รีวิว Minions มินเนียน ภาคแยกของเจ้าตัวเหลือง จาก Despicable Me

เรื่อง Minions  มิสเตอร์แสบร้ายเกินพิกัด Despicable Me (2010) และ มิสเตอร์ แสบร้ายเกินพิกัด Despicable Me 2 (2013) เรื่องราวของ เฟลูเนียส กรู ผู้ซึ่งป็นวายร้ายที่ชื่นชอบโจรกรรม เขาจัดการกำราบทุกคนที่กล้ามายืนขวางทาง จนเขาได้เผชิญหน้ากับความมุ่งมั่นตั้งใจ ของเด็กหญิงลูกกำพร้าสามคนมาร์โก้, อีดิธ และแอ็กเนส ที่ได้พบเขา และมองเห็นบางสิ่งที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน นั่นก็คือ ความเป็นพ่อ แต่นอกจากเนื้อเรื่องดังกล่าว ที่สร้างความสนุกให้กับอนิเมชั่นแล้ว ยังมีเหล่ามินเนี่ยน สมุนตัวจิ๋วของวายร้าย กรู ผู้จงรักภักดีต่อเจ้านายและทำทุกอย่างที่เจ้านายต้องการ

โดยความกวนของเจ้าพวกตัวจิ๋วเหล่านี้สร้างสีสันอย่างมากให้กับ อนิเมชั่นทั้งสองเรื่อง และตอนนี้กระแสฟีเว่ออนิเมชั่นมินเนี่ยน Minions (2015) ที่กำลังเข้าฉายในบ้านเราขณะนี้ คงเพราะความฮา สุดกวน ที่ได้สร้างชื่อไว้ในสองภาค และภาคนี้เน้นที่เรื่องราวเริ่มต้นการมีชีวิตของเหล่ามินเนี่ยน สิ่งมีชีวิตเซลเดียวที่มีชีวิตยาวนานมาตั้งแต่ตอนกำเนิดโลกผ่าน ยุคไดโนเสาร์ ยุคอารยะธรรมอียิปต์ ยุคนโป-เลียน ในทุก ๆ ยุคที่พวกเขาใช้ชีวิต สิ่งที่มินเนี่ยน จะขาดไม่ได้เลยคือการที่จะต้องมีเจ้านาย ที่คอยให้พวกเขามารับใช้ และภาคนี้ก็เช่นกัน ซึ่งภาคนี้เป็นเรื่องราวเริ่มต้นก่อนที่มินเนี่ยนจะได้มาเจอกับ เฟลูเนียส กรู

ทุกคนที่ได้เห็น เจ้ามินเนี่ยนก็คงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตลกกับ การมีชีวิตของสิ่งมีชิวิตชนิดนี้ มินเนี่ยนแต่ละตัวแม้จะมีนิสัยแตกต่างกันแต่สิ่งที่เหมือนกันคือ จะต้องมีเจ้านาย เพราะมินเนี่ยนเป็นสิ่งมีชิวิตที่มีสมาธิสั้น ขี้เบื่อ ชอบ สนุกสนาน เฮฮา พร้อมที่จะทำอะไรบ้าบออย่างคาดไม่ถึง และชอบอยู่เป็นกลุ่ม ส่วนการงานก็ทำไปอย่างงั้น ๆ เจ้านายของมินเนี่ยน ก็เป็นเหมือนคนคอยสั่งให้ มินเนี่ยน ไปทำการงานที่เป็นประโยชน์บ้าง ทำให้ผมนึกถึงสมัยที่เป็นนักเรียน ผมว่าเรามักมีนิสัยไม่ต่างอะไรจากมินเนี่ยน ที่ครูหรือผู้ปกครอง ก็เหมือนเป็น เจ้านาย หรือบอสของเรา ซึ่งเราก็ทำตามคำสั่งของบอส คือการเรียนหนังสือหรือการเป็นเด็กดี ซึ่งเราก็ทำไปอย่างงั้น ๆ ขอแค่ได้อยู่กับเพื่อน ๆ สนใจเฉพาะอะไรที่สนุก ๆ เฮฮา เรื่องราวอะไรรอบ ๆ ตัวก็ดูสนุกสนานไปหมด ได้หัวเราะกับเพื่อนได้แกล้งกัน เฮฮาไปวัน ๆ ส่วนบอส ก็มีไว้ให้รู้ว่าชีวิตเรามีเส้นทางที่ต้องเดิน ไม่มีอะไรต้องกลัวแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง

รีวิวหนังไซไฟ IO Last on Earth (2019) ผู้ยืนหยัดคนสุดท้าย

รีวิวหนังไซไฟ IO Last on Earth  แซม คือ นักวิทยาศาสตร์ คนสุดท้ายบนโลก เนื่องจากโลกประสบปัญหามลพิษจนไม่เหลือสิ่งมีชีวิตใด ๆ ดำรงอยู่ได้อีก ประชากรโลกส่วนใหญ่เลือกเดินทางสู่อาณานิคมในอวกาศซึ่งตั้งอยู่แถวดวงจันทร์ไอโอของดาวพฤหัสบดี แต่แซมยังคงเชื่อว่าโลกยังมีความหวังที่จะฟื้นฟูได้ เช่นเดียวกับพ่อของเธอ แต่แล้วเมื่อโลกดูเหมือนจะขับไล่เธอมากขึ้น เธอก็มีทางเลือกแค่จะไปขึ้นยานลำสุดท้ายที่จะออกจากโลกกับผู้มาเยือนแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ หรือ จะดันทุรังอยู่บนโลกที่เธอรักต่อไป

IO Last on Earth เป็นหนังไซไฟผลงานของ โจนาธาน เฮลเพิร์ต ซึ่งเติบโตมากับหนังสายยุโรปอย่างฝรั่งเศส และนี่เป็นหนังขนาดเรื่องที่ 2 ของเขาเท่านั้น ในขณะที่เรื่องแรกอย่าง House of Time (2015) ที่ฉายในฝรั่งเศสก็เป็นแนวไซไฟคอเมดี้ ซึ่งทำให้เห็นว่าตัวเขานั้นสนใจในหนังแนวไซไฟ หรือแฟนตาซีอยู่ไม่น้อย และสำหรับ IO ก็เป็นการบิดแนวหนังไซไฟมาเล่นเชิงดราม่าปรัชญาและการแสวงหาความหมายของชีวิตสุดท้ายบนโลก โดยอิทธิพลการเล่าเรื่องหลัก ๆ นั้นน่าจะมาจากหนึ่งในทีมเขียนบท และโปรดิวเซอร์ของหนัง อย่าง ชาร์ล สเปโน ที่เคยมีงานอย่าง Embers (2015) ซึ่งว่าด้วยโลกอนาคตที่ผู้คนต่างสูญเสียความทรงจำและผู้รอดชีวิตต่างแสวงหาความเชื่อมโยงกับโลกและผู้อื่น ด้วยเนื้อหาและลีลาการเล่าเชิงกวีปรัชญานั้นก็ไม่ต่างจาก IO เลยทีเดียว

ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง

รีวิว A.I. Artificial Intelligenc จักรกลอัจฉริยะ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

รีวิว A.I. Artificial Intelligenc จักรกลอัจฉริยะ เป็นการพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อให้มนุษย์ทุกคนตะลึง โดยการสร้างสิ่งมีชีวิตเทียมให้เกิดความรู้สึก มีแขน ขา และมีปฏิกิริยาเหมือนกับมนุษย์ เดวิด (ฮาลีย์ โจเอล ออสมอนด์) คือหุ่นยนต์ตัวแรกที่ถูกติดตั้งโปรแกรมมาให้รักเป็น ได้ถูกสร้างขึ้นมา เพราะเดวิดซึ่งมีสภาพร่างกาย ความรู้สึกที่ใกล้เคียงมนุษย์มากที่สุด

เพื่อเอาใจคนที่ต้องการเพื่อนหรือคู่สามีภรรยาที่ยังไม่มีบุตร จากนั้น เฮนรี่ (แซม โรบาร์ดส) จึงไปรับเดวิดมาอยู่ที่บ้านด้วยเพราะว่าลูกชายของเขาซึ่งป่วยหนักจนต้องแช่แข็งไว้รอการรักษา เมื่อเดวิดเข้ามาอยู่ในบ้านทำให้ โมนิกา (ฟรานเชส โอ คอนเนอร์) ภรรยาของเฮนรี่นั้นไม่ค่อยพอใจ เพราะโมนิกาไม่อยากได้หุ่นยนต์ จนในที่สุดเดวิดก็สามารถทำให้โมนิกายอบรับได้ และได้เข้ามาเป็นสมาชิกในครอบครัวจนเกิดความผูกพันรักใคร่กัน
และในที่สุดลูกชายของพวกเขาก็ฟื้นขึ้นมา ลูกของพวกเขาอิจฉาเดวิด พยายามสอนประพฤติเลวร้ายที่เลวร้าย และหาทางกลั่นแกล้ง และเหตุการณ์นั้นเกือบทำให้ลูกชายเสียชีวิตไป เฮนรี่กับโมนิกาจึงตัดสินใจนำเดวิดไปทิ้ง

โดยเดวิดมีเพียง เท็ดดี้ ตุ๊กตาหมีซุปเปอร์ทอยที่เป็นทั้งเพื่อนเล่นและผู้พิทักษ์ เดวิดเสียใจมาก เดวิดจึงตัดสินใจออกเดินทางค้นหานางฟ้าเพื่อขอพรให้กลายเป็นคนได้ การเดินทางสู่โลกกว้างของเดวิดทำให้เดวิดได้พบ หุ่นยนต์นักรัก (จูด ลอว์) และได้ออกเดินทางไปด้วยกัน ทำให้เดวิดเข้าใจถึงปัญหาที่แบ่งกั้นระหว่าง มนุษย์และหุ่นยนต์ รวมทั้งความโหดร้ายของโลกแห่งความจริงที่ว่ามนุษย์ได้ย่ำยีเพื่อนผู้ต่ำต้อยของเขาอย่างเลือดเย็น

ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง

รีวิว SPIDER-MAN INTO THE SPIDERVERSE เด็กหนุ่มสไปเดอร์แมนคนใหม่

SPIDER-MAN : INTO THE SPIDERVERSE ภาคล่าสุดของโซนี่จะเป็นเรื่องราวของไมลส์ เด็กชายผิวสีที่ค้นพบว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในสไปเดอร์แมนอีกคน และพบว่าในจักรวาลนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เขาเท่านั้นที่เป็นสไปเดอร์แมน เขาเริ่มออกช่วยเหลือผู้คนรวมถึงคนที่เขารักนั่นคือพ่อ ซึ่งเราจะได้เห็นสไปเดอร์แมนอีกหลายคน

เริ่มจากสิ่งที่ชอบก่อนก็คืองานภาพของเรื่องนี้ มีความรู้สึกเหมือนอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ และมีความคลาสสิกอยู่ด้วยเล็กน้อย ภาพสวยงามลายเส้นดี

ในช่วงเริ่มเรื่องนั้นเล่าเรื่องได้ค่อนข้างกระชับทำให้รู้สึกน่าสนใจอยากจะติดตามเนื้อเรื่องได้ดี แม้จะมีการตัดฉากที่รู้สึกว่าฉึบฉับไปนิดแต่ก็ถือว่าโอเคมากๆในช่วงเริ่มของหนัง

ในส่วนที่ไม่ชอบ อย่างแรกเลยคือการที่ปูประเด็นของพระเอกนานเกินไป กว่าจะเข้าประเด็นที่มันควรจะเป็นจริงๆก็ไปเร่งเอาจนเกือบท้ายเรื่องนู่นมันเลยขัดใจนิดๆ หนังพยายามจะบิ้วให้เราอินไปกับสิ่งที่เกิดกับตัวละครนั้นๆ แต่กลับปูเรื่องหรือมีบทให้ตัวละครนั้นน้อยมาก จนมันไม่รู้สึกอิมแพคกับสิ่งที่เกิดจากตัวละครนั้นเท่าไหร่ มันเลยไม่รู้สึกในด้านอารมณ์ที่หนังพยายามจะบิ้วในบางซีน

และตามสไตร์หนังซุปเปอร์ฮีโร่ค่ายแดง ที่จะมีมุขตลกแทรกมาบ่อยๆ แต่ไม่รู้เพราะอะไรหนังเรื่องนี้กับมีหลายฉากที่ใส่มุขมาได้ผิดช่วงมาก บางช่วงกำลังบิ้วให้เราอินกับดราม่าได้ดี แต่อยู่ๆใส่มุขตลกที่ไม่จำเป็นเลยสักนิดเข้ามามันทำให้ขัดใจอยู่ จนรู้สึกมันตลกจนน่ารำคาญเกินไป อารมณ์แบบกำลังชงกาแฟเข้มๆกำลังได้ที่ แต่อยู่ๆมีคนเสร่อใส่น้ำตาลให้มันหวานขึ้นจนเสียรสชาติซะงั้น

แต่ในส่วนของฉากแอคชั่นนั้นทำมาได้ดีมากดูสนุกและไม่น่าเบื่อเท่าไหร่ และยังมีรายระเอียดเล็กๆน้อยๆที่ถือว่าเก็บได้ดี

ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง

ความเข้ม ของ ฟิล์ม ติดรถยนต์ ฟิล์มกรองแสง มี่กี่เปอร์เซ็นต์

ความเข้ม ของ ฟิล์ม ติดรถยนต์ ฟิล์มกรองแสง มี่กี่เปอร์เซ็นต์ ทุกครั้งที่นำรถไปติด ฟิล์มกรองแสง ช่างติดตั้งมักจะถามว่า..เราต้องการฟิล์มความเข้มเท่าไหร่ เลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้เราทราบระดับความเข้มของฟิล์มที่เราต้องการ จำง่ายๆ ตัวเลขยิ่งมาก ฟิล์มยิ่งเข้มขึ้นเท่านั้น วิธีดูง่ายๆ ให้เราไปเปิด catalog เพื่อดู spec กวาดสายตาไปที่ ค่าแสงส่องผ่าน /Visible Light Transmitted (VLT)

ชื่อเรียกความเข้ม ฟิล์ม 40 60 80
%แสงส่องผ่าน 35 – 50% 15 – 25 % 5 – 10 %
ชื่อเรียกทั่วไป ฟิล์มใส, ฟิล์มซิ่ง ฟิล์มดำ 60 ฟิล์มดำ 80

แต่ก็อย่าไปกังวลกับตัวเลขตรงนี้มาก ให้ลองดูตัวอย่างฟิล์ม หรือ รถที่ติดแล้วนำมาประกอบการพิจารณาจะดีที่สุด เพราะสายตาท่าน กับสายตาคนอื่นๆไม่เหมือนกัน นะสิบอกให้

สำหรับเรื่องที่ทุกคนกังวลกันมากคือเรื่องความเข้มของฟิล์มกรองแสง บอกเลยว่าติดเบอร์ไหนก็ได้เอาที่โดนใจ ไม่ลำบากกับสายตาของเรา และผู้มีอำนาจในการอนุมัติเงินในกระเป๋าของท่าน เพราะกฎหมายความเข้มของฟิล์มกรองแสง มีประกาศยกเลิกไปนานแล้วจ้า

แล้วเราจำเป็นต้องติดฟิล์มที่มีความเข้มเท่าไหร่กัน
1. คำถามแรก >> ต้องการความเป็นส่วนตัวแค่ไหน
หากต้องการความเป็นส่วนตัวมาก ก็ชี้นิ้วไปที่ บานหน้า 60% รอบคัน 80%

2. คำถามที่สอง >> ส่วนใหญ่ขับรถเวลาไหนเป็นหลัก กลางวัน หรือ กลางคืน

ถ้าขับกลางวันเป็นหลัก นานนนนนนๆๆ จะไปตระเวนราตรีสักครั้ง ก็เลือก บานหน้า 60% รอบคัน 80% หรือจะ 60% รอบคันก็ไม่ติดขัด แต่ถ้าเดินทางก่อนไก่โห่ กลับหลังไก่เข้าเล้า ชี้ไปเลย บานหน้า 40% รอบคัน 60%

3. คำถามสุดท้าย >> สายตาท่านดีแค่ไหน

ถ้าเพื่อน ๆ ยังมั่นใจว่าได้รับสารอาหารบำรุงสายตาที่เพียงพอ และไฟหน้ารถของเพื่อน ๆ สว่างจนรถที่ขับสวนทางมาแอบค้อนใส่ จัดไป บานหน้า 60% รอบคัน 80% แต่ถ้าเพื่อน ๆถึงวัยที่ต้องใส่แว่นเลนส์ progressive แล้วไม่ต้องคิดมากติด บานหน้า 40% รอบคัน 60%

ฟิล์มติดรถยนต์

A-X-L โคตรหมาเหล็ก เพื่อนรู้ใจสี่ขาของมนุษย์ ปัญญาประดิษฐ์อันล้ำสมัย

เนื้อเรื่อง A-X-L โคตรหมาเหล็ก เพื่อนรู้ใจสี่ขาของมนุษย์กำลังมีการพัฒนาไปอีกระดับ “แอคเซล” ยุทโธปกรณ์ทางการทหารล่าสุดที่มีลักษณะคล้ายกับสุนัข มันคือเครื่องจักรสังหารประสิทธิภาพสูงเพียบพร้อมไปด้วยอาวุธสังหารและความสามารถในการเคลื่อนที่อันฉับไว รวมถึง ปัญญาประดิษฐ์ อันล้ำสมัย แต่ชะตากรรมของเครื่องจักรสังหารตัวนี้ก็ได้เปลี่ยนไปตลอดกาลเมื่อมันได้พบกับ ไมลส์ (อเล็กซ์ นิวสแตเทอร์) เด็กหนุ่มผู้ชื่นชอบการขี่มอเตอร์ไซด์ผาดโผน ผู้กลายเป็นทั้งเพื่อนและเจ้าของแต่นักวิทยาศาสตร์ที่สร้างแอคเซลต้องการนำตัวมันกลับมา ไมลส์จึงต้องร่วมมือกับ ซาร่า (เบ็คกี้ จี) เพื่อนสาวสุดเปรื่องเพื่อปกป้องไม่ให้เพื่อนซี้สี่ขาตัวใหม่ของเขาต้องกลายเป็นเครื่องจักรสงคราม!!!

เป็นหนังที่ไม่มีอะไรใหม่ๆ หรือล้ำๆเท่าไหร่ แต่ผมก็ชอบกับรายละเอียดในหนังเรื่องนี้หลายอย่าง คือปกติถ้าจะเปิดตัวหมาหุ่นยนต์สเปคเทพ ระบบความคิดอ่าน และอุปกรณ์ในตัวหมาจะต้องเจ๋งกว่านี้ แต่หนังเรื่องนี้กลับเลือกที่จะใช้เทคโนโลยีที่ดูเป็นไปได้ในปัจจุบัน และมาเล่นที่ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับ AI ที่เป็นหมาหุ่นยนต์มากกว่า

หนังเรื่องนี้จึงเหมือนนักวัยรุ่นทั่วไป ที่วัยรุ่นมีหมาคู่ใจ แต่มีความผาดโผนกว่า ฉากแอคชั่นมีไม่เยอะ หลายฉากในตัวอย่างก็เหมือนจะโชว์ของไปแล้วนิดๆ อาจจะเรียกว่าหนังเชยไปก็ได้ แต่ส่วนตัวมองว่าคนสร้างน่าจะจงใจทำให้มันดูเป็นหนังระหว่างหมาหุ่นยนต์ กับ คนมากกว่าที่จะเป็นหนังสงคราม ซึ่งหนังพยายามนำเสนอได้น่าสนใจอยู่ (ผมก็ไม่ค่อยได้ดูหนังคนกับหมามานานมากแล้วเหมือนกัน อาจจะตั้งแต่ AIR BUD นู่นเลย)

แม้หนังจะไม่ได้คาดเดายาก จะเรียกว่าเป็นหนังสูตรก็ได้ แต่มันก็เป็นหนังสูตรที่ดูเพลินเรื่องนึงเลย คือมันไม่มีรายละเอียดส่วนไหนที่แย่ CG ก็เนียนใช้ได้ ตัวบทเกี่ยวกับแอคเซลก็ ดูเป็น AI/หมาที่ฉลาดพลิกแพลงเท่าที่จะสามารถเป็นไปได้ภายใต้ข้อจำกัดที่มี

ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง

รีวิว Interstellar ทะยานดาวกู้โลก นำแสดงโดยแมทธิว แม็คคอนอเฮย์

รีวิว Interstellar ผลงานจากผู้สร้างฯ ชื่อดัง คริสโตเฟอร์ โนแลน (ภาพยนตร์เรื่อง “The Dark Knight”, “Inception”) กำกับนักแสดงระดับโลกในภาพยนตร์เรื่อง “Interstellar” เมื่อโลกเข้าสู่ห้วงสุดท้ายในยุคเรา ทีมนักสำรวจต้องรับภารกิจที่สำคัญสุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โดยการเดินทางสู่กาแล็คซี่อันไกลโพ้น เพื่อค้นหาความเป็นไปได้ว่าในอนาคตมนุษยชาติอยู่ท่ามกลางดวงดาวได้หรือไม่

ภาพยนตร์เรื่อง “Interstellar” นำแสดงโดยแมทธิว แม็คคอนอเฮย์ เจ้าของรางวัล Oscar (“Dallas Buyers Club”), แอนน์ แฮทธะเวย์ เจ้าของรางวัล Oscar “Les Miserables”), เจสสิก้า แชสเทน ผู้เข้าชิงรางวัล Oscar (“Zero Dark Thirty”), บิล เออร์วิน (“Rachel Getting Married”), เอลเลน เบอร์สติน เจ้าของรางวัล Oscar (“Alice Doesn’t Live Here Anymore”) และไมเคิล เคน เจ้าของรางวัล Oscar (“The Cider House Rules”) นักแสดงคนสำคัญคนอื่นยังรวมถึงเวส เบนต์ลีย์, แคซีย์ เอฟเฟล็ค, เดวิด ไกอาซี่, แม็คเคนซี่ ฟอย และ โทเฟอร์ เกรซ และ เดวิด จีอาซี่

กำกับฯ โดย คริสโตเฟอร์ โนแลน เขียนบทฯ โดย โจนาธาน โนแลน และ คริสโตเฟอร์ โนแลน ภาพยนตร์เรื่อง “Interstellar” อำนวยการสร้างฯ โดย เอ็มม่า โธมัส, คริสโตเฟอร์ โนแลน และ ลินดา ออบต์ อำนวยการสร้างบริหารฯ โดย จอร์แดน โกลด์เบิร์ก, เจค ไมเยอร์ส, คิป ธอร์น และ โธมัส ทุล

ทีมงานเบื้องหลังของโนแลนนำโดยผู้กำกับภาพ ฮอยต์ แวน ฮอยทีมา (“Her”), ผู้ออกแบบฉากที่เข้าชองรางวัล Oscar นาธาน โครว์เลย์ (“The Dark Knight”), ผู้ลำดับภาพที่เข้าชิงรางวัล Oscar ลี สมิธ (“The Dark Knight”) และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายที่เข้าชิงรางวัล Oscar แมรี่ โซเฟรียส์ (“True Grit”) เพลงประกอบภาพยนตร์โดย ฮานส์ ซิมเมอร์ เจ้าของรางวัล Oscar (ภาพยนตร์ไตรภาค “The Dark Knight”, “The Lion King”) พอล แฟรงค์ลิน เจ้าของรางวัล Oscar (“Inception”) ควบคุมวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ และสก็อตต์ ฟิสเชอร์ (“The Dark Knight Rises”) ควบคุมสเปเชียลเอ็ฟเฟ็กต์

ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง

รีวิว Strike Back Season 7 ภารกิจสุดท้ายที่มีเงินเป็นเดิมพัน

Strike Back Season 7 Strike Back อยู่ในภารกิจสุดท้าย (อีกครั้ง) ดังนั้นเงินเดิมพันจึงสูงขึ้นกว่าเดิมสำหรับซีรีส์แอ็คชั่นของCinemaxซึ่งเป็นซีรีส์ทีวีที่มีการประเมินต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกใจเลยที่ Strike Backซีซั่น 7 ตอนที่ 1 จะยกระดับการกระทำขึ้นสู่ระดับใหม่ทันที ความตกใจนั้นมาจากการชกต่อยทางอารมณ์ของตอน

แก๊งทั้งหมดอยู่ที่นี่: Thomas“ Mac” McAllister ( Warren Brown ), Gracie Novin (Alin Sumarwata), Samuel Wyatt (Daniel MacPherson), Manisha Chetri (Varada Sethu) และ Alexander Coltrane (Jamie Bamber) พวกเขาถูกส่งไปเพื่อช่วยนักวิทยาศาสตร์จากเงื้อมมือของศัตรู แต่สิ่งต่าง ๆ ก็รีบร้อนไปทางใต้เมื่อ Coltrane ตั้งใจจะประหารชีวิตเธอแทน และจากจุดนั้นStrike Back จะยิงช็อตทางศีลธรรมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ซีรีส์นี้กัดเล็บอย่างแน่นอน

เช่นเดียวกับซีซั่นสุดท้ายหลาย ๆ ซีซั่นนี้มีคลื่นใต้น้ำที่ชัดเจนว่าวงแตกในตอนท้ายของมัน นี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เมื่อรายการทีวีใด ๆ จบลงผู้เขียนจะต้องทำให้ตัวละครของพวกเขาไปถึงจุดที่มีการปิดตัวลงมิฉะนั้นจะไม่มีตอนจบที่แท้จริง แต่วิธีการที่ชุดนี้จับมันเป็นชนิดของที่ยอดเยี่ยมและไม่ซ้ำกันตีกลับ ไม่มีใครจะลงเอยด้วยการจิบมาการิต้าบนชายหาดที่รีสอร์ทสไตล์เม็กซิกันในตอนท้ายแม้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะสมควรได้รับก็ตาม แต่ทุกคนมีทางเลือกให้เลือกและเกือบจะเป็นราคาที่ต้องจ่าย สามารถติดตามรับชมต่อได้ใน ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง

รีวิว The Wrath นางอาฆาต สาวคนหนึ่งที่ต้องไปเป็นสะใภ้ของตระกูลที่ยิ่งใหญ่

รีวิว The Wrath นางอาฆาต เป็นเรื่องราวของสาวคนหนึ่งที่ต้องไปเป็นสะใภ้ของตระกูลที่ยิ่งใหญ่ แต่กลับต้องเจอเรื่องราวลึกลับ กับการมาปรากฏตัวของผีร้ายที่มาหลอกหลอนตระกูลนี้อย่างไม่หยุดหย่อน ถามว่าน่ากลัวไหม ส่วนตัวคิดว่าไม่นะ อาจมีตกใจบ้างบางจังหวะ แต่ไม่กลัว ไม่หลอนเลย รับรองว่าไม่มีฉากที่ต้องเก็บไปคิดแน่นอน

สิ่งแรกที่ชอบเลยก็คือเสียงของผี พวกเสียงกระซิบหรือ “เสียงร้องไห้ เสียงหัวเราะ” แต่ว่าเสียงอื่น กลับทำออกมาได้แย่มาก เช่น เสียงกระทบของร่างกาย เสียงดาบฟัน แต่อีกหนึ่งสิ่งที่น่าชื่นชมคือแม่ใหญ่ของตระกูล ที่เล่นได้น่าหมั่นไส้ และเป็นคนคอยพยุงหนังให้อยู่ตลอดรอดฝั่งได้

หนังเต็มไปด้วยฉากเชยๆ ของหนังผีในอดีต เช่น มีการใช้ควันเอย ใช้สีแทนการปรากฏตัวของผีเอย จริงๆ ชอบนะการเคารพต้นฉบับ หรือจงใจใช้แนวทางเชยๆ ในอดีต นอกเหนือจากนั้นแล้วโครงเรื่องยังโหวงๆ ไม่มีเหตุผลมารองรับเหตุการณ์ต่างๆ เท่าที่ควร เกิดคำถามคาใจเต็มไปหมด

ถ้าอยากลองพิสูจน์ต้องไปดูเองในโรงภาพยนตร์ แต่พูดขนาดนี้แล้ว ก็ไม่ควรพูดซ้ำอีก แต่ถ้าใครอยากรู้มันแย่อย่างที่พูดหรือเปล่า ให้คุณนั้นลองไปสัมผัสเอง รับรองเลยว่าคุณจะไม่กลับไปฝันถึงแน่นอน ก็มันไม่ได้น่ากลัวอะไร คือ ที่ไปดูเพราะตัวอย่างหนังมันน่าดูมากจริงๆ อ่ะ แต่ถ้าอยากไปเสพหนังรีเมคเก่าๆ ก็แนะนำให้ไปดูนะคะ ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง

รีวิว Captain Marvel (2019) แครอล แดนเวอร์ส นักบินมือโปร

รีวิว Captain Marvel (2019) แครอล แดนเวอร์ส นักบินมือโปร แห่งกองทัพสหรัฐฯ ที่กลายมาเป็นหนึ่งในฮีโร่ที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาล ขณะที่โลกต้องติดอยู่ท่ามกลางสงครามกาแล็กซี่ระหว่างเอเลี่ยน 2 เผ่าพันธุ์

ส่วนตัวผมชอบครึ่งแรกน้อยกว่าที่คาดไว้ครับ สิ่งที่ทำให้ผมเพลินกับ CM ได้ตลอดทั้งเรื่องคือมุขตลกที่ใส่เข้ามาเรื่อยๆ เหมือนหนังมาร์เวลเรื่องอื่นๆ และก็การแสดงดีๆ ของ Larson กับ Jackson ที่เล่นได้เข้ากันดีมาก แต่นอกจากนั้นผมไปกับหนังได้เรื่อยๆ ครับ ฉากแอคชั่นก็มีแบบยิบๆ ยับๆ พอหอมปากหอมคอ ไม่ได้รู้สึกว่าหนังถ่ายทอดเรื่องราวออกมาแย่จนดูไม่ได้ แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าหนังยังห่างไกลมาตรฐานหนังมาร์เวลหลายไมล์สเลยครับ

ผมมารู้สึกไปกับเรื่องราวแบบจริงจังช่วงครึ่งหลังครับ ช่วงที่มีการขมวดปมตัวละครนั่นแหละ และก็มีงานแอคชั่นที่ใหญ่ยักษ์ตามที่คาดไว้ แต่ขอพูดว่า “ใหญ่แบบกั๊กๆ” ดีกว่า หนังมีการขยายสเกลฉากแอคชั่นเพิ่มขึ้นจากหนังเดี่ยวมาร์เวลเรื่องอื่นๆ แต่ก็ยังรู้สึกว่ายังไม่ว้าวเต็มที่เท่านั้น ส่วนนี้ผมเข้าใจนะว่าผกก. จงใจไม่อยากให้ฉากแอคชั่นดูใหญ่เกินเหตุเพราะไม่งั้นเราจะไม่รู้สึกร่วมกับหนังแน่นอน และก็ไม่เจตนาให้มันใหญ่เทียบ Avengers มาก เพราะไม่งั้น Endgame ที่จะเข้าตามหลังนี่จืดแน่นอน

Larson ดูเหมาะมากๆ ในบททหารอากาศที่ขรึมๆ และแข็งแรงครับ พอถึงช่วงที่เธอต้องโชว์บทเปราะบาง เธอก็ทำได้ดี ถึงแม้เธอจะไม่ได้ทำหน้าที่ได้สุดยอด แต่ผมคิดว่าเธอเก่งจนน่าปรบมือครับ Jackson ก็ยังเป็นนิค ฟิวรี่ได้ดี ในเรื่องนี้เราจะได้เห็นมุมหนุ่มเพลย์บอยของแกด้วย #น่ารัก555 นักแสดงท่านอื่นผมมองว่าก็ทำหน้าที่ได้ดีครับ งาน CGI ก็ละลานตาครับ ดนตรีก็ใช้ได้ในระดับนึงเลย

ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง