รีวิว The Irishman การเดินทางของแก๊งสเตอร์คนสุดท้าย

รีวิว The Irishman การเดินทางของแก๊งสเตอร์คนสุดท้าย เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังเหมือนกันนะครับที่ The Irishman หนังเรื่องล่าสุดของ มาร์ติน สกอร์เซซี ผู้กำกับรุ่นลายครามไม่ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์อย่างที่ควรจะเป็น แต่ไปลงในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง Netflix แทน ถ้าจำไม่ผิดปีที่แล้วก็มีหนังที่คล้ายๆ กันแบบนี้ (หมายถึงเป็นหนังที่ทำมาสำหรับชมในโรงภาพยนตร์แต่มาลงที่แพลตฟอร์มออนไลน์) อย่าง Roma ของ อัลฟอนโซ กัวร็อง เหมือนกันครับ แต่กรณีของ Roma ยังดีหน่อยที่ยังได้ฉายในโรงบ้าง แต่สำหรับ The Irishman นี่น่าจะยากครับเพราะหนังมีความยาวสามชั่วโมงกว่า และคงไม่มีโรงไหนกล้าเสียรอบฉายให้หนังเรื่องนี้ลงโรงเป็นแน่

ประเด็นนี้กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่น่าจับตามองขึ้นทุกทีและทุกปีนะครับ อยู่ๆ หนังที่ควรจะได้รับชมในสถานที่อันเหมาะสมอย่างโรงภาพยนตร์กลับมาอยู่ในแพลตฟอร์มที่, อย่างแย่ที่สุดดูผ่านสมาร์ทโฟนก็ยังได้เฉยเลย (แต่ไม่แนะนำนะครับ) เร็วๆ นี้ สกอร์เซซี เองก็เพิ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมการดูหนังที่เปลี่ยนไป และถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมการดูหนังแบบฉาบฉวยอันมาจากความสำเร็จของหนัง ซูเปอร์ ฮีโร่ ซึ่งผมอ่านที่ สกอร์เซซี แกว่าไว้ก็เห็นด้วยทุกประการครับ แต่ไอ้เราก็ดันเป็นคนดูหนังฮีโร่ซะด้วย แถมดูเยอะอยู่เหมือนกัน ก็เลยได้แต่อ่านไปกระพริบตาปริบๆ ไป

คนอื่นเป็นยังไงผมไม่รู้นะครับ แต่ผมไม่คิดว่าตัวเองจะหลงใหลไปกับหนังซูเปอร์ฮีโร่ขนาดนั้น ดูเพื่อความบันเทิงเท่านั้น (สำหรับผมนี่อาจจะเพิ่มเรื่องดูเพื่อเอามาเขียนต้นฉบับด้วยอีกประการหนึ่ง) แต่สุดท้ายหนังซูเปอร์ฮีโร่ก็ไม่ใกล้เคียงกับการเป็นหนังที่มีคุณค่า ให้ความอิ่มเอมใจ ให้ผู้ชมได้ใคร่ครวญพิจารณา หรือแม้แต่พาผู้ชมไปอีกระดับหนึ่งแบบที่หนังที่ดีควรจะเป็น อันนี้ผมพูดถึงหนังซูเปอร์ฮีโร่แบบรวมๆ นะครับ

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ The Irishman ไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์ แต่ในดีมีเสีย ในเสียก็ย่อมมีเรื่องดีครับ เพราะถ้าไม่ใช่สตรีมมิ่งแพลตฟอร์มอย่าง Netflix มาออกเงินให้ ก็คงไม่มีสตูดิโอไหนกล้าควัก 150 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐฯ ให้ลุงแกทำหนังเรื่องนี้เหมือนกัน และถ้าไม่มีโปรเจกต์นี้ เราก็คงไม่ได้ดูหนังแก๊งสเตอร์มาเฟีย ยี่ห้อ สกอร์เซซี อีก เพราะฉะนั้น อาจจะเสียอรรถรสไปบ้างแต่แลกกับได้ดู The Irishman ผมว่าก็โอเคอยู่ดี

รีวิว 6 Underground รวมกลุ่มคนที่ทนความอยุติธรรมบนโลกนี้ไม่ได้

รีวิว 6 Underground โทนี่ สตาร์ก เรื่องย่อ พวกเขาคือกลุ่มคนที่ทนความอยุติธรรมบนโลกนี้ไม่ได้ เมื่อกฎหมายลงโทษคนชั่วที่แท้จริงไม่ไหว เศรษฐีหนุ่มจึงแกล้งสร้างสถานการณ์ให้ตนเองตาย และรวมสมัครพรรคพวกอีก 5 คนซึ่งต่างความสามารถต่างที่มาแต่อุดมการณ์เดียวกัน มาร่วมตายจากโลกใบนี้และเกิดใหม่ในฐานะฮีโรใต้ดินที่แทนชื่อตัวด้วยหมายเลข เพื่อออกขจัดความชั่วร้ายในโลกนี้

หนังเน็ตฟลิกซ์เรื่องนี้เป็นที่จับตามองตั้งแต่ชื่อทีมสร้างถูกประกาศ โดยไม่ต้องสนใจพลอตมากมายนัก ไล่ไปตั้งแต่นักแสดงนำใหญ่หนึ่งเดียวของหนังอย่าง มิสเตอร์เดดพูล ไรอัน เรย์โนลด์ ที่มาร่วมงานกับผู้กำกับมากผลงานอลังการผลาญทรัพยากรบู๊อย่าง ไมเคิล เบย์ ในโพรเจกต์ที่เน็ตฟลิกซ์ควักกระเป๋าให้ทุนสูงถึง 150 ล้านเหรียญ เพื่อเนรมิตหนังบล็อกบัสเตอร์แบบที่การันตีอันดับต้น ๆ ในตารางบ็อกซ์ออฟฟิศได้สบาย (ถ้าฉายโรง) แล้วเอามาให้ลงบริการสตรีมมิ่ง เพื่อแสดงศักยภาพว่าเน็ตฟลิกซ์เป็นมากกว่าบริการดูหนังออนไลน์ แต่มันคือค่ายหนังใหญ่ที่มีพลังพอ ๆ กับค่ายหนังโรงยักษ์ใหญ่ทั้งหลายด้วย

จริง ๆ ก็เป็นคำถามตั้งแต่แรก ๆ ล่ะ ไมเคิล เบย์ อาจเป็นผู้กำกับที่ฉกาจในการตีหนังเป็นภาพมีสไตล์ รังสรรค์ฉากบู๊ที่สวยติดตา และสดใหม่จนติดใจคอบู๊มานักต่อนัก แต่จุดพร่องของเขาก็คือการวางเนื้อเรื่องหลวมโพรก บางครั้งก็ไม่สนตรรกะอะไรอีกเลย จนคนดูมักได้ล้อได้แซวอยู่เสมอ แต่งานนี้เขาได้ยาขจัดความกาวของหนังตัวเองได้ดี นั่นคือกาวชั้นดีมียี่ห้อเกรดสูงอย่าง เรตต์ รีส และ พอล เวอร์นิก มือเขียนบทสุดฮาบันเทิงจากหนัง Deadpool และ Zombieland ทั้ง 2 ภาค ที่ติดสอยห้อยตามไรอัน เรย์โนลด์ มาเขียนโครงสร้างหนังได้อย่างมีระเบียบ มีชั้นเชิงการเล่าที่น่าสนใจ ด้วยการเปิดกลุ่มตัวละครแบบไม่ลำดับเวลา ตัดสลับภารกิจปัจจุบันที่อิตาลีในการชิงดวงตาของทนายความจอมฉ้อฉลของจอมเผด็จการเพื่อเอามาสแกนเปิดโทรศัพท์ที่เชื่อมกับฐานข้อมูลความลับทั้งหลาย กับอดีตและที่มาที่ไปรวมถึงความเชี่ยวชาญของสมาชิกกลุ่มแต่ละคน ที่แทนตัวด้วยหมายเลข ทำให้เราเห็นโครงร่างว่านี่ไม่ใช่หนังทีมรวมยอดคนธรรมดา แต่มันมีความน่าสนใจในตัวเองแต่ละคนมากกว่านั้น

ด้วยความยียวนของมือเขียนบท ต้องบอกว่าหนังฉลาดในการสร้างปมประเด็น เพราะมันไม่ได้ต้องลงลึกจนซีเรียส แต่ก็มีเนื้อหนังให้เรื่องดูจับต้องได้จริง และปล่อยพื้นที่ที่เหลือให้ไมเคิล เบย์ใส่จินตนาการความสดใหม่ของเขาลงไปได้อย่างเต็มที่ ทำให้มันกลายเป็นหนังไมเคิล เบย์ ในฉบับที่ลงตัว ไม่พร่องไม่ล้น จนน่าเสียดายว่าถ้าได้ฉายในระบบการฉายดี ๆ เสียงกระหึ่ม ๆ จอใหญ่ ๆ กับงานภาพระเบิดตูมตามโชว์สถาปัตยกรรมหลายที่ มันคงจะฟินไม่น้อยทีเดียว

ความกวนทีนของหนังยังเป็นอะไรที่ต้องขอชื่นชมแบบลงรายละเอียดเลยทีเดียว มันกวนมาตั้งแต่คอนเซปต์ของเรื่อง เราอาจชินกับหนังบู๊ระดับตำนานที่มักว่าด้วยฝั่งพระเอก 7 คนที่มักต้องเข้าไปช่วยเหลือหมู่บ้านหนึ่งที่ห่างไกลจากการคุกคามโดยคนชั่วที่มีอำนาจหรืออาวุธ ไม่ว่าจะ Seven Samurai (1954) หรือ The Magnificent Seven (1960) หรือหนังไทยอย่าง 7 ประจัญบาน เองก็ตาม แต่กับ 6 Underground มันไปเหนือกว่าด้วยการคารวะหนังชั้นครูเหล่านั้นด้วยการมีสมาชิกหมายเลข 7 แต่มีกันแค่ 6 คน และไม่ใช่แค่จำนวนน้อยกว่า ภารกิจของพวกเขาก็ทะเยอทะยานไปหนักมากกว่าเพราะไม่ใช่การช่วยหมู่บ้านยากจนเท่านั้น แต่พวกเขาต้องปลดปล่อยประเทศเทอร์กิสถานจากการปกครองของเผด็จการนายพลโรวัค ศัตรูที่มีความฉลาด ไม่ไว้ใจใคร โหดเหี้ยมและมีชั้นเชิง รวมถึงอุดมการณ์หนุนจิตด้านชั่วที่พอดิบพอดี (ฉากถกประเด็นจากละครเวทีของเชกสเปียร์กับพระเอกสร้างมิติตัวละครขึ้นมาเลย) สำหรับคนดูมันก็เว่อมั้ยล่ะการปลดปล่อยประเทศด้วยคนเพียง 6 คน แต่ตารีสกับเวอร์นิกก็ทำบทที่เราเออออไปด้วยได้ตลอดเรื่อง ต้องยอมรับเลยว่าหนังรอดส่วนหนึ่งเพราะบทจริง ๆ

บทยังช่วยให้บทสนทนาไม่แห้งแล้งด้วย เพราะมันมาทั้งมุกคำพูดหนัง มุกคำพูดจากเนื้อเพลง และยังเอากิมมิกจากป๊อปมีเดียต่าง ๆ มาเล่นอย่างมันมือ ไม่ว่าจะเสียงทดสอบระบบ THX ที่เราคุ้นชินกลับเป็นอาวุธทรงพลัง เสียงซาวด์เอฟเฟกต์รถที่ชนพลิกแบบสโลว์แต่ใส่เสียงจากหนัง Transformers มา ตลอดจนมุกตลกร้ายที่ถนัดกันทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะมือเขียนบท หรือการด้นสดจากไรอัน เรย์โนลด์เองก็ตาม สนุกมาก ถ้าเนิร์ดหนังเนิร์ดเพลงด้วยยิ่งสนุก ฉากแนะนำตัวละครหมายเลข 4 ต้องบอกว่าครีเอตฉากล้อหนังเรื่องหนึ่งที่เรารู้จักดีได้โหดมาก

รีวิว Black Christmas คริสต์มาส ประเด็นสิทธิสตรีมาแรง

รีวิว Black Christmas คริสต์มาส ปาดคอ 2019 ถือเป็นปีที่ประเด็นสิทธิสตรีมาแรงมาก ก่อนหน้านี้ Charlie’s Angels เวอร์ชั่นล่าสุด ได้เปลี่ยนมุมมองหนังใหม่ให้ตัวละครกลายเป็นผู้หญิงแกร่ง ไม่ง้อผู้ชาย เป็นหนังเพื่อนหญิงพลังหญิงอย่างแท้จริง แต่น่าเสียดายการที่หนังมัวแต่ห่วงพะวงอยู่แต่ก็นำเสนอประเด็นดังกล่าวจน หลงลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในหนังแอ็คชั่นสายลับ คือความสนุก ตื่นเต้น และทำให้ตัวละครในเรื่องน่าเอาอกเอาใจช่วยต่างหาก

ย้อนกลับไปใน Black Christmas เวอร์ชั่นปี 1974 และปี 2006 ต่างเป็นหนังสยองขวัญไล่เชือดเรต R ที่เน้นความโหด เมื่อบรรดาตัวละครหญิงสาวต้องหนีตายจากฆาตกรลึกลับจนคนดูต้องเอาใจช่วยว่า “ใคร” จะเหลือรอดเป็นคนสุดท้าย

ทว่าสำหรับเวอร์ชั่นล่าสุดหนังเลือกจะเปิดประเด็นมาที่ตัวละครเอกอย่างไรลีย์ (อิโมเกน พุ้ทส์) ซึ่งหนังเผยให้คนดูเข้าใจว่า เธอเคยตกเป็นเหยื่อของการคุกคามทางเพศจากนักศึกษาชายร่วมสถาบันเมื่อปีก่อน แต่ข่าวคาวของเธอกลายเป็นเรื่องซุบซิบนินทาของเหล่านักเรียนในมหาวิทยาลัยฮอว์ธอร์น ส่งผลให้ไรลีย์ต้องเผชิญกับ “สายตา” ที่มองเธอด้วยคำถามอยู่ตลอดเวลา

ท่ามกลางบรรยากาศช่วงหยุดยาววันคริสต์มาสทำให้นักศึกษาหลายคนที่ไม่ได้เดินทางกลับบ้านในเวลานี้ ต้องอยู่ฉลองเทศกาลกับเพื่อนฝูง ทว่าจู่ๆไรลีย์ก็เริ่มสังเกตได้ถึงความไม่ชอบมาพากล ตั้งแต่ที่เธอเห็นกลุ่มนักเรียนชายของสโมสรในมหาวิทยาลัยกำลังรวมตัวกันเพื่อประกอบพิธีกรรมอันแสนแปลกประหลาด เพื่อนสาวร่วมสโมสรเดียวกัน ซึ่งไม่สามารถติดต่อได้และหายตัวไปอย่างลึกลับ ไรลีย์จึงสังหรณ์ใจว่าน่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น ต่อมาไม่นาน ในค่ำคืนวันคริสต์มาสไรลีย์และเพื่อนนักศึกษาหญิงถูกจู่โจมจากฆาตกรลึกลับ ทำให้พวกเธอต้องหนีเอาชีวิตรอด

น่าเสียดายที่หนังในเวอร์ชั่นปี 2019 ตั้งใจจะทำหนังเป็นเรต PG-13 นั่นหมายความว่าหนังลดความรุนแรงลด เราไม่ได้เห็นเลือดของตัวละครที่ตกเป็นเหยื่อ ฉากที่ฆาตกรจู่โจมก็กลายเป็นฉากวับๆแวมๆ ที่อาศัยการตัดต่อเปลี่ยนฉากไปอย่างรวดเร็วแค่เพียงพริบตา แถมจังหวะในการทำให้คนดูรู้สึกลุ้นและอยากจะเอาใจช่วยตัวละครก็มีน้อยเสียจนเราตั้งคำถามว่า ตกลงเรามาดูหนังตื่นเต้น ระทึกขวัญ หรือมานั่งดูตัวละครผู้หญิงมัวแต่เรียกร้องสิทธิสตรีกันแน่

การจะทำหนังใส่ประเด็นทางสังคมนั้นไม่ใช่เรื่องผิด จริงๆแล้วมันเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยเพิ่มคุณค่าให้หนังเรื่องนั้นๆมีอะไรที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่เพียงความบันเทิงชั่วครู่ชั่วยาม แต่สิ่งที่ Black Chirstmas กำลังทำอยู่นั้นคือการยัดเยียดประเด็นมาแบบเกินพอดี และหลงลืมไปว่าคนดูต้องการอะไรในหนังฆาตกรโรคจิตไล่ล่าเหยื่อ นั่นคือความตื่นเต้น เร้าอารมณ์ ไม่ใช่ฉากตัวละครหญิงฟอร์มทีมกันเป็นอเวนเจอร์! มันไม่ใช่และผิดที่ผิดทางอย่างไม่น่าให้อภัยด้วยประการทั้งปวง!

รีวิว I Am Jonas รักในรอยจำ เรื่องของ โจนาส วัยรุ่นเมื่อวันวาน

รีวิว I Am Jonas รักในรอยจำ เรื่องของ โจนาส วัยรุ่นเมื่อวันวาน ผู้ใหญ่ในวันนี้ คือวัยรุ่นเมื่อวันวาน เช่นเดียวกันกับโจนาส (Félix Maritaud) เกย์หนุ่มอารมณ์ร้อน ประกอบอาชีพผู้ช่วยพยาบาลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ยามวิกาลเขาชอบออกไปเตร็ดเตร่บาร์เกย์ที่ชื่อ Boy Paradiseและพลอดรักกับชายแปลกหน้าอยู่บ่อยครั้ง ด้วยความขี้หงุดหงิดและเสพย์ติดความรุนแรง โจนาสจึงมักจะมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับเกย์คนอื่นอยู่เสมอ

หนังอาศัยการตัดสลับช่วงชีวิตในวัยรุ่นของโจนาสในช่วงปี 1997 เขาดูเป็นวัยรุ่นขี้อาย ชอบปลีกตัว จนกระทั่งเขาได้พบกับนักเรียนที่ย้ายมาใหม่อย่างนาตอง (Tommy-Lee Baïk) ซึ่งดูเป็นหนุ่มหัวขบถ ขี้เล่น ได้พยายามตีซี้กับโจนาส

กลับมาที่โจนาสวัยผู้ใหญ่ที่ดูเป็นด้านกลับตาลปัตร อย่างสิ้นเชิงกับวัยเด็กจนนำไปสู่คำถามที่ว่า “อะไร” ทำให้เกย์หนุ่มคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้ ระหว่างที่ผู้ชมได้รับเบาะแสที่ละเล็กทีละน้อยเพื่อปะติดปะต่อเรื่องราว หนังก็ทำให้เราเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างโจนาสและนาตองในวัยเด็กนั้น เป็นความรักครั้งแรกที่สวยงาม เต็มไปด้วยความสุขในแบบหนุ่มสาวที่ไม่มีอะไรมาขวางกั้น แต่การตัดสินใจที่คึกคะนองและปราศจากการยั้งคิดอาจจะนำมาซึ่งบทเรียนอันแสนยิ่งใหญ่และกลายเป็นตราบาปในชีวิตไปเลยก็ได้เช่นกัน

“เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด” เป็นคำกล่าวที่ใช้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับโจนาสได้เป็นอย่างดี แต่การที่เขามัวแต่ยึดติดกับอดีตที่ไม่มีวันหวนคืนและไม่ยอมจะก้าวเดินต่อ ทำให้ชีวิตของเขาประสบความล้มเหลว สิ่งที่เขาพยายามจะทำในช่วงชีวิตวัยผู้ใหญ่คือการพยายามเดินทางกลับไปที่จุดเริ่มต้นของรอยแผลทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิต แม้จะแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยโจนาสก็รู้สึกได้ปลดปล่อยความรู้สึกที่เขาเก็บงำกับตัวเองมาตลอดชีวิตเสียที

ความรักของโจนาสใน วัยเด็ก จึงไม่ต่างอะไรจาก “รักในรอยจำ” ที่คงไม่ทางลบเลือนและไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกนอกจากจะยอมรับและก้าวต่อไปเท่านั้น

รีวิว Horse Girl ตัวคนเดียวจนใกล้บ้า เรื่องของซาร่าห์พนักงานสาว

รีวิว Horse Girl ตัวคนเดียวจนใกล้บ้า ซาร่าห์พนักงานสาวในร้านสะดวกซื้อ ผู้ถือเป็นคนหาเช้ากินค่ำ เธอมีงานอดิเรกเป็นงานเย็บปักถักร้อย และยามว่างเธอมักจะหวนระลึกถึงแม่ผู้จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ซาร่าห์มีความผูกพันกับม้าสุดที่รักซึ่งเธอเติบโตมากับมัน จึงถือได้ว่าม้านั้นเป็นสิ่งที่เชื่อมโยง “กาลเวลา” จากอดีตถึงปัจจุบัน

กระทั่งวันหนึ่งซาร่าห์เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เมื่อเธอหลับฝันและพบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องสีขาวเรืองแสงเปิดโล่งราวกับว่าตัวเองนอนอยู่ในยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว เหตุการณ์ประหลาดเริ่มทวีความพิลึกพิลั่นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อซาร่าห์เกิดอาการนอนละเมอและเดินออกจากห้องไปหยุดอยู่ตามตู้โทรศัพท์ อาการเหม่อลอยแบบไม่มีสาเหตุ ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังฝันถึงอดีตอันเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นกับแม่ของตัวเอง ระหว่างทางที่หนังได้นำเสนอปรากฏการณ์ต่างๆ ก็ชวนคนดูตั้งคำถามไปกับกับซาร่าห์ว่าตกลงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครนั้นเป็นเรื่องจริง หรือเป็นอาการทางจิตกันแน่

วิธีการนำเสนอเรื่องราวทั้งหมดของ Horse Girl เรียกได้ว่าเต็มไปด้วยความคลุมเครือและไม่มีอะไรชี้ชัดอย่างตรงไปตรงมา บางเหตุการณ์มีเค้าลางของความเลื่อนลอยดูเป็นความฝัน ในขณะที่บางเหตุการณ์ก็ดูจริงจนน่าขนลุก ซึ่งหนังจะไม่มีคำตอบใดๆให้คนดูจนกระทั่งฉากสุดท้ายของเรื่อง (ย้ำว่า ฉากสุดท้ายไม่กี่วินาทีก่อนจบจริงๆ) ที่คนดูจะได้เข้าใจเสียทีว่าสิ่งที่เราดูมาทั้งหมดคืออะไรกันแน่

Horse Girl เป็นผลงานการแสดง เขียนบท และอำนวยการสร้างโดย นางเอก อลิสัน บรี โดยเธอเลือกผู้กำกับอย่างเจฟฟ์ เบนา มาช่วยขับเคลื่อนเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งคงจะต้องบอกว่าตัวหนังก็มีกลิ่นของความเป็น “หนังส่วนตัว” ของผู้เล่าเยอะมากทีเดียว ซึ่งอลิสัน บรีเองก็คงอยากจะนำเสนอความคลุมเครือต่างๆในชีวิตมนุษย์ผ่านเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ อาการทางจิตที่บางครั้งก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ในสังคมปัจจุบัน

เมื่อเราเชื่อมโยงสิ่งที่ปรากฏอยู่ในหนังแล้ว เราจะพบว่าตัวเอกอย่างซาร่าห์เองคือตัวแทนของควคนเหงาในยุคปัจจุบันที่รู้สึกแปลกแยกแตกต่างออกจากสังคมที่เธอดำรงชีวิตอยู่ จนกระทั่งมีบางสิ่งให้เธอยึดเหนี่ยวจิตใจ (เรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ) เธอก็พร้อมจะกระโจนเข้าหามันโดยไม่สนใจผลกระทบที่จะตามมาเลยสักนิดเดียว นี่สินะอาจจะเป็นคำกล่าวที่ว่าเพราะความ “เหงา” ฆ่าเราให้ตายทั้งเป็นได้

รีวิว Guns Akimbo โทษที..มือพี่ไม่ว่าง หนังฉาก ยิง บู๊ระห่ำ

รีวิว Guns Akimbo โทษที..มือพี่ไม่ว่าง โดยหนังเปิดเรื่องมาด้วยฉากบู๊ระห่ำ ยิงกันหูดับตับไหม้ เพื่อแนะนำให้เรารู้จักกับตัวละคร นิกซ์ (ซามารา วีฟวิง) นักฆ่าสาวสุดเฉี่ยว โหด และโรคจิตแบบศรีธันยาคงเอาไม่อยู่ เธอกลายเป็นเบอร์หนึ่งของหมากในเกมสุดโหดที่จับคนมาฆ่ากันถ่ายทอดสดในนาม สกิสซึม โดยเหตุการณ์ข้างต้นบอกเล่าผ่าน ไมล์ส (แดเนียล แรดคลิฟฟ์) พนักงานบริษัทไอทีชีวิตบัดซบที่หาความตื่นเต้นจากเกมอำมหิตดัวกล่าว

จนกระทั่งความมือบอนของเขาทำให้เหล่าอาชญากรตัวเอ้แห่งสกิสซึมบุกมาถึงห้องแล้วตอกตะปูมือทั้งสองข้างของเขาเข้ากับปืนพร้อมกระสุนข้างละ 50 นัดโดย ไมล์ส ต้องตามฆ่า นิกซ์ ให้ได้ก่อนพวกมันจะกลับมาเจาะกระโหลกเขาแทน แถมความซวยยังมาเยือนเมื่อเขาต้องไปตามนัดกับ โนวา (นาตาชา หลิว บอร์ดิซโซ) หวานใจสุดสวยแถมยังต้องหลบห่ากระสุนจาก นิกซ์ ที่ได้ภารกิจให้ฆ่าเขาเพื่อแลกกับอิสรภาพเช่นกัน

จากตัวอย่างหนังเราคงพอเดา ๆ ได้แหละว่าผู้กำกับจะต้องผ่านงานสายสเปเชียล เอฟเฟกต์มาก่อน และก็จริงดังว่า เพราะ เจสัน เล โฮว์เดน เคยอยู่เบื้อหลังงานวิช่วลเอฟเฟกต์หนังดัง ๆ ทั้งหนังมาร์เวลอย่าง The Avengers (2012) หรือหนังชุด The Hobbit และด้วยความขยันทำหนังสั้นออกมาเพื่อลับฝีมืออยู่เนือง ๆ จนกระทั่งได้ทำหนังยาวเรื่องแรกอย่าง Deathgasm (2015) หนังร็อกเกอร์ปะทะปีศาจที่บ้าและกาวได้ใจคอหนังคัลต์ และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงเล่าเรื่องราวใน Guns Akimbo ได้บ้าระห่ำขนาดนี้

เอาเข้าจริงตัวพลอตเรื่องว่าด้วยการจับคนมาฆ่ากันก็ไม่ใช่ของใหม่ อย่างหนังสร้างชื่ออาร์โนลด์ ชวาร์ตเซเนกเกอร์ อย่าง Running Man ที่มีมาแต่ปี 1987 ก็ใช้พลอตดังกล่าวมาแล้วร่วม 30 ปีและมีหนังในแนวเดียวกันเดินตามมานับไม่ถ้วน ดังนั้นสิ่งที่เป็นไม้เด็ดจริง ๆ คือการสร้างคาแรกเตอร์ตัวละครและการกำกับให้หนังออกมาน่าตื่นเต้นและสดใหม่ของ เจสัน เล โฮว์เดน ที่คิดพลอตออกมากระเทาะเปลือกโลกโซเชียลที่เสพย์ติดความรุนแรงกันอย่างบ้าคลั่ง

ดังนั้นการที่หนังสร้างตัวละครไมลส์ให้กลายเป็นหนุ่มออฟฟิศขี้แพ้และใช้สกิสซึมเพื่อหลบหนีชีวิตเส็งเคร็งของตัวเองเลยเป็นการสร้างตัวละครที่คนส่วนใหญ่เชื่อมโยงได้ไม่ยาก และยิ่งหนังดำเนินเรื่องไปก็ยิ่งทำให้เห็นว่าบรรดาคนที่ติดตาม สกิสซึม มีทุกระดับอาชีพและเป็นกระแสที่ใคร ๆ ก็พูดถึง ซึ่งเท่ากับว่าบทหนังได้ชี้ชวนให้เรามองคอนเทนต์ไวรอลเน้นขายความรุนแรงก็ไม่ต่างจากเชื้อโรคร้ายที่แพร่กระจายในอินเตอร์เน็ตไปโดยปริยาย และผู้คนในโลกความเป็นจริงก็ชอบเสพย์ความรุนแรงไม่ต่างจากสกิสซึมเสียด้วยสิ

แต่ก็ใช่ว่าหนังจะพาเราไปวิพากษ์ความรุนแรงในโซเชียลกันอย่างเอาจริงเอาจังนะครับ ตรงกันข้ามกว่า 80% ของหนังคือการอัดฉากแอ็คชั่นและมุกตลกเสียดสีเข้ามาเย้ยหยันชีวิตพระเอกเต็มที่ เพราะลำพังแค่จะใส่กางเกงยังลำบากเพื่อไม่ให้ปืนเป่ากบาลดับอนาถแล้ว ยังต้องมาหนีการตามล่าจากมือปืนสาวบ้าดีเดือด และโรคจิตแบบไม่บันยะบังยังอีกต่างหาก แถมดู ๆ ไปทั้งคู่ดั๊นมีเคมีบางอย่างที่เข้ากันเสียอีก จนทำให้ฉากการตามล่า เอาตายของทั้งคู่เต็มไปด้วยความบันเทิงจากบทพูดสุดแสบและการแสดงที่เปี่ยมสีสัน

ซึ่งก็ต้องยอมรับเลยว่าทั้ง แดเนียล แรดคลิฟฟ์ และ ซามารา วีฟวิง รับส่งบทและเปล่งประกายเสน่ห์กันได้ดีเหลือเกิน ในรายแรกคงไม่ต้องบอกอยู่แล้วว่างานนี้ แรดคลิฟฟ์ บ้าและเมากาวไปกับหนังแค่ไหน แต่สำหรับซามารา วีฟวิง ลูกสาวคนสวยของ ฮิวโก วีฟวิง หรือเอเจนต์สมิธแห่ง The Matrix ที่งานนี้แปลงโฉมจนจำแทบไม่ได้ แต่ต่อให้ลดความสวยลงแต่เสน่ห์เธอก็ยังเปล่งประกายทั้งความคลั่งและความเดือดของฉากบู๊ต่าง ๆ ที่เล่นได้น่าจดจำไม่น้อยเลย

และสำหรับหนุ่ม ๆ ต้องบอกว่าในเรื่องนี้ไม่ได้มี สาวสวย แค่คนเดียว แต่การปรากฎกายของ นาตาชา หลิว บอร์ดิซโซ สาวลูกครึ่งจีน อิตาเลียน (แต่ถือสัญชาติ ออสเตรเลีย) ยังมาทำให้หัวใจหวั่นไหวกันต่อเนื่องหลังปรากฎตัวในซีรีส์ Society ของ Netflix มาแล้ว ซึ่งบทของเธอแม้จะเป็นนางเอกหวาน ๆ แต่ก็แอบซ่าด้วยสีผมสุดแสบสันต์เข้ากับใบหน้าเก๋ ๆ ของเธอได้เป็นอย่างดี

แต่ก็ใช่ว่าหนังจะไม่มีข้อบกพร่องเสียเลย ในเมื่อหนังเลือกจะเล่าโดยยึดคอนเซปต์ของเกมเป็นหลัก ดังนั้นคาแรกเตอร์ของตัวละครทุกตัวก็จะแบน ๆ ไปหมด แม้แต่ ไมลส์ กับ นิกซ์ ที่ต้นเรื่องยันท้ายเรื่องก็จะคงคาแรกเตอร์เดิมตลอด แม้ว่าจะมีการใส่จุดหักมุมเข้ามาช่วงท้ายเรื่องแต่ก็ดูจับยัดมากกว่าจะสมเหตุสมผล และแทบไม่มีผลต่อการเล่าเรื่องเท่าใดนัก ยังดีที่หนังเองก็รู้ตัวและเลือกเอ็นเตอร์เทนคนดูด้วยฉากแอ็คชั่นมุกตลกกาว ๆ มากกว่าจะไปเน้นดราม่า ซึ่งก็ถือเป็นการตัดสินใจที่ดีเลยครับ

รีวิว Vivarium กาเหว่า ฝากเขาเลี้ยงลูก เรื่องราวของ คู่รักหนุ่มสาว

รีวิว Vivarium กาเหว่า ฝากเขาเลี้ยงลูก Vivarium คือหนังพล็อตเรื่องแสนจะน่าสนใจว่าด้วยคู่รักที่บังเอิญเข้าไปเยี่ยมชมหมู่บ้านที่ชื่อว่า “ยอนเดอร์” แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาไม่สามารถออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ได้ แม้จะพยายามมากแค่ไหนก็ตาม แล้วจริงๆพวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่กับอะไรกันแน่

ตัวหนังเปิดเรื่องมาด้วยการนำเสนอภาพของ “นกกาเหว่า” ซึ่งการนำเสนอภาพดังกล่าวนั้น สามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในหนังเรื่อง Vivarium ทั้งหมดเลยก็ว่าได้ เนื่องจากถ้าเราวิเคราะห์ธรรมชาติของนกกาเหว่าแล้ว สัตว์ปีกชนิดนี้ถือเป็นนกปรสิตที่มักจะออกไข่แล้วฝากนกตัวอื่นมาเลี้ยง โดยเฉพาะอีกาที่ลักษณะคล้ายคลึงกันทำให้แม่กาแยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นอีกา หรือ นกกาเหว่า และด้วยอุปนิสัยนี้จึงทำให้นกกาเหว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ต่ำ

เช่นเดียวกันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องเมื่อคู่รักหนุ่มสาว ทอม (เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก) และ เจมม่า (อิโมเจน พูตส์) ติดแหงกอยู่ในหมู่บ้านยอนเดอร์และจำเป็นต้องเลี้ยงดูเด็กชายลึกลับที่เติบโตรวดเร็วผิดปกติ (ภายในเวลา 3 เดือนเขาเติบโตจากทารกกลายเป็นเด็กชายวัย 10 ขวบ) ซึ่งพฤติกรรมของเขาก็จัดได้ว่าพิลึกพิลั่น ไม่ว่าจะเป็นการตื่นเช้ามาแล้วแหกปากเสียงดังเพื่อปลุกทอมและเจมม่าให้ตื่นขึ้นมาราวกับเป็นนาฬิกาปลุก

สภาวะพ่อแม่จำเป็นทำให้ทั้งสองมีวิธีการรับมือเด็กประหลาดแตกต่างกันออกไป เมื่อพิจารณาจากอาชีพของเจมม่าที่เป็นครูโรงเรียนประถม เธอจึงมีความพยายามที่จะทำความเข้าใจเด็กคนนี้มากกว่าทอมที่มีอาชีพเป็นชาวสวน เขาจึงไม่เน้นการพูดจาสื่อสารแต่ก้มหน้าก้มตาขุดสวนหน้าบ้านโดยไม่มีจุดหมายอะไรเป็นพิเศษ หรือบางทีทอมอาจจะมองว่าในเมื่อหาทางออกไม่ได้ การขุดพื้นลงไปเรื่อยๆอาจจะเจอบางสิ่งบางอย่างก็เป็นได้

สำหรับชื่อหนังอย่าง Vivarium ที่เป็น ภาษา ละตินนั้นมีความหมายว่า “ตู้จำลองธรรมชาติ” ซึ่งพื้นฐานแล้วคือตู้กระจกขนาดเล็ก หรือ สถานที่จัดจำลองสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติให้สิ่งมีชีวิตบางอย่างสามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้นั่นเอง จึงอาจจะกล่าวได้ว่าหมู่บ้านยอนเดอร์และบ้านเลขที่ 9 ที่ตัวเอกโดนจับมาอยู่ขังไว้ ถูกป้อนข้าวป้อนน้ำ มีเด็กมาให้เลี้ยงดูจึงเป็นสภาวะจำลองโลกมนุษย์นั่นเอง

น่าเสียดายตรง Vivarium เป็นหนังที่มีคอนเซ็ปและสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในเรื่องราวที่ชวนค้นหาคำตอบ แต่ตัวผู้กำกับลอร์แคน ฟินเนแกนยังไม่สามารถเล่าเรื่องให้สนุกตื่นเต้น หรือมีจุดพลิกผันของเรื่องราวให้คนดูว้าวกว่านี้ ในช่วงกลางของหนังค่อนข้างเนิบช้าและชวนง่วงอยู่ไม่น้อย เราอาจจะกล่าวได้ว่า นี่คือหนังที่ไอเดียดีแต่วิธีการเล่ายังไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐานความบันเทิง

รีวิว Behind you ซ่อนเงาผี เรื่องเด็กสาวสองคนได้แก่ โอลิเวีย กับ แคลร์

โดยหนัง Behind you จะเริ่มต้นเรื่องที่เด็กสาวสองคนได้แก่ โอลิเวีย (แอดดี มิลเลอร์) กับ แคลร์ (เอลิซาเบธ เบิร์กเนอร์) ที่เพิ่งสูญเสียแม่จนน้าของพวกเธอต้องพามาฝาก เบธ (แจน โบรเบิร์ก) คุณป้าผู้มีความลับกับบ้านที่ชวนขนหัวลุก โดยตั้งแต่วันแรกที่พวกเธอก้าวเท้าเหยียบบ้านหลังนี้ก็ถูกบังคับด้วยกฎสำคัญคือห้ามเพ่นพ่านในครัว ต้องอยู่ในห้องตอนดึกและที่สำคัญคือห้ามลงไปยังห้องใต้ดินที่ล็อกอยู่เป็นอันขาด

และตามฟอร์มเมื่อเด็กมาอยู่ในบ้านชวนขนหัวลุกอะไรที่เคยห้ามไว้น้องแคลร์ก็พร้อมจะแหกกฎทันที เมื่อเธอดันได้ยินเสียงเรียกจากใต้ดินที่ปลอมเสียงเป็นแม่เธอ และเมื่อเธอลงไปชั้นล่างก็พบกระจกที่ขึ้นข้อความประหนึ่งแชทรูมคุยกับเธอและมันก็ขึ้นบทท่องมนตร์เรียกวิญญาณจนวิญญาณร้ายตามมาหลอกหลอนทุกคนในบ้าน ร้อนถึงคุณป้าเบธต้องหาทางกำจัดปีศาจร้ายก่อนมันจะคร่าชีวิตทุกคน

ด้วยฟอร์มหนังของ Behind You แล้วก็คงไม่หนีจากการเป็นหนังสยองขวัญทุนต่ำดังนั้นนักแสดงที่มาปรากฏตัวก็ไม่ได้มีชื่อเสียงมากและแน่นอนการใช้บ้านหลังเดียวในการเล่าเรื่องก็บอกได้ถึงความอัตคัดขัดสนของทุนสร้างอยู่แล้วดังนั้นสิ่งเดียวที่จะขายคนดูหนังสยองได้คงมีแต่ไอเดียที่สดใหม่เท่านั้น ซึ่งโชคร้ายครับที่หนังไม่มีอะไรที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ฮ่าาาาา

ตั้งแต่พลอตหนังที่บอกตามตรงว่า ผีในกระจก ปีศาจร้ายที่จะมาอยู่บนโลกผ่านเด็กนี่ก็อยู่ในหนังมาไม่รู้กี่ร้อยเรื่องแล้ว มิหนำซ้ำการนำเสนอฉากน่ากลัวต่าง ๆ ของหนังยังทำออกมาได้ธรรมดา ๆ ค่อนไปทางน่าเบื่อซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการจุดความน่ากลัวของหนังไม่ติดตั้งแต่ต้นเรื่องที่คนดูเดาได้ตั้งแต่เห็นเด็กอยู่หน้ากระจกแล้วว่ามันจะต้องถูกดูดหรือถูกดึงโดยปีศาจแน่ ๆ แถมตัวปีศาจที่เป็นกิ่ง ๆ ขาว ๆ ยังดูไม่น่ากลัวอีก หรือต่อให้ตอนท้ายจะเป็นปีศาจชีกอล่อนจ้อนเดินหงิก ๆ งอ ๆ ก็ไม่ช่วยให้คนดูสะพรึงกลัวอยู่ดี

ส่วนการสร้างบรรยากาศความไม่น่าไว้วางใจของหนังที่กะว่าคนดูได้ปัสสาวะระเบิดแน่ ๆ ตอนเจอป้าเบธ ปรากฏเจอการแสดงเหมือนเพิ่งท่องบทก่อนถ่ายเข้าไปคนดูแทบหาหมอนกับที่นอนไม่ทันเลย ส่วนไอ้ปีศาจที่เป็นผีแชตรูมแบบฝ้ากระจกนี่บอกตามตรงว่าในเมื่ออีผีเมิงก็เป็นเสียงล่อลวงนังเด็กแคลร์ลงไปห้องใต้ดินได้แล้วทำไมไม่พูด ๆ ให้มันจบไปเลย แถมมนตราที่ให้ท่องก็เหมือนกลัวเด็กความจำสั้นยุคนี้จะท่องตามไม่เดิมเลยขึ้นต้นประโยคอย่างขนหัวลุกว่า “กระจกเอ๋ย กระจก” ที่ชวนฮามากกว่าน่ากลัวไปซะงั้น

กระนั้นจุดที่เป็นสิ่งที่ทำให้ Behind You ไม่อาจลุ้นตามหรือสะพรึงกลัวอย่างที่หนังหวังไว้จริง ๆ คงหนีไม่พ้นการที่หนังแทบไม่ปูพื้นตัวละครหลัก ๆ ให้เราอยากเอาใจช่วยเลย จะมีตอนต้นเรื่องที่เป็นเรื่องราวของป้าเบธกับน้องสาวที่ถูกปีศาจสิงสู่แต่กว่าหนังจะมาสานต่อเรื่องราวก็ปาไปเกือบจบเรื่องแล้ว แถมตัวละครหลักอย่างโอลิเวียกับแคลร์ก็ไม่มีข้อมูลอะไรให้คนดูนอกจากแม่เพิ่งตายไปและน้าก็เอามาทิ้งไว้กับป้าที่ดูน่าขนลุกขนาดนี้แบบไม่เหตุผลจนเราไม่อาจเอาใจช่วยตัวละครได้เลย

อันที่จริงหนัง Behind You มีความยาวเพียงแค่ 86 นาทีเท่านั้นนะครับแต่ผู้กำกับอย่างแอนดรูว์ เมชมกับแมตทิว วีดอนก็ไม่อาจใช้เวลาน้อยนิดได้คุ้มค่าและสัดส่วนในการปูเรื่องอันน่าเบื่อช่วงแรกก็ส่งผลอย่างมากที่จะทำให้คนดูหลายคนอยากเดินออกจากโรงอย่างช่วยไม่ได้

 

รีวิว เฮ้ย!ลูกเพ่ นี่ ลูกพ่อ : Back to the ชีวิตพ่อแม่ตอนวัยรุ่น

เรื่องย่อ  เฮ้ย!ลูกเพ่ นี่ ลูกพ่อ ก็อต หนุ่มนักแข่งรถไฟแรงที่ไม่ค่อยจะลงรอยกับพ่อสักเท่าไหร่ เขาพยายามจะพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่าเขาเจ๋งแค่ไหน จนวันหนึ่งก็อตได้แชมป์แข่งรถทางเรียบ ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้เข้าวาร์ปกลับไปในปี 2541 ก่อนที่ตัวเองจะเกิดเพียง 1 ปี ก็อตได้กลับมาเจอกับ เปรม พ่อของตัวเองที่ยังดูหล่อเฟี้ยว หัวหน้าแก๊งเจ้าโลก ทำหน้าที่เก็บค่าเช่าร้านค้า คาราโอเกะ โดยการกลับมาเจอกันครั้งนี้ของเขาทั้งคู่ จาก ‘ลูกพ่อ’ ก็กลายมาเป็น ‘ลูกเพ่’ คนสนิท ที่ดันมาปิ๊งสาวคนเดียวกัน อย่าง ดิว แล้วความสัมพันธ์ทุกอย่างก็ดำเนินไป การย้อนเวลาที่มาพร้อมกับ ‘มิตรภาพ’ เพื่อบอก ลูกเพ่ ว่านี่คือ ลูกพ่อ

ความน่าสนใจที่สุดของหนังแอ็กชั่น-คอมเมดี้ (ที่แอบมีกลิ่นไซไฟนิด ๆ เรื่องนี้) ก็คงหนีไม่พ้นคู่ดูโอ้ สองนักแสดงนำในเรื่องนี้อย่าง โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ ประกบเข้าคู่ครั้งแรกกับนักแสดงจากบ้าน GDH อย่าง เต๋อ-ฉันทวิชช์ ชนะเสวี นั่นเอง ร่วมด้วยนางเอกละครมากสีอย่าง แซมมี่ เคาวเวลล์ ที่มารับงานภาพยนตร์เป็นครั้งแรกด้วยอีกต่างหาก

และผู้กำกับอย่าง ใหม่-ภวัต พนังคศิริ เอง ที่ก็มีผลงานการกำกับภาพยนตร์มาก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งหนังดราม่าหนัก ๆ อย่าง นาคปรก (2553) หลุดสี่หลุด ตอน คืนจิตหลุด (2554) และ ตีสาม After Shock ตอน ทางด่วน (2561) และข้ามมากำกับละครโทรทัศน์กระแสเปรี้ยงไว้หลายเรื่อง เช่น ลิขิตรักข้ามดวงดาว, บ่วง, มัจจุราชสีน้ำผึ้ง รวมถึงเป็นผู้กำกับละครพีเรียดโคตรฮิตอย่าง บุพเพสันนิวาส อีกด้วย

พล็อตของหนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ เป็นเรื่องของพ่อกับลูกที่ไม่ค่อยถูกกัน เพราะมีปัญหาบาดหมางในอดีต คนเป็นพ่ออย่างเปรมเองก็ล้มเหลวในชีวิตมาตั้งแต่วัยหนุ่ม เคยติดคุกมาแล้วอีกต่างหาก แถมตัวเองก็ชอบตบตีทำร้ายลูก ส่วนคนเป็นลูกอย่างก๊อต ก็มีปัญหาหลายอย่าง พอพ่อติดคุก แม่ก็ชิงฆ่าตัวตายอีก แถมตัวก๊อตเองก็ถูกพ่อกีดกันความฝันที่อยากจะเป็นนักแข่งรถอีกต่างหาก แต่แล้วก็อตและพ่อก็ต้องประสบกับอุบัติเหตุครั้งใหญ่ ซึ่งทำให้ก็อตต้องอยู่ในภาวะเหมือนคนใกล้ตาย

ซึ่งหนังก็ยึดคอนเซ็ปต์ตรงที่ว่า คนใกล้ตายที่แหละที่จะสามารถย้อนอดีตกลับไปได้ ก็อตก็เลยต้องย้อนกลับไปเจอพ่อในปี 2541 ช่วงวัยหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน ก็อตเองได้ไปค้นพบเรื่องราวต่าง ๆ ที่พ่อและแม่ (ที่เขาก็ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน) ในวันหนุ่มสาวของเขาต้องเผชิญ และต้องพยายามที่จะทำทุกวิถีทางที่จะไม่ทำให้เกิดเรื่องร้าย ๆ เหมือนที่เขาและครอบครัวกำลังจะได้เจอในอนาคต

แม้ว่าตอนแรกผมเองจะรู้สึกแปร่ง ๆ กับการจับคู่คนละขั้วของโป๊ปและเต๋อ แต่ก็ต้องยอมรับว่า คู่ดูโอ้ โป๊ป-เต๋อ คือคู่หูที่ลงตัวเหมาะเจาะ เคมีเข้ากันจริง ๆ ครับ และที่สำคัญที่สุดคือ การเล่นมุกตลกของทั้งคู่ที่ประสานกันได้อย่างพอดีมาก ๆ ด้วยความที่ตัวหนังเองขับเคลื่อนไปได้ด้วยมุกตลกแบบซิทคอม และธรรมชาติของทั้งคู่เอง แม้ว่าทางตลกของโป๊ปคือทางตลกมุกล็อก เน้นจังหวะโบ๊ะบ๊ะ ส่วนเต๋อคือตลกสายอิมโพรไวส์ แต่มุกตลกของทั้งคู่ก็ดูแล้วได้ฮาเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าจะแอบมีมุกแป้กบ้างก็ตาม

ส่วนที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือแซมมี่ ที่กระโดดมารับงานภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องแรก แม้ว่าจะไม่ได้ถึงขั้นโดดเด่น แต่ก็ต้องยอมรับว่า ความน่ารักสไตล์ลูกครึ่งของแซมมี่นั้น “ทำงาน” ในจอใหญ่ได้ดีไม่แพ้ในจอทีวีเลยนะครับ ความน่ารักสดใสของแซมมี่เหมือนเป็นน้ำตาลเคลือบให้หนังเรื่องนี้น่าดูขึ้นมาเลยแหละ

แต่ก็มีข้อสังเกตในเรื่องของพล็อตและการดำเนินเรื่องโดยรวมอยู่เหมือนกันนะครับ เพราะว่าเอาจริง ๆ แล้ว ธีมของการ “ย้อนอดีตกลับไปหาพ่อแม่วัยหนุ่มสาว เพื่อที่จะค้นพบว่าพ่อแม่ในวัยหนุ่มสาวเขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคอะไรมาบ้าง” นั้นก็ถือว่าไม่ได้เป็นพล็อตใหม่ นั่นก็เลยทำให้ตัวหนังอยู่ในระดับที่เดาพล็อตได้ง่ายเลย ซึ่งตัวหนังเองก็ต้องอาศัยมุกและความเข้าขาของโป๊ปและเต๋อคอยค้ำยันเส้นกราฟความน่าติดตามเอาไว้อยู่ค่อนข้างมากเหมือนกัน ซึ่งถ้าจะมองว่าหนังเรื่องนี้ ดูเพื่อความบันเทิง ดูแล้วไม่ต้องซีเรียสเรื่องพล็อต ก็ถือว่าออกมาไม่เลวเลย

แต่แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะเน้นบันเทิงกันสุด ๆ แต่ส่วนตัวผมเองก็มีเรื่องที่รู้สึกขัดใจในหนังเรื่องนี้อยู่สองจุดครับ จุดแรกก็คือ พอตัวหนังเองตั้งธงว่าจะเป็นหนังย้อนเวลา (แม้ว่าจะไม่ได้อ้างความเป็นไซไฟอะไรขนาดนั้น) แต่สิ่งที่ผมแอบสงสัยในเจตนาของผู้กำกับก็คือ ฉากงานแต่งงานของเปรมกับบิว ซึ่งก็อตเป็นคนจัดงานแต่งงานให้ แล้วในงานแต่งงาน อยู่ดี ๆ ก็อตก็หยิบกีตาร์แล้วเดินขึ้นไปบนเวที แล้วก็…ไม่ขอสปอยล์นะครับ แต่ผมเชื่อว่า คนที่เคยดูหนังเรื่อง Back to The Future (1985) ดูแล้วคงต้องอุทานว่า “อืม…”

กับอีกจุดที่ผมรู้สึกสงสัยก็คือ ถ้ายึดข้อมูลจากเรื่องย่อ ก็อตย้อนกลับไปในปี 2541 ซึ่งก็ถือว่าเป็นปลายยุค 90’s ก่อนเข้าปี 2000 แต่กลายเป็นว่า อาร์ตไดเร็กชั่น และเซ็ตติ้งต่าง ๆ ภายในหนังกลับมีอะไรที่ผิดยุคผิดสมัยอยู่เยอะมาก

แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้ยังพอมีอะไรให้จับใจได้ นั่นก็คือความโบ๊ะบ๊ะของโป๊ป-เต๋อ ที่เรียกได้ว่าเหนือความคาดหมายมาก ๆ เรียกว่าดูคู่นี้แล้วได้ยิ้ม ๆ ฮา ๆ กันบ้างแหละ ส่วนแซมมี่ก็น่ารักเหลือเกิน แต่เหนืออื่นใด ด้วยความเข้าขาของโป๊ปกับเต๋อนี่แหละ ที่จะทำให้เราได้มองเห็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของลูกเพ่ และลูกพ่อในแบบที่เชื่อว่า ดูแล้วต้องคิดถึงพ่อกับแม่กันบ้างแหละ

รีวิว Enola Holmes เรื่องราวของน้องสาว เชอร์ล็อก โฮล์มส์

เน็ตฟลิกซ์ ปล่อยโปรแกรมใหญ่ด้วยหนัง Enola Holmes  ต่อยอดจากตัวละครชื่อดังอย่าง เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ยอดนักสืบที่ถูกถ่ายทอดมาแล้วหลายแง่มุม ทั้งในแบบฉบับมึน ๆ ของ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (2009) ฉบับซีรีส์จิต ๆ บนฉากหลังยุคปัจจุบันของ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ (2010) หรือฉบับวัยชราของดารารุ่นใหญ่ เอียน แม็กเคลเลน (2015) (และอาจขอข้ามฉบับหนังยอดแย่แห่งปีใน Holmes & Watson (2018) ไป)

ก็จะเห็นว่าแค่ช่วงเวลาไม่เกิน 10 ปีนี้เราเจอโฮล์มส์มาเกือบทุกแบบ คำถามคือ เน็ตฟลิกซ์ยังเห็นช่องว่างในตลาดอะไรที่เอามาดึงความสนใจให้ต่างจากเหล่ารุ่นพี่ที่ว่ามาได้อีกล่ะ คำตอบคือหนังเรื่อง Enola Holmes นี่ล่ะ

เอโนลา โฮล์มส์ (มิลลี บ็อบบี บราวน์ จาก Stranger Things) เป็นน้องสาวสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 3 คนของตระกูลโฮล์มส์ โดยมีพี่ชายคนโตเป็นขุนนางสุดเฮี้ยบนามว่า มายครอฟต์ (แซม คลาฟลิน จาก Me Before You) และมี เชอร์ล็อก (เฮนรี แควิลล์ จาก The Witcher) ผู้แหกคอกตระกูลแต่เป็นอัจฉริยะในการสืบสวนคดีที่โลกน่าจะรู้จักดีมาเป็นพี่ชายคนรอง โดยตัดเอา หมอวัตสัน คู่หูคนสนิทของโฮล์มส์ออกไป

ซึ่งตัวละครเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องราวจินตนาการดัดแปลงของ แนนซี สปริงเกอร์ ผู้เขียนวรรณกรรมเยาวชนชุด The Enola Holmes Mysteries ที่เอาจักรวาลโฮล์มส์คลาสสิกมาสปินออฟทำเป็นหนังสือเด็ก ซึ่งปัจจุบันมีวางขายมาแล้ว 6 เล่มด้วยกัน โดยตอน The Case of the Missing Marquess ที่เอามาทำเป็นหนังเน็ตฟลิกซ์นี้เป็นตอนแรกในปี 2006 ของชุดนิยายดังกล่าวด้วย

ด้วยความที่จุดมุ่งหมายต่างจากการเป็นหนังสือผู้ใหญ่แบบที่ เซอร์อาเธอร์ โคแนน ดอยล์ สร้างสรรค์เชอร์ล็อก โฮล์มส์ไว้ ทำให้ความรุนแรงความสยองขวัญต่าง ๆ ในคดีลดดีกรีลงมาเป็นระดับที่เด็กโตรู้สึกสนุกได้แทน จุดนี้เองที่ แฮร์รี แบรดเบียร์ ผู้กำกับรุ่นเก๋าที่เคยคว้า 2 รางวัลไพรม์ไทม์เอมมี่อวอร์ดมาแล้ว คงมองเห็นโอกาสในการเล่าเรื่องที่กินใจคนวงกว้างหลากเพศหลากวัยได้มากขึ้น

เพราะการที่ตัวละครนำเป็นเด็กสาวที่เติบโตขึ้นจากการเลี้ยงดูเพียงลำพังของ แม่ (เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ จาก Harry Potter) แล้ววันหนึ่งเมื่อเธออายุครบ 16 ปี แม่ของเธอก็หายสาบสูญไป ทิ้งไว้เพียงคำใบ้ปริศนาต่าง ๆ ที่ผลักให้เธอต้องใช้ความรู้และทักษะที่แม่เธอฝึกให้ไม่ต่างจากเชอร์ล็อกพี่ชาย ออกตามหาแม่ตัวเอง มันก็ดูน่าสนุก มีกลิ่นการผจญภัยแบบวรรณกรรมเยาวชนสมัยนิยมอยู่ไม่น้อย

ยังไม่นับว่าเนื้อหาเปิดโอกาสให้มีการใส่ปริศนาอักษรไขว้ หรือการถอดรหัสอย่างภาษาดอกไม้อะไรให้สมองตื่นว้าวได้เรื่อง ๆ อยู่ตลอดด้วยนะ ทั้งความอ่อนต่อโลกแต่เฉลียวฉลาดเอาตัวรอด และการไขปริศนาต่าง ๆ สองจุดนี้คือเสน่ห์สำคัญของนิยายเอลีนาที่ใช้เดินเรื่องไปได้เรื่อย ๆ เลยล่ะ

และตัวหนังก็สามารถดำเนินเรื่องได้น่าติดตามไม่ยิ่งหย่อนกัน เพราะแม้เรื่องแม่และพี่ชายจะเป็นตัวผลักให้เธอมาเผชิญโลกกว้างครั้งแรกก็ตาม แต่ระหว่างทางที่เธอตามหาแม่ก็กลับเข้าไปพัวพันกับคดีที่ขุนนางระดับมาร์ควิสหนีออกจากบ้านหายตัวไป แถม มาร์ควิส (หลุยส์ พาร์ทริดจ์) ที่ว่าดันเป็นหนุ่มหล่ออายุไล่เลี่ยกับเอโนลาที่นิสัยกวน ๆ เสียอีก เปิดช่องให้มีความโรแมนติกคอมเมดี้เข้ามาเปลี่ยนรสชาติบ้าง และเมื่อถึงเวลาจะเอาจริงเอาจังก็ต้องบอกว่ามาเหี้ยมได้พอประมาณเลย ทั้งการต่อสู้มือเปล่า การถูกจับกดน้ำทรมาน หรือการเอาตัวรอดจากนักฆ่าที่มีลูกซองอยู่ในมือ ก็มีดีเกินหนังเด็กใส ๆ

นอกจากนั้นลูกเล่นการเล่าเรื่องยังใช้วิธีที่ทำให้เอโนลาเป็นตัวละครที่ทะลุมิติ หันมาคุยกับผู้ชมสร้างสีสันในแต่ช่วงตอนได้บ่อยครั้ง ทั้งหยอกล้อ แอบทำหน้าลิงหลอกเจ้า หรือตั้งคำถามกวน ๆ กับผู้ชม ก็เป็นการคิดมาให้หนังมีเอกลักษณ์เพิ่มมากขึ้นในทางที่ดี

ทั้งนี้ในส่วนดราม่าก็ดึงศักยภาพของ มิลลี บ็อบบี บราวน์ มาใช้ได้ค่อนข้างดีทีเดียว เพราะตัวละครต้องแบกรับเรื่องที่ว่าคนสำคัญที่สุดในชีวิตอย่างแม่ทิ้งเธอไปโดยไม่ให้เหตุผล (และความเด่นของ เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ ก็ต้องชมเพราะเธอทิ้งตัวตนคลุมตลอดเรื่องได้ไม่ดรอปแม้จะไม่มีบทเลยก็ตาม ) ขณะที่พี่ชายทั้งสองคนที่น่าจะเป็นที่พึ่งได้ มายครอฟต์ ก็เป็นจอมบงการชีวิตจับเธอโยนเข้าเรียนวิชาการเรือนอย่างที่เธอไม่เต็มใจ อีกคนที่น่าจะเข้าใจเธอที่สุดเพราะนิสัยคล้ายกันอย่างเชอร์ล็อกก็เลือกหนีปัญหาที่จะมีกับพี่ชายคนโตและปิดปากเงียบ

ไหนจะระบบวัฒนธรรมยุคเก่าที่บุรุษเป็นใหญ่ในสังคมแต่เธอกลับถูกแม่สอนว่าผู้หญิงก็เท่าเทียมได้มาทั้งชีวิต เมื่อต้องออกไปเจอโลกความจริง มันก็มีแต่เรื่องที่เอโนลาต้องหนักอกหนักใจทั้งนั้น และ มิลลี บ็อบบี บราวน์ ก็นำเสนอความขัดแย้งหลายระดับได้อย่างมีเสน่ห์จริง ๆ ไม่ว่าจะมาดแมน ๆ ขัดขืนระบบ หรือมาดคุณหนูที่ตกห้วงรักก็ตาม

สรุป นี่เป็นแนวหนังเด็กโตที่ครบรส ดราม่า รัก ตลก ลุ้นผจญภัย แอ็กชัน ไขปริศนา แต่ด้วยความสมดุลหลาย ๆ กลุ่มผู้ชมทำให้ยังออกรสกลาง ๆ ไม่จัดจ้านไปทางใดมากนัก เป็นหนังที่ดูสนุกดูเพลินตา และได้คะแนนพิเศษตรงได้เห็นแง่มุมรอบ ๆ ตัวละครระดับโลกอย่างเชอร์ล็อก โฮล์มส์ที่แปลกตา และไม่อาจเจอจากที่ใดได้ด้วย