รีวิว Impetigore บ้านเกิดปีศาจ เรื่องของ มายา และ ดีนี่ สองสาวเพื่อนรัก

เรื่องย่อ เมื่อ มายา (Tara Basro) และ ดีนี่ (Marissa Anita) สองสาวเพื่อนรัก เดินทางกลับมายังบ้านเกิดในหมู่บ้านกลางป่าลึก เพื่อรับมรดกจากครอบครัวที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่กลับต้องพบสายตาที่น่ากลัวของชาวบ้าน พฤติกรรมที่ชวนสงสัย หลุมฝังศพเด็กที่เรียงรายทั่วหมู่บ้าน และดูเหมือนว่าทั้งสองจะต้องเอาตัวรอดจากพิธีกรรมสุดหลอน และความลับที่จะทำให้ผู้ชมทุกคนต้องช็อคเกินคาดเดา

เรียกว่ามีมาให้เราได้ดูกันไม่บ่อยนะครับ สำหรับหนังจากประเทศเพื่อนบ้านเราในละแวกอาเซียน แล้วยิ่งช่วงฮาโลวีนแบบนี้ ก็มีหนังสยองขวัญอาเซียนมาให้เราได้ชมกัน อย่าง Impetigore บ้านเกิดปีศาจ หรือชื่อ Perempuan Tanah Jahanam ในภาษาอินโดนีเซีย ผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ โจโก อันวาร์ (Joko Anwar) ผู้กำกับหนังสยองขวัญชาวอินโดนีเซียที่เคยมีผลงานการกำกับหนังสยองขวัญมาก่อนหน้านี้แล้วอย่าง Satan’s Slaves (2017) ที่สร้างความหลอนสุดขั้วจนกลายเป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดตลอดกาลบน Box Office ของประเทศอินโดนีเซีย และตัวเขาเองก็ถูกขนานนามว่าเป็น เจมส์ วาน แห่งเอเชีย

และในปีนี้ เขากลับมาอีกครั้งกับผลงานที่เขาเองมีไอเดียและเตรียมตัวมานานกว่าสิบปี โดยได้แรงบันดาลใจจากฝันร้ายของเขา ผนวกกับเรื่องราววัฒนธรรมพื้นบ้านของอินโดนีเซีย โดยเน้นหนักไปที่การแสดงพื้นบ้านอย่าง “Wayang” (วายัง) หรือ หนังตะลุง แท็กทีมกับผู้สร้างหนังสุดหลอนอย่างเกาหลีอย่าง The Wailing (2016) ซึ่งพอเข้าโรงฉาย หนังเรื่องนี้ก็กลายเป็นอีกผลงานของเขาที่ทำรายได้สูงสุดใน Box Office และได้มีโอกาสไปฉายและได้รับคำชื่นชมจากเทศกาลหนังต่าง ๆ เช่น Sundance Film Festival, Rotterdam Film Festival และ Bucheon Fantastic Film Festival แถมยังทำคะแนนมะเขือสดจากเว็บไซต์ Rotten Tomatoes ไปได้ถึง 95% แน่ะครับ

ความเจ๋งแรกของหนังเรื่องนี้ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือเรื่องของบรรยากาศครับ โดยเฉพาะบรรยากาศความเป็นหมู่บ้านที่อยู่ในป่าอันห่างไกล บ้านแต่ละหลังยังเป็นบ้านไม้ คลอดลูกด้วยหมอตำแย เวลาที่มีการแสดงหนังตะลุงวายัง ก็ยังต้องจุดตะเกียงอยู่เลย เป็นบรรยากาศบ้านป่าอินโดฯ ที่ยังคงมีความ “บ้าน ๆ” และมีกลิ่นอาย “ย้อนยุค” ซึ่งแน่นอนว่าบรรยากาศแบบนี้มันก็มีความน่ากลัว และผู้กำกับเองก็สามารถหยิบเอาตรงนี้มาถ่ายทอดได้เป็นอย่างดี

 

ufabet

รีวิว The Craft Legacy วัยร้ายร่ายเวทย์ ชื่อไทยสี่แหววพลังแม่มด

หนัง The Craft หรือชื่อไทยสี่แหววพลังแม่มดที่เอาพลอตหนังวัยรุ่นไฮสคูลมาผสมเรื่องลี้ลับเวทย์มนตร์จนได้เป็นหนังสยองขวัญแสดงนำโดย เนฟ แคมป์เบล ที่ได้ตำแหน่งราชินีหนังหวีดทันทีหลัง Scream ภาคแรกฉายปีเดียวกัน และหลัง 24 ปีผ่านไปไวเหมือนมีใครร่ายเวทย์ The Craft Legacy ภายใต้ยี่ห้อ Blum House ก็ได้ฤกษ์มาฉายในชื่อไทยที่ตัดอะไรแหวว ๆ ออกและตั้งชื่อเกร๋ ๆ ว่า วัยร้ายร่ายเวทย์

โดยหนังจะเริ่มเรื่องที่ ลิลลี (เคลี สแปนี) ที่ต้องย้ายตาม เฮเลน (มิเชล โมนาแฮน) คุณแม่จิตแพทย์มายังบ้านของ อดัม (เดวิด ดูคอฟนี) ไลฟ์โค้ชคนรักใหม่ของแม่และพ่อของ 3 หนุ่มที่ดูเป็นปฏิปักษ์กับเธอตั้งแต่วันแรกที่เจอ และหลังจากต้องอับอายในห้องเรียนจากทิมมี (นิโคลาส แกลิตซีน)พี่ชายจอมเกเรในครอบครัวใหม่ของเธอ ลิลลีก็ได้พบมิตรภาพจาก 3 สาว ลอร์เดส (โซอี้ ลูน่า) แท็บบี (โลวี ซีโมน) และแฟรงกี (กิเดียน แอดลอน) และชวนลิลลีเป็นสมาชิกคนที่ 4 ของกลุ่มแม่มดของพวกเธอ

และหลังจากลิ้มรสอำนาจของมนตราทั้งเปลี่ยนนิสัย ทิมมี (นิโคลาส แกลิตซีน) พี่ชายบุญธรรมจอมเกเร หรือแม้กระทั่งสั่งสอนเพื่อนที่ชอบบูลลี พวกเธอก็หลงใช้มนตราจนกระทั่งมีคนที่ถึงแก่ชีวิตเพราะมนตร์ของพวกเธอ 4 แม่มดสาวจำต้องหาทางหยุดผลกระทบที่พวกเธอก่อขึ้นรวมถึงต้องสืบหาความจริงเบื้องหลังเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ ก่อนจะสายเกินไป

ก่อนจะพูดถึงหนังภาคนี้ขอย้อนกลับไปที่หนังภาคแรกที่เล่าเรื่องโดยเอาปัญหาวัยรุ่ยในไฮสคูลมาเป็นปมทั้งการถูกผู้ชายเท รู้สึกต่ำต้อยในสังคม การถูกบูลลีหรือถูกมองเป็นตัวประหลาดเป็นปมให้ทั้ง 4 สาว ซาราห์ บอนนี แนนซี โรเชล ลุกขึ้นมาใช้ เวทมนตร์เป็นตัวต่อกรและสร้างตัวตนใหม่ทดแทนความต่ำต้อยในฐานะนักเรียนนอกคอกในโรงเรียนคาธอลิกที่เหมือน ปีเตอร์ ฟิลลาร์ดี เขียนขึ้นเพื่อวิพากษ์ปัญหาในสังคมไฮสคูลจนหนังโด่งดังและถูกอ้างอิงในวัฒนธรรมพอปเวลาต่อมา

สำหรับ  ภาคต่อที่ไม่มีใครสนใจว่าสร้างเมื่อไหร่และข้อมูลใน IMDB ก็มีน้อยจนผิดวิสัยหนังฮอลลีวูด (ข้อมูลเทคนิกยังไม่บอกเลยว่าใช้กล้องหรือเลนส์อะไรถ่าย) และการรับรู้ของผู้ชมชาวไทยทั่วไปคือการเห็นตัวอย่างหนังในช่วงไม่เกิน 1 เดือนก่อนลงโรงฉายพร้อมพะยี่ห้อ Blum House สตูดิโอหนังสยองขวัญที่กำลังขึ้นมือกับการหยิบจับอะไรก็ฮิตและได้รับคำชม (ปนโดนด่าบ้างเล็กน้อย) มาเป็นหนังหน้าไฟ เอ้ย หน้าเสื่อการันตีนำเสนอหนังภาคต่อเรื่องนี้

ufa

หนัง Insidious ภาค 5 กำลังมาและจะกำกับโดย Patrick Wilson

Patrick Wilson เล่นหนังอยู่หลายแนวทั้งซูเปอร์ฮีโร แอ็กชัน รวมถึงหนัง Insidious ผีสยองขวัญ และบทที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักมากที่สุดก็หนีไม่พ้นคู่สามีภรรยานักปราบผี Ed และ Lorraine Warren จาก The Conjuring ทั้งสองภาค (2013-2016) และกำลังจะมีภาค 3 The Devil Made Me Do It ออกฉายในปีหน้า ซึ่งจักรวาล The Conjuring นี้เป็นการสานต่อการร่วมงานกันของ Wilson และผู้กำกับ James Wan ที่เคยร่วมงานกันมาก่อนจาก Insidious (2010) หนังเด็กหลอนที่มีออกมาทั้งหมด 4 ภาค (2010-2018) หนังทั้ง 4 ภาคทำรายได้รวมทั่วโลกไป 542 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้างรวมแค่ 26 ล้านเหรียญฯ

หลังเริ่มจะแผ่วแรงลง Blumhouse Production ก็เลยหาวิธีการสดใหม่มาเล่ากับภาค 5 ด้วยการให้ Wilson ชิมลางลองกำกับหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ในงาน Blum Fest ซึ่งเป็นการนำเสนอโครงการหนังของ Blumhouse Production ต่อสื่อมวลชนและแฟน ๆ เหมือนงาน D23 และ DC Fandome ของค่ายหนังใหญ่ ๆ โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ได้มีการเปิดเผยว่า Insidious ภาค 5 กำลังจะกลับมาโดยได้นักแสดงเด็กของภาคแรก Ty Simpkins ผู้รับบทเป็น Dalton Lambert ลูกชายของครอบครัวตัวละครที่ Patrick Wilson เล่นเอาไว้ในภาคแรก กลับมารับบทมนุษย์ผู้ถอดจิตได้ Simpkins แจ้งเกิดจากเรื่องนี้ และได้เล่นหนังใหญ่ต่ออีกหลายเรื่อง ทั้ง Iron Man 3 (2013), Jurassic World (2015) ตอนนี้เขาอายุ 19 ปีแล้ว

Wilson จะกลับมารับบท Josh Lambert เองด้วยนอกจากจะทำหน้าที่กำกับเรื่องนี้ที่ได้ Screen Gems ของ Sony Pictures เป็นผู้จัดจำหน่าย รวมถึงหนังยังได้ Scott Teems จากหนังโหด Halloween Kills ที่จะเข้าฉายปีหน้ามารับหน้าที่เขียนบท จากเนื้อเรื่องที่ Leigh Whannell ผู้ร่วมสร้างหนังสยองขวัญชุดนี้มาตั้งแต่ภาคแรกได้ร่างบทเอาไว้เกี่ยวกับเรื่องราวของครอบครัว Lambert ในอีกสิบปีต่อมา เมื่อ Dalton เริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัย

หนังยังไม่มีกำหนดเปิดกล้องและเข้าฉายในตอนนี้ โดยคาดว่าหนังจะใช้เวลาถ่ายทำประมาณ 1 ปี และหลังจาก Wilson ไปเข้ากล้องเป็นตัวร้ายอีกครั้งให้กับหนังฮีโรสุดฮิต Aquaman ภาค 2 เสร็จก่อน

ufabet

รีวิว The Outpost : ชัยภูมิมรณะ ครึ่งแรกคุยเยอะเกือบสารคดี

เรื่องย่อ Outpost จากเรื่องจริงสุดเหลือเชื่อของภารกิจเสี่ยงตายในอัฟกานิสถาน เมื่อทหารจำนวน 54 คน ถูกล้อมด้วยกองกำลังตาลีบันกว่า 400 คน ในเขตแดนที่ไม่มีทางออกและอันตรายที่สุดในโลก หนทางเดียวที่จะรอด คือต้องสู้ และฝ่ายุทธภูมิล้อมตายนี้ไปให้ได้!

“นักวิเคราะห์ต่างเรียกค่ายนี้ว่า ค่ายมรณะ เพราะจะไม่มีใครรอดไปจากค่ายนี้ได้” เรียกว่าจั่วหัวได้อย่างน่าสนใจ พร้อมกับข้อความ “สร้างจากเรื่องจริง” ที่กลายเป็นคำการตลาดที่ได้ผลสำหรับหนังแนวโศกนาฏกรรมสงครามไปเสียแล้ว

ซึ่งตัวหนังก็พัฒนาบทมาจากหนังสือชื่อ The Outpost: An Untold Story of American Valor เขียนโดยหัวหน้าผู้สื่อข่าวของ CNN อย่าง เจก แทปเปอร์ ที่เล่าถึงวีรกรรมนรกแตกของ 53 ทหารอเมริกัน (และทหารลัตเวียอีก 2 นาย) ใน สมรภูมิแกมเดช (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น สงครามค่ายคีตติ้ง) ที่ปฏิบัติการกลางดงเหล่าผู้ก่อการร้ายตาลีบันถึงในซอกเขาชนบทของอัฟกานิสถาน โดยความช่วยเหลือที่ใกล้ที่สุดต้องรอคอยกันกว่า 2 ชั่วโมง และที่สำคัญชัยภูมิที่ตั้งค่ายก็แหกตำรากลยุทธ์ทุกเล่ม เพราะเล่นตั้งอยู่กลางแอ่งกระทะที่โอบล้อมจากภูเขาสูงทุกด้าน เรียกว่าเชิญชวนให้ปิดประตูตีแมวได้เลย

ผู้กำกับ ร็อด ลูรี อาจยังไม่มีผลงานชิ้นโบว์แดงที่ทำให้คุ้นหูนัก แต่ก็ไม่ใช่มือใหม่เสียทีเดียว เพราะเขาก็ช่ำชองกับการเป็นนักเล่าเรื่องราวแบบเครียด ๆ หนัก ๆ ทั้งดราม่าทหาร การต่อสู้ หรือการเมือง อยู่เสมอ ซึ่งนี่ก็เป็นโพรเจกต์ที่คอสงครามต่างเฝ้ารอให้ได้ขึ้นจอเงินอยู่เสมอ ไม่ต่างจากปฏิบัติการเรดวิงที่เคยกลายเป็นหนังชื่อดังอย่าง Lone Survivor (2013) ของผู้กำกับ ปีเตอร์ เบิร์ก มาแล้ว

ทว่าในแง่ซีนโชกเลือดและโศกนาฏกรรมแล้ว สมรภูมิแกมเดชจัดว่าโหดกว่าเรดวิงมาก เพราะเป็นการล้อมสังหารทหารอเมริกันเพียง 50 กว่าคน โดยกองกำลังตาลีบันกว่า 400 คนที่ได้เปรียบทั้งจำนวนคนและทั้งเชิงพื้นที่กว่ามาก

ufa

รีวิว Vox Lux ป๊อปสตาร์ขาขึ้นกับอเมริกาขาลง เด็กสาวที่รอดชีวิตมาจากโศกนาฏกรรม

รีวิว Vox Lux แค่ฉากเปิดเรื่องของ VOX LUX ก็ทำเอาสติของคนดูกระเจิดกระเจิง เมื่อมันเล่าเรื่องราวของเซเลส (ราฟฟี่ แคสซิดี้) ที่กำลังนั่งอยู่ในชั้นเรียนวิชาดนตรี ระหว่างที่ครูประจำชั้นกำลังทักทายนักเรียนในห้องและถามถึงนักเรียนอีก 2 คนที่ยังเดินทางไม่ถึงห้องเรียน แต่แล้วในอีกไม่กี่นาทีถัดมา นักเรียนคนที่ครูถามถึงก็ปรากฏตัวพร้อมกับอาวุธปืน ปัง! กระสุนปืนหลายนัดฝังเข้าไปที่ร่างของครูคนดังกล่าว นักเรียนในห้องสติแตกกระเจิดกระเจิง อีกไม่กี่นาทีต่อมา เสียงปืนก็ดังสนั่นไปทั่วโรงเรียน เลือดของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายสาดไปทั่วผนังชั้นเรียน

เซเลสกลายเป็นเด็กสาวที่รอดชีวิตมาจากโศกนาฏกรรมสุดสะเทือนขวัญ แต่แทนที่เธอจะบรรยายความรู้สึกออกมาเป็นคำพูด เซเลสเลือกจะแต่งเพลงเพื่อบอกเล่าความรู้สึกในเหตุการณ์ครั้งนั้นออกมาในพิธีรำลึกถึงผู้ที่จากไป บทเพลงที่เธอขับร้องกลายเป็นที่ยอมรับของคนอเมริกา และนำเธอเข้าสู่วงการเพลงและพัฒนาเธออาชีพป๊อปสตาร์ชื่อดัง

เซเลสได้รับความช่วยเหลือจากผู้แต่งเพลงซึ่งเป็นพี่สาวแท้ๆ ของเธอ (สตาซี่ มาร์ติน) และผู้จัดการฝีมือดี (จู๊ด ลอว์) ชื่อของเธอได้กลายเป็นไวรัลในสังคมอย่างรวดเร็ว ความสูญเสียจากเหตุก่อการร้ายที่สะเทือนจิตใจคนทั้งประเทศได้ผลักดันให้เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของอเมริกาและซูเปอร์สตาร์ระดับโลก

ทว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงทำให้เด็กอย่างเซเลสต้องก้าวกระโดดเข้าสู่โลกการทำงาน หน้าที่และความรับผิดชอบ ทำให้ความเป็นวัยรุ่นของเธอเริ่มสลายหายไปอย่างรวดเร็ว และก่อนจบองค์แรกเราก็ได้เห็นถึง “ความเยาว์วัย” ที่โดนพรากจากเธอไปตลอดกาล

ในองก์ที่ 2 ของหนัง ตัดมาในปี 2017 เมื่อเซเลส (นาตาลี พอร์ทแมน) กำลังออกทัวร์คอนเสิร์ตเพื่อจะกอบกู้ชื่อเสียงกลับคืนมา หลังจากที่เธอกำลังตกต่ำเพราะข่าวอุบัติเหตุขับรถโดยประมาท ซึ่งคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นคอนเสิร์ตเพื่อสนับสนุนอัลบั้มที่ 6 ของเธอเองในชื่อ Vox Lux ซึ่งมีธีมเป็นเพลงพ๊อพ-ไซไฟ โดยช่วงเวลาในองก์นี้ เลือกจะเล่าในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่เซเลสจะขึ้นคอนเสิร์ต ทำให้เราเห็นการรับมือลูกสาวอย่างอัลเบอร์ดีน (ราฟฟี่ แคสซิดี้) การที่เซเลสต้องให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ประกอบกับช่วงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนคอนเสิร์ตจะเริ่มเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายขึ้น ซึ่งบรรดาผู้ก่อการร้ายเลือกหน้ากากปกปิดใบหน้าแบบเดียวกับที่มิวสิควิดีโอของเซเลส จนนำไปสู่การตั้งคำถามว่า ตัวของเซเลสเองเป็นภาพสะท้อนของความเละเทะของสังคมอเมริกาหรือไม่

ถ้าเราจะมองในเชิง สัญลักษณ์ แล้ว เราจะวิเคราะห์ออกมาได้ว่า ความโด่งดังของเซเลสมีจุดเริ่มต้นมาจากความเละเทะของสังคมอเมริกา แต่ในช่วงเวลาของหายนะนั้น เซเลสกลายเป็นคนที่ได้รับชื่อเสียงความนิยมจากความฉิบหายย่อยยับของสังคม ราวกับเธอเป็นนกฟินิกซ์ที่ฟื้นคืนชีพมาจากเถ้าถ่านของซากปรักหักพัง แต่เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตที่เซเลสเติบโตและกลายเป็นผู้ใหญ่ แต่เราจะได้เห็นว่าเธอมีความ “ไม่ปกติ” ในนิสัยหรือวิธีการพูดจาสื่อสารกับคนรอบข้าง สิ่งเรานี้ทำให้เรารับรู้ว่าชื่อเสียงที่เซเลสได้มานั้น เธอก็ต้อง “แลก” กับอะไรบางอย่างในชีวิตเช่นเดียวกัน

รีวิว Bernie The Dolphin เบอร์นี่ โลมาน้อย หัวใจมหาสมุทร

รีวิว Bernie The Dolphin เบอร์นี่ โลมาน้อย หัวใจมหาสมุทร เรื่องย่อ : เหตุการณ์ที่ เซนต์ออกัสติน รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา “เบอร์นี่ โลมาน้อย หัวใจมหาสมุทร” คือเรื่องราวของพี่ชายและน้องสาวจากครอบครัวที่รักในการผจญภัย สองพี่น้องได้พบ ปลาโลมา Dolphin ตัวหนึ่งที่พลัดหลงจากครอบครัวของมัน และแผนลับของกลุ่มคนที่จะทำลายชายหาดและบ้านของปลาโลมา เพื่อนใหม่ของพวกเขา เพื่อที่จะหยุดแผนการของคนร้าย พวกเขาทั้งสองคนกับหนึ่งตัว ต้องรวมพลังกัน ที่จะหาวิธีแก้ไขและป้องกันเหล่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในท้องทะเล และสำคัญที่สุดเพื่อที่จะช่วยเหลือเพื่อนคนสำคัญของพวกเธอ โลมาน้อย “เบอร์นี่”

ด้วยช่วงวัยของเราที่ค่อนข้างจะไม่ได้ชมภาพยนตร์แนวนี้แล้ว การก้าวขาเข้าโรงจึงไม่มีความคาดหวังแม้แต่น้อย กระนั้นภาพยนตร์ก็ยังสร้างความหรรษาให้เราได้เรื่อย ๆ เริ่มตั้งแต่ตัวละคร เควิน พี่ชายสุดเจ๋ง กับ ฮอลลี่ น้องสาวแสนซน ที่มีจุดเด่นจุดด้อยชัดเจน เควิน เป็นเด็กที่โตเกินวัย สนใจการทำภาพยนตร์ และมีความสุขุมใจเย็น ตัดกับน้องสาวฮอลลี่ เด็กเนิร์ดรักสัตว์ ที่ชอบคลุกคลีกับสัตว์บนโลก และรู้ลึก รู้จริงในชีวิตของพวกมัน ทั้งยังเลี้ยงสัตว์แปลก ๆ ไว้ในบ้าน ทั้ง 2 คนเป็นตัวดำเนินเรื่องสำคัญที่ทำให้เกิดคอนฟลิกต์แปลก ๆ และน่าสนใจมากมาย

ด้านการดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรง ฉับไว ไม่พลิกแพลงอะไร ไม่มีช่วงน่าเบื่อ หรือยืดยาน ทุกฉากใส่ไว้เพื่อเล่าเรื่องให้ครบความ แม้ธีมหนังจะมาในมู้ดอบอุ่น ดูได้ทุกเพศ ทุกวัย ทั้งครอบครัว แต่ก็ไม่ได้บางเบา หรือไม่สมเหตุสมผลจนเป็นหนังหลอกเด็ก เพราะมีความซีเรียส จริงจังในระดับที่ผู้ใหญ่ดูได้ เด็กดูเพลิน ส่วนฉากที่ประทับใจเรา เราขอยกให้เป็นช่วงที่คู่หูพี่น้องต้องแอบบุกเข้าไปในฐานทัพศัตรูเพื่อฉกชิงบางอย่างกลับมา ซีนนี้ให้ความรู้สึกเป็นหนังสายลับ แอคชั่นเด็กที่น่าตื่นเต้นพอสมควรเลยละ

การตัดต่อภาพ / เสียง / CG ถือว่าทำได้ดีเลย การลำดับภาพไม่มีจุดแปลก ๆ ส่วน CG เนียนเลยละ ไม่ได้ชวนจับผิดขนาดนั้น ยกเว้นตอนเปิดเรื่องกับปิดเรื่องที่เป็น ปลาโลมา กระโดดเราว่ามันค่อนข้างจะแปลก ๆ ไปหน่อย ค่อนข้างแย่เลย แต่นอกนั้น CG เพลินตาดี โดยเฉพาะการตัดต่อเสียงเราขอชมเลย มีการแบ่งเลเยอร์เสียงชัดเจน เสียงตัวละครหลัก เสียงสิ่งของกระทบ เสียงแอมเบียนซ์ หรือเสียงคนตะโกนจากที่ไกล ๆ ในโรงภาพยนตร์ขับเสียงออกมาได้ดีและสมจริง ๆ มากจนเรายกนิ้วให้เลย

รีวิว Captive State แผนปฏิวัติมนุษย์ต่างดาว โลกอนาคตในปี 2025

รีวิว Captive State แผนปฏิวัติมนุษย์ต่างดาว โลกอนาคตในปี 2025 ประเทศอเมริกาปราศจากซึ่งเสรีภาพ เมื่อเมืองอย่างชิคาโก้ ถูกเอเลี่ยนยึดครองโลก ภาครัฐต้องควบคุมประชากรทุกฝีก้าว ไม่ต่างอะไรจากการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ Captive State  จะเล่าเรื่องราวผ่านสายตาของสองพี่น้องเกเบรียลและเรฟ ซึ่งพลัดพรากจากกันภายหลังเกิดการยึดครอง แต่ทั้งสองก็ได้มีโอกาสกลับมาพบกันอีกครั้งเมื่อคนพี่นำกองกำลังปฏิวัติวางแผนที่จะปิดเสาดักจับสัญญาณของเอเลี่ยนที่อยู่บนยอดตึกเซียร์ส ถ้าภารกิจนี้สำเร็จ มันหมายถึงจุดสิ้นสุดของการถูกต่างดาวยึดครอง นำมาสู่อิสรภาพของหมู่มวลมนุษย์

ขณะเดียวกันวิลเลียม มัลลิแกน นายตำรวจชิคาโก้มากประสบการณ์ เขาใช้เวลาหลายปีตามเบาะแสแก๊งใต้ดินที่อาจจะสั่นคลอนอำนาจการปกครองของเอเลี่ยน แม้ว่าจะยึดมั่นในกฎหมายซักแค่ไหน แต่เขายังคงซื่อสัตย์ต่ออดีตคู่หูที่เสียชีวิตจากการรุกราน ซึ่งทิ้งลูกชายที่ทุกวันนี้เข้าออกคุกอยู่เป็นประจำ เช่นเดียวกันกับโสเภณีอย่างเจน โดว์ (เวร่า เฟมิก้า)อดีตคนรักของมัลลิแกน ที่ตอนนี้แฝงตัวในคราบโสเภณี เธออาจจะเป็นผู้กุมอนาคตของมนุษยชาติไว้

หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อผู้กำกับนัก แต่ถ้าหากเราพูดชื่อหนังที่เขาเคยกำกับมาอย่าง Rise of the Planet of the Apes อาจจะร้องอ๋อขึ้นมาทันที โดยปกติแล้วหนังเอเลี่ยนบุกโลก มักจะมาเยือนในฐานะของ “ผู้รุกราน” จนนำมาซึ่งความหายนะของมวลมนุษย์ ทว่าใน เรื่อง จะเน้นเล่าเรื่องของเมืองที่ถูกครองด้วยเอเลี่ยนมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นหนังไซไฟที่จะมีความร่วมสมัยคือเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในหนังจะต้องสะท้อนสภาพสังคมปัจจุบัน เช่นเดียวกับนิยายของ ฟิลลิป เค ดิค ซึ่งถือเป็นนักเขียนนิยายแนววิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องตลอดกาล เนื่องจากเนื้อหาในงานของเขาจะสอดคล้องกับสภาพสังคมในยุคสมัยนั้นๆ

โลกที่ปรากฏอยู่เป็นฉากหลังในหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่โลกอนาคตล้ำนวัตกรรมแบบในหนังท่องอวกาศแบบ Star Wars หรือ Star Trek และหนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่โลกดิสโทเปียแบบ The Hunger Game หรือ The Maze Runner อีกเช่นกัน แต่มันคือโลกคู่ขนานเฉกเช่นกับโลกที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ถ้าอธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุดก็คือ มันคล้ายกับโลกที่ปกครองโดยระบอบเผด็จการนาซี หรือเผด็จการแบบโซเวียต แต่การปกครองครั้งนี้รุนแรงกว่าตรงที่ว่าประชาชนถูกควบคุมสิทธิขั้นพื้นฐานทุกประการ

เนื่องจากโลกอนาคตในหนังไม่ได้ห่างไกลจากช่วงเวลาของความเป็นจริงมาก (ปี 2025) เหตุการณ์การรุกรานของเอเลี่ยนได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 2016 ซึ่งเมืองที่โดนโจมตีเป็นเมืองแรก คือเมืองชิคาโก้ เหล่า เอเลี่ยน ได้ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภทไม่สามารถใช้งานได้ ตั้งแต่โทรศัพท์ไปจนถึงรถยนต์ จนกระทั่งเวลาผ่านไปถึง 9 ปี ตึกเซียร์สที่เคยเป็นตึกสูงสุดในอเมริกากลายเป็นพื้นที่ต้องห้ามเต็มไปด้วยกองกำลังป้องกัน มันเหมือนกลายเป็นป้อมปราการกลางเมือง ให้เหล่าเอเลี่ยนกบดานอยู่ใต้ดิน ตัวส่งสัญญาณบนเสาอากาศบนยอดตึกเซียร์ส ทำงานตลอด 24 ทุกวัน มันมีไว้เพื่อสอดส่องมนุษย์ทุกคน (ทุกคนมีชิพพิเศษฝังอยู่ในคอ) และมีไว้เพื่อหยุดยั้งการทำงานของเทคโนโลยีทีมนุษย์คิดค้นขึ้น ทำให้ชาวเมืองใช้ชีวิตไม่ต่างกับยุคมืด ไร้การติดต่อกับโลกภายนอก

รีวิว Gloria Bell รักของสาววัยกลางคน ผู้กำกับ เซบาสเตียน เลลิโอ

รีวิว Gloria Bell สำหรับเด็กวัยละอ่อนอย่างเรา ความรักในแบบช่วงวัยกลางคนอาจจะเรียกได้ว่าห่างไกลจากความรู้สึกอยู่ประมาณหนึ่ง แต่ Gloria Bell กลับถ่ายทอดออกมาได้ดี และทำให้เราได้เห็นมุมมองความรักที่ซับซ้อนเกินกว่าวัยรุ่นจะเข้าใจ พร้อมกับทิ้งบทเรียนสำคัญว่า ในเรื่องความรัก… การใจเร็วด่วนได้ ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเสมอ

เป็นผลงานเรื่องล่าสุดของผู้กำกับฝีมือดีอย่าง “เซบาสเตียน เลลิโอ” (Sebastián Lelio) ที่ได้รีเมกหนังที่ตัวเองเคยกำกับเอาไว้ในปี 2013 ในชื่อ “Gloria” โดยการรีเมกครั้งนี้ได้นักแสดงดีกรีออสการ์ฝีมือระดับดาวพันล้านดวงอย่าง “จูลีแอนน์ มัวร์” (Julianne Moore) มารับบท “กลอเรีย เบลล์” ที่ “พอลลีนา การ์เซีย” (Paulina Garcia) แสดงเอาไว้ในต้นฉบับ

“Gloria Bell” เป็นหนังโรแมนติกคอเมดี้วัยรุ่น(แม่) ที่ว่าด้วยเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อ “กลอเรีย เบลล์” ซึ่งเป็นสาวออฟฟิศร้างรักเพราะแยกทางกับสามี แต่ด้วยอินเนอร์ความเป็นตัวแม่สุดเก๋ของเธอทำให้เธอยังคงมีความสุขจากการถูกห้อมล้อมไปด้วยความรักจากลูกๆ รวมถึงความสุขที่เธอเติมเต็มให้ตัวเอง ซึ่งความสุขของกลอเรียคือการออกไปเต้น เต้น และเต้นในผับยามค่ำคืนทั่วลอสแองเจลลิสเพื่อปลดปล่อยตัวเอง

จนกระทั่งคืนหนึ่งกลอเรียได้พบกับหนุ่มใหญ่ผู้อยู่ใต้แสงไฟและแดนซ์ฟลอร์เดียวกับเธอในผับแห่งหนึ่ง ไฟรักที่หายไปของกลอเรียถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกราวรับรักแรกรุ่นกลับเข้ามาทำให้กลอเรียต้องปวดหัว เพราะเธอไม่ได้อยู่ในจุดที่จะริลองเริ่มรักได้ง่ายๆ เหมือนวันวานอีกแล้ว ชีวิตแบบผู้ใหญ่ซับซ้อนและยากเกินกว่าจะตัดสินใจอะไรได้อย่างง่ายดาย เธอมีทั้งลูกๆ ที่เป็นด่านยากในการยอมรับความรักของเธอในวัยนี้ อีกทั้งการงานและความมั่นคงที่เธอเคยมีมาตลอดอาจจะต้องได้รับผลกระทบอะไรบางอย่างอย่างแน่นอน

แล้วกลอเรีย เบลล์สาวมั่นผู้มีชีวิตสุดอิสระจะสามารถข้ามผ่านเงื่อนไขชีวิตในวัยใกล้เกษียณแบบนี้ไปได้อย่างไร เธอจะทำลายกำแพงของเธอและปล่อยใจให้ไหลไปตามความรักครั้งใหม่นี้ได้หรือไม่ ก็คงต้องให้เสียงเพลงและแดนซ์ฟลอร์เป็นตัวตัดสินแล้วล่ะ

ส่วนงานภาพก็มีลูกเล่นน่าสนใจ เพราะด้วยตัวหนังที่บอกเล่าถึงชีวิตรักวัยกลางคน ถ้างานภาพมาเป็นสีซีด ๆ ทึม ๆ อาจจะชวนง่วงนอน ดังนั้นมู้ดแอนด์โทนเลยจัดเต็มมาแบบนีออนไลท์เลย สีม่วง สีเขียว เด่นมาแต่ไกล และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสุดท้ายที่เราอยากพูดถึงคือ เจ้าแมวมัมมี่ ที่แอบเข้ามาในบ้านของนางเอกอยู่ตลอด ไม่ว่าจะไล่ออกไป หรือโยนไปไปนอกบ้านกี่ครั้งก็ตาม โดยเฉพาะหลังการเจ็บปวดที่แสนสาหัส เจ้าแมวตัวนี้ก็ยังกลับมาเสมอ เราเลยแอบคิดว่าแมวตัวนี้อาจจะมีความหมายในเชิงแมวมี 9 ชีวิตหรือไม่ และส่วนสุดท้าย กลอเรีย จะทำยังไงกับแมวตัวนี้ต้องไปติดตามกันในภาพยนตร์เน้อ

 

รีวิว Once Upon a Time in Hollywood จดหมายรักของ ทาแรนติโน

รีวิว Once Upon a Time in Hollywood ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขานี่แหละครับที่เปรียบเสมือนจดหมายรักที่ ทาแรนติโน เขียนถึงถิ่นฐานบ้านเกิดของตัวเอง แถมเป็นจดหมายรักที่คนเขียน เขียนออกมาด้วยความรักอย่างลึกซึ้ง เต็มไปด้วยความแพรวพราวและชั้นเชิงเหนือชั้นอีกด้วย ที่สำคัญมีความ “มโน” ในระดับสูงจนไม่น่าแปลกใจที่โปรเจกต์นี้มีชื่อว่า Once Upon a Time in Hollywood ซึ่งมีนัยยะของการเป็นเรื่องเล่าแบบนิทานอันลงเอยด้วยความสุขซึ่งไม่จำเป็นต้องพ้องตรงกับความเป็นจริงเสมอไป

นอกจากนี้เมื่อกาง จดหมาย รักของ ทาแรนติโน ฉบับนี้ออกอ่านก็จะพบว่ามันได้ฉายภาพของยุคสมัยของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรุนแรงในช่วงปลายยุค 60’s ต่อ 70’s จาก ยุคโกลเดน เอจเข้าสู่อยู่นิวเวฟของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ จากหนังขาวดำเข้าสู่หนังที่มีสีสัน ซึ่งการเปลี่ยนยุคสมัยในช่วงนั้นทำให้คนเล็กคนน้อยจำนวนมากที่ปรับตัวไม่ทันถูกปล่อยทิ้ง เคว้งคว้าง และดิ้นรนหาหนทางไปต่อ ทาแรนติโน นำเสนอภาพชีวิตเหล่านี้ได้อย่างน่าสนใจและมีสีสัน ควบคู่ไปกับการนำเสนอเหตุการณ์กรณี ชารอน เทต ที่เกิดขึ้นจริงในอีกมุมหนึ่ง ซึ่งอย่างที่บอกครับว่านี่คือนิทาน เมื่อเป็นนิทานมันก็ลงเอยด้วยความสุข แม้ผมออกจะรู้สึกใจหวิวๆ ขมๆ ขื่นๆ เล็กน้อยเมื่อรู้ว่าในความเป็นจริงเรื่องราวต่างๆ มันเป็นอย่างไร ลงเอยแบบไหน ซึ่งผมคงเล่าตรงนี้ไม่ได้

อยากให้ไปดูกันนะครับ ดูแล้วกลับมาหาข้อมูลต่างๆ ต่อก็ยิ่งดี แล้วคุณจะเข้าใจว่า ทาแรนติโน สร้าง Once Upon a Time in Hollywood ให้เป็นจดหมาย รักฉบับจบสุขที่มันทั้งเศร้าสร้อยและสวยงามอยู่ในคราวเดียวกันได้อย่างไร

รีวิว Rambo: Last Blood จอห์น แรมโบ้ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน

รีวิว Rambo : Last Blood จอห์น แรมโบ้ บนจอภาพยนตร์กันมาแล้วถึง 11 ปี ภาคล่าสุด Rambo III ก็เมื่อปี 2008 ตอนนั้น ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ก็อายุอานามปาไป 62 ปีแล้ว ซึ่งพี่สไลเองแกก็กะว่าจะจบตำนาน จอห์น แรมโบ้ ไว้แค่ภาค 4 นั่นล่ะ จนเมื่อทางผู้สร้างได้สานต่อตำนาน Rocky ใน Creed ที่ได้ ไมเคิล บี.จอร์แดน มารับบทนำ แล้ววางตัว ร็อคกี้ บัลโบ ในฐานะโค้ช แล้วผลตอบรับก็ดีมากซะด้วย จนมีภาค 2 แล้วก็ทำรายได้ดีทั้ง 2 ภาค ก็เลยทำให้พี่สไล แกฉุกคิดได้ว่า ตลอดชีวิตการแสดงของแก มีตัวละครระดับไอคอนอยู่ 2 ตัวคือ Rocky กับ Rambo เมื่อผู้ชมยังต้อนรับ Rocky ดีแบบนี้ แกก็น่าจะลองสานภาคต่อ Rambo ดูซิ นั่นจึงทำให้เราได้เห็น แรมโบ้ กลับมาบนจออีกครั้งในวัย 72 ปี

ผมเป็นคนชื่นชม ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ในฐานะนักแสดงที่มีความสามารถรอบด้าน แม้ภาพพจน์เขาจะเป็นดาราแอ็กชันร่างบึ้ก แต่ที่จริงแล้วแกเข้าวงการมาในฐานะคนเขียนบทภาพยนตร์ แล้วถึงใช้บทที่แกเขียนนั่นล่ะ พาตัวเองเข้าวงการมาในฐานะนักแสดง แล้วก็ยังเป็นผู้กำกับ อำนวยการสร้างอีกหลายเรื่องด้วย ใน Rambo : Last Blood นี่ก็เป็นฝีมือเขียนบทภาพยนตร์ของพี่สไลเองอีกเช่นกัน ร่วมกับมือเขียนบทหน้าใหม่ แมทธิว ไซรูลนิก แต่การลงรายละเอียดในชีวิตจิตใจของ จอห์น แรมโบ้ ที่มีชีวิตบนโลกภาพยนตร์มาแล้ว 37 ปี ก็ต้องมีแต่ซิลเวสเตอร์ สตอลโลนเองเท่านั้นล่ะที่จะเข้าใจ

ความยาวหนังภาคนี้ รวมเครดิตท้ายเรื่องแล้วกินเวลาเพียงแค่ 89 นาที นับเป็นภาคที่สั้นที่สุด แต่ในระยะเวลาเท่านี้ก็ถือได้ว่าเล่าเรื่องราวได้กระชับ เข้มข้น และครบถ้วน แล้วก็มีวิธีการเล่าเรื่องราวในช่วงระยะเวลา 11 ปี ที่หายไปจากจอภาพยนตร์ได้อย่างฉลาด ตามฟอร์มของหนังแอ็กชัน ต้องมีฉากโชว์เปิดเรื่อง ให้เราได้เห็นศักยภาพของพระเอก ในภาคนี้ก็ได้ดูแรมโบ้ ในฐานะจิตอาสาช่วยนักท่องเที่ยวจากน้ำป่า ก็นับว่าเป็นฉากเปิดที่อลังเล่นใหญ่ได้น่าระทึก พอเข้าเรื่องหนังก็พาเราไปรู้จักตัวตนของ จอห์น แรมโบ้ ในบั้นปลายชีวิต ที่เลือกเข้าหาชีวิตที่สงบเงียบ ในแรมโบ้ในภาพลักษณ์ที่ดูมีชีวิตจิตใจมากขึ้น เขากลับมาอยู่บ้านไร่ในเท็กซัส ยึดอาชีพเลี้ยงม้าและฝึกม้า มีมาเรีย แม่บ้านเก่าแก่มาคอยดูแลบ้าน มาเรียเป็นคุณยายของ “แกเบรียล” หลานสาวคนสวยวัยรุ่น ที่เพิ่งเรียนจบมัธยม

เราได้รับรู้ความสัมพันธ์ของแรมโบ้ มาเรีย และ แกเบรียล ผ่านบทสนทนาว่า แกเบรียล เป็นเด็กกำพร้าที่แม่เสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก พ่อก็ทิ้งไปอยู่เม็กซิโก คุณยายมาเรียจึงเป็นคนเลี้ยงดูเธอมาในบ้านของแรมโบ้ตั้งแต่ 10 ปีก่อน และแรมโบ้เองก็เห็นชะตากรรมของแกเบรียล ด้วยความสงสารแรมโบ้จึงดูแลเธออย่างใกล้ชิดราวกับเป็นลูกของตัวเอง ในช่วงต้นหนังพาเราไปสำรวจทัศนียภาพโดยรอบทั้งภายในและภายนอก ขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดให้เราเข้าถึงความผูกพันของแรมโบ้และแกเบรียล จนถึงจุดวิกฤตของเรื่องราว เมื่อแกเบรียลพลาดท่าโดนแก๊งมาเฟียเม็กซิกันที่ทำธุรกิจค้ากามจับตัวเธอไป

พลอตง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เล่าเรื่องราวได้ตรงประเด็น ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย แรมโบ้ ไปตามตัวหลานสาวกลับด้วยวิธีการที่เขาถนัด พูดน้อย ฆ่าเยอะ เป็นการจุดชนวนศึกกับแก๊งมาเฟียเม็กซิกัน บานปลายเป็นสงครามครั้งใหญ่ในบั้นปลายของแรมโบ้ เป็นฉากแอ็กชันตูมตามสะใจคนดูท้ายเรื่อง ที่ได้เห็นการต่อสู้ที่หลากหลายมาก ทั้งอาวุธหนัก อาวุธเบา ปืน มีด ธนู มาครบ แต่จะมาในรูปแบบมวยคนละชั้น ที่ได้รับแค่ความสะใจเหมือนดูผู้ใหญ่รังแกเด็ก แต่ไม่ได้ความรู้สึกร่วมลุ้นเลยสักนิด เพราะแรมโบ้ตั้งมั่นรับศึกในบ้านตัวเอง ที่เตรียมทางหนีทีไล่ไว้พร้อม แถมยังมีเวลาวางกับดักไว้แทบทุกก้าว เราก็เลยได้ดูฉากฆ่าโหดที่ลากยาว แต่ต้องเน้นย้ำคำว่า “โหด” เพราะหนังใช้เรต R ที่ได้มาอย่างคุ้มค่ามาก บรรดาลูกกระจ๊อกแต่ละตัวไม่ตายดีเลยสักตัว ตายแบบเละ สยดสยองมาก ถึงขั้นที่ดูแล้วต้องซอยเท้าถี่ ๆ ด้วยความหวาดเสียวกับภาพที่เห็น

หนังคงจะรู้สึกว่าเอาเปรียบฝ่ายร้ายไปสักนิด ก็เลยเขียนให้ แรมโบ้ พลาดท่า โดนกระสุนฝ่ายตรงข้าม เท่าที่เห็นก็โดนหนักนะ กระสุนทะลุร่างหลายนัดเลย แต่ก็นะ นี่มันหนังฮอลลีวู้ดก็ยังคงบรรทัดฐานความเวอร์ของฮอลลีวู้ดไว้ เพราะไม่เห็นว่าไอ้กระสุนหลายนัดทำเอาเลือดอาบนั่นมันจะเป็นอุปสรรคอะไรกับพี่แกเลยแม้แต่นิด คือโดนหรือไม่โดนก็ไม่ได้ต่างกันเลย