รีวิวภาพยนตร์กำลังภายใน ยิปมัน 3 : ดูเอาแอ๊กชั่นก็มัน ดูเอาสาระก็คมคาย

ยิปมัน 3 เจ้ากังฟูสู้ยิบตา ชื่อภาษาไทยของ ภาพยนตร์กำลังภายใน สัญชาติฮ่องกง เรื่อง Ip Man (อักษรจีนตัวย่อ: 叶问; อักษรจีนตัวเต็ม: 葉問; พินอิน: Yè Wèn) นำแสดงโดย เจิน จื่อตัน, เยิ่น ต๊ะหัว, หลิน เจียต่ง, ฟาน ซิ่วหว่อง, สง ไต้หลิน, ฮิโรยูกิ อิกิอูชิ กำกับการแสดงโดย วิลสัน ยิป ออกฉายในปี ค.ศ. 2008 ที่จีนและฮ่องกง ในส่วนของต่างประเทศฉายในปีถัดมา

รีวิวภาพยนตร์กำลังภายใน ยิปมัน 3 : ดูเอาแอ๊กชั่นก็มัน ดูเอาสาระก็คมคาย

ในปี ค.ศ. 1930 ที่เมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้ง ยิปมัน เป็นยอดฝีมือมวยหย่งชุน แต่ยิปมันไม่ได้รับใครเป็นลูกศิษย์หรือเปิดสำนักสอนกังฟูเหมือนเช่นคนอื่น ๆ ในฝอซาน ที่ต่างเปิดสำนักกังฟูกันจนเอิกเกริกทั้งเมือง แต่เขาปรารถนาที่จะอยู่อย่างเรียบง่ายกับ อาเจิน ผู้เป็นภรรยา (สง ไต้หลิน) และ อาชุน ลูกชายวัย 5 ขวบ เท่านั้น

ยิปมันและภรรยาต่างได้รับความนับถืออย่างยิ่งจากชาวเมืองฝอซาน จนกระทั่ง อาจารย์เลี่ยว ปรมาจารย์กังฟูมาขอท้าทายฝีมือด้วย ยิปมันก็เอาชนะได้ในที่สุด รวมกระทั่งการเอาชนะ จินไท่หยวน นักเลงจากต่างถิ่น ที่ยกพวกมาข่มเหงชาวฝอซานถึงกับที่ด้วย

จนกระทั่งในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง กองทัพของจักรวรรดิญี่ปุ่นยาตราทัพเข้าบุกยึดฝอซาน สภาพในเมืองต่างย่ำแย่ แม้กระทั่งบ้านหลังใหญ่โตของยิปมันก็ถูกยึดครอง เขาและภรรยาและลูกชายต้องระเห็ดไปอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ โทรม ๆ ด้วยความแร้นแค้นทำให้ยิปมันต้องไปทำงานในเหมืองขุดทองเช่นเดียวกับปรมาจารย์กังฟูคนอื่น ๆ จนกระทั่ง นายพลมิอูระ (ฮิโรยูกิ อิกิอูชิ) นายพลกองทัพญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบศิลปะการต่อสู้ ได้บังคับให้จัดการต่อสู้ระหว่างศิลปะคาราเต้ของญี่ปุ่นกับกังฟูของจีนขึ้น เพื่อพิสูจน์ความเป็นหนึ่งของศิลปะการต่อสู้ทั้ง 2 ประเภทนี้ ซึ่งผู้ชนะจะได้รางวัลเป็นข้าวสาร ด้วยความลำบากได้บีบบังคับให้อาจารย์เลี่ยวต้องขึ้นประลอง และสามารถเอาชนะนักคาราเต้ได้ในการต่อสู้ตัวต่อตัว แต่ต้องมาพ่ายแพ้เมื่อสู้แบบสามต่อหนึ่ง หลังจากนั้นอาจารย์เลี่ยวยังถูกนายพลซาโต้ผู้ใต้บังคับบัญชาของนายพลมิอูระยิงทิ้ง

ซึ่งการกระทำชนิดหมิ่นหยามศักดิ์ศรีชาวจีนของทหารญี่ปุ่นนี้ ทำให้ยิปมันต้องลุกขึ้นสู้ และสามารถเอาชนะทหารญี่ปุ่นพร้อมกันถึง 10 คนได้ในการต่อสู้เพียงครั้งเดียว นายพลมิอูระชื่นชอบยิปมันมาก จึงอยากให้ยิปมันสอนกังฟูแก่ทหารญี่ปุ่น แต่ยิปมันปฏิเสธ และในท้ายที่สุดยิปมันขึ้นประลองฝีมือตัวต่อตัวกับนายพลมิอูระ บนเวทีสาธารณะและสามารถเอาชนะได้อย่างเด็ดขาดในที่สุด

อีกหนึ่งหนังที่ว่าด้วยเรื่องราวของ ยิปมัน ปรมาจารย์เพลงมวยหย่งชุ่น ศาสตร์การต่อสู้จากความสมดุล ที่นักดูหนังบ้านเราส่วนใหญ่รู้จักกันเป็นอย่างดีจาก Ip Man (2008) หนังแอ็คชั่นสุดฮึกเหิมของ ดอนนี่ เยน

แต่สำหรับ ยิปมัน ใน The Grandmasters ต้องบอกว่าจงลืมภาพเก่าๆ เกี่ยวกับอาจารย์ยิปที่เคยรู้จักไปให้หมด เพราะหนังฉบับนี้เป็นผลงานของ หว่องกาไว ผู้กำกับนามอุโฆษที่ขึ้นชื่อเรื่องการจับเอาอารมณ์ “เหงาเดียวดาย” ออกมาถ่ายทอดบนจอได้อย่างงดงามที่สุดคนหนึ่ง

ถ้าเปรียบผลงานของ หว่องกาไว เป็นงานศิลปะ น่าจะจัดอยู่ในข่ายของงานประเภท อิมเพรสชั่นนิสต์ คืองานที่ศิลปินมักจะใช้การนำเสนอที่ฟุ้งฝันเกินจริง เพื่อขับเน้นให้อารมณ์และความรู้สึกในชิ้นงานนั้นๆ โดดเด่นขึ้นมาจนเป็นที่ประจักแก่ผู้ชม(ผู้ดู)

ในที่นี้ก็คือ งานภาพที่วูบไหว การเคลื่อนตัวของเวลา(ที่อาจนับกันเป็นวินาที) และบรรยากาศอันนิ่มนวลในหนังของหว่อง ที่มักจะถูกนำมาใช้ขับเน้นความเปลี่ยวเหงาของตัวละคร ให้โดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมโกลาหลวุ่นวาย

ซึ่งเราได้สัมผัสและหลงเสน่ห์กันมาแล้วในหนังหลายๆ เรื่องของเขา และใน The Grandmasters อัตลักษณ์ที่ว่านี้ยังถูกรักษาไว้อย่างเคร่งครัด จนพูดได้เต็มปากเต็มคำว่านี่ยังเป็นหนังคนเหงาสไตล์หว่องกาไวแท้ๆ แบบ 100 เปอร์เซนต์

หนังให้เกียรติและคารวะกังฟูด้วยการให้ความสำคัญกับฉากแอ็คชั่นในระดับหนึ่ง แต่โดยเนื้อหาแล้ว ยังเป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องของ “กลุ่มคนเหงา” ที่กาลเวลาชักนำให้กลายมาเป็นมิตร เป็นศัตรู และเป็นคนรัก ท่ามกลางความผันแปรของยุคสมัย

เพียงแต่คราวนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของตำรวจ มือปืนสาว เจ้าของคาเฟ่ หรือคู่เกย์หนุ่ม แต่เป็นเรื่องของเหล่าปรมาจารย์กังฟูในยุค 1930 ท่ามกลางสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง โดยที่มี ยิปมัน เป็นศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมด

แม้จะมี ยิปมัน เป็นตัวดำเนินเรื่อง หนังก็ไม่ได้นำเสนอถึงความเก่งกาจของมวยหย่งชุน หรือมวยสำนักไหนเป็นพิเศษ แต่พูดถึงกังฟูแบบรวมๆ ว่าเป็นเรื่องของ แนวตั้ง และ แนวนอน หรือก็คือ คนที่ยืน กับ คนที่ล้ม ไม่ว่าจะเป็นกังฟูที่มีกระบวนท่าล้ำเลิศพิศดารขนาดไหน ถ้าสุดท้ายกลายเป็นฝ่ายล้ม (แพ้) ทุกอย่างก็เท่ากับศูนย์

และการจะเป็นฝ่ายที่ยืนอยู่เหนือคนอื่นได้นั้น ต้องอาศัยความมุ่งมั่น ทุ่มเท ในระดับหมกมุ่น ซึ่งมักจะมาพร้อมกับความหยิ่งทะนงในศักด์ศรี ไม่ชอบเป็นสองรองใคร

อุปนิสัยเหล่านี้นี่เองที่ทำให้คนธรรมดาสามารถกลายเป็น ปรมาจารย์ หรือ ยอดฝีมือ ขึ้นมาได้ ในทางกลับกัน อุปนิสัยเดียวกันนี้ก็มักจะทำให้เขาเหล่านั้น กลายเป็นคนแปลกแยกที่ต้องเดินไปในเส้นทางอันแสนเดียวดาย

ดังนั้นการเป็นยอดฝีมือ (Grandmaster) ตามที่หนังบอก นอกจากจะต้องเผชิญกับกฏของ แนวตั้ง แนวนอน อยู่ตลอดเวลาแล้ว การเผชิญหน้ากับ ความเหงา ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยง

ซึ่งแทบทุกตัวละครในหนังของหว่องกาไวเรื่องนี้ ก็ล้วนแล้วแต่อยู่เส้นทางสายเหงาที่ว่านี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น หม่าซัน ที่หยิ่งผยองในฝีมืออันเก่งกาจของตนจนพลั้งมือทำสิ่งชั่วร้าย และไปสวามิภักดิ์กับญี่ปุ่น กระทั่งกลายเป็นที่ชิงชังของเพื่อนร่วมชาติ, กงรั่วเหมย ที่หมกมุ่นกับการล้างแค้นกู้ศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูลคืนมา จนต้องละทิ้งการสร้างครอบครัว, ไอ้มีดโกน ที่แอบไปเป็นยอดยุทธอยู่เงียบๆ ในร้านตัดผม และอาจารย์ยิป ที่ยอมพลัดพรากจากลูกเมีย (ซองเฮเคียว) ไปเปิดสำนักมวยในฮ่องกง

ระหว่างยิปมัน (เหลียงเฉาเหว่ย) กับ กงรั่วเหมย (จางซิยี่) นอกจากจะเป็นคู่รักเร้นท่ามกลางการประหมัดมวยแล้ว ทั้งคู่ยังถือเป็นความเหมือนในความต่าง

กงรั่วเหมย เลือกที่เก็บสุดยอดเคล็ดวิชาประจำตระกูลไว้กับตัวไปจนตาย ขณะที่อาจารย์ยิป เลือกที่จะเปิดสำนักเผยแพร่หมัดมวยออกไปอย่างกว้างขวางจนมีลูกศิษย์มากมาย แต่ในห้วงความรู้สึกของการเป็น ยอดฝีมือ (และคู่รักเร้น) แล้ว ทั้งคู่คงไม่ต่างกันเท่าใดนัก

คะแนน : สามดาวครึ่ง

เบื้องหลัง, คำวิจารณ์และความสำเร็จ
Ip Man สร้างมาจากชีวประวัติของยิปมัน ปรมาจารย์มวยกังฟูแบบหวิงชุน ที่มีตัวตนอยู่จริง และผ่านชีวิตในช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สองมาแล้ว ซึ่งได้กลายมาเป็นอาจารย์ของบรูซ ลี ที่ต่อมากลายมาเป็นนักแสดงซูเปอร์สตาร์ชื่อดังระดับโลก

ผู้ที่รับบทยิปมัน คือ เจิ้น จื่อตัน ดารานักแสดงผู้เป็นวิชากังฟูตัวจริง โดยมี หง จินเป่า นักแสดงแอ๊คชั่นอีกคนที่มีชื่อเสียง เป็นผู้กำกับคิวแอ๊คชั่น

ภาพยนตร์เรื่องนี้เดิมจะใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Grandmaster Yip Man แต่ถูกคัดค้านโดยหว่อง คาไว เนื่องจากมีชื่อคล้ายคลึงกับชื่อภาพยนตร์ชีวประวัติของยิปมันอีกเรื่องหนึ่ง คือ The Grand Master ซึ่งประกาศแผนการสร้างโดยหว่อง ก๊าไหว่ มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 นำแสดงโดย เหลียง เฉาเหว่ย ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเปลี่ยนชื่อเหลือเพียง Ip Man

เมื่อออกฉายแล้ว ได้รับคำวิจารณ์ไปในทางชื่นชมอย่างมาก โดยได้รับคะแนนไปถึง 8.1 ดาวจากทั้งหมด 10 ดาวในIMDb ซึ่งนับว่าสูงมาก สำหรับภาพยนตร์ในแนวนี้

ภาพยนตร์ได้รับรางวัลอย่างมากมาย รวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของฮ่องกง ครั้งที่ 28 โดยมีชื่อเข้าชิงถึง 12 รางวัล ทั้งรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, นักแสดงประกอบชายยอดเยี่ยม เป็นต้น

ซึ่งต่อมาได้มีการสร้างภาค 2 ต่อมา ในชื่อ Ip Man 2 ในปี ค.ศ. 2010 และภาค 3 ในชื่อ Ip Man 3 ในปลายปี ค.ศ. 2015

คอลัมน์นี้ยังไม่เคยหยิบหนังจีนมาวิจารณ์เลย แต่ความดังของหนังยิปมันทำให้อดไม่ได้ที่จะพูดถึง ยิปมันเป็นปรมาจารย์มวยกังฟูแบบหย่งชุน ที่ต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นซึ่งรุกรานจีนสมัยสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง (Second Sino–Japanese War) และเป็นอาจารย์ของนักแสดงในตำนานอย่างบรูซ ลี ชีวประวัติของยิปมันถูกนำมาสร้างเป็นหนังถึงหกครั้ง ภาคที่โด่งดังและคนติดตามชมคือยิปมัน ที่แสดงโดยดอนนี่ เยน หรือเจิน จือตัน กำกับการแสดงโดยวิลสัน ยิป ซึ่งออกฉายครั้งแรกปี 2008

หนังเรื่องนี้ได้รับความชื่นชมว่าเป็นหนังแอ๊กชั่นยอดเยี่ยมของหนังศิลปะการป้องกันตัวจีน และได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของฮ่องกง ครั้งที่ 28 แถมด้วยรางวัลออกแบบฉากต่อสู้ยอดเยี่ยม ต่อมาได้มีการสร้างภาคต่อโดยใช้ดาราและผู้กำกับคนเดิม ออกฉายในปี 2010 และ 2016

หนังยิปมัน 3 สร้างหลังภาคสองถึงห้าปี ว่ากันว่าส่วนหนึ่งเป็นค่าตัวไมค์ ไทสัน ซึ่งร่วมแสดงหนังแอ๊กชั่นเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านั้นไมค์มักเล่นบทตลก และยังเป็นค่าตัวของหยวน หวู ปิง ผู้กำกับคิวบู๊ที่สุดยอดและมีชื่อเสียงมากทั้งในฮ่องกงและสหรัฐอเมริกา จากผลงาน The Matrix, Kill Bill และ Crouching Tiger & Hidden Dragon

หนังสะท้อนภาพฮ่องกงสมัยที่ถูกปกครองโดยอังกฤษ มาเฟียตะวันตก แฟรงค์ (ไมค์ ไทสัน) มีอิทธิพลมาก ควบคุมหัวหน้าตำรวจในชุมชนที่ยิปมัน (ดอนนี่ เยน) อาศัยอยู่ และพยายามจะซื้อโรงเรียนแห่งเดียวที่มีอยู่ในชุมชน เมื่ออาจารย์ใหญ่ไม่ยอมขาย ก็ส่งอันธพาลมาก่อกวน ยิปมันและลูกศิษย์ต้องช่วยกันปกป้อง ศึกที่ยิปมันเผชิญไม่ใช่แค่มาเฟียต่างชาติ แต่เป็นศิษย์ร่วมสำนักจง ทินชิ (จาง จิน) หย่งชุนสายทะเยอทะยานที่อยากประลองวิทยายุทธ์เพื่อตั้งตนเป็นปรมาจารย์การต่อสู้แบบหย่งชุน นอกจากการต่อสู้ที่เข้มข้นแล้ว ภาคนี้มีความเป็นดราม่ามากกว่าภาคอื่นๆ เพราะอาเจิน (สงไต้หยิน) ภริยายิปมันเจ็บหนัก ยิปมันต้องเลือกระหว่างศักดิ์ศรีและความรักที่มีต่อภริยา

หนังค่อยๆ ลำดับเรื่องราวแบบไม่หวือหวา แต่ดึงอารมณ์คนดูให้ติดตามได้ตลอดเรื่อง ฉากแอ๊กชั่นมีเป็นระยะๆ เป็นแอ๊กชั่นที่ต่อสู้ทั้งแบบตัวต่อตัว แบบกลุ่ม แบบหมู่ โดยใช้ฝีมือ ดุเดือดและมัน โดยไม่ต้องใช้ปืนหรืออาวุธทำลายล้างกันจนเลือดท่วมจอ มีฉากการต่อสู้ระหว่างมวยจีน (ยิปมัน) กับมวยไทย โดยนักแสดงคนไทยที่ไปไกลในเวทีหนังระดับอินเตอร์ ไซมอน กุ๊ก หรือสุชาติ ขันวิไล สุชาติโลดแล่นอยู่เบื้องหลังวงการบันเทิงสิบกว่าปีในฉากเสี่ยงตาย และยังเป็นสตันต์แมนของจา พนม ในหนังองค์บาก 2 และต้มยำกุ้ง ในเรื่องนี้ยิปมันกับสุชาติต่อสู้กันแบบตัวต่อตัวในที่แคบคือในลิฟต์ ก่อนจะออกมาสู้กันที่ขั้นบันได สุชาติเป็นคู่ต่อสู้ที่มีฝีมือไม่น้อยหน้าใคร ทั้งต่อสู้อย่างมีศิลปะและชั้นเชิง ไม่ใช่เป็นประเภทหมูถูกไล่ต้อน น่าชื่นชมและขอปรบมือให้กับความสามารถที่น่าทึ่งนี้

แต่แน่นอนว่าฉากการต่อสู้ที่คนดูจับตาชมมากที่สุดคือ ฉากดวลกันระหว่างมวยหย่งชุนกับมวยตะวันตก ไมค์ ไทสัน รูปร่างเทอะทะแต่เคลื่อนไหวแคล่วคล่องและมีหมัดที่ทรงพลัง ปะทะกันแต่ละที ดอนนี เยนกระเด็นไปหลายตลบ แต่ดอนนี เยนมีจุดแข็งที่ความเยือกเย็น ว่องไวและสมาธิแน่วแน่ เป็นการต่อสู้ที่โชว์ทั้งความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหว ทั้งสองต่อสู้กันจริงๆ แบบเร็วปะทะแรง เข้มข้น ดุเดือด ไมค์มีดีกรีเป็นแชมป์โลกเฮฟวี่เวต 3 สถาบันคนแรกของโลก เจ้าของสถิติแชมป์โลกเฮฟวี่เวตที่อายุน้อยที่สุดในโลกคือเป็นแชมป์เมื่ออายุเพียงยี่สิบปี เป็นนักมวยผู้มีภาพความป่าเถื่อน รุนแรง และกักขฬะ มีข่าวว่าภริยาของดอนนี เยน ค่อนข้างกังวลเรื่องนี้ แต่กลับเป็นไมค์ ไทสันเองที่แสดงผิดคิวชก โดนศอกดอนนี เยน จนนิ้วร้าว

 

 

อีกฉากการต่อสู้ที่เข้มข้นและน่าลุ้นมากคือ การต่อสู้กันเองระหว่างยอดฝีมือมวยหย่งชุนที่มีอาจารย์สำนักเดียวกัน ยิปมันและจง ทินชิ ที่อ้างว่าตนคือผู้สืบทอดมวยหย่งชุนที่แท้จริง ทั้งสู้กันด้วยมือเปล่า ไม้พลอง และดาบสั้น เสียงดาบที่ทั้งกรีดและปะทะกันให้ความรู้สึกหวาดเสียวและตื่นเต้น เป็นฉากการต่อสู้ที่มันสูสีกันจริงๆ การต่อสู้หลากหลายรูปแบบในหนังเรื่องนี้ประหนึ่งจะยืนยันว่ามวยหย่งชุนสามารถรับมือกับการต่อสู้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นกังฟูแขนงต่างๆ หรือมวยตะวันตกที่เน้นความหนักหน่วงรุนแรง

ยิปมัน 3 ไม่ใช่มีดีเฉพาะฉากการต่อสู้ที่เร้าอารมณ์คนดูเท่านั้น แต่มีคุณค่าเชิงสาระที่แฝงอยู่ทั้งในเนื้อเรื่องและบทสนทนาที่คมคาย โดยเฉพาะประเด็นครอบครัว จากปรมาจารย์หมัดๆ มวยๆ ยิปมันไปหัดเต้นชะชะช่าเพื่อเต้นรำกับภริยาที่เจ็บหนัก ให้เวลากับภริยาโดยยอมให้คนดูหมิ่นที่ไม่ไปประลองฝีมือกับจง ทินชิ เหนือสิ่งอื่นใดยิปมันเป็นต้นแบบของคนเก่งที่ถ่อมตัว ไม่โอ้อวด มีคุณธรรม ไม่ใช้ฝีมือเพื่อระรานคนอื่น แต่เพื่อช่วยเหลือคนอ่อนแอและป้องกันคนที่ถูกรุกราน ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นปรัชญาของการต่อสู้แบบหย่งชุน ดูหนัง ยิปมัน ปรมจารย์กังฟู 

รีวิวซีรีส์ญี่ปุ่นจากมังงะ Alice In Borderland ปิดตายเล่นเกมเดิมพัน

รีวิวซีรีส์ญี่ปุ่นจากมังงะ Alice In Borderland ปิดตายเล่นเกมเดิมพัน

Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ ซีรีส์ Netflix ญี่ปุ่นสร้างจากมังงะ ในชื่อเดียวกัน เรื่องราวกลุ่มคนที่หลงมาในโตเกียวร้างโดยไม่ทราบสาเหตุ และที่แห่งนี้กลายมาเป็นกรงขังให้ทุกคนต้องร่วมเล่นเกมที่เดิมพันด้วยชีวิต

โดยปกติแล้วหนังหรือซีรีส์ที่สร้างจากมังงะของญี่ปุ่นจะติดภาพ Live-Action ที่พยายามทำทุกอย่างให้เหมือนต้นฉบับในรูปแบบเหมือนจริง ไม่พยายามดัดแปลงให้มีความแตกต่างเหมาะสมกับการทำเป็นหนัง ยกตัวอย่างชุด ทรงผม ในการ์ตูนก็ยกมาทั้งหมดแต่งแบบคอสเพลย์แสดงกันเลย ซึ่งถ้าผู้ชมเฉพาะกลุ่มแฟนๆ คงรับได้และพอใจที่ตัวหนังมีการดัดแปลงน้อย แต่สำหรับผู้ชมทั่วไปที่ไม่ใช่แฟนการ์ตูน หรือผู้ชมวงกว้างอายุมากหน่อย จุดนี้จะกลายเป็นสิ่งขัดตาขัดใจไปแทน ด้วยความรู้สึกแปลกๆ ไม่สมจริงที่หนังไม่พยายามดัดแปลงให้สมเหตุผลมากขึ้น (แม้เรื่องจะโม้โอเวอร์แบบการ์ตูนก็ตามก็ต้องมีเหตุผลรองรับให้เชื่อตามได้)

แต่กับเรื่องนี้เรียกว่าการมาเจอกัน “คนละครึ่ง” ของสองแนวทางข้างต้น ซึ่งในช่วงแรก “อะริสุ” (ชื่อญี่ปุ่นที่ตั้งให้คล้องกับ Alice เลียนแบบ Alice in Wonderland อีกที แสดงโดย Kento Yamazaki) ตัวเอกของเรื่องที่เป็นเกมเมอร์ไม่ทำงานทำการกับเพื่อนอีกสองคนต้องมาติดอยู่ในกรุงโตเกียวที่กลายเป็นเมืองร้างโดยไม่ทราบสาเหตุ พร้อมกับสาวออฟฟิสอีกคนที่รู้จักกันครั้งแรกจากเกมที่บังคับให้พวกเขาเล่นในที่แห่งนี้ และเดิมพันด้วยชีวิต ถ้าไม่เล่นก็ต้องตายจากเลเซอร์ที่ยิงมาจากฟ้าเจาะทะลุร่างกาย โดยมีรางวัลตอบแทนคือ วีซ่าต่ออายุการอยู่ในที่แห่งนี้ไปเรื่อยๆ (แต่แค่ไม่กี่วัน) เท่ากับต้องบังคับให้คนเล่นไปเรื่อยๆ

ซึ่งใน ช่วงครี่งแรก ของ ทีมอะริสุ นี้คือ ช่วงที่เรียกได้ว่า ลบภาพ Live-Action ออกไปได้เกือบหมด ตั้งแต่ ความเรียลสม จริงของ จังหวะการ เล่าเรื่อง การเล่นเกม ที่ออกแบบมาดี แม้ พล็อตแบบนี้ จะมีบ่อย แล้วไม่ใช่ แค่ของญี่ปุ่น ฝรั่งก็ทำออก มานานแล้ว ตั้งแต่ CUBE ในอดีต ไม่นานมานี้ก็มี Escape Room ของโซนี่อีกเรื่อง ซึ่งรูปแบบ ก็คือมี เกมมาสเตอร์จัดเกมขึ้น มาทดสอบคน แก้ไม่ได้คือ ตายสถานเดียว ซึ่งเกม ในเรื่องนี้ ถูกแบ่งออก เป็นแนวซับซ้อน ใช้ไหวพริบแก้ปัญหา กับแนวใช้ กำลังกายเข้าต่อสู้ เพื่อเอาชนะ และ เกมที่ เล่นกับจิตใจมนุษย์โดยเฉพาะ รูปแบบของเกมจะขึ้นอยู่กับหน้าไพ่ที่ปรากฎในเกมผ่านมือถือ แต้มบนไพ่เป็นตัวบอกแนวทางกับระดับความยากให้ผู้เล่นในตอนแรกเตรียมใจไว้ว่าจะต้องเจอกับความโหดระดับไหน ซึ่งช่วงนี้เองที่เกมถือว่าคิดมาดี มีความแปลกใหม่ น่าติดตามลุ้นระทึกกันแบบเสี้ยววินาทีตลอด ในระหว่างพักเกมก็ค่อยๆ เล่าย้อนถึงที่มาของตัวละครแต่ละคนให้ชัดเจนขึ้นจากตอนแรก ทีมตัวเอกก็ดูมีความผูกพันน่าเอาใจช่วย และก็เปิดตัวละครหลักนอกทีมที่ต้องมาเจอภายหลังอีกครั้งไว้ในช่วงนี้ เพื่อทิ้งหยอดให้เป็นปริศนาหาที่มาที่ไปในช่วงหลังว่าเกมนี้คืออะไร ซึ่งจังหวะการเล่าเรื่อง และคาแรกเตอร์และการพัฒนาตัวละครในช่วงนี้ถือว่า ลืมไปเลยว่านี่เป็นซีรีส์ญี่ปุ่นจากมังงะแบบ Live-Action แบบเดิมๆ ไปได้เกือบหมด มีแค่กลิ่นอายเล็กๆ หลงเหลืออยู่เป็นส่วนผสมที่ลงตัวเหมาะสำหรับงานขายคนดูทั่วโลกผ่าน Netflix แบบนี้

แต่ในช่วงครึ่งหลังของเรื่องนี้เองที่ภาพของ Live-Action กลับมาแบบเต็มๆ เมื่อนื้อเรื่องปูไปถึงขีดสุดของทีมตัวเอกในช่วงแรกจบที่ตอน 4 พอขึ้นตอน 5 เข้าสู่ช่วงของนางเอก “อุซางิ” (ชื่อแปลว่ากระต่าย ถูกตั้งให้พ้องกับในเรื่องอลิซต้นฉบับ แสดงโดย Tao Tsuchiya) เรื่องราวที่ดูน่าจะเข้มข้นจริงจังเรียลๆ กว่าเดิม กลับกลายเป็นแนว Live-Action ดูเป็นการ์ตูนมากขึ้นเรื่อยๆ จากตัวละครในช่วงหลังที่ทั้งฝ่ายดีและไม่ดีต่างแต่งตัวจัดทรงผมหน้าตาประหลาดๆ คาแรกเตอร์ บทพูดต่างๆ ชุดเหมือนถอดคอสเพลย์การ์ตูนมาเล่นหนังแทน แม้จะเข้าใจได้ว่าพยายามทำให้เรื่องดูเป็นแฟนตาซีมากขึ้น เมื่อรู้ว่ามีคนมากมายติดอยู่ในที่แห่งนี้เช่นกัน และก็มีการรวมตัวกันเป็นทีมเป็นระบบมากกว่าในช่วงแรก ซึ่งก็ต้องมีหัวหน้าที่ปกครองและออกกฎให้ทุกคนทำตาม ป้องกันการแหกกรอบเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย และก็ตามสูตรพอเป็นอย่างนี้ก็ต้องเกิดความวุ่นวายจากชนชั้นปกครองขึ้นอยู่ดี ซึ่งจุดนี้เองที่เรื่องพยายามนำเสนอกึ่งโลกดิสโทเปียว่าทุกคนจะใช้ชีวิตในดินแดนแห่งนี้อย่างไร และเกมที่ถูกจัดขึ้นโดยเกมมาสเตอร์ก็ถูกพักหายไปช่วงใหญ่เลย เพื่อโอนตัวร้ายกลับมาให้เป็นฝ่ายมนุษย์ชนชั้นปกครองที่ติดอยู่ในดินแดนแห่งนี้แทน

เนื้อเรื่องช่วงนี้เองที่เริ่มเห็นเลยว่าเป็นปัญหาตั้งแต่แรกเริ่มในตอน 5 เมื่อเรื่องกลับลำมาเล่นกับความป่าเถื่อนของมนุษย์กันเองตามสูตรหนังแนวดิสโทเปีย (แม้เรื่องนี้จะแค่จำลองโลกแบบนั้นขึ้นมา) เนื้อเรื่องเริ่มมีความไม่สมเหตุผลขัดกับช่วงแรกแบบจงใจหักลำเปลี่ยนแนว กลายเป็นคนโหดกับคนเองมากกว่าในเกมที่เล่นผ่านมา

และก็ใส่เหตุผลที่ดูแล้วเป็นการ์ตูนจ๋า คือมันออกแนวไม่สมเหตุผลกับความเป็นไปของเรื่องที่ต้องเอาตัวรอดกันสุดชีวิต แต่กลับทำตัวใช้ชีวิตดี มีชนชั้นปกครองกันอย่างหรูหรา ตัวเกมโหดๆ ก็เหมือนเป็นแค่น้ำจิ้มแล้ว ในเมื่อเรารู้ว่ามีกลุ่มคนที่ตั้งทีมเล่นเกมผ่านได้ไม่ยาก และก็ชนะมาตลอดจนเหมือนเกมเป็นแค่ของว่างฆ่าเวลา ตัวร้ายก็ฝ่ายมนุษย์ด้วยกันเองก็สร้างให้ดูจิตๆ ตามสไตล์ญี่ปุ่น แล้วก็มีช่วงแฟลชแบ็คเล่าย้อนไปถึงที่มาเพื่อสร้างปมของการเปลี่ยนแปลงตัวตน

แต่กลายเป็นดูแล้วแอบตลก (แม้เรื่องจะไม่ได้พยายามให้ตลกเลย) อาจจะเพราะความพยายามเล่าปมให้ซีเรียส แต่ตัดมาปัจจุบันตัวละครนั้นกลับทำตัวเหมือนหลุดโลกเหมือนการ์ตูนมากเกินไป (อย่างท่าเดิน สีหน้าท่าทาง) ซึ่งเรื่องพยายามอย่างหนักที่จะทำให้คนเชื่อว่าช่วงนี้ซีเรียสกว่า แต่กลับดูแล้วกลายเป็นแนว Live-Action เต็มๆ ไปแทน

ช่วงหลังตัว ละครหลายตัว มีปัญหา ความน่าเช่อถือ อย่าง ตัวละคร ในภาพจู่ๆ คนปกติ เก็บตัว ก็กลาย มาเป็น นักดาบมีฝีมือ ในโลกนี้ แบบไม่มี เหตุผล อธิบายรองรับ ไว้เลย
เมื่อเรื่องหลุดธีม มากันขนาดนี้ แล้วก็มีแต่ ต้องไป ต่อในแนว ทางนี้ ต่อไปเท่านั้น ตัวเรื่องวกกลับลาก ทุกคน มาเข้าเกม ครั้งใหญ่ เพื่อปิด เรื่องช่วงซีซั่น 1 ให้อลังการที่สุดด้วยการเล่นเกมกับคนที่รอดทั้งหมดพร้อมกัน แล้วก็เปิดฉากให้เกมเป็นแนวไล่ฆ่ากันเอง หวังฉากตายเป็นเบือมายกระดับเกมให้ดูยิ่งใหญ่มากที่สุด แต่บอกตรงๆ ว่าผู้เขียนเองดูช่วงนี้แล้วกลับรู้สึกเนือยๆ กว่าช่วงตอน 1-4 มาก เรียกว่าคนละอารมณ์กันเลย

เพราะเรื่องช่วงนี้ กลายเป็น การตายพร่ำ เพรื่อมั่ว ไปหมด รูปแบบเกม จากลุ้นระทึก กดดันกลายมา เป็น งานขายดราม่า ตัวละคร กับแนวสืบสวน หาฆาตกรไป ซึ่งก็ไม่ได้ ทำออกมาดีมากเท่าไหร่ ไม่ได้ว้าวอะไรมาก แม้คนดูจะเดาได้ หรือไม่ได้ ก็ตาม เรื่องยกระดับ ความรุนแรงไปก็จริง แต่กลับขาด ความสนุก ลุ้นระทึก ไปหมด เหลือแต่ การบิ้ว พยายาม ให้เรื่องดูมี ปมลึกซึ้ง เพื่อแก้ปริศนา ของเกมนี้แทน จนสุดท้าย ก็จบแบบไป ไม่ถึงอารมณ์ที่ว่าสักเรื่อง

ตัวเรื่องจบแบบปิดปมใหญ่ เรื่องเกม มาสเตอร์ ที่ทุกคนอยากรู้ ได้ระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นการเคลียร์ปมแบบทื่อๆ ไปหน่อย คือใส่ยัดมาเพื่อเฉลยไปเลยว่าคือใครแบบง่ายๆ โดยยังไม่เปิดเผยว่าที่มาของเกม หรืออะไรที่เว่อร์ๆ เหล่านี้มาได้อย่างไร

ก่อนจะทิ้งท้ายเพื่อไปขึ้นเกมที่ปูไว้ว่าใหญ่กว่าช่วงแรกขึ้นไปอีกในตอนจบ ซึ่งก็คงอีกเป็นปีกว่าจะเสร็จ ถ้าใครสนใจก็หาอ่านมังงะแปลไทยได้เลยครับ ลิขสิทธิ์ของวิบูลกิจ มี 18 เล่มจบ แต่อาจจะเก่าสักหน่อยเพราะวางขายมาหลายปีแล้วครับ

สรุป

ซีรีส์ญี่ปุ่น ที่สร้างจาก มังงะ ที่พล็อตแนว ห้องปิดตาย เล่นเกมเดิมพัน ชีวิตอาจ จะไม่ได้แปลกใหม่ แต่ก็มี ความโดดเด่น ในแบบ ของตัวเอง และ สามารถสลัด ภาพแนว Live-Action จ๋าที่เป็น แนวนิยม ของ ญี่ปุ่น ไปได้ในช่วงแรก (ตอน 1-4) ซึ่งก็ดูดีมาก ลุ้นระทึก กดดัน ใช้ไหวพริบ แก้ปัญหา ตัวเอกก็ไม่ได้เป็น ฮีโร่เก่ง อะไรมาก พัฒนาการตัวละครก็ดู สมเหตุผลลงตัว มีความสมจริง ผ่านเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นแรงขึ้นเรื่อยๆ

แต่ช่วงหลังตอนที่ 5 ไปตัวเรื่อง กลับเปลี่ยนไปเป็นแนว Live-Action ที่เต็มไปด้วยตัวละครแปลกๆ เนื้อเรื่อง ที่พยายามยัด ปมดราม่า เข้ามามากมาย ให้ซึ้ง หลายจุด ขาดความสมเหตุผล เกมที่ลุ้นระทึก กลับกลายเป็นแนวสืบสวน ขายดราม่า จนหมดลุ้น อะไรในช่วงนี้ไปเลย ซึ่งความน่าติดตามน้อยกว่าตอนแรกมาก ก่อนปิดท้ายเฉลยกันง่ายๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้นระดับหนึ่ง แล้วตัดจบไปต่อที่ซีซั่น 2 ครับ

จุดเด่น

รูปแบบเกมลุ้นระทึกมาก (ในช่วงแรกตอน 1-4)
ตัวเอกที่ไม่ได้เก่งเว่อร์อะไรมากแบบการ์ตูนทำให้ดูมีลุ้นมีพลาดได้ทุกเกม
นางเอกแนวแอ็กชั่น แถมน่ารักด้วย
พล็อตเรื่องออกแนวแฟนตาซีไซไฟเว่อร์วังน่าติดตาม
มีความโหดรุนแรงสูง แต่ก็ไม่ได้มากแบบขายฉากแหวะ
)ตัวละครสาวนุ่งน้อยห่มน้อยเยอะขายผู้ชายโดยเฉพาะ
มีเสียงพากย์ไทย

จุดด้อย

พล็อตเรื่องไม่ได้แปลกใหม่
ความไม่สมเหตุผลในช่วงหลังหลายอย่างตั้งแต่ตอน 5 ไป
ช่วงหลังเน้นดราม่ามากเกินจนอารมณ์ต่างกับช่วงแรก
คาแรกเตอร์ตัวละครในช่วงหลังเป็น Live-Action มากเกินไป
เฉลยเรื่องตอนท้ายแบบง่ายๆ ดูเป็นการ์ตูนมากไป (ออกแนวตัวร้ายมาเล่าแผนที่ผ่านมาของตัวเองให้ฟัง)

ดู alice in borderland

หนัง Goodbye Christopher Robin – แด่ คริสโตเฟอร์ โรบิน ตำนานวินนี เดอะ พูห์

หนัง Goodbye Christopher Robin หรือชื่อไทยว่า แด่ คริสโตเฟอร์ โรบิน ตำนานวินนี เดอะ พูห์ เรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่าง A. A. Milne ผู้ประพันธ์เรื่องราวในดวงใจ ของเด็กๆ ทั่วโลก และลูกชายของเขา คริสโตเฟอร์ โรบิน ผู้เป็นแรงบันดาลใจสู่โลกที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ของ วินนี่ เดอะ พูห์ กับแม่ของเขา แดฟเน่ และคุณป้าโอลีฟ คริสโตเฟอร์ โรบินและครอบครัวของเขาปรากฏอยู่ในหนังสือที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก เวทมนตร์แห่งเรื่องราวที่นำเอาความหวัง และการปลอบประโลมใจมาสู่ประเทศอังกฤษหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทว่าในสายตาคริสโตเฟอร์ โรบินแล้วนั้น อะไรคือสิ่งที่ครอบครัวของเขาต้องเผชิญกัน?

หนัง Goodbye Christopher Robin - แด่ คริสโตเฟอร์ โรบิน ตำนานวินนี เดอะ พูห์

หนังเล่าเรื่องราว เบื้องหลังการถือกำเนิดตัวละครหรือตัวการ์ตูนสุดคลาสสิค จาก วินนี เดอะ พูห์ ผองเพื่อน และเด็กชาย คริสโตเฟอร์ โรบิน มิลน์ ที่มีแรงบันดาลใจมาจากลูกชายของนักประพันธ์ A.A. Milne รวมไปถึงครอบครัวและคนรอบข้างของเขา ท่ามกลางความสุขสันต์และอบอุ่นที่เรามองเห็น มีฉากหลังที่น่าหดหู่ไม่น้อย

แม้ว่าหนังจะเล่าเรื่องแบบเนิบๆ เรื่อยๆ สไตล์หนังอังกฤษพีเรียด แต่ตัวหนังก็ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด หนังเหมือนจะเล่าเรื่องผ่านตัวละครผู้แต่งหรือผู้เป็นพ่ออย่าง A.A. แต่จริงๆ แล้วหนังเน้นไปที่การเฝ้ามองเหตุการณ์ เฝ้ามองครอบครัวผ่านสายตาเด็กน้อยอย่าง บิลลี่ มูน หรือ คริสโตเฟอร์ โรบิน มากกว่า เขาต้องเติบโตมากับคู่สมรสหรือครอบครัวที่ไม่ได้อบอุ่น และไม่ได้ดูเหมือนต้องการเขามากมายนัก เรียกได้ว่าหากมองดีๆ หนังเรื่องนี้ไม่ได้เน้นไปที่การถือกำเนิดของตัวละครหมีพูห์และผองเพื่อนมากนัก เน้นเล่าเรื่องราวในอารมณ์กึ่งๆ coming of age ซึ่งทำให้ผมค่อนข้างโอเคมาก หากใครเคยได้อ่านตำนานหรือเรื่องราวของ คริสโตเฟอร์ โรบินม าบ้าง จะรู้เลยว่าเรื่องราวของเขาค่อนข้างน่าหดหู่มาก หนังเรื่องนี้ก็เล่าออกมาได้โอเคเลย เสียดายที่หนังแตะประเด็นสงครามโลกบางไปหน่อย จุดที่ปูมาตรงนี้อาจดูไม่มีมิติเท่าไหร่

ใครที่ยังไม่เคยอ่านเรื่องราวเบื้องหลังหรือชีวิตของคริสโตเฟอร์ โรบิน จริงๆ ลองไปดูกันได้ครับ ค่อนข้างดีกว่าที่คาดเลย อย่างตัวผมเองไม่เคยอ่านเรื่องราวของเขามาก่อน พอได้รู้แล้วก็รู้สึกหดหู่และเศร้าใจไม่น้อยเลยทีเดียว ที่มา  

รีวิวหนัง Insidious : The Last Key – วิญญาณตามติด : กุญแจผีบอก

Insidious The Last Key วิญญาณตามติด จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของจักรวาล วิญญาณตามติดเป็นแฟรนไชส์อีกเรื่องที่ผมเองก็ไม่คิดว่าจะมีมาถึงภาค 4 ได้ และหากให้เรียบเรียงไทม์ไลน์ให้ เนื้อหาในภาคนี้ต่อเนื่องจากภาคที่ 3 (และมีเนื้อหาก่อนภาค 1 และ 2) โดยภาคนี้จะพาย้อนไปสำรวจอดีตของตัวละครแม่หมอ จิตสัมผัส อย่าง ดอกเตอร์ เอลีส กับความกลัวในวัยเด็กและปีศาจนิ้วกุญแจ

รีวิวหนัง Insidious : The Last Key - วิญญาณตามติด : กุญแจผีบอก

ตัวผมเองเป็นคนที่กลัวผีค่อนข้างมาก แต่สำหรับผมภาคนี้ค่อนข้างดรอปในหลายๆ ด้าน อย่างการหลอกด้วยเสียงดังๆ จัมป์สแกร์ก็ดูน้อยลงไป รวมไปถึงเทคนิคการหลอกอื่นๆ ก็ดูดรอปลงไปมากเลยทีเดียว

แต่ที่ดูโอเคขึ้นก็คือเรื่องของการผูกปมต่างๆ ที่ดูน่าสนใจมากขึ้น แม้ว่าหลายอย่างมันจะดูคลี่คลายได้ง่ายดายมากเกินไปหน่อยก็ตาม แต่ด้วยความที่หนังไม่ยาวเกินไป ทำให้ไม่ค่อยมีช่วงไหนน่าเบื่อเท่าไหร่นัก

โดยรวมภาคนี้ไม่ถึงกับแย่ แต่ก็ไม่ได้ว่าดีอะไรมากนัก ใครที่ดูมาแล้ว 3 ภาค ก็ไม่ควรพลาด เพราะในภาคนี้เหมือนเป็นจิ๊กซอว์หลายๆ อย่าง ที่มาปะติดปะต่อเรื่องราวในจักรวาลของ  ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ต้องบอกเลยว่า ไม่มีใครคิดว่า หนังผีเรื่อง  จะสามารถขยายมาจนถึงภาคที่ 4 กันแล้ว ซึ่งเอาเข้าจริง ไม่มีใครคิดเลยว่ามันจะมาถึงจุดนี้ได้ อานิสงค์ของภาคแรกและ 2 ที่กำกับโดย เจมส์ วาน เจ้าพ่อหนังผียุคนี้

ที่ทำเอาไว้ได้ดี และเซอร์ไพรส์มาก เนื่องด้วยความแตกต่างของซีรีย์ชุดนี้ ที่เป็นหนังผีที่ไม่ได้มีดีแค่ผี แต่ยังเป็นผีที่มีการเล่า การใช้ไทม์ไลน์ของเรื่องได้อย่างน่าสนใจ และน่าติดตาม จนกลายเป็นเอกลักษณ์เลยก็ว่าได้

ภาคนี้เล่าเรื่องราวแบ่งเป็น 2 ยุค นั่นก็คือก่อนภาค 3, 1-2 ช่วงที่ป้าเอลีสยังเป็นเด็ก และเล่าถึงช่วงที่ป้าปราบผีลุงแก่ใส่หน้ากากพยาบาล ในภาค 3 (แต่เหตุการณ์ทั้งหมดยังคงเกิดก่อนเรื่องราวใน ภาค 1-2) ซึ่งเอาเข้าจริงในภาคนี้ ไม่ค่อยได้เน้นความสยองขวัญของผีเท่าไหร่ คุณสมบัติของผีตัวบอสในภาคนี้นั้น ปูเรื่องมาดี มีความน่าติดตาม แต่ผลสุดท้ายบอสตัวนี้กลับไม่ได้โชว์ความโหด หรือความร้ายกาจให้เราได้เห็นเยอะแยะแต่อย่างใด กลายเป็นจุดด้อยของภาคนี้เลยก็ว่าได้ แต่ในความด้อยก็มีความดีเหลืออยู่อีกมากมาย ไม่ว่าเป็นจังหวะตุ้งแช่หลอกล่อคนดู ที่เรียกได้ว่า หลอกแล้วหลอกอีก หลอกซ้ำซ้อน หลอกซ่อนเงื่อน หลอกจนคนดูเหนือยมาก เป็นหนังอีกเรื่องที่มีฉากตุ้งแช่ที่คาดเดาไม่ได้เลยอีกเรื่องนึง รวมไปถึงการเฉลยปมความค้างคาใจจาก Insidious ภาคแรก ในบางฉากที่หลายคนยังสงสัยอยู่ ภาคนี้ก็ทำการเฉลยไว้ให้เรียบร้อย จนกลายเป็นว่า Insidious the last key อาจจะเป็นภาคสุดท้ายในซีรีย์ผีชุดนี้แล้วหรือเปล่า หรือว่าจะมีการสานต่อภาคถัดๆ ไปอีก เนื่องจากมีการปูทางตัวละครใหม่ไว้ให้เรียกใช้ในอนาคตเรียบร้อยเลยทีเดียว

สรุปแล้ว  เป็นภาคที่ดูสนุกว่าภาค 3 แต่ยังคงไม่ดีเทียบเท่าภาค 1-2 นั่นเอง ใครที่ติดตามซีรีย์ชุดนี้ต้องอย่าพลาดชมในโรงภาพยนตร์แน่นอน เพราะถ้าดูที่บ้าน ฟิลลิ่งความสนุกความตื่นเต้น มักจะได้ไม่เต็ม 100 เท่ากับที่ชมในโรงแน่นอน 8.5/10 ที่มา  

รีวิว ซีรีส์เกาหลี จากเว็บตูน Stranger From Hell นรกคือคนอื่น

Stranger From Hell นรกคือคนอื่น ซีรีส์เกาหลีสุดหลอน จากเว็บตูน 10 ตอนจบลงใน Netflix กับ Viu พล็อตแปลกแตกต่างมีความน่าสนใจมาก ว่าด้วยเรื่องราวของ “จงอู” หนุ่มต่างจังหวัดวัยยี่สิบกว่าที่พึ่งออกจากกรมทหารเข้ามาทำงานในเมือง ตามคำชวนของรุ่นพี่ที่เปิดบริษัทอยู่ก่อนแล้ว และต้องมาอยู่หอพักสุดโทรมที่เต็มไปด้วยคนที่มีนิสัยผิดปกติจนน่าขนลุก!

รีวิว ซีรีส์เกาหลี จากเว็บตูน Stranger From Hell นรกคือคนอื่น

บทความมีสปอยล์เนื้อหาบางส่วนบางๆ ไม่มีจุดหักเหสำคัญของเรื่อง

ถือเป็น แนว แปลกแหวกแนวจากซีรีส์เกาหลีทั่วไปเป็นอย่างมาก แม้ทางเกาหลีเองจะขยันทำแนวฆาตกรโรคจิตออกมาบ่อยๆ แต่ก็มักจะเป็นแนวสืบสวนตามล่าหาฆาตกรที่มักปิดบังอำพรางตัวเองไว้ แต่กับเรื่องนี้ต่างออกไปตรงที่ไม่ได้ตามล่าหาฆาตกรหรือปิดบังตัวฆาตกรเลย ตัวเรื่องเฉลยกันรัวๆ ว่าใครทำอะไร ฆ่าใครที่ไหน อย่างไร ตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกตอน 1-2 ก็แทบจะเปิดตัวครบหมดแล้ว และก็ไม่ต้องมาเดาว่าทำไปด้วยเหตุผลอะไร เรื่องใส่ความโรคจิตยัดลงไปในตัวละครคนในหอพักนี้ให้เห็นกันชัดเจนแต่แรกเลยว่าพวกบ้านี่ผิดปกติจนน่าขนลุกขนาดไหน อย่าง ชายที่มักเปิดประตูห้องอ้าซ่าให้เห็นว่าตัวเองชอบตัดภาพผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยจากในเน็ตออกมาแปะไว้เต็มผนังห้อง หรือหนุ่มติดอ่างที่ชอบพูดอะไรแบบชวนขนลุกพร้อมหัวเราะคิกคักอยู่ตลอดเวลา

ตัวละครหลักในหอพักแห่งนี้

พวกนี้คือตัวละครร่วมหอพักที่แทบไม่มีการเรียกชื่อจริง แต่ถูกแทนด้วยเลขห้อง (ของพระเอกห้อง 303) และที่สยองไปกว่านั้นคือ การแท็คทีมหลอนคนที่เข้ามาพักในหอนี้ทุกคน (ไม่ใช่มีแค่พระเอกที่มาพักแล้วโดน แต่คนอื่นก็โดนหมด) โดยไม่เว้นว่างเวลาไหนก็หาเรื่องหลอนกันได้ทุกฉากที่ออกมา ไม่มีฉากไหนที่พวกนี้ออกมาแล้วปกติ แม้แต่อาบน้ำ กินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกัน นักแสดงในเรื่องถือว่าคัดมาดีงามตามบททุกคน แค่เห็นหน้านิ่งๆ ก็หลอนแล้ว แถมคาแรกเตอร์หน้าตายังตรงกับการ์ตูนต้นฉบับมากด้วย (ท้ายเครดิตตอนจบจะมีเทียบให้ดูครบทุกตัว) และส่วนหนึ่งที่ตัวเรื่องนี้เป็นที่นิยมของสาวๆ ก็คือการจิ้นของตัวละครในเรื่องระหว่างพระเอกกับตัวร้ายในหอพัก ซึ่งบทก็จงใจให้คนดูคิดแบบนั้นจริงๆ แอบเป็นหนังรักในอีกรูปแบบหนึ่งที่จิตๆ และก็เลือกตัวร้ายได้หล่อโรคจิต เล่นดีสมกับเป็นตัวร้ายหลักของหอพักแห่งนี้

จุดประสงค์หลักของเรื่องจึงไม่ใช่การตามหาตัวคนร้ายใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นการเดินเรื่องให้คนดูได้เห็นความโรคจิตผิดปกติของพวกนี้ ผ่านมุมมองของตัวเอก “จงอู” ที่ถูกกดดันจนแทบบ้า จากการต้องมาอยู่ร่วมหอพักกับคนพวกนี้ และไม่ใช่แค่ความกดดันจากภายในหอพัก แต่ที่ทำงานของจงอูเองก็ยังต้องเจอกับแรงกดดันจากหัวหน้าและประธานที่ออกแนวกดขี่ข่มเหงทางวาจาตลอดเวลาเช่นกัน แถมแฟนสาวที่มาอยู่โซลก่อนหน้าพระเอกก็ยังไม่ค่อยเชื่อเรื่องที่พระเอกเล่านัก กลับคิดว่าพระเอกปรับตัวเข้ากับสังคมเมืองหลวงไม่ได้ อีกทั้งสภาพแวดล้อมสุดโทรมที่พระเอกอยู่ก็เป็นตัวกดดันให้พระเอกเครียดแทบไร้ทางออกซ้ำเติมเข้าไปอีก ไม่มีแอร์ ห้องอาบน้ำห้องส้วมรวม ไฟก็ไม่สว่าง ประตูก็เหมือนล็อคไม่ได้ แถมมีชั้น 4 สุดลึกลับที่ป้าห้องเช่าบอกไฟไหม้เลยไม่ได้เปิดใช้ แต่กลับมีเสียงประหลาดจากชั้นนั้นเล็ดรอดออกมาเรื่อยๆ ซาวด์ดนตรีกับเสียงประกอบฉากเล็กๆ น้อยๆ ของเรื่องก็พยายามบิ้วให้หลอน อย่างพัดลมที่หมุนส่ายไม่ได้ส่งเสียงแต่กๆๆ ตลอดเวลา เรียกว่าองค์ประกอบทุกอย่างในเรื่องนี้ กดดัน สยองขวัญ หลอน ให้พระเอกยิ่งอยู่ไปยิ่งใกล้บ้าขึ้นทุกที โดยมีฉากมโนของพระเอกเองในยามปกติที่จิตหลุด หรือภาพฝันร้ายหลอนๆ แทรกซ้อนหนักขึ้นเรื่อยๆ มาเป็นตัวบ่งบอกให้เห็นว่าพระเอกเองลึกๆ ก็อาจจะมีความไม่ปกติซ่อนอยู่ในตัวเช่นกัน

จุดขายฉากโหดสยองขวัญในเรื่องถูกใส่มาตลอดเวลา ซึ่งทำได้ดีเลยทั้งฉากทรมานคนด้วยวิธีแปลกๆ การเล่นกับเหยื่อแบบจิตๆ ฉากฆาตกรรมโหดๆ มีความซาดิสม์โรคจิต
และสไตล์การฆ่าเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคนต่างกัน (ถ้าสปอยล์เบาๆ หน่อยคือแต่ละคนมีหน้าที่ต่างกันด้วยในหอพักแห่งนี้) แต่พวกอาวุธฆ่าในเรื่องส่วนใหญ่จะถูกเซ็นเซอร์
ทำเบลอไว้หมด รวมถึงฉากสัตว์ ตายแหวะ ในเรื่องนี้ คือแมวก็ถูกเบลอไว้ อันนี้เป็นเพราะ Netflix ซื้อซีรีส์เรื่องนี้มาจากเวอร์ชั่นทีวีที่เซ็นเซอร์อีกที ก็น่าเสียดายนิดๆ ส่วนใครที่
สงสัยว่าพล็อตรวมคนโรคจิตในที่เดียวกันแบบนี้สมเหตุผลแค่ไหน ทำไมพวกนี้ไม่ฆ่ากันเองซะก่อน ในเรื่องมีคำตอบที่ค่อยๆ เฉลยมาได้น่าติดตามเลย
(ที่จริงในไทยก็พึ่งมีข่าวแบบนี้ไป ตัดสินโทษประหารครูสอนกวดวิชาโรงเรียนพี่ณัฐ ถ้าตามข่าวอ่านจะเห็นว่าไม่แตกต่างจากในเรื่องนี้เลยที่คนโรคจิตมารวมตัวกันได้จริงๆ)

Stranger From Hell นรกคือคนอื่น Netflix เรต 18+ แต่เบลออาวุธแทบทุกอย่างในเรื่องหมด ทำให้เสียอารมณ์ไปเยอะเหมือนกัน

ต้องยอมรับ เลยว่าตัว ซีรีส์เข้าถึงจุด ขายให้ อารมณ์หลอน สยองขวัญ จัดเต็มเหนี่ยวเลย เรียกว่าถ้าให้คะแนนตรงนี้กดให้ 10 ได้เลยแน่นอน แต่ส่วนด้อย ของเรื่องคือ การพยายาม ลากเรื่องด้วย อารมณ์หลอนแบบ “อมพะนำ” ของ ตัวเอกจงอู ยาวนาน หลายตอนมาก เรื่องดำเนิน ไปแบบ ว่าหลอนกลัว สติใกล้แตก ตั้งแต่แรก ๆ แต่ก็ไม่ไป แจ้งความ หรือให้ ข้อมูลอะไร เป็น ชิ้นเป็นอัน กับ ตำรวจ ที่มา ตามสืบ สักที มีความพิรี้พิไร ออกแนวลำไย เยอะ กับการกระทำ ของพระเอก ขัดแย้ง กับความจริงอ ยู่หลายครั้ง หรือแม้กระทั่ง การพยายาม หาทางออก ไปที่อื่น ที่ดูเป็นไป ได้หลายอย่าง มากกว่า การกลับ มาตายรัง ทุกคืน อย่างนอนร้านเน็ต ที่คนเกาหลีนิยมทำ ก็ไม่มี บทจงใจเขียน ลากยาว ให้พระเอก โดนรุมกดดัน จนไม่ค่อย สมจริงนัก กว่าจะหลุดพ้น ตรงนี้ก็ปาไป ท้ายๆ เรื่องแล้ว

อีกจุดด้อยคือการที่ให้พระเอกพยายามเขียนนิยายอาชญากรรม แนวฆาตกรต่อเนื่อง ซึ่งตอนแรกก็ดูเข้ากับเรื่องราวดี เพราะพระเอกก็เหมือนได้ไอเดียจากคนหลอนๆ ในหอพักเอาไปใช้ใส่นิยาย แต่ว่าตัวเรื่องกลับไม่ได้มีบทส่งส่วนนี้ให้ไปถึงไหนมากนัก ทั้งๆ ที่สามารถผูกโยงให้กลายเป็นเรื่องสยองขวัญซ้อนกันได้มากขึ้น แถมบางครั้งยังใส่มาเหมือนให้เราคิดว่าสำคัญกับตอนจบ แต่สุดท้ายก็เป็นแค่แบ็คกราวน์ประกอบเรื่องเท่านั้น…

อีกจุด คือส่วนของ การสืบสวน ผ่านตำรวจหญิง ที่เป็น ตัวหลัก อีกคนหนึ่ง แต่ก็เดินไปแบบไม่ค่อยเข้าถึงจริงจังนัก ออกแนวเขวไป เขวมา ถ่วงเวลาของเรื่องไปเรื่อยๆ แม้จะให้เหตุผลว่าเพราะเธอไม่ได้มีหน้าที่ตรงนี้โดยตรง แต่เรื่องก็เดินไปแบบเหมือนไม่ได้ตั้งใจให้เธอเก็ทความจริงได้สักที มีแต่สงสัยไว้ในหัวอย่างเดียว ทั้งๆ ที่ในเรื่องหลายครั้งมีหลักฐานเห็นชัด อย่างการบุก ไปเดิน ตรวจ ถึง ห้องเชือด หลายศพ แต่กลับไม่ได้กลิ่นเลือดหรือเจออะไรเลย ในขณะที่ตัวละครคนอื่นในหอกลับได้กลิ่นเลือดแล้วตามรอยไปจนเจอ ดูไปก็แอบหงุดหงิดนิดๆ แต่ยังดีที่นักแสดงมีความน่ารักแบบบ้านๆ เล่นเข้ากับบทนี้ได้ดีลงตัวจนมองข้ามจุดด้อยนี้ไปได้

แต่ส่วน ที่ว่ามานี้ ก็ยังไม่ถึงขั้น ทำให้เรื่อง ดูไม่สนุก แค่รู้สึก ว่าเรื่องพยายาม ลากยาวจุดนี้ เกินไปหน่อย จนเนื้อเรื่อง ไม่ได้เดิน หน้าไปไหนมาก นัก (เพราะวนๆ อยู่กับความสติแตกของพระเอก) ข้อเสีย ของ เรื่องจังๆ คือช่วงตอนจบ สุดท้าย ของเรื่อง หนังพยายาม หลอกคนดู ด้วยเรื่องราว ตามสูตร หนังแนว นี้ ที่คนดูก็ต้องพอเดา ได้ว่าต้องจบ แบบไม่ธรรมดา แน่นอน ซึ่งก็ถือว่าทำได้จริง แต่กลับ ขาดความสมเหตุผล มากไปจน กลายเป็นจุดบกพร่อง ของเรื่อง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ทำได้ดี จุดเสีย กลับไป กองรวมกัน ที่ตรงนั้น ช่วงก่อน จบหนัง ต้องการ เฉลย เรื่อง ทั้งหมด ในเชิงจิตวิทยา แต่ว่ากลับ ใช้วิธีเฉลย โดยใส่สิ่ง ของบาง อย่างเข้า มากระตุ้น ให้ตัวละครตอนจบคิด ได้แบบไม่สมเหตุผล แถมตัวละครที่ทำตัวฉลาดมาตลอดอย่างตำรวจหญิงที่ตามสืบคดีนี้เพียงลำพังจู่ๆ ก็ออกแนวง่อยไร้ประโยชน์ขึ้นมาทันที ฝ่ายตำรวจในเรื่องนี้เองก็ถูกเขียนบทให้ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามเว่อร์ๆ ขนาดสายสืบร่วมโรงพักหายตัวไปหลายวันยังไม่ทุกข์ร้อนอะไร ซึ่งผิดจากความจริงเกินไป เข้าใจว่าต้องการให้ความสำคัญโฟกัสที่ตัวพระเอกล้วนๆ แต่ก็กลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้ตัวละครอื่นต้องถูกลดบทบาทสำคัญในช่วงท้ายมากเกินไป จนเรื่องจบแบบดูเหมือนฉลาด แต่ก็ไม่ว้าวอะไรมากนักครับ

สรุป

ซีรีส์เกาหลี ที่มีจุดขาย ที่ความหลอน โหด สยองขวัญเต็มพิกัด และก็ทำได้ดี แบบตรงเป้า ทั้งเรื่องตั้งแต่ แรกจนตอนจบ แต่เรื่อง ไม่ได้ออก แนวสืบสวน ไล่ล่าฆาตกร อะไรมากนัก เน้นไปที่ ความเปลี่ยนแปลง ของตัวเอกของเรื่อง ในมุมผลกระทบ จากความกดดัน ของสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ต้องพบ เจอเช้า จรดเย็น ตลอดเวลา อย่างหนักหน่วง ซึ่งหนัง ก็ทำให้คน ดูอึดอัด ตามได้ดี มากเช่นกัน แต่ส่วนที่ ด้อย คือความไม่สมเหตุผล หลายจุดในเรื่อง ยิ่งตอนจบสุดท้ายกลายเป็นเกือบพังได้เลยเหมือนกัน

จุดเด่น

ฉากหลอน โหด สยองขวัญจัดเต็มตลอดเรื่อง
บรรยากาศในเรื่องอึดอัดกดดันจนแทบบ้า
นักแสดงตัวร้ายเลือกมาได้สมบทบาท ดูโรคจิตตั้งแต่เห็นหน้าครั้งแรก
บรรยากาศหอพักที่เต็มไปด้วยความเสื่อมโทรมจนหลอนไม่แพ้คนในหอ
ตัวพระเอกเล่นได้สมบทบาทดูซื่อน่ารักและโหดไปพร้อมกัน
แอบเป็นหนังรักในมุมจิตๆ

จุดด้อย

เซ็นเซอร์พวกอาวุธกับศพสัตว์ที่ตายไปหมด
ความไม่สมเหตุผลเกิดขึ้นหลายจุดในเรื่องมากพอสมควร
บทของตำรวจหญิงจู่ๆ จากดูฉลาดมาตลอดกลับง่อยลงในตอนท้ายเรื่องจนแทบหมดประโยชน์
ใส่แบ็คกราวด์ของตัวร้ายบางตัวมาน้อยเกินไป

ดูหนังออนไลน์ฟรี  

รีวิวซีรีส์จิตวิทยา It’s Okay To Not Be Okay เรื่องหัวใจ ไม่ไหวอย่าฝืน

ซีรีส์เกาหลีเรื่องใหม่ ของค่าย tvN It’s Okay To Not Be Okay ที่มาลง Netflix พร้อมกัน ออนแอร์ทุกสามทุ่มวันเสาร์-อาทิตย์ เรื่องราวของคนสองคนที่ผูกพันกันด้วยโชคชะตา แต่นิสัยใจคอของทั้งคู่แตกต่างกันมาก “มุนคังแท” (รับบทโดย คิมซูฮยอน) พระเอกของเรื่องเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่ใช้ชีวิตเร่ร่อนย้ายที่อยู่ที่ทำงานไปเรื่อยๆ กับพี่ชายที่เป็นออทิสติก “โกมุนยอง” (รับบทโดย ซอเยจี)

It's Okay to Not Be Okay เรื่องย่อIt's Okay to Not Be Okay

นางเอกผู้เป็น นักเขียนนิยายเด็ก ที่มีชื่อเสียงในแนวดาร์ค และตัวเธอเองก็เป็นพวกต่อต้านสังคม มีความรุนแรงพร้อมระเบิดอารมณ์อยู่เสมอ แต่ทั้งคู่กลับตกหลุมรักกันด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดของกันและกัน เรื่องราวความรักนี้จึงไม่ธรรมดาแน่นอน…

ต้องบอกว่ามีความแปลกของเนื้อเรื่องแบบที่คาดเดายากว่าจริงๆ จะดำเนินไปเช่นไรในแต่ละตอน เพราะนอกจากบุคลิกนิสัยตัวเอกทั้งคู่จะแปลกพิสดารกว่าทั่วไปแล้ว เรื่องยังนำเสนอหลายอย่างกึ่งๆ เหนือจริงผสมเข้าไปด้วย

ทั้งในแบบแฟนตาซี ผี จินตนาการ เพ้อฝัน โดยที่เก็บงำความลับเนื้อเรื่องไว้ค่อนข้างมากตั้งแต่เปิดฉากมาเลย เรื่องให้ทั้งคู่มาเจอกันโดยบังเอิญ ก่อนจะตัดแฟลชแบ็คย้อนอดีตที่มีความหลังร่วมกัน โดยมีนิทานของนางเอกมาเป็นตัวคั่นบอกเล่าปริศนานี้ว่า มีเด็กถูกลบฝันร้ายในความจำออกไปจากการไปขอแม่มด

แต่แล้วกลับพบว่าการลบความจำนั้นไปไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก มนุษย์ควรจะจดจำบาดแผลในใจไว้อยู่ เพื่อเติบโตแข็งแกร่งขึ้นมาจากประสบการณ์ในอดีตที่เลวร้าย ซึ่งตัวนิทานของนางเอกจะมีบอกเล่าเพิ่มทุกตอน ทั้งเรื่องที่แต่งขึ้นมาใหม่ และนิทานที่มีอยู่แล้วอย่าง เจ้าหญิงนิทรา ราพันเซล เคราน้ำเงิน และเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ

ที่ปรากฏในแต่ละตอน เป็นการบอกเล่าเฉลยอ้อมๆ ถึงปริศนาทั้งในอดีตและปัจจุบัน ทำให้ตัวเรื่องมีความเพ้อฝันหลอนๆ ลี้ลับกึ่งแฟนตาซีอยู่ตลอดเวลา

นอกจากเรื่องราวที่ไม่ธรรมดาตั้งแต่แรก สิ่งที่มาช่วยเน้นให้เรื่องนี้ไม่ธรรมดายิ่งขึ้นไปอีกก็คือ งานภาพที่งดงามวิจิตรพิสดารแปลกใหม่ตลอดเวลา ทั้งการใช้เงาสะท้อนกลับในมุมต่างๆ การถ่ายทำด้วยมุมกล้องหวือหวาแม้จะเป็นซีนตามทางทั่วไป การตัดต่อเชื่อมฉากหนึ่งไปอีกฉากแบบมีลูกเล่นไม่ธรรมดา การใช้ภาพแอนิเมชั่นลายเส้นจากนิยายของนางเอกที่เป็นแนวดาร์คแฟนตาซีหลอนๆ มาเล่าเรื่องแทนในบางครั้ง ]

การใส่กรอบภาพพร้อมแสงสีฟุ้งนวลเหมือนจินตนาการเวลาแฟลชแบ็ค รวมถึงฉากแบบแฟนตาซีกับชุดสีเข้มลึกลับแนวโกธิคของนางเอกที่ตัดมาเป็นจินตนาการ

แม้แต่การตัดภาพเล่าเรื่องเปลี่ยนนางเอกเป็นแนวสัตว์ประหลาดยักษ์เลยก็มี (แบบพวกหนังก็อดซิล่า) เรียกว่าเราสามารถมองข้ามเนื้อเรื่องไปแล้วสนุกกับการได้เห็นมุมมองวิชั่นด้านภาพที่สวยงามแปลกประลาดของเรื่องนี้ล้วนๆ เลยก็ยังได้ ซึ่งงานภาพแนวนี้ที่โดดเด่นเลยของฝรั่งต้นตำหรับก็มาจากผู้กำกับ ทิมเบอร์ตัน (ตัวอย่าง อลิซในแดนมหัศจรรย์เวอร์ชั่นล่าสุด) ที่หลายคนคงเคยดูมาบ้าง

ซึ่งในเรื่องนี้หลายส่วนก็มีความเหมือนแนวทางของทิมเบอร์ตันเป็นอย่างมาก แต่นี่คือเรื่องดีเพราะทำให้เห็นเลยว่าซีรีส์เรื่องนี้ตั้งใจครีเอทรายละเอียดสร้างสรรค์กันทุกจุดจริงๆ

แม้ว่าทั้งตัวเรื่องและงานภาพจะโดดเด่นแปลกตามาก แต่เรื่องก็ไม่ได้ทิ้งแนวทางโรแมนติกของเกาหลีไป มีฉากขายฝันโรแมนติกของทั้งคู่ตลอดเวลาที่พบหน้ากันทุกครั้ง และก็ยังสอดคล้องไปกับความดาร์คที่เป็นธีมของเรื่องอยู่ มีฉากโรแมนติกจ้องหน้ามองตาใกล้ๆ แทบจะหายใจรดกัน ตัวภาพก็เลือกฟรีซนิ่งแช่ไว้แทบทุกครั้งที่มีฉากแบบนี้ให้คนดูได้อินฟินกันนานๆ ไปเลย

ถึงตัวเรื่องจะนำเสนอความดาร์คให้กับตัวละครทั้งคู่มีแบ็คกราวน์ชีวิตวัยเด็กที่เลวร้ายติดตัวจนมาถึงปัจจุบัน คนหนึ่งก็กลายเป็นพวกเร่ร่อนใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ไม่ผูกสัมพันธ์กับใคร อีกคนก็ต่อต้านสังคมสุดโต่งแบบไม่ไว้หน้าใคร แต่ว่าตัวเรื่องก็ไม่ได้ดูหดหู่อะไรมากนัก เพราะมีฉากตลกแทรกเข้ามาอยู่เป็นระยะๆ ตลอดเรื่อง แม้กระทั่งช่วงที่เรื่องน่าจะดิ่งลง แต่กลับยิงมุกตลกร้ายซ้อนเข้าไปพร้อมกัน ทำให้เรื่องดูไม่หนัก มีอารมณ์ตลกตัดกันกับอารมณ์หน่วงๆ ที่เป็นเมนหลักของเรื่องได้ดี

คนเราหนีจากโชคชะตาตัวเองไม่ได้ ..แต่มันจะไปสำคัญอะไร ในเมื่อเรานี่แหละ คือโชคชะตา

3 ตัวละครหลักของเรื่อง
ตัวนักแสดงหลักของเรื่อง คิมซูฮยอน ที่รับบทพระเอกหนุ่มผู้ดูแลผู้ป่วยทางจิตในโรงพยาบาล รวมถึงการเฝ้าดูแลพี่ชายของเขาแบบแทบจะเป็นชีวิตจิตใจเล่นได้ดีมาก แม้จะมีฉากพยายามขายซิกแพ็คโชว์เรือนร่าง แต่ว่าการแสดงของเขากับใบหน้าตามบทที่ถูกเรียกจากนางเอกว่า “งดงาม” ก็เหมาะสมกันดี ในบทนี้จะเป็นคนที่เก็บกดมีบาดแผลในใจหลายอย่าง แต่ว่าก็พยายามแสดงออกมาเป็นปกติ แต่ลึกๆ ไม่ปกติ เป็นตัวละครที่สะท้อนคนปกติที่มีปัญหาทางจิต แต่มักไม่รู้ว่าตัวเองเป็น และจากปมทางจิตจากบาดแผลในใจก็ทำให้เขามาเป็นผู้ดูแลคนป่วยทางจิต และมีความเข้าใจในตัวผู้ป่วยเหล่านี้เช่นกัน

นางเอกซอเยจีเป็นหน้าตาของเรื่องนี้ เธอสวยแบบสะกดผู้ชมไว้ได้ตลอดเวลาทุกฉาก แถมด้วยแฟชั่นการแต่งกายที่ฉูดฉาดตัดกับทุกอย่างในซีนนั้นๆ ทำให้เธอมีสีสันที่โดดออกมาจากทุกสิ่งทุกอย่างในฉากตลอดเวลา และในเรื่องการแสดงกับบทนางเอกแนวอารมณ์ร้ายกึ่งโรคจิตก็ทำได้ดีเลย แม้จะรู้สึกว่าบทพยายามให้ฉากร้ายๆ ของเธอดูสวยไปด้วยทุกครั้ง แต่ก็ทำให้ฉากเหล่านั้นดูมีอะไรมากกว่าแค่การให้นักแสดงใช้บทพูดและอารมณ์เล่าออกมาเพียงอย่างเดียว และก็มีความเป็นตลกร้ายจากความคิดบิดเบี้ยวฉีกกรอบศีลธรรมของนางเอกปนอยู่ด้วยเสมอ

นอกจากนี้ตัวละครหลักก็ไม่ได้มีแค่พระเอกนางเอก แต่เรื่องนี้พี่ชายออทิสติกของพระเอก “มุนซังแท” (รับบทโดย โอจองเซ) คือตัวละครหลักอีกคนที่แทบจะตัวติดกันกับพระเอกแทบทุกฉาก ด้วยบทถูกวางไว้เขามีห่วงดูแลพี่ชายตลอดเวลา แม้แต่อยู่ห่างไปก็ต้องโทรหาเสมอ ซึ่งอาการออทิสติกในเรื่องก็ถูกถ่ายทอดออกมาทั้งน่าสงสารและมีความน่ารักควบคู่กันไป บทพี่ชายของพระเอกจึงมีความสำคัญกับเรื่องมาก และก็มีส่วนสำคัญกับอดีตอันเป็นปริศนาเกี่ยวกับการตายของแม่ และผีเสื้อสีฟ้าที่ตามมาหลอนเขาเสมอ แถมยังเป็นแฟนนิยายตัวจริงของนางเอก เขาจึงเป็นตัวผูกเรื่องที่สำคัญมาก และก็เล่นได้อย่างโดดเด่นจนเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้เลยทีเดียว

บาดแผลในวัยเด็กคือความลับสำคัญของเรื่องนี้
ตัวเอกทั้ง 3 คนต่างมีฉากแฟลชแบ็คย้อนกลับไปยังสมัยเด็กเป็นระยะๆ โดยเรื่องเผยให้เห็นว่าทั้ง 3 คนต่างมีอดีตดำมืดในเมืองบ้านเกิดที่เดียวกัน โดยพระเอกคือการสูญเสียแม่ไปจากการถูกฆาตกรรมปริศนา (พ่อเสียไปก่อนนานแล้ว) พี่ชายที่เห็นเหตุการณ์เพียงคนเดียวกลับจดจำอะไรไม่ได้นอกจาก “ผีเสื้อ” และก็กลายเป็นความกลัวผีสื้อทุกอย่างที่ฝังใจมากจนถึงปัจจุบัน ทางด้านของนางเอกคือปมปริศนาของครอบครัวที่เธอต้องสูญเสียพ่อกับแม่ไปในแบบไม่ปกติ ซึ่งตัวเรื่องจะกุมความลับนี้ไว้แน่นหนา แม้จะรู้ว่าพ่อของเธอเกลียดชังเธอและปัจจุบันป่วยอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชที่พระเอกทำงานอยู่ แต่ก็ไม่รู้รายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในปราสาทลึกกลางป่าที่เป็นบ้านของเธอในอดีต

นักแสดงเด็กเล่นสอดคล้องไปกับตอนโตได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เรื่องนี้ใช้นักแสดงตอนเด็ก 3 คนหลักออกมาประจำควบคู่ไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งทั้ง 3 คนมีความเกี่ยวพันกันมาก่อนหลายอย่าง ซึ่งนิสัยตอนเด็กกับตอนโตแทบจะไม่ต่างกันมาก เด็กทั้ง 3 คนก็เล่นได้อย่างไร้ที่ติ โดยเฉพาะบทพี่ชายออทิสติกส์ของพระเอกที่มีความสำคัญกับเรื่องมาก นักแสดงตอนเด็กแทบจะเหมือนทั้งหน้าตาท่าทางกับ โอจองเซ นักแสดงตอนโตแบบไม่มีผิดพลาดเลยแม้แต่น้อยครับ

เป็นเรื่องที่เห็นเด่นชัดเอามากๆ ในเรื่องนี้ว่าต้องการนำเสนอมุมมองลึกซึ้งของคนป่วยเป็นโรคจิตเภทในแบบต่าง อย่างนางเอกจะเห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ จากโรคลักขโมยสิ่งของ (kleptomania หรือ pathological stealing) เป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่ง ที่ไม่สามารถยับยั้งใจต่อแรงกระตุ้นที่จะลักขโมยได้ ซึ่งตอนแรกอาจจะดูแค่ว่าเธอนิสัยไม่ดี แต่พอเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ อาการทางจิตของเธอจะแสดงออกมาหลายแบบเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และการแสดงออกถึงความรู้สึกตรงๆ ในแบบผิดปกติจากคนทั่วไป ซึ่งตัวพระเอกเองมองเห็นและรู้ว่าเธอจิตไม่ปกติ แต่ตัวเขาเองก็เก็บกดความรู้สึกและอารมณ์ต่างๆ ไว้จนบางครั้งก็ระเบิดออกมา และการเยียวยาของเขาคือการยอมรับความรู้สึกที่ลึกๆ มีให้นางเอกตั้งแต่เด็ก แต่เขาก็ปฏิเสธมันไปด้วยตัวเองจนทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกครั้งในสภาวะจิตที่สะสมมาจนโตมาแบบไม่ปกติกันทั้งคู่ ซึ่งมันจะเป็นไปได้หรือกับความรักที่ต่างฝ่ายต่างไม่เหมือนคนปกติทั่วไปในสังคม นี่เป็นสิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้ตั้งคำถามไว้ และก็สอดคล้องไปกับชื่อเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

และไม่ใช่แค่ตัวละครหลัก แต่เรื่องนำเสนอตัวละครใหม่แทรกเข้ามาเป็นเคสที่เกิดในโรงพยาบาลที่พระเอกทำงานอยู่ ซึ่งดำเนินเรื่องแบบให้ความสำคัญแยกออกมาเลย อย่างในตอน 3-4 เป็นเรื่องของลูกชายของ สส. ดังที่ป่วยเป็นโรคไบโพล่าร์ (โรคอารมณ์สองขั้ว) ที่ปกติจะถูกนำเสนอด้านดิ่งซึมเศร้า แต่ในเรื่องนี้นำเสนอด้านอารมณ์ดีเกินผิดปกติ และใส่อาการทางจิตอื่นๆ แบบโรคชอบโชว์ร่างกายของลับให้คนอื่นดู แม้จะดูตลกๆ แต่ว่าพอถึงจุดพีคของเรื่องกลับเป็นความเศร้าขึ้นมาทันที ซึ่งตัวเรื่องตั้งใจพาคนดูดิ่งขึ้นลงเหมือนการเป็นไบโพลาร์ของเรื่องเลย และก็ทำได้ถึงเอามากๆ กับการนำเสนอที่ตัดขั้วตลกกับเศร้ากันทันทีแบบนี้ และเรื่องก็แฝงมุมมองแง่คิดหลายอย่างให้กับคนดูด้วยเช่นกัน

ต่างคนต่างเยียวยากันและกัน

ตัวละครหลักทั้ง 3 คนในเรื่องต่างมีปมบาดแผลหลายอย่างในอดีต และก็ส่งผลมาถึงปัจจุบันกันทุกคน ซึ่งเรื่องจะค่อยๆ ให้ทั้ง 3 ได้ค่อยๆ เข้ามาเกี่ยวพันใช้ชีวิตด้วยกัน ในกรณีของพี่ชายออทิสติกของพระเอกที่ถูกปกป้องโดยพระเอกมาตลอด ลึกๆ กลับต้องการมีชีวิตเป็นของตัวเองในสิ่งที่เขารัก ซึ่งก็มาพบกับนางเอกที่เป็นนักเขียนนิทานเด็กที่มีปัญหาการควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และต้องการคนมาเข้าใจ ส่วนตัวพระเอกคือ อดีตที่พยายามลบลืมไป และความรู้สึกที่ต้องแบกภาระพี่ชายไว้ตั้งแต่เด็ก แม้เขาจะต้องเสแสร้งก็ตาม ทั้งสามคนนี้เมื่อได้มาเกี่ยวพันกัน ต่างคนต่างก็เยียวยากันและกัน เรื่องราวส่วนนี้ได้ละมุนมาก เรื่องค่อยๆ เผยปม เผยความรู้สึกลึกๆ ที่แท้จริงให้กัน ซึ่งทั้งน่าสงสาร เศร้า หดหู่ แต่ก็มีความอบอุ่นลึกซึ้งอยู่ในเนื้อหาลึกๆ ทุกตอน

ปัญหาครอบครัวออทิสติกส์
ในเรื่องนี้นำเสนอเรื่องราวของซังเทกับคังเท สองพี่น้องที่สลับบทบาทกันน้องชายต้องดูแลพี่ชายที่เป็นออทิสติกส์มาตั้งแต่เด็กเพราะแม่สั่งไว้ให้ดูแลพี่ชายไปตลอดชีวิต เป็นเหมือนภาระผูกพันกับเขาตลอดไปจนไม่อาจจะแบกรับชีวิตใครได้อีก ซึ่งปัญหาแบบนี้ไม่ใช่แค่สร้างมาในละคร แต่เกิดกับครอบครัวออทิสติกส์ทั้งโลก ที่พ่อแม่ก็ต้องดูแลลูกตลอดไป และพยายามฝึกให้ช่วยเหลือตัวเองได้มากที่สุด แต่พอมีลูกอีกคนที่ปกติก็มักจะฝากฝังให้ดูแลคนที่เป็นออทิสติกส์ไปตลอด อาจจะด้วยมุมมองว่าพี่น้องต้องดูแลกัน แต่มันกลับกลายเป็นความรู้สึกไม่เท่าเทียมและก็น้อยเนื้อต่ำใจในฐานะลูกที่พ่อแม่รักไม่เท่ากันได้ และก็มักจะทำให้เป็นคนเก็บกดความรู้สึกนี้ไว้จนระเบิดออกมาได้ ซึ่งตัวเรื่องก็หยิบมาเป็นปมในจิตใจของพระเอกที่ลึกๆ อยากหลุดจากภาระนี้ถึงขั้นเกลียดพี่ชาย แต่อีกใจก็ตัดความรู้สึกพี่น้องไม่ขาด เพราะรู้ว่านี่ก็ไม่ใช่ความผิดของพี่เลยแม้แต่น้อย ตัวเรื่องในจุดนี้จึงเป็นอะไรที่กระชากหัวใจคนดูอย่างมากทุกครั้งที่มีฉากขัดแย้งกันทางอารมณ์ของซังเทกับคังเทแบบรุนแรง แม้จะจบลงด้วยดี แต่ว่าก็เป็นเหมือนบาดแผลในใจที่สะสมไว้เรื่อยๆ

ใครสนใจดูเรื่องราวแบบเดียวกันแนะนำเรื่องนี้เลย Atypical เรื่องราวครอบครัวเด็กออทิสติกที่ผิดแปลกแตกต่าง ซีรีส์น้ำดีมาก อาจจะดูฟีลกู้ดใสๆ แต่ตัวเรื่องนำเสนอปัญหาในครอบครัวแบบนี้ไว้ครบถ้วนมากๆ ครับ

บทโรแมนติกละมุน อบอุ่น ผ่านปมปัญหาทางจิต ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เรื่องนำเสนอความโรแมนติกในแบบที่ต่างออกไป ด้วยการให้ตัวละครในเรื่องมีปมติดล็อคในจิตใจ และจะปลดล็อคได้ก็ด้วยการช่วยเหลือจากคนอื่น อย่างตัวนางเอกที่มักอารมณ์ร้าย แต่ก็เป็นคนเข้าใจคนป่วยด้วยกันในมุมมองที่ต่างออกไป และให้เจอกับสิ่งที่ปวดร้าวในใจแบบตรงไปตรงมา แม้จะดูว่ารุนแรง แต่ก็ทำให้ผู้ป่วยได้เผชิญหน้ากับความจริง จนช่วยคลายล็อคในใจของผู้ป่วยได้ และสะท้อนกลับมาทำให้เธอปลดล็อคตัวเองได้เช่นกัน และยังส่งต่อความรู้สึกดีๆ ไปยังตัวพระเอก ทำให้เขามีมุมที่เปลี่ยนไปทั้งกับตัวเองและที่คิดกับเธอ ซึ่งฉากคลายล็อคพวกนี้ตัวเรื่องใส่มาทีละนิดๆ ค่อยเป็นค่อยไปในแบบพอดีๆ ดูละมุน อบอุ่น โดยไม่ต้องมีฉากจูบ ทำให้ตัวเรื่องโรแมนติกเดินหน้าไปเบาๆ แบบที่ควรจะเป็นตามบทความรักของผู้ป่วยทางจิตได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก

 

เรื่องนี้มีส่วนแฟนตาซีหรือเรื่องเหนือธรรมชาติจริงหรือไม่?

น่าจะเป็นคำถามสำคัญที่หลายคนติดตามดูและอยากรู้ว่าตัวเรื่องจะมีอะไรแบบนี้เข้ามาจริงๆ หรือไม่ เพราะหลายอย่างจากสิ่งที่ปรากฎในเรื่องให้คนดูเห็นดูเหมือนจะทำให้คิดว่าต้องมี แต่ที่จริงตัวเรื่องต้องการนำเสนอในรูปแบบเดียวกับหนังดาร์คแฟนตาซี Pan’s Labyrinth (ชื่อไทย อัศจรรย์แดนฝัน มหัศจรรย์เขาวงกต) ที่เล่นเรื่องจินตนาการของเด็กหญิงที่ต้องการหลีกหนีจากความโหดร้ายของยุคสมัยสงคราม โดยคิดว่าตัวเองคือเจ้าหญิงที่ต้องมีภาระหน้าที่ในอีกโลกหนึ่ง และตัวเรื่องต้องการให้ผู้ชมคิดตามว่าสิ่งที่เห็นเป็นจริงหรือไม่ โดยไม่มีคำตอบตรงๆ ไว้ในเรื่องเลย (แต่มีใบ้ว่าจริงไม่จริง) ซึ่งนางเอกในเรื่องนี้ก็คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงในนิทานเช่นกัน โดยมีตัวร้ายเป็นแม่กับพ่อของเธอ เรื่องเหนือธรรมชาติที่เห็นในเรื่องนี้จึงเป็นอาการป่วยทางจิตของนางเอกเท่านั้น (เห็นภาพหลอน มโนเพ้อคิดไปเอง)

การบอกเล่าเรื่องจริงผ่านนิทาน

ตัวละครหลักมีอดีตอันเลวร้ายฝังอยู่ แต่เรื่องไม่ได้เล่าออกมาตรงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ซีรีส์เรื่องนี้กลับเลือกใช้การเล่านิทานเปรียบเหมือนการเล่าเหตุการณ์จริงในอดีตแบบอ้อมๆ ซึ่งนิทานที่หยิบมาเล่า โดยเฉพาะเรื่องของนางเอกดูเหมือนจะเลวร้ายเอามากๆ อย่างเรื่อง เคราน้ำเงิน ที่ตัวเรื่องในนิทานคือ สามีเคราน้ำเงินเป็นคนรวยมีอำนาจ แต่มีความผิดปกติในจิตใจ มักฆ่าเมียตายแล้วตัดหัวเก็บไว้ในห้องเก็บของ จนมาถึงคนล่าสุดที่เขาห้ามแล้วไม่ให้เธอลงไปทีห้อง แต่เมื่อเธออยากรู้อยากเห็นลงไป สุดท้ายก็เลยพบจุดจบแบบเดียวกัน ซึ่งในเรื่องจริงพ่อนางเอกเข้าโรงพยาบาลจิตเวช แม่ตายแบบปริศนา ตัวนิทานเคราน้ำเงินที่ถูกเล่าออกมาโดยนางเอกเองก็เป็นเหมือนการเฉลยเรื่องนี้แบบอ้อมๆ นั่นเองครับ ดูหนังออนไลน์ฟรี 

รีวิวหนัง Winchester : The House That Ghosts Built คฤหาสน์ขังผี

รีวิวหนัง Winchester : The House That Ghosts Built คฤหาสน์ขังผี

หนัง Winchester : The House That Ghosts Built หรือชื่อไทยว่า คฤหาสน์ขังผี เรื่องราวของบ้านตระกูล Winchester ที่ร่ำรวยจากการขายปืนให้กับทหารต่างๆ ทั่วโลก ชีวิตที่เหมือนจะมีแต่ความสุขและความร่ำรวยก็เกิดเหตุการณ์หายนะขึ้น เริ่มจาก แอนนี่ ผู้เป็นลูกต้องเสียชีวิตลงด้วยโรคร้าย ทำให้ ซาร่า ผู้เป็นแม่ต้องเสียสติและใช้เวลารักษานานกว่า 10 ปี ตามมาด้วยพ่อของสามีเธอ โอลิเวอร์ ก็ได้เสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน ทำให้ วิลเลี่ยมเข้ามารับกิจการต่ออย่างเต็มตัว แต่เท่านั้นยังไม่พอ สุดท้ายสามีสุดที่รักของเธอก็ได้ตายจากเธอไป ทำให้ ซาร่า กลายเป็นม่ายผู้โดดเดี่ยวบนกองมรดกนับล้าน ในที่สุดเธอก็ไปหาร่างทรงให้ช่วยติดต่อสามีของเธอ เธอจึงได้ทราบความจริงว่าวิญญาณที่ถูกฆ่าโดยปืนของครอบครัวเธอตามมาทวงแค้น ร่างทรงสามีจึงแนะนำว่าให้ต่อเติมบ้านไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และวันใดเธอหยุด เธอจะต้องตาย!!!

คฤหาสน์หลังนี้ หลายคนเคยได้ยินผ่านๆ มาบ้างเพราะเป็นคฤหาสน์ที่สร้างความสะพรึงมายาวนานและมีอยู่จริง ปัจจุบันนั้นได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปแล้ว ต้องยอมรับจริงๆ ว่าครั้งแรกที่ได้เห็น Poster แรกจากหนังเรื่องนี้พร้อมกับพล็อตเรื่อง บอกได้เลยว่าอยากดูมาก อยากรู้เรื่องราวของคฤหาสน์หลังนี้จริงๆ ว่าทำไมเขาถึงต้องมีการก่อสร้างตลอดเวลา 36 ปี 24 ชั่วโมง

หลังจากที่ได้รับชมนั้น ผมบอกได้เลยว่าถึงมันจะเป็นหนังผีที่ไม่ได้หลอนขั้นสุด หรือสะพรึ่งขั้นสุดแบบ light out / the Conjering 1-2 / Annabelle Creation แต่มันมีความน่าสนใจอยู่ในส่วนของพล็อตเรื่อง ซึ่งต้องขอแยกเป็น 2 กรณีนะครับ คือส่วนที่ชอบและไม่ชอบของหนัง

อย่างแรกเลยส่วนที่ชอบของหนัง ตัวหนังเองพยายามที่จะไม่ได้เดินเรื่อง หรือโทนหนังที่จะโชว์ความมืดสยองน่ากลัวให้กับคนดู แต่จะโชว์ถึงความเป็นมา ประวัติของคฤหาสน์หลังนี้ ผ่านตัวละครใหม่ที่ต้องเข้าไปอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ อารมณ์แบบว่า เหมือนเราย้ายเข้าไปอยู่ใหม่โดยที่ไม่เคยรู้ปูมหลังของบ้าน และต้องพบกับเหตุการณ์แปลกๆ ที่ให้ความกระจ่างชัดขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งจุดหักมุมในช่วงท้าย ที่หลายๆ คนอาจจะพอเดาออกได้บ้าง แต่ก็ยังทำให้เหวออยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ในส่วนที่ไม่ชอบของเรื่องนี้คงจะเป็นการคาดหวังว่าจะเป็นหนังที่สร้างความสะพรึ่ง สร้างความหลอกหลอน แบบสุดขีดตามแบบหนังผีที่ควรจะเป็น ในจุดนี้เหมือนจะทำไปไม่ถึงจริงๆ แต่ยังดีที่มีฉากตุ้งแช่ที่หลอกล่อคนดูได้อยู่หลายฉากอยู่

เอาเป็นว่า Winchester ถึงแม้ว่ามันจะเป็นหนังผีที่ไม่ค่อยจะหลอนเท่าที่คิดเท่าไหร่ แต่ด้วยพล็อตเรื่องวิธีการเล่ามันมีความน่าสนใจมากพอให้เราจดจ่อติดตามตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องได้ ถ้าใครอยากใฝ่หาความสยองคงไม่ได้แนวแน่ๆ แต่ใครที่ชอบพล็อตความดราม่าน่าจะชอบได้ไม่ยาก 7/10 ที่มา

 

รีวิวหนัง Black Panther – แบล็ค แพนเธอร์ กษัตริย์องค์ใหม่ของอาณาจักรวากานดา

Black Panther | Ryan Coogler หนังตระกูลมาเวล ที่เข้ามาคั่นกลางระหว่างรอเอเวนเจอร์ ที่มีความแหกขนบที่น่าสนใจ โดยเฉพาะ Afroism ที่อยู่ในทุกอณูของภาพยนตร์ พร้อมกับโปรดักชั่นสไตล์ปลอดภัยที่ทำออกมาได้เกินมาตรฐาน เมื่อบวกรวมกับตัวละครที่มากเสน่ห์ กับการเมืองแบบเบาๆ ทำให้แบล็คแพนเธอร์เป็นหนังที่สนุกพอสมควร

รีวิวหนัง Black Panther - แบล็ค แพนเธอร์ กษัตริย์องค์ใหม่ของอาณาจักรวากานดา

หนังว่าด้วยเรื่องราวของ ทิชาล่า กษัตริย์องค์ใหม่ของอาณาจักรวากานดา ที่จะได้รับสืบทอดอำนาจเพื่อดูแลอาณาจักรลับแลในแอฟริกาที่คอยหลบซ่อนความขัดแย้งของโลกมนุษย์มาโดยตลอด และคอยส่งสายลับออกไปเพื่อจัดการความลับเหล่านั้น เหมือนเสือดำที่รอดพ้นจากการล่า และขย้ำสังหารด้วยความเงียบ ไม่มีใครรู้จักอาณาจักรวากานดา หรือถ้าจะรู้ก็เป็นเพียงประเทศเกษตรกรยากจน ทั้งที่เป็นเมืองที่พัฒนาเทคโนโลยีจากไวเบรเนี่ยมได้ไกลที่สุด จนกระทั่งพ่อหรือกษัตริย์องค์ก่อนของวากานดาล่าจะถูกลอบสังหารในหนังของกัปตันอเมริกันภาคซีวิลวอร์โดยซีโม่ ก็เกิดความขัดแย้งในอาณาจักร ที่จะนำความเปลี่ยนแปลงภายในอานาจักรวากานดาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

Black Panther เป็นหนังในระหว่าง Phase 3 ของจักรวาลมาเวล โดยมีแกนหลักของเรื่องคือ Avenger Infinity war ที่กำลังจะมาถึง ฉะนั้นหนังมาเวลที่ออกมาช่วงนี้จึงมีความเกี่ยวโยง และสร้างอยู่รอบๆ แกนของ Infinity war โดย Black Panther ก็เป็นหนังที่มีส่วนช่วยให้องค์ประกอบของเฟสนี้ดูสมจริง มีที่มาที่ไป และเป็นการแนะนำตัวละครใหม่ๆ ที่จะมีบทบาทต่างๆ ในเอเวนเจอร์ภาคหลัก ซึ่งก็ทำออกมาได้ดีเลย

เมื่อไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องหลักตรงๆ ตัวเรื่องก็เลยสามารถที่จะเล่นอะไรที่แหกขนบได้ โดยเฉพาะการที่มันเป็นหนังฮีโร่แรกๆ ที่มีนักแสดงผิวสีดำเนินเรื่องไปตลอด พร้อมกับนำเสนอขนบวัฒนธรรมแบบแอฟริกันร่วมสมัยได้น่าสนใจ และทำให้รู้สึกตื่นตาดี โปรดักชั่นแบบมาเวลนั้นเก่งกาจด้านอาร์ตอยู่แล้ว ก็ออกแบบอาร์ตออกมาได้สีสันฉูดฉาด ร่วมสมัย สนุกสนาน ซึ่งเข้ากันดีกับ Thor Ragnarok หรืออาร์ตของฟาก Guardian of Galaxy เลย

ด้านการแสดงกับเนื้อเรื่อง อาจเฉยๆ ไปบ้าง แต่ความสามารถในการสร้างตัวละครให้มีเสน่ห์ ทำให้คนหลงรัก ก็เป็นจุดแข็งที่มาเวลทำได้ดี และมันก็ทำให้เราประทับใจในตัวละครแต่ล่ะตัวไม่ยากเย็นมากนัก ไม่ว่าจะเป็นตัวร้าย หรือตัวทิชาล่าเอง เรียกได้ว่าคราวนี้ปูตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

ส่วนที่ชอบอีกอย่างคือ ตัวละครในเรื่องนี้เป็นสีเทา ทุกคนเคยผิดพลาด และทุกคนก็เลือกที่จะแก้ปัญหาในแบบตัวเอง ซึ่งมันก็สอดคล้องกันดีกับการสร้างอาณาจักรวากานดาในแบบที่ทิชาล่าอยากให้เป็น อีกจุดหนึ่งคือเรื่องเหยียดผิว เราพบว่ามันเป็นหนังที่ก้าวข้ามการเหยียดผิวจริงๆ มันแทบจะไม่มีความขัดแย้งตรงนี้ให้เห็นแบบรูปธรรมแล้ว แต่เป็นการไปต่อ ไปสู่การ “แบ่งปัน” ในอีกรูปแบบหนึ่ง

เป็นหนังมาเวลที่แฟนๆ หนังฮีโร่ของจักรวาลนี้สามารถเสพได้สนุกเลยล่ะ ถึงแม้รูปแบบการตัดต่อ การเดินเรื่องจะคล้ายเรื่องเก่าๆ คือเน้นปลอดภัยไว้ก่อนแต่ก็ทำออกมาได้เกินมาตรฐาน ลื่นไหล สนุกเร้าใจ ในขณะที่ฝั่งอาร์ตและเพลงประกอบเองก็กล้าเปิดขนบไปสู่วัฒนธรรมแบบ Afroism หรือสไตล์แอฟริกันร่วมสมัยจนทำให้หนังมีความน่าสนใจมากกว่าหนังเรื่องอื่นๆ ของมาเวล ตัวเนื้อเรื่องเองมีความใหม่สดอยู่บ้าง เรียกว่าเป็นหนังมาเวลที่แยกจากเนื้อเรื่องหลักและทำได้ดีมากๆ เลยล่ะ ที่มา

รีวิวซีรีส์เกาหลี Extracurricular ชมรมลับ ธุรกิจรัก ดาร์คไซด์ของวัยรุ่นไซด์ไลน์

รีวิว Extracurricular ซีรีส์เกาหลีแนววัยรุ่นที่เล่าความดาร์ก ที่ไม่เคยเห็นในเรื่องไหนมาก่อน

Extracurricular ชมรมลับ ธุรกิจรัก ซีรีส์เกาหลีแบบ Original Netflix แท้ๆ มาครบ 10 ตอนรวดเดียวจบ เรื่องราวด้านมืดของ วัยรุ่นที่ทำธุรกิจไซด์ไลน์ จนต้องเข้าสู่วังวนความรุนแรงของอาชญากรรมที่ไม่อาจหวนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกต่อไป

 

ซีรีส์เกาหลีแนวทริลเลอร์ ด้านมืดของนักเรียนไฮสคูล เรื่องราวของหนุ่มนักเรียนดีเด่นของโรงเรียน โอ จีซู (รับบทโดยคิม ดงฮี) ที่มีอาชีพลับทำเงินมหาศาลจากการคุมงานขายตัวของเด็กสาววัยรุ่น แต่แล้ววันหนึ่งก็พลาดท่าถูกเพื่อนสาวร่วมโรงเรียน แพกยูรี (รับบทโดยพัค จูฮยอน) มารู้ความลับนี้ด้วย ในขณะเดียวกัน ซอ มินฮี (รับบทโดย จอง ดาบิน) เพื่อนร่วมห้องสาวสวยกลับมาเป็นเด็กในสังกัดของจีซูโดยไม่รู้ตัว

สำหรับเรื่องนี้ไม่ใช่ซีรีส์ที่ออกมาอาทิตย์ละตอนสองตอนแบบปกติ แต่มารวดเดียวจบ 10 ตอน ซึ่งก็หมายความว่าเป็นซีรีส์ Original Netflix แท้ๆ ที่ทำลงโดยตรงไม่ขึ้นกับเรตติ้ง มีการถ่ายทำแบบทีเดียวจบต่างไปจากละครเกาหลีที่นิยมถ่ายไปฉายไป เพื่อเพิ่มโอกาสการสร้างเรตติ้งจากการปรับเปลี่ยนบท หรือตัดบทให้ตอนน้อยลงก็ยังได้ถ้าเรตติ้งไม่ดี (ปกติเกาหลีจบที่ 16 ตอนเสมอ) ซึ่งพอเป็นงานสร้างแบบนี้เลยทำให้เห็นว่าอารมณ์และแนวทางของเรื่องค่อนข้างแตกต่างจากปกติไปมาก ทุกตอนไม่ได้มุ่งเน้นที่เปิดปมขมวดปมให้จบแบบมีลุ้นกันเฉียดฉิวเพื่อให้คนติดตามต่อเนื่องไปทุกอาทิตย์ แต่เป็นการเล่าเรื่องยาวๆ แล้วถึงช่วงตัดจบตอนก็ตัดไป ไม่ได้บิ้วหนักแบบปกติ แล้วพอเริ่มตอนใหม่ก็มักจะต่อกันเหมือนฉากต่อฉากหนังยาวๆ มากกว่าจะกระโดดเรื่องไปจุดอื่นแบบที่ซีรีส์ปกติมักชอบทำกัน

จุดเด่นของตัวเรื่องที่บอกว่าขายความดาร์คกันตั้งแต่หน้าปก แต่เอาจริงคือค่อนข้างใช้เวลานานกว่าจะถึงจุดนั้น โดยช่วงแรกเรื่องเดินหน้าสำรวจเส้นทางการทำธุรกิจและชีวิตของตัวละครหลักทั้ง 3 ตัว โอ ซีจู พระเอกของเรื่องเด็กเรียนดีที่มีอาชีพลับๆ เหมือนพ่อเล้า แต่ตัวเขาเองบอกว่าเป็นงานรักษาความปลอดภัยให้กับลูกค้าต่างหาก ซึ่งเรื่องเปิดมาตอนแรกอาจจะงงๆ กันสักนิดเพราะไม่มีฉากอย่างว่า แต่กลับเป็นเรื่องการข่มขู่รีดไถเงินจากหนุ่มโรคจิตที่มาใช้บริการของเขาแล้วทำเกินเลยกับสาวๆ โดยมี “หัวหน้าอี” (ถ้าเปิดซับแบบ CC จะเป็น ลี แต่เสียงเกาหลีจริงคืออี) รับบทโดย Choi Min Soo ที่เป็นด่านหน้าคอยรับส่งทำงานคุ้มครองสาวๆ โดยที่ทั้งหมดไม่เคยพบหน้ากัน ซึ่งพระเอกจะถูกทุกคนเรียกว่า “ลุง” เพราะคิดว่างานแบบพ่อเล้าคนที่คุมน่าจะเป็นชายสูงวัยแนวๆ มาเฟียแบบภาพลักษณ์ที่จำๆ กันมา ซึ่งประเด็นการเข้ามาทำงานนี้ของพระเอกก็ถูกเฉลยง่ายๆ ตั้งแต่เริ่มว่า พ่อแม่ทิ้งไปทำให้ความฝันเข้าเรียนมหาลัยมีปัญหา ต้องหาเงินมาเลี้ยงตัวและใช้จ่ายกับการเรียนสูงถึงเกือบร้อยล้านวอน แม้คนดูจะสงสัยว่าทำไมมันมากจัง แต่ตัวเรื่องไม่ได้ลงรายละเอียดว่าทำไมต้องใช้เงินขนาดนี้เลย แล้วข้ามไปเล่าเรื่องวิธีการทำธุรกิจของเขาแทนโดยละเอียด ซึ่งก็ถือว่าทำได้ดีทีเดียวกับการเจาะโลกของการบริการทางเพศยุคใหม่แบบนี้ ที่มีอุปกรณ์ไอทีหลายอย่างเข้ามาช่วยเหลือ อย่างริสแบนด์ติดตามตัวไว้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่มีฉากอย่างว่าอะไรทั้งสิ้นในเรื่องนี้ (หรือแม้แต่วาบหวิวก็ไม่มี) ซึ่งถ้าเป็นซีรีส์ฝรั่งจุดนี้มีความแรงกว่ามากแน่นอน แล้วก็ไม่ได้มีฉากแอ็กชั่นหรือความรุนแรงอะไรอื่นอีกเลย นอกจากแค่ฉากในจินตนาการที่ดูรุนแรงแทรกมานิดหน่อย ส่วนใหญ่เป็นแค่ฉากลุ้นกับความเสี่ยงที่พระเอกต้องเจอ หลังแพกยูรีเพื่อนสาวคนใหม่จับได้ บทตัวเรื่องก็ออกแนวผจญภัยวัยรุ่นผสมกับเรื่องรักปนมานิดๆ ทำให้เรื่องราวช่วงแรกแทบไม่รู้สึกว่าดาร์คอะไรสักเท่าไหร่ ตัวเรื่องแม้จะไม่ถึงขนาดอืดอาด แต่ก็ไม่ได้มีเนื้อหาเข้มข้นมีจุดพีคต่อตอนอะไรมากนัก เหมือนหนังแนวเส้นทางธุรกิจวัยรุ่นวัยเรียนลับๆ ซะมากกว่า

 

ตัวเรื่องมาเริ่มดาร์คเข้มข้นกันจริงๆ ก็ช่วงท้ายตอน 6 กับฉากแอ็กชั่นเลือดสาดที่จัดมาให้แบบเกินคาด ซีรีส์เหมือนเปลี่ยนโหมดเลือกฉายด้านดิบที่เสี่ยงกับความรุนแรงของธุรกิจนี้มาให้ดูกัน จากที่เรื่องช่วงแรกอาจจะดูไม่ดาร์ค ฉากนี้เป็นเหมือนประตูเปิดเข้าสู่เรื่องดาร์คจริงๆ ของเรื่อง แต่จุดนี้กลับมีปัญหาไปพร้อมกันเมื่อฉากที่ดาร์คมากๆ พึ่งผ่านไปฉากต่อมากลับกลายเป็นเรื่องตลกแบบงงๆ จากบุคลิกตัวร้ายโรคจิตของเรื่องที่เป็นมาเฟียคุมสาวขายบริการตัวจริง แต่กลับทำตัวติ๊งต๊องมีเรื่องกลัวเมียใส่มาจนเหมือนหนังตลก แม้แต่ทรงผมหน้าตาคาแรกเตอร์ก็ตั้งใจให้ดูเหมือนพวกดาราตลก ทำให้คนที่รู้สึกว่าเรื่องน่าจะดาร์คต่อเนื่องมีผิดหวังได้ แต่ยังดีที่เรื่องราวต่อจากนั้นค่อยๆ กลับเข้าสู่วังวนของความดาร์คได้ แม้อาจจะยังรู้สึกแปลกๆ กับบทตัวร้ายเรื่องนี้ก็ตาม แต่เรื่องส่วนอื่นก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มีส่งท้ายฉากตะลุมบอนเล่นใหญ่ของเรื่องที่แทรกมาด้วยความโหดดิบของ “หัวหน้าอี” แล้วก็มาต่อด้วยบทสรุปของเรื่องที่ตัวพระเอก “โอ จีซู” แบบไม่คาดคิดว่าเรื่องและตัวละครเด็กวัยรุ่นที่แม้จะทำธุรกิจผิดกฎหมาย แต่ก็ยังดูใสซื่อมาตลอดเรื่องจะดิ่งลงมาถึงด้านมืดตรงจุดนี้ได้เหมือนกัน ก็ต้องยอมรับว่าเป็นความกล้าของทีมสร้างเกาหลีเรื่องนี้ ที่ไม่จบแบบเอาใจคนดูสายเกาหลีเลยแม้แต่น้อย และมีปลายเปิดนิดๆ แบบจะทำต่อก็ยังไปได้

ส่งที่ต้องชื่นชมจริงๆ คือการรับบทของตัวละครหลักในเรื่องนี้ที่ดูมืออาชีพกันแทบทุกคน แม้เรื่องราวส่วนใหญ่จะเป็นเด็กวัยรุ่น แต่ก็มีจุดเด่นเอกลักษณ์และการแสดงที่น่าประทับใจ ดูแล้วอินไปกับเรื่องราวได้ไม่น้อย อย่าง “คิม ดงฮี” จากบทพระเอกของเรื่องที่ต้องดูเป็นคนหัวดีอ่อนโลก เก็บตัว มีสัตว์เลี้ยงเป็นปูเสฉวนที่มักจะซ่อนตัวในกระดองแทนเหมือนนิสัยพระเอก แค่มีความรู้เรื่องการทำธุรกิจตรงนี้เท่านั้นที่ทำให้เขาดูกร้านโลก แต่เอาจริงๆ คือเขาก็ยังเป็นเด็กที่ไม่ประสีประสากับเรื่องอื่นๆ เลยแม้แต่การจีบหญิง ซึ่งเรื่องวางให้เขาปิ๊ง แพกยูรี นางเอกของเรื่องแต่แรก แม้ตอนแรกบุคลิกหน้าตาซื่อๆ อาจจะดูค้านหรือเหมือนจงใจให้ซ่อนความลับแล้วแกล้งทำตัวแบบนั้น แต่เมื่อเรื่องราวเดินหน้าไปก็ทำให้เราค่อยๆ เข้าใจตัวละครนี้มากขึ้นจนรู้สึกว่าสมเหตุผลและเป็นไปได้จริงๆ รวมถึงปริศนาของเรื่องว่าเขากับหัวหน้าอีมารู้จักกันได้ยังไง ก็ถูกเฉลยในตอนหลัง (ตอน 8) ซึ่งทำให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ลึกซึ้งของสองคนนี้ได้ในที่สุด

แพกยูรี นางเอกของเรื่องที่หน้าเหมือน “ปันปัน” ดาราวัยรุ่นบ้านเรามาก ตั้งแต่ลุคหน้าตาท่าทางที่ออกแรงๆ ไม่ใช่แนวสวยหวานตั้งแต่เปิดเรื่อง (แต่ก็มีฉากแต่งสวยหวานให้ดูด้วย)

เธอเป็นตัวละครที่เหมือนตัวเร่งเข้าสู่ด้านมืดของเรื่อง ทั้งจากตัวเธอเองที่มีความโรคจิตซ่อนอยู่ในใจ อย่างฉากเปิดตัวที่เห็นกันในเทรลเลอร์ว่ายิงหัวพ่อแม่บนโต๊ะอาหาร หรือการใช้

เล็บสะกิดเนื้อจนเลือดออก “พัค จูฮยอน” สอบผ่านฉลุยกับความโรคจิตพวกนี้ และยังเป็นตัวละครที่มาแทนพระเอกในหลายๆ ฉากของเรื่องยามคับขัน แต่หนังก็ไม่ได้ถึงขนาดพลิก

ให้เธอนำทั้งหมด ตัวเรื่องยังมีการประคับประคองกัน และก็ใส่เรื่องโรแมนติกเล็กๆ ลงไปบางครั้งไม่ให้หนังดูมืดหม่นจนเกินไป และก็แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการเรื่องความสัมพันธ์

ของทั้งสองคนในแบบธุรกิจ ชีวิตวัยรุ่นวัยเรียน รวมถึงเรื่องความรักที่หนังมีคำตอบให้ตอนท้าย ในแบบที่ไม่ต้องจงใจปั้นแต่งให้โรแมนติก แต่ก็เป็นฉากที่ได้ใจคนดูไม่น้อยแน่นอน

 

“หัวหน้าอี” ตัวละครที่ต้องเรียกว่าขโมยซีนทุกครั้งที่ออกมา และเป็นตัวละครที่มีฉากที่น่าจดจำที่สุดของเรื่องแน่นอน ทั้งฉากแอ็กชั่นที่โหดดิบรุนแรงได้ใจคนดูแบบจ้วงไม่ยั้ง

และฉากหดหู่สะเทือนใจไปกับชะตากรรมของเขา ต้องเรียกว่าทั้งการแสดงและบทของเขาแม้จะเป็นบทซัพพอร์ทไม่ใช่เมนหลัก แต่ก็กลายมาเป็นตัวละครที่คนดูเทใจให้

ทุกคนแน่นอน แต่ก็อาจจะเพราะคาแรกเตอร์นี้ถูกสร้างมาจากต้นแบบของหนังดราม่าแอ็กชั่นขึ้นหิ้งฝรั่งเศสเมื่อปี 1994 Léon: The Professional ที่เป็นชายสูงวัยทำงานด้านมืด

แต่กลับมีนิสัยส่วนตัวเรียบง่ายอ่อนโยน โดยทั้งลุคหน้าตา แนวคิด บุคลิก รวมถึงบทของเรื่องที่ผูกพันกับ “ซอ มินฮี” เด็กสาวที่มาขายบริการ ที่เขาพยายามไม่ให้เธอมาทำตรงนี้

ด้วยความรู้สึกห่วงใย ก็เหมือนกับที่ลีอองผูกพันกับมาธิลด้าในเรื่องนั้นเช่นกัน

 

ซึ่งถ้าใครเคยดูลีอองมาก่อนคงรู้สึกได้ตั้งแต่แรกๆ และมายืนยันในตอนหลังที่เรื่องมีการพูดถึงสองคนนี้ว่าเป็นลีอองกับมาธิลด้าหรือไง ซึ่ง “จอง ดาบิน”

ที่เล่นเป็นเด็กสาวขายตัวคนนี้ก็รับบทส่งอารมณ์กับรุ่นใหญ่อย่างได้ดีพอจนทำให้เรารู้สึกเศร้าสะเทือนใจไปกับชะตากรรมของทั้งคู่ได้จริงๆ แต่เรื่องก็

ไม่ได้มีแต่ความหดหู่ เพราะเรื่องราวของสองคนนี้ก็มีส่วนที่สดใสแซมอยู่ด้วยเล็กๆ แบบเดียวกับที่หนังลีอองเป็นอยู่เลย แนะนำเลยว่าถ้าใครชอบบท

ของสองคนนี้ และอยากหาหนังที่มีอารมณ์เรื่องราวแบบนี้ให้ดูลีอองได้เลยครับ

 

ส่วนตัวละครอย่างกีแท (รับบทโดย Nam Yoon Soo) แม้จะลงไว้ว่าเป็นคาแรกเตอร์หลัก แต่ตัวบทกลับไม่ค่อยมีมิติตัวละครลึกอะไรนัก วนๆ อยู่กับการเป็นหัวโจกของชั้น ม.5 ของโรงเรียน ที่ดูเกินๆ ไปเหมือนกันว่าทำไมหลายๆ คนถึงยอมมาเป็นลูกน้องหรือลูกไล่ให้จนมากเกินปกติ และก็ไม่มีการลงลึกถึงปูมหลังใดๆ ให้ดู ทำให้แม้นักแสดงที่รับบทจะเข้ากันได้สมกับบทบาท แต่ตัวเรื่องกลับอ่อนด้อยมากที่สุดจนจบ ไปอย่างน่าเสียดาย ผิดกับแฟนสาวของเขามินฮีที่มีบทเด่นกว่ามากอย่างน่าจดจำ

นัก รวมถึงตำรวจคดีเยาวชน (รับบทโดย Kim Yeo Jin) แม้เรื่องจะเปิดตัวเธอเหมือนเชิงสืบสวนดูน่าติดตามว่าจะจับผิดสาวถึงธุรกิจของพระเอกได้เมื่อไหร่ แต่กลายเป็นว่าบทมันเบาบางและออกมาน้อยเกินไป แถมยังทำให้เธอกลายเป็นคนไม่ทันเกมไปจนจบเรื่อง ซึ่งเป็นส่วนที่ใส่มาแบบน่าผิดหวังเอามากๆ ทั้งๆ ที่น่าจะรุกรับชิงไหวพริบได้มากกว่านี้

สำหรับใครที่หวังเพลงประกอบเข้ากับเรื่องตามแบบซีรีส์เกาหลีปกติก็คงต้องผิดหวัง เมื่อเรื่องมีแค่เพลงไตเติลมันส์ๆ เท่านั้นกับเพลงตอนจบนิดนึง

นี่เป็นซีรีส์เกาหลีแบบ Original Netflix แท้ๆ ที่หลุดจากแนวเรื่องและอารมณ์เดิมๆ ของสายเกาหลีไปแทบทั้งหมด มีเรื่องรักแซมมาเพียงน้อยนิดแต่ก็กำลังดีพอเหมาะกับเรื่องแล้ว ในช่วงครึ่งแรกของเรื่องจะดูเรื่อยๆ ไม่ดาร์คสักเท่าไหร่ แต่พอจากนั้นไปเรื่องถูกปรับโหมดเข้าสู่โหมดดาร์คของจริง แม้อาจจะมีหลุดเรื่องคาแรกเตอร์ตลกๆ ของตัวร้ายมาแทรกทำให้ดูขัดๆ ไม่สมจริง แต่ยังดีที่เรื่องส่วนอื่นดูจริงจังและจบแบบไม่เอาใจคนดูสายเกาหลีฟินๆ แต่เลือกจบแบบเรียลดาร์คตามที่ตัวเรื่องจริงๆ ควรจะเป็นได้อย่างดีมากครับ

 

ดูหนังออนไลน์ไทย  

รีวิวซีรีสซีรีส์เกาหลี A World Of Married Couple โลกการแต่งงานและคู่รัก

ซีรีส์ดราม่าเกาหลี A World of Married Couple “โคตรสนุก” ซีรีส์ดราม่าเกาหลี

รีวิวซีรีสซีรีส์เกาหลี  A World of Married Couple  รีวิวพร้อมเปรียบเทียบเนื้อหาบางส่วนจากต้นฉบับ Doctor Foster และกับละครไทย พร้อมเหตุผลที่ซีรีส์เรื่องนี้มีความแตกต่างจากละครไทยในแนวผัวเมียตีกัน จนตอนนี้กลายเป็นสถิติแชมป์เรตติ้งสูงสุดตลอดกาลของเคเบิลทีวีไปแล้ว

ซีรีส์ที่เรตติ้งแรงสุด และสูงที่สุดในตอนนี้ เมื่อเกาหลีซื้อ Doctor Foster ซีรีส์จากช่อง BBC One ของอังกฤษมารีเมค แปลงบริบททางสังคมต่างๆ ให้เข้ากับเกาหลี มีความเป็นเอเชียมากขึ้น ซึ่งตัวเรื่องเล่าสั้นๆ ก็คือ ชีวิตครอบครัวสมบูรณ์แบบของหมอหญิง “จีซอนอู” (รับบทโดย Kim Hee-Ae) กับผู้กำกับหนุ่ม “อีแทโอ” (รับบทโดย Park Hae-Joon) ต้องพังทลายลงเมื่อเธอได้รับรู้ว่าสามีแสนดีของเธอมีผู้หญิงคนอื่น “ดาคยอง” (รับบทโดย Han So-Hee) หญิงสาวสวยลูกคนเดียวของเจ้าของกิจการใหญ่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เธอก็เลยต้องพยายามตัดเขาออกจากชีวิตและต้องรักษาลูกไว้ให้ได้ แต่เรื่องมันไม่ง่ายเมื่อสามีของเธอก็ร้ายกาจกว่าที่คิด และพร้อมเปิดศึกแย่งลูกชายคนเดียว “อีจุนยอง” (รับบทโดย Jeon Jin-Seo) ซึ่งก็มีปมในใจเรื่องพ่อแม่มีปัญหา จนกลายปมทางจิตที่รอวันระบิดอยู่เช่นกัน

 

พูดกันตรงๆ พล็อตของเรื่องนี้ไม่ได้ต่างอะไรจากละครไทยเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่เรื่องนี้ทำได้ดีกว่าคือการใส่เหตุของการกระทำและผลลัพธ์ของการกระทำที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่า ตรงนี้อาจจะต้องทำความเข้าใจลอจิควิธีคิดของขนบธรรมเนียมละครไทยมาก่อนด้วยว่า ละครไทยเน้นโอเว่อร์ทั้งแอ็กติ้งและบทหลายอย่างที่ดูเกินจริง อย่าง แรงเงาที่ฝาแฝดสวมรอยแก้แค้นแทนกัน หรือการทรมานทรกรรมนางเอก ก่อนจบด้วยยังไงก็รักกัน ซึ่งก็ไม่ผิดเพราะเป็นสูตรสำเร็จของไทยที่คนดูส่วนใหญ่ทางทีวีก็ชื่นชอบแบบนี้อยู่แล้ว (วัดจากเรตติ้งก็จะเห็นชัด) แต่สำหรับกลุ่มดู Gen ใหม่ๆ ก็อาจจะยี้เมื่อต้องมาดูละครไทยอะไรแบบนี้ แต่แท้ที่จริงแล้วเรื่องแบบครอบครัวผัวเมียเป็นอะไรที่ใกล้ตัวคนดูแทบทุกเพศทุกวัยได้ทั้งนั้น เพราะมันเป็นเรื่องจริงที่มีอยู่แล้ว แค่ละครหรือซีรีส์นำมาแต่งใหม่ให้แซ่บขึ้นไปอีก ซึ่งในกรณีของ A World of Married Couple นี้ก็คือเกาหลีหยิบยกเรื่องแนวเดียวกับที่ละครไทยชอบทำ แต่มาเป็นในแบบที่ลอจิควิธีคิดละเอียดขึ้น แล้วก็ใส่ความร้ายลึกลงไปในทุกมิติของตัวละครทุกตัว (ย้ำว่าทุกตัว) พร้อมทั้งขยายโลกของชีวิตแต่งงานในด้านที่ไม่สวยหรูออกมาให้คนดูได้เห็นกันแบบเป็นเหตุผลมากกว่าที่ละครไทยติดโอเว่อร์นิยมทำกัน

 

วิธีคิดและการกระทำที่ไม่ปกติของสองตัวเอก
จุดเด่นของเรื่องนี้ที่สุดก็คงเป็นวิธีคิดและการกระทำของตัวเอกทั้ง 2 คน จีซอนอูกับอีแทโอ ที่ต้องเรียกว่า “หญิงก็ร้าย ชายก็เลว” แม้คนดูอาจจะเอาใจช่วยจีซอนอูในฐานะนางเอกที่ถูกกระทำก่อน แต่การโต้กลับและแผนการหลายๆ อย่างของเธอก็เกินคนปกติทำเหมือนกัน ขนาดที่เชื่อว่าผู้ชายที่มีครอบครัวดูเองก็อาจจะเสียวๆ ว่าถ้านอกใจแฟนก็อาจจะเจอแบบนี้ได้ ซึ่งในกรณีของเธอตัวเรื่องมีปูเหตุผลไว้ลึกๆ เกี่ยวกับปมทางจิตใจที่เธอเองก็เคยประสบเหตุการณ์บางอย่างเกี่ยวกับปัญหาครอบครัวของพ่อแม่มาเหมือนกัน นั่นทำให้เธอกลายเป็นเหมือนคนสติหลุดอยู่บ่อยๆ ที่แม้แต่ลูกก็ยังกลัวที่แม่กลายมาเป็นแบบนี้ไปได้ รวมถึงการถูกหักหลังจากคนรอบข้างก็มีส่วนทำให้ตัวละครนี้ลึกๆ กลายเป็นคนจิตใจไม่ปกติไปในที่สุด

ในเมื่อนางเอกกลายเป็นกึ่งๆ ตัวร้ายไปในตัว อีแทโอผู้เป็นสามีก็เลยร้ายไม่แพ้กัน จากความเลวเรื่องนอกใจภรรยาแสนดี ก่อนจะกลายมาเป็นความอาฆาตพยาบาทเมื่อชีวิตที่เขาต้องพึ่งภรรยามาตลอดต้องพังทลายลง เว้ากันซื่อๆ คือเขาเป็นพวก “เกาะผู้หญิงกิน” และก็ย้ายไปเกาะคนใหม่ที่ทั้งสาว สวย รวย ครอบครัวมีอิทธิอย่างสูงกับเมืองเล็กๆ แห่งนี้ แต่แค่นั้นไม่พอบทสร้างให้แทโอเลวร้ายลึกแบบจอมวางแผน แม้เขาอาจจะไปได้ดีกับคนใหม่ แต่กับคนเก่าที่เคยทำอะไรเขาไว้ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องช่วยเมียเก่าเขาไว้ก็ต้องเจอการล้างแค้นทั้งหมดเช่นกัน ทำให้ปัญหาของครอบครัวนี้ใหญ่โตลุกลามขึ้นเรื่อยในเมืองเล็กๆ ที่ใครๆ ก็รู้จักเจอหน้ากันทุกวัน ซึ่งจุดนี้แหละที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ดุเด็ดเผ็ดมันส์ด้วยการแก้แค้นไปมาไม่จบสิ้นของสองตัวละคร ที่กลายเป็นทิ้งบอมบ์ความปั่นป่วนให้กับทั้งเมืองได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็ยังอยู้ในกรอบของความเป็นไปได้ มีเหตุผลรองรับเป็นปมลึกๆ ทางจิตใจตัวละครที่มีปัญหาหย่าร้างกัน

 

ลงลึกถึงรายละเอียดปมปัญหาในจิตใจของโลกการแต่งงานและคู่รัก
ปมทางจิตของเรื่องนี้เองที่เป็นส่วนเสริมที่เรียกว่าดีงามกว่าละครไทยตรงที่ ตัวเรื่องเผยให้เห็นมุมจากด้านมืดที่ส่งผลทำให้ตัดสินใจแก้ปัญหาผิดซ้ำๆ ของตัวละครทุกตัว อย่างนางเอกถ้าไม่หลุดร้ายกลับไปแรงเกินกว่าแค่หย่าร้างในตอนแรก เรื่องก็คงไม่เลยเถิดมาขนาดนี้ แต่ด้วยความรู้สึกในแบบมนุษย์ผู้หญิงที่ดีเพียบพร้อมทุกอย่าง แต่กลับถูกนอกใจมันก็เจ็บแค้นยากเกินกว่าจะทนได้ ทำให้เราเข้าใจได้ว่าถ้าเกิดกับตัวเองก็คงยากที่จะคุมไว้เหมือนกัน หรืออย่างมุมของอีแทโอที่มองแบบเป็นความรัก อยากครอบครองไว้ทั้งสองคน กับประโยคเด็ด “การรักใครสักคนไม่ใช่เรื่องผิด” ซึ่งการสร้างโลกสองใบโดยให้ตัวเองมีความสุขคนละแบบ ผู้หญิงอาจจะรู้สึกว่าทนไม่ได้ แต่ในมุมของคนนอกใจกลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดจริงๆ ในความรู้สึกของเขา แต่แค่มันผิดต่อสังคมที่กรอบคู่รักไว้ด้วยการแต่งงาน ซึ่งซีรีส์ไม่ได้มีมุมแค่ของสองตัวละครหลักนี้ แต่ยังใส่ตัวละครเสริมในเรื่องที่เป็นคนรอบข้างในสังคมที่เกี่ยวข้องกับทั้งคู่ไว้ด้วย ในประเด็นปัญหาคู่รักครอบครัว แต่มีส่วนปลีกย่อยแตกต่างกัน รวมถึงผลลัพธ์คนละแบบแตกต่างจากคู่หลักของเรื่อง ในกรณีของคู่อื่นก็เป็นแบบเมียรู้แต่ยอมให้ผัวมีบ้านน้อย ก็เพื่อรักษาสถานะครอบครัวไว้ หรือไม่ก็ทำเป็นไม่สนใจคิดซะว่าผู้ชายก็แค่ขับถ่ายของเสียอออกมาตามสัญชาตญาณสืบพันธ์เท่านั้น หรือแม้แต่คู่ของวัยรุ่นที่ฝ่ายหญิงถูกทุบตีทารุณ แต่ก็ยังรักและไม่เอาผิดฝ่ายชายเพราะเชื่อว่าจะเปลี่ยนสันดานได้

ซึ่งตัวเรื่องนี้ทำออกมาได้ค่อนข้างครบมากกับปัญหาชีวิตคู่ในด้านที่ไม่สวยงามเลยสักคน และก็สะท้อนปมที่มาปัญหากับแสดงผลลัพธ์เมื่อเวลาผ่านไป ที่แรกๆ อาจจะดูเหมือนแค่พยายามประคับประคองให้ดีก็ผ่านไปได้ แต่อะไรที่มันผิดพลาดไม่ใช่สักวันมันก็หวนกลับมาทำร้ายชีวิตคู่ได้ทั้งนั้น และไม่ใช่แค่ให้เห็นเรื่องราวแค่ฝั่งผู้หญิง แต่ฝั่งผู้ชายก็ได้เห็นเช่นเดียวกันทุกอย่าง เป็นซีรีส์ที่เปิดโลกให้เห็นปมปัญหาและผลลัพธ์ของการสร้างโลกสองใบขึ้นมาค่อนข้างครบทุกฝ่าย แม้จะเกิดจากผู้ชายก่อน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงอย่าง “ดาคยอง” ที่ทั้งสาวสวยแต่กลับเห็นผิดเป็นชอบแบบนี้มีจริงๆ ใครมีครอบครัวดูแล้วคงได้ฉุกคิดกันทั้งชายและหญิงแน่นอนครับ (ถ้าไม่เข้าข้างตามใจตัวเองที่ดูนะ)

เมียน้อยผู้อ่อนโลกและซื่อตรงกับความรู้สึก

“ดาคยอง” เป็นตัวละครในบทมือที่สามที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากนางร้ายละครไทยมาก แม้ว่าเธอจะมีความร้ายลึกๆ จากการเห็นผิดเป็นชอบในเรื่องนี้ แต่ถ้ามองกันจริงๆ การกระทำต่างๆ ของตัวเธอเองกลับไม่ได้ร้ายเทียบเท่ากับตัวนางเอกจีซอนอูเลย เธอเป็นคนที่แสดงออกตรงๆ มีความรักในตัวแทโออย่างมาก การต่อสู้ของเธอเพื่อให้ได้มาซึ่งความรักกับจีซอนอูก็ค่อนข้างตรงไปตรงมา อีกทั้งยังหวั่นไหวอยู่ตลอดเวลาว่าเขาอาจจะหลอกใช้เธอ แต่ก็ยังเชื่อว่าเขารักเธอมากเช่นกัน ซึ่งด้วยวัย 20 นิดๆ กับฐานะทางบ้านที่มีอิทธิพลและพร้อมช่วยลูกตลอดเวลา ทำให้ตัวละครนี้ดูมีปมจากการโดนสปอยล์เอาใจมาแต่เด็ก จนไปสู่การเห็นผิดเป็นชอบในที่สุด ซึ่งเรื่องก็นำเสนอให้เห็นผลลัพธ์ที่ค่อนข้างเรียลสมจริง ที่แม้จะเหมือนทำชั่วได้ดี แต่ก็ไม่ได้มีความสุขอย่างที่คาดหวังไว้ และบทสรุปสุดท้ายของชีวิตครอบครัวที่แย่งคนอื่นมาก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เธอตั้งใจไว้เลย

ดาคยอง
ปัญหาหลังหย่าแล้วตัดเยื่อใยไม่ขาด
ช่วงครึ่งหลังของซีรีส์นำเสนอปัญหาของการตัดไม่ขาด แม้จะหย่าร้างไปแล้ว แต่อะไรๆ หลายอย่างก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในจิตใจของทั้งสองฝ่าย ซึ่งในคู่ตัวเอกอาจจะมาในรูปของการแก้แค้นกัน แต่ในคู่รองจะมาในรูปแบบของการพยายามกลับมาเริ่มต้นใหม่ ขอโอกาสใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่มักเกิดขึ้นของคนที่เมื่อเสียไปจริงๆ ถึงเริ่มคิดได้ แต่แก้วที่ร้าวแล้วก็ไม่สามารถกลับมาต่อติดเหมือนเดิมได้ ตัวเรื่องใส่รายละเอียดชีวิตหลังการหย่าร้างไว้ แล้วกลับยังตัดไม่ขาดได้อย่างละเมียดละไม ซึ่งเมื่อรับชมไปเชื่อว่ามุมมองคนดูเองก็คงรู้สึกกลับมาเห็นใจตัวละครที่กระทำความผิดแล้วสำนึกได้เมื่อสายไปแล้วไม่น้อยเช่นกัน

ถ่านไฟเก่าคุ (สปอยล์บางส่วน EP13-14)

ช่วงก่อนโค้งสุดท้ายของซีรีส์จะพาคนดูไปหาเรื่องราวของถ่านไฟเก่าที่กลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง ทั้งในแง่ของการทำดีหมดใจเพื่อขอโอกาสอีกครั้งของคู่รอง เยริม กับ เจฮยอก สามีที่นอกใจและได้รับบทเรียนจากการตัดสินใจหย่าขาด จนกลายเป็นคนละคนหลังจากนั้นเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่มีที่ไปอีกแล้วเมื่อแก่ตัวขึ้น เรื่องใช้คู่นี้มาเปรียบเทียบกับคู่เอกของเรื่องจีซอนอูกับแทโอที่กลับด้านไปในทางร้าย เมื่อถ่านไฟเก่าคุจนกลายเป็นย้อนศรกลับไปทำร้ายลูกอย่างไม่ตั้งใจ และก็ลามไปถึงชีวิตคู่ใหม่ของแทโอกับดาคยอง ที่ดูเหมือนวงจรการมีชู้นอกใจหวนกลับคืนสนองเธออีกครั้ง แม้จะแย่งแทโอมาได้แล้วในตอนแรก

การให้อภัยก็กลายเป็นบาดแผลทำร้ายจิตใจได้เช่นกัน (สปอยล์บางส่วน EP15-16 ตอนจบ)
เนื้อเรื่องช่วงโค้งสุดท้ายหนักหน่วงมากจากการที่แต่ละคู่คนที่ทำผิดไปก็พยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้รับการให้อภัยและกลับมา เชื่อว่าตัวคนดูเองก็คงรู้สึกเห็นใจตัวละครที่ทำผิดในเรื่องนี้ไม่น้อย แต่อีกด้านก็รู้สึกว่าพวกเขาสมควรได้รับสิ่งนี้แล้ว ตัวเรื่องจึงเลือกเดินไปทั้ง 2 แบบคือ ปลดล็อคให้เห็นเส้นทางของการให้อภัยดูก่อน จากนั้นก็นำเสนอชีวิตหลังจากนั้นที่ตอนแรกดูเหมือนจะสงบสุข และชีวิตคู่ที่ผิดพลาดไปได้รับการแก้ไข แต่เรื่องก็ไม่ได้ให้เห็นแต่ด้านที่สวยหวาน ในเมื่อความเป็นจริงของชีวิตคือ “บาดแผลในใจที่ยังคงอยู่เสมอ” และก็กลายเป็นความรู้สึก ทั้งรัก ทั้งเกลียด ทั้งแค้นตัวเองที่ไม่อาจจะกลับมามีชีวิตคอบครัวที่สวยงามได้เหมือนเดิมได้จริง และบาดแผลจากการให้อภัยนี้เองก็กลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายคนอื่นรอบตัวอย่างมากอีกด้วย และก็เป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งของชีวิตคู่รอบสองหลังให้อภัยที่เรียลตามแบบที่เป็นจริงได้ดีมาก

สปอยล์

ตัวละครทุกตัวเทาๆ มีแผนซ่อนในใจ

แม้ว่าเรื่องราวจะมีเหตุผลรองรับการกระทำที่ดูแล้วสมเหตุผลมากพอให้เชื่อ แต่ว่าตัวซีรีส์ก็เหมือนจงใจเขียนบทให้เกินจริงไปเหมือนกัน จากการที่ทุกคนในเรื่องมีปมเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายกับตัวนางเอกไปซะทุกคน จนบางทีดูเหมือนนางเอกโดนรุมกินโต๊ะจากคนทั้งเมือง แต่มาอีกสักพักตัวละครเดิมกลับเปลี่ยนใหม่มาดีด้วย ซึ่งถ้ามองว่าเป็นการเขียนบทแบบเทาๆ ให้กับทุกตัวละครก็ฟังขึ้นได้ แต่ก็ยังรู้สึกว่าคนอะไรมันจะพลิกไปพลิกมากันได้ขนาดนี้ครับ แต่ก็เป็นจุดเด่นของเรื่องไปด้วยที่ทำให้แม้พล็อตจะง่ายๆ แต่กลับคาดเดาเหตุการณ์ในเรื่องได้ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะแต่ละคนเหมือนมีแผนในใจกันทั้งหมด แถมยังส่งผลกระทบต่อตัวนางเอกของเรื่องทุกคนด้วย ไม่ใช่แค่เป็นบทเสริมเรื่องรองอะไรแบบนั้น และจุดนี้เองก็เป็นจุดที่แตกต่างจากต้นฉบับ Doctor Foster ด้วยที่เน้นแค่คู่ตัวเอกหลัก แต่เรื่องนี้เน้นผลกระทบจากตัวละครอื่นๆ มาสู่เส้นเรื่องหลักอีกด้วย (จุดที่เริ่มแตกต่างกันมากหลังตอน 8 เป็นต้นไป)

ผู้หญิงโสดกับความเหลื่อมล้ำทางเพศ
ไม่ใช่แค่เรื่องราวของคนมีคู่แต่งงานแล้วเท่านั้น ในเรื่องยังมีประเด็นของการเป็นโสดมาเกี่ยวข้องกับหลายๆ อย่างด้วย ซึ่งถ้าผู้ชายโสดสังคมกลับยอมรับได้เป็นปกติ มีโอกาสก้าวหน้าทางการงานได้ แต่กลับกันพอเป็นเพศหญิงทั้งโสด กลายเป็นถูกประเมิณจากสังคมการทำงานว่าไม่มีความพร้อม ขาดประสบการณ์ครอบครัว ถูกปิดโอกาสก้าวหน้าทางการทำงานไปโดยปริยาย ตรงนี้อาจจะเป็นที่สังคมเกาหลีมีความเชื่อว่าผู้หญิงต้องมีครอบครัวถึงจะสมบูรณ์แบบ ถูกนับหน้าถือตาได้มากกว่าการเป็นโสด แม้จะทำงานเก่งแค่ไหนก็ไม่อาจจะถูกยอมรับได้เท่ากับผู้หญิงที่แต่งงานมีลูกมีสามีจะได้รับการยอมรับมากกว่า

ปมเด็กบ้านแตก
ไม่ใช่เรื่องราวชีวิตคู่สามีภรรยา แต่เรื่องนี้ไล่ลึกลงไปถึงปัญหาเด็กบ้านแตกจากการปัญหาพ่อแม่ ทั้งในส่วนของจีซออูที่มีอดีตพ่อแม่แบบเดียวกัน แม้จะโตมาได้ด้วยตัวเอง แต่ก็มีบาดแผลฝังอยู่ในใจไม่เคยเปลี่ยน ส่วนตัวลูกชายของเธอเองก็ค่อยๆ มีปมทางจิตใจเปลี่ยนเป็นคนก้าวร้าวขึ้นเรื่อยๆ ไม่ยอมรับทั้งพ่อและแม่ เพราะเมื่อมีปัญหาบ้านแตกแยกทางเมื่อไหร่ ลูกก็กลายเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายมักยื้อแย่งไว้กับตัว เหมือนเป็นเครื่องแสดงออกว่าใครได้ลูกไปคนนั้นคือคนชนะ โดยที่ตัวเด็กเองไม่ได้อยากอยู่ในเกมนั้นด้วยเลย ซึ่งตัว Jeon Jin-Seo ที่แสดงเป็นจุนยอง รับบทเด็กมีปมบ้านแตกออกแนวโรคจิตเก็บกดและน่าสงสารได้อย่างยอดเยี่ยมมาก แม้บทอาจจะดูว่ากระทำทำร้ายแม่บ่อยๆ จนดูร้ายกาจเกินจริงไปเหมือนกัน

ความแรงที่แตกต่างของละครไทยและต้นฉบับ Doctor Foster (มีสปอยล์บางส่วนพร้อมตอนจบ)
สำหรับคนที่ดูละครไทยแนวนี้มาบ่อยๆ มาดูเรื่องนี้ช่วงแรกตอน 1-4 อาจจะไม่ค่อยรู้สึกว่าแตกต่างสักเท่าไหร่ เพราะตัวเรื่องว่ากันจริงๆ ช่วงแรกก็ไม่หนีละครไทยแรงๆ ไปซะเท่าไหร่ แถมอาจจะดูเบากว่าด้วยเพราะไม่มีฉากตบตีจิกหัวทำร้ายกัน หรือแม้แต่การด่าด้วยคำหยาบออกมาก็ไม่มี ซึ่งเกาหลีก็เป็นแนวที่อาจจะดูซอฟท์กว่ามาก รวมถึงซอฟต์กว่าต้นฉบับในฉาก SEX Scene ด้วย (กดดูฉากเซ็กส์ซีนของต้นฉบับที่นี่) แต่พอพ้นจาก 4 ตอนแรกไปแล้วเรื่องถือว่าพีคมาก เข้มข้นในแบบเดายากแล้ว และพอถึงตอน 10 เรื่องราวจะหักเหไปแตกต่างจากต้นฉบับอย่างสิ้นเชิง มีเรื่องของการคดีฆาตกรรมมาเกี่ยวข้องด้วย แต่หลังจากนั้นเรื่องราวถูกปรับกลับมาเป็นแนวทางปมปัญหาลูกกับถ่านไฟเก่าคุอีกครั้งเหมือนต้นฉบับ แต่ว่าก็มีส่วนแตกต่างอยู่

ต้นฉบับจบด้วยบทสรุปที่ทั้งคู่ได้รับผลจากการกระทำของตัวเอง จากการที่ทั้งคู่ยอมรับว่าก็ยังมีเยื่อใยต่อกัน หลังแม่เข้าไปห้ามพ่อไม่ให้ฆ่าตัวตายและสารภาพว่าตัดเยื่อใยไม่ขาด จนทำให้ลูกชายทนไม่ไหวทิ้งทั้งพ่อแม่หนีหายไปเพราะทนรับไม่ได้

ในส่วนของเกาหลีคล้ายกันคือแทโอพยายามฆ่าตัวตายให้รถชน แต่ไม่สำเร็จ ซอนอูเข้าไปช่วยไว้และก็เหมือนยอมรับไปในตัวว่ายังตัดเยื่อใยไม่ขาด (มีฉากแทโอกอดขาร้องไห้กับซอนอู) จนลูกชายช็อคกับการที่แม่ให้อภัยพ่ออีกครั้ง แล้วก็หนีหายไปเหมือนกัน แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปก็กลับมา… ส่วนตัวละครอื่นๆ ในเรื่องต่างก็มีเส้นทางใหม่ของตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่ยึดติดกับสิ่งเดิมมาตลอด

ดูหนังออนไลน์ไทย