัธยมที่ถูกเพื่อน ๆ ในห้องรังแกและบุลลี่เรื่องหน้าตา จนเกือบตัดสินใจโดดตึกตายแต่พระเอกเข้ามาช่วยได้ทัน หลังจากวันนั้นนางเอกเลยตัดสินใจฝึกแต่งหน้าจนชำนาญเมคอัพตัวเองจนสวยเป็นคนละคนกับตอนหน้าสด และมีเหตุให้ได้ย้ายโรงเรียนใหม่มาเจอกับพระเอก นางเอกเลยคิดว่าพระเอกเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องความลับหน้าสดของตัวเอง เรื่องนี้พระเอกก็หล่อพระรองก็งานดี ไม่ควรพลาดค่ะ

3. Mr. Queen (2020)

โจฮวาจิน รับบทโดย ซอลอินอา

นางร้ายในเรื่องรับบทนางสนมที่นอกจากจะร้ายแล้วยังไม่ค่อยฉลาดด้วย 555 ตามถวายตัวให่ฝ่าบาทแต่ก็ต้องรอเก้อ แต่แต่ละฉากที่ออกมาถือว่าน่ารำคาญ น่าตบพอสมควร

ซีรี่ย์แนวพีเรียดคอมเมดี้ เรื่องราวของเชฟหนุ่มหนุ่มชื่อดังสุดเจ้าชู้ ที่เกิดอุบัติแล้วฟื้นขึ้นมาปรากฏว่าอยู่ในร่างของราชินีในยุคโชซอนของพระเจ้าชอลจง กษัตริย์หุ่นเชิดที่ซ่อนความลับไว้มากมาย แล้วต้องได้มาเจอกับการแย่งชิงอำนาจของสองตระกูลในยุคนั้น เป็นซีรี่ย์ที่ตลกมากกก นางเอกเล่นใหญ่สุด ๆ เนื้อเรื่องก็เข้มข้น อ้างอิงชีวิตจริของพระเจ้าชอลจงด้วย แนะนำเลยค่ะเรื่องนี้

4. Who Are You: School 2015 (2015)

คังโซยัง รับบทโดย โจซูฮยัง

นางร้ายที่คนเกลียดกันเยอะมาก ไปเดินตลาดคงมีเปลือกทุเรียนลอยใส่แน่ ๆ ร้ายเกินเด็กมัธยม ทั้งสีหน้า ท่าทาง และการกระทำ น่าหมั่นไส้สุด ๆ ยกให้เป็นนางร้ายเบอร์หนึ่งในลิสนี้เลยค่ะ

ซีรี่ย์บอกเล่าถึงนักเรียนหญิงคนหนึ่งชื่อ อีอึนบี ซึ่งมีพี่น้องฝาแฝดชื่อ โกอึนบยอล อีอึนบี ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้า ต้องโดนเพื่อนในโรงเรียนกลั่นแกล้ง ในทางตรงกันข้าม โกอึนบยอลเธอเป็นสาวฮอต เรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมเซกัง โรงเรียนหรูในกังนัม จนมาวันหนึ่งโกอึนบยอลได้หายตัวไป อีอึนจึงสวมรอยแทนและได้กลายเป็นสาวฮอตของโรงเรียน เธอพยายามค้นหาความจริงได้พบเงื่อนงำต่าง ๆ รวมไปจนถึงความลับเกี่ยวกับโรงเรียน โดยมีพระเอกเป็นเพื่อนสนิทคอยช่วยเหลือ และยังมีพระรองอีกด้วย จัดเป็นรักสามเส้าเลยทีเดียว

5. A World of Married Couple (2020)
jtbc

ดาคยอง รับบทโดย ฮันโซฮี

เป็นนางร้ายที่ทำให้คนทั้งเกลียดแล้วก็สงสาร ที่สำคัญคือสวยมาก ๆ ตีบทแตก รู้ทั้งรู้ว่าเค้ามีเจ้าของยังคิดจะแย่งเอาให้ได้ แต่แอดดันไปเกลียดผู้ชายมากกว่าเลยกลายเป็นสงสารแทน

เรื่องราวของนางเอกเป็นถึงรองผอ.โรงพยาบาล แต่งงานและมีลูกแล้ว ใช้ชีวิตได้เพอร์เฟคมาโดยตลอด อยู่มาวันหนึ่งจับได้ว่าสามีแอบคบชู้ โดยเพื่อนๆ และคนรอบตัวต่างรู้กันหมดแต่ก็ช่วยปิดบัง นางเอกช็อคมาก พยายามหาว่าเป็นใคร เรื่องนี้มีความพีคมากตั้งแต่ตอนแรก ดูแล้วแค้นแทนนางเอก เนื้อเรื่องดีมาก ลุ้นมากว่าจะจบยังไง เป็นซีรี่ย์ที่เรทติ้งพุ่งแรงมากตั้งแต่ออกอากาศได้แค่ไม่กี่ตอน

6. Moon Lovers: Scarlet Heart Ryeo (2016)

วังยอนฮวา รับบทโดย คังฮันนา

อีกหนึ่งนางร้ายที่ตีบทแตกมาก ๆ แสดงดีสุด ๆ นิสัยโลภมาก ใฝ่สูง เป็น จุดเริ่มต้น ของเรื่องร้าย ๆ สุด ๆ ไปเลยคนนี้

เป็นซีรี่ย์แนวย้อนยุค ออกแนวข้ามเวลาเหมือนละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส ของไทยเลย นางเอกลงไป ช่วยเด็ก ในบ่อน้ำแต่ขาดันเป็นตะคริวจมน้ำเสียเอง และวันนั้นเกิดสุริยุปราคาพอดีทำให้ นางเอก หลุดไป ยุคราชวงศ์ โครยอ โผล่มาอยู่ท่ามกลางเหล่าองค์ชายซึ่งบุตรชายของ พระเจ้าแทโจ ในร่างของ ผู้หญิงคนหนึ่ง นางเอก จึงต้องแกล้งความจำเสื่อม เรื่องนี้อิงประวัติศาสตร์เกาหลี เกี่ยวกับการแย่งชิงบัลลังก์และ กสามเศร้า ของนางเอก เนื้อเรื่องออกแนวดราม่า ดูแล้วอินร้องไห้ตาม บทดี นักแสดงเล่นสมจริง สนุกมากแนะนำเลยค่ะ องค์ชายทุกคนก็งานดีมาก

7. The Penthouse (2020)

ชอนซอจิน รับบทโดย คิมโซยอน

นางร้ายที่แสดงออกทางสีหน้าได้ดีมาก ๆ น่าหมั่นไส้สุด ๆ หลงในลาภยศ ซื่อเสียง แค่เห็นหน้าก็ปวดหัวแล้ว 555 ถือเป็นนักแสดงคุณภาพเลยค่ะ

ซีรี่ย์เกาหลีแนวดราม่าทริลเลอร์ฟาดฟันกันสุดเผ็ดร้อน เป็นเรื่องราวของเพนต์เฮาส์ใจกลางกรุงโซลแห่งหนึ่งที่มีแต่ผู้ที่ร่ำรวยมีฐานะและชนชั้นสังคมสูง ๆ อาศัยอยู่ โดยแต่ละครอบครัวจะถูกแบ่งแยกระดับชั้นไว้ตามความสูงของเพนต์เฮาส์ ในเรื่องนี้จะดำเนินเรื่องผ่านทางแม่ทั้ง 3 ครอบครัวที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน โลภ โกรธ หลง ต้องการยกระดับสถานะทางสังคมของตนเอง จนยอมหันหลังให้กับคำว่าศีลธรรมเลยเกิดโศกนาฏกรรมต่าง ๆ ขึ้น เรื่องนี้กระแสดีจนมีซีซั่น 2 แล้วด้วย

 

ดูหนังออนไลน์

รีวิวหนัง The Hustle – โกงตัวแม่ หนังต้มตุ๋นสุดฮา ตลกตั้งแต่เริ่มยันจบ

รีวิวหนัง The Hustle - โกงตัวแม่ หนังต้มตุ๋นสุดฮา ตลกตั้งแต่เริ่มยันจบ

The Hustle คือ หนังตลกแบบเต็มสูบ ที่ไม่ได้พล็อตหลอกลวงเหนือชั้นขั้นเทพแบบแฟรนไชส์ Ocean’s อะไรแบบนั้น เพราะในเรื่องนี้เน้นฮาลูกเดียวเลยจริงๆ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักตุ้มตุ๋นหญิงระดับพระกาฬอย่าง Josephine (Anne Hathaway) ที่ต้องมาเจอกับนักต้มตุ๋นมือสมัครเล่น Penny (Rebel Wilson) ที่มาขอเป็นศิษย์ แต่เมื่อเธอพร้อมก็เกิดปัญหาขึ้น เมื่อนักตุ้มตุ๋นสองคนอยู่ที่เดียวกันไม่ได้ ทั้งคู่จึงตั้งเป้าหมายหลอกชายคนเดียวกัน เพื่อพิสูจน์ว่าใครจะเจ๋งกว่ากัน

อย่างที่บอก ถึงแม้มันจะเป็นหนังต้มตุ๋นหลอกลวง แต่มันก็ไม่ได้มีพล็อตที่หวือหวา หรือแหวกแนวชวนให้อึ้ง หนังไม่ได้เน้นไปที่ขั้นตอนการหลอกหรือวิธีในการหลอก แต่หนังจะเน้นที่มุกตลกล้วนๆ เลย คือเป็นตลกทุกรูปแบบ ท่าทาง คำพูด และอื่นๆ อีกมากมาย บางมุกนี่ขยี้แล้วขยี้อีก คือทั้งเรื่องเรียกได้ว่าสาดมุกกันกระจาย มีแต่ฉากฮาๆ เต็มไปหมด เรียกได้ว่าตลอด 1 ชั่วโมงครึ่งนิดๆ หนังขับเคลื่อนด้วยความฮาล้วนๆ

ที่ทำให้หนังมันตลกและน่าดูชมขนาดนี้ ต้องยกให้ สองนักแสดงนำจริงๆ ทั้ง Anne Hathaway และ Rebel Wilson คือหลังจากได้ดูหนังแล้วก็คิดว่าสองคนนี้ต้องถ่ายหลายเทคแน่ๆ ต้องมีหลุดขำกันหลายๆ ฉากบ้างแหละ เพราะมันฮาจริงๆ เริ่มตั้งแต่ Anne Hathaway ที่เธอแสดงได้ดีมากๆ บทจะต้อง สวย เป๊ะ ปัง ก็ทำออกมาได้มีเสน่ห์สุดๆ ทั้งท่าทาง-การพูด จริตจะก้านต่างๆ บทจะฮา ก็เล่นใหญ่ บ้าบอ และแสดงออกมาเต็มที่แบบไม่ห่วงสวยเลยทีเดียว ต้องยอมรับจริงๆ ว่าเธอเป็นนักแสดงที่มีความสามารถจริงๆ ไม่ใช่แค่สวยอย่างเดียว และทางด้านของ Rebel Wilson ถ้าใครได้ติดตามผลงานเธอก็จะรู้ว่าเธอเป็นแบบนั้นแหละ และในเรื่องนี้เธอก็ยังคงฮาแบบไม่บันยะบันยังอยู่ดี และเมื่อสองคนนี้เข้าฉากด้วยกัน ดีกรีความฮานี่ทวีคูณจริงๆ ถ้าไม่ใช่สองคนนี้ หนังมันจะไม่ออกมาฮาแบบนี้แน่ๆ

The Hustle หนังตลกบ้านๆ ที่ฮาเรี่ยราดมาก
เอาเข้าจริงแล้วเรื่องนี้เรียกได้ว่าเป็นหนังนอกกระแส นอกสายตาที่หลายๆ คนไม่ได้สนใจจะชมเลยด้วยซ้ำเพราะ ลำพังพลังนักแสดงอย่าง Anne Hathaway เพียงคนเดียวก็ไม่เพียงพอที่จะดึงดูดคนเข้าไปชมในโรงอยู่แล้ว แถมมาประกบกับนักแสดงตลกอย่าง Rebel Wilson ที่เป็นที่รู้จักจากบท Fat Amy ใน Pitch Perfect ซึ่งรายหลังนี้ คนดูที่ชอบการแสดงของนาง มีทั้งชอบและเกลียด ครึ่งๆ เลย บางคนเห็นว่าคนนี้เล่น ต้องคิดว่าเป็นหนังตลกมุกน่ารำคาญแน่ๆ

เนื้อเรื่องว่าด้วย นักต้มตุ๋นบ้านๆ อย่าง Penny ( Rebel Wilson) ได้บังเอินมาเจอนักต้มตุ๋นตัวแม่ Josephine (Anne Hathaway) ต้องมาประชัน แย่งกันตุ๋นผู้ชาย ในสถานะการต่างๆ จนเกิดเป็นเรื่องฮาขึ้นมา

หลังดูจบเรียกได้ว่าเรื่องนี้ ตอบโจทย์ความเป็นหนัง Comedy ที่ดีเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการเล่าเรื่อง มุกตลกต่างๆ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ธรรมดา พื้นๆ ทั่วไปมาก แต่สามารถเล่าได้คนขำ ตลกได้แบบนี้ต่อเนื่องไม่แป๊ก และเคมีที่เข้ากันของทั้ง 2 นักแสดงหลัก ถือว่าเป็นหนังนอกสายตาใครหลายๆคนทีผมเชียร์ให้ไปดูเพื่อความบันเทิงจริงๆ แต่ก็น่าเสียดายด้วยความที่มาฉายหลังจากที่กระแส Avangers Endgame ยังไม่ซาลง ทำให้เรื่องนี้ฉายน้อยโรงมาก หาดูยากจริงๆ 8/10

ที่มา 

[รีวิว] Arctic – อย่าตาย การแสดงที่หฤโหดที่สุดในชีวิต ของ ‘แมดส์ มิคเคลเซน’

[รีวิว] Arctic - อย่าตาย การแสดงที่หฤโหดที่สุดในชีวิต ของ ‘แมดส์ มิคเคลเซน’

หนัง Arctic หรือชื่อไทยว่า อย่าตาย เตรียมพบการแสดงที่หฤโหดที่สุดในชีวิตของ ‘แมดส์ มิคเคลเซน’ ในบทของชายที่ต้องรอความช่วยเหลืออย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางสภาพแวดล้อม ที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดทั้งปี ถึงแม้เขาจะพบกับช่วงเวลาของความหวัง ธรรมชาติอันโหดร้ายก็ได้ทำลายทางรอดของเขาอย่างไร้ความปราณี เขาจึงต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการรออยู่ในสถานที่ปลอดภัยต่อไป หรือ การออกเดินสู่หนทางที่เต็มไปด้วยอันตรายเพื่อไขว่คว้าความรอดด้วยตัวเองใน นรกแดนน้ำแข็งแห่งนี้

เรามักจะเห็นหนังแนวเอาชีวิตรอดอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะติดเกาะ อยู่กลางทะเลกับฉลาม ติดซอกหิน ต้องเอาตัวรอดให้ได้จากสถานการณ์ต่างๆ และแน่นอนว่า Arctic ก็เป็นหนังแนวเดียวกันนั่นแหละ เพียงแต่สถานการณ์ต่างออกไป เพราะเรื่องนี้จะเล่าเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่เครื่องบินตก ต้องมาติดอยู่ท่ามกลางดินแดนน้ำแข็ง และภูเขาที่รายล้อมไปด้วยหิมะ

หนังประเภทนี้มักจะใช้นักแสดงเพียงไม่กี่คนเท่านั้น และเรื่องนี้ก็ใช้แค่ 2 คนหลักๆ แต่คนที่รับหน้าที่แสดงหลักจริงๆ ทั้งหมดก็คือ Mads Mikkelsen (อีกคนรับหน้าที่นอนเฉยๆ 555) ที่ในเรื่องนี้ต้องบอกว่าเป็นงานหนักสำหรับเขามากๆ เพราะเขาต้องรับหน้าที่แบกหนักไว้ทั้งเรื่อง ถึงแม้บทพูดจะน้อยมาก หรือเรียกได้ว่าไม่มีเลยก็ว่าได้ แต่เขาต้องแสดงออกผ่านสีหน้าและท่าทางแทน ซึ่งต้องขอชมจริงๆ ว่าในส่วนนี้เขาทำได้ดีเลยทีเดียว

แต่หนังมันดันบอกเล่าอะไรกับคนดูน้อยมาก เราแทบจะไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน เกิดอะไรขึ้นกันแน่ และทำไมถึงรู้วิธีการเอาตัวรอด บลาๆ และหนังผ่านไปนานแค่ไหน มันก็ยังไม่บอกเราอยู่ดี จริงๆ เราได้เพียงแต่เพียงเดาว่าเครื่องบินตก เพราะเขาอาศัยอยู่ในซากเครืองบินเท่านั้น นอกนั้นก็ไม่รู้อะไรเลย แถมเขายังเดินไปหลุมศพ ซึ่งหนังก็ไม่ได้บอกเราอีกเช่นกันว่าหลุมศพนั้นเป็นของใครมาจากไหน

เป็นหนังชั่วโมงครึ่งนิดๆ ที่เรารู้สึกว่ามันนานมาก หนังดำเนินเรื่องได้ชวนง่วงสุดๆ ปกติหนังแนวนี้มันจะมีจังหวะตื่นเต้น ลุ้นเยี่ยวเหนียว เสียววาบๆ ไปกับตัวละคร แต่ในเรื่องนี้ไม่มีฉากให้ตื่นเต้นอะไรแบบนั้นเลย ถึงมีก็แทบจะไม่ลุ้นอะไรขนาดนั้น จึงทำให้มันกลายเป็นหนังท่ามกลางความหนาวที่ชวนหาวเกินไปสักหน่อย

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ในส่วนองค์ที่สามของหนัง ค่อนข้างทำออกมาได้ดีขึ้น พร้อมกับตอนจบที่ทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว กับคำถามปลายเปิดให้กับโชคชะตาของตัวลคร

สรุปแล้ว Arctic เป็นหนังเอาตัวรอดที่ค่อนข้างน่าเบื่อกับการเดินเรื่องไปสักหน่อย แต่ยังมีดีที่นักแสดง และการถ่ายทำ ที่มีทัศนียภาพที่งดงาม บวกกับเสริมตัวละครให้เด่นด้วยการให้เขาใส่เสื้อสีแดงตัดกับสีหิมะ นับว่าเป็นงานภาพที่ใช้ได้เลยทีเดียว ที่มา 

รีวิว Hospital Playlist 2 เพลย์ลิสต์ชุดกาวน์ 2 กลับมาอบอุ่นหัวใจอีกครั้ง

รีวิว Hospital Playlist 2 เพลย์ลิสต์ชุดกาวน์ 2 ออนแอร์กันไปแล้วกับซีรีส์ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งซีรีส์น้ำดีสายการแพทย์จากฝั่งเกาหลีใต้จากค่าย TvN ซีรีส์ที่ว่านั้นก็คือ เพลย์ลิสต์ชุดกาวน์ ที่การกลับมาใน Season 2 หลาย ๆ คนก็ได้ตามติกเมื่อรู้ว่ามีการประกาศสร้างซีซั่น 2 ซึ่งภาคแรกแม้จะจบไปด้วยความอิ่มใจ แต่ก็ยังมีหลากหลายประเด็นที่อยากจะให้กลับมาสานต่อและขยายความ โดยเฉพาะเรื่องของความรักที่ดูเหมือนจะมีการพัฒนาไปอีก

และแน่นอนว่าเรายังได้ ผู้กำกับชินวอนโฮ กับนักเขียนคู่บุญอย่างนักเขียนอีอูจอง กลับมาสานต่อมิตรภาพ 20 ปีของเหล่าแพทย์ในโรงพยาบาลยุลเจ แต่ละตัวละครมีคาแรคเตอร์รวมไปถึงปูมหลังที่น่าสนใจมาก ๆ ใครติดตามในภาคแรกมาบอกได้เลยว่า ซีรีส์ไม่ได้เป็นแค่ซีรีส์หมอทั่วไป แต่กลับมีเส้นเรื่องที่ให้ข้อคิด ทั้งความรัก อาชีพการงาน มิตรภาพคนรอบข้าง ไม่แปลกใจว่าทำไมถือเป็นอีกซีรีส์ในลิสต์ของผู้กำกับชินวอนโฮ ที่โด่งดังจาก Reply 1988 ซีรีส์น้ำดีอีกเรื่องที่ในชีวิตต้องดูเชียวค่ะ

1

สำหรับการกลับมาในซีซั่นสอง ซีรีส์ได้ออนแอร์ทาง Netflix รวมทั้งหมด 12 ตอน ตอนละ 90 นาที เริ่มออนแอร์วันแรกในวันที่ 17 มิถุนายน บอกเลยว่ากระแสเรตติ้งกระฉูดทั่วประเทศที่ 10.007% สูงกว่าตอนเปิดตัวในซีซั่นแรกเสียอีก นั่นก็เป็นตัวการันตีว่าคนดูหลาย ๆ คนเฝ้ารอคอยการกลับมาของซีรีส์เรื่องนี้มาก ๆ ค่ะ

ก่อนจะไปรับชมซีรีส์ซีซั่น 2 สำหรับใครที่ยังไม่ได้ดูซีซั่นแรก อยากจะแนะนำให้ไปดูเพราะว่าเนื้อเรื่องนั้นไม่ได้ดราม่าหนัก ขายน้ำตาหรือบทพลิกล็อกอะไรขนาด The Penthouse ซีรีส์เรื่องนี้ดำเนินเรื่องได้เรียบง่าย สอดแทรกเรื่องราวธรรมดา ความเรียล ๆ ที่เราสามารถเข้าถึงได้ มุมมองความรัก รวมไปถึงการใช้ชีวิตของหมอ เรื่องราวในพยาบาลที่ไม่ได้ไกลตัว พูดง่าย ๆ หากเป็นขนม ก็คงเป็นขนมที่เคี้ยวง่าย อิ่มนาน สุขใจนั่นแหละค่ะ

2

ซึ่งมีปมในภาคแรกที่ได้ทิ้งไว้ เรามาตามดูกันค่ะว่ามีคุณหมอคนไหน กับปมอะไรที่น่าติดตาม และจะต้องไปติดตาม มากันหมอหน้าใสที่เป็นสีสันของเรื่องอย่าง หมออิกจุน รับบทโดย โจจองซอก คุณหมอลูกติด ถือถือเป็นตัวสร้างสีสันของเรื่อง ด้วยบุคลิกจอมกวน กวนคนนู้นที คนนี้ที บางทีก็เกาอารมณ์ยาก แต่ถือเป็นคุณพ่อสุดน่ารักที่ใคร ๆ รับชมก็ต้องหลงรักในมุมหมอและมุมคุณพ่อลูกหนึ่ง ซึ่งในซีซั่นแรกเขาก็ได้จบซีซั่นด้วยซีนโยนคำถามกับหมอซงฮวา

‘ถ้าฉันสารภาพไป อาจอึดอัดต่อกัน ฉันไม่สารภาพ ฉันคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต ฉันควรทำยังไงดี
เมื่อเพื่อนไม่อยากจะอยู่ในเฟรนโซน ไม่อยากเป็นเพื่อนอีกแล้ว เราต้องมาตามติดเลิฟไลน์ของคู่นี้ จริง ๆ นักเขียนลุ้นมาก ชอบเคมีทั้งคู่มาก เชียร์สุดใจจริง ๆ จ้า2

ถัดมาคุณหมอคิมจุนวาน รับบทโดย จองคยองโฮ ศัลยแพทย์ด้านหัวใจ ซึ่งแม้บุคลิกจะปากร้าย เข้มงวด แต่พอในมุมความรักคือ ผู้ชายมุ้งมิ้ง คลั่งรักคนหนึ่งแหละ ซึ่งเขานั้นกำลังแอบคบกับน้องสาวของหมออิกจุน อย่างทหารหญิงอีอิกซุน จนตอนจบก็ทำเอาคนดูงุนงงกับพัสดุของหมอจุนวานส่งแก่แฟนสาวที่ไปเรียนต่อต่างประเทศแต่ถูกตีกลับ ทำเอาความสัมพันธ์คู่นี้ดูงุนงง จะจบอย่างไร พี่ชายจะรู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แอบคบกัน หรือแกล้งไม่รู้ ถือเป็นอีกคู่ที่น่าติดตามมาก ๆ จ้า

3

ถัดมาอีกคือ หมอขวัญใจสาว ๆ หล่อรวย จิตใจดี คือ คุณหมออันจองวาน รับบทโดย ยูยอนซอก หมอเชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดเด็กนั่นเอง ซึ่งเห็นหน้าหล่อ ๆ แบบนี้ ฮอตสุด ๆ แบบนี้ คือเตรียมสละทางโลก จะไปทางธรรมเรียบร้อย เตรียมจะไปรับใช้พระเจ้าจนจบซีซั่นแรก หมอจองวานก็ได้จุ๊บหมอคยออุล ถือเป็นคำตอบสำหรับการเริ่มความสัมพันธ์ของเขา ประกาศว่า จะไม่โสดแล้วจ้าาาาา ซีซั่นสองต้องมาติดตามกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ว่าจะมุ้งมิ้ง หรือจบหักมุม ละทางโลก อย่างที่บอก ซีรีส์เกาหลีคือไว้ใจไม่ได้มาก ๆ พระเอกกลายมาเป็นพระรองในข้ามคืน นับประสาอะไรกับรักกันสองสามวัน อีกวันโสด อะไรก็เกิดขึ้นได้จ้า

4

ส่วนคุณหมอที่มาเงียบ ๆ อย่างหมอยังซอกฮยอง รับบทโดย คิมแดมยอง หมอสูติศาสตร์ที่ชื่นชอบการดูซีรีส์ วาไรตี้ เก็บตั๊วเก็บตัว จนขึ้นชื่อได้นิกเนมว่า หมอหมี ซึ่งในซีซั่นแรกแทบจะหมดไปกับปัญหาครอบครัวที่เข้ามามากมาย คือ ถ้าเป็นคนก็คงเป็นสึนามิที่ถล่มหาดจนไม่เหลืออะไรไว้ให้ยืน แถมหัวใจที่ปิดตายมานาน หลังเลิกราภรรยาเก่าไป ก็มีเส้นเลิฟไลน์ใหม่ของหมอหมี อย่างรุ่นน้องคุณหมอมินฮาเข้ามา ต้องมาคอยลุ้นว่าทั้งคู่จะอยากอยู่แค่เฟรนโซน หรือจะมูฟออน แต่ซีซั่นแรกจบได้ค้างคาจนคนดูแอบเชียร์ให้หมอหมีกลับมามีความรัก มีมุมมุ้งมิ้งแบบคนอื่นบ้าง

5คนสุดท้ายหมอหญิงแกร่ง เจ้าของฉายาหมอผีที่สามารถทำทุกอย่างบนโลกภายใน 24 ชั่วโมง ถือว่าสวย เก่ง ครอบสูตร หมอแชซงฮวา รับบทโดยจอนมีโด ผู้รักการแคมป์ปิ้งคนเดียว แม้ว่าจะเก่งมาก ๆ แต่ดูเหมือนในมุมความรักยังไม่ลักกี้อินเลิฟเสียเท่าไหร่ แม้จะมีรุ่นน้องมาชอบก็มักจะขีดเส้นคนรอบข้างไว้ เพราะกลัวการจะกลับไปเจ็บ จนมาที่หมออิกจุนที่เหมือนจะพิเศษกว่าคนอื่นเสียหน่อย ทั้งไปเลี้ยงลูกให้เขาอีก ห่วงใยเป็นพิเศษ จนหลาย ๆ คนเชียร์มาก ๆ ภาคนี้คือ มันต้องชัดเจนแล้วน่ะ จบได้ค้างคามาก ๆ ตรงที่หมอซงฮวาเงียบกับคำถามของหมออิกจุน เรามาเชียร์ทั้งคู่ไปพร้อม ๆ กันค่ะ

 

หลังจากได้ดูซีรีส์ไปตอนแรก ทำให้คิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ นักแสดงในชุดเดิมเพิ่มเติมคือ มีพัฒนาการ สวยหล่อขึ้น โปรดักชั่นคือดีงาม บทชวนให้ดูได้เรื่อย ๆ ในวันฝนพรำ บทยังคงสานต่อปมที่ทิ้งไว้ในอีพีแรก แม้ว่าจะไม่หนักหน่วง ค่อย ๆ เล่าไปยาว ๆ ถือว่าเป็นอีกซีรีส์ที่รักษาคุณภาพ ความรู้สึกคนดู แม้ว่าจะกลับมาดูอีกกี่รอบก็ยังรู้สึกดี ซีรีส์หมอที่ให้อะไรมากกว่าศัพย์หมอ แค่ตอนแรกเป็นน้ำจิ้มชวนให้ติดตามเพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่อาจจะสอดแทรกเข้ามาในเรื่องของความสัมพันธ์ แถมซีรีส์ยังมีเพลงใหม่ ๆ ที่กลับมาร้อง โคฟเวอร์กัน ต้องมาติดตามค่ะ สุดท้ายคงไม่ต้องให้คะแนนเลยสำหรับเรื่องนี้ มันดี มันเป็นอีกเรื่องที่ต้องดู ถือเป็นหนึ่งในจักรวาลหนังของผกกชินวอนโฮที่สุด ต้องดูก่อนตายเลยว่างั้นค่ะ

เผย 5 สิ่งที่จะทำให้คุณอิ่มใจระหว่างดู HOSPITAL PLAYLIST ซีซั่น 2

ช่วงนี้แฟนซีรีส์ เพลย์ลิสต์ชุดกาวน์ (Hospital Playlist) คงมีความสุขกันไม่น้อย ซีซั่น 2 ของซีรีส์แสนอบอุ่นหัวใจนี้กำลังจะกลับมาอีกครั้งเร็ว ๆ นี้ หลังจากที่ซีซั่นแรกครองใจผู้ชมมาแล้วทั่วโลก ซีซั่นใหม่ของเพลย์ลิสต์ชุดกาวน์นี้จะกลับมาพร้อมหลายสิ่งที่รับรองเลยว่าผู้ชมจะต้องหลงรักซีรีส์เรื่องนี้มากกว่าเดิม เพราะแก๊งคุณหมอคนโปรดของทุกคนกำลังจะกลับมาอีกครั้ง พร้อมคำตอบสำหรับคำถามที่ทิ้งปมเอาไว้ให้สงสัยในซีซั่นแรก ลองมาดูกันว่าในซีซั่นใหม่นี้จะมีอะไรที่ทุกคนจะได้ชมกันบ้าง

1. ความสามารถการเล่นดนตรีที่พัฒนายิ่งขึ้น
เพลย์ลิสต์ชุดกาวน์ ซีซั่น 2
ในซีซั่นแรกเราฟินไปกับการเล่นดนตรีสดของเหล่านักแสดง โดยเป็นเพลงฮิตยุค 90 จำนวนมาก คิมแดมยองแง้มให้ฟังว่า “ในซีซั่นใหม่ เราพัฒนาขึ้นกันเยอะเลยครับ” ขณะที่ยูยอนซอกเสริมว่า “ในซีซั่นที่แล้วมีบางเพลงที่เราต้องใช้เวลาฝึกถึง 3 เดือน บางเพลงก็ใช้เวลาอย่างน้อยเดือนนึงเลยครับ ส่วนในซีซั่นใหม่นี้มีหลายเพลงที่เราฝึกกันแค่สัปดาห์เดียวก็เล่นได้แล้ว เราทุกคนต่างก็ประหลาดใจกันมากครับที่เราทำได้ขนดานี้” นอกจากนี้ เหล่านักแสดงยังบอกว่าให้รอชมสกิลที่พัฒนาขึ้นของพวกเขาและจะได้เห็นเหล่าคุณหมอเล่นเพลงที่ยากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

2. เคมีนักแสดงที่เข้าขากันมากกว่าเดิม
เพลย์ลิสต์ชุดกาวน์ ซีซั่น 2
ในซีซั่นแรกทุกคนต่างได้เห็นกันแล้วว่าเคมีความเป็นเพื่อนระหว่างนักแสดงห้านั้นแสนจะเป็นธรรมชาติและสมจริง แต่เหล่านักแสดงนำเล่าว่าในซีซั่นใหม่นี้เคมีระหว่างพวกเขาจะดียิ่งขึ้นอีก เพราะทุกคนก็สนิทกันมากขึ้น จอนมีโดกล่าวว่า “ตอนที่เราออกไปเจอกันจริง ๆ ไม่ได้ เราก็มีเจอกันออนไลน์อย่างในห้องแชตหรือว่าวิดีโอคอลค่ะ” โจจองซอกขยายความต่อว่า “เราสนิทกันจนแทบจะไม่ต้องใช้คำพูดเพื่อสื่อสารกันเลยครับ” ด้านจองคยองโฮบอกว่า “ขอให้รอชมเคมีของเราที่เข้าขากันมากขึ้น รวมถึงมิตรภาพระหว่างตัวละครที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วยนะครับ”

3. เรื่องราวที่อบอุ่นหัวใจมากขึ้น
เพลย์ลิสต์ชุดกาวน์ ซีซั่น 2
หนึ่งในแง่มุมที่ดีที่สุดของซีรีส์ เพลย์ลิสต์ชุดกาวน์ (Hospital Playlist) ก็คือความอบอุ่นประทับใจและการที่ผู้ชมสามารถรู้สึกเชื่อมโยงไปกับบทและตัวละครได้ คุณอาจจะเสียน้ำตาไปไม่น้อยกับเรื่องราวสุดซาบซึ้งใจของทุก ๆ คนในโรงพยาบาล ตั้งแต่คุณหมอไปจนถึงคนไข้ ผู้กำกับ ชินวอนโฮ ระบุว่า “ผมว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องยึดแก่นของซีรีส์เอาไว้ มากกว่าที่จะนำเสนอสิ่งใหม่ ๆ เราอยากจะลงลึกไปในสิ่งที่ปูไว้ในซีซั่นแรกครับ” จอนมีโดก็กล่าวว่า “ฉันว่าคุณจะได้เห็นเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไปของคนไข้แต่ละคน ซึ่งจะทั้งอบอุ่นหัวใจและทำให้เสียน้ำตาได้” หมายความว่าเราจะได้ชมเรื่องราวอีกมากมายที่เราจะได้รู้สึกร่วมไปกับตัวละคร และทำให้หัวใจของเราสั่นไหวอย่างแน่นอน

4. การเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์
เพลย์ลิสต์ชุดกาวน์ ซีซั่น 2
จากซีซั่นแรกที่มีทิ้งปมระหว่างตัวละครหลักเอาไว้หลายประการ โจจองซอกเผยว่า “ผู้ชมจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครครับ” พร้อมระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างอิกซุนกับจุนวาน ความรู้สึกที่มินฮามีให้ซอกฮยอง หรือแม้แต่อูจูกับโมเน่ และนอกจากความสัมพันธ์เหล่านี้ ยังสามารถรอชมความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างจองวอนกับคยออุล รวมถึงอิกจุนกับซงฮวา เพราะแน่นอนว่าหลังจากผ่านไปหนึ่งปี ย่อมมีความเปลี่ยนแปลงมากมายให้รอติดตามชมกันอย่างแน่นอน

5. ตัวละครใหม่และตัวละครที่เราคุ้นเคย
เพลย์ลิสต์ชุดกาวน์ ซีซั่น 2
เมื่อตัวละครมีพัฒนาการเป็นอย่างดี เรามักจะรู้สึกว่าตัวละครนั้นเหมือนเป็นเพื่อนเราจริง ๆ เหล่านักแสดงต่างก็ยอมรับว่าพวกเขารู้สึกได้ถึงความคุ้นเคยและรู้สึกว่าพวกเขาเริ่มมีความคล้ายกับตัวละครที่ตนรับบทมากขึ้นเรื่อย ๆ จอนมีโดกล่าวว่าเธอรู้สึกขอบคุณสำหรับชื่อเล่นต่าง ๆ ที่ได้รับอย่างเช่นชื่อซงฮวาเองก็ด้วย ส่วนจุนวานก็มีถูกเรียกว่าคนกินเก่ง ด้านผู้กำกับชินวอนโฮก็แง้มว่าจะมีการปรากฎตัวของนักแสดงรับเชิญและตัวละครใหม่ ๆ ในซีซั่น 2 ที่กำลังจะออนแอร์นี้ ผู้ชมจะได้เพลินเพลินไปกับตัวละครต่าง ๆ ทั้งที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว รวมถึงตัวละครหน้าใหม่ ๆ อีกด้วย ดูหนังออนไลน์

ซีรีส์เกาหลี รีวิว Nevertheless รักนี้ห้ามไม่ได้ Friend With Benefit

ซีรีส์เกาหลี รีวิว Nevertheless รักนี้ห้ามไม่ได้ Friend With Benefit

Nevertheless รักนี้ห้ามไม่ได้ ซีรีส์ Netflix 10 ตอนจบ เรื่องราวแนวโรแมนติกแบบเรียลๆ ของความสัมพันธ์แบบพิเศษที่เป็นพิษ ผ่านตัวพระเอกที่มีเสน่ห์เกินต้าน แต่กลับเลวร้ายต่อหัวใจมาก

ซีรีส์ที่ทำมาจากเว็บตูนในชื่อเดียวกัน (คลิกอ่านเว็บตูนแปลไทยที่นี่) และแอบอื้อฉาวด้วยเรต 18+ ในเกาหลี แต่มาลงในเน็ตฟลิกจะเป็นเรต 16+ ด้วยเรื่องแนวอีโรติกเบาๆ ด้วยพล็อตเรื่อง่ายๆ คือ นาบี นักศึกษาสาวศิลปะที่พึ่งเลิกแฟนจอมเจ้าชู้มาหมาดๆ ต้องมาพบกับเสน่ห์ชวนเคลิ้มของพัคแจออนเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยจอมเจ้าชู้ที่ไม่เคยคิดคบใคร ทำให้นาบีที่เกลียดกลัวความรักต้องเข้าไปพัวพันในสัมพันธ์สวาทแบบเพื่อนคู่ขาที่ต้องไม่คาดหวังความรักจากกัน

รีวิว รักนี้ห้ามไม่ได้ ซีรีส์ที่ว่าด้วย Friend with benefit กับ ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (ไม่มีสปอยล์) 1ฟังพล็อตแล้วหลายคนอาจจะงงๆ กับความสัมพันธ์แบบนี้ ต้องอธิบายก่อนว่ามันคือความสัมพันธ์แบบ เฟรนด์วิทเบเนฟิท (Friend with benefit) หรือที่ย่อๆ ว่า FWB นั่นเอง ก็คือตัวเอก พัคแจออน (รับบทโดยซงคัง) เป็นคนที่มีแนวคิดไม่ครบใคร ไม่ผูกมัดตัวเองกับใคร แต่หว่านเสน่ห์ใส่ผู้หญิงที่เขาชอบได้หลายคน มี SEX กับหลายคน เป็นเพื่อนดูแลเทคแคร์กันได้ แต่ก็ไม่ผูกมัดกับใครสักคน ซึ่งจะมองว่าเจ้าชู้ก็ได้ เพราะเจ้าตัวก็หล่อบริหารเสน่ห์เก่ง แต่ก็ตรงไปตรงมากับความสัมพันธ์แบบนี้จริงๆ ไม่ได้ปกปิดหรือซ่อนเร้นแบบที่ผู้ชายเจ้าชู้ส่วนใหญ่ทำกัน ซึ่ง FWB กับผู้หญิงอาจจะเข้าใจยากสักหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ไม่มี เพราะความสัมพันธ์แบบนี้คือมาจากทางตะวันตก ที่เขาสำรวจมาแล้วว่ามีแบบนี้เยอะมาก เป็นมากกว่าเพื่อนนิดนึง แต่ก็ไม่ใช่กิ๊กเพราะไม่ได้คบหาใคร เรียกว่าเพื่อนนอนก็ได้ ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดจริงๆ เพราะเป็นการตกลงใจกันทั้งสองฝ่ายโดยไม่ได้ปิดบังอะไรกันในความสัมพันธ์แบบนี้

แต่ปัญหาที่มักเกิดกับ FWB คือการข้ามเส้นความรู้สึกไปรัก ไปหึงหวง อยากครอบครองไว้คนเดียว อยากอวดว่าเป็นแฟนอะไรแบบนี้ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ ซึ่งในซีรีส์เรื่องนี้เมนหลักก็คือการนำเสนอความสัมพันธ์แบบใหม่นี้ โดยมีพัคแจออนเป็นตัวเอก แต่ไม่ใช่พระเอก เพราะในเรื่องยังมีตัวเอกอีกคนตามมาในภายหลัง และมีนาบีเป็นผู้หญิงที่ตกเข้ามาในบ่วงความสัมพันธ์แบบนี้โดยไม่รู้ตัวว่ามีผู้ชายแบบนี้จริงๆ แม้เธอเองพึ่งเจ็บมาหมาดๆ ในตอนเปิดเรื่องกับแฟนเก่าที่เอาร่างกายเธอไปทำงานศิลป์อุจาดโดยไม่บอก อีกทั้งยังนอกใจคาตา ซึ่งแม้เธอจะเข้มแข็งตัดความสัมพันธ์บอกเลิกมาได้ทันที แต่การมาเจอกับพัคแจออนโดยบังเอิญกลับหลงเสน่ห์กับเบ้าหน้าเขาตั้งแต่แรกพบ แถมยังพยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาทำดีกับเธอเป็นพิเศษกว่าใคร แม้เพื่อนที่รู้จักพัคแจออนดีว่าเป็นคนยังไงจะเตือนเธอแล้วก็ตาม สุดท้ายก็ห้ามใจให้หลงรักไม่ได้ ตามชื่อเรื่องนี้เลย (nevertheless ชื่ออังกฤษก็แปลความหมายในทำนองเดียวกันคือ ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น)

รีวิว  รักนี้ห้ามไม่ได้ ซีรีส์ที่ว่าด้วย Friend with benefit กับ ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (ไม่มีสปอยล์) 2เนื้อเรื่องอาจจะดูว่านาบีเป็นเหมือนผู้หญิงโง่ซ้ำแล้วซ้ำอีกกับความรัก แต่นี่คือพ้อยท์หลักของซีรีส์เรื่องนี้เลยที่กล้าสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดแบบไม่อ้อมค้อมบิดเบือนเรื่องราวไปแนวโรแมนซ์ขายฝันแบบซีรีส์เกาหลีเรื่องอื่นๆ ซึ่งคนดูเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผู้หญิงแบบนี้จริงๆ รวมถึงผู้ชายแบบพัคแจออนก็ด้วย ตัวเรื่องนำเสนอความสัมพันธ์แบบ Toxic Relationship “ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ” ซึ่งก็เป็นความผิดของนาบีเองด้วยที่เล่นกับไฟ หลงไปกับผู้ชายแบบนี้ ซึ่งเรื่องราวจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดของการขีดเส้นความสัมพันธ์ไว้แค่ FWB แม้อาจจะมีบางคราวที่เหมือนพัคแจออนจะยอมข้ามเส้นมา แต่เนื้อแท้ของเขาก็ไม่เปลี่ยนไปในตอนจบอยู่ดี ซึ่งจุดนี้เองผู้ชมที่พึ่งเริ่มดูต้องทำความเข้าใจก่อนว่า นี่ไม่ใช่ซีรีส์รักโรแมนติกที่สวยงาม แต่เป็นซีรีส์โรแมนติกที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด และก็ไม่ใช่ซีรีส์หักมุม ชิงไหวพริบ แม้ตัวนางเอก Han So-Hee จะเล่นบท ดาคยอง เมียน้อยจาก A World of Married Couple แต่บทของนาบีคือตรงกันข้ามเลย เธอเป็นผู้หญิงซื่อๆ ที่ติดบ่วงหลงเข้ามาในความสัมพันธ์นี้เองแล้วหาทางออกไปไม่ได้ ซึ่งก็คือความเรียลของเรื่องราวจริงๆ ในสังคมนี่แหละคือจุดขายของเรื่องนี้

รีวิว  รักนี้ห้ามไม่ได้ ซีรีส์ที่ว่าด้วย Friend with benefit กับ ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (ไม่มีสปอยล์) 3ต้องบอกว่าแม้เรื่องราวจะเจ็บปวดและให้ตัวเอกอย่างพัคแจออนเป็นผู้ชายเชี่ยๆ ไม่กี่เรื่องที่เกาหลีทำออกมา แต่จุดนี้เองก็เป็นจุดขายที่มาแรงกว่าเรื่องราวที่กล่าวมามาก เพราะเอาจริงๆ คือซีรีส์เรื่องนี้มีกลุ่มทาเก็ตโดยเฉพาะเลยคือขายสาวๆ ที่ขอแค่ดูซงคัง ดาราหนุ่มรูปหล่อในคราบแบดบอยเจ้าเสน่ห์ที่ขยันโปรยทุกฉากที่ออกมา ซึ่งซีรีส์ก็ขายจุดนี้ก็ตรงๆ ทุกฉากที่ซงคังอ่อยนาบีคือเสน่ห์ที่ใจเกินต้านทานได้จริงๆ เขาคือดาราที่เหมาะมากกับบทนี้ แม้อาจจะไม่ได้หล่อแบบที่สุด แต่เสน่ห์อ่อยนี่เหลือล้นมากๆ ทุกจังหวะมีการรุกเบาๆ เข้าถึงเนื้อถึงตัว ชวนไปห้องด้วยการบอกว่าไปดูผีเสื้อ (พัคแจออนสักผีเสื้อไว้ที่หลังคอและชอบผีเสื้อ) ซึ่งบทนี้ไม่ใช่ผู้ชายสายรุกแบบขอแค่มี SEX แต่คือเขาก็เอาใจใส่ผู้หญิงที่หมายตาไว้จริงๆ เพียงแต่ว่าไม่ได้ทำแบบนี้คนเดียว แต่ก็ไม่ได้คบกับใคร แต่ผู้หญิงที่ติดบ่วงเขาก็อยากข้ามเส้นนั้นไปกันทั้งนั้น ซึ่งรวมถึงนาบีเองด้วย และก็ดูจะอาการหนักกว่าใคร เพราะบทเรียนที่เธอพึ่งได้รับมาเจ็บปวดก็แอบระแวงอยู่นิดๆ ซึ่งการขีดเส้นหัวใจไว้ยิ่งกลายเป็นการเพิ่มความรู้สึกอยากเอาชนะของพัคแจออนเข้าไปให้ได้อีก แต่ไม่ใช่ความรัก มันคือ SEX ที่เขามองหาอยากได้จากตัวนาบีต่างหาก ซึ่งเรื่องก็มีฉากแนวนี้อยู่พอสมควร แต่ไม่ได้แรงถึงขั้นเห็นอะไรแบบนั้น แต่แค่นี้ก็น่าจะตอบสนองแฟนๆ ที่มาดูซงคังได้เกินพอแล้วเช่นกัน

รีวิว Nevertheless รักนี้ห้ามไม่ได้ ซีรีส์ที่ว่าด้วย Friend with benefit กับ ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (ไม่มีสปอยล์) 4แล้วพระเอกจริงๆ มีบทในฐานะอะไรในเรื่องนี้ ในซีรีส์ตอนนี้ยังไม่มีบทออกมา แต่ “ยังโดฮยอก” (รับบทโดย Chae Jong-Hyeop จากซีรีส์ Sisyphus: The Myth ในบทซัน หนุ่มหน้าใสที่แอบหลงรักนางเอก) คือเพื่อนสมัยเรียนที่แอบชอบนางเอก และก็เป็นยูทูบเบอร์ในตอนนี้ ตามบทจริงๆ ดูเหมือนพระรองที่มารับบทโอบอุ้มความบอบช้ำขางนาบีจากพัคแจออนมากกว่า ซึ่งกว่าจะสมหวังนั่นคือจบเรื่องนี้แล้ว และตัวเรื่องก็ไม่ได้เป็นแนวรักสามเส้าทุกข์ระทมอะไรมากนัก เพราะโครงเรื่องหลักก็ยังอยู่ที่ความสัมพันธ์เป็นพิษของนาบีที่ลุ่มหลงพัคแจออนมากว่า

รีวิว รักนี้ห้ามไม่ได้ ซีรีส์ที่ว่าด้วย Friend with benefit กับ ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (ไม่มีสปอยล์)

รักนี้ห้ามไม่ได้ ซีรีส์ลง Netflix มีทั้งหมด 10 ตอน ฉายทุกคืนวันเสาร์หลัง 5 ทุ่มไป อาทิตย์ละตอน ตอนละชั่วโมงกว่า อาจจะดูอืดๆ บ้างกับเนื้อเรื่อง แต่ถ้าใครชอบแนวเรียลๆ ความแตกต่างจากความสัมพันธ์แบบ FWB ที่มีพระเอกเป็นคนแบบนี้ อาจจะดูเชี่ยมาก แต่แตกต่างจากซีรีส์เกาหลีขายฝันโดยส่วนใหญ่ แนะนำเลยว่าดี แต่ถ้าไม่อินกับอะไรแบบนี้ก็ข้ามไปได้เลยเช่นกันครับ

 

สรุป

ซีรีส์แนวโรแมนติกแบบเรียลๆ ดาร์คๆ เรื่องราวในแต่ละฉากดูขายฝันมีเสน่ห์จากตัวพระเอก แต่กลับเจ็บปวดจากความจริงและไปลงที่นางเอกทั้งหมด อาจจะดูอืดๆ บ้างกับเนื้อเรื่องที่ไม่ค่อยไปไหน แต่ถ้าใครชอบแนวเรียลๆ ความแตกต่างจากความสัมพันธ์แบบ FWB ที่มีพระเอกเป็นคนแบบนี้ อาจจะดูเชี่ยมาก แต่ก็แตกต่างจากซีรีส์เกาหลีขายฝันโดยส่วนใหญ่ แนะนำเลยว่าดี แต่ถ้าไม่อินกับอะไรแบบนี้ก็ข้ามไปได้เลยเช่นกันครับ

OVERALL
7/10
เรตติ้งเฉลี่ยจากผู้อ่าน 0 (0 votes)
จุดเด่น

ความเรียลของเรื่องราวความสัมพันธ์แบบใหม่ Friend with benefit ที่มีตัวพระเอกเป็นคนแบบนี้
ความสวยของนางเอกที่ชวนดูจริงๆ
ซงคังในมาดแบดบอยรุ่นใหม่ที่หว่านเสน่ห์อ่อยทุกฉาก
มีฉากโรแมนติกกับอีโรติกเบาๆ อยู่ตลอด
ซีรีส์สั้นมีแค่ 10 ตอนจบ
จุดด้อย

นางเอกอาจจะดูโง่ยอมเผลอใจซ้ำแล้วซ้ำอีก (แต่เป็นการนำเสนอแบบเรียลๆ ตามจริง)
เนื้อเรื่องไม่ได้มีปมอะไรมาก

5 เหตุผลที่  รักนี้ห้ามไม่ได้ จะทำให้คุณฟินสลบ กนี้ห้ามไม่ได้ รักนี้ห้ามไม่ได้ ซีรีส์ใหม่ล่าสุดจากเน็ตฟลิกซ์

เล่าเรื่องราวของความรักที่ผลิบานระหว่างเพื่อนร่วมชั้นในวิทยาลัยศิลปะที่ถ่ายทอดโดยซงคังและฮันโซฮี เป็นเรื่องราวของยูนาบี (ฮันโซฮี) ซึ่งไม่เชื่อในความรักแต่ก็ยังอยากจะลองคบหาใครสักคน และพัคแจออน (ซงคัง) มักสนุกสนานกับการจีบสาว แต่รู้สึกว่าการคบใครสักคนเป็นเรื่องยุ่งยากน่ารำคาญ แม้ทั้งสองจะมีมุมมองต่อความรักและการคบใครสักคนต่างกัน พวกเขาก็ได้เริ่มต้นกันด้วยความสัมพันธ์กุ๊กกิ๊กตามประสา friends-with-benefits ลองมาดูกันว่าเหตุผลที่จะทำให้แฟน ๆ ต้องรอชมและหลงรักซีรีส์เรื่องนี้มีอะไรบ้าง

สร้างจากเว็บตูนชื่อดัง

ซีรีส์ความยาว 10 ตอนนี้สร้างจากเว็บตูนชื่อเรื่องเดียวกันที่ครองใจแฟน ๆ มาแล้วทั่วโลก คิมการัม ผู้กำกับและอำนวยการสร้างซีรีส์ กับฮันโซฮีเองก็กล่าวว่าทั้งคู่ต่างเป็นแฟนเว็บตูนเรื่องนี้เช่นกัน คิมการัมเล่าว่าตั้งแต่ตอนที่เธอได้อ่านเว็บตูน เธอก็อยากจะสร้างเรื่องราวของเว็บตูนนี้เป็นซีรีส์ที่ใช้คนแสดง ที่จะแสดงให้เห็นภาพของความรักและความสัมพันธ์ที่สมจริง ซึ่งต้องลองไปชมกันดูว่าซีรีส์กับเว็บตูนจะเหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้าง

ความโรแมนซ์ที่สมจริง

แน่นอนว่าซีรีส์รักโรแมนติกของเกาหลีมีให้ชมกันเป็นจำนวนมหาศาล แต่ส่วนมากจะค่อนข้างแฟนตาซีมากกว่าจะตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง รักนี้ห้ามไม่ได้ (Nevertheless) มีฉากกุ๊กกิ๊กหวานแหววที่หลาย ๆ คนชื่นชอบในซีรีส์รักโรแมนติก แต่ขณะเดียวกันก็บอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงว่าความสัมพันธ์ของคู่รักสมัยนี้นั้นเป็นอย่างไร ซงคังกล่าวถึงสาเหตุที่บทนี้ดึงดูดเขาว่า “มันมีความหวาน ความโรแมนติก ที่เรามักคาดหวังจากความรักวัยรุ่น แต่ก็มีสิ่งอื่น ๆ ที่ทำให้เรื่องราวแตกต่างออกไป และทำให้มันโดดเด่นครับ” ว่ามาขนาดนี้ก็มั่นใจได้เลยว่าความรักโรแมนติกสุดสมจริงของวัยนักศึกษามาแน่!

ตัวละครที่ใกล้ชิดกับผู้ชม

คิมการัมเล่าถึงชื่อเรื่อง รักนี้ห้ามไม่ได้ และเหตุผลที่ผู้ชมจะรู้สึกเชื่อมโยงไปกับเรื่องราวของตัวละครในเรื่องนี้ว่า เราจะยังคงตกหลุมรักใครสักคนอยู่ดี แม้จะรู้ว่าจะลงเอยด้วยความเจ็บปวด ซีรีส์ รักนี้ห้ามไม่ได้ (Nevertheless) บอกเล่าถึงเรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นท่ามกลางความเจ็บปวดและสิ้นหวัง ฮันโซฮี พูดว่า “ฉันอยากจะแสดงให้ทุกคนเห็นถึงด้านที่ซื่อตรงและการแสดงอารมณ์ของตัวละครนี้ออกมาอย่างตรงไปตรงมา และหวังว่าผู้ชมจะอินไปกับเรื่องราวของตัวละครของฉันนะคะ” ไม่ว่าคุณจะเคยมีประสบการณ์ความรักในรูปแบบไหนมาก่อนในอดีต หรือกำลังจะได้สัมผัสประสบการณ์ความรักในอนาคต เหล่าตัวละครจากเรื่องนี้ก็ยังจะมีมุมที่คุณจะเข้าถึงและสัมผัสได้อยู่ดี

แคสติ้งนักแสดงที่สมบูรณ์แบบ

การแคสติ้งของ ซงคัง และ ฮันโซฮี นั้นได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก คิมการัม กล่าวว่า “ฉันนึกถึงซงคัง และฮันซอฮีตั้งแต่ตอนที่ได้อ่านเว็บตูนแล้วค่ะ ซึ่งโชคดีมากที่ทั้งสองคนต่างก็ชอบตัวเว็บตูนเอามาก ๆ และยังอยากทำงานกับฉันด้วยค่ะ” ซึ่งนักแสดงทั้งสองนั้นได้รับคำชมมากมายถึงการสวมบทตัวละครได้สมบทบาท ฮันโซฮีกล่าวว่า “ฉันกับนาบีมีอะไรที่เหมือนกันเยอะเลยค่ะ” ที่จริงแล้ว ฮันโซฮีเองก็มีพรสวรรค์ด้านศิลปะ และได้แสดงฝีมือวาดภาพที่ประดับอยู่ในบ้านของนาบีอยู่บางภาพเช่นกัน

เคมีสุดเร่าร้อน

เราได้เห็นเคมีที่สุดแสนเข้ากันของทั้งคู่บ้างแล้วผ่านทางทีเซอร์และภาพนิ่งต่าง ๆ ซึ่งแค่นี้ก็รู้แล้วว่าน่าตื่นเต้นแค่ไหน ซงคังและฮันโซฮีกล่าวถึงข้อดีว่าการที่ทั้งสองนั้นอายุเท่ากันนั้นทำให้มิตรภาพแน่นแฟ้น และส่งผลให้เคมีระหว่างพระนางนั้นเขากันดีสุด ๆ คิมการัมเสริมว่า “เคมีในจอของทั้งสองนั้นเป็นธรรมชาติมาก ๆ” และในซีรีส์เรื่องนี้ จะมีบางตอนที่ได้เรต 19+ ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์สุดเร่าร้อนและเซ็กซี่ โดยซงคังแง้มว่า “จะมีฉากที่ชวนทำให้ใจเต้นอยู่เยอะเลยในซีรีส์เรื่องนี้นะครับ”

 

ดูหนังออนไลน์

 

[รีวิว] Annabelle Comes Home – แอนนาเบลล์ ตุ๊กตาผีกลับบ้าน

[รีวิว] Annabelle Comes Home - แอนนาเบลล์ ตุ๊กตาผีกลับบ้าน

เรื่องย่อหนัง หนัง Annabelle Comes Home หรือชื่อไทยว่า แอนนาเบลล์ ตุ๊กตาผีกลับบ้าน “Annabelle Comes Home ตุ๊กตาผีกลับบ้าน” เป็นภาคต่อลำดับที่สามของภาพยนตร์ชุด “Annabelle” จาก New Line Cinema ที่สร้างความสำเร็จครั้งใหญ่ไปทั่วโลก ด้วยความสยองของตุ๊กตาผีผู้โด่งดังจากจักรวาล เดอะ คอนเจอริ่ง นำทีมสร้างโดย แกรี่ ดาวเบอร์แมน ผู้เขียนบทภาพยนตร์ “IT”, “The Nun”, “Annabelle” และ “Annabelle: Creation” ที่คราวนี้ขอรับหน้าที่ผู้กำกับเป็นครั้งแรก ภายใต้การดูแลของ ปีเตอร์ ซาฟรานและเจมส์ วาน โปรดิวเซอร์คู่บุญจาก “Aquaman” ผู้บุกเบิกจักรวาลเดอะ คอนเจอริ่ง “เพื่อป้องกันไม่ให้ปีศาจร้ายออกอาละวาดอีกครั้ง นักปีศาจวิทยา เอ็ดและลอร์เรน วอร์เรน ตัดสินใจขังตุ๊กตาผีเอาไว้ในห้องเก็บของในบ้านของพวกเขา โดยใส่ไว้ในตู้กระจกที่สะกดไว้ด้วยมนต์ศักดิ์สิทธิ์ของศริสตจักร แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความชั่วร้ายเอาไว้ได้ เมื่อคืนหนึ่งตุ๊กตาผีแอนนาเบลล์ปลุกปีศาจที่สิงสถิตย์อยู่ในห้องนั้นขึ้นมา พร้อมออกล่าเหยื่อรายใหม่ที่เอ็ดและลอร์เรนคาดไม่ถึง นั่นคือ จูดี้ ลูกสาววัย 10 ขวบของพวกเขาและกลุ่มเพื่อนของเธอ”

ในที่สุดตัวละครอย่าง Annabelle ก็หาทางขยายเรื่องราวมาเป็นไตรภาคจนได้ ซึ่งในภาคนี้ตามตัวอย่างเลย มันไม่ได้มีแค่ Annabelle ตัวเดียว เพราะมันดันมีเด็กมือบอนไม่เข้าเรื่องเข้าไปแตะต้องทุกสิ่งอย่างในห้องเก็บของอาถรรพ์ของครอบครัว Warren หาเรื่องชิบหายวางป่วงให้ตัวเอง จึงเกิดการอาละวาดของเหล่าผีๆ ตัวอื่นๆ ออกมา

ให้ตายเถอะ หนังน่ารำคาญตั้งแต่ต้นยันจบจริงๆ ไอ้หนังประเภทนี้มันจะมีตัวหายนะอยู่ ที่ภาวนาให้มันตายๆ ไปซะเถอะ เริ่มจากตัวผู้หญิงวัยรุ่นที่เข้าไปในห้องเพื่อแตะต้องสิ่งของต่างๆ จริงอยู่ที่เธอมีเหตุผลของเธอ แต่มันจำเป็นต้องไปแตะต้องทุกสิ่งอย่างในนั้นหรือไงฟระ และไอ้ตัวละครเดิมก็ซนไม่เข้าเรื่องเหมือนเดิมอยู่ดี คือมันต้องสอใส่เกือกกับทุกเรื่องจริงๆ

ที่น่าหงุดหงิดเข้าไปอีก คือหนังมันยืดยาด เวิ่นเว้อมากกกกกกกก ดำเนินเรื่องได้น่าเบื่อสุดๆ แต่ละฉากนี่กว่าตัวละครจะทำอะไรต่างๆ ก็ผ่านไปหลายนาที แบบพยายามง้างให้มันนานอะ ไอ้เราก็รอไปดิเมื่อไหร่ที่ผีมันจะออกมาอาละวาด นู่นรอไปเกินครึ่งเรื่องกว่าจะได้เห็น

อีกเรื่องที่งงมาก คือไม่เข้าใจว่าหนังจะใส่เรื่องราวความรักกุ๊กกิ๊ก ระหว่างพี่เลี้ยง Judy อย่าง Mary กับ Bob มาทำไม ยิ่งตัวละครของ Bob ไม่ต้องมีเลยก็ได้ หลายๆ จังหวะที่พยายามทำให้มันตลก โดยส่วนตัวแล้วคิดว่ามันไม่มีความจำเป็นเลยที่หนังต้องใส่มุก หรือฉากตลกๆ มา เหมือนหนังทุกเรื่องในปัจจุบันกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วว่ามันต้องมีฉากตลก ซึ่งมันไม่ได้เหมาะกับทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องนี้ จากที่อยากให้ฮา จะกลายเป็นน่ารำคาญแทน แต่หนังกลับละเลยปมของตัวละคร Judy ลูกของครอบครัว Warren ที่ดูเธอจะมีอะไรน่าสนใจให้เล่ามากกว่าซะอีก

ในภาคนี้มันไม่ได้มีแค่ Annabelle ตัวเดียว มันโผล่กันออกมาเป็น Goosebumps เลยทีเดียว ผีแต่ละตัวมีเรื่องราว เรื่องเล่าของมัน แต่นอกเหนือจากการโผล่ออกมา แฮ่! ให้ตกใจ มันก็ไม่มีกิมมิคการหลอกอะไรที่น่าสนใจอีกเลย เดาทางง่าย แพนกล้องช้าๆ เดี๋ยวมาแน่ ออกมากี่ครั้งก็เหมือนๆ เดิม แล้วก็ตามนั้นแหละ และแต่ละตัวเหมือนเล่นมวยปล้ำอะ ผลัดกันหลอก ตัวนี้จบ ตัวใหม่มา หลอกพร้อมกันไม่ได้ไง๊ ที่สำคัญ ไอ้ตัว Annabelle โผล่มาไม่เกิน 5 ฉาก โผล่มาแบบเฉยๆ ด้วย ถ้าโผล่แบบมี Action น่าจะมีอยู่ 2 ฉากถ้วน

เดาว่ามันคงจะปูเรื่องราวไปให้ The Conjuring เล่นแน่ๆ กะว่าตัวไหนดัง คนสนใจ ก็เอามาสร้างเหมือนอย่าง The Nun นั่นแหละ ตอนใกล้ๆ จบที่ผีออกมาเยอะขึ้นถี่ๆ แบบใกล้ละ มันต้องมาแน่ๆ ความน่ากลัว ความสนุก ความสยองมันจะมาละ แต่สุดท้ายก็เริ่มเหมือนมานาหมด ตัดจบซะง่ายๆ ดื้อๆ อย่างนั้น

สรุปแล้ว Annabelle Comes Home ถ้าแกจะกลับบ้านมาแบบนี้นะ เป็นเราจะไล่ออกจากบ้านไปเร่ร่อน!!! ผิดหวังในเกือบทุกส่วนจริงๆ มีเพียงแค่บรรยากาศที่พอจะดูน่ากลัวได้บ้าง สิ่งที่ดีที่สุดของหนังคือการได้รู้ว่าใน The Conjuring ภาคต่อๆ ไปคงจะเลือกเล่าหนึ่งในผีบางตัวในนี้แหละ นอกเหนือจากนั้นก็ได้แต่นั่งหาวไป นั่งจ้วงป๊อปคอร์นไปลุ้นว่าจะเจอรสอะไรที่สั่งมายังจะสนุกซะกว่า ถ้าเรื่องนี้ทำเป็นหนังสั้นมันจะลงตัวเลยแหละ

อ่านต่อได้ที่ 

 

รีวิวภาพยนตร์แอคชั่น หนัง Anna – แอนนา สวยสะบัดสังหาร

รีวิวภาพยนตร์แอคชั่น หนัง Anna - แอนนา สวยสะบัดสังหาร

หนัง Anna หรือชื่อไทยว่า แอนนา สวยสะบัดสังหาร ผลงานชิ้นใหม่ของผู้กำกับหนังแอคชั่นตัวพ่อ ลุค เบสซง ที่ในเรื่องนี้เขาทั้งกำกับ เขียนบท และโปรดิวซ์ ANNA คือภาพยนตร์แอคชั่น-เขย่าขวัญ ที่มีฉากหลังเป็นวงการแฟชั่นไฮโซสุดตระการตา หลังจากถูกค้นพบโดยแมวมองนางแบบ แอนนา โปเลียโทว่า (ซาช่า ลุสส์) สาวสวยชาวรัสเซีย ก้าวขึ้นมาเป็นนางแบบแถวหน้าและเป็นแฟชั่นไอคอนระดับโลก แต่แอนนามีด้านที่ซ่อนไว้มากกว่าที่คนทั่วไปได้เห็น ภายใต้ความงามไร้ที่ติของเธอนั้นคือการใช้ชีวิตอยู่ในโลกสายลับสุดอันตรายที่ก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียวมันหมายถึงชีวิต ร่วมแสดงโดยทีมนักแสดงคุณภาพนำโดย เฮเลน เมียร์เรน คิลเลียน เมอร์ฟี และ ลุค อีแวนส์ ANNAคือส่วนผสมของพล็อตที่น่าติดตาม การหักมุมที่ทำให้อ้าปากค้าง และฉากแอคชั่นที่จะทำให้คุณลืมหายใจ

Luc Besson ถือเป็นผู้กำกับอีกคนที่มีสไตล์การทำหนังที่เฉพาะตัว เป็นของตัวเองมาก และมีผลงานหนังแอคชั่นสุดคลาสสิคมากมาย และหนึ่งในเรื่องที่ผมชอบมาตั้งแต่สมัยเด็ก คงหนีไม่พ้นเรื่อง The Fifth Element ภาพยนตร์แอคชั่น Si-Fi ที่เนื้อเรื่องในสมัยนั้นไม่ได้มีคนตอบรับดีๆ เท่าไหร่ แต่กลับกันมาในยุคปัจจุบัน ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกยกให้เป็นภาพยนตร์คลาสสิคของผู้กำกับคนนี้ไปแล้ว

สำหรับเรื่อง Anna นั้นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ อันนา เด็กสาวผู้ตกอับในชีวิต ถูกเลือกให้มาเป็นสายลับ KGB ให้กับทางรัสเซีย โดยภาระกิจล่าสุดที่เธอต้องแผงตัวไปทำนั้น หน้าฉากคือการเป็นซูเปอร์โมเดลในฝรั่งเศส และเมื่อเวลาผ่านไปเธออยากจะวางมือ เธอจึงต้องทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ตัวเองได้เป็นอิสระจากงานสายลับนี้ให้ได้

โดยรวมแล้วนั้นการเล่าเรื่องถึงแม้ว่าจะไม่ได้หวือหวา หรือแปลกใหม่อะไร แต่ด้วยความที่เป็นหนังของ Luc Besson กำกับ สไตล์การเล่าเรื่องจะออกไปทางคล้ายๆ หนังสายลับเก่าๆ คลาสสสิคที่ผู้กำกับคนนี้เคยทำ รวมไปถึงลักษณะการเล่าที่เรียกได้ว่าแหวกแนวมาก ถ้าจะให้ยกตัวอย่างแบบไม่สปอยเนื้อเรื่องคงบอกได้เพียงว่า หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องแบบเดินหน้า 2 ก้าว ถอยหลัง 1 ก้าว ยาวๆ ไปตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องเลย

ถึงกระนั้นด้วยความที่มีการเล่าเรื่องแบบนี้ถ้าเป็นหนังยุคก่อนปี 1980-1990 คงจะตื่นตาตื่นใจไม่น้อย แต่โดยรวมแล้วพอมันกลายมาเป็นหนังยุคนี้มันเลยทำให้ดูล้าสมัย และด้วยความที่มีการย้อนการเล่าเรื่องบ่อยมาก แทนที่หลังๆ ตัวหนังจะดูเท่ห์และให้ฉากการเล่าเป็นไฮไลท์ในการเฉลยปม กลับกลายเป็นยิ่งมีการเล่าย้อนตัวหนังโดยรวมดูตลงขึ้นมาทันทีเลยทีเดียว

สรุปแล้วส่วนตัวผมเองนั้นค่อนข้างเฉยๆ กับหนังเรื่องนี้มาก อาจเป็นเพราะการเล่าเรื่องสไตล์นี้ ในยุคปัจจุบันนี้อาจจะไม่ทันสมัย และดูแปลกใหม่อะไร แต่ถ้ามองว่าเป็นหนังย้อนยุคเมื่อ10-20 ปีก่อนคงสนุกขึ้นได้ไม่มากก็น้อย และไม่แน่ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า หนังเรื่องนี้อาจจะขึ้นหิ้งคลาสสิคอีกเรื่องก็เป็นได้ 7/10 อ่านต่อได้ที่

 

รีวิวซีรีส์เกาหลี Start-Up เจาะลึกวงการสตาร์ทอัพในเชิงลึก

รีวิวซีรีส์เกาหลี Start-Up เจาะลึกวงการสตาร์ทอัพในเชิงลึก

Start-Up ซีรีส์เกาหลี ลง Netflix เรื่องใหม่ที่เข้ามาแทน Stranger SS2 ที่พึ่งจบไป ว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มสาววงการสตาร์ทอัพมุ่งสู่ฝันทำให้สำเร็จ โดยมีดราม่าสุดรันทดจากปัญหาครอบครัวในอดีตมาเป็นแรงผลักดัน พร้อมทั้งเรื่องราวความรักความทรงจำในวัยเด็กที่เป็นพหรมลิขิตต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

รีวิวอัพเดททุกสัปดาห์จนจบ ไม่มีสปอยล์เนื้อหาจุดสำคัญของเรื่อง

ภายนอกซีรีส์เรื่องนี้ให้ความรู้สึกว่าเป็นแนวธุรกิจเต็มตัว แต่กลับพบว่าจริงๆ นี่เป็นซีรีส์แนวดราม่าที่หนักหน่วงกันตั้งแต่ EP แรกเลย เพราะเรื่องราวเริ่มต้นที่นางเอก “ซอดัลมี” (รับบทโดย Bae Suzy นางเอก Vagabond) ต้องพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ตั้งแต่เด็ก ระหว่างการต้องเลือกพ่อหรือแม่ที่ต้องการหย่าร้างกัน และนำไปสู่จุดเริ่มต้นของความแค้นในตัวเธอที่มีต่อพี่สาวที่เลือกเดินคนละด้านระหว่างความฝันในอนาคตหรือความร่ำรวยที่อยู่ตรงหน้า จนกลายเป็นทางแยกของชีวิตทั้งคู่ที่ไม่อาจจะกลับมาเหมือนเดิมได้อีกครั้ง

ในอีกด้านหนึ่ง “ฮันจีพยอง” (รับบทโดย Kim Sun-Ho ) หนุ่มน้อยจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ถูกส่งออกมาเผชิญโลกภายนอกในช่วงวัยเด็ก ได้มาพบกับยายของ “ซอดัลมี” และได้รับความช่วยเหลือโดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน ทั้งคู่ร่วมกันสร้างตัวละครสมมุติ “นัมโดซาน” (Nam Joo-Hyuk พระเอกจากเรื่อง The School Nurse Files ที่พึ่งฉายใน Netflix) ที่หยิบยืมมาจากชื่อเด็กในข่าวรับรางวัลเหรียญทองโอลิมปิคคณิตศาสตร์ เพื่อมาเป็นเพื่อนปลอบใจเธอกับความปวดร้าวในวัยเด็ก กลายเป็นว่าเธอโตขึ้นมาโดยหลงรักยึดมั่นในตัวนัมโดซานที่เธอไม่เคยเจอกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากจดหมายที่เขียนหากันปีเดียว และกำลังออกตามหานัมโดซานในชีวิตจริงเพื่อขอให้มาช่วยเหลือเธออีกครั้ง

drama-korea-start-upต้องบอกเลยว่าเรื่องนี้มีแววดังสนั่นมากกว่าซีรีส์เรื่องไหนในช่วงนี้ ด้วยความที่ตัวเรื่องทันสมัยเล่าเรื่องราวแปลกใหม่แตกต่างจากปกติทั่วไป มีดารานำสาวสวยอย่าง Bae Suzy นางเอก Vagabond ที่เป็นขวัญใจคนไทยมากมายมาเล่นด้วย ตัวซีรีส์แค่เปิดมาตอนแรกก็สัมผัสได้ถึงความละเมียดละไมใส่ใจในทุกขั้นตอนงานสร้าง ตั้งแต่เรื่องราวที่ดูเผินๆ นึกว่าจะต่อสู้กันทางธุรกิจเป็นหลัก แต่เรื่องกลับดึงเข้าสู่ดราม่าหนักหน่วงตั้งแต่ตอนแรก (แอบให้ความรู้สึกคล้ายอีเทวอนคลาสตั้งแต่ตอนแรกเลย) พร้อมฉากสะเทือนใจตามมาติดๆ ด้วยการย้อนภาพอดีตเล่าเรื่องราวความเป็นมาของสองสาวพี่น้องที่ต้องมาแยกทางกันเพราะเรื่องความฝันกับความร่ำรวยที่กองอยู่ตรงหน้า และทั้งคู่ได้กลับมาพบกันอีกครั้งโดยที่นางเอกที่เลือกความฝันกลับไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย แม้แต่การเรียนก็ไม่สำเร็จ ซึ่งถือว่านางเอกในเรื่องนี้มีแบ็คกราวด์ที่ปูมาแปลกมาก และเธอก็ไม่ได้มีความสามารถอะไรจะมาสู้กับพี่สาวของเธอที่เลือกเส้นทางชีวิตสบายด้วยกองเงินกองทอง และก็โตมากับความสำเร็จมีชื่อเสียงแบบง่ายๆ

ตัวเรื่องปูพื้นชีวิตของนางเอกหนักหน่วงรันทดกันสุดๆ จนจบตอนแรกไปเลย แล้วก็ไม่ได้ว่าพอตอนต่อมาจะฟื้นมาเป็นดีอะไรได้ เธอยังคงมีชีวิตที่ไม่ได้ดีขึ้น จนกระทั่งเริ่มออกตามหาเพื่อนทางจดหมายวัยเด็ก และได้กลับมาพบกันอีกครั้ง โดยที่ไม่ได้รู้ว่าจริงๆ แล้วนัมโดซานมีสองคน ซึ่งตัวเรื่องวางพล็อตเก๋มากที่ให้พระเอกทั้งสองคนมีบทบาทคนละแบบในการเข้าถึงและช่วยเหลือนางเอก นัมโดซานตัวจริงเป็นหนุ่มที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตของการฝันเป็นสตาร์ทอัพ นัมโดซานตัวปลอมทางจดหมายกลายเป็นคนประสบความสำเร็จสูงสุดของวงการสตาร์ทอัพ ทั้งคู่ต้องพึ่งพาช่วยกันประคับประคองชีวิตนางเอกที่ตกตระกรำลำบาก และต้องเผชิญหน้ากับคำดูถูกจากพี่สาวที่แยกทางเดินไปตอนเด็ก

นอกจากเนื้อเรื่องที่ดราม่าหนักหน่วงกันตั้งแต่สตาร์ทแล้ว งานภาพประกอบ CG ของเรื่องนี้ก็สวยละเมียดละไมดูพลินไปกับบรรยากาศย้อนยุคของเรื่อง พร้อมกับเรื่องราวฉากในปัจจุบันที่ใช้พวกเทคโนโลยีต่างๆ มาเกี่ยวข้องรวมกับการใช้ CG มาผสมเป็นมุมกล้องแปลกใหม่เพื่อเล่าเรื่องราวผ่านภาพสวยๆ ได้อย่างไร้ที่ติเลย ยกตัวอย่างฉากขนนกที่ลอยจากนางเอกไปหาพระเอกในอีกที่หนึ่ง แสงสีในเรื่องก็เน้นสีชมพูอ่อนๆ ประกอบเรื่องตลอด จนดูเรื่องราวชวนฝันมาก ซึ่งงานสร้างละเมียดละไมแบบนี้ก็มาจากสตูดิโอดราก้อนที่ผลงานอย่าง It’s Okay to Not Be Okay ที่คนคงรู้ว่าสวยงามขนาดไหน อีกทั้งยังได้ผู้กำกับ Hotel del Luna ที่เน้นงานสร้างภาพชวนฝันมาด้วยอีกคน ในเรื่องนี้จึงกลายเป็นซีรีส์แนวดราม่าธุรกิจที่มีงานด้านภาพสวยแบบสะกดให้ผู้ชมดูได้ไม่เบื่อเลย เรียกว่าเป็นจุดขายที่ชวนให้คนดูติดได้เลยง่ายๆ

รีวิวซีรีส์เกาหลี Start-Up (Netflix) ซีรีส์ธุรกิจที่เน้นแต่เรื่องรักจนธุรกิจเบาบางจางหายไปหมด (อัพเดท EP16 จบ) 3ตัวนักแสดงสมทบในเรื่องก็มีบทที่ลึกซึ้งกินใจกันตั้งแต่แรก อย่างบทพ่อของนางเอก (เล่นโดย Kim Joo-Hun จากบทเจ้าของสำนักพิมพ์ใน t’s Okay to Not Be Okay) ที่ชีวิตรันทดหดหู่ไปจนจบ และได้กลายมาเป็นเป้าหมายในชีวิตของนางเอกในภายหลังที่มาพร้อมกับความแค้น ซึ่งเขาก็เล่นได้ไม่มีที่ติแม้จะออกมาแค่ตอนแรกเต็มๆ (จากนั้นถ้ามีคงแค่แฟลชแบ็คสั้นๆ) เพียงแต่บทอาจจะดูน้ำเน่าไปนิดที่เขียนให้รันทดแบบนี้ แต่เชื่อว่ากินใจคนดูแน่นอน

รีวิวซีรีส์เกาหลี Start-Up (Netflix) ซีรีส์ธุรกิจที่เน้นแต่เรื่องรักจนธุรกิจเบาบางจางหายไปหมด (อัพเดท EP16 จบ) 4อีกคนก็คือยายของนางเอกที่เต็มไปด้วยน้ำใจให้กับหนุ่มน้อยฮันจีพยอง เด็กแปลกหน้าที่บังเอิญเจอกลางสายฝน ซึ่งบทของสองคนนี้ปูเรื่องให้ลึกซึ้งกินใจจนเรียกน้ำตาคนดูได้ตั้งแต่ตอนแรกแน่นอน เรียกว่าเป็นการเปิดเรื่องที่เปอร์เฟ็กต์เอามากๆ กับฉากย้อนอดีตความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องที่ส่งผลมาถึงชีวิตในปัจจุบันที่ข้ามมาป็นตอนโตแล้ว และการกลับมาพบกันอีกครั้งของตัวละครทั้งหมดในวัยเด็ก

แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้สะดุดมีปัญหาก็คือพล็อตเรื่องที่ว่าแปลกใหม่ แต่ตัวความรักในเรื่องยังคงใช้สูตรสำเร็จที่จำเจของซีรีส์เกาหลี อย่างการที่ให้มีพระเอก พระรอง รักนางเอกคนเดียวกัน แต่บทก็แทบไม่ได้สูสีในเรื่องความรักกันจริงๆ สุดท้ายพระรองดีแค่ไหนก็ชนะใจไม่ได้ ซึ่งโอเคมันสำเร็จในแง่ที่ว่าเรียกความเห็นใจให้คนดู ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นต้นมาอย่างสวยงาม แต่กลับเดินเรื่องในสูตรเดิม แล้วก็เน้นแบบเปิดตัวเลยว่านัมโดซานที่เล่นโดย Nam Joo-Hyuk คือพระเอกตัวจริงมากกว่าแบบไม่ต้องเดา เพราะเล่นทั้งแสงสีสาดส่องและฉากสโลวโมชั่นเวลาทั้งคู่พบกันให้ดูเหมือนเป็นพหรมลิขิต ในขณะที่พระเอกอีกคนกลับไม่มีอะไรแบบนี้

เจาะลึกวงการสตาร์ทอัพในเชิงลึกแบบจริงจัง (ไม่มีสปอยล์)
ตัวเรื่องแม้จะวางตัวเป็นแนวโรแมนติกชัดเจน แต่ด้านวงการเทคสตาร์ทอัพก็มีรายละเอียดเชิงลึกที่แสดงให้เห็นเลยว่าคนเขียนบททำการบ้านมาดี เพราะชื่อตอนทุกตอนเป็นลำดับกระบวนการในวงการสตาร์ทอัพจริงๆ รวมถึงไอเดียต่างๆ ในเรื่องก็เป็นอะไรที่จับต้องได้ และยังเน้นเรื่องการระดมทุนยังไงให้สำเร็จ โดยมีเรื่องราวของบริษัทที่เป็นกลุ่มทุนในฝันของสตาร์ทอัพหน้าใหม่ในเรื่องที่ชื่อ Sandbox มาเป็นเมนหลักในเรื่องการแข่งขันก่อตั้งบริษัทจาก 0 ที่ตัวละครในเรื่องทุกคนเข้ามาเกี่ยวข้องและแข่งขันกันไปสู่จุดหมาย โดยที่ Sandbox เองก็มีเบื้องหลังความสัมพันธ์ที่สะเทือนใจกับพ่อของนางเอกในตอนแรก ทำให้เรื่องราวของเทคสตาร์ทอัพมีดราม่าลึกซึ้งกินใจผสมเข้าไปอยู่ด้วย

ย่อยความรู้ธุรกิจออกมาให้คนดูได้เข้าง่ายๆ (ไม่มีสปอยล์)
เรื่องนี้เดินเรื่องไปพร้อมกับมีศัพท์ในแวดวงธุรกิจแทรกอยู่ด้วยตลอดเวลา ซึ่งเรื่องใช้การอธิบายเป็นซับไตเติลด้านล่างเพิ่มเป็นภาษาเกาหลี แต่น่าเสียดายที่ตรงนี้ไม่ได้มีการแปลออกมา แต่ว่าก็มีการอธิบายจากตัวละครในเรื่องไปพร้อมกันด้วย และยังให้โดซานเป็นคนอธิบายสอนนางเอกเกี่ยวกับศัพท์ต่างๆ ในเรื่องไอทีเพิ่มแบบน่ารักๆ ทำให้คนดูไม่ต้องกังวลว่าดูเรื่องนี้แล้วจะงง ไม่มีแน่นอนครับ

รีวิวซีรีส์เกาหลี Start-Up (Netflix) ซีรีส์ธุรกิจที่เน้นแต่เรื่องรักจนธุรกิจเบาบางจางหายไปหมด (อัพเดท EP16 จบ) 7พล็อตเรื่องสูตรสำเร็จ แต่กลับคาดเดาไม่ได้ (ไม่มีสปอยล์)
รีวิวซีรีส์เกาหลี Start-Up (Netflix) ซีรีส์ธุรกิจที่เน้นแต่เรื่องรักจนธุรกิจเบาบางจางหายไปหมด (อัพเดท EP16 จบ) 8อย่างที่กล่าวมาข้างต้น แม้เรื่องราวความสัมพันธ์และดราม่าต่างๆ ใน Start-Up อาจจะดูดราม่าสูตรสำเร็จเพื่อให้บิ้วตัวละครกันตั้งแต่แรก กับความสัมพันธ์ของนางเอกกับพี่สาวที่แยกทางกันไปก่อนจะกลายมาเป็นศัตรูกัน รวมถึงเรื่องราวความรักผิดฝาผิดตัวกับพระเอกสองคน แต่เรื่องกลับไม่เดินไปเป็นเส้นตรงอย่างที่วางไว้ เหมือนคนเขียนบทจงใจให้คนดูหลงคิดว่าจะเป็นไปตามสูตร แต่กลับเลือกเส้นทางใหม่ให้ทั้งสองเรื่องในตอนต่อมาแบบหักลำทันที ซึ่งถือว่าว้าวมากกับการที่รีเซ็ทปมดราม่าทั้งสองเรื่องขึ้นมาในแนวทางใหม่ อีกทั้งยังทำให้บทของพี่สาวนางเอกมีความลึกขึ้นมาทันที อาจจะดูเป็นตัวร้ายในตอนแรก แต่ต่อมากลับมีเรื่องราวที่น่าเห็นใจ ไม่แพ้ปมดราม่าของนางเอกที่ตกเป็นเบี้ยล่างในตอนแรกได้เลยเหมือนกัน

อัพเดท แต่ส่วนนี้ต้องบอกว่าพอช่วงครึ่งหลังของเรื่องไป ตัวเรื่องสายธุรกิจค่อนข้างเส้นตรงมีแต่การประสบความสำเร็จ เนื้อเรื่องแนวอุปสรรคที่ปูมาตอนแรกจางหายไปหมด จนทำให้เรื่องไม่เหลืออะไรนอกจากความรักที่พยายามลากยาวไปจนจบเรื่อง

คาแรกเตอร์พระเอกที่ถอดมาจากสายเนิร์ดตัวจริง (ไม่มีสปอยล์)

ปกติโดยทั่วไปพระเอกซีรีส์เกาหลีต้องเน้นหล่อเนี๊ยบ เก่ง มีความมั่นใจในตัวเอง แต่เรื่องนี้นัมโดซาน (ตัวจริง) กลับเป็นอะไรที่ตรงข้ามเรื่องเหล่านี้เลย (ยกเว้นแค่เรื่องหล่อ) โดยถอดเอาบุคลิกพวกนักพัฒนาเบื้องหลังเทคจริงๆ มาใส่ไว้ ซึ่งก็คือ หนุ่มสายเนิร์ดที่ไม่เคยมีแฟน พูดคุยกับผู้หญิงไม่เป็น ขาดทักษะการเข้าสังคม แม้แต่ในครอบครัวเองก็มีปัญหาการสื่อสาร รวมถึงการที่ชอบคิดอะไรเป็นโลจิกทางวิทยาศาสตร์กับคอมพิวเตอร์ไปหมด ไม่เข้าใจการเปรียบเทียบในเชิงปรัชญาหรือควมเชื่อต่างๆ ทุกอย่างต้องถอดออกมาเป็นสมการจับต้องได้เท่านั้น ซึ่งทำให้บุคลิกพระเอกกลายเป็นเปิ่นๆ ขำๆ เมื่อต้องมามีความรักหรือการเข้าสังคมในการเริ่มต้นสตาร์ทอัพในเรี่อง อีกทั้งยังดูน่าสงสารไปด้วยเมื่อเขากลายเป็นคนที่มีความสามารถ มีฝันในทางธุรกิจ แต่กลับไม่มีความสามารถในการบริหารเรื่องเหล่านี้ได้ จนน้อยเนื้อต่ำใจในความสามารถของตัวเองที่มีขีดจำกัด ซึ่งตัวเรื่องทำมาจากความจริงที่ว่านักพัฒนาเบื้องหลังทั้งหลาย แม้มีไอเดียกับความสามารถประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ แต่กลับขาดสกิลในด้านการบริหาร การตลาด โมเดลธุรกิจ จนถ้าอยากสำเร็จได้ก็ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากคนสายบริหารมาอุดช่องโหว่นี้

ปมจดหมายในอดีตที่แสนอึดอัดตลอดเรื่อง (ไม่มีสปอยล์)
เนื้อเรื่องวางปมการโกหกของโดซานกับจีพยองไว้ตั้งแต่แรก ซึ่งต่อมากลายเป็นเรื่องโกหกที่ถลำลึกขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออดีตที่ดัลมีประทับใจคือจีพยอง แต่โดซานตัวจริงคือปัจจุบันที่ออกรับหน้าที่นี้แทน ซึ่งคนเขียนบทเก่งมากที่วางจังหวะดราม่าจากเรื่องโกหกแค่ผ่านๆ ในตอนแรกให้กลายเป็นดราม่าที่อึดอัดทุกครั้งที่โดซานต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ความหลังของดัลมีคือจีพยองไม่ใช่เขา แล้วก็ต้องทนโกหกกับสร้างเรื่องโกหกต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้อยู่ดัลมีต่อไป

ในขณะที่จีพยองที่ถูกวางเป็นพระรองก็ถูกทำให้อึดอัดตลอดเวลาที่ต้องโกหกดัลมี รวมถึงโกหกใจตัวเองด้วยเริ่มรู้สึกชอบดัลมีขึ้นมาเรื่อยๆ รวมถึงเห็นใจในความลำบากที่เธอต้องเจอมาตลอด ซึ่งคนดูคงรู้สึกอึดอัดในแบบเดียวกันเวลาถึงฉากที่ทั้งสองคนนี้ต้องโกหกกับดัลมีเสมอ ต้องยอมรับเลยนี่เป็นทั้งปมลุ้นและจุดดึงดูดที่สุดของเรื่องเลยก็ว่าได้ ว่าเรื่องราวจะคลี่คลายออกมาได้ยังไงให้ดีที่สุด โดยไม่ทำร้ายจิตใจตัวละครทั้งคู่ซึ่งคนดูตามเชียร์เยอะพอกัน

พระรองดังกว่าพระเอก
แม้ว่าเรื่องนี้จะวางพระเอกไว้แน่ชัดว่าเป็นนัมโดซานตัวจริงที่เล่นโดย Nam Joo-Hyuk ทั้งแสงสี ฉากโรแมนติกต่างๆ ก็เทให้ชัดเจน แต่คนเขียนบทก็ยังสร้างเรื่องราวของพระรองให้น่าติดตาม จนคนดูเอาใจช่วยบทพระรองที่ไม่รู้ใจตัวเอง (และก็พาลไม่ชอบพระเอกไปด้วย) ซึ่งถือว่าบทยังพอสูสีให้คนดูลุ้นเชียร์ได้ตลอดทุกตอน จนลามมาถึงนอกจอที่พระเอก Kim Sun-Ho มีแฟนติดตามเพิ่มขึ้นมากมายแบบแจ้งเกิดจากเรื่องนี้ไปแล้ว

ฉากของพระรองกับคุณย่าคือสิ่งที่ดีสุดของเรื่องนี้
นอกจากเรื่องความรักวัยเด็กของจีพยองแล้ว บทที่วางไว้ตั้งแต่เด็กคือเด็กกำพร้าที่บังเอิญได้มาพบคุณย่าของดัลมี จนกลายเป็นความผูกพันแน่นแฟ้นตลอดเรื่อง ซึ่งทุกฉากที่ทั้งคู่มาเจอกันคือดีงามมาก จนถึงขั้นเป็นเบสซีนฉากที่ดีที่สุดในแทบทุกตอน ทั้งการดึงอารมณ์ให้คนดูอินน้ำตาไหลกับความรัก ความสะเทือนใจ ความอบอุ่น ที่ทั้งสองคนมีให้แก่กัน รวมถึงการแสดงของจีพยองในวัยเด็กถ่ายทอดมาตอนโตได้แบบไม่มีผิดเพี้ยนไปเลย แม้เรื่องความรักปกติจีพยองอาจจะไม่ได้สมหวัง แต่ความรักของเขากับคุณย่าคือสิ่งดีงามที่สุดของเรื่องนี้แล้วครับ

 

พระรองดังกว่าพระเอก
รีวิวซีรีส์เกาหลี Start-Up (Netflix) ซีรีส์ธุรกิจที่เน้นแต่เรื่องรักจนธุรกิจเบาบางจางหายไปหมด (อัพเดท EP16 จบ) 11แม้ว่าเรื่องนี้จะวางพระเอกไว้แน่ชัดว่าเป็นนัมโดซานตัวจริงที่เล่นโดย Nam Joo-Hyuk ทั้งแสงสี ฉากโรแมนติกต่างๆ ก็เทให้ชัดเจน แต่คนเขียนบทก็ยังสร้างเรื่องราวของพระรองให้น่าติดตาม จนคนดูเอาใจช่วยบทพระรองที่ไม่รู้ใจตัวเอง (และก็พาลไม่ชอบพระเอกไปด้วย) ซึ่งถือว่าบทยังพอสูสีให้คนดูลุ้นเชียร์ได้ตลอดทุกตอน จนลามมาถึงนอกจอที่พระเอก Kim Sun-Ho มีแฟนติดตามเพิ่มขึ้นมากมายแบบแจ้งเกิดจากเรื่องนี้ไปแล้ว

ฉากของพระรองกับคุณย่าคือสิ่งที่ดีสุดของเรื่องนี้

นอกจากเรื่องความรักวัยเด็กของจีพยองแล้ว บทที่วางไว้ตั้งแต่เด็กคือเด็กกำพร้าที่บังเอิญได้มาพบคุณย่าของดัลมี จนกลายเป็นความผูกพันแน่นแฟ้นตลอดเรื่อง ซึ่งทุกฉากที่ทั้งคู่มาเจอกันคือดีงามมาก จนถึงขั้นเป็นเบสซีนฉากที่ดีที่สุดในแทบทุกตอน ทั้งการดึงอารมณ์ให้คนดูอินน้ำตาไหลกับความรัก ความสะเทือนใจ ความอบอุ่น ที่ทั้งสองคนมีให้แก่กัน รวมถึงการแสดงของจีพยองในวัยเด็กถ่ายทอดมาตอนโตได้แบบไม่มีผิดเพี้ยนไปเลย แม้เรื่องความรักปกติจีพยองอาจจะไม่ได้สมหวัง แต่ความรักของเขากับคุณย่าคือสิ่งดีงามที่สุดของเรื่องนี้แล้วครับ

นอกจากนี้ช่วง 3 ปีผ่านไปตั้งแต่ E13 ตัวละครในเรื่องกลับมีหลายอย่างไม่เมคเซนส์เข้ามาเต็มไปหมด ทั้งเรื่องบังเอิญที่พยายามให้พระเอกนางเอกกลับมารักกันตามสูตร เป็นอะไรที่ใช้ซ้ำบ่อยมาก ทั้งยังใส่ซีนโรแมนติกยืดยาวเกินความจำเป็นเข้ามามากมาย แม้แต่เอนด์เครดิตที่ปตกิจะเป็นฉากลับน่าสนใจก็ยังกลายเป็นแต่เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เหมือนการรีเพลย์เรื่องซ้ำแบบหมดมุกจนเกินไป
ตอนจบของเรื่องที่สุดราบเรียบ (ไม่มีสปอยล์)

สำหรับเรื่องนี้กราฟความลุ้นอะไรต่างๆ ดิ่งลงมาเรื่อยๆ จนแทบจะเป็นซีรีส์ที่ขายความรักโรแมนติกล้วนๆ มากกว่าจะเป็นแนวธุรกิจ และความรักในเรื่องนี้ก็เหมือนล็อคสเป็คว่ายังไง พระเอกก็คือพระเอก นางเอกยังไงก็ไม่หนีไปไหน พระรองก็คือพระรอง ซึ่งกลายเป็นเรื่องไม่เหลืออะไรให้ลุ้นเลยสักนิด ตัวเรื่องพยายามเคลียร์ปมต่างๆ เอาใจคนดูแบบแฮปปี้เอนดิ้งทุกเรื่อง ซึ่งก็ออกมาดีในแง่ของการจบแนวฟีลกู๊ดให้คนดูรู้สึกดี แต่ก็รู้สึกว่ามันราบเรียบเกินไปหน่อย แม้แต่ปมใหญ่ๆ อย่างเรื่องแฮกเกอร์ตัวร้ายเป็นใครก็จบแบบง่ายๆ ทั้งๆ ที่พยายามปูมาตั้งแต่แรก แต่พอตอนจบก็จบแบบเบาบางแทบไม่รู้สึกว่าเป็นปมสำคัญกับเรื่องเลย แต่โดยรวมก็ถือว่ายังจบได้ดีครับ แต่แค่ไม่เท่ากับตอนแรกที่ซีรีส์เปิดตัวได้อย่างสวยสดงดงามมาก

 

ดูหนังออนไลน์