รีวิว The Girl in the Spider’s Web เรื่องนี้คือภาคที่ 4 ของ มิลเลนเนียม ซีรีส์

The Girl in the Spider’s Web เท้าความสักนิดว่า เรื่องนี้คือภาคที่ 4 ของ มิลเลนเนียม ซีรีส์ นิยายที่ว่าด้วยปฏิบัติการของ ลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ แฮคเกอร์สาว ที่ผ่านอดีตอันโหดร้ายและมืดมน โดย มิลเลนเนียม ซีรีส์ เธอร่วมมือกับ มิคาเอล บลอมควิสต์ นักข่าวรุ่นใหญ่ในการต่อกรกับองค์กรลับที่มีพลังอำนาจและเครือข่ายมากมายในสวีเดนและเกี่ยวพันกับครอบครัวของเธอ ฉบับนิยายเป็นผลงานประพันธ์ของ สตีก ลาร์สัน อดีตนักข่าวที่ผันตัวเองมาเขียนนิยายขาย แล้วก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก มิลเลนเนียมซีรีส์ 3 เรื่องแรกของเขาขายได้ถึง 80 ล้านเล่มทั่วโลก ทั้ง 3 เรื่องถูกสร้างเป็นหนัง และเป็นการแจ้งเกิดของนูมิ ราเพซ และ ไมเคิล ไนควิสต์ นักแสดงนำทั้งคู่ได้กลายมาเป็นดาราฮอลลีวู้ด รวมถึงหนังภาคแรกก็ถูกรีเมคในชื่อเดียวกัน ด้วยฝีมือผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ ออกฉายในปี 2011 ได้รูนีย์ มาร่า มารับบทลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ และ แดเนียล เครก เจ้าของบทเจมส์ บอนด์ มารับบทมิคาเอล บลอมควิสต์ หนังเว้นช่วงไปนานถึง 7 ปี แล้วฮอลลีวู้ดก็ตัดสินใจไม่รีเมคภาค 2 และ 3 แต่กระโดดข้ามมาสร้าง The Girl in the Spider’s Web ซึ่งเป็นนิยายเล่มที่ 4 ของซีรีส์ไปเลย และเป็นผลงานเขียนของเดวิด เลเกอร์ครานตซ์ ที่มารับหน้าที่สานต่อตำนานสาวรอยสัก หลังจาก สตีก ลาร์สัน ที่เสียชีวิตด้วยเหตุหัวใจวายไปตั้งแต่ 2004 ก่อนที่ผลงานทั้ง 3 เล่มจะถูกตีพิมพ์เสียอีก ปัจจุบัน เดวิด ลาเกอร์ครานตซ์ ได้สานต่อตำนานมิลเลนเนียมซีรีส์มาถึงเล่มที่ 5 แล้ว ในชื่อ The Girl Who Takes an Eye for an Eye ออกวางจำหน่ายเมื่อปีที่ผ่านมา และผลงานภาคต่อของเขาทั้ง 2 เล่มก็ยังประสบความสำเร็จ ติดอันดับขายดีเช่นเคย

ในภาคนี้โดดข้ามจากภาค 3 มา 3 ปีลิสเบ็ธยังคงยึดอาชีพแฮคเกอร์อิสระ เธอได้รับการว่าจ้างที่สุดท้าทายจาก ฟรานส์ บัลเดอร์ โปรแกรมเมอร์อัจฉริยะที่คิด “ไฟร์ฟอลล์” โปรแกรมอัจฉริยะที่สามารถแฮคเข้าฐานยิงจรวดได้ทั่วโลก ซึ่งฟรานส์ ได้ขายให้กับอเมริกาไป อ่านต่อ

รีวิว Bumblebee ที่ไม่ใช่แค่รถเต่าธรรมดา และมีโปรดิวเซอร์ใหญ่ของ Transformers

รีวิวหนังแนวTransformers Bumblebee เรื่องย่อ ย้อนกลับไปในปี 1987 บัมเบิ้ลบี ค้นพบที่หลบภัยอยู่ในพื้นที่เก็บของเก่าในเมืองริมชายหาดเล็ก ๆ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยที่ ชาร์ลี สาวที่กำลังจะมีอายุครบ 18 ปี ค้นพบ Bumblebee ในสภาพรถโฟล์กสวาเกนสีเหลืองที่ผุพัง ผ่านศึกมาหนัก และในไม่ช้า เธอก็รู้ว่าบัมเบิ้ลบีไม่ใช่แค่รถเต่าธรรมดาเลย

ในที่สุด ไมเคิล เบย์ ผู้กำกับบ้าพลังระเบิดก็สละมือจาก Transformers หนังใหญ่ยักษ์ของฮอลลีวู้ดเสียที แม้จะเป็นเพียงภาคสปินออฟก็ตาม โดยเอาตัวละคร บัมเบิ้ลบี จอมขโมยซีนที่คนดูรักและเอ็นดูเป็นพิเศษมาบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางมาโลกครั้งแรกเมื่อปี 1987 และเปลี่ยนโทนหนังต่างจากเดิมไปพอตัว โดยเน้นเรื่องการปรับตัวแบบก้าวผ่านวัย พร้อมกับสร้างสายสัมพันธ์กับเพื่อนต่างสปีชีส์ ที่สื่อสารกันด้วยภาษากายได้อย่างซาบซึ้งตรึงใจ จะว่าไปนี่มันหนังดิสนีย์สไตล์ Monster Trucks (2016) ชัด ๆ เลยนี่หว่า

หนังเริ่มต้นด้วยไอเดียของ สปีลเบิร์ก ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ใหญ่ของ Transformers มาตลอดในการที่จะหันมาเล่าเรื่องแยกย่อยที่ไม่ต้องไปต่อความกับภาคหลักซึ่งออกทะเลดาวไปไกลเกินเจอยูเทิร์นแล้ว และได้ผู้กำกับคนใหม่มาลองหาแง่มุมใหม่ ๆ ให้หนังอย่าง ทราวิส ไนท์ ผู้กำกับจาก Kubo and the Two Strings (2016)หนังแอนิเมชั่นสต็อปโมชั่นจากค่าย Laika ที่เป็นขวัญใจใครหลาย ๆ คน ซึ่งไนท์ก็เหมาะกับการเติมแต่งเรื่องราวสไตล์เด็กดูแบบนี้เลยล่ะ เพราะหนังสามารถสมดุลระหว่างเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างหุ่นยักษ์ที่ไล่ล่ากันข้ามจักรวาลมาถึงโลก กับเรื่องมิตรภาพระหว่างเด็กสาวที่มีปัญหาทางบ้านอย่าง ชาร์ลี กับ บัมเบิ้ลบี ที่สูญเสียกล่องเสียงและความทรงจำไปจากการต่อสู้ได้อย่างลงตัว อ่านต่อ 

ย้อนรำลึกความทรงจำที่มี 8 ปี “รักแห่งสยาม”

ตอนนั้นนี้คิดว่าเป็น หนังรักวัยรุ่น ใส ๆ 2 คู่ ที่ไหนได้ 555 หนังดีกว่านั้นมากกกก จำได้ว่าเป็นกระแสพอสมควรว่าหน้าหนังหลอกคนดู แต่ด้วยความที่หนังมันดีไงก็เลยพยุงให้หนังค่อนข้างประสบความสำเร็จ มีกระแสที่คนชื่นชอบเยอะมาก และมีกลุ่มแฟนคลับที่เหนียวแน่นมาจนทุกวันนี้ เกิดวลีขึ้นมาที่จำได้แม่นจนทุกวันนี้เลยว่า
” นี่ไม่ใช่หนังเกย์ แต่นี่คือหนังรัก”

หนังเรื่องนี้มันลงลึกไปในแง่ประเด็นของความรัก ถ้าเรามองข้ามประเด็นว่าความรักนั้นเป็นเพียงแค่หญิง-ชาย เราก็จะเห็นแง่มุมของความรักความเข้าใจที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะประเด็นของครอบครัว การประคองและรักษาไว้ซึ่งกันและกันและกัน จะพบว่าทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” ทั้งนั้น หนังเรื่องนี้จึงไปไกลมากกว่าการเสนอเรื่องราวความรักของชาวรักร่วมเพศ แต่เป็นความรักที่มาจากหลายรูปแบบ การยอมรับซึ่งกันหรือกันและสิ่งสำคัญคือ “การยอมรับในตัวเอง” อ่านต่อ

รีวิว How to Train Your Dragon – อภิหารไวกิ้งพิชิตมังกร

How to Train Your Dragon – อภิหารไวกิ้งพิชิตมังกร 3 เรื่องย่อหนัง หนัง How to Train 3 หรือชื่อไทยว่า อภินิหารไวกิ้งพิชิตมังกร 3 จุดเริ่มต้นจากมิตรภาพเหลือเชื่อระหว่างไวกิ้งหนุ่มกับมังกรไนท์ ฟิวรี ที่น่าสะพรึงกลัว ได้กลายเป็นไตรภาคอีพิคที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของพวกเขา ในตำนานบทใหม่นี้ ในที่สุด ฮิคคัพและทูธเลสก็จะได้ค้นพบโชคชะตาที่แท้จริงของพวกเขาเสียที นั่นคือการเป็นหัวหน้าหมู่บ้านในฐานะผู้นำของเหล่าเบิร์ค เคียงข้างแอสทริด และการเป็นมังกรผู้นำฝูง ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะขึ้นครองอำนาจ ภัยคุกคามที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเผชิญ รวมถึงการปรากฏตัวของไนท์ ฟิวรีเพศเมีย จะทดสอบสายสัมพันธ์มิตรภาพระหว่างพวกเขาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

เดินทางกันมาเกือบ 10 ปี กับหนังอนิเมชั่นชื่อดัง ที่กระแสตอบรับดีมากๆ ของค่าย Dream Works กับภาคสุดท้าย ปิดตำนานมิตรภาพระหว่างคนกับมังกร How to Train Your Dragon และในภาคปิดนี่แหละ ถือเป็นบทสรุปที่ควรค่าและงดงามที่สุดแล้ว

ภาคนี้เล่าเรื่องราวผ่านมาประมาณ 1 ปี ที่ต่อจากภาคที่ 2 พระเอกของเรา Hiccup ได้กลายมาเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแทนที่พ่อของเขา ซึ่งเขาและพรรคพวกต้องคอยปกป้องมังกรและให้ที่อยู่อาศัย จากพวกนักล่ามังกร เพื่อสานต่อเจตนารมย์ที่อยากจะให้มนุษย์อยู่ร่วมกับมังกรของเขาเอง แต่นั่นทำให้เขาได้เจอกับวายร้ายคนใหม่ที่ยากจะรับมือ ทั้งหมดต้องต่อสู้ และอพยพไปตามหาสถานที่ซึ่งเชื่อว่าเป็นดินแดนลับแล ที่มนุษย์และมังกรจะสามารถอยู่กันได้อย่างสงบสุข และนี่คือตำนานบทใหม่ครั้งสุดท้ายของพวกเขา

ต้องพูดเลยว่าหนังอนิเมชั่นเรื่องนี้ภาพสวยมากกกกกกกก สวยแบบสวยมากจริงๆ การเคลื่อนไหวของตัวละคร เส้นผม สุดยอดมาก สวยจนยากเกินจะบรรยาย ตอนดูนี่ลืมไปเลยว่าทะเลที่เราเห็นในหนังมันเป็นภาพ CG สวยยังกะภาพจริง ฉากมังกรในเมืองลับแลนี่เล่นเอาเราอ้าปากค้าง และว้าวกับความงดงามนั้นจริงๆ

หนังอนิเมชั่นเรื่องนี้ดูง่ายมาก เป็นหนังอนิเมชั่นที่เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี และในภาคนี้ไม่ต้องเสียเวลาบอกเล่าตัวละครเลย เพราะหลายๆ คนที่มาดูคงรู้จักและรู้สึกผูกพันกับตัวละครเหล่านี้ไปโดยปริยาย นั่นจึงง่ายต่อการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้อีก ทั้งสนุก ตลก มุกก็ใส่มาถูกจังหวะจะโคน ที่สำคัญตัวเด่นของเรื่องอย่างเขี้ยวกุดก็ยังคงน่ารัก น่าเลี้ยงเช่นเดิม เพิ่มเติมคือมังกรเพลิงนวล สีขาว ที่ดูน่ารัก สวย งดงาม ไม่แพ้กันเลย คือแค่จ่ายค่าตั๋วมาดูมังกรสองตัวนี้มุ้งมิ้งกันก็คุ้มแล้วอะจริงๆ อ่านต่อ

รีวิว Godzilla: King of the Monsters เรื่องราวเหล่าสัตว์ประหลาด

หนังสานต่อเรื่องราวจาก Godzilla (2014) ตามช่วงเวลาจริง หนังเว้นห่างกัน 5 ปี เหตุการณ์ในหนังก็ห่างกัน 5 ปี หลังจากการปรากฏตัวของ Godzilla วิทยาการขององค์กรโมนาร์ชก็พัฒนาขึ้น สามารถค้นเจออสูรยักษ์ที่หลบซ่อนอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของโลกได้ถึง 17 ตัว และภายในช่วง 5 ปีนี่ ดร.เอ็มม่า ก็สามารถพัฒนาอุปกรณ์ที่สามารถสร้างคลื่นความถี่ที่สามารถติดต่อสื่อสารกับอสูรยักษ์ได้ เรียกอุปกรณ์นี้ว่า “ออการ์” ในระหว่างที่ใช้ออการ์สื่อสารกับม็อธร่า โจนาห์ อลัน หัวหน้ากลุ่มผู้ก่อการร้ายก็มาชิงออการ์และจับตัว ดร.เอ็มมา กับเมดิสัน ลูกสาวไป และใช้ออการ์ในการปลุกอสูรยักษ์ทั่วโลก ทำให้ก็อดซิลล่าต้องลุกขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อกำราบเหล่าอสูรยักษ์ทั่วโลก และหนึ่งในนั้นคือ คิงกิโดร่า มังกร 3 หัว คู่ปรับตลอดกาลของก็อดซิลล่า ที่รอบนี้เล่นเอาพี่ก็อดเกือบแย่อยู่หลายครั้ง

หลังจาก ก็อตซิล่า (2014)ออกฉาย ก็มีเสียงบ่นจากผู้ชมว่าได้เห็นตัวก็อดซิลล่าน้อยเกินไปไม่จุใจเลย ทางค่ายก็รับฟังเสียงจากผู้ชม มาถึง ก็อตซิล่า : King of the Monsters ก็เลยจัดให้แบบสะใจกันไปเลย หนังปูเรื่องเพียงแค่ 10 นาที บรรดาอสูรยักษ์ก็ทยอยกันปรากฏตัว พี่ก็อดก็ออกมาพะบู๊กันตั้งแต่ต้นเรื่องไปเลย ทำให้บรรยากาศของภาคนี้ดูห่างไกลจาก ก็อตซิล่า (2014)ไปมาก แม้นี่คือหนังภาคต่อเนื่องกัน จากภาคที่แล้วเห็นก็อดซิลล่ากันแบบวับ ๆ แวม ๆ มืด ๆ ภาคนี้ก็เลยมายืนจังก้าให้เห็นกันเต็ม ๆ ไป เน้นขายเหล่าอสูรยักษ์ตีกันแบบจริงจัง แม้ว่าในเทรลเลอร์บอกว่าโมนาร์ชค้นพบอสูรยักษ์ทั่วโลก 17 ตัว แต่ก็มีบทบาทจริง ๆ แค่ 4 ตัวหลักคือ ก็อดซิลล่า , คิงกิโดราห์ , ม็อธร่า และ โรดัน เท่านั้น ที่เหลือก็เดินผ่านกล้องให้เห็นแค่ 2-3 ฉาก

โทนหนังของภาคนี้น่าจะถูกใจผู้ชมในกลุ่มเด็กผู้ชาย ที่ชอบตัวประหลาดยักษ์เสียมากกว่า เพราะบรรยากาศหนังออกไปแนวอุลตร้าแมนมาก จากภาคก่อน ๆ ที่วางบทบาทของก็อดซิลล่าให้เป็นสัตว์ประหลาดยักษ์ยุคดึกดำบรรพ์ซุกตัวอยู่ใต้ทะเลลึก เพื่อหนีห่างจากมนุษย์โลก ตัวก็อดซิลล่ายังมีความลึกลับน่ากลัวให้สัมผัสได้ ในโทนที่ใกล้เคียงกับบรรดาไดโนเสาร์ในแฟรนไชส์ Jurassic Park ทุกครั้งที่แนะนำไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ ก็ต้องลุ้นกับภาพลักษณ์และพิษสงของมัน อ่านต่อ

รีวิวหนังฉลาม 47 Meters Down: Uncaged – 47 ดิ่งลึกสุดนรก

เมื่อกล้าที่จะเสี่ยงลงไป ก็ต้องยอมรับชะตากรรม หนังฉลามอีกภาคจาก 47 Meters Down ที่คราวนี้เหยื่อมีมากกว่า แต่ความหวังที่จะรอดมีน้อยกว่าเดิม 47 Meters Down : Uncaged (47 ดิ่งลึกสุดนรก) มอบความระทึกความแบบครบสูตรที่หนังสยองขวัญจะต้องมี ไม่ว่าจะเป็นความมืดในที่แคบ เขาวงกต อุบัติเหตุ(ความซวย) ข้อกำหนดในเรื่องของเวลาเพื่อใช้ในการเอาชีวิตรอด เหยื่อที่ไม่รู้ประสีประสา และผู้ล่าที่ชำนาญพื้นที่ หนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้ว่าแค่สติไม่พอที่จะมีชีวิตรอด ต้องพึ่งปาฏิหาริย์เอามากๆ

เริ่มเรื่องด้วยตัวเอกทั้ง 4 มีอา (โซฟี เนลลิส), ซาช่า (คอรีนน์ ฟ็อกซ์), นิโคล (ซิสทีน สตอลโลน) และ อเลกซ่า (บรีแอน ทจู) ที่ได้ไปพบเจอกับทะเลสาบลับที่เพิ่งได้รับการค้นพบเมืองโบราณที่อยู่ใต้ทะเลสาบแห่งนี้ และยังไม่ได้เปิดให้ใครเข้าไป ทั้ง 4 ตัดสินใจดำน้ำเข้าไปสำรวจเมืองโบราณแค่เพียงถ้ำช่วงแรก อ่านต่อ