รีวิว The Revenant ต้องรอด : ทุกลมหายใจคือการเอาชีวิตรอด

แววตาที่ดูเศร้าหมอง แต่แฝงความกล้าแกร่งไว้ภายในของ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ (Leonardo DiCaprio) ท้าทายความรู้สึกของผมในแวบแรกที่ผมเห็นโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง The Revenant ประกอบกับภาพยนตร์เรื่องนี้คว้ารางวัลลูกโลกทองคำไปถึง 3 รางวัล

หนึ่งในนั้นเป็นรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมประเภทหนังดราม่า และเป็นที่จับตามองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะส่งให้นักแสดงนำอย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ คว้ารางวัลออสการ์ได้ในที่สุด และหลังจากที่ผมได้ดูตัวอย่างภาพยนตร์แล้ว ผมคิดว่าคงไม่มีเหตุผลใดที่อาจหาญกล้าปฏิเสธการเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างแน่นอน

The Revenant หรือในชื่อภาษาไทยว่า ต้องรอด สร้างขึ้นจากเรื่องจริงในนวนิยายในชื่อเดียวกันของ ไมเคิล พังค์ (Michael Punke) ว่าด้วยเรื่องราวของ ฮิวจ์ กลาส คนป่าผู้สมัครเข้าร่วมเดินทางกับคณะเดินทางที่ไปเก็บหนังสัตว์ในป่าลึก ไม่นานนักกลุ่มรีก็เข้ามารุมทำร้ายเพื่อจะแย่งหนังสัตว์ไป

คณะเดินทางกลุ่มนี้หนีเอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิดเพียงไม่กี่คนเท่านั้น โดยมีกลาสเป็นผู้นำทางเพื่อกลับไปยังค่าย และในเช้าวันนั้นกลาสเดินสำรวจเส้นทางล่วงหน้าเพียงลำพังและต้องต่อสู้กับหมียักษ์ นำพาไปสู่เรื่องราวการหักหลังที่แสนเจ็บปวด และการเอาตัวรอดจากความตายสู่เป้าหมายที่เรียกว่าการแก้แค้น

ภาพยนตร์ดำเนินเรื่องราวไม่ซับซ้อน เนื้อเรื่องค่อย ๆ เดินไปอย่างช้า ๆ ไม่รีบเร่งจนเกินไปนัก ตัวละครหลักในเรื่องมีเพียงไม่กี่ตัว ทำให้จดจำได้ไม่ยาก ภาพยนตร์เน้นไปที่การแสดงของลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ อย่างแท้จริง ท่ามกลางอุณภูมิต่ำกว่า 9 องศา ซึ่งไม่ค่อยเป็นมิตรกับเหล่านักแสดงสักเท่าไรนัก

ประกอบกับหลายฉากได้ถ่ายให้เห็นธรรมชาติในป่าเขาท่ามกลางฤดูหนาว และเป็นความตั้งใจของผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้อย่าง อเลฮันโดร กอนซาเลซ อินาริตู (Alejandro González Iñárritu) ที่ต้องการจะถ่ายทำในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และ เอ็มมานูลเอล ลูบีสกี (Emmanuel Lubezki) ผู้กำกับภาพได้ดึงสิ่งที่พระเจ้าสร้างสรรค์ไว้ให้มนุษย์ที่เรียกว่าธรรมชาติให้ออกมาได้งดงามอย่างไม่น่าเชื่อ

ขณะเดียวกันการใส่ดนตรีประกอบอย่างถูกที่ถูกเวลาก็กระตุ้นให้เนื้อเรื่องตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะได้เสียงจากธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงในเวลานั้นเป็นดนตรีประกอบ กระตุ้นให้คนดูรู้สึกอินไปกับภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี

ต้องรอด น่าจะเป็นคำจำกัดความภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ชัดเจนที่สุด ความยาวกว่าสองชั่วโมงครึ่งไม่ได้ทำให้เกิดความน่าเบื่อแม้แต่น้อย ว่ากันตามจริงแล้วเนื้อเรื่องมีเพียงแค่การเดินทางเพื่อกลับไปยังค่ายเท่านั้น แต่เรื่องราวระหว่างทางที่เกิดขึ้นนั้นน่าสนใจยิ่งกว่าอะไร

สัญชาตญาณของมนุษย์คือการเอาชีวิตรอด แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัส แม้ความตายอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ ขอเพียงยังไม่หมดลมหายใจ ไม่ว่าอย่างไรก็จะมีชีวิตรอดต่อไปให้ได้

ปากต้องกัดกินเศษซากเนื้อสัตว์ ตีนต้องยืนหยัดถีบตัวเองเพื่อก้าวไปข้างหน้า ฝ่ามรสุมแห่งธรรมชาติที่ไม่ปรานีต่อสิ่งมีชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างกระตุ้นให้ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ทุ่มทั้งกายและใจเล่าชีวิตของฮิวจ์ กลาส ออกมาได้อย่างสมจริงที่สุด

ชีวิตมนุษย์ทุกคนต้องต่อสู้และดิ้นรน หลายครั้งที่ชีวิตเราต้องประสบกับเรื่องต่าง ๆ มากมาย เราฟูมฟายถึงความเจ็บปวดที่ได้รับ และเฝ้ารอให้ปาฏิหาริย์พาเราออกจากเรื่องที่น่าเศร้าเสียที สองมือไม่เริ่มทำ สองขาไม่เริ่มเดิน เราคงจะนอนตายอยู่กลางป่าที่หนาวเหน็บอย่างทุกข์ทรมาน

จากคำกล่าวที่ว่า จงอย่ามองว่าเราขาดอะไร แต่ให้มองว่าเรายังเหลืออะไร บ่อยครั้งสิ่งที่เรามีอยู่มีประโยชน์กับเราเสมอ ใช้ทั้งหมดที่มีแก้ปัญหาไปให้ได้ และสุดท้ายปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นให้เราได้ชื่นชมยินดีอย่างแน่นอน

 

MTHAI

รีวิวภาพยนตร์ Take Me Home สุขสันต์วันกลับบ้าน : ความทรงจำที่ต้องกล้าเผชิญ

ภาพยนตร์เรื่อง Take Me Home สุขสันต์วันกลับบ้าน ที่ได้นักแสดงแถวหน้าของเมืองไทยมารับบทนำ อาทิ มาริโอ้ เมาเร่อ และ วิว วรรณรท สนธิไชย ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงดึงดูดให้แฟนคลับเข้าไปติดตาม Take Me Home ผลงานกันได้ไม่ยาก

ว่าด้วยเรื่องราวของ “แทน” รับบทโดย มาริโอ้ เมาเร่อ บุรุษพยาบาลผู้สูญเสียความทรงจำหลังจากเกิดอุบัติเหตุรุนแรง และจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร เขาทำงานในโรงพยาบาลและพยายามค้นหาว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน กระทั่งเขาได้พบเรื่องราวของตัวเองผ่านหน้าหนังสือพิมพ์เก่า เขาจึงไม่ลังเลที่จะรีบเดินทางกลับไปยังบ้านที่เขาจากมา ทันทีที่เดินทางกลับมาถึง เขาได้พบกับ “ทับทิม” รับบทโดย วิว วรรณรท พี่สาวของแทน เรื่องราวที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ในบ้านหลังนี้กลับมีเรื่องราวที่ไม่ชอบมาพากล เรื่องราวที่ดูแปลกจนน่าประหลาดใจ นำไปสู่เรื่องสยองขวัญอันแสนเจ็บปวดที่ยากจะยอมรับ

ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวผ่านตัวเอกของเรื่องที่ชื่อว่า “แทน” ซึ่งเป็นตัวละครที่สูญเสียความทรงจำ แทนพยายามค้นหาว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน และเขาต้องพบเจอเรื่องราวอะไรบ้าง ผู้ชมจะได้รู้เรื่องราวไปพร้อมกัน เนื้อเรื่องค่อนข้างรวบรัดในช่วงแรกเพื่อเข้าไปสู่ช่วงหลัก เมื่อตัวเอกได้กลับไปยังบ้านเพื่อรู้ความจริง มีการตัดฉากสลับไปมาระหว่างอดีตและปัจจุบัน ซึ่งบางครั้งก็สร้างความสับสนไม่น้อย แต่ในช่วงหลังตัวภาพยนตร์ก็จะค่อย ๆ เฉลยปมเหล่านั้นให้กระจ่างขึ้นเรื่อย ๆ

เอาอยู่จริง ๆ กับนักแสดงหนุ่ม มาริโอ้ เมาเร่อ ที่เสมือนเป็นเสาหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้ ความสามารถทางการแสดงที่สั่งสมมาถูกนำมาใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี สามารถดึงอารมณ์คนดูให้อยู่กับตัวละครได้ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ที่สำคัญแฟนคลับของมาริโอ้คงตื่นเต้นกับฉากเซอร์วิสโชว์หัวนมอมชมพูก็น่าจะทำให้แฟนคลับรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจไปตาม ๆ กัน อีกหนึ่งนักแสดงอย่าง วิว วรรณรท ที่ถึงแม้จะแสดงได้ดีไม่แพ้กัน แต่บทพูดในบางฉากอาจยังดูไม่ค่อยหนักแน่นสักเท่าไร แต่โดยรวมก็ไม่ได้ทำให้เสียอรรถรส ปีเตอร์ นพชัย และ นภาดา สุขกิจ ด้วยฝีมือการแสดงที่มีชั่วโมงบินมานานก็ทำให้บ้านหลังนี้ดูมีมิติและหลอนขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ และนักแสดงเด็กอีกสองคนก็ไม่ได้ทำให้เสียบรรยากาศจากการเป็นนักแสดงเด็ก โดยเฉพาะน้อง กรณิศ เล้าสุบินทร์ประเสริฐ สามารถดึงอารมณ์สร้างความหลอนให้กับตัวภาพยนตร์ได้ไม่น้อยเลย

แน่นอนว่าภาพยนตร์แนวนี้ ทุกคนต้องให้ความสนใจถึงความน่ากลัวและความหลอนของผีที่จะปรากฏขึ้นมาในเรื่อง แต่สิ่งที่เหนือกว่านั้นคือการเพิ่มความหลอนด้วยการเล่าเรื่องแบบเดียวกันซ้ำ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วการสร้างความหลอนด้วยวิธีนี้น่ากลัวกว่าการปรากฏตัวแบบตุ้งแช่ของผีในเรื่องเสียอีก การชมภาพยนตร์เรื่องนี้ควรจดจ่ออยู่กับเนื้อเรื่องให้ดี เพราะการตัดสลับไปมาระหว่างอดีตและปัจจุบันบวกกับการซ้ำของภาพเหตุการณ์อาจทำให้ผู้ชมเกิดความสับสนได้ง่าย ๆ

เราทุกคนล้วนแล้วแต่มีอดีตที่ดีและไม่ดี หลายครั้งอดีตที่ไม่ดีตามมาหลอกหลอนให้เกิดความกลัว และเราเลือกที่จะโทษ โกรธเกลียด อยากจะวิ่งหนี อยากจะลืม แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้ เมื่อสบโอกาสเมื่อไรก็จะตามมาหลอกหลอนให้เกิดความกลัวอย่างนี้เรื่อยไป ในวันนี้วันที่เรามาถึงจุดที่เราเข้มแข็งจุดที่เรากล้าแกร่ง ลองกลับไปเผชิญหน้ากับมัน เลือกที่จะยืนอยู่ในช่วงเวลาที่เราหวาดกลัวที่สุด แล้วบอกตัวเองว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเปลี่ยนใจของเราให้ยอมรับและเข้าใจ เรายังมีวันนี้ยังมีชีวิตมีลมหายใจ ยังมีแรงที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้กับตัวเองและคนอื่นอีกมากมาย อดีตอันเลวร้ายก็จะทำไม่สามารถทำอะไรเราได้อีกต่อไป

MTHAI

รีวิว Passengers คู่โดยสารพันล้านไมล์ เรื่องราวของยานอวกาศอวาลอน

สำหรับภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของสองนักแสดงนำจากฮอลลิวูดอย่าง เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (Jennifer Lawrence) และ คริส แพรตต์ (Chris Pratt) ที่โคจรมาเจอกันในภาพยนตร์เรื่อง Passengers คู่โดยสารพันล้านไมล์ น่าจะดึงดูดแฟนคลับของทั้งสองคนให้ตีตั๋วเข้าชมภาพยนตร์เรื่องนี้กันได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และผมขอโดยสารเป็นหนึ่งในลูกค้าที่ขอไม่เข้าตู้จำศีลบนยานอวาลอนจนครบ 116 นาที

Passengers คู่โดยสารพันล้านไมล์ ว่าด้วยเรื่องราวของยานอวกาศอวาลอนที่กำลังเดินทางไปยังดาวดวงใหม่ โดยบรรทุกมนุษย์กว่าพันคนอยู่ในโลงจำศีลเพื่อตื่นอีกทีในทศวรรษหน้าบนดาวดวงใหม่ ทว่าเกิดเรื่องไม่คาดฝัน เมื่อ ออโรรา รับบทโดย เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (Jennifer Lawrence) และ จิม เพรสตัน รับบทโดย คริส แพรตต์ (Chris Pratt) เกิดตื่นขึ้นมาเร็วกว่าที่ควรจะเป็นถึง 90 ปี การตื่นขึ้นมานี้ใช่เรื่องบังเอิญหรือไม่

ตัวละครหลักที่ปรากฏในเรื่องนั้นมีเพียงแค่ จิม, ออโรรา, และ อาเธอร์ หุ่นบาร์เทนเดอร์ ซึ่งตลอดทั้งเรื่องผู้ชมจะได้เห็นสองนักแสดงนำและหนึ่งหุ่นจนสาแก่ใจแฟนคลับแน่นอน และต้องขอขอบคุณ คริส แพรตต์, เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ และ ไมเคิล ชีน ที่คอยแก้เบื่อให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดี เพราะพวกเขาจะเป็นจุดสนใจที่จะดึงให้ผู้ชมที่อาจจะเริ่มเบื่อ ๆ ยังอยู่บนยาวอวาลอนจนถึงฉากสุดท้ายได้

หนึ่งในมนตร์เสน่ห์ของภาพยนตร์ล้ำอนาคตแนว ๆ นี้ก็คือการที่ได้โชว์เทคโนโลยีความล้ำต่าง ๆ ในจินตนาการที่อาจจะเกิดขึ้นจริงแล้วบ้าง หรือยังไม่เกิดขึ้นจริงก็ตามให้ผู้ชมเห็นในภาพยนตร์ โดยส่วนตัวแล้วผมกลับรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นความแปลกใหม่ในเรื่องเหล่านี้ แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะไม่มีแก็ดเจ็ตอะไรล้ำ ๆ มาให้ได้เห็นมากมายนัก ทว่าความสะดวกสบายที่จะได้อยู่ในยานอวกาศสุดไฮเทคลำนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อดเพ้อฝันไม่ได้ระหว่างชมภาพยนตร์ แต่โดยส่วนตัวชื่นชอบเตียงรักษาเป็นพิเศษ ถ้าประเทศเรามีเตียงรักษาแบบบนยาวอวกาศลำนี้น่าจะแบ่งเบาภาระของแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์ที่รักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลของรัฐได้เป็นอย่างดี

จากตัวอย่างที่เห็นไปนั้น ตัวภาพยนตร์ยังมีจุดสำคัญที่ตัวอย่างยังไม่ได้เปิดเผยอยู่ ยิ่งเหตุการณ์ในช่วงแรกทำให้ผมได้กลิ่นอายของภาพยนตร์ไทยเรื่อง แฟนเดย์ อยู่จาง ๆ แม้จะช่วยให้ภาพยนตร์เกิดความน่าสนใจ และน่าติดตามมากขึ้นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะถูกเฉลยเมื่อไร แต่โดยภาพรวมแล้วภาพยนตร์ก็ยังไม่ได้มีอะไรที่หวือหวามากนัก

กล่าวโดยสรุปแล้ว Passengers คู่โดยสารพันล้านไมล์ เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ดราม่าโรแมนติกที่น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของใครหลายคนที่เลือกจะตีตั๋วเข้าไปชมกันในช่วงสุดสัปดาห์นี้ สองนักแสดงนำก็ยังคงความมาตรฐานฝีมือการแสดงไว้ได้เป็นอย่างดี และดึงความสนใจจนพอจะมองข้ามความน่าเบื่อและเนิบนาบไปได้ แม้จะไม่มีฉากอะไรโดดเด่นถึงขั้นต้องจดจำ หรือมีจุดพีคที่น่าติดตาตรึงใจ แต่เรื่องที่อยากรู้ว่าทำไมสองคนนี้ต้องตื่นขึ้นมาก่อนคนอื่น เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นระหว่างทางบ้าง และท้ายที่สุดแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับยานลำนี้ก็น่าจะได้คำตอบที่ครบถ้วนกระบวนความอย่างแน่นอน อื่นๆ

ที่มา

รีวิว The Third Murder กับดักฆาตกรรมครั้งที่ 3 รับแรงบันดาลใจมาจากสุภาษิต

ผู้กำกับมากฝีมือ โคเรเอดะ ฮิโรคาสุ เจ้าของรางวัลจูลี่ไพรส์ The Third Murder กับดักฆาตกรรมครั้งที่ 3 ว่าด้วยเรื่องราวที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสุภาษิตโบราณของญี่ปุ่น เล่าเรื่องราวผ่าน 3 ตัวละครหลัก ทนายความมากฝีมือที่รับว่าความให้กับผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมที่ชวนสงสัย และมีแนวโน้มว่าผู้ต้องหาจะถูกตัดสินให้ได้รับโทษประหารชีวิต แต่เมื่อยิ่งสืบลึกลงไปคนที่เขาสงสัยกลับเป็นลูกสาวของตัวฆาตกรเอง

ด้วยธรรมชาติของการกำกับภาพยนตร์สไตล์ โคเรเอดะ ฮิโรคาสุ นั้นไม่ได้เน้นความหวือหวาหรือเหตุการณ์ตื่นเต้นระทึกใจมากนัก จึงอาจทำให้บางคนมองว่าการดำเนินเรื่องค่อนข้างเอื่อย เฉื่อย และไปเรื่อยๆ แต่ในความค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปนี่เองได้สร้างสิ่งละอันพันละน้อยไว้ให้ผู้ชมได้ประติดประต่อเรื่องราว จนกลายเป็นพลังบางอย่างที่แฝงอยู่ในตัวเรื่อง ซึ่งส่งผลให้รู้สึกคล้อยตามและเข้าใจตัวละคร รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง

นอกจากการพล็อตเรื่องที่ทรงพลังแล้ว ประเด็นที่หนังต้องการจะสื่อนั้นก็มีหลากหลายประเด็น ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องค่อนข้างหนักพอสมควร แน่นอนว่าอย่างแรกคือเรื่องการฆาตกรรม การล่วงละเมิดทางเพศ รวมไปถึงทางด้านกฎหมายที่มีช่องโหว่มากมาย หนังไม่ได้ชี้นำผู้ชมว่าจะต้องอยู่ฝ่ายไหน แต่จะให้ผู้ชมเป็นผู้ตัดสินเองว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ชวนขบคิดพิจารณาดังเช่นการกระทำของทนายผู้เป็นตัวละครเอก

อีกหนึ่งประเด็นที่เป็นเรื่องค่อนข้างอ่อนไหวพอสมควร นั่นคือการถูกล่วงละเมิดทางเพศของคนในครอบครัว ซึ่งจะเห็นว่าในสังคมทุกวันนี้ก็เห็นเป็นตัวอย่างในข่าวมากมาย The Third Murder กับดักฆาตกรรมครั้งที่ 3 ก็ดูเหมือนจะใช้ประเด็นนี้เป็นแกนหลัก เหนือสิ่งอื่นใดก็ยังมีประเด็นเรื่องของความยุติธรรม ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ไม่แพ้กัน โดยสะท้อนให้เห็นขบวนการทางกฎหมายที่สุดท้ายแล้วก็ยังคงหาความยุติธรรมได้ยากเช่นกัน ยิ่งได้พลังการถ่ายทอดอารมณ์ของนักแสดงหลักทั้งสามคน ยิ่งทำให้หนังเข้มข้นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากถามว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สนุกไหม คงตอบได้ไม่เต็มปากว่าสนุก เพียงแต่มันเป็นหนังที่ให้ผู้ชมได้กลับมาคิดทบทวนด้วยตัวเองมากกว่าว่าสุดท้ายแล้วใครคือฆาตกร เพราะมีเหตุผลหลายอย่างที่ชี้นำให้คิด ซึ่งจะเชื่อใครคนใดคนหนึ่งในเรื่องไม่ได้เลย เพราะทุกคนต่างก็ต้องการให้ตัวเองเป็นฝ่ายที่ถูกอยู่แล้ว จึงเป็นหน้าที่ของคนดูที่ต้องตัดสินใจเอง เชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สามารถสะท้อนให้เห็นคุณค่าของมนุษย์และชำแหละจิตใจของแต่ละคนว่ายังมียุติธรรมหลงเหลืออยู่หรือไม่ อื่นๆ

ที่มา

รีวิว App War แอปชนแอป กลุ่มคนสองกลุ่มที่ทำแอพลิเคชั่น

สำหรับ App War แอปชนแอป ภาพยนตร์เรื่องที่สองของผู้กำกับ เสือ ยรรยง และของค่ายหนัง ทีโมเมนต์ เริ่มด้วยพล็อตเรื่องแบบใหม่ที่ทันสมัยเข้ากับยุคนี้สุดๆ พร้อมด้วยนักแสดงหน้าใหม่ที่แม้จะผ่านงานในวงการบันเทิงมาบ้าง แต่ถือเป็นการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของทุกคน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเสี่ยงพอสมควร

ว่าด้วยเรื่องราวของกลุ่มคนสองกลุ่มที่ทำแอพลิเคชั่นที่มีการใช้งานที่เหมือนกัน กลุ่มแรกคือ Team Inviter และอีกกลุ่มคือ Team Amjoin ทั้งสองทีมจะต้องพัฒนาแอพลิเคชั่นของตัวเองเพื่อชิงเงินจากนายทุน โดยผู้ชนะจะได้เงินรางวัล 100 ล้านบาท แต่ทั้งสองทีมจะต้องใช้การเฉือนคมด้วยอาวุธสมองของแต่ละทีมเพื่อการแข่งขัน แต่การที่จะได้เงินมานั้นก็ต้องแลกมาด้วยความรักและความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนที่พวกเขาจะต้องฝ่าฟันไปด้วยกัน

ต้องขอชื่นชมผู้กำกับและทีมผู้สร้างที่กล้านำเอาพล็อตเรื่องแนวนี้มาทำเป็นภาพยนตร์ แน่นอนว่ามันอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องที่คนทั่วไปรู้กัน นอกจากคนที่สนใจจริงๆ แต่ก็ไม่ยากที่จะเข้าใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีทำให้ผู้ชมได้ความรู้จากเรื่องสตาร์ทอัพ แม้ว่าหนังจะไม่ได้ลงลึกถึงขนาดนำไปประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง แต่เชื่อว่า App War จะเป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่อยากทำงานเกี่ยวกับสตาร์ทอัพและการทำตามความฝันได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของการดำเนินเรื่องก็ถือว่าทำได้ดี ไม่ค่อยเวิ่นเว้อ อาจจะมีส่วนที่หลุดๆ และความไม่ประติดประต่อไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้เสียอรรถรสในการชม ทางด้านงานสร้างก็แทบไม่มีที่ติ ดูแล้วสบายตาและสมจริงถือว่าเข้าขั้นดีเลยทีเดียว และการแสดงของนักแสดงหลักทั้ง 7 คน ก็ถือว่าน่าประทับใจ (แอบมีเซอร์ไพรส์นักแสดงอีกคนที่ขอบอกว่าเป็นตัวชูโรงได้อย่างดีเลย) หนังได้ดึงเอาเสน่ห์ของแต่ละคนออกมาได้พอเหมาะ โดยเฉพาะ ณัฏฐ์ กิจจริต, ทู สิราษฎร์ และ จิงจิง ที่ถ่ายทอดบทบาทของตัวละครออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ถึงแม้บางจุดอาจจะดูไม่ลื่นไหลเท่าที่ควรแต่ก็สามารถเนียนๆ ต่อไปได้

ส่วนคนอื่นๆ อย่าง เติร์ด ธนาภพ, หรั่ง อภิวิชญ์ ก็น่าจับตามองไม่แพ้กัน หากได้มีการพัฒนาฝีมือมากกว่านี้น่าจะไปได้ไกลแน่นอน ซึ่งโดยส่วนตัวแอบชอบบุคลิกของ ธิชา เป็นพิเศษหากได้ไปรับแสดงบทร้ายๆ น่าจะรุ่ง ส่วนการแสดงของ อร BNK48 ที่หนังให้แอร์ไทม์ไม่แพ้คู่พระนาง (ซึ่งดูก็รู้ว่าน่าจะเสิร์ฟความฟินในเหล่าโอตะล้วนๆ) นั้นก็ถือว่าไม่เลวเลย อย่างที่บอกหากฝึกฝนไปอีกนิดน่าจะเอาดีทางนี้ได้ไม่ยาก

โดยรวมแล้วถือว่า App War นั้นเป็นภาพยนตร์ที่ดี น่าดู และน่าจับตามองอีกหนึ่งเรื่อง เพราะหนังไม่ได้เล่าแค่เพียงเรื่องราวความสัมพันธ์ของคนและความรักระหว่างหนุ่มสาวเท่านั้น แต่ยังสื่อให้เห็นถึง Passion ในการทำงาน การสร้างอนาคตของคนรุ่นใหม่ที่มันสามารถเปลี่ยนโลกได้จะเร็วจะช้าขึ้นอยู่กับเวลาและความพยายามเท่านั้น เชื่อว่าผู้ชมจะได้อะไรกลับไปมากกว่าความสนุกอย่างแน่นอน อื่นๆเพิ่มเติม

ที่มา

รีวิว The Equalizer 2 มัจจุราชไร้เงา 2 โรเบิร์ต แมคคอล มัจจุราชไร้เงา

สำหรับ The Equalizer 2 มัจจุราชไร้เงา 2 หนังภาคต่อสุดโหดของชายธรรมดาคนหนึ่งที่สามารถนำอาวุธรอบกายมาเป็นอุปกรณ์ในการฆ่าคนได้อย่างคล่องแคล่ว แน่นอนว่าในภาคนี้หนังก็ยังคงได้ อังตวน ฟูกัว (Antoine Fuqua) และ เดนเซล วอชิงตัน (Denzel Washington) ผู้กำกับและนักแสดงนำคนเดิมมาร่วมสานต่อความมันส์อีกครั้ง

The Equalizer 2 มัจจุราชไร้เงา 2 ว่าด้วยเรื่องราวของ โรเบิร์ต แมคคอล มัจจุราชไร้เงาผู้ทำหน้าที่จัดการคนชั่วพิทักษ์คนดีและผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหง จนกระทั่งเกิดเหตุกับคนใกล้ตัวที่เขารัก เขาจึงต้องอาศัยความสามารถทุกอย่างที่มีเพื่อเผชิญหน้ากับมือสังหารที่ผ่านการฝึกมาอย่างโชกโชน ผู้มุ่งมั่นจะทำลายเขาโดยไม่ยอมให้อะไรมาหยุดยั้ง

นับว่าเป็นหนังแอคชั่นทริลเลอร์ที่ได้รับความนิยมจากแฟนหนังมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะด้วยการออกลีลาบู๊ที่มีความเฉพาะตัวของตัวเอกในเรื่องอย่าง โรเบิร์ต แมคคอล รับบทโดย เดนเซล วอชิงตัน (Denzel Washington) ที่ดูก็รู้ว่าน่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่าที่เราเห็นว่าเขาเป็นคนธรรมดาที่มีความสามารถในการต่อสู้ ซึ่งในภาคแรกหนังก็ยังไม่ได้บอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวละครนี้มากนัก และหนังก็ได้ค่อยๆ มาเปิดเผยให้เห็นในภาคนี้เองว่าเขานั้นเคยเป็นอะไรมาก่อน

ด้วยความหนังที่ยังคงรักษาเอกลักษ์ณ์ไว้แบบเดิม ทั้งในเรื่องการตัดต่อ จังหวะ และการบู๊ต่างๆ ทำให้เรารู้สึกถึงความต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องราวในหนังก็ยังคงมีความคล้ายคลึงกับภาคแรก และเหมือนจะชูเจตนาของตัวละคร โรเบิร์ต แมคคอล ที่ต้องการให้โอกาสช่วยเหลือผู้คนให้ชัดเจนมากขึ้นและสนุกกว่าเดิม

แน่นอนว่าหนังขายความแอคชั่นแบบดิบๆ เป็นหลักที่เรียกได้ว่าโหดจัดเต็ม เลือดสาดกันแบบให้เห็นจะๆ สมกับที่ได้เรต R มาทั้งสองภาค และถึงแม้ว่าคุณลุงเดนเซลของเรานั้นจะมีอายุปาไป 64 ก็ยังคงสามารถออกลีลาบู๊และเชือดคนได้อย่างแข็งแกร่ง บวกกับมาดนิ่งๆ ที่ทำให้เราลุ้นว่าจะเกิดเรื่องราวที่ไม่ชอบมาพากลขึ้นหรือไม่ เรียกได้ว่าแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้กันเลยทีเดียว

นอกจากเราจะได้เห็นฉากแอคชั่นอันเป็นเอกลักษณ์ของหนังแล้ว ในภาคนี้เรายังจะได้เห็นการวางแผนต่อสู้ที่ต้องอาศัยความฉลาดและปฏิภาณไหวพริบสูง ซึ่งจะได้เห็นฉากสนุกๆ เหล่านี้ในตอนท้ายของเรื่อง ที่บอกได้เลยว่าสุดยอดมาก และเชื่อว่าหนังน่าจะสร้างภาคต่อมาได้อีกเพราะยังมีอะไรให้เล่นอีกเยอะ แถมตอนจบยังทิ้งบางอย่างเหมือนจะให้ติดตามต่ออีกด้วย อื่นๆเพิ่มติม

ที่มา

 

รีวิวหนังโรแมนติกคอมเมดี้ Destination Wedding ไปงานแต่งเขา แต่เรารักกัน

สำหรับ Destination Wedding ไปงานแต่งเขา แต่เรารักกัน ผลงานโรแมนติกคอมเมดี้เรื่องล่าสุดของนักแสดงมากความสามารถ คีอานู รีฟส์ (Keanu Reeves) ที่หวนกลับมาเล่นหนังแนวนี้อีกครั้งหลังจากที่ห่างหายไปนานกว่า 15 ปี แถมยังเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งกับขวัญใจในยุค 90s วิโนนา ไรเดอร์ (Winona Ryder) อีกด้วย

ไปงานแต่งเขา แต่เรารักกัน ว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มสาวสองคน ลินด์เซย์ และ แฟรงก์ ที่ต้องเดินทางไปร่วมงานแต่งงานของคนรู้จักที่แทบจะไม่มีความโรแมนติก จนได้มาใช้เวลาอยู่ด้วยกันและนำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง

หลังจากที่หันไปเอาดีด้านงานแอคชั่นเสียเป็นส่วนใหญ่ จนทำให้แฟนๆ ชินตาไปกับภาพนักฆ่าสุดโหด และเสมือนเป็นการคั่นเวลารอหนังภาคต่อ ของ John Wick งานนี้ คีอานู รีฟส์ (Keanu Reeves) เลยได้มารับเล่นหนังรอมคอมอีกครั้ง ซึ่งบอกตามตรงว่าก็ยังคิดภาพไม่ออกว่าหนังจะเป็นยังไง พอได้มาดูหนังเต็มๆ ก็พบว่าพี่แกก็ยังมีบุคลิกแข็งๆ นิ่งๆ แถมขวางโลกไปอีก ดูไปดูมาก็เหมือนยังสลัดความเป็นนักฆ่าได้ไม่หมด แต่ด้วยเสน่ห์ของตัวละครที่ได้รับก็ทำให้รู้สึกว่าเข้ากันกับชีวิตพี่แกจริงๆ

เมื่อได้มาแสดงคู่กับขวัญใจในอดีตอย่าง วิโนนา ไรเดอร์ (Winona Ryder) ก็ดูมีความเข้าขากันอยู่ ด้วยคาแรคเตอร์ของทั้งคู่ที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในเรื่องการดำเนินชีวิตและทัศนคติที่มองโลก ทำให้เราได้เห็นมุมการใช้ชีวิตที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ แต่คงต้องเอาผสมรวมๆ กันถึงจะสมดุล เพราะหากเลือกของคนใดคนหนึ่งก็ออกจะสุดโต่งไปหน่อย

ภาพรวมของหนังมีความคล้ายคลึงกับผลงานของ วูดดี อัลเลน (Woody Allen) ผู้กำกับสูงวัยที่โดนพิษกรณีล่วงละเมิดทางเพศพอสมควร โดยเฉพาะการพูดคุยโต้ตอบกันทั้งเรื่อง แถมยังมีการแสดงและแลกเปลี่ยนทัศนคติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก การใช้ชีวิตที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง น้อยนักที่ในยุคปัจจุบันจะมีหนังแนวนี้ออกมาให้แฟนๆ ได้ชมกัน ซึ่งส่วนใหญ่หันไปทำแอคชั่น ระทึกขวัญ ไม่ก็ฮีโร่กันหมด

และแม้จะจบตามสูตรหนังโรแมนติกคอเมดี้ แต่หนังก็ยังคงสร้างความบันเทิงได้เป็นอย่างดี ถึงฉากฮาๆ จะมีไม่มาก แต่ว่ามาแต่ละทีก็ทำเอาหัวเราะได้อย่างเต็มปาก มุกใต้สะดือมาอย่างเยอะ เอาเป็นว่าหากมาดูหนังเรื่องนี้ก็ไม่ต้องคิดมาก เพราะแค่มาดู คีอานู รีฟส์ (Keanu Reeves) นั้นก็คุ้มแล้ว เชื่อว่าแฟนๆ น่าชอบมุมนี้ของพี่แกเหมือนกัน อื่นๆเพิ่มเติม

ที่มา

รีวิว Keys to the Heart พี่หมัดหนักกับน้องอัจฉริยะสุดป่วน

รีวิว Keys to the Heart พี่หมัดหนักกับน้องอัจฉริยะสุดป่วน สำหรับหนังดรามาคอมเมดี้สัญชาติเกาหลี Keys to the Heart พี่หมัดหนักกับน้องอัจฉริยะสุดป่วน ของผู้กำกับ ชอยซองฮยอน ที่ได้นักแสดงมาฝีมืออย่าง อีบยองฮอน, ปาร์คจองมิน และ ฮันจีมิน มาถ่ายทอดอารมณ์ผ่านบทบาทที่ท้าทายสุดๆ

พี่หมัดหนักกับน้องอัจฉริยะสุดป่วน ว่าด้วยเรื่องราวของ โจฮา (อีบยองฮอน) นักมวยตกอับที่ปัจจุบันเป็นแค่คนแจกใบปลิว เขาได้กลับมาหาแม่ อินซุก (ยุนยอจอง) ในรอบ 17 ปี ผู้ที่เคยทิ้งเขาไปเมื่อยังเด็ก แล้วเขามาอาศัยอยู่บ้านเดียวกันที่เขาได้พบกับ จินแท (ปาร์คจองมิน) น้องชายออทิสติก ผู้มากพรสวรรค์ในการเล่นเปียโน เล่นเกมและทำราเมง

โจฮาไม่ได้ปลาบปลื้มเขามากนัก แต่เมื่อเขาอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน เขาก็เริ่มรู้จักน้องชายคนนี้ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป และแล้วความสัมพันธ์ของทั้งสามทำให้โจฮาได้เรียนรู้ถึงความหมายของคำว่าครอบครัว

ตั้งแต่เห็นหน้าหนังก็พอจะเดากันออกแล้วว่าจะต้องไม่ทิ้งความเป็นดรามาน้ำตาแตกแน่นอน แม้จะมีเรื่องราวความตลกสอดแทรกอยู่ตลอดทั้งเรื่อง แต่เกาหลีก็คือเกาหลีที่ชอบดึงดรามา ขยี้แล้วขยี้อีก จนคนดูอย่างเราอดไม่ได้ต้องเสียน้ำตาให้กับความรักของพี่น้องคู่นี้ ในส่วนของการดำเนินเรื่องก็ถือว่าดี ไม่ค่อยเวิ่นเว้อ (แม้จะชอบดึงดรามานานไปหน่อย) โดยรวมก็ดูผสมผสานเข้ากันดี

แอบคิดว่าบางทีเรื่องราวมันก็ไม่ค่อยสมเหตุผลผลเท่าที่ควร แต่ก็อย่างว่ามันก็คือหนังสร้างมาเพื่อความบันเทิง ซึ่งในข้อนี้ก็ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังได้สื่อให้เห็นประเด็นปัญหาที่เราเห็นบ่อย คือปัญหาในครอบครัว การใช้ความรุนแรง ที่สำคัญคือทำให้ผู้ชมอย่างได้เรียนรู้เรื่องราวของคนที่เป็นออทิสติกผ่านความน่ารักของตัวละคร ขอชื่นชมที่มีการสร้างบทออกมาได้ดี (แม้ว่าจะดูซ้ำไปบ้าง)

ในส่วนการแสดงของ ปาร์คจองมิน ถือว่าสอบผ่านในเรื่องการถ่ายทอดอารมณ์ผ่านบทบาทการเป็นเด็กออทิสติกได้เป็นอย่างดี เพราะแทบไม่เหลือคราบหนุ่มหล่อเลย อีกทั้งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นิ้วมือ สายตาต่างๆ ก็ล้วนทำออกมาให้เราเชื่อว่าเขาเป็นออทิสติกจริงๆ ส่วน อีบยองฮอน ที่หายหน้าไปนานฝีมือการแสดงก็ยังคงคุณภาพน้ำตาสั่งได้เหมือนเดิม

ถือว่า Keys to the Heart พี่หมัดหนักกับน้องอัจฉริยะสุดป่วน ตอบโจทย์ความเป็นหนังครอบครัวได้อย่างเต็มเปี่ยม ทั้งเรื่องราวความสัมพันธ์ของตัวละครที่ทำให้เราเชื่อได้ว่าเขาเป็นครอบครัวจริงๆ อีกทั้งยังได้เห็นแง่มุมของคนเป็นออทิสติกนั้นเป็นคนที่แสนพิเศษ เชื่อว่าใครที่ดูจะต้องรักหนัง รักตัวละครเรื่องนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว อื่นๆเพิ่มเติม

ที่มา : https://movie.mthai.com/movie-review/230976.html

รีวิว Backstabbing for Beginners ล้วงแผนล่า ผลงานของผู้กำกับ Per Fly

สำหรับ Backstabbing for Beginners ล้วงแผนล่าทรยศ ผลงานของผู้กำกับ Per Fly ที่บ้านเราได้ดูหลังเมืองนอกไปเป็นเดือน หนังได้สองหนุ่มต่างวัย Theo James กับ Ben Kingsley มาแสดงนำ โดยมีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงในประวัติศาสตร์การคอร์รัปชั่นของสหประชาชาติ

Backstabbing for Beginners ล้วงแผนล่าทรยศ ว่าด้วยเรื่องราวของ ไมเคิล ชายหนุ่มผู้เพิ่งได้งานตามที่ฝัน เป็นผู้ประสานงานโปรเจกต์โปรแกรม Oil for Food ของสหประชาชาติ เขาถูกส่งตัวไปยังอิรักหลังยุคสงคราม แน่นอนว่าเป็นสถานที่อันเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่รัฐ และยังมีประเทศหิวอำนาจที่จ้องจะฮุบคลังน้ำมันสำรองของอิรัก

ไม่รู้ว่าโชคดีหรือไม่ดีกันแน่? คนเดียวที่จะให้คำแนะนำเขาได้คือ ปาชา เจ้านายนักการทูต ยิ่งเขาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ลึกมากเท่าไร ก็ยิ่งตระหนักได้ว่ามันมีการสมคบคิดคอร์รัปชันกันในระดับสูง สิ่งเดียวที่เขาจะหลุดพ้นได้ เขาต้องเปิดโปงคนพวกนั้น เรียกได้ว่าเหมือนเอาชีวิตเข้าไปอยู่ในแหล่งอันตราย แถมยังต้องเอาหน้าที่การงาน ชีวิตของตัวเอง และคนรักเข้ามาเสี่ยงในเกมครั้งนี้อีกด้วย

ดูเหมือนพล็อตเรื่องแนวนี้ (อิงประวัติศาสตร์การเมือง) จะเป็นที่นิยมมากในช่วงหลังๆ มานี้ ดังนั้นวิธีการถ่ายทอดเรื่องราวออกมาให้น่าสนใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากทำออกมาไม่ดีก็ทำให้ไม่อยากดู Backstabbing for Beginners ก็เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องทำตัวอย่างออกมาไม่ค่อยน่าสนใจ ทั้งที่ภาพรวมของหนังนั้นก็ทำออกมาได้ดี เสียแต่ว่าทำตัวอย่างออกมาให้ดูธรรมดาเกินไป

ในส่วนของการดำเนินเรื่องนั้นถือว่าทำให้เราเพลิดเพลินไปได้พอสมควร หนังได้สอดแทรกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ให้เราได้ทราบในหลายๆ เรื่อง (ก็แน่ล่ะมันหนังอิงประวัติศาสตร์นี่นา) ซึ่งบางเรื่องก็เข้าใจบ้าง ไม่เข้าบ้าง แต่สิ่งที่สื่อออกมาให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาก็คือการคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจเลยทีเดียว เพราะมันดันไปสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่ยังคงเกิดขึ้นในปัจจุบันและไม่มีทีท่าว่าจะหายไป

แม้ว่าภาพรวมของหนังไม่ได้ทำออกมาหวือหวามากนัก แต่หนังสามารถทำให้เราอินไปกับเรื่องราวการโกงได้มาก อาจจะเพราะเรามีประสบการณ์ร่วมอย่างเช่นการเห็นนักการเมืองในบ้านเมืองเราทุจริตไม่ต่างไปจากในหนัง ทั้งเรื่องการยักยอกของที่ต้องนำไปช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส เล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองที่เป็นเรื่องลวงหลอกอย่างน่ารังเกียจ ดูเหมือนนี่จะเป็นจุดเดียวที่ทำให้เรามีส่วนร่วมกับหนัง

หากถามว่าสนุกไหมก็อาจจะตอบได้ไม่เต็มปาก เพราะส่วนดีๆ ของหนังก็มีอยู่ ซึ่งก็แล้วแต่รสนิยมส่วนบุคคล หากใครเป็นคอหนังดรามาการเมืองก็คงจะชอบแต่ก็คงไม่ถึงกับชอบมาก ก็อย่างที่บอกหนังเล่าเรื่องธรรมดาเกินไป จุดไคล์แม็กซ์ก็ไม่น่าตื่นเต้นเท่าที่ควร แต่ยังดีที่หนังได้การการแสดงของ Theo James กับ Ben Kingsley มาชิงไหวชิงพริบกันให้ได้พอสนุกบ้างดูเป็นคู่ที่มีเคมีบางอย่างเข้ากันได้ดี โดยเฉพาะฝีมือการแสดงของ Theo James ที่ดูเหมือนจะพัฒนาขึ้นมาก อื่นๆเพิ่มเติม

 

ที่มา : https://movie.mthai.com/movie-review/233384.html

รีวิว The Monkey King 3 ไซอิ๋ว 3 ตอน ศึกราชาวานรตะลุยเมืองแม่ม่าย

ศึกราชาวานรตะลุยเมืองแม่ม่าย The Monkey King 3 ไซอิ๋ว 3 เข้ามาฉายในบ้านเราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากเกิดกระแสความนิยมในจีนจนติด 1 ใน 10 ของภาพยนตร์จีนที่สั่นสะเทือนบ๊อกซ์ออฟฟิศจีน ด้วยยอดรายรับกว่า 3,500 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ งานนี้ทำเอาผู้กำกับอย่าง เจิ้งป๋อไช่ ยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว แน่นอนว่าเหล่านักแสดงนำก็ได้รับความนิยมมากเช่นเดียวกัน

The Monkey King 3 ไซอิ๋ว 3 ตอน ศึกราชาวานรตะลุยเมืองแม่ม่าย ว่าด้วยเรื่องราวการผจญภัยเหนือจินตนาการครั้งใหม่ของตำนานไซอิ๋ว เมื่อพระถังซัมจั๋งและคณะผู้ติดตามอย่าง ซุนหงอคง, ซัวเจ๋ง และ ตือโป๊ยก่าย ได้เดินทางมายังเมืองที่เต็มไปด้วยหญิงโสด

พระถังซัมจั๋งได้พบกับราชินีแห่งเมืองแม่ม่าย ซึ่งนางได้ตกหลุมรักและต้องการให้พระถังซัมจั๋งอยู่ที่นี่ตลอดไป ซุนหงอคงและพรรคพวกจำต้องหากลอุบายเพื่อที่จะหนีออกไปจากที่นี่อย่างปลอดภัยให้ได้

เดินทางมาถึงภาคที่ 3 กันแล้ว สำหรับ The Monkey King 3 ไซอิ๋ว 3 ตอน ศึกราชาวานรตะลุยเมืองแม่ม่าย ที่แม้ว่าจะเว้นช่วงห่างจากภาคที่ 2 มาเป็นปี แต่เรื่องราวการเดินทางของพระถังซัมจั๋งก็ยังคงมีความสนุกและน่าติดตามอยู่เสมอ ซึ่งในภาคนี้ได้เดินทางมาถึงเมืองแม่ม่าย อันเป็นเมืองที่พระถังซัมจั๋งถูกทดสอบจิตใจมากที่สุดเลยก็ว่าได้

เนื่องจากด้วยความเป็นพระต้องรักษาศีล การมีผู้หญิงมาอยู่ใกล้ตัวจึงอาจทำให้ไขว้เขว อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการผิดศีล ไม่อาจห้ามหัวใจได้ ฉะนั้นในภาคนี้ถือว่ามีเรื่องราวที่มาสร้างสีสันให้มากมายทีเดียว อีกทั้งตัวพระถังและราชินีนั้นก็มีรูปลักษณ์สวยงาม เหมาะสมกันยังกับกิ่งทองใบหยก จึงทำให้เราแอบลุ้นไปกับทั้งคู่ แม้ท้ายที่สุดแล้วจะรู้ว่าพระถังไม่อาจละทิ้งปณิธานอันแน่วแน่ที่จะไปอัญเชิญพระไตรปิฎกจากชมพูทวีป

การดำเนินเรื่องในภาคนี้ถือว่าไม่ค่อยมีความซับซ้อน แถมยังทำให้เราสนุกไปกับการค้นหาปริศนาในเมืองแม่ม่าย ส่วนความตลกโปกฮาก็อยู่เกณฑ์กำลังดี ยิ่งได้พันธมิตรมาพากย์เสียงให้ ทำให้หนังมีสีสันมากขึ้นเป็นกอง สิ่งที่ไม่ชมไม่ได้ก็คือ ผู้กำกับเนรมิตเมืองแม่ม่ายได้ออกมาสวยงามมาก เห็นแล้วอยากหลุดเข้าร่วมคณะกับพระถังจริงๆ ไม่ต้องพูดถึงโปรดักชั่นหรือวิชวลเอฟเฟกต์ซีจีนั้นดีมาก แม้จะมีลอยๆ ไปบ้าง แต่ก็เทียบเท่าฮอลลีวูดเลยทีเดียว

อีกส่วนหนึ่งที่ดีไม่แพ้กันก็คือ เพลงประกอบภาพยนตร์ที่มีความหมายดี แถมยังใส่มาในหนังได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ นอกจากความเพลิดเพลินที่ได้จากหนังแล้ว ยังได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ที่งดงาม แน่นอนว่าย่อมมีหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนามาเป็นตัวเชื่อม รักคือกิเลศ เป็นอุปสรรคในการพ้นทุกข์ แต่หากจัดการให้ถูกที่ถูกเวลารับรองว่าไม่มีทุกข์แน่นอน อื่นๆเพิ่มเติม

ที่มา : https://movie.mthai.com/movie-review/228664.html