รีวิวหนัง Captain America: The First Avenger สตีฟ โรเจอร์ส (คริส เอแวนส์)

Captain America : The First Avenger ถือว่าเป็นหนังที่ดีในระดับหนึ่งถ้าเทียบกับหนังโดยทั่วไปในแง่งานสร้างและการแสดง แถมยังมีแนวคิดที่ฉลาดในการสร้างให้เป็นหนังผจญภัยย้อนยุคที่มีฉากเป็นสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้โดดเด่นจากหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่นๆ The First Avenger ยังเป็นแนวคิดที่เอาไปสร้างสรรค์อะไรได้เยอะมาก แต่การที่ผู้กำกับโจ จอห์นสตัน (The Wolfman และ Jurassic Park III) ไม่สามารถเล่าเรื่องให้มีอารมณ์ร่วมได้มากพอ มีจังหวะการเล่าเรื่องที่ไม่คมพอ และสร้างฉากแอ็คชั่นส่วนใหญ่ได้ธรรมดา จึงทำให้หนังเรื่องนี้ไปได้ไม่สุดทางของมัน เป็นได้เพียงอาหารเรียกน้ำย่อยก่อนจะไปถึง The Avengers ทั้งที่มีศักยภาพจะเป็นอาหารมื้อหลักอิ่มท้องได้เหมือนกับ Iron Man และ Thor

หนังเปิดเรื่องในยุคปัจจุบันที่ทีมสำรวจของหน่วยชีลด์ได้ค้นพบตำแหน่งของร่างใต้น้ำแข็งของกัปตันอเมริกาก่อนที่จะพาย้อนสู่อดีตเพื่อเล่าความเป็นมา นั่นก็คือสตีฟ โรเจอร์ส (คริส เอแวนส์) เด็กหนุ่มผอมกระหร่องและตัวเล็ก แต่มีจิตใจกล้าหาญ ดีงาม มุ่งมั่น และอยากเป็นทหารรับใช้ชาติเพื่อรบไปกับนาซี แล้วยอมเอาตัวเองไปเป็นหนูทดลองในโครงการสร้างสุดยอดทหารของกองทัพสหรัฐที่ดูแลโดยดร.อับราฮัม (สแตนลี่ ทุชชี) จนในที่สุดทำให้เขากลายเป็นกัปตันอเมริกา ซูเปอร์ฮีโร่ที่สามารถใช้พลังได้สุดขีดจำกัดที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้

ขณะเดียวกันก็เล่าถึงแผนการอันชั่วร้ายของไอ้กะโหลกแดง (ฮิวโก้ วีฟวิ่ง) หัวหน้าของหน่วยไฮดราของนาซี ที่หมายใช้ลูกบาศน์พลังงานในการทำลายล้างโลก เพื่อปูเรื่องให้ทั้งคู่ต้องมาเผชิญหน้ากันในฉากไคลแม็กซ์สุดท้าย ซึ่งช่วงเปิดเรื่องของหนังนี้ทำได้เข้มข้นและน่าติดตามอย่างมาก

หลังจากเป็นกัปตันอเมริกาแล้ว รัฐบาลสหรัฐยังไม่รู้ว่าจะใช้เขาเพื่อประโยชน์ใดดี จึงใช้เขาเป็นเครื่องมือหาทุนทำสงคราม และนำทัพสันทนาการไปสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารแนวหน้า แต่เมื่อทราบข่าวว่าเพื่อนรักชื่อบัคกี้ บาร์นส์ (เซบาสเตียน สแตน) ถูกจับเป็นเชลย เขาจึงลุยเดี่ยวเข้าไปในแนวข้าศึก ภายใต้การช่วยเหลือของเพ็กกี้ คาร์เตอร์ (เฮย์ลี่ แอ็ทเวลล์) และ เฮาเวิร์ด สตาร์ก (โดมินิก คูเปอร์) เพื่อช่วยเพื่อนออกมาจนวีรกรรมเป็นที่ประจักษ์ ทำให้ผู้การเชสเตอร์ (ทอมมี่ ลี โจนส์) ยอมรับในตัวเขา และใช้เขาต่อกรและทำลายโรงงานผลิตอาวุธของหน่วยไฮดรา

ในครึ่งหลังของหนังที่กัปตันอเมริกาเริ่มปฏิบัติภารกิจ ดูเหมือนว่าหนังไม่อาจไต่ระดับความเข้มข้นและเล่าเรื่องได้น่าสนใจไปกว่าที่ปูเอาไว้ในตอนต้น การปฏิบัติภารกิจแต่ละครั้ง มีฉากต่อสู้ที่มีการออกแบบมาดีหลายฉาก (แต่ก็มีอีกหลายฉากที่ออกแบบมาได้ธรรมดา) แต่ไม่อาจสร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก หรือมีอารมณ์ร่วมในฉากเหล่านั้นได้มากพอหรือบางครั้งแทบไม่มีเลย

เมื่อสลับเข้าสู่โหมดดราม่าของหนัง ผู้กำกับก็ยังขยี้อารมณ์ได้ไม่มากพอที่จะทำให้เราสะเทือนใจได้ ฉากร่ำลาท้ายเรื่องที่น่าจะขยี้อารมณ์จนร้องไห้ได้ก็เล่าอย่างรีบเร่ง และยังไม่อาจสร้างความผูกพันกับตัวละครบางตัวได้มากพอจนรู้สึกสงสารในชะตากรรมได้ อันเป็นเหตุให้อารมณ์ของหนังเหมือนถูกกั๊กเอาไว้ เมื่อดูจบจึงไม่อิ่ม ต่างจากตอนที่เราชม Thor หรือ Iron Man ที่ทำให้เราอยากดูภาคต่อได้ในทันที

ฉากหลังที่เป็นสงครามโลกครั้งที่สองที่สามารถเอาไปสร้างฉากแอ็คชั่นสงครามที่ยิ่งใหญ่ได้ กลับไม่ถูกนำมาใช้ แต่กลับไปเน้นฉากขนาดที่เล็กแทน จึงดูเป็นการใช้แนวคิดของหนังไปอย่างไม่คุ้มค่า หนังพยายามสร้างฉากแอ็คชั่นในอารมณ์หนังยุคเก่าแบบ Indiana Jones แต่ก็ยังทำได้ไม่ถึงขั้นนั้น

ในด้านการแสดง คริส เอแวนส์ก็ดูจะยังไม่มีเสน่ห์บนจอมากพอแม้ว่าจะหล่อล่ำก็ตาม บทกัปตันอเมริกาที่ได้รับก็ออกไปในทางพระเอกจ๋า มีระดับความซับซ้อนไม่มาก และเมื่อประกบกับตัวละครสมทบที่มีสีสันจากบทบาทของทอมมี่ ลี โจนส์, ฮิวโก้ วีฟวิ่ง, สแตนลี่ ทุชชี่ และ โดมินิก คูเปอร์ ทำให้กัปตันอเมริกาไม่อาจฉายแววเด่นได้เต็มๆ

ผมอดคิดไม่ได้ว่าเมื่อ The Avengers ออกฉาย และกัปตันอเมริกาของเอแวนส์ต้องประชันกับตัวละครที่มีสีสันและซับซ้อน จากนักแสดงที่มีเสน่ห์บนจอแรงๆ อย่างธอร์ (คริส เฮล์มสเวิร์ธ), ไอร์ออน แมน (โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์), นิค ฟิวรี่ (แซมมวล แอล. แจ็คสัน) และ ฮัลค์ (มาร์ค รัฟฟาโล) ตัวละครกัปตันอเมริกาอาจถูกกลืนหายไปหนักกว่าในหนังของตัวเองเลยด้วยซ้ำ

 

ufabet.co

รีวิว the thor เทพเจ้าสายฟ้า 2011 บุรุษหล่อร่างกายกำยำ

สำหรับ the thor เทพเจ้าสายฟ้า ในเวอร์ชั่นที่เป็นภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ เคนเน็ธ บรานาห์ มาทำหน้าที่เป็นผู้กำกับให้ โดย เคนเน็ธ บรานาห์ เป็นทั้งนักแสดงละครเวที นักแสดงภาพยนตร์ และผู้กำกับมากฝีมือดีอีกคนหนึ่ง ส่วนผลงานที่น่าจดจำของเขามักจะมาจากงานดันแปลงมาจากบทละครหรือบทประพันธ์ ชองเชคสเปียร์เป็นส่วนมาก และเรื่อง “ธอร์ เทพเจ้าสายฟ้า” นี้ก็เป็นภาพยนตร์ ไซ-ไฟเรื่องแรกที่เขากำกับ ผู้กำกับท่านนี้เล่าว่า สีสันภาพปกของมาร์เวล คอมิคส์ มันโดดเด่นออกมาจากชั้นหนังสือ และ The Mighty Thor ก็คือหนังสือการ์ตูนที่ดึงดูดผมได้เสมอตั้งแต่สมัยเด็กมาแล้ว และเมื่อรู้ว่าเขาจะต้องมากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยแล้ว ความตื่นเต้นปนดีใจทำให้เข้าตั้งใจทำเรื่องนี้ให้ออกมาดีที่สุด เพราะธอร์คือส่วนหนึ่งของชีวิตเขามาตั้งแต่สมัยเด็ก

สำหรับเรื่องย่อในตอนนี้ ตัวละครเอกของเรื่องนี้คือ ธอร์ (คริส เฮมส์เวิร์ธ) ทายาทเทพเจ้า เป็นนักรบผู้แกร่งกล้าแต่หยิ่งทะนง ผู้ซึ่งการกระทำไร้การยั้งคิดของเขาได้จุดเพลิงสงครามโบราณระหว่างเทพให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง ธอร์ถูก โอดิน(แอนโธนี ฮ็อปกินส์ ) เทพบิดาของเขาจำใจต้องขับไล่บุตรชายให้ลงมาลิ้มรสการไร้ซึ่งอำนาจยังโลกมนุษย์ และจำต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมวลมนุษย์ธรรมดาๆ จนกระทั้ง ธอร์ได้มาบพกับ เจน ฟอสเตอร์ (นาตาลี พอร์ตแมน) นักวิทยาศาสตร์สาวสวย ซึ่งสอนให้เขาได้รู้จักคำว่ารักแท้ และได้กลายเป็นรักแรกของเขา ระหว่างที่อยู่บนโลกมนุษย์นี้เองที่ธอร์ได้เรียนรู้ว่า การเป็นวีรบุรุษที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร แต่หนทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เมื่อวายร้ายที่อันตรายที่สุดจากโลกของเขา (แอสการ์ด) ได้ส่งกองกำลังที่เก่งกล้าสามารถที่สุด มาจู่โจมโลกมนุษย์ และนี่อาจจะเป็นเวลาที่ทำให้ธอร์ได้เรียนรู้ถึงความเป็นวีรบุรุษที่แท้จริงก็ได้… ฉากสวยดนตรีประกอบเล้าอารมณ์มากครับ อลังการงานสร้างมาก โดยเฉพาะฉากที่ต่อสู้กันบนสวรรค์ ดูแค่ฉากนี้ฉากเดียวก็ติดใจไปอีกนานเลยและยิ่งใครที่ได้ดูในระบบ 3D ด้วยแล้ว แทบจะเป็นส่วนหนึ่งของสงครามครั้งนี้ไปด้วยเลย

หนังจากหนังสือการ์ตูนในเครือ Marvel มักจะมีแต่ซูเปอร์ฮีโร่ แต่ครั้งนี้ Thor ดูเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ เพราะเขาดูเป็นบุตรของเทพเจ้า เรื่องราวมันจึงดูเป็นหนังแฟนตาซีกึ่งเทพนิยายเสียมากกว่า จนดูงงๆ ว่า ถ้าเอามารวมกันเป็นทีม The Avengers มันจะลักลั่นเกินไปหรือเปล่า แต่ก็ช่างเถอะ…คิดอีกมุม ซูเปอร์ฮีโร่หลายที่มาต่างสายพันธุ์ก็ดูหลากหลายดีนะ ธอร์ (Chris Hemsworth) บุรุษหล่อร่างกายกำยำ ชนิดที่ผู้หญิงทุกคนที่ได้ดูต้องเข็ดฟันกันไปตามๆ กัน เขาเป็นทายาทของเทพเจ้า Odin (Anthony Hopkins) บิดาผู้ปกครองแอสการ์ด และบิดาของธอร์นี่ล่ะ ที่หวังรวมอาณาจักรทั้งเก้าให้เป็นหนึ่ง บุกไปยังดินแดนน้ำแข็งนามโยธันไฮม์ ขนาดยึดอาวุธของพวกมันมาเก็บไว้ได้ แต่บุตรชายที่มีสองคนต่างหากที่จะเป็นตัวแปร

ทั้งธอร์และโลกิ ต่างก็บุตรชายผู้ถูกคาดหวังให้สืบทอดตำแหน่งกษัตริย์ต่อจากผู้พ่อ แต่ผู้รับสืบทอดมีได้เพียงคนเดียว ดูท่าทางธอร์จะได้รับความไว้วางใจให้สืบทอดมากกว่า แต่ความหุนหันพลันแล่น กระทำการใดๆ โดยไร้ความยั้งคิด นั่นทำให้บิดาของเขาหวั่นใจจะส่งต่อบัลลังก์ให้ ขณะที่โลกิก็ดูจะหวังในบัลลังก์นี้เช่นกัน ต่อหน้านั้นดูจริงใจต่อธอร์ แต่สหายทั้งหลายก็ไม่มีใครไว้ใจทายาทผู้เจ้าเล่ห์คนนี้เลย

ความหุนหันพลันแล้วของธอร์ ทำให้เขาเลือกบุกดินแดนที่เอาชนะได้ยาก ซึ่งนั่นเป็นการก่อสงครามใหญ่ครั้งใหม่อย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้ราชาโอดินคิดว่า เขายังไม่เหมาะในเวลานี้ จึงเนรเทศเขาไปยังโลกเพื่อให้ปรับปรุงนิสัยเสียก่อน พร้อมอาวุธค้อนมหาประลัยที่จะยังใช้ไม่ได้หากไม่ถึงเวลา และบนโลก เขาได้พบกับนางเอก Jane Foster (Natalie Portman) นักวิทยาศาสตร์สาวสวยกระทบใจเทพเจ้าขุนค้อน…

ด้วยพล็อตที่อาจเรียกได้ว่า ไม่มีอะไรมากนัก เน้นย้ำไปที่เรื่องราวบนโลกของเทพเป็นหลัก และใช้โลกมนุษย์เป็นเหมือนสถานกักกันให้เทพ “ได้คิด” ความสัมพันธ์ของพระและนางที่ดูไร้น้ำหนักเกินไป ที่จะทำให้เทพสักตนเกิดพัฒนาการทางความคิด แต่นั่นกลับส่งผลต่อเรื่องทั้งหมดหลังจากนั้น

ในส่วนของการดำเนินเรื่อง ทำได้ไม่น่าเบื่อ ติดตามเรื่องได้เรื่อยๆ มีมุขตลกขำๆ แซมบ้าง ซึ่งก็เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้ดี แต่เรื่องความสนุก กลับไม่มีคำตอบในด้านนี้ให้มากนัก ฉากแอ็คชั่นที่ควรสร้างมาให้คนดูได้ลุ้นก็มีไม่มากนัก เพราะใช้เวลาไปกับการดำเนินเรื่องเสียมากกว่า หรือมาก็เพียงช็อตสั้นๆ แล้วก็ไปต่อ หากในด้านของ CG หรืองานด้านภาพนับว่า ทำได้เนียนสวยไร้ที่ติจริงๆ

แม้เราอาจจะไม่ได้รู้จักผลงานของผู้กำกับฯ Kenneth Branagh คนนี้มากนัก (แต่เขามีชื่อในทั้งด้านงานแสดงและกำกับฯ เลยเชียวนะ) และเราอาจไม่ได้รู้จักพระเอกหุ่นล่ำ Chris Hemsworth คนนี้เท่าไหร่ แต่การแสดงของนางเอกระดับออสการ์อย่าง Natalie Portman ในเรื่องนี้ ก็สะกดใจคนดูไปได้อย่างเพียบ นอกจากความสวย ยิ้มหวานๆ แล้ว ช็อตเปิ่นๆ เขินๆ อายๆ เธอก็ทำได้อย่างดี และเป็นสีสันหนึ่งของหนังเรื่องนี้ไปอย่างปฏิเสธไม่ลง

แต่ช็อตที่น่าประทับใจที่สุด กลับเป็นช่วงเครดิตปิดท้าย ภาพของเอกภพในรูปแบบ 3 มิตินั้นสวยสดงดงามยิ่ง ขณะที่ฉาก 3 มิติในตัวหนังกลับไม่มากนักที่น่าสนใจ ยิ่งช่วงไหนเป็นแค่ช็อตเล่าเรื่องธรรมดาๆ ซึ่งก็กินไปเกือบครึ่งเรื่อง ความจำเป็นของ 3 มิติยิ่งแทบไม่เห็น หากคุณเลือกดูหนังเรื่องนี้ รอบและโรง 3 มิติหาใช่สิ่งจำเป็นไม่ต่ออรรถรสการรับชม

ufa24h

รีวิวหนัง the Hulk 2008 ภาคกำเนิดของมนุษย์ยักษ์เขียว

ภาคกำเนิดของมนุษย์ยักษ์เขียว  Hulk ที่สร้างขึ้นในปี 2003 โดยมี Ang Lee – อั้งลี (‘Crouching Tiger, Hidden Dragon’, ‘Sense and Sensibility’, ‘Brokeback Mountain’ ) เป็นผู้กำกับฯ บอกเล่าเรื่องตั้งแต่เขายังไม่เกิด พ่อที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองลับทางชีวภาพกับตนเอง ก่อนจะพบว่าตนกำลังจะมีลูกชาย และลูกของตนก็ได้ดีเอ็นเอที่เปลี่ยนแปลงนั้นไปด้วย

แต่การทดลองก็ต้องสิ้นสุดลงอย่างกระทันหัน จนวันหนึ่ง ลูกที่เติบโตขึ้นมาฉลาดหลักแหลมและประกอบอาชีพนักวิทยาศาสตร์เหมือนพ่อ ก็ไปเกิดอุบัติเหตุในการทดลองของตนเอง สัมผัสและปะทะเข้ากับรังสีแกมม่าอย่างจัง ผลพวงของพันธุกรรมพิเศษทำให้เขาไม่ตาย แถมยังกลายเป็นอะไรที่พิเศษยิ่งกว่า หากแต่ก็ก่อความลำบากในการดำรงชีวิต เพราะความโกรธในใจทำให้เขากลายเป็นยักษ์เขียวที่เกรี้ยวกราดทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า

ขณะที่คุณพ่อทหารของนางเอกก็ตามล่าตัวเขาเป็นการใหญ่ ด้วยจะเอาไปเป็นตัวทดลองอาวุธมหาประลัย หนังยาว 2 ชั่วโมงกว่าๆ เรื่องราวจุดเริ่มต้นที่เล่าอย่างเนือยๆ เหมือนกับเป็นหนังแนวลึกลับมากกว่าจะเป็นหนังแนวซูเปอร์ฮีโร่ แถมเรื่องก็ค่อนข้างซับซ้อนพางงมากกว่าจะเข้าใจ การดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างเคร่งเครียดและบอกเล่ารายละเอียดในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ลงลึกเกินไป กลายเป็นหนังที่ดูน่าเบื่อแม้ว่าสเปเชี่ยลเอฟเฟกต์จะเข้าขั้นก็ตาม

พอมาพบกับ The Incredible Hilk หนังที่เล่าเรื่องราวต่อมา คราวนี้ไม่ต้องเกริ่นอะไรมากมายอีกแล้ว เริ่มเรื่องมาก็สนุกและมันไปกับซูเปอร์ฮีโร่ตัวใหม่ที่ยังไม่ได้เป็นเต็มตัว เขายังคงค้นหาตัวเองอยู่ด้วยการหนีไปกบดานอยู่ในเมืองที่แออัดในบราซิล พยายามทำตัวให้ตามหาได้ยากที่สุด ขณะเดียวกันก็เฝ้าค้นหาเพื่อรักษาอาการที่(เขาคิดว่ามัน)แปลกปลอมนั้นให้หายด้วยการติดต่อกับบุคคลนาม Mr.Blue อย่างลับๆ ก่อนจะนำพาเขากลับบ้านอีกครั้ง

และมันก็กลายเป็นเรื่องใหญ่เมื่อคุณพ่อนายทหารของนางเอกท่านรู้เรื่องเข้า ตามจับกันจ้าละหวั่น พร้อมยังสร้างตัวประหลาดเพิ่มมาอีกตัวเพื่อคอยก่อกวน ขณะที่เขากำลังหาทางหลุดพ้นจากมัน แต่อีกฝ่ายก็พยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างและนำเขากลับไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนทดลองอาวุธทางชีวภาพอีกครั้ง เรื่องราวเข้มข้นในฉากแอ็คชั่น แทรกสอดฉากโรแมนติกเข้ามาเป็นระยะ

ทีมงานถูกเปลี่ยนยกชุด ไล่ไปตั้งแต่ผู้กำกับฯ ที่คราวนี้เป็นของ Louis Leterrier (‘The Transporter’, ‘Transporter 2’, ‘Clash of the Titans’) แม้แต่ทีมเขียนบทที่ใช้บริการของ Zak Penn หนังสั้นลงแต่เล่าเรื่องได้สนุกเร้าใจ พร้อมทั้งยังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการมีทีม “The Avengers” ภาคนี้นำแสดงโดย Edward Norton ผู้เป็น บรูซ แบนเนอร์/ฮัลค์ และ Liv Tyler ผู้เป็นเบ็ตตี้ แฟนของบรูซ สวยหวานโดนใจอีกแล้ว!

ufa24hrs

รีวิวหนัง Iron Man 2 ฮีโร่พิทักษ์โลก โทนี่ สตาร์ค (Robert Downey Jr.)

รีวิวหนัง Iron Man 2 มาถึงภาคสองกันแล้วนะครับสำหรับภาพยนตร์ไตรภาคอย่างไอรอนแมน โดยที่ภาคแรกสามารถสร้างความประทับใจและมีเสียงวิจารณ์ที่ดีมาก เพราะอย่างนั้น Iron Man 2 จะทำให้คนดูคาดหวังไม่น้อยเลย

หลังจากภารกิจยับยั้งพวกเหล่าวายร้ายจากภาคที่แล้วทำให้โทนี่ สตาร์ค (Robert Downey Jr.) เปิดตัวให้ชาวโลกได้รู้ว่าเขาคือไอรอนแมน ซูเปอร์ฮีโร่พิทักษ์โลก รัฐบาลพยายามกดดันให้โทนี่เผยไต๋และข้อมูลการสร้างไอรอนแมนแก่พวกเขา ด้วยเหตุผลเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ แต่โทนี่ปฏิเสธเพราะว่าไม่มั่นใจกับพวกกองทัพและกลัวว่าเทคโนโลยีที่มีพลังนี้จะถูกใช้ในทางที่ผิดหรือตกในมือคนชั่ว มีเพียงผู้ช่วยสาว เป็ปเปอร์ พอตส์(Gwyneth Paltrow) และเพื่อนสนิท เจมส์ โรดส์ (Don Cheadle) ที่เห็นด้วยกับเขา และโทนี่รู้ว่าตัวเองกำลังจะมีศัตรูใหม่ จึงเดินหน้าพัฒนาชุดเกราะเพื่อรับมือกับศัตรูที่จะมาถึง

หากใครที่เคยชมภาคแรกมาแล้ว การทำความเข้าใจกับเนื้อเรื่องที่ต่อเนื่องจากภาคแรกก็จะใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ ฟื้นความจำกันเล็กน้อยก็มาต่อกันได้เลย ในภาคนี้หนังพยายามชูบทของโทนี่ สตาร์คให้กลายเป็นเศรษฐีอวดรวย แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดมากสำหรับฉากเปิดตัวที่มีงานอีเว้นท์แฟนคลับ โดยชี้ให้เห็นว่าการเป็นฮีโร่ของโทนี่ไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด

แน่นอนว่าความแตกต่างของไอรอนแมน เขาไม่ได้ถูกจับทดลองยา ไม่ได้เป็นเทพเจ้าแต่อย่างใด แต่ด้วยอดีตที่ครับครัวทำกิจการค้าอาวุธ จากนั้นชีวิตก็พลิกผันมาทำกิจการต่าง ๆ จนมาเป็นไอรอนแมนได้ในตอนนี้ มันคือความพยายามและความเฉลียวฉลาดของตัวโทนี่เอง เพราะความสำเร็จในทุก ๆ อย่างเกิดจากตัวเขาเองทั้งสิ้น

สำหรับฉากแอ็คชั่นในภาคสองไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่หนังพยายามทำให้พระเอกดูติ๊งต๊อง บ้าบอ ๆ แน่นอนว่าต่อให้โทนี่ที่ดูเหมือนจะไม่มีหัวใจก็ยังคงมีจุดอ่อนเหมือนมนุษย์ทั่วไป และซิกเนเจอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้คือชุดเกราะใหม่ ส่วนจะเท่และเจ๋งแค่ไหน สามารถไปหาชมในภาพยนตร์ได้

สำหรับ 30 นาทีสุดท้าย หนังมาอัดความมันส์และฉากแอ็คชั่นมาหนักมาก เอาให้จุกกันไปเลย เมื่อโทนี่ได้ใช่ชุดเกราะใหม่แบบอัพเกรดทำให้คนดูแบบผมเอาใจช่วยเขาไปในตัว แต่สิ่งที่ผิดหวังเล็ก ๆ เช่นตัวร้ายตายง่ายเกินไป แต่ก็ถ้าตายยากไปก็น่าเบื่ออีก ก็เลยคิดว่าจบในทำนองนี้แบบนี้ทำให้หนังจบเข้าท่าสุดแล้ว

ผมชื่นชอบในบทบาทการแสดงของโทนี่ สตาร์ค ตรงที่เขาพยายามซ่อนปมความรู้สึกภายในใจไม่แสดงออกมา แต่สิ่งที่เขาพยายามแสดงออกคือความเข้มแข็งและความบ้าบอ ๆ ในแบบของเศรษฐีที่อยากจะทำอะไรก็ได้ เหมือนจะมีความหยิ่งเล็ก ๆ ในแบบที่เศรษฐีเขาจะมีกัน พูดถึงบทบาทของโทนี่ในภาคนี้ที่เขาต้องพยายามต่อต้านกับพวกกองทหารเพราะเทคโนโลยีที่เขามี นั่นทำให้เขาเกิดปัญหาความขัดแย้งกับสังคมทันที และแน่นอนว่าเรื่องนี้เงินก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เหมือนกับเรื่องอื่น ๆ

ข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์เรื่องนี้

1. ความตระหนักในภัยร้าย ตามที่กองทัพออกมาบีบเค้นและกดดันให้โทนี่เผยเทคโนโลยีไอรอนแมน โดยอ้างว่าเหตุผลเพื่อความมั่นคงของชาติ โทนี่กังวลว่าถ้าตกไปอยู่ในมือคนผิด ทุกอย่างต้องแย่ลงและเขาคงไม่สามารถยับยั้งได้

2. ขอแค่มีคนเข้าใจ อะไรก็ผ่านไปได้ มนาถานการณ์ที่ถูกทางการทหารกดดัน มีเพียงสาวคนสนิทและเพื่อนสนิทที่เข้าใจ เรื่องที่หนักอึ้งสำหรับโทนี่ก็เป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะเราไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนบนโลกมาเข้าใจเรา แค่คนที่เรารักไว้ใจเราก็พอ

ถือว่ามีเนื้อหาทุก ๆ อย่างในระดับปานกลางเกือบดี แต่ด้วยความที่เป็นหนังแอ็คชั่น แต่ฉากแอ็คชั่นกลับมีน้อยจนเกินไป จนรู้สึกว่าเสียชื่อไอรอนแมนไปนิดหนึ่ง แต่ผมก็หวังว่าภาคสามไอรอนแมนน่าจะดึงตัวเองกลับมาสำเร็จ

ufabet

รีวิวหนัง Go Karts กล้าฝันพลังโกคาร์ท หนังครอบครัวจากออสเตรเลีย

รีวิวหนัง Go Karts หรือในอีกชื่อว่า Go ! เป็นหนังครอบครัวจากออสเตรเลีย ผลงานกำกับของ โอเว่น เทรเวอร์ ที่จับโลกกีฬาแข่งรถขนาดเล็กซึ่งมักเป็นจุดเริ่มต้นของนักกีฬาแข่งรถในแดนจิงโจ้มาทำ และเนตฟลิกซ์ได้ซื้อสิทธิ์ Go Karts ฉายสตรีมมิ่งทั่วโลก

เทรเวอร์ผู้กำกับหนังหน้าใหม่ชาวออสเตรเลียสำหรับหนังขนาดยาว แต่ก็สั่งสมประสบการณ์มาไม่น้อย เขาสร้างชื่อมาจากการทำหนังสั้นที่มาจากวิดีโอเกม Street Fighter ในชื่อ Street Fighter: Legacy (2010) ขณะเดียวกันเขาเองก็มีประสบการณ์ทำซีรี่ส์แข่งรถมาก่อนใน Top Gear(2008-2012) มันเป็นงานที่เดินตามรอยความสำเร็จของ Ride Like A Girl หนังแข่งม้าที่กลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดของออสเตรเลียในปี 2019

จุดเริ่มต้นในการเลือกเรื่องนี้มาทำส่วนหนึ่งเพราะความชอบส่วนตัวในวัยเด็กที่มีต่อกีฬาประเภทนี้ เช่นเดียวกับโปรดิวเซอร์ของหนัง เจมี่ ฮิลตัน ทำให้เป็นแรงบันดาลใจพัฒนาการสร้างหนังสำหรับครอบครัวจากไอเดียนี้ และความท้าทายเมื่อเขาพบว่ามีหนังเกี่ยวกับโกคาร์ทเพียงไม่กี่เรื่อง และก็เป็นหนังห่วยทั้งสิ้น เพราะเขามองว่าด้วยรูปร่างรถ และรูปแบบการแข่งทำให้การถ่ายทอดให้ดูเป็นกีฬาที่เท่ในหนังนั้นทำได้ยาก แต่เขาก็มองเห็นเสน่ห์บางอย่างของกีฬานี้

ผลลัพธ์กลายเป็นหนังที่แม้จะไม่ได้เทียบเท่าหนังกีฬาแข่งรถฟอร์มูล่าวัน แต่ก็นับเป็นหนังครอบครัวที่ทำได้น่าพอใจ โดยเฉพาะฉากแข่งรถที่ต้องนับว่าเทรเวอร์ประสบความสำเร็จทีเดียวเรื่องราวเกิดขึ้นที่บัสเซลตัน เมืองเล็กๆ ของออสเตรเลีย ที่ครอบครัวฮูเปอร์ย้ายมาจากซิดนี่ย์เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ เมืองที่พวกเขาไม่รู้จักใคร กับบ้านที่ต้องซ่อมแซม เช่นเดียวกับแม่ (ฟรานเซส โอคอนเนอร์ จาก The Conjuring 2) ที่ต้องแก้ปัญหาของ แจ๊ค (วิลเลียม ล็อดเดอร์) ลูกชายวัยรุ่นที่สร้างเรื่องกลุ้มใจมาแต่เดิม เขาชอบขับรถซิ่ง และขับรถเป็นรูปโดนัท ไม่เว้นแม้แต่ที่เมืองแห่งใหม่นี้ แต่เธอก็แทบไม่มีเวลาดูแล

แจ๊คไปร่วมงานปาร์ตี้แข่งรถโกคาร์ทที่ตอนแรกเขาดูแคลน แต่เมื่อได้ลองสัมผัสมันก็ติดใจในกีฬาท้าความเร็วนี้ ในงานเขายังได้เพื่อนใหม่ โคลิน (ดาเรียส อมาร์ฟิโอ เจฟเฟอร์สัน) เด็กวัยรุ่นผิวสีร่างเล็ก พร้อมๆ กับถูกเขม่นจากดีน(คูเปอร์ แวน กรูเทล) แชมป์แข่งรถโกคาร์ท และพรรคพวก ดีนเป็นลูกชายของเศรษฐีที่อยากปั้นให้ลูกของตนได้เป็นแชมป์ระดับประเทศ ขณะเดียวกันเขาก็แอบชอบแมนดี้ (อนาสตาเซีย บอมพัส) น้องสาวของดีนที่รักการเป็นช่างเครื่องมากกว่าการแข่งรถในสนาม

เรื่องราวหลังจากนั้นเป็นเหมือน Karate Kid(1984) ภาคโกคาร์ท แจ๊คได้พบกับ แพทริค(ริชาร์ด ร็อกซ์เบิร์ก) อดีตนักแข่งรถฝีมือเยี่ยม ที่ปัจจุบันเปิดสนามแข่งโกคาร์ทที่ไม่มีคนมาใช้ นอนอยู่ในรถบ้านเพียงลำพังจากความเจ็บปวดในอดีต ที่ใช้งานเขามากกว่าให้ฝึกแข่งรถ แต่กลายเป็นการฝึกทักษะพื้นฐานอย่างที่ตนไม่คาดคิด
ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือสอนในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจที่สุด นั่นคือความอดทน รอจังหวะสำคัญในการที่จะเอาชนะคู่แข่ง มากกว่าใช้อารมณ์ฉุนเฉียว คึกคะนองเพื่อจะเอาชนะท่าเดียว พร้อมๆ กับการช่วยเหลือจากเพื่อนและหญิงสาวที่เก่งเรื่องเครื่องยนต์

เพราะแม้แจ๊คจะเป็นเด็กหนุ่มหล่อเหลา แต่เขากลับไม่ประสีประสาในเรื่องความรัก การคบหาสานต่อความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือใคร จนแพทริคเองยังกลัวว่าแจ๊คจะเดินตารอยตน เขาสนใจหมกมุ่นแต่รถและความเร็ว
แต่ยิ่งไปกว่านั้นเขากลับไม่เข้าใจปัญหาของตัวเอง ที่ยังไม่อาจสลัดความรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของพ่อ หากเก็บความรู้สึกดังกล่าวเอาไว้ และกลายเป็นภาพหลอนติดตัวมาโดยตลอด ส่งผลต่อการแข่งขันรถโกคาร์ททุกครั้ง เพราะพ่อเป็นคนรักรถ และเป็นเสมือนเงาที่เขาพยายามเอาชนะ

ละอาจด้วยความที่หนังเองพูดถึงกีฬาที่ไม่ได้รับความนิยมมาก และเกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ แต่ในเรื่องรถโกคาร์ทเป็นเหมือนตัวเอกหนึ่ง การเล่ารายละเอียดชีวิตเล็กๆ น้อยๆ ของผู้คนในเมือง ไม่ว่าจะเป็นความรักของคริสตี้ แม่ของแจ๊คกับนายตำรวจขี้อาย หรือความสัมพันธ์ที่เล่าถึงอดีต และความฝันให้กันฟังของแจ๊ค และแมนดี้ ซึ่งแสดงให้เห็นทางเลือกที่ใครอาจคาดไม่ถึง อย่างความฝันจะกลายเป็นช่างแต่งรถหญิงมือหนึ่ง นับเป็นเสน่ห์เล็กๆ ที่ต่างไปจากหนังประเภทเดียวกันของฮอลลีวู้ด

ufa24hrs

รีวิว ULTRAS จาก Netflix หนังชีวิตแฟนบอลสายฮาร์ดคอร์ในอิตาลี

Netflix รีวิว ULTRAS หนังชีวิตแฟนบอลสายฮาร์ดคอร์ในอิตาลี แรงบันดาลใจจากกองเชียร์ขาโหดของทีมนาโปลี แห่งเมืองเนเปิลส์ สะท้อนกลุ่มก้อนสังคมระดับล่างที่คนนอกไม่มีวันเข้าใจ เรื่อง ULTRAS นี้ เป็นหนังสัญชาติอิตาลี ที่เล่าเรื่องราวของ แฟนบอลพันธุ์แท้ระดับฮาร์ดคอร์แห่งเมืองเนเปิลส์ ซึ่งในเรื่องเปิดมาจะพยายามบอกว่าทั้งหมดเป็นเรื่องสมมติ ทีมในเรื่องก็สมมติ แต่จากบริบทของหนังเอง ถ้าเป็นแฟนบอลต่างประเทศจริงๆ ก็ดูรู้ว่า ทีมที่กำลังถูกพูดถึงในเรื่องคือ สโมสรนาโปลี Napoli ซึ่งเป็นทีมฟุตบอลชื่อดังในกัลโช่ซีรีอา ลีกสูงสุดของอิตาลี ที่ในปลายยุค 80 เคยมีนักฟุตบอลระดับตำนานของโลกอย่าง ดีเอโก้ มาราโดา ร่วมทีมมาก่อน

ซึ่งในช่วงเพลงเปิดเรื่องของหนัง ก็มีการนำภาพวีดีโอ โชว์ตอนที่มาราโดนาออกมาเดาะฟุตบอลโชว์กองเชียร์ด้วย ตามด้วยภาพวีรกรรมสุดโหดของเหล่ากองเชียร์สายฮาร์ดคอร์ของนาโปลีและรวมถึงแต่ละสโมสรในอิตาลี ที่เราจะเห็นว่า การจุดพลุไฟ ขว้างพลุไฟ การยกพวกตีกันระหว่างกองเชียร์บนอัฒจันทร์ แทบจะเป็นเรื่องปกติของสังคมแฟนบอลอิตาลี

แล้วเมื่อหนังเปิดเรื่องมา และเล่าเรื่องราวไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเหมือนเป็นการตอกย้ำว่า เออ นี่หนังเพื่อแฟนบอลอุลตร้านาโปลีเลยนะ แล้วในหนังเองก็มีการพูดถึงชื่อของ อัซซูร่าบ่อยครั้ง ซึ่งก็เป็นชื่อเล่นของทีมนาโปลีนี่เอง

เรื่องย่อ ในหนังโฟกัสไปที่เรื่องราวของ ซานโดร โมอิกาโน อดีตแกนนำของกลุ่มแฟนบอลอุลตร้านาโปลี ที่ในปัจจุบันดูเหมือนจะพยายามวางมือและถอนตัวจากบทบาทในฐานะแกนนำแฟนบอลขาโหด ซึ่งในหนังก็จะมีการเล่าสลับกับชีวิตของแฟนบอลหนุ่มอีกคนหนึ่งที่กำลังเข้าสู่สังคมอุลตร้า นั่นคือ แองเจโล่ ซึ่งตัวของซานโดรพยายามดูแลและกันเข้าออกจากปัญหา อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าซานโดรจะไม่สลัดเงาอดีตของตนเองได้ เขาพยายามหาทางใช้ชีวิตแบบคนปกติ ทำงาน หารายได้ จีบสาว แต่เมื่อถึงเวลาที่กลุ่มอุลตร้าต้องการตัว เขาก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดี ซึ่งก็นำไปสู่บทสรุปท้ายเรื่อง สำหรับชีวิตแฟนบอลอุลตร้าคนหนึ่ง

กองเชียร์ อุลตร้า คืออะไร ทีนี้หลายคนอาจสงสัยว่า กองเชียร์อุลตร้า คืออะไร เพราะในหนังจะเห็นว่า กลุ่มนี้ดูจะมีอิทธิพลและอิสระในการก่อกวนไปจนถึงเข้าบุกรุกทำร้ายกองเชียร์ฝั่งตรงข้าม ไปจนถึงสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พยายามเข้ามาควบคุมความสงบ แถมในเรื่องมีการพูดถึงเพลงประจำกลุ่มนี้ที่ในเนื้อหานี่ส่อไปถึงตรรกะความคิดว่า พวกเขาต่อต้านอำนาจรัฐและไม่สนใจการควบคุมของเจ้าหน้าที่เท่าไรนัก

แฟนบอลกลุ่ม อุลตร้า เป็นวัฒนธรรมเชียร์ฟุตบอลที่รุนแรงซึ่งมีมานานแล้ว ลักษณะที่พบคือ จุดพลุไฟ ใช้ธง มีหน้ากากปิดหน้า มีป้ายผ้าเชียร์ผืนใหญ่ มีเพลงเชียร์ประจำตัว เพื่อกดดันฝั่งตรงข้าม

จุดกำเนิดของแฟนบอลอุลตร้า เชื่อกันว่าเริ่มต้นในประเทศอิตาลี จากทีมโตริโน แห่งเมืองตูริน ตามด้วย อุลตร้าของซามพ์โดเรีย ซึ่งภายหลังก็เริ่มมีลักษณะของการเป็นกลุ่มกองเชียร์สายก่อความวุ่นวายที่เรียกกันว่า ฮูลิแกน ซึ่งแพร่ไปทั่วยุโรป และเคยถึงจุดพีคมากในอังกฤษ

ส่วนที่ว่าทำไมหนังถึงเลือก อุลตร้านาโปลี อาจจะเพราะเมื่อปลายปี 2019 ที่ผ่านมา เพิ่งมีประเด็นใหญ่เกี่ยวกับแฟนบอลอุลตร้านาโปลีที่ออกมาจะทำร้ายนักฟุตบอลของทีมที่ต่อต้านการเข้าแคมป์เก็บตัวยาว 14 วัน ซึ่งทางประธานสโมสรคือ ออเรลิโอ เดอ ลอเรนติส เป็นคนออกคำสั่ง เพื่อแก้ปัญหาและลงโทษฟอร์มของทีมที่ย่ำแย่ในช่วงเปิดฤดูกาล

แต่ปรากฏว่านักเตะส่วนใหญ่ต่อต้านกฏนี้ ทำให้แฟนบอลอุลตร้าโกรธมาก เลือกเข้าข้างประธานสโมสร แล้วพากันเข้าไปทำลายรถยนต์ บุกบ้าน ของนักฟุตบอล จนทำให้นักบอลหลายคนของนาโปลีหวาดกลัวแล้วพากันหาทางหนี จนเป็นประเด็นใหญ่ตบนสื่อ

ufabet

 

รีวิวหนัง The Platform ในเรือนจำแนวตั้งที่ไม่รู้มีนักโทษอยู่ทั้งหมดกี่ชั้น

เรื่องย่อ The Platform ในเรือนจำแนวตั้งที่นักโทษชั้นบนได้อยู่ดีกินดี ขณะที่นักโทษชั้นล่างต้องอัตคัดขัดสน นักโทษชายอย่าง “โกเร็ง” (Iván Massagué) พยายามหาทางเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างความเท่าเทียมให้กับทุกคน ผมว่าผมก็เป็นเหมือนหลาย ๆ ท่านนี่แหละครับที่พอได้ยินกิตติศัพท์ความแปลกของพล็อตหนังเรื่อง The Platform หรือในชื่อภาษาสเปนว่า El Hoyo (The Hole) แล้วก็เกิดความอยากดู เพราะมันเป็นพล็อตที่เด่นชนะหน้าหนัง ชนะทุกสิ่ง เอาจริง ๆ นักแสดงใครเล่นบ้างก็ยังไม่รู้ ใครกำกับก็ไม่รู้ ได้กี่ดาวก็ไม่รู้อีกนั่นแหละ แต่สนซะที่ไหนล่ะ อยากลองดูก่อน พอผมได้ยินว่าหนังเรื่องนี้จะเข้าฉายทาง Netflix คอหนังประหลาด ๆ อย่างผมก็เลยรู้สึกว่าอยากลองดูหนังเรื่องนี้บ้าง เรียกว่าพล็อตอย่างเดียวชนะทุกสิ่งจริง ๆ

นี่คือภาพยนตร์สัญชาติสเปนฝีมือการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของ Galder Gaztelu-Urrutia (กัลเดอร์ กัซเตลู อูร์รูเดีย) ครับ แม้ว่าจะเป็นครั้งแรกแต่ประสบการณ์บอกเลยว่าไม่ไก่กา เพราะว่าเขานั้นมีประสบการณ์การทำหนังสั้น โฆษณา และเป็นโพรดิวเซอร์ภาพยนตร์มาก่อนหน้านี้แล้วตั้ง 15 ปี ซึ่งความคร่ำหวอดนี่แหละที่ส่งผลทำให้ในปีที่แล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เดินทางไปคว้ารางวัลมามากมาย ทั้งรางวัลขวัญใจผู้ชม Midnight Madness จากเทศกาล Toronto International Film Festival ประเทศแคนาดา รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาล Sitges – Catalonian International Film Festival ประเทศสเปน แถมในเว็บมะเขือเทศเน่า Rotten Tomatoes ยังระบุว่าได้คะแนนมะเขือสดไปตั้ง 82% แน่ะ สำหรับการกำกับภาพยนตร์ครั้งแรก ถือว่าไม่ธรรมดา

สำหรับพล็อตของหนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องของคุกนั่นแหละ จริงๆ มันก็ไม่ใช่คุกซะทีเดียวหรอกครับ มันเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ศูนย์ดูแลตนเองแนวตั้ง” คืออารมณ์สถานดัดสันดานอะไรแบบนี้มากกว่า แต่ในตัวมันก็เป็นคุกดี ๆ นี่เอง จุดเริ่มต้นมันเริ่มจากพระเอกอย่าง “โกเร็ง” (Iván Massagué) นั้นพาตัวเองเข้ามายังคุกแนวตั้งแห่งนี้ เมื่อเขาตื่นมาก็พบว่าเขานั้นได้มาอยู่ที่ชั้น 48 ร่วมกับชายชราอย่าง “ตรีมากาซี” (Zorion Eguileor) โดยตรีมากาซีเข้าคุกแห่งนี้มานานหลายเดือนแล้ว เพราะว่าฆ่าคนโดยไม่เจตนา ส่วนโกเร็งนั้นต่างออกไป เพราะว่าตั้งใจที่จะเลือกเข้าคุกนี้มาด้วยตัวเอง

และคุณผู้อ่านย่อมรู้อยู่แล้วใช่มั้ยครั้บว่าคุกนี้ไม่ธรรมดา เพราะมันเป็นคุกแนวตั้งที่มีชั้นลดหลั่นกันลงไป ในแต่ละชั้นจะมีนักโทษอาศัยอยู่ 2 คน และวิธีการจัดการกับคุกนี้ก็คือการควบคุมด้วยอาหาร คือในแต่ละชั้นจะมีช่องบนเพดานและพื้น เพื่อให้แท่นวางอาหารเคลื่อนผ่านลงไป โดยในแท่นนั้นจะมีอาหารคาวหวาน ผลไม้หลากชนิดและเครื่องดื่มสารพัดอย่างวางไว้รวมกัน ในแต่ละวัน แท่นนี้จะค่อย ๆ เคลื่อนลงไปเพื่อส่งอาหารให้กับคนแต่ละชั้น นั่นก็แปลว่าคนที่ชั้นบน ๆ จะได้มีโอกาสกินของดี ๆ เลือกกินได้อย่างใจ อาหารก็สดใหม่สะอาดปลอดภัย ส่วนคนชั้นล่างลงไปก็ต้องกินของเหลือ ๆ ต่อกันไปเรื่อย ๆ อันที่จริงแม้เราจะยังไม่รู้แต่แรกว่าคุกแนวตั้งนั้นมีกี่ชั้นกันแน่ แต่ที่ผมว่าน่าจะเดาได้แต่แรกคือ อาหารมักไปไม่ถึงชั้นล่าง ๆ หรอกครับ ยังไงก็มักจะถูกกินหมดก่อนตลอด และอย่าคิดจะกักตุนอาหารโดยเด็ดขาด เพราะว่าอุณหภูมิห้องขังจะเปลี่ยนไป อาจจะร้อนจนไหม้เกรียมหรือเย็นเยือกจนแข็งตาย

ในแต่ละวัน โกเร็งและทุกคนในคุกแนวตั้งนี้ก็มีชีวิตในคุกนี้เหมือนเดิม คือแท่นวางอาหารลงมาวันละครั้ง มีอะไรก็ต้องกิน พอแท่นเลื่อนลงก็หมดเวลา พอถึงกลางคืนก็ต้องนอนภายใต้แสงสีแดง พร้อมกับเสียงแท่นวางที่ดีดตัวกลับขึ้นไปด้านบนด้วยความเร็วสูง พร้อมกับถูกรมแก๊สเพื่อทำให้หลับ จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่เดือนใหม่ คนทั้งสองก็จะถูกย้ายไปชั้นใหม่ โดยที่ชะตากรรมของคนทั้งคู่อาจจะได้ขึ้นไปอยู่ชั้นที่สูงขึ้น ได้กินอาหารที่ดีกว่าคนอื่น ๆ หรือลงไปอยู่ชั้นล่างซึ่งอาจจะไม่ได้กินอะไรเลยเพราะอาหารไปไม่ถึง รวมถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งสองก็อาจเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะว่าในคุกนี้ ความสัมพันธ์หรือมิตรภาพ หรือความไว้เนื้อเชื่อใจนั้นอาจไม่สำคัญเท่ากับการอยู่รอดให้ครบกำหนด และรับใบรับรองเพื่อออกไปสู่อิสรภาพ

ความน่าสนใจคือ ตลอดทั้งเรื่อง เราจะแทบไม่ได้เห็นบรรยากาศภายนอกเลย จริง ๆ ก็มีฉากภายนอกคุกให้เห็นบ้างแหละ แต่ถือว่าน้อยมาก แต่ไม่มีฉาก Outdoor ใด ๆ เลยแม้แต่นิดเดียว อย่างเต็มที่ เราก็จะได้เห็นบรรยากาศของห้องครัวที่คอยทำอาหารเลี้ยงคนในคุกแนวตั้ง ซึ่งตั้งอยู่ชั้นบนสุด กับภายนอกคุกตอนที่โกเร็งกำลังให้สัมภาษณ์กับ “อิโมกิริ” (Antonia San Juan) เจ้าหน้าที่หญิงที่คอยทำหน้าที่สัมภาษณ์และตรวจเช็กทุก ๆ คนที่จะเข้าไปอยู่ในคุกแนวตั้งนี้เท่านั้นเอง

ซึ่งตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ดูมีความเป็นหนังเขย่าขวัญขึ้นมาทันที โอเค แม้ว่าคุกแนวตั้งและการกินอาหารเหลือ ๆ นั้นจะดูน่ากลัว น่าขยะแขยงเพียงใด แต่เหตุผลของโกเร็ง ที่ต้องการเดินเข้ามายังคุกแห่งนี้เพียงเพราะเหตุผลอะไรบางอย่าง และเลือกของติดตัวเป็นเพียงหนังสือ “Don Quixote de la Mancha” (ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า เขียนโดย มิเกล เด เซร์บันเตส) ติดตัวเข้ามาเพียงเล่มเดียวนั้น ต้องเผชิญกับความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งนั่นเป็นเรื่องน่ากลัว เขย่าขวัญ (และน่าขยะแขยง) กว่าตัวคุกซะอีก การกินอาหารแบบไม่บันยะบันยังโดยไม่คิดถึงว่าคนข้างล่างจะเหลืออะไรให้กินบ้าง การมองตัวเองเป็นเพียงคนที่จำนนกับกับระบบ (หรือระบอบ) การพินอบพิเทากับสถานะของตัวเองโดยไม่ปริปากบ่นเพราะกลัวว่าตัวเองจะเอาตัวไม่รอด จนลามไปถึงความโหดร้ายป่าเถื่อนที่มนุษย์มีต่อมนุษย์ด้วยกัน พร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองนั้นรอด เมื่อมาอยู่รวมกันในคุกปิดตาย มันเป็นอะไรที่น่ากลัวสุด ๆ ไปเลยครับ

แทงบอลออนไลน์

รีวิวหนัง ALL THE BIGHT PLACES ว่าด้วยเรื่องของวัยรุ่นมีปัญหาสองคน

ต้องออกตัวก่อนเลยว่าตนเองไม่ได้มีความรู้ทางด้านภาพยนตร์มากเท่าไหร่ พอมีวิชาวิเคราะห์บทละครนิดหน่อย ALL THE BIGHT PLACES  ทำให้รู้สึกว่ากล้าเขียนสิ่งที่ดูรู้สึก ซึมซับและอยากจะแบ่งปันเท่านั้น ALL THE BIGHT PLACES ภาพยนต์ที่ถูกเข้าฉายใน NETFLIX ความยาวเรื่องทั้งหมดหนึ่งชั่วโมงสี่สิบแปดนาที ว่าด้วยเรื่องของวัยรุ่นมีปัญหาสองคนที่ร่วมการเดินทางผจญภัยออกไปเจอโลกข้างนอกจดจำช่วงเวลา สถานที่ ความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อสิ่งรอบข้างในรัฐอินดีแอนาทั้งหมด เพื่อปลดเปลื้องอารมณ์มืดมนที่ทั้งสองโดนครอบงำเปลี่ยนชีวิตและวิธีความคิดใหม่ให้กลายมาเป็นอีกคน

หนังโทนทึมๆ เรียบๆเปิดมาด้วยมุมมองของเด็กหนุ่มธีโอดอร์ ฟินซ์ พบเจอกับเด็กสาวที่ขอบสะพาน ใบหน้าที่ว่างเปล่าจดจ้องมองไปยังด้านล่าง เป็นมุมมองแรกที่เขามีต่อเธอและสิ่งแรกที่เขาอยากทำคือปลดปล่อยเธอออกจากพันธนาการของความทุกข์ที่กำลังเผชิญ ฟินซ์ใช้เวลาเข้าหาไวโอเล็ต มาร์กีย์เป็นระยะ จนในที่สุดเธอเปิดใจและร่วมทำรายงานเกี่ยวกับการค้นหาสถานที่ต่างๆในอินดีแอนาเมืองเล็กๆที่ทั้งสองอาศัยอยู่ มิติที่น่าสนใจของไวโอเล็ต มาร์กีย์ในมุมมองของฟินซ์คือเธอสดใส แน่นอนว่ามันต่างจากตอนนี้ที่เขาได้พบเธอ ซึ่งตัวเด็กหนุ่มมองมันจากข้างในและเชื่อว่าเธอมีมากกว่าหนึ่งสีสันจากเดิมเด็กสาวเป็นนักเขียน ชอบจดบันทึกแต่เพราะเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวไวโอเล็ตและพี่สาว ทำให้ต้องห่างหายไป ฟินซ์ทำให้เธอกลับมาจับมันได้อีกครั้งนั่นหมายถึงว่าเธอกลับมาเป็นคนเดิมที่เคยทิ้งไป เริ่มเข้าสังคม ฟังเพลงกล้านั่งรถยนต์ไปไหนกับฟินซ์ได้อย่างอิสระเสรี ภาพของไวโอเล็ตจบที่ตรงนั้นและตัดเข้าสู่โลกของฟินซ์แทน โลกที่ดำดิ่งลึกลงไปมันดูกว้างจนน่ากลัวและทุกครั้งที่สงสัยก็มักจะไม่ได้คำตอบใดๆกลับมา มุมมองของไวโอเล็ตที่มีต่อฟินซ์ทำให้คนดูอย่างเราเริ่มเคลือบแคลงในตัวเด็กหนุ่มคนนี้อีกครั้งว่าทำไมคนที่เราดูมาตั้งแต่ต้นเรื่อง ความธรรมดา ความบ้าบิ่น พิลึกพิลั่นของเขาถึงมีอีกสิ่งที่ครอบงำเขาไว้ตลอดเวลา น่าแปลกนะคนที่พยายามจะเยียวยาใครหลายๆคน คนที่อยากให้ทุกคนมีความสุขแต่ตัวเขาเองนั่นแหละที่อันตรายที่สุด สิ่งที่อันตรายคืออะไรน่ะหรอ คือการที่เขาไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นอะไรอยู่เขาอยากจะค้นหามัน อยากจะระงับแต่ยิ่งทำมากเท่าไหร่ก็ยิ่งพบกับความว่างเปล่าและเพื่อนที่ดีที่สุดของเขาคือความตายนั่นเอง กว่าไวโอเล็ตจะค้นหาความทุกข์ของเขาเจอฟินซ์ก็ได้เลือกคำตอบที่ต้องการมานานไปเสียแล้ว

เราโคตรชอบตัวละครธีโอดอร์ ฟินซ์เลยมันคือตัวเราในช่วงเวลาหนึ่ง ที่ไม่อยากบอกว่าตัวเองเป็นอะไรแบบที่คนอื่นมองเห็นจากภายนอก ไม่ยอมรับเพราะลึกๆแล้วรู้สึกว่าเราจัดการมันได้ แต่ที่รู้สึกเศร้าที่สุดเลยคือฟินซ์เลือกคำตอบว่าตัวเองต้องไปไว้ตลอดเวลาอยู่แล้ว เป็นคำตอบที่เด็ดขาดแค่รอเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้นเอง สัญญาณที่บอกให้เรารู้ว่าเขาจะไปแน่ๆคือตอนที่ฟินซ์บอกกับไวโอเล็ตข้างทะเลสาบว่า”ว่ากันว่ามีแรงอยู่ตรงกลางที่ดูดเราลงไปใต้แม่น้ำและพาเราไปสู่อีกโลกหนึ่ง” เขาคงเลือกวิธีนี้หรือเปล่า ดูเป็นตัวละครที่เศร้าที่สุด อืม…ใจร้ายสำหรับไวโอเล็ตด้วยมากๆ ตรงที่เขาทำให้เธอกลับมาเป็นคนที่สดใสได้ และก็หายไปโดยที่เธอไม่เคยรับรู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลยด้วยซ้ำ เรื่องราวของเธอถูกแบ่งปันไปให้ฟินซ์รับรู้ แต่ทำไมกันนะฟินซ์ถึงไม่ยอมแบ่งมันมาให้เธอเลย

ถ้าใครสักคนในชีวิตเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เป็นเราในเวอร์ชั่นที่ดีขึ้นได้ และเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อหัวใจ แต่กลับไม่เคยเปิดใจให้เราเข้าไปไม่เคยได้สัมผัสด้านลึก ด้านที่อ่อนแอให้ได้แชร์กันบ้าง เราจะบอกเลยนะว่าเขาน่ะ…โคตรใจร้าย 🙁 สู้ให้เรากลับไปเป็นคนเดิมโดยที่ไม่มีเธอเข้ามาเป็นอิทธิพลน่ะดีกว่า ฟินซ์ก็เลยเป็นได้เพียงภาพฝันในช่วงเวลาดีๆของไวโอเล็ต การออกไปทำสิ่งบ้าๆด้วยกัน เต้นรำ ว่ายน้ำ สถานที่เหมือนว่าหนังจะมีแสงสว่างวาบเข้ามาให้อบอุ่นหัวใจดับวูบลงบีบอัดมันให้หงอยอีกครั้ง และครั้งสุดท้ายมันก็หงอยจริงๆนั่นแหละ ประโยคที่เราชอบในหนังเลยคือ ‘เราไม่ได้จดจำวันเราจดจำช่วงเวลา” ก็จริงนะเวลาผันผ่านไปเนิ่นนานเราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเรื่องราวดีๆที่เกิดขึ้นเป็นวันไหน เรารับรู้ได้เพียงแค่มันต้องเป็นช่วงเวลานี้ที่ความทรงจำดีๆหวนคืนมาให้เราคิดถึงเสมอ

รวมๆแล้วชอบนะ ให้ 9/10 แอลล์ แฟนนิ่งเล่นบทนี้ได้ธรรมชาติมากๆ ตัดภาพเจ้าหญิงในหัวออกไปหมด บทเลิฟซีนพอเหมาะพอควร ส่วนจัสติน สมิธ เขาทำได้ดีทีเดียวยิ่งฉากที่ต้องสื่อออกมาว่าเจ็บปวด เราเชื่อว่าตัวละครตัวนี้รู้สึกแบบนั้นผ่านแววตา เพลงประกอบเพราะ ยังไม่ได้อ่านหนังสือแบบออริจิของหนังเรื่องนี้เลย นี่ก็เลยเป็นเพียงการวิเคราะห์แบบสั้นๆตามความรู้สึกของเราที่มีต่อหนัง ต่อตัวละครที่เราทำความรู้จักเท่านั้น ว่าจะไปตามหาหนังสือมาอ่านแล้วน่าจะได้รู้จักตัวละครมากยิ่งขึ้น และมุมมองหนังสืออีกหลายๆด้าน รู้สึกสนุกดีเหมือนกัน 🙂 เปิดใจดูนะ ดูไปด้วยกัน

แทงบอล

รีวิวหนัง The Decline ทริลเลอร์ระทึกขวัญผสมแอ็กชั่นการเอาชีวิตรอดจากแคมป์

หนังทริลเลอร์ระทึกขวัญผสมแอ็กชั่นการเอาชีวิตรอดจากแคมป์ The Decline ที่เปิดฝึกอบรมให้ผู้ที่สนใจในการเอาชีวิตรอดด้วยตัวเอง แต่แล้วเรื่องราวกลับพลิกผันเมื่อมีอุบัติเหตุทำให้คนตายเกิดขึ้น จนกลายเป็นชนวนเหตุให้ผิดใจกัน และเปลี่ยนคอร์สฝึกซ้อมให้กลายเป็นเกมล่าคนกับคน พร้อมการเอาชีวิตรอดให้ได้ของจริง

เป็นหนังที่เกือบเข้าธีมโลกหายนะจากโควิด 19 ตอนนี้อยู่เหมือนกัน เนื่องจากตัวละครที่มาร่วมเข้าคอร์สอบรมนี้ต่างเป็นพวกวิตกจริตกับเหตุการณ์หายนะของโลกที่อาจจะเกิดขึ้นมาได้ในแบบต่างๆ ตั้งแต่ภัยธรรมชาติ สงคราม โรคระบาด ซึ่งคอร์สในเรื่องมาจากยูทูบเบอร์คนดังที่สอนเรื่องการเอาชีวิตรอดด้วยตัวเองให้ได้ ทำให้พวกเขาเหล่านี้สนใจเข้าแคมป์ของจริงที่เจ้าของแชนแนลจัดขึ้น โดยเป็นพื้นที่ห่างไกลผู้คนที่มีทุกอย่างทั้งไฟฟ้า ประปา ที่พัก แบ่งโซนทำงานเหมือนหมู่บ้านเล็กๆ ที่พร้อมจะอยู่ได้ด้วยตนเองถ้าเกิดหายนะกับโลกขึ้น

หนังช่วงแรกเป็นช่วงฝึกซ้อมการใช้ชีวิตด้วยตัวเองของพวกเขาเหล่านี้ที่มีกัน 7 ชีวิต แต่ดูเหมือนทหารฝึกซ้อมรบซะมากกว่า เพราะมีกระทั่งการฝึกจู่โจมเป้าหมาย การฝึกทำกับดักระเบิดฆ่าคน ซึ่งคนดูเองคงค่อยๆ เอะใจว่ามันเกินกว่าการเอาชีวิตรอดธรรมดาแล้วแน่ๆ จนเรื่องราวผ่านไป 30 นาทีจุดพลิกผันของเรื่องจึงเริ่มขึ้น เมื่อมีอุบัติเหตุกับการฝึกซ้อมจนสมาชิกในแคมป์ตาย การโต้เถียงว่าจะเอายังไงดีกับเรื่องนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อความเห็นไม่ลงรอยกันจึงกลายเป็นแบ่งฝักฝ่ายออกมาต่อสู้กันเอง ระหว่างทีมที่ต้องการปกปิดคดีที่เกิดขึ้นกับทีมที่ต้องการหนีออกไปแจ้งความให้ตำรวจมาช่วย ซึ่งเรื่องราวหลังจากนี้ไปถือว่าทำได้ระทึกได้ตลอดเวลาพอสมควร เพราะไม่ใช่แค่ถือปืนไล่ยิงกัน แต่มีกับดักในป่าที่พร้อมปลิดชีพคนได้ในทันที อีกทั้งต้องเอาตัวรอดจากสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่โหดร้ายถึงตายได้เหมือนกัน

จุดเด่นของเรื่องคือความสมจริงแบบโหดๆ ในเรื่องแบบเดียวกับแนวหนัง “แบทเทิลรอยัล” ซึ่งเป็นการเอาชีวิตรอดของคนปกติที่ต้องมาเจอสภาพการบีบคั้นปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบให้กลายเป็นฆาตกรกันได้ง่ายๆ หนังค่อยๆ เผยให้เห็นว่าคนดีๆ ในเวลาปกติ กลายมาเป็นคนโหดเหี้ยมได้ขนาดไหนในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน แม้ตัวเรื่องอาจจะไม่ใช่แนวแอ็กชั่นโดยตรง แต่ก็มีหลายฉากที่เป็นการไล่ยิงกันในแบบยุทธวิถีการรบ มีการลอบเร้นกำบังกาย วางกับดักซุ่มยิง จนไปถึงฉากแอ็กชั่นซัดกันตัวๆ ลากยาวปิดท้ายเรื่องในบ้านพักที่ใช้สิ่งของรอบกายมาเป็นอาวุธ และตัดต่อออกมาได้ลุ้นระทึก มีตัดสลับหลอกคนดูนิดๆ เป็นฉากปิดเรื่องที่ทำออกมาได้โอเคเลย

หนังมีจุดหักมุมชวนช็อคนิดๆ แบบคาดไม่ถึงในระหว่างทางของเรื่อง แต่ก็สมเหตุผลและช่วยให้เรื่องราวไปต่อในแบบสนุกขึ้น แม้จะรู้สึกตะหงิดๆ กับการที่หนังเลือกเล่นแบบนี้ จุดเสียของเรื่องคงเป็นความสั้นของหนังที่สั้นมากเพียง 73 นาทีไม่รวมเครดิต ทำให้เรื่องราวต้องรีบฆ่าตัวละครแต่ละคนไวไป แบบจู่ๆ ก็ตายงง หรือไม่ก็ตัดมาอีกทีตายแล้ว ทำให้คนดูไม่ทันจะได้อินหรือลุ้นระทึกได้มากพอ แต่ก็ยังดีที่หนังได้ความสมจริงโหดๆ ทั้งจากคนล่าคนและธรรมชาติในเรื่องมาทดแทนในจุดนี้ไป

ถือเป็นหนัง Original Netflix แท้ๆ ฟอร์มเล็กที่ทำได้ดีกว่าหนังโรงหลายเรื่อง ธีมของเรื่องก็เข้ากับสถาณการณ์โรคระบาดในตอนนี้ได้ดี ความโหดสมจริงในเรื่องจัดมาเต็มที่ไม่มีปิดบัง (แต่มีไม่กี่ฉาก) เป็นหนังดูสนุกจบได้สั้นๆ ในเวลาไม่นาน อาจจะไม่ได้ดีที่สุด แต่ก็ไม่น่าจะผิดหวังอะไรเช่นกันครับ

แทง ufabet

รีวิวหนัง บ่มรักสู่ฝัน เป็นหนัง Netflix Uncorked หนุ่มวัยรุ่นผิวดำ เอไลจาห์

รีวิวหนัง บ่มรักสู่ฝัน เป็นหนัง Netflix อีกเรื่องที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายของความดราม่าและโรแมนซ์ Uncorked หนุ่มวัยรุ่นผิวดำ เอไลจาห์ (มาโมดู เอธี) ที่หันเหตัวเองออกจากการเรียนมหาวิทยาลัย ไปสู่เส้นทางความฝันในการเป็น “มาสเตอร์ ซอมเมลิเยร์ (Sommelier Master)” Uncorked ผู้เชี่ยวชาญไวน์ที่มีเพียงน้อยนิดในโลกให้เป็นจริง ในขณะเดียวกันก็ต้องแบกความหวังของพ่อในการรับช่วงต่อร้านบาร์บีคิวชื่อดังของครอบครัวในเมมฟิสไปด้วย

พล็อตหนังวัยรุ่นสร้างแรงบันดาลใจไปสู่เส้นทางฝัน ในอาชีพที่ต้องเรียกว่าแปลกใหม่ยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน อย่างการเป็น “มาสเตอร์ ซอมเมลิเยร์” ซึ่งนอกจากจะเจาะลึกเรื่องราวของอาชีพนี้ไว้ดีพอสมควรแล้ว ก็ยังเป็นหนังของคนผิวดำที่ไม่มีความรุนแรง ไม่มีแก๊ง ไม่มียาเสพติด ไม่มีเรื่องของอาชญากรรมมาเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย ซึ่งหาได้ยากเหมือนกันกับการทำหนังคนผิวดำที่บทดูเรียบง่ายเรียลๆ มีความเป็นธรรมชาติในเรื่องราวที่แทบจะไม่ปรุงแต่งอะไรให้เป็นหวือหวา แต่พุ่งเป้าเจาะลึกการก้าวเข้ามาสู่โลกของอาชีพที่มีคนรู้จักน้อยมาก และก็มีคนที่เป็นได้เพียงน้อยนิดในโลก ซึ่งในเรื่องระบุไว้แค่ 230 คน

คนดูจะได้เห็นตั้งแต่จุดเริ่มของอาชีพซอมเมลิเยร์ ที่พระเอกทำงานในร้านขายไวน์แล้วมีเจ้าของร้านเป็นซอมเมลิเยร์คนหนึ่งที่มีหน้าที่เลือกซื้อไวน์จากทั่วโลกมาขาย ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกันมากมายหลายพันชนิด แล้วก็ได้เห็นเรื่องราวการก้าวขาเข้าไปในโลกของซอมเมลิเยร์ที่ต้องสอบเข้าโรงเรียน Sommelier school ที่ค่าเรียนก็แพง แถมยังต้องมีการเดินทางไปปารีสเมืองแห่งไวน์ด้วยค่าใช้จ่ายที่เกินตัวไปมาก จนเกิดความขัดแย้งกับพ่อที่หวังให้ลูกสืบทอดร้านของตระกูลมาตลอด ในขณะที่แม่สนับสนุนให้ลูกไปตามฝัน แต่หนังก็ไม่ได้เน้นปมขัดแย้งดราม่าจนเกินเลยไปนัก เรื่องยังอยู่ในระดับพอดีๆ ที่ทั้งสองฝ่ายพอจูนกันได้ แม้ว่าพ่อจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ลูกฝันไว้ก็ตาม

หนังไล่ลำดับเรื่องไปแบบเรียบๆ ให้เห็นว่าการเป็นซอมเมลิเยร์ไม่ใช่แค่ไม่ง่าย แต่ต้องบอกว่ายากในระดับที่สมกับมีเพียง 230 คนในโลก ต้องถือว่าตัวเรื่องถ่ายทอดเรื่องราวของการมาเป็นซอมเมลิเยร์ได้ละเอียดมาก ซึ่งทั้งเรื่องมีแต่ชื่อไวน์แปลกๆ สถานะเคมี การรับรู้รส จุกไม้ก๊อก และอะไรอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบมากมายเกินกว่าเราคนดูหรือแม้แต่คนกินไวน์จะเคยรับรู้กัน คนที่จดจำและแม่นยำกับการจำแนกไวน์ขนาดนั้นจึงเป็นความสามารถเฉพาะตัวที่หาได้ยากมากของอาชีพนี้ ซึ่งต้องมีการสอบสุดหินที่ห้ามผิดพลาดเลยแม้แต่นิดเดียวถึงจะได้รับสิทธิการเป็น “มาสเตอร์ ซอมเมลิเยร์” ได้ ซึ่งถ้าถามว่าอาชีพนี้สำคัญยังไง ในเรื่องมีคำตอบไว้โดยละเอียดอยู่แล้วว่า เป็นเหมือนบ๋อยชั้นสูงของร้านอาหารที่มีไวน์ไว้บริการ ซึ่งไม่ใช่แค่การแนะนำไวน์ให้เข้ากับอาหาร แต่ยังรวมถึงวิธีการดูแลเสิร์ฟ และจิตวิทยาในการรับมือกับลูกค้าที่อาจจะวีนไม่พอใจได้ทุกเมื่อถ้าแนะนำไม่เข้าหู แม้แต่การอ่านที่มาเชื้อชาติของแขกให้เข้ากับไวน์ก็รวมอยู่ในความสามารถของซอมเมลิเยร์ด้วยเช่นกัน

ดาราในเรื่องอย่างที่รับบท เอไลจาห์ ก็แสดงได้ดีมาก ดูเป็นหนุ่มผิวดำที่สุภาพเรียบร้อย มีความลุ่มลึกละเมียดละไมเวลาสนใจไวน์จริงจัง ในขณะเดียวกันก็เป็นลูกที่แอบขบถต่อพ่ออยู่เนืองๆ ซึ่งดราม่าระหว่างพ่อกับลูกก็มีบทสรุปที่ลงตัวแบบไม่ต้องบิ้วอะไรมากมาย หนังทำอารมณ์ออกมาได้เรียบง่ายแต่เป็นไปตามจริงที่ควรจะเป็นจนจบเรื่อง ที่แม้อาจจะเรียบๆ แต่กลับให้ความรู้สึกสร้างฝันได้แรงบันดาลใจไม่น้อยเลย นี่เป็นหนังที่อาจจะไม่ได้โดดเด่นในเรื่องบิ้วอารมณ์อะไรนัก แต่ก็มาพร้อมกับเรื่องราวดีๆ ของอาชีพซอมเมลิเยร์ที่หาดูได้ยาก ดูจบแล้วอิ่มเอมเบาๆ ลงตัว แถมได้ความรู้เรื่องไวน์ไปอีกเป็นลังครับ

เดิมพัน ufabet