รีวิวหนัง Kung Fu Panda 3 – กังฟูแพนด้า 3 การกลับมาของพ่อแพนด้า

รีวิวหนัง Kung Fu Panda 3 – กังฟูแพนด้า 3 เรื่องย่อ : Kung Fu Panda 3 กังฟูแพนด้า 3 เป็นเรื่องราวของการกลับมาของพ่อแพนด้าของโพที่หายสาปสูญไปเมื่อนานมาแล้ว ทั้งคู่กลับมาร่วมทางกันสู่สรวงสวรรค์ลับของแพนด้า เพื่อพบกับพวกแพนด้าตัวตลกหน้าใหม่ แต่เมื่อจอมวายร้ายผู้อยู่เหนือธรรมชาติอย่าง ไค เริ่มกวาดล้างประเทศจีนด้วยการเอาชนะจ้าวแห่งกังฟูทั้งหมด โพต้องทำสิ่งเหลือเชื่ออย่างการศึกษาวิธีการฝึกฝนเหล่าพี่น้องจอมเซ่อที่น่ารักของเขา เพื่อให้กลายเป็นเหล่าสุดยอดกังฟูแพนด้า!

บทวิจารณ์ : ถ้าจะบอกว่าภาพยนตร์เรื่อง Kung Fu Panda นั้นประสบความสำเร็จแบบสุดๆ ไปเลย ก็คงจะดูไม่เกินจริงนัก เพราะที่มีการ์ตูนอนิเมชั่นที่ดังเปรี้ยงถึง 3 ภาคนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่สำหรับภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้กลับมีแฟนหนังอย่างเหนียวแน่น สังเกตได้จากปริมาณคนดูในโรงหนัง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กในวัยเรียน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะกำหนดการฉายที่เปิดให้เข้าชมในช่วงหลังสอบเสร็จใหม่ๆ ด้วย โดยโพ ตัวละครเอกของเรื่องก็ยังคงความติ๊งต๊องได้ไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่พิเศษกว่าภาคอื่นๆ คงเป็นปรัชญาที่ทางผู้สร้างต้องการแทรกเข้ามาตั้งแต่ต้นเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น “ถ้าเจ้าไม่ทำสิ่งที่ยากขึ้น เจ้าก็จะไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เลย” และ “ข้าฯ ไม่ได้สอนเจ้าให้เป็นข้าฯ แต่ข้าฯ สอนเจ้าให้เป็นเจ้า” โดยมีการอธิบายความหมายของคำพูดนี้ในตอนท้ายเรื่อง ตอนที่โพได้รับพลังมาจากบรรดาพี่น้องและผองเพื่อน ทำให้โพกลายเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว อาจารย์ต้องการให้เขารู้จักตัวเอง ซึ่งทำให้เจ้าแพนด้าตัวป่วนกลายเป็นนักรบมังกรได้สำเร็จ

นอกจากนี้รายละเอียดของภาพภายในเรื่องก็ทำได้ดีขึ้น ตัวละครขยับได้อย่างเป็นธรรมชาติ มีการแสดงอารมณ์ทางสีหน้าและแววตา เส้นขนพลิ้วไหวได้สมจริงมาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทิศทางการปลิวของกลีบดอกไม้ทำได้เนียนขึ้น และเปลวไฟแต่ละดวงมีลักษณะที่แตกต่างกัน นับได้ว่าเป็นการ์ตูนอนิเมชั่นที่พัฒนาขึ้นกว่าภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องอื่นที่ถูกสร้างขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน อย่างไรก็ตาม Kung Fu Panda 3 น่าจะถูกใจเด็กๆ รวมไปถึงวัยรุ่นตอนต้นได้ไม่ยาก แต่จะเรียกว่าเป็นภาพยนตร์การ์ตูนสำหรับครอบครัวก็คงจะพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะการสื่อสารของตัวละครยังเป็นไปในรูปแบบที่ยังไม่ซับซ้อนมากนัก อย่างเช่น พ่อกับโพเจอกันง่ายเกินไป พบกันแล้วก็เชื่อใจและเดินทางตามไปทันที โดยที่แทบจะไม่มีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางเลย อันที่จริงถ้าเติมเรื่องราวบางอย่างลงไปให้น่าตื่นเต้นกว่านี้ก็จะดีมาก

สรุป : Kung Fu Panda 3 เหมาะสำหรับเด็ก เพราะช่วยให้เด็กมั่นใจในตัวเอง รักและให้ความช่วยเหลือกับเพื่อน นับได้ว่าเป็นการปลูกฝังนิสัยที่ดีให้แก่เด็กได้ กราฟิกในเรื่องทำได้ดี เนื้อเรื่องมีความลื่นไหล แต่วางพลอตเรื่องไว้ง่ายเกินไป ฉากการต่อสู้ทำได้ดีระดับหนึ่ง โดยรวมนับว่ารักษามาตรฐานเดิมไว้ได้ดีเมื่อเทียบกับภาคที่แล้วมา

เดิมพัน ufabet

รีวิวหนัง Captain America : Civil War – ศึกฮีโร่ระห่ำโลก

เรื่องย่อหนัง Captain America: Civil War กัปตันอเมริกา ศึกฮีโร่ระห่ำโลก สานต่อเรื่องราวตรงนั้น หลังจากความเสียหายครั้งใหญ่ โลกก็เริ่มจะทนไม่ได้กับการมีซูเปอร์ฮีโร่แล้วตอบคำถามเรื่องความเสียหายอันเกิดจากพวกเขาไม่ได้ ในที่สุดก็เลยต้องมีการเซ็นสัญญาซึ่งเปรียบเหมือนกับการลงทะเบียนซูเปอร์ฮีโร่ แต่นั่นก็หมายถึง พวกเขาจะไม่สามารถจัดการทุกอย่างตามอำเภอใจได้อีกแล้ว แม้จะเป็นไปด้วยเจตนาที่ดีก็ตาม แต่เมื่อมีคนเห็นด้วย ก็ย่อมมีคนที่ไม่เห็นด้วย

ต่างคนก็คงต่างความคิด ต่างเหตุผลกันไป ที่แน่ๆ Captain America (Chris Evans) ไม่ได้คิดไปในทางเดียวกับ Iron Man (Robert Downey Jr.) และพวกเขาก็มีพรรคพวกของตัวเองอยู่พอๆ กัน และเมื่อเกิดเหตุบางอย่างขึ้น ภารกิจของพวกเขาที่จะช่วยโลกให้ดีขึ้น

รีวิวหนัง วิจารณ์หนัง ‘Captain America’ ในภาคนี้ เราจะได้เห็นการกลับมาของ บัคกี้ บาร์นส์ (Sebastian Stan) พร้อมกับวายร้ายตัวใหม่ ซูเปอร์ฮีโร่มากันเกือบยกทีมและมีบางคนที่ขาดหายไปไม่มาร่วมทีม แสดงให้เห็นถึงรอยร้าวที่แตกแยกในกลุ่ม Avengers อยู่กลายๆ

ซูเปอร์ฮีโร่เยอะจนนึกว่าหนังอเวนเจอร์สภาคใหม่ แต่ก็เกลี่ยบทได้ดี การที่มีซูเปอร์ฮีโร่เดินกันยั้วเยี้ยเต็มเรื่อง จำเป็นยิ่งที่จะต้องการเกลี่ยบทให้พอดี เพื่อให้ตัวละครแต่ละตัวมีเวลาและพื้นที่ของตัวเองที่จะได้โลดแล่นอยู่บนจอ ซึ่งก็พบว่าบทหนังเรื่องนี้เขากระจายบทมาค่อนข้างดี ตัวที่โดดเด่นและได้เวลาไปมากที่สุด จะเป็นใครไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ Iron Man และ Captain America เจ้าของเรื่อง แต่ก็พบว่าตัวละครที่เหลือ

เปิดตัวอย่างว้าว สไปดี้ขี้กวน จุดที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของ ‘Captain America’ ก็คือ ฉากที่จะเปิดตัวซูเปอร์ฮีโร่แต่ละคนที่ส่วนใหญ่จะมาไม่พร้อมกัน แต่มักจะมาในลักษณะที่ให้คนดูเซอร์ไพรส์และยิ้มกริ่มเมื่อเห็นหน้าพวกเขาชัดๆ ไอ้การค่อยๆ เปิดตัวฮีโร่ทีละตัวนี่แหละ ที่สร้างความพึงพอใจให้ผู้ชมอย่างมาก

มันทำให้พวกเขามีเวลาโดดเด่นเป็นของตัวเอง อีกทั้งมันยังมีช่วงเวลานิดนึงเอาไว้ให้ผู้ชมเซอร์ไพรส์ว่าจะได้เจอใครบนจอ ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่หนึ่งที่เปิดตัวในภาคนี้ คือ Black Panther (Chadwick Boseman) ที่เป็นการปูทางสู่การมีภาคแยกเป็นของตัวเองใน 2018 แถมยังมีฉากที่ได้โชว์ความเก่งแบบยาวๆ อีกต่างหาก

แต่ตัวละครที่ผู้ชมน่าจะชื่นชอบที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเป็นสไปดี้ Spider-Man คนใหม่ (Tom Holland) ที่เด็กลงไปกว่าที่เคย ปูทางไปสู่การรีบูทครั้งใหม่ของไอ้แมงมุมในอีกไม่นาน ในหนังเราจะได้เห็นความสัมพันธ์ของสไปดี้กับซูเปอร์ฮีโร่ตัวอื่นที่เราไม่เคยได้เห็นมาก่อน ถึงแม้ว่าเขาจะเด็กลง แถมคอสตูมก็หันไปใกล้เคียงกับฉบับคอมิคมากขึ้นแต่ก็ยังยียวนกวนประสาทอยู่เช่นเดิม ผู้ชมจะได้ขำก๊ากกับฉากแอ็คชั่นมันๆ ผสมกับมุกตลก ที่สำคัญอีกกอย่างคือ เราได้เจอกับป้าเมย์คนใหม่ของปาร์กเกอร์อีกด้วย ป้าเมย์ทั้งยังสาวและยังสวย แหล่มเชียวแหละ ฉากไล่ล่าและบู๊แหลก คือ ฟินสุด เวลาของหนังราว 2 ชั่วโมงครึ่ง เหมือนว่าจะน้อยไปด้วยซ้ำกับฉากบู๊แอ็คชั่นที่มีเข้ามาแบบจังๆ 3 ครั้ง ฉากไล่ล่าบนถนนนั้นทำได้สนุก ลุ้น และแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร

แต่ที่ทำให้ทุกคนฟินได้สุดๆ ก็ไม่พ้น ฉากยาวๆ จัดหนักที่สนามบิน (อย่าคิดว่าเป็นสปอยล์ ในตัวอย่างก็มีให้ดูแล้ว) ที่เหล่าซูเปอร์ฮีโร่จะก่อเหตุตะลุมบอนกัน มีมุกใหม่มาเล่นได้มากขึ้น เพราะซูเปอร์ฮีโร่แต่ละคนนั้นพลังแตกต่างกันและมีข้อเด่นข้อด้อยที่แตกต่างกัน มันจึงกลายเป็นฉากปล่อยของของเหล่าผู้ฤทธิ์ทั้งหลายอย่างสนุกมือ ขณะผู้ชมก็นั่งร้องอื้อฮือ และลุ้นตัวเกร็งกันไป รู้สึกเหมือนหนังอเวนเจอร์ส มากกว่าจะเป็นหนังกัปตัน
อย่างไรก็ตาม ผมยังมองเห็นว่านี่เป็นหนังของกัปตันอเมริกาที่แม้กัปตันจะเป็นตัวหลักที่ผลักดันให้เรื่องดำเนินไปมากที่สุด แต่ด้วยความที่มีตัวละครซูเปอร์ฮีโร่มากมายมาแย่งพื้นที่กัปตัน แถมแทบจะทุกตัวก็อยู่ในทีมอเวนเจอร์สกันหมด ทำให้ผมมองว่ามันมีความเป็นหนังอเวนเจอร์สมากกว่าจะเป็นภาคที่สามของกัปตัน ย้ำว่านี่เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวนะ แง่มุมความคิดดีๆ โดนใจ บทหนังของ ‘Captain America: Civil War’ เขียนมาให้เหมือนหนังนักสืบ ประกบเข้าด้วยฉากบู๊ไล่ล่าและบู๊ตะลุมบอนซึ่งเป็นสิ่งที่คอหนังแนวนี้ใฝ่หากันอยู่แล้ว แต่บางอย่างที่อยู่ในเนื้อหนังกลับสำคัญและจริงจังจนเรียกได้ว่าเป็นการผสมกลมกลืนที่ทำได้ดีขั้นสุดของหนังสไตล์ซูเปอร์ฮีโร่ แม้ว่าคุณอาจจะไม่เคยได้ชมภาคใดๆ มาก่อน ก็สามารถจะสนุกได้กับพวกเขา

ufabet.co

รีวิวหนัง The Conjuring 2: The Enfield Poltergeist – คนเรียกผี 2

เรื่องย่อ THE CONJURING 2 หลังจากสามีทิ้งไป Peggy Hodgson (Frances O’Connor) กลายเป็นซิงเกิลมัมที่ต้องดูแลลูก ๆ ทั้งสี่คนคนเดียวด้วยความยากลำบาก และยังต้องพบความยากลำบากยิ่งขึ้น  THE CONJURING 2 เมื่อจู่ ๆ บ้านที่อาศัยอยู่ก็มีวิญญาณร้ายอาละวาด และเข้าสิง Janet (Madison Wolfe จาก Joy) ลูกสาวคนเล็กของเธอ

Ed (Patrick Wilson จาก The Conjuring และ Insidious) และ Lorraine (Vera Farmiga จาก Up in the Air และ The Conjuring) Warren จึงได้รับมอบหมายจากคริสตจักรให้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปช่วยปราบผีที่กำลังคุกคามครอบครัว Hodgson ที่ Enfield เมือง London

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ เรื่องราวใน The Enfield Poltergeist อาจฟังดูไม่แปลกใหม่สำหรับคอหนังสยองขวัญ แต่บอกเลยว่า James Wan เป็นผู้กำกับหนังสยองขวัญที่ไม่ธรรมดา เขาสามารถทำหนังที่สร้างจากเรื่องจริงและทำเรื่องบ้านผีสิงที่มีอยู่ถมถืดให้ออกมาสดใหม่ มีสไตล์ น่ากลัว และหลอกคนดูได้ไม่รู้จบ

เช่นเดียวกับภาคแรกที่มีฉากเปิดเรื่องเป็นเคส Annabelle ภาคนี้เขาก็มีฉากเปิดเรื่องเป็นเคส Amityville อันโด่งดัง ซึ่งแค่เริ่มต้นในฉากเปิดเรื่องนี้ เราก็สัมผัสได้ถึงความล้ำและความมีชั้นเชิงในการเล่าเรื่องของเขาแล้ว ที่สำคัญ ความรู้สึกนี้มันไม่ดร็อปลงเลย เรียกว่า “พีค” ตั้งแต่ต้นจนจบ

ถึงแม้บ้านผีสิงของครอบครัว Hodgson ซึ่งอยู่ในตัวเมืองของประเทศอังกฤษ จะไม่มีห้องใต้ดินหรือห้องใต้หลังคาในลักษณะเดียวกับหนังผีเรื่องอื่น ๆ ที่ส่วนใหญ่บ้านจะอยู่ในชนบทหรือนอกเมือง แต่ความหลอนของบ้านก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลยแม้แต่นิดเดียว

ทั้งนี้ นอกจากตัวผู้กำกับแล้ว คงต้องยกความดีความดีความชอบส่วนหนึ่งให้กับงาน production design หรือการดีไซน์บ้านผีสิงของ Julie Berghoff และเทคนิค cinematography ของ Don Burgess เขาด้วยแหละ งานดี ไร้ที่ติจริง ๆ ในส่วนของการแสดง ตัวละครหลักทุกตัวแสดงได้สมบทบาท โดยเฉพาะสองสามีภรรยา Warren ที่เล่นดีเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือสวยหล่อขึ้น หรือแม้แต่ Madison Wolfe หรือ Janet ซึ่งต้องผีเข้าผีออก (หรือถูกผีสิง) นับครั้งไม่ถ้วน ก็ทำได้ดี ดูมีอนาคต

ซึ่ง ณ จุดนี้ เราอยากจะขอย้อนกลับไปอวยผู้กำกับ James Wan อีกสักครั้งที่สามารถกำกับเด็กเล็กให้จินตนาการเล่นหนังผีได้เก่งมาก เพราะจำได้ว่าใน The Conjuring เขาก็กำกับเด็กหญิงทุกคนในเรื่องได้ออกมาปังกันทุกคน หลายคนอาจบ่นว่า The Conjuring 2 มีความยาวเวิ่นเว้อไปหน่อย หนังยาวถึง 133 นาที ในขณะที่หนังผีทั่วไปจะยาวแค่ประมาณ 90-100 นาที แต่โดยส่วนตัวของเรา เราโอเคนะ คือถึงแม้มันจะยาว แต่เราก็ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลยแม้สักวินาทีเดียว เพราะเขามีของจัดเต็มและจัดหนักตลอดเรื่อง คงกะเล่นให้คนดูกรี๊ดหรือกลัวจนเหนื่อยตายกันไปข้าง

เรากลับชอบซะอีกที่ The Enfield Poltergeist ไม่ได้เป็นหนังผีที่ฮาร์ดเซลล์ อย่างที่เราเห็นกันมาในหนังผีหลายเรื่อง ที่ถึงแม้เขาจะสั้นกระชับ แต่ก็เน้นขายแต่ฉากตุ้งแช่อย่างไร้รสนิยม ในทางกลับกันThe Enfield Poltergeist พยายามเป็นหนังผีที่มีชีวิต และเพิ่มรสชาติอื่น ๆ ลงไป เช่น มุกตลก ดราม่า ความรักและความอบอุ่นในครอบครัว เพื่อผ่อนคลายความเครียดและความกลัวเป็นช่วง ๆ

โดยส่วนตัว เราว่ามุกตลกหลายมุกของเขาเวิร์คเลยนะ มีจังหวะการปล่อยมุกได้ดี พอดี ไม่ล้น เหมือนที่เขารู้ว่าเขาควรจะปล่อยจังหวะตุ้งแช่ตรงไหนนั่นแหละ พูดง่าย ๆ คือ เขารู้กาลเทศะที่จะเล่น ไม่ใช่สักแต่ใส่มุกมาสุ่มสี่สุ่มห้าขัดฟีลลิ่งความน่ากลัวจนความสยองมันไปได้ไม่สุด หรือเอะอะก็หลอกก็หลอนจนคนดูไม่ได้พักหายใจ ดีไม่ดีหัวใจวายตายตาโรง นอกจากนี้ The Enfield Poltergeist ก็ไม่ได้มุ่งแต่ยัดเยียดให้คนดูเชื่อว่าภูติผี ซาตาน หรืออมนุษย์มีอยู่จริงแต่อย่างเดียว เขามีช่องทางเลือกให้คนดูได้คิด พินิจ และพิจารณาด้วยตนเองด้วยว่า นี่คือเรื่องจริงจริงหรือเปล่า หรือเป็นเรื่องปรุงแต่งของใครก็ตามที่หวังผลประโยชน์จากมัน

กล่าวคือ ในหนังเราจะเห็นว่า ทั้ง Peggy และ Janet (ขุ่นแม่และขุ่นลูก ตามลำดับ) รวมถึงสื่อต่าง ๆ ล้วนมีแรงจูงใจที่จะเมคอัพเรื่องผีในบ้านขึ้นมากันทั้งนั้น อย่างเช่น Peggy ก็อาจจะหาเรื่องได้ย้ายบ้านหลังจากค้างจ่ายค่าเช่าหลังนี้มาสามเดือน หรือ Peggy ที่อาจจะพยายามเรียกร้องความสนใจให้พ่อกลับมาหาบ้าง เป็นต้น

ufa24h

รีวิวหนัง Now You See Me 2 – อาชญากลปล้นโลก 2 หลังจากภาคแรก เวลา 1 ปี

เรื่องราว Now You See Me 2 หลังจากภาคแรก เวลา 1 ปี นักมายากลกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่าจตุรอาชา ซึ่งประกอบไปด้วย เจ แดเนียล แอตลาส (Jesse Eisenberg ) นักมายากลที่ใช้ไพ่เป็นหลัก Now You See Me 2 , เมอร์ริตติ์ แมคคินนี่ย์ (Woody Harrelson) นักมายากลสะกดจิต , เฮยลีย์ รีฟ (Isla Fisher) จตุรอาชาสาวเพียงคนเดียวของกลุ่ม มีความสามารถในการเล่นมายากลใต้น้ำ , แจ็ค ไวลเดอร์ (Dave Franco) เป็นนักมายากลที่สะเดาะกุญแจเก่งมาก และบอสใหญ่อย่าง ดิแลน (Mark Ruffalo) ต้องกลับมาใช้พลังในการเล่นมายากลอีกครั้งเพื่อปกป้องสิ่งของสำคัญอย่าง The Stick จากคนชั่วอย่าง วอลเธอร์ มาบรี (Daniel Radcliff) และโจทย์เก่าอย่าง แบรดลีย์ (Morgan Freeman) และมหาเศรษฐี อาเธอร์ (Micheal Caine) ที่คอยบงการอยู่เบื้องหลัง

ในภาคที่แรก การแสดงกลอันน่าตื่นตาของจตุรอาชาทั้งสี่ ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม หนังมีจุดเด่นที่มีเนื้อเรื่องเข้มข้นและเดายากว่าจะเดินไปในทิศทางใด เมื่อมาถึงภาคสองกับมายากลทริคหยุดฝน ที่เป็น Hilight ของภาคสอง ก็ชวนให้น่าติดตามมากยิ่งขึ้น ความยาวของหนังประมาณสองชั่วโมงกว่า ๆ แต่น่าประหลาดใจตรง หนังปราศจากความอืดหรือยืดเยื้อ หนังเน้นไปที่ไหวพริบและการพลิกแพลงที่พระเอกใช้สู้กับผู้ร้ายเรียกได้ว่าตลอดเวลาเลยดีกว่า ที่จริงแล้วเทคนิคการเล่าเรื่องแบบหักเหลี่ยมเฉือนคมแบบนี้อาจจะไม่ได้ดูแปลกใหม่เท่าไหร่ แต่หนังกลับสนุกทั้งเรื่อง มีอะไรให้ติดตามตลอด แถมสร้างเซอร์ไพรส์เล็ก ๆ ให้คนดูแบบผมให้ตกใจกันอีก

แต่สิ่งที่ถือว่าเป็นจุดด้อยของหนังคือฉากที่เป็นไฮไลท์ กลับถูกมาใช้ในตัวอย่างซะแทบจะหมด สิ่งที่หนังอาจจะขาดคือความน่าสนใจของกลมายา นอกเหนือจากตัวอย่าง ซึ่งกลไคลแม็กซ์เมื่อเฉลยออกมาผมกลับรู้สึกว่า “แค่นี้เองเหรอ” และตัวละครที่ผมคาดหวังว่าจะเห็นผลงานของเขาที่โดดเด่นอย่างแดเนียล ที่ในภาคนี้มารับบทร้าย กลับไม่โดดเด่นหรือน่าสนใจเท่าไหร่ ซึ่งแน่นอนว่าไม่เกี่ยวกับบทบาทการเป็นพ่อมดในแฮร์รี่แน่นอนครับ ถามว่าทำไมผมถึงหยิบยกเรื่องแฮร์รี่ขึ้นมา เพราะดาราหลายคนที่ดังจากภาพยนตร์ที่สร้างติดต่อกันหลาย ๆ ภาค จะกลายเป็นติดตาในการแสดงบทบาทนั้น ๆ และเมื่อดาราคนนั้น เปลี่ยนมารับบทบาทที่แปลกใหม่ หรือฉีกออกจากเดิม คนดูมักจะยังติดตาในภาพเก่า ๆ บทบาทเก่า ๆ

คะแนนเนื้อเรื่อง 7/10 ในภาคแรกที่สร้างความเซอร์ไพรส์และประทับใจไว้อย่างมาก เมื่อมาภาคนี้คนดูก็ย่อมคาดหวังและต้องการจะเห็นอะไรที่แปลกตามากยิ่งขึ้น ถามว่ามีไหมก็มีครับ แต่มาอยู่ในตัวอย่างแทบจะหมด ความเข้มข้นของเนื้อหาในหนังก็ยังพอจะชดเชยกันได้บ้าง หนังปูเรื่องมาเข้มข้น อลังการงานสร้าง แต่พอมาจุดไคลแม็กซ์มันกลับดาวน์ลง ไม่ได้ Wow อะไรขนาดนั้น

ufa24hrs

รีวิวหนัง The Shallows – นรกน้ำตื้น เรื่องของแนนซี่ หญิงสาวนักศึกษาแพทย์

เรื่องย่อหนัง The Shallows นรกน้ำตื้น มันเป็นเรื่องของแนนซี่ (Blake Lively) หญิงสาวนักศึกษาแพทย์ที่ทนแบกทุกข์เรื่องการจากไปของแม่ไม่ได้ จึงออกเดินทางมายังหาดลับที่แม่เคยมาและถ่ายรูปไว้ หาดที่สวยงาม ทะเลสีครามและคลื่นสีขาว เธอลงน้ำไปโต้คลื่นขาวภายใต้ท้องฟ้าสีครามอย่างเย็นใจ โดยไม่ทันได้รู้ตัวว่ากำลังถูกจ้องมองจากเจ้าฉลามตัวยักษ์ที่กำลังคลั่งจัด ในที่สุด เธอถูกมันทำร้ายและต้องตะเกียกตะกายเอาตัวรอด ในผืนน้ำ มันคือสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวได้ไวกว่า แล้วมนุษย์ผู้ที่ว่ายน้ำได้แต่เชื่องช้ากว่ามากจะรอดพ้นจากมัจจุราชตนนี้เช่นไร

รีวิว วิจารณ์หนัง ‘The Shallows นรกน้ำตื้น’ ผลงานการกำกับฯ ของ Jaume Collet-Serra ผู้ที่เคยฝากผลงานไว้มาพอควร ไม่ว่าจะเป็น Non-Stop, Orphan, Unknown, Run All Night, Goal II: Living the Dream และ House of Wax เรียกได้ว่าแทบทั้งหมด เคยผ่านสายตาของคนไทยมาแล้ว วันนี้ เขาหันไปเล่าเรื่องระทึกแถบทะเลน้ำตื้นดูบ้าง

Blake Lively คนเดียว เอาหนังทั้งเรื่องได้อยู่หมัด นับว่า ทีมงานเขาคิดถูกนะที่เลือกเอานักแสดงที่ไม่เพียงมีความสามารถด้านการแสดงพอตัวเท่านั้น แต่ต้องมีเรือนร่างที่สวยงามยามสวมบิกินี่ แถมยังผมบลอนด์ และยังสวยแต่จะโทรม การเลือก Blake Lively (จาก The Age of Adaline, Savages และแม้กระทั่ง Green Lantern ก็ตาม) ถือว่าเลือกได้ดี เพราะด้วยรูปร่างที่ดูสวยเมื่ออยู่ชุดบิกินี่สีส้มตัดกับสีฟ้าน้ำทะเล แม้จะมีเสื้อแจ็กเก็ตคลุมอยู่ด้วย แต่ก็ไม่อาจใส่ได้ตลอดเวลา เธอต้องอยู่ในคอสตูมเช่นนั้นตลอดทั้งเรื่อง การมีเรือนร่างที่ดีจะทำให้ตรึงสายตาผู้ชมให้จดจ่ออยู่กับนักแสดงตัวหลัก (ที่แทบจะเป็นตัวเดียวในหนังอยู่แล้ว) ไปจนตลอดรอดฝั่ง

พล็อตเอาตัวรอดตัวคนเดียว แอ็คชั่นระทึกลุ้น ผมเอง อาจจะไม่ค่อยได้ชมภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับฉลามสักเท่าไหร่นัก ส่วนหนึ่งคงเพราะไม่ค่อยมีหนังที่เล่าเรื่องของฉลามบ้าคลั่งโจมตีมนุษย์ที่มีองค์ประกอบน่าสนใจในช่วงหลังๆ กลายเป็นว่า ‘นรกน้ำตื้น’ แหวกกระแสขึ้นมาแถมสร้างออกมาด้วยคุณภาพค่อนข้างโอเคเลยทีเดียว

แม้ว่าด้วยพล็อตหลักจะเน้นการต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวของตัวละครเอก แม้จะมีตัวละครอื่นที่ปรากฏในหนังบ้าง แต่โดยส่วนใหญ่ก็จะพบว่ามีแต่นางเอกอย่าง Blake Lively ที่เล่นอยู่คนเดียวในฉาก และมี ‘บางสิ่ง’ ที่คอยอยู่เป็นเพื่อนเธอ คอยช่วยเธอเล่าเรื่อง แถมช่วยผ่อนคลายไม่รู้สึกตึงเครียดมากเกินไปด้วย พล็อตนี้ไม่ใหม่ แต่เบลกก็เล่นได้ดี

บทของหนังก็ทำให้ดูออกว่าพยายามจะเล่นกับการเอาตัวรอดในหลายๆ ทางที่จะไม่ซ้ำรอยที่เคยๆ ทำกันมา รวมไปถึงในแง่ของมุมกล้องก็ค่อนข้างน่าสนใจ ตรงที่ชักชวนผู้ชมให้ลุ้นกันตัวโก่งตลอดเวลา หลอกล่อให้คิดว่าฉลามจะมาทางนั้นทางนี้อยู่ร่ำไป

เวลา 86 นาทีในหนังอาจจะดูน้อย แต่ก็เล่าได้ลุ้นระทึกมากทีเดียว ฉากทะเลถ่ายสวยมาก หนังที่เล่าด้วยตัวละครน้อยๆ ย่อมจะไม่อาจใช้เวลากับฉลามได้มาก เพราะต้องให้เวลากับการปูพื้นหลังตัวละครด้วย อย่างน้อยก็เพื่อให้ผู้ชมได้ซึมซับและเข้าถึงตัวละครตัวนั้นได้มากที่สุด ในเรื่องนี้ ‘นรกน้ำตื้น’ พาเราไปรู้จักกับแนนซี่ผู้ซึ่งหนีการเรียนแพทย์มาเล่นน้ำคนเดียวในหาดลับที่ไม่มีใครเปิดเผยชื่อ หนังเล่าด้วยภาพประกอบจากมือถือที่ดูๆ ไปก็คล้ายหยิบยืมมาจากซีรีส์เกาหลี แต่มันก็ทำให้เรื่องดำเนินไปได้เร็วพอสมควร ก่อนที่จะแนนซี่จะลงน้ำกันจริงๆ

แต่หนังก็เล่นหลอกล่อให้คนดูเพลิดเพลินกับทัศนียภาพอันสวยสดงดงามของน้ำทะเลจากมุมสูง แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่า ขนาดนั้น ผมก็ยังลุ้นเลยว่าเหตุการณ์มันจะผันเปลี่ยนมาเป็นความลุ้นระทึกเอาตอนไหน เรียกว่าเล่นกับความสวยงามได้นานโขอยู่ ก่อนที่หนังจะเริ่มเข้าเรื่องเมื่อฉลามปรากฏในฉาก พร้อมซุ่มโจมตีสาวบิกินี่คนนั้น… ถือได้ว่า ‘นรกน้ำตื้น’ คือหนังที่เล่าเรื่องฉลามกัดคนได้อย่างลุ้นมันที่สุดหลังที่โลกนี้เคยมี ‘Jaws’ เล่าเรื่องในมุมมองใหม่แม้จะใช้พล็อตที่คุ้นตา Blake Lively คือสาวสวยที่เล่นคนเดียวได้เอาอยู่ ด้วยความเหมาะสมด้านเรือนร่างและความสามารถทางการแสดง ถ้าเบื่อๆ กับหนังทุนหนัก

ufabet

รีวิวหนัง Lights Out – มันออกมาขย้ำ เล่าชะตากรรมของ รีเบคก้า

เรื่องราวสุดสะพรึงในหนังเรื่อง Lights Out เล่าชะตากรรมของ รีเบคก้า หญิงสาวที่พบเจอเหตุการณ์ประหลาดตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ว่าเกิดอะไรขึ้นทุกครั้งที่ดับไฟ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับ มาร์ติน น้องชายของเธออีกครั้ง แต่คราวนี้เธอเริ่มเข้าใกล้ความจริงว่า Lights Out เรื่องราวทั้งหมดอาจเกี่ยวข้องกับแม่ของเธออย่าง โซเฟีย อย่างไรก็ตามชีวิตของเธอและน้องชายกำลังตกอยู่ในอันตรายที่พร้อมคืบคลานเข้ามาเมื่อไรก็ตามที่ดับไฟ

ต้องบอกว่าเป็นหนังที่มีเล่ห์เหลี่ยมในการใช้ความมืดได้ดีเยี่ยมเลยทีเดียว หนังไม่ได้ตุ้งแช่เหมือนหลายเรื่องก่อนหน้านี้ แต่กลับมีความน่ากลัวอยู่เต็มที่ ตลอดเวลา 80 กว่านาที คนดูต้องมานั่งลุ้นว่าจะเจออะไรบ้างที่มันจะออกมาตอนที่ไฟดับ บางฉากบางตอนอาจจะเดาได้ง่าย แต่ก็ทำให้ตกใจได้ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันต้องมาตอนนี้แน่ๆ

ด้วยความที่หนังถูกขยายความจากหนังสั้นที่ไม่ถึง 1 นาที มาเป็นหนังยาว 80 กว่านาที ทำให้หนังค่อนข้างยืดเยื้อนิดหน่อย แต่เราก็ได้รู้ที่มาที่ไปของบุคคลลึกลับในความมืดว่าเป็นใครมาจากไหน ทำให้มันดูมีเหตุผลในการปรากฏตัวของเงามืดตัวนั้น แต่อาจจะดูเกินจริงและล่องลอยไปนิด แต่ก็พอให้อภัยได้ มุขหลอกคนดูทำได้ดี ถึงแม้ว่าจะใช้มุขเก่าบ้างใหม่บ้าง แต่แต่ละครั้งที่ออกมา หนังก็ทำให้ได้ยินเสียงคนในโรงหนังกรี๊ดได้ทุกครั้งไป ด้วยบรรยากาศของหนังที่ทำได้หลอนสุดๆ กับการที่หนังเล่นกับไฟที่ติดๆ ดับๆ ได้อย่างชาญฉลาด มุขเปิด-ปิดไฟนี่คลาสสิคและจังหวะดีงามมาก บางทีมีกระทืบซ้ำไม่ให้คนดูได้พักตกใจอีกด้วย

คนที่กลัวผีอยู่เป็นทุนแล้วก็น่าจะกรี๊ดไปกันได้กับ ‘ไลท์ เอาท์ มันออกมาขย้ำ’ เพราะสไตล์การเล่าแบบเปิดไฟ-ปิดไฟ-เปิดไฟ นี่แหละที่เป็นรูปแบบที่ชวนกรี๊ดอย่างไม่ต้องสงสัย หนังไม่เลือกให้ตัวประกอบต้องมาตายอย่างโง่ๆ หากแต่หันไปใช้ทางอื่นบ้าง ถือว่า ค่อนข้างคิดมาดี

ในใจก็คิดอยู่นะว่า ถ้าการใช้ไฟฉายทำให้เห็นข้างหน้าได้ มันก็น่ากลัวอยู่นะ ว่าผีจะมาเล่นงานข้างหลังรึเปล่า แต่ด้วยการเล่าที่มักใช้เสียงดนตรีประกอบนำมาก่อน สำหรับคนที่รู้ทางมาก่อนก็คงจะไม่ได้รู้สึกขนลุกอะไร แต่ความที่หนังเล่าด้วยวิธีต่างๆ ทำให้หนังน่าสนใจติดตาม ลุ้นไปด้วยว่ามันจะดำเนินไปทางไหน

จุดอ่อนจุดเดียวของหนังคือตอนจบที่หนังขมวดปมแบบรวบรัดเกินไป เหมือนกับหนังไปต่อไม่ได้อีกแล้ว เลยรวบรัดตัดตอนจบแบบนั้นซะเลย ทำให้อารมณ์มันเหมือนสะดุดกึกอย่างเลี่ยงไม่ได้ คิดว่าถ้าทำให้มันสุด หลอกให้มันไม่ได้พักหายใจหายคอ น่าจะดีกว่านี้เยอะเลย สุดท้ายถึง Light Out จะไม่ใช่หนังสยองที่เป็นตำนาน แต่ทำได้ระดับนี้ จากฝีมือผู้กำกับที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรมากมาย หนังก็ทำออกมาได้ติดตามติดใจคนดูอย่างผมได้อย่างไม่ยาก

ชื่อภาพยนตร์: Lights Out / ไลท์ เอาท์ มันออกมาขย้ำ
ผู้กำกับภาพยนตร์: David F. Sandberg
ผู้เขียนบทภาพยนตร์: Eric Heisserer (screenplay), David F. Sandberg (based on the short film by)
นักแสดงนำ: Teresa Palmer, Gabriel Bateman, Alexander DiPersia, Billy Burke, Maria Bello, Ava Cantrell, Emily Alyn Lind, Ariel Dupin, Amiah Miller
ความยาว: 81 นาที
แนว/ประเภท: Horror
อัตราส่วนภาพ:
เรท: ไทย/น15+, MPAA/PG-13
วันที่เข้าฉายในประเทศไทย: 21 กรกฎาคม 2559
สตูดิโอ/ผู้สร้าง/ผู้จัดจำหน่าย: Atomic Monster, Grey Matter Productions, New Line Cinema

แทงบอลออนไลน์

รีวิวหนัง The BFG ยักษ์ใหญ่หัวใจหล่อ เรื่องราวของโซฟี

รีวิวหนัง The BFG – ยักษ์ใหญ่หัวใจหล่อ มันคือเรื่องราวของโซฟี (Ruby Barnhill) เด็กสาวกำพร้าในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เป็นพวกนอนไม่ค่อยหลับ ในยามที่ทุกคนหลับใหลมีเพียงเธอที่นอนอ่านหนังสือกับไฟฉาย แต่คืนนั้นมันไม่เหมือนทุกคืน เมื่อเธอสังเกตเห็นยักษ์ตนหนึ่งเข้า The BFG และยักษ์ตนนั้นก็เห็นเธอ เขาจึงลักพาตัวเธอไปยังดินแดนแห่งยักษ์เพื่อปกปิดไม่ให้ใครรู้ถึงการมีอยู่ของพวกมัน (ซึ่งแน่นอน มันมีอีกหลายตัว)

การณ์กลับเป็นว่ายักษ์ตนนั้นไม่ใช่ยักษ์ใจร้ายที่จ้องจับคนกินเป็นอาหาร เขาคือ ‘BFG’ (Mark Rylance จาก ‘Anonymous’ และ ‘Bridge of Spies’) ยักษ์ใจดีที่ขนาดตัวเล็กกว่ายักษ์ตนอื่น ในดินแดนแห่งยักษ์ที่ไม่ได้มีแต่ยักษ์ใจดี แต่โซฟีก็ไม่ใช่เด็กน้อยที่เรียบร้อยเชื่อฟัง เธออยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่อง เธอได้ทำความรู้จักกับเรื่องส่วนตัวของยักษ์ใหญ่ใจดี แถมยังสร้างวีรกรรมที่จะเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งในโลกนี้ไปตลอดกาล

รีวิว วิจารณ์หนัง ‘ยักษ์ใหญ่หัวใจหล่อ’ ยังไม่เคยอ่านวรรณกรรมเยาวชนเรื่องนี้ เลยไม่อาจจะเปรียบเทียบหรือบรรยายได้ถึงความอิ่มเอมจากการได้เห็นจินตนาการของตัวหนังสือที่มันมาโลดแล่นอยู่บนฟิล์มได้ แต่ความที่เสพงานของลุงสปิลเบิร์กมาบ้างก็เลยพอจะเข้าใจฟีลของหนังแกได้ แม้ว่านี่จะเป็นหนังแฟนตาซีผจญภัยที่ดูจะเด็กกว่าหลายๆ เรื่องที่แกทำมาก็ตาม

เดินเรื่องเอื่อย เครื่องร้อนช้า ช่วงท้ายได้คิกคัก นับว่าเป็นหนังอีกเรื่องที่เริ่มเรื่องมาด้วยความตื่นเต้นระดับต่ำ ‘ยักษ์ใหญ่หัวใจหล่อ’ แทบจะไร้อัตราการกระเพื่อมของท้องกราฟ หนังปูพื้นให้เราได้รู้จักกับตัวละครอย่าง Sophie ที่เป็นเด็กกำพร้า เธอเดินไปมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ากลางดึก ก่อนจะได้พบกับยักษ์หูใหญ่ ได้ยินไกล และใจดี ตราบเมื่อเรื่องราวมันดำเนินมาเกินครึ่งทาง เหตุการณ์ในวังที่ดูเหมือนจะมีอะไรน่าตื่นตามากขึ้น ประกอบกับการหยิบมุกที่เคยได้ผลในครึ่งหนึ่งมาหยิบใช้อีกครั้ง นั่นจึงสร้างเสียงหัวเราะคิกคักจากผู้ชมได้

นับว่าเดินเรื่องเครื่องร้อนช้าไปมาก ช่วงท้ายถือเป็นการตีตื้นไปได้พอประมาณเลยครับ งานวิชวลงามตา ซีจีตรึงใจ ดที่โดดเด่นที่สุดของ ‘ยักษ์ใหญ่หัวใจหล่อ’ เรื่องนี้น่าจะไม่พ้นงานด้านภาพที่ทำออกมาได้ดีอย่างน่าพอใจ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบฉากบ้านของ ‘ยักษ์ใหญ่หัวใจหล่อ’ ฉากภายนอกบ้านในดินแดนแห่งยักษ์ แต่ที่ทำให้ตะลึงในความสวยงามก็ไม่มีฉากใดจะเหนือไปกว่า…

ฉากนั้นงดงามตะลึงตามากมาย รวมไปถึงการใช้สีที่จัดวางไว้อย่างเหมาะเจาะ ออกแบบสถานที่แห่งนั้นไว้ดังเหมือนที่ในฝัน เป็นที่ในจินตนาการ จนทำให้ต้องบอกว่านี่เป็นจุดที่โดดเด่นของหนังเรื่องนี้จริงๆ 2 ตัวละครหลักคือหัวใจของเรื่อง ตัวละครอย่างโซฟี เป็นเหมือนตัวแทนของเด็กที่ไม่ยอมหลับยอมนอน ไม่เคยได้ฝัน ได้มาเจอกับยักษ์ตัวใหญ่ใจดีที่มีงานอดิเรกคือเก็บความฝันเอาไว้ในขวด สองตัวต่างเล่นบทเด่นจนแทบจะกลบตัวอื่นหมด แต่เพราะ Ruby Barnhill ที่สวมบทบาทโซฟีเธอน่ารักดี สวมบทบาทเด็กซนผู้เจื้อยแจ้วได้สดใสไม่ว่าจะใส่แว่นหรือไม่ก็ตาม ขณะที่ยักษ์ใหญ่หัวใจหล่อที่สวมบทบาทโดย Mark Rylance ก็ดูเป็นยักษ์ใจดีที่แสดงสีหน้าได้อารมณ์แม้ทั้งหมดจะเป็นโมชั่นแคปเจอร์ น่าเสียดายที่บทสนทนาของทั้งสองดูยืดยาดและเรื่อยเอื่อยไปหน่อย จึงทำให้การดำเนินเรื่องค่อนข้างน่าง่วงไปบ้าง

และมาตีตื้นขึ้นในช่วงท้าย ในหมู่ยักษ์ที่มีภาพลักษณ์น่ากลัว ก็ยังมียักษ์ใจหล่อที่กินผัก ไม่กินคนอยู่ แถมยังมีความ “แคระ” กลายเป็นพวกผิดเหล่าและกลายเป็นตัวน่ารังเกียจในหมู่ยักษ์ด้วยกัน ขณะที่โซฟี เธอคือเด็กกำพร้าที่ไม่รู้จักพ่อแม่ตัวเอง สองตัวละครนี้ต่างก็มีความแปลกแยกแตกต่างจากสังคมของตน คนหนึ่งไร้ฝัน อีกคนสร้างฝัน สองคนมาร่วมกันสร้างโลกที่ดีขึ้นในมุมของตัวเอง โดยรวม ‘ยักษ์ใหญ่หัวใจหล่อ’ เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากวรรณกรรมเยาวชน มุ่งหวังจะเป็นหนังที่สร้างเพื่อกลุ่มเด็กๆ แม้ว่าเรื่องราวจะดูเหมือนมีความดาร์กซ่อนอยู่ แต่เหมือนสปิลเบิร์กเลือกจะเล่าให้มันออกมาใสๆ เสียมากกว่า น่าเสียดายที่ผู้ใหญ่อาจจะดูเรื่องนี้ด้วยความง่วงอยู่บ้าง

แทงบอล

รีวิวหนัง Alice Through the Looking Glass – อลิซ ผจญมหัศจรรย์เมืองกระจก

แล้วการเดินทางก็มาถึงบทสรุป Alice Through the Looking Glass :  ต้องเล่าย้อนกันสักนิดกับ อลิซในแดนมหัศจรรย์ ฉบับดิสนีย์ ที่ภาคแรกได้ ทิม เบอร์ตัน ผู้กำกับสายแหวกแนวมานำเสนอมุมมองใหม่ของ Alice จากเรื่องราวในหนังสือของนักเขียนชื่อดังอย่าง ลูอิส คาร์รอลล์ ที่ว่าด้วยเด็กหญิง อลิซ วัย 7 ขวบที่หลงเข้าไปในดินแดนใต้พิภพ และพบกับตัวละครแปลกประหลาดมากมาย รวมถึงบททดสอบต่างๆด้วย

โดย ทิม เบอร์ตัน ได้เลือกนำหนังสือสองเล่ม คือ Alice’s Adventures in Wonderland (1865) ที่อลิซตามกระต่ายขาวเข้าโพรงลงมายังแดนมหัศจรรย์ ได้พบกับแมดแฮทเทอร์และแมวเชสเซอร์เป็นครั้งแรก จนการต่อสู้เอาตัวรอดจากราชินีโพแดงในท้ายเรื่อง กับ Through the Looking-Glass, and What Alice Found There (1871) ซึ่งเป็นภาคต่อว่าด้วยอลิซวัย 7 ขวบครึ่ง ที่อยากเข้าไปในโลกกระจก และต้องเข้าไปอยู่ตรงกลางระหว่างการแข่งหมากรุกของราชินีแดงและราชินีขาว ที่มีตัวละครอย่าง ฮัมพ์ตี้ดัมพ์ตี้ และแฝดพี่น้องทวีดเดิ้ล รวมถึงแมดแฮทเทอร์เป็นคู่ต่อสู้ เบอร์ตันเลือกผสมตัวละครของทั้งสองเล่มโดยใช้โครงเรื่องจากเล่มแรกพัฒนามาเป็นหนัง Alice in Wonderland (2010) และปรับภาพอลิซเด็กน้อย มาเป็นสาวที่โตขึ้นและตกอยู่ใต้สังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงต้องอยู่บ้านและแต่งงานเป็นแม่ของลูกที่ดี แน่นอนความฝันการเป็นนักผจญภัยของสาวน้อยอลิซตามรอยพ่อ เป็นเรื่องน่าขบขันและเป็นไปไม่ได้เลย การเข้าไปในโลกมหัศจรรย์จึงเป็นการขจัดปมในใจของตัวละครด้วย

มาถึงภาคสอง หนังเปลี่ยนผู้นำวิสัยทัศน์มาเป็น เจมส์ โบบิน ที่โด่งดังมาจากหนังอย่าง The Muppets (2011) และกำกับรายการอย่าง Da Ali G Show ที่สร้างชื่อให้ดาราตลก ซาช่า บารอน โคเฮน ที่มาแสดงนำในเรื่องนี้ด้วย แม้จะเปลี่ยนผู้กำกับแต่ ทิม เบอร์ตัน ก็ยังคงนั่งตำแหน่งโปรดิวเซอร์ และได้ ลินดา วูลเวอร์ตัน ที่เขียนบทในภาคแรกมาสานต่อ ทำให้หนังต่อเนื่องลื่นไหลจากภาคแรกอย่างลงตัว ด้วยความที่ภาคแรกนั้นได้นำเนื้อหาในส่วนของหนังสือ 2 เล่มมาเล่นไปหมดแล้ว ลินดา จึงได้นำบางส่วนในเล่มที่สองมาขยายเป็นบทหนังเวอร์ชั่นใหม่ที่แฟนหนังสือไม่เคยได้สัมผัสได้อย่างน่าสนใจ

หนังเล่าถึง อลิซ ที่หลังจากกลับมายังโลกของตัวเองในภาคแรก เธอไล่ตามความฝันสานต่อการเป็นกัปตันเรือหญิงให้กับเรือนามวันเดอร์ของพ่อเธอ ออกเดินทางข้ามโลกไปสำรวจดินแดนที่ยังไม่มีใครเคยไป หนังเปิดตัวด้วยฉากการหนีตายจากโจรสลัดท่ามกลางพายุคลั่งและหินโสโครกได้อย่างสนุกมากๆ ก่อนจะเปิดปูมปัญหาของอลิซครั้งใหม่ เมื่อเธอกลับขึ้นฝั่งและพบบ้านของแม่เธอและเรือวันเดอร์ที่น่าภาคภูมิใจของพ่อกำลังจะโดนยึดจาก เฮมิช ลูกเศรษฐีสุดสปอยล์ที่เธอเคยหักหน้าปฏิเสธการแต่งงานในที่สาธารณะในภาคก่อน ซึ่งบัดนี้ได้ขึ้นเป็นเจ้าบ้านแอกคอร์ทเจ้าหนี้คนสำคัญของเธอแล้ว ในระหว่างที่ความฝันกำลังพังลงเมื่อพบโลกความจริง เธอก็ถูกชักนำสู่ดินแดนมหัศจรรย์อีกครั้งเพื่อช่วยเหลือ แฮทเทอร์ ซึ่งหลบหน้าผู้คนเพราะไม่มีใครเชื่อที่เขาพูดว่าครอบครัวของเขายังคงมีชีวิตอยู่ ถ้าใครจำได้ในภาคแรกแฮทเทอร์เคยเล่าว่าครอบครัวเขาถูกเจ้ามังกร แจ๊บเบอร์ว๊อคกี้ ของราชินีโพแดงหรือราชินีแดงในภาคนี้สังหารเมื่อนานมาแล้ว ดังนั้นเรื่องที่แฮทเทอร์พูดในคราวนี้จึงยากจะเชื่ออย่างมาก แม้แต่ตัวอลิซที่เป็นเพื่อนสนิทของแฮทเทอร์เองก็ตาม อลิซที่เคยมีคติว่าทุกอย่างเป็นไปได้เสมอเมื่อเพิ่งเจอกับเรื่องที่บ้านก็เริ่มเปลี่ยนความคิด แฮทเทอร์เสียใจที่ไม่มีใครเชื่อและค่อยๆล้มป่วยลงจนอาจจะตายได้ ราชินีขาวมิรานา จึงเสนอแผนสุดท้าทายออกมาว่า ให้อลิซไปขโมยแก่นเวลาของ ไทม์ ที่คอยดูแลกาลเวลาต่างๆมาเพื่อย้อนเวลาไปช่วยเหลือครอบครัวของแฮทเทอร์ก่อนจะถูกมังกรฆ่าตาย และที่ปราสาทนั้นเองอลิซก็ต้องเผชิญทั้งลูกน้องของไทม์ และศัตรูคู่แค้นอย่าง ราชินีแดงไอราเซเบ็ธ ผู้เป็นพี่ของราชินีขาวนั้นเอง

บทหนังจัดว่าทำได้กลมกล่อมและคิดมาละเอียดมาก โดยสามารถคลายปมต่างๆที่ดูเหมือนไม่มีเหตุผล ทั้งภาคเก่าๆ ตั้งแต่ว่า ทำไมราชินีโพแดงถึงหัวใหญ่ ทำไมนางชอบสั่งตัดหัวคน และทำไมถึงแค้นราชินีขาวและแฮทเทอร์นัก ทำไมแฮทเทอร์ถึงสร้างหมวกประหลาดๆ เป็นต้น หรือจะเป็นปมภาคใหม่อย่าง ราชินีขาวกับแดงจะคืนดีกันได้อย่างไร จะช่วยเหลือครอบครัวแฮทเทอร์ได้อย่างไร เราจะแก้ไขอดีตได้ไหม เวลาคือสิ่งใด เราควรจัดการกับเวลาและอุปสรรคอย่างไร ซึ่งสะท้อนกลับไปที่ปมในใจของอลิซเรื่องความเชื่อที่พังทลายลงได้สมบูรณ์ลงตัวทุกส่วน คือได้ทั้งความสนุก ลุ้น ตื่นเต้น ซาบซึ้ง อิ่มตาอิ่มใจ ได้ข้อคิด ขอชมเลยว่าบทหนังเล่นกับคำว่า เวลา ที่เป็นหนึ่งในตัวเดินเรื่องหลักของภาคนี้มาได้อย่างดีเยี่ยม

สรุป แม้หนังจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรตอนฉายที่อเมริกาเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อาจจะด้วยหลายปัจจัยทั้งข่าวฉาวการหย่าร้างระหว่างจอห์นนี่ เด็ปป์กับภรรยา ทั้งการฉายชนกับหนังใหญ่อย่าง เอ็กเมน อะพอคาลิปส์ หรือตัวหนังเองที่ไม่ถูกใจนักวิจารณ์หลายสำนักเท่าใด โดยเฉพาะประเด็นเปรียบเทียบกับฉบับหนังสือที่คลาสสิคไปแล้วนั่นเอง ยอมรับว่าตอนแรกที่เห็นความล้มเหลวด้านคำวิจารณ์และรายได้แอบหวั่นใจว่าหนังจะน่าเบื่อเหมือนกัน แต่พอดูแล้วผิดคาดครับ ใครเริ่มดูภาคนี้เลยก็สามารถรู้เรื่องได้ไม่ยากเพราะมีการปูปมและตัวละครให้ในระดับหนึ่ง แถมยังสนุกไปกับเรื่องราวสุดแฟนตาซี และวิสัยทัศน์ด้านภาพ บวกกราฟฟิกสุดอลังการตระการตาได้แบบไม่มีเบื่อเลย ตรงนี้ยอมรับเลยว่าภาพสวยงามมากๆ รอบที่ผมได้ดูนั้นเป็นระบบสามมิติซึ่งทำได้ดีในหลายๆ ฉากมากๆ ครับ ขณะเดียวกันแฟนๆในภาคเก่าก็คงจะฟินสุดๆกับบทสรุปที่ลงตัว และมีน้ำตารื้นกับมิตรภาพของเหล่าเพื่อนทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ที่มาร่ำลาคนดูส่งท้ายกันในภาคจบนี้กันบ้างล่ะนะครับ แต่แฟนหนังสือคงต้องทำใจหน่อยว่ามันไม่เหมือนกับในหนังสือแน่ๆ ล่ะครับ แต่มันก็ดูสนุกในแบบหนังที่มันเป็นนะครับ น่าจะเป็นความเพลิดเพลินในช่วงวันแม่ที่ดีครับ

แทง ufabet

รีวิวหนัง Doctor Strange – จอมเวทย์มหากาฬ ภาคต้นกำเนิดซูเปอร์ฮีโร่

รีวิวหนัง Doctor Strange – จอมเวทย์มหากาฬ เรื่องย่อหนัง ภาคต้นกำเนิดซูเปอร์ฮีโร่ก็ย่อมต้องปูพื้นกันก่อน เริ่มด้วยชีวิตของ ดร.สตีเฟน สเตรนจ์ (Benedict Cumberbatch) Doctor Strange หมอหนุ่มคนหนึ่งที่ดูจะเชี่ยวชาญในงานของตัวเองเป็นพิเศษ แต่แฝงแง่ลบอยู่บ้าง ตรงที่มีความภาคภูมิใจและทะนงตนพอตัวในความสามารถของตัวเอง แถมยังดูเป็นหมอที่รวยมากเสียด้วย เพราะขี่ซูเปอร์คาร์เลยเชียวนะ

ด้วยอุบัติเหตุทำให้เขาไม่สามารถใช้สองมือผ่าตัดใครได้อีก และเฝ้าวนเวียนหาทางรักษาให้กับตัวเองซึ่งเป็นเคสที่ยังไม่มีใครทำได้ ความเครียดพาให้เขาต้องตัดขาดกับเพื่อนสนิทที่รู้ใจอย่าง ดร.คริสตีน พาล์มเมอร์ (Rachel McAdams) จนกระทั่งเขาได้ยินเรื่องชายหนึ่งที่รักษาอาการอัมพาตจนหาย ทั้งหมดทั้งมวลทำให้เขาเดินทางสู่ตะวันออกเพื่อค้นหาและนำพาเขาออกจากสิ่งที่ทรมานเขาทุกเมื่อเชื่อวัน

ณ ที่แห่งนี้ เขาได้พบกับอาจารย์ที่พาเขาเข้าสู่โลกแห่งเวทมนตร์ ดิแองเชียนวัน (Tilda Swinton) เธอไม่ได้สอนอะไรเขามากนักหรอก เพียงแค่ไกด์ให้เขาศรัทธาและใฝ่ใจในการฝึกจิต เพราะด้วยความปราดเปรื่องในตัวเขา ก็มากพอจะส่งให้เขากลายเป็นจอมเวทย์คนใหม่ได้แล้ว หน้าที่ของเขาคือร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกำจัดจอมเวทย์อีกคนที่แปรพักตร์ไปสร้างความเดือดร้อนและอาจกลายเป็นหายนะแห่งโลก

จอมเวทย์ผู้นั้นคือ แคลิเชียส (Mads Mikkelsen) อีกอาจารย์ผู้เก่งกาจหากแต่เลือกเข้าสู่ด้านมืด และจอมเวทย์ที่เหลือจะต้องปกป้องโลกนี้เอาไว้ให้ได้

รีวิว วิจารณ์หนัง ‘จอมเวทย์มหากาฬ’ ภาคต้นกำเนิดของซูเปอร์ฮีโร่ตัวใหม่ที่น่าจะได้มีบทบาทสำคัญในทีม Avengers ในอนาคต ที่มีที่มาอันแตกต่าง ดร. สเตรนจ์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ก็จริง แต่วันหนึ่งกลับเจอจุดเปลี่ยนจนต้องหันเหมาเชื่อในเวทมนตร์ และกลายเป็นว่าเขากลับเก่งกาจในการพัฒนาตัวเองในฐานะจอมเวทย์ ที่ต้องเจอกับศัตรูตัวร้ายของโลกพร้อมๆ กับการพบเจอสิ่งที่ไม่คาดฝันอันนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของชีวิต ดร.คนนี้

ณ ที่แห่งนี้ เขาได้พบกับอาจารย์ที่พาเขาเข้าสู่โลกแห่งเวทมนตร์ ดิแองเชียนวัน (Tilda Swinton) เธอไม่ได้สอนอะไรเขามากนักหรอก เพียงแค่ไกด์ให้เขาศรัทธาและใฝ่ใจในการฝึกจิต เพราะด้วยความปราดเปรื่องในตัวเขา ก็มากพอจะส่งให้เขากลายเป็นจอมเวทย์คนใหม่ได้แล้ว หน้าที่ของเขาคือร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกำจัดจอมเวทย์อีกคนที่แปรพักตร์ไปสร้างความเดือดร้อนและอาจกลายเป็นหายนะแห่งโลก

จอมเวทย์ผู้นั้นคือ แคลิเชียส (Mads Mikkelsen) อีกอาจารย์ผู้เก่งกาจหากแต่เลือกเข้าสู่ด้านมืด และจอมเวทย์ที่เหลือจะต้องปกป้องโลกนี้เอาไว้ให้ได้

รีวิว ภาคต้นกำเนิดของซูเปอร์ฮีโร่ตัวใหม่ที่น่าจะได้มีบทบาทสำคัญในทีม Avengers ในอนาคต ที่มีที่มาอันแตกต่าง ดร. สเตรนจ์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ก็จริง แต่วันหนึ่งกลับเจอจุดเปลี่ยนจนต้องหันเหมาเชื่อในเวทมนตร์ และกลายเป็นว่าเขากลับเก่งกาจในการพัฒนาตัวเองในฐานะจอมเวทย์ ที่ต้องเจอกับศัตรูตัวร้ายของโลกพร้อมๆ กับการพบเจอสิ่งที่ไม่คาดฝันอันนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของชีวิต ดร.คนนี้ เป็นปกติของภาคต้นกำเนิด ที่ต้องให้เวลาการบอกเล่าที่มาที่ไปก่อนจะกลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ถูกวางให้เป็นแกนนำหลักคนใหม่ในจักรวาลอะเวนเจอร์สระลอกใหม่ ตั้งแต่เขายังเป็นหมอศัลย์ในโรงพยาบาล จนเกิดอุบัติเหตุ ค้นหาวิธีเยียวยาด้วยตัวเอง ก่อนจะไปจบที่วิถีเวทย์ตะวันออก น่าเสียดายที่ใส่ฉากโรแมนติกมาไม่เต็มที่นัก

แต่สิ่งที่หนังภาคกำเนิดของ ‘จอมเวทย์มหากาฬ’ ทำได้ดีพอประมาณ คือ การแทรกใส่มุกตลกเข้ามาพอหอมปากหอมคอที่ช่วยให้ผู้ชมได้บันเทิงเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง แม้แต่ละมุกอาจไม่ถึงกับฮาก๊าก แต่ก็ชวนหัวเราะไปมุกที่ไม่คิดว่าจะออกมาจากหมอผู้เคร่งขรึมเฉกเช่นเขา

งานด้านภาพที่สวยล้ำ ผสานดนตรีอลังการ พล็อตโดยรวมอาจจะไม่มีอะไรแปลกใหม่นัก นั่นเพราะเราเสพหนังซูเปอร์ฮีโร่กันมามากเกินแล้วกระมังจึงต้องการอะไรเช่นนั้น ก็ในเมื่อคาแร็กเตอร์ของ ‘จอมเวทย์มหากาฬ’ นั้นต้องอะไรที่เป็นอภินิหารเหนือจริง โดยการเฉพาะเล่นกับการควบคุมเวลาและการควบคุมเชิงโครงสร้าง และการรับชมในบรรยากาศของจอยักษ์ IMAX 3 มิติที่ให้เสียงคมชัดรอบทิศทางจึงเป็นอะไรที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการได้รับอรรถรสที่เต็มเปี่ยมกว่าคนอื่น การเหาะเหินเดินอากาศและการเอาตัวรอดบนพื้นที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา บิดความเป็นจริงที่เราคุ้นตาให้เอนเอียงไปมาจนหลายหนที่เราต้องเอียงคอตาม ดั่งว่าเราเองก็อยู่ในโลกที่ถูกบิดให้เบี้ยวไปเช่นนั้นด้วย

แถมบทยังไม่เล่นท่ายาก มีเรื่องของการควบคุมเวลาก็จริงแต่ไม่ซับซ้อนจนมึนและสับสน ใช้มันอย่างเหมาะเจาะพอดี ผสมผสานกับงานวิชวลที่ออกมาละเอียด เนียนกริ๊บ และใช้ดำเนินเรื่อง มันจึงเป็นอะไรที่ว้าวมาก แม้จะมองมันคล้ายคลึงกับ ‘Inception’ แต่ก็เป็นการนำมาเป็นแรงบันดาลเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่เหนือยิ่งไปกว่า หนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องนี้จึงเด่นในเรื่องมหาวิชวลอย่างแท้จริง

แทง ufabet

รีวิวหนัง Moana – โมอาน่า ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้

เรื่องย่อ Moana – โมอาน่า ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้ : ว่าด้วยเรื่องราวการผจญภัยเมื่อสามพันปีก่อน ในแถบทะเลแปซิฟิกตอนใต้แห่งโอเชียเนีย ของ Moana นักเดินสาวทางทะเล วัย 16 ปี ที่ท่องเที่ยวไปยังหมู่เกาะต่างๆ เพื่อตามหาเกาะที่สาบสูญในตำนาน สานฝันให้ผู้เป็นพ่อ ร่วมกับ มาวอิ บุรุษครึ่งเทพ พร้อมกับเสบียง เอ้ย! เพื่อนๆ ตัวน้อยของพวกเขา อย่าง เจ้ไก่ โดยระหว่างการเดินทาง ทั้งหมดก็ต้องฟันฝ่าอันตรายท่ามกลางหมู่เกาะน้อยใหญ่ที่ต่างแฝงไปด้วยความลึกลับ พร้อมกับเผชิญหน้ากับสรรพสัตว์แห่งท้องทะเลลึก

บทวิจารณ์ : ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าภาพยนตร์เรื่อง โมอาน่า ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้ สามารถเป็นหน้าเป็นตาของการ์ตูน Disney ได้ไม่ยาก ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นกระแสที่ฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมืองเหมือน Frozen แต่ก็ยังรักษามาตรฐานการทำงานเอาไว้ได้เป็นอย่างดี แต่เพียงเนื้อหาของเรื่อง มันช่างดูไกลตัว และตัวละครหลักอาจจะไม่ได้เป็นคาแรคเตอร์ที่เด็กๆ หลงใหลสักเท่าไหร่ แต่ถ้าจะให้พูดว่าทำออกมาแย่ล่ะก็ เราไม่ขอพูดเช่นนั้น เพราะ โมอาน่า ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้ ให้แง่คิดอะไรกับเราหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการที่เราควรจะเดินทางตามหาความฝัน ก้าวข้ามผ่านอุปสรรคแม้จะยากลำบาก ยอมรับในความเป็นตัวขอตัวเอง รู้จักเสียสละ กล้าที่จะเปิดใจให้คนอื่น เพราะบางที คนที่ดูดุร้ายและเกรี้ยวกราด ครั้งหนึ่ง เขาอาจจะเคยเป็นคนที่ดีมากๆ มาก่อน เพียงแต่ความโหดร้ายของชีวิตนั้นเข้ามาบีบคั้น และทำให้เขากลับกลายเป็นคนไม่ดี แต่ในที่สุด เมื่อเขาได้เจอกับคนดีๆ อีกครั้ง นั่นย่อมทำให้เขายอมเปิดหัวใจ ยอมที่จะเสี่ยงเป็นคนดีเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา

เทคนิคพิเศษที่ทำผ่าน Computer Graphic ก็ทำออกมาได้ลื่นไหลเลยทีเดียว แต่ดูแล้วภาพยนตร์เรื่อง โมอาน่า ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้ ทำให้คิดถึงการ์ตูนเรื่องอื่นๆ ซ้อนขึ้นมาเหมือนเป็นเดจาวู ไม่ว่าจะเป็น Lilo and Stitich, Pocahontas, Finding Nemo และ Finding Dori นี่ก็อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่โดดเด่นเท่าที่ควร เพราะบางฉากบางตอน มันซ้ำกับภาพเดิมๆ ของการ์ตูนที่มีอยู่ในท้องตลาดอยู่แล้วนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่อง โมอาน่า ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้ ก็ทำให้เราประทับใจได้ไม่น้อย จนไม่ยอมลุกออกไปเข้าห้องน้ำ ถึงแม้อากาศจะเย็น และหนังก็ยาวเกือบ 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว

สรุป : โมอาน่า ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้ เป็นภาพยนตร์การ์ตูนอนิเมชั่นที่ดูได้ทุกวัย ไม่มีฉากไหนที่ดูรุนแรง กราฟความสนุกของเรื่องทำได้ดี ตอนจบไม่รีบตัดตอนจนเสียบรรยากาศ เราคิดว่า โมอาน่า ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้ เหมาะที่จะเป็นหนังที่ดูในช่วงวันหยุดยาวร่วมกับครอบครัวในช่วงอากาศหนาวๆ แบบนี้ เพราะมันจะทำให้ความรักความสัมพันธ์ของคุณอบอุ่นขึ้นอย่างแน่นอน และตัวภาพยนตร์ยังมีแง่คิดสอดแทรกเข้ามาแบบไม่ได้ยัดเยียดเนื้อหาตลอดทั้งเรื่องอีกด้วย

แทง ufabet