รีวิวอนิเมะ ดาบพิฆาตอสูร Kimetsu No Yaiba (Demon Slayer) 2019

รีวิวอนิเมะ ดาบพิฆาตอสูร Kimetsu No Yaiba (Demon Slayer) 2019

Kimetsu no Yaiba ( ชื่อภาษาอังกฤษ Demon Slayer ) หรือในชื่อตามฉบับลิขสิทธิแปลไทยคือ “ดาบพิฆาตอสูร” ซึ่งปัจจุบันออกกับ สนพ.สยามอินเตอร์แล้ว 17 เล่ม และยังไม่จบ สำหรับในฉบับอนิเมะก็กำลังติดเทรนด์และเป็นกระแสอยู่ที่ญี่ปุ่นและผู้ชมในต่างประเทศทั่วโลกด้วย

ดาบพิฆาตอสูร Kimetsu no Yaiba เป็นสุดยอดอนิเมะมาแรงแห่งปี 2019 ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ายอดเยี่ยมเกินคาด แล้วยังส่งผลไปถึงการผลักดันยอดขายของมังงะฉบับรวมเล่ม จนกระทั่งสามารถทำยอดขายรวมเล่มแซงชนะวีนพีซได้ เป็นเรื่องแรกที่ทำได้สำเร็จในรอบ 11 ปี จากการประกาศของ Oricon แล้วยังกวาดรางวัลต่างๆมากมายด้วย

แนะนำตัวละคร ทันจิโร่ กลุ่มนักล่าอสูร และ เสาหลัก
คลิกอ่าน Kimetsu no Yaiba – ตัวละคร เหล่าอสูรจันทร์ข้างขึ้น
Kimetsu No Yaiba ปราณ รวมทุกรูปแบบ มีอะไรบ้าง
สำหรับอนิเมะ ได้รับความสนใจและเป็นกระแสในต่างประเทศมาตลอดตั้งแต่เริ่มฉาย แต่จุดสำคัญที่ทำให้เรื่องนี้พุ่งทะยานจนเป็นกระแสรุนแรง เกิดขึ้นหลังจากอนิเมะได้ฉายตอนที่ 19 บนเว็บสตรีมมิ่งไปแล้ว ปรากฏว่าได้รับเสียงตอบรับและเรตติ้งถล่มทลายอย่างมาก เรียกได้ว่ามีรายงานเกี่ยวกับประเด็นนี้ หลังจาก ผู้ชม ในญี่ปุ่น ได้โหวตลงเว็บไซต์ Nico Nico ซึ่งเป็นเว็บไซต์สตรีมมิ่งยอดนิยมของญี่ปุ่น โดยให้เรตติ้งสูงถึง 97.5%

ไม่เพียงแค่กระแสตอบรับในด้านเรตติ้งการเข้าชมเท่านั้น แต่ในส่วนของยอดขายแผ่น DVD ยังสูงมากกว่า หนึ่งหมื่นชุด ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์เลยทีเดียว ที่อนิเมะ ซึ่ง ดัดแปลง จาก โชวเน็น มังงะ จะทำยอดขายแผ่นได้มากขนาดนั้น ซึ่งไม่ได้มีมานานแล้ว

ดาบพิฆาตอสูร

ดาบพิฆาตอสูร Kimetsu no Yaiba ทำไมอนิเมะถึงมาแรงนัก???
ต้นฉบับมังงะก็เรียกว่าแรงอยู่แล้ว ซึ่งในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มังงะเรื่องนี้มักได้รับการโหวตจากผู้อ่านในนิตยสารโชเน็นจัมป์ ให้ติดอันดับประจำสัปดาห์อยู่ในอันดับ 1-3 อยู่เสมอ มีหลายครั้งที่ครองแชมป์เหนือกว่ามังงะเรื่องดังอย่างวันพีซด้วยซ้ำ ซึ่งก็ถือว่าเป็นความสุดยอดสำหรับมังงะที่เพิ่งเขียนมาได้แค่ไม่กี่ปี และผู้เขียนคือ อ.โคโยฮารุ โกโตเกะ ก็เป็นผู้หญิงด้วย แต่กลับสร้างสรรค์มังงะโชเน็นแอ็คชั่นที่ยอดเยี่ยมเรื่องนี้ขึ้นมาได้

ถ้าว่ากันตามตรง เสน่ห์หลักของเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่เนื้อเรื่อง เพราะต้องยอมรับว่าพล็อตเรื่องค่อนข้างพื้น ๆ เป็นแนวนักดาบล่าอสูร แต่ที่โดดเด่นจริง ๆ ก็คือ “คาแรคเตอร์ตัวละคร” ที่มีพัฒนาการน่าติดตาม ตัวละครมีวุฒิภาวะ (เรียกง่าย ๆ ว่าไม่เกรียนหรือขี้เก๊กจนน่าหมั่นไส้นั่นแหละ)

Kimetsu no Yaiba (Demon Slayer) รีวิว ดาบพิฆาตอสูร อนิเมะยอดเยี่ยมแห่งปี 2019 1

สำหรับตัวเอก คือ คามาโดะ ทันจิโร่ และ คามาโดะ เนสึโกะ ซึ่งเป็น ตัวเอก หลัก ชายหญิงของเรื่อง (ถือว่าเป็นพระเอกและนางเอก ในฐานะตัวละครนำ เพียงแต่เป็นพี่น้องกัน) เป็นสองตัวละครที่ถูกเขียนขึ้นให้เราเห็นพัฒนาการตั้งแต่ยังเป็นแค่ เด็กหนุ่มสาวธรรมดา แต่กลับต้อง เจอเหตุการณ์ ร้ายแรงที่ส่งผลต่อชีวิตตั้งแต่ตอนแรกทันที เรียกว่าผู้เขียนโยนระเบิดดราม่าที่โหดร้ายเข้ามาให้ตัวละครหลัก และทำให้คนอ่านต้องตามลุ้น ตามเอาใจช่วยพี่น้องคู่นี้กันตั้งแต่ตอนแรก จนล่าสุดมังงะถึงตอนที่ 170 ก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่ แต่ผู้เขียนก็ยังสามารถเพิ่มตัวละครรอง ๆ ที่เข้ามาสร้างสีสันและให้คนอ่านตามลุ้นเพิ่มเติม

เนื่องจากจุดที่ผู้เขียนใส่เข้ามาตั้งแต่ช่วงแรก ๆ อย่างไม่ปราณีเลยก็คือสัญญาณที่บอกว่า “ตัวละครเรื่องนี้ทุกคน ตายจริง เจ็บจริง พิการจริง” ต่อให้เป็นตัวละครสำคัญและคนอ่านชอบขนาดไหน ถ้าถึงเวลาตาย ก็ต้องตาย ไม่มียืด นี่ก็เป็นอีกจุดที่ทำให้คนอ่านต้องตามลุ้นกลุ่มตัวละครที่ชอบว่า จะอยู่หรือจะไป

จุดเด่นอีกเรื่องก็คือ การที่ผู้เขียนสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่น่าสนใจให้กับกลุ่มตัวละครในเรื่อง โดยเฉพาะ “สายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว” ซึ่งเรื่องนี้เล่นประเด็นนี้มาตลอดเรื่องจนถึงตอนล่าสุด แล้วเรื่องราวตรงนี้ยังใส่เข้ามาในส่วนของตัวร้ายอย่างพวก “อสูร” ทำให้เราได้เห็นมุมมองที่ทั้งรันทด หดหู่ แต่ในขณะเดียวกันผู้เขียนก็เลือกที่จะนำเสนอให้เราเห็นอีกมุมมองผ่านตัวเอกอย่างทันจิโร่ว่า อสูรเมื่อตายแล้ว ก็ไม่ใช่อสูรอีก แล้วตัวเอกก็ไม่ได้เลือกที่จะให้อภัยพวกอสูร ไม่ลังเลที่จะสังหารอสูร แต่เขาก็ไม่คิดจะเอาแต่เคียดแค้นพวกอสูรเหมือนกัน แล้วเอาเข้าจริง อสูรในเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะตัวเองด้วย (ขอไม่สปอยล์)

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ดูเหมือนว่ามังงะเรื่องนี้ “ดาร์ก” แต่ที่จริงแล้วก็ไม่ได้มีแต่ช่วงเวลาดราม่าหรือซีเรียสในเรื่องตลอดเวลาครับ เพราะเราจะพบกับซีนตลก ๆ เบา ๆ อารมณ์ขันที่ร้ายกาจของคนเขียนก็แทรกมาตลอดเรื่อง ทำให้เรื่องราวไม่หนักเกินไป หลายฉากที่จะสนุกมากเวลาตัวละครหลายคนรวมอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่ม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้มังงะเรื่องนี้ไม่ได้วอนนาบีดาร์กหรือพยายามจะดราม่าเกินเหตุเหมือนหลายเรื่อง (แม้จะมีอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าสมูทดีแล้ว)

อีกจุดที่ทำได้ดีสำหรับเรื่องนี้คือ การเดินเรื่องที่กระชับ ฉับไว บทแอ็คชั่นที่ต้องให้คนอ่านลุ้นจนเหนื่อย การโยนแต่ศัตรูระดับบอสมาให้ตัวเอกต้องสู้ เรียกว่าแทบไม่มีศัตรูแนวกี้กี้ หรือตัวกระจอกให้ฝ่าด่านเลย ดังนั้นฉากสู้ที่ใช้เวลานานของเรื่องนี้จึงเป็นฉากสู้กับศัตรูระดับบอส ที่ตัวละครต้องใส่กันเต็มพิกัด แทบจะไม่มีประเภทฉากสู้กับตัวละครรอง ๆ แล้วกินเวลานานหลายตอน ทำให้ช่วงน่าเบื่อของเรื่องนี้มีค่อนข้างน้อย และข้ามไปส่วนสนุกได้ไว

ทีมสร้างอนิเมะตีโจทย์แตก

ในฐานะคนดู คงต้องคารวะงาม ๆ ให้กับทีมสร้างของ Ufotable ที่ทำเรื่องนี้ออกมาชนิดอลังการ มีการแซวกันในช่องยูทูปบ่อยครั้งว่า Ufo คงได้งบประมาณไม่อั้น เป็น Unlimited Budget Worked

แต่ที่เด็ดจริง ๆ คือ ทางค่ายจานบิน “ตีโจทย์แตก” ในอนิเมะที่ทำออกมามีการเสริมและตัดทอนการเดินเรื่องบางจุด แต่ออกมาแล้วส่งผลบวกมากกว่าลบ แถมยังถูกจริตคนดูต่างชาติด้วย ไม่ว่าจะเป็น ฉากแอ็คชั่น ที่ทำให้รู้เรื่องกว่ามังงะ เอฟเฟคสุดตระการตา เพลงประกอบสุดขลัง และโมชั่นตัวละครที่รู้สึกเลยว่าจัดเต็ม

แม้แต่คนเขียนอย่าง โคโยฮารุ โกโตเกะ ยังออกมาโพสต์โซเชียลว่า ดูตอนที่ 19 ซ้ำไปซ้ำมากว่า 20 รอบ และดีใจจนร้องไห้ เธอยังบอกว่ารู้สึกดีใจจริง ๆ ที่ได้วาดการ์ตูนเรื่องนี้ออกมาด้วยความพยายามอย่างเต็มที่

ในส่วนของเรตติ้งอนิเมะตอนที่ 19 ซึ่งมาแรงสุด ๆ นั้น ขอแนะนำว่า ลองหาดูกันเองจะเข้าใจได้ทันทีครับ แต่ที่จริงแล้ว ก็ไม่ได้มีแค่ตอนนี้เท่านั้น เพราะฉากแอ็คชั่นของอนิเมะเรื่องนี้ที่ทำออกมาแล้วโดดเด่นมาก ยังอยู่ในอีกหลายตอน ที่แนะนำก็เช่น ตอนที่ 1 2 3 4 11 12 14 17 18 19 20…เอาเป็นว่าดูมันทุกตอนนั่นแหละครับ

กระแสมาแรงฉุดไม่อยู่บนสตรีมมิ่งและยูทูป

ในส่วนของเรตติ้ง จากการโหวตของเว็บไซต์ Nico Nico ซึ่งรูปแบบคือเป็นการนำอนิเมะมาฉายแบบถูกต้องตามลิขสิทธ์ หลังจากนั้นก็จะให้มีการเปิดโหวตโดยผู้ชมว่าในแต่ละตอน ซึ่งในส่วนของคะแนนะ จะมีการจัดระดับเป็น 1-5 ซึ่งสำหรับอนิเมะตอนไหนที่ได้รับการโหวตเกินกว่า 90% ในซีซันนี้ มีเพียงแค่สองเรื่องเท่านั้น คือ Kimetsu no Yaiba และ How Heavy Are the Dumbbells You Lift? ซึ่งเรื่องหลังก็ยังได้น้อยกว่า

สำหรับตอนที่ทำสถิติเรตติ้งถล่มทลายจากการโหวต คือ ตอนที่ 19 ของ Kimetsu no Yaiba โดยก่อนหน้านี้ก็เคยมีกระแสในตอนที่ 11 และ ตอนที่ 14 มาก่อนนี้แล้ว

ไม่เพียงแต่กระแสการโหวต แต่บนช่องทางยูทูปเวลานี้ ยังมีการทำคลิปสั้นเฉพาะฉากของบางตอนในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ ฉากแอ็คชั่น และซีนสำคัญของเหล่าตัวละครหลัก เช่น ทันจิโร่ เซ็นนิตสึ กิยู โดยบางคลิปมีการเข้าชมเป็นหลักหลายแสนจนถึงหลักล้าน

แล้วไม่ใช่แค่ซีนสำคัญในเรื่อง แต่คลิปที่มีการเข้าดูกันมากก็คือ เพลงประกอบของเรื่อง ที่ถูกนำลงในยูทูปให้เห็นจำนวนมาก ทั้งเพลงเปิดปิด OP ED และเพลงประกอบฉาก OST ของเรื่องด้วย

ในส่วนของต้นฉบับมังงะ ก็มีลิขสิทธิ์แปลไทยแล้ว ในชื่อว่า “ดาบพิฆาตอสูร” ซึ่งปัจจุบันได้ออกกับ สนพ.สยามอินเตอร์ 17 เล่ม และยังไม่จบ ขอแนะนำว่า ลุยเลยครับ

ในขณะที่อนิเมะแบบถูกลิขสิทธิ์ในประเทศไทย ตอนนี้ก็กำลังจะเข้าฉายใน Netfix แน่นอนแล้ว เตรียมรับชมแบบถูกลิขสิทธิ์มีซับไทยได้เลยครับ  ดูหนังออนไลน์

รีวิวอนิเมะ NINOKUNI โนะคุนิ ศึกพิภพคู่ขนาน อนิเมะแฟนตาซีต่างโลก

รีวิวอนิเมะ NINOKUNI โนะคุนิ ศึกพิภพคู่ขนาน อนิเมะแฟนตาซีต่างโลก

Ninokuni Netflix รีวิว นิโนะคุนิ หรือ ศึกพิภพคู่ขนาน อนิเมะ แฟนตาซีต่างโลก ที่ดัดแปลงจากเกมชื่อดัง สู่ฉบับภาพยนตร์ โดดเด่นด้วยสายเส้นจากทีมงาน Ghibli + มือเขียนบทจากซีรีส์ Inazuma

นิโนะคุนิ เดิมมาจากเกมแนว JRPG แฟนตาซีชื่อดัง ที่เกี่ยวกับการข้ามไปต่างโลก เป็นผลงานพัฒนาโดยบริษัท Bandai และทีม Level-5 ที่เคยมีผลงานชื่อดังจากอนิเมะอย่าง Inazuma Eleven การ์ตูนฟุตบอลแฟนตาซีซึ่งมีการต่อยอดออกไปเยอะมาก

สำหรับการดัดแปลงมาเป็นฉบับภาพยนตร์ของ นิโนะคุนิ ในครั้งนี้ก็ได้รับความสนใจมาก โดยเป็นผลงานการพัฒนาและอำนวยการสร้างของบริษัท OLM, Inc และจัดจำหน่ายโดยบริษัท Warner Bros โดยเริ่มฉายครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อเดือนสิงหาคม 2019 ที่ผ่านมา จากนั้นจึงมีการนำมาฉายในสตรีมมิ่งบน Netflix พรัอมกับทีมแปลภาษาอังกฤษ ซึ่งเพิ่งฉายไปเรียบร้อยแล้วในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2020 นี้เอง โดยเป็นผลงานกำกับของ โยชิยูกิ โมโมเสะ ซึ่งเคยมีผลงานเก่าเป็นสตาฟด้าน Visual Graphic และร่วมเขียนบทในภาพยนตร์อนิเมะระดับขึ้นหิ้งของสตูดิโอ Ghibli หลายเรื่อง เช่น Only Yesterday, Porco rosso, Princess mononoke และมีผลงานชิ้นโบว์แดงในฐานะ Key Animator ให้กับสุดยอดอนิเมะแห่งศตวรรษอย่าง Spirited Away มาแล้ว

ส่วนมือเขียนบทโดย อาคิฮิโระ ฮิโนะ ที่เป็นผู้กำกับผู้ร่วมปลุกปั้นซีรีส์ Inazuma และ Yokai Watch มาตลอด รวมถึงได้นักทำเพลงประกอบในตำนานให้กับสตูดิโอจิบลิมายาวนานอย่าง โจ ฮิซาอิชิ มาร่วมงานด้วย เรียกว่าแค่ดูทีมงาน ก็ถือว่าเป็นการร่วมกันระหว่างทีมสร้างระดับตำนานของสตูดิโอจิบลิ กับมือเขียนบทรุ่นใหม่ที่ปั้นซีรีส์เรื่องดังที่จับตลาดเด็กยุคใหม่ไว้ได้อย่างน่าสนใจ

แล้วทีมเจ๋งขนาดนี้ รวมตัวกันออกมา นิโนะคุนิ น่าดูแค่ไหน

รีวิว นิโนะคุนิ อนิเมะแฟนตาซีต่างโลก ลายเส้นจิบลิ มือเขียนบท Inazuma 1Ninokuni Netflix เรื่องย่อ
ยู เด็กหนุ่มผู้จิตใจดีและเฉลี่ยวฉลาดที่สองขาพิการตั้งแต่เล็ก ใช้ชีวิตวัยรุ่นร่วมกับเพื่อนสนิทสมัยเด็กทั้งสองคนคือ ฮารุ หนุ่มนักกีฬาผู้ร่าเริงและมีเสน่ห์แรง และ โคโตนะ สาวน้อยผู้ร่าเริงและมีชีวิตชีวา

แต่แล้ววันหนึ่งทั้งสามคนกลับต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ประหลาด เมื่อโคโตนะถูกคนลึกลับเข้ามาทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ยูและฮารุจึงจะรีบพาเธอไปโรงพยาบาล แต่ด้วยความรีบร้อนก็ทำให้พวกเขาเกือบถูกรถบัสพุ่งเข้าชน แล้วนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มที่ทำให้พวกเขาทั้งสองคนข้ามมิติไปยังต่างโลก ที่นั่นพวกเขาได้พบกับ เจ้าหญิงแอสทริด ซึ่งกำลังถูกคำสาปลึกลับเล่นงานจนอาการสาหัสเช่นกัน นี่จึงได้นำพาพวกเขาไปสู่เรื่องราวมหัศจรรย์ลี้ลับ เมื่อทั้งยูและฮารุได้ค้นพบว่า ชีวิตของผู้คนในโลกที่พวกเขาอยู่ กับในต่างโลกอย่าง นิโนะคุนิ มีความเชื่อมโยงต่อกัน ทำให้พวกเขาทั้งสองคนถูกบีบให้ต้องเลือกยืนกันคนละฝ่ายเพื่อปกป้องชีวิตของคนที่ตัวเองรัก แล้วก็เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาตลอดไป

 

Ninokuni Netflix ตัวละคร

รีวิว NINOKUNI Netflix นิโนะคุนิ อนิเมะแฟนตาซีต่างโลก ลายเส้นจิบลิ มือเขียนบท Inazuma 2ยู เด็กหนุ่มผู้ใจดีและเฉลียวฉลาด นั่งรถเข็นมาตั้งแต่เด็ก ที่จริงแล้วตัวเขามีปริศนาลี้ลับซ่อนอยู่มาตั้งแต่เกิด เขาแอบรักโคโตนะมานาน หลังจากข้ามมายังต่างโลก และได้พบกับเจ้าหญิงแอสทริด ซึ่งเรื่องนี้ได้ทำให้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาอย่างสิ้นเชิง ยูคิดสมมติฐานว่า ชีวิตของผู้คนในโลกของพวกเขากับในต่างโลกมีความเชื่อมต่อกัน ดังนั้นถ้าช่วยชีวิตคนหนึ่งหรือทำลายชีวิตคนหนึ่ง คนที่มีหน้าตาและวิญญาณเหมือนกันในอีกโลกก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย

ฮารุ เด็กหนุ่มรูปหล่อ แข็งแรง เป็นที่รักของผู้คน เป็นเพื่อนสมัยเด็กของยูและเป็นแฟนของโคโตนะ หลังจากเกิดเหตุร้ายแรงกับโคโตนะ เขากับยูก็ข้ามายังต่างโลกด้วยกัน เขาไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีของยู แถมยังคิดตรงกันข้ามว่า เพราะช่วยชีวิตเจ้าหญิงแอสทริด ถึงทำให้โคโตนะต้องมารับเคราะห์ใกล้ตายแทน เขาจึงเลือกที่จะกลับไปสังหารเจ้าหญิงเพราะเชื่อว่าจะช่วยชีวิตโคโตนะได้ แล้วก็ทำให้ต้องต่อสู้กับยูในที่สุด

โคโตนะ เพื่อนสมัยเด็กของยูและฮารุ และเป็นแฟนของฮารุด้วย เป็นคนที่ยูอบหลงรักอยู่ เธอเป็นเด็กสาวร่าเริง แต่กลับถูกคนลึกลับทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสปางตาย ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางไปต่างโลกของยูและฮารุ

เจ้าหญิงแอสทริด เด็กสาวที่มีใบหน้าและจิตใจคล้ายกับโคโตนะ ซึ่งทั้งสองคนก็คือคนที่มีชีวิตเชื่อมต่อกันในระหว่างทั้งสองโลก เจ้าหญิงกลายเป็นเป้าสังหารของกลุ่มมือสังหารลึกลับ ซึ่งการมาของยูทำให้เธอรอดชีวิตมาได้ ยูจึงตัดสินใจที่จะปกป้องชีวิตของเธอเอาไว้

รีวิว นิโนะคุนิ Netflix นิโนะคุนิ อนิเมะแฟนตาซีต่างโลก ลายเส้นจิบลิ มือเขียนบท Inazuma 3นิโนะคุนิ สนุกไหม
ในภาพรวมแล้ว นี่เป็นการรวมดรีมทีมของผู้กำกับที่เคยร่วมเป็นสตาฟและมีผลงานในฐานะ Key Animator ให้กับอนิเมะชื่อดังอย่าง Spirited Away ด้านงานภาพจึงเรียกว่าหายห่วง คนดูจะได้กลิ่นอายของงานภาพสไตล์สตูดิโอจิบลิตลอดทั้งเรื่อง

แต่ในด้านบท ยังทำได้ไม่ดีนัก เพราะที่จริงแล้วไอเดียการข้ามไปต่างโลกแล้วเจอคนหน้าตาเหมือนกัน ชีวิตเชื่อมโยงกัน ก็ไม่ใช่แนวคิดแปลกใหม่ แต่มีหลายเรื่องนำเสนอมาแล้ว ส่วนประเด็นดราม่าที่เป็นปมขัดแย้งของเรื่อง ก็ดูจงใจยัดดราม่าเกินไป ทำให้บทของฮารุเกือบทั้งเรื่องดูไม่สมเหตุผลเท่าไรนักในการที่จะกลายมาเป็นศัตรูกับยู และความคิดที่จะสังหารเจ้าหญิงแอสทริด ซึ่งก็พอเข้าใจว่าตัวหนังมีเวลาจำกัดที่จะปูตรงนี้มาให้อินได้มากพอ อีกทั้งช่วงเฉลยปมปริศนาหลักในเรื่องก็ไม่ได้ถึงกับหักมุมอะไรมากนัก เชื่อว่าคนดูส่วนใหญ่น่าจะพอคาดเดาผู้ร้ายตัวจริงของเรื่องออก

ส่วนดนตรีประกอบ แม้ว่าจะได้มือขั้นเทพอย่าง โจ ฮิซาอิชิ มาร่วมงาน แต่เพลงประกอบก็ไม่ค่อยติดหูเท่าไรนักถ้าเทียบกับผลงานก่อนหน้านี้

ถ้าจะมีจุดที่ทำได้ดีมาก เห็นจะเป็นช่วงเฉลยหักมุมตอนท้ายสุดของเรื่อง (เอาเข้าจริงก็ไม่ใช่ไอเดียใหม่) แต่ก็ถือว่าเฉลยให้หักมุมได้ดีระดับหนึ่ง และบอกเล่าแบบไม่ให้คนดูงงเกินไป เรียกว่าเน้นทำหนังมาขายเด็ก แล้วให้ย่อยเต็มที่ แล้วที่น่าทึ่งคือ ส่วนของการพากย์เสียงภาษาไทยดันทำออกมาได้ดีไม่แพ้เสียงต้นฉบับญี่ปุ่น บางตัวละครเสียงพากย์ไทยดีกว่าด้วยซ้ำ

มาแล้วๆ Netmarble ได้มีการประกาศเปิดตัวกับเกมโทรศัพท์มือถือใหม่ล่าสุดจากค่ายที่ร่วมมือกับ Level-5 ในการสร้าง Ni no Kuni: Cross Worlds ที่อ้างอิงจากไอพีเกม Ni no Kuni ซึ่งตอนนี้ได้มีการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วในประเทศญี่ปุ่นทั้งในระบบ Android และ iOS ผู้เล่นจะรู้สึกเหมือนกำลังเดินทางไปในโลกแห่งแฟนตาซีที่เหมือนรับชมอนิเมชั่น แล้วในอนาคตก็มีกำลังเปิดในเวอร์ชั่น Global ต่อไปแต่เมื่อไหร่นั้นคงต้องรออัปเดตกันอีกครั้ง

 

Ni no Kuni: Cross Worlds เกมสำหรับแพลตฟอร์มโทรศัพท์มือถือในรูปแบบเกมแนว MMORPG สุดแฟนตาซีที่ภายในโลกของพวกเขาจะมีมนุษย์หลากเผ่าพันธ์อาศัยอยู่ร่วมกัน โดยที่ตัวเกมได้ผู้พัฒนาฝีมือดีเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี Level-5 บริษัทพัฒนาเกมชั้นแนวหน้าของญี่ปุ่นพวกเขาใช้เทคโนโลยีอย่าง Unreal Engine 4 ในการพัฒนา หลักๆ ตัวเกมก็จะให้ผู้เล่นได้สร้างตัวละคร Avatar ของตัวเองไว้สำหรับการผจญภัยเบื้องต้นจะมีทั้งหมด 5 อาชีพ Rogue, Destroyer, Witch, Engineer และ Swordman

 

สำหรับใครที่กลัวว่าไม่เคยเล่นเกมมาก่อนจะดูรู้เรื่องหรือไม่ ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะฮิโนะได้เขียนบทขึ้นใหม่โดยไม่อิงเนื้อหาในเกมเลย แต่ก็ยังมีกลิ่นอายจากโลกแฟนตาซีในแบบฉบับนิโนะคุนิมาเต็ม ๆ โดยความน่าสนใจของเนื้อหานั้นก็มาจากคาแรกเตอร์คู่ตัวนำอย่าง ยู ที่เป็นเด็กที่พิการนั่งรถเข็นมาแต่เด็กแม้จะมีความเฉลียวฉลาดแต่ก็รู้สึกว่าเขาเป็นภาระของคนอื่นมากกว่า จนทำให้เขาไม่กล้าเปิดเผยหัวใจแม้จะชอบ โคโตนะ เพื่อนสาวอีกคนในกลุ่มมากก็ตาม อีกประเด็นหนึ่งนั่นเพราะ ฮารุ เพื่อนซี้ของยูตั้งแต่เด็กที่มีความสามารถด้านกีฬาและมีความสดใสร่าเริงก็คบหาเป็นแฟนกับโคโตนะอยู่ด้วย เหมือนว่าหนังจะเน้นไปที่ปมรักสามเส้าและความวุ่นหัวใจแบวัยรุ่นง้องแง้งใช่ไหม แต่ไม่เลยเพราะ ยู เป็นตัวละครที่มีความยับยั้งชั่งใจและมีความรักแบบผู้ใหญ่ที่เข้าใจโลกดี

หนังก็ดูจะคล้ายเป็นแนวแฟนตาซีตามสูตรเมื่อมีปีศาจร้ายจากต่างโลกออกมาไล่ล่าโคโตนะอย่างไม่ทราบสาเหตุ ยูกับฮารุที่พบเห็นเหตุการณ์เข้าพอดีจึงเข้าไปช่วยและถูกลากไปสู่โลกต่างมิติด้วยกัน ที่นั่น ยู กลับมีร่างกายที่แข็งแรงเดินได้เป็นปกติ ซ้ำทั้งยูและฮารุก็ต่างมีความสามารถด้านการต่อสู้อย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าในโลกต่างมิติที่มีทั้งนักรบ พ่อมด ราชวัง และสิ่งมีชีวิตหน้าตาประหลาด กลับไม่มีวี่แววของโคโตนะอยู่เลย จนกระทั่งพวกเขาได้พบป้ายประกาศว่าเจ้าหญิงของโลกนี้กำลังป่วยจากมีดต้องสาป และภาพเจ้าหญิงนั้นช่างเหมือนกับโคโตนะไม่มีผิดเพี้ยน จากนี้เองที่ทั้งสองต้องร่วมกันหาความจริงว่าเจ้าหญิงคือโคโตนะหรือไม่ แล้วความเข้าใจผิดที่ว่าพวกเขาคือสายลับจากต่างเมืองที่หมายปองชีวิตของเจ้าหญิงนั้นจะถูกแก้ไขอย่างไร

หนังได้ดารานำมาให้เสียงพากย์กันหลายคนทั้ง ยามาซากิ เคนตะ จากหนัง Kingdom (2019) มาให้เสียง ยู, อาราตะ แมกเคนยู จากหนัง JoJo’s Bizarre Adventure (2017) มาให้เสียง ฮารุ และ นากาโนะ เม จากหนัง Peach Girl (2017) มาให้เสียง โคโตนะ ก็เป็นดาราที่คอหนังญี่ปุ่นน่าจะคุ้นชื่อเสียงเรียงนามอย่างดี โดยดนตรีประกอบของหนังก็เป็นจุดเด่นอีกอันที่ทำมาได้ดีตั้งแต่ตัวเกมต้นฉบับแล้ว เพราะได้ ฮิซาอิชิ โจ นักแต่งเพลงคนดังมาทำให้ทั้งเกมทั้งหนังเลยทีเดียว เรียกว่าทีมนักแสดงและทีมโพรดักชันเรื่องนี้แน่นนิ้งหายห่วง

สรุป

นิโนะคุนิ Netflix นิโนะคุนิ อนิเมะแฟนตาซีต่างโลก ที่ดัดแปลงจากเกมชื่อดัง สู่ฉบับภาพยนตร์ ที่โดดเด่นด้วยสายเส้นจากทีมงานจิบลิ+มือเขียนบทจากซีรีส์ Inazuma ดนตรีประกอบจากมือขั้นเทพ โจ ฮิซาอิชิ แต่มารวมกันแล้วกลับไม่เด่นอย่างที่ควร ไอเดียไม่ได้แปลกใหม่แม้ว่าจะพยายามนำเสนอได้ดี มีจุดหักมุมตอนท้าย

ดูหนังออนไลน์

รีวิวซีรีส์จีน Once Upon A Time In Lingjian Mountain โปรดักชั่นดี ภาพสวย

รีวิวซีรีส์จีน Once Upon A Time In Lingjian Mountain โปรดักชั่นดี ภาพสวย

Once Upon a Time in Lingjian Mountain (从前有座灵剑山) หรือชื่อไทยคือ กาลครั้งหนึ่งที่ภูเขาหลิงเจี้ยน ซีรีส์จีนเรื่องใหม่ เข้าสู่ Netflix ไทย แบบค่อนข้างเซอร์ไพร์ส และสามารถรับชมได้ใน WeTV และ iQIYI

ใครสนใจหาดูซีรีส์จีนแนวเทพเซียน แต่มีสีสันและรสชาติของเรื่องที่กระชับ สนุก ไม่ดราม่าเกินเหตุ ตัวละครบุคลิกน่าสนใจ และไม่ได้โรมานซ์จนเลี่ยนเกินไป ต้องดูเรื่องนี้เลยครับ ที่สำคัญคือ ความฮา ความเล่นใหญ่ และความกาวมากๆของตัวละครที่จัดเต็มจริงๆ

 

เรื่องนี้เป็นซีรีส์จีน แนวเทพเซียน ที่เรื่องราวแสนจะยำมิตรสุดรั่ว แอ็คชั่น คอเมดี้ โรมานซ์ ดราม่า ผสมผสานแนว เกิดใหม่ กับสไตล์ Manhua การ์ตูนจีน เรียกว่างานนี้ยำมิตรกันจนออกมาเฮฮาสุดกู่กันไปเลย

ส่วนต้นฉบับดั้งเดิมมาจากนิยาย ผลงานโดย Guo Wang Bi Xia (กั๋วหวังปี้ซย่า) ซึ่งต่อมาถูกนำไปสร้างเป็นมังงะและอนิเมะในชื่อว่า Reikenzan: Hoshikuzu-tachi no Utage หรือ Spirit Blade Mountain แล้วก็กลายเป็นมังงะจีนชื่อดังในเวลานี้ไปแล้วครับ

เรื่องย่อ
ในปี 4233 สำนักหลิงเจี้ยน (สำนักกระบี่วิญญาณ) ซึ่งได้ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อฝึกสอนเหล่ายอดยุทธ์และเหล่าเซียนติดต่อกันมายาวนาน เป็นหนึ่งในห้าสำนักใหญ่ที่ฝึกปรือวิชาเซียนที่เคยมียุครุ่งเรืองของสำนัก จนกระทั่งมาถึงช่วงกลียุคตามคำทำนายที่ว่าจะมีดาวหางปรากฏพุ่งเข้ามาชนโลก

แต่แล้วหายนะก็ถูกหยดยั้งไว้อย่างลึกลับ พร้อมกับการถือกำเนิดของ “หวังลู่” เด็กหนุ่มอัจฉริยะ แต่เขาถูกกล่าวว่าไร้คุณสมบัติที่จะเป็นเซียน แต่แท้จริงแล้วเขาคือวิญญาณลึกลับที่กลับมาเกิดใหม่ ที่มาพร้อมด้วยสติปัญญา และความรอบรู้ที่ไม่เหมือนใครติดตัวมาด้วยตั้งแต่แรกที่ลืมตาถือกำเนิด

จากนั้น 18 ปีต่อมา ในยุคสมัยที่เรียกว่าเป็นยุคเสื่อมของวิชาเซียน สำนักหลิงเจี้ยน ก็เปิดรับศิษย์ใหม่เพื่อหวังกู้เกียรติภูมิของสำนักที่ตกต่ำลงซึ่งกำลังทั้งขาดแคลนศิษย์และงบประมาณ บรรดาผู้อาวุโสของสำนักจึงร่วมกันออกแบบทดสอบเพื่อรับศิษย์แววดี หนึ่งในนั้นมี “หวังอู่” เซียนหญิงผู้เก่งกาจประจำสำนัก แต่มีบุคลิกสุดแสบได้เข้าร่วมวางแผนการทดสอบด้วย

ดังนั้นเรื่องราวแห่งความมันส์ ฮา วายป่วง ของเหล่าผู้มุ่งมั่นจะเข้าสำนักหลิงเจี้ยนจึงได้เกิดขึ้น ซึ่งหนึ่งในผู้ที่เข้าร่วมนั้นก็คือเด็กหนุ่มอัจฉริยะสุดแสบอย่างหวังลู่นั่นเอง

ตัวละคร

หวังลู่ ตัวละครหวังลู่ รับบทโดย สวีไข่

เด็กหนุ่มอายุ 18 ปี ผู้เกิดมาพร้อมสติปัญญาและความรู้ที่เหนือกว่าคนทั่วไป เจอกับหวังอู่โดยบังเอิญ แล้วก็ถูกนางบอกว่าไม่มีคุณสมบัติจะฝึกวิชาเซียน เขาจึงต้องการพิสูจน์ แล้วใช้ความสามารถเพื่อเข้าสอบในสำนักหลิงเจี้ยน ระหว่างนั้นก็ได้พบสหายใหม่หลายคน รวมถึงได้ของวิเศษเซียนที่คนธรรมดาไม่น่าจะใช้ได้นำมาใช้งาน จนเขาผ่านการทดสอบสุดโหดได้

หวังลู่ถูกค้นพบว่ามี “รากปราณว่างเปล่า” ซึ่งถูกจัดว่าเป็นรากปราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่เนื่องจากในยุคที่สำนักเซียนกำลังเสื่อมถอย และเป็นปราณเก่าแก่แรกเริ่ม ทำให้ในยุคนี้ไม่มีสำนักใดสามารถฝึกปรือคนที่มีรากปราณนี้ได้สำเร็จ รากปราณของเขาจึงถูกตีค่าว่าเป็นของนำโชคประจำสำนักมากกว่า หวังลู่จึงพยายามหาทางที่จะฝึกปราณนี้ให้ได้ แล้วเขาก็ได้เข้าเป็นศิษย์ของหวังอู่ พร้อมทั้งได้เป็นศิษย์เอกผู้สืบทอดสำนัก ซึ่งก็นำไปสู่เรื่องราวสุดรั่วและวายป่วงทั้งหลาย

ที่จริงแล้วตัวหวังลู่ยังมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่อีก ซึ่งในเรื่องก็จะค่อย ๆ เฉลยเพิ่มเติม

ชหวังอู่ ตัวละครหวังอู่ รับบทโดย จางหรงหรง

เซียนหญิงสุดแสบแห่งสำนักหลิงเจี้ยน เป็นอาวุโส 5 ประจำสำนักแห่งเขาอู๋เซียง มีความงดงามและฝีมือเก่งกาจ บุคลิกเป็นคนชอบดื่มสุรา ปากร้าย เจ้าเล่ห์ เห็นแก่กิน จัดว่าเป็นผู้อาวุโสตัวแสบประจำสำนัก

ครั้งหนึ่งเธอเคยพบหวังลู่แล้วกล่าวว่าเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะฝึกเป็นเซียนได้ แต่หลังจากที่หวังลู่เข้ามาร่วมด่านทดสอบแล้วก็ได้แสดงสติปัญญาและไหวพริบ สร้างความประหลาดใจและตื่นเต้นให้เธอมาก แล้วเธอก็ได้รับเป็นอาจารย์ให้หวังลู่เพื่อฝึกรากปราณว่างเปล่าให้จนก่อเกิดเป็นความผูกพัน

ในอดีตเธอเคยหลงรักโอวหยางชางซึ่งเป็นศิษย์พี่ ใช้เวลาร้อยปีเฝ้ารอคอยอีกฝ่าย เพราะเชื่อว่าเขาจะกลับมาหลังจากเขาพลีชีพในศึกเทพเซียนกับสาวกมาร  อ่านต่อได้ที่

 

The Prince Of Tennis : Match! Tennis Juniors จากการ์ตูนยุค 90 อย่างแท้จริง

The Prince Of Tennis : Match! Tennis Juniors  จากการ์ตูนยุค 90 อย่างแท้จริง

ซีรีส์ The Prince of Tennis สร้างจากหนังสือการ์ตูน ในชื่อเดียวกัน ผู้แต่งคือ อาจารย์ทาเคชิ โคโนมิ ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1999 (เรียกว่าเป็นการ์ตูนยุค 90 อย่างแท้จริง)จัดเป็นการ์ตูนเทนนิสที่ค่อนไปทาง “โอเว่อร์” มาก เพราะนักตบแต่ละคนโดยเฉพาะทีมพระเอกจะมีท่าไม้ตายคนละท่าสองท่า ซึ่งแต่ละท่าระดับความยาก หรือความเป็นไปได้เรียกว่าระดับ 100/10 แต่ ก็เป็นการ์ตูนกีฬาที่ดังมากในยุคนั้น จนถูกสร้างเป็น อนิเมชั่น, เกม, ละครเพลง, ภาพยนตร์ไลฟ์แอคชั่น และสินค้าที่ระลึกออกมาขายมากมาย แม้แต่ตามงานคอสเพลย์ก็ยังมีคนแต่งตัวเป็นตัวละครใน ปริ๊นซ์ออฟเทนนิส ไปงานมากมายเหนือการ์ตูนกีฬาอื่นๆ แบบไม่เห็นฝุ่น (ลองคิดดูง่ายๆ คุณเคยเห็นใครแต่งเป็น ซึบาสะ ไปงานคอสเพลย์ไหม?)

นักเทนนิส บอยแบนด์ “ปริ๊นซ์ออฟเทนนิส 2019”
สำหรับ ฉบับคนแสดงนั้น จริงๆ มีมาแล้ว 2 ครั้ง (ไม่นับรวมเวอร์ชั่น The Musical) คือ

1.The Prince of Tennis Live Action (ของญี่ปุ่น)

The Prince of Tennis
สมัยนั้นถือว่าโอเคอยู่
ออกฉายในปี 2006
ความยาว 111 นาที เสนอเรื่องราวตั้งแต่การเข้ามาร่วมทีมของ “เรียวมะ” พระเอกของเรา (ชื่อตัวเอก ปริ๊นซ์ออฟเทนนิส ดั่งเดิมของญี่ปุ่น) จนถึงจบการแข่งขันเทนนิสระดับมัธยม รอบคัดเลือกตัวแทนจังหวัด ตัวภาพยนตร์ได้รับการตอบรับดีพอสมควรตอนประกาศเปิดตัว แต่ก็ไม่ได้เปรี้ยงปร้างอะไรมาก อาจจะเพราะตัวละครที่ทำได้ไม่เนียนหลังจากที่พยายามปรับลุ๊คให้เหมือรมังงะ แต่ก็ทำได้ไม่ดี คงเหลือแต่ เรียวมะ ที่ได้ใจแม่ยกสายอนิเมะไปเต็มๆ

2.ทีวีซีรี่ส์ (ของจีน) ในชื่อ 网球王子(Wang Qiu Wang Zi) ซึ่งแปลได้ตรงตัวว่า “เจ้าชายแห่งเทนนิส” เลย

คนแสดงก็แปลกๆ แล้วนะเวอร์ชั่นนี้
ออกอากาศปี 2008
มีจำนวน 22 ตอน รายละเอียดหลายๆ อย่างพยายามเอาของญี่ปุ่นมา แล้วเปลี่ยนคำอ่านแบบจีนแทน แต่ตัวละครก็เหมือนจะตั้งใจทำให้ออกมาคล้ายตัวการ์ตูนเช่นทรงผม โดยไม่ค่อยสนใจว่าจะออกมาดูดีหรือไม่ เวอร์ชั่นนี้เลยเรียกว่าเงียบกริบดับสนิทแบบไม่เคยรู้เลยว่ามีมาก่อน

11 ปีผ่านไป ยักษ์ใหญ่แห่งวงการบันเทิงแดนมังกรอย่าง Tencent Pictures ก็ปลุกผีเจ้าชายลูกสักหลาด หรือ ปริ๊นซ์ออฟเทนนิส ขึ้นมาอีกครั้งในรูปแบบ ทีวีซีรี่ส์คนแสดง ความยาว 40 ตอนจบ แต่เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น 奋斗吧, 少年! (Fen Dou Ba Shao Nian) ถ้าแปลก็ประมาณว่า “สู้เข้าไว้ วันรุ่น!” ในตอนที่ประกาศออกมาตอนแรกนั้น บอกเลยว่าได้รับเสียงตอบรับที่ไม่ค่อยดี คนจีนเองมีกระแสด้านลบอยู่ไม่น้อย โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลซีรี่ส์คนแสดงที่มาจากการ์ตูนมักทำได้ไม่ค่อยดี (สงสัยเป็นภาพจำจากเวอร์ชั่นปี 2008 แน่ๆ) แต่พอออกฉายเหมือนจะผิดคาด เพราะ ปริ๊นซ์ออฟเทนนิส เวอร์ชั่น 2019 นี้เรียกว่าลอกแบบมังงะมากว่า 90% เลย รายละเอียดต่างๆ มีเกือบครบ การเดินเรื่องเทียบกัน “ช็อตต่อช็อต” คือเหมือนลอกการบ้านมาเลย เวอร์ชั่นมังงะมี 42 เล่มจบภาค ซีรี่ส์เวอร์ชั่นนี้ก็มี 42 ตอน (ข้อมูลของจีนเขียนว่ามี 42 ตอนจบ แต่ใน Netflix มี 40 ตอนซึ่งก็จบเหมือนกัน อันนี้ผมไม่แน่ใจว่ามีการตัดทอนอะไรตรงไหนไปนะครับ) เนื้อเรื่องของ ปริ๊นซ์ออฟเทนนิส เองก็เริ่มและจบเท่าๆ กันคือ จบที่การแข่งชิงตัวแทนจังหวัดเพื่อไประดับประเทศ เทียบง่ายๆ เหมือน 1 ตอนคือ 1 เล่ม ทำให้ช็อตที่แฟนๆ ปริ๊นซ์ ออฟ เทนนิส อยากเห็นมานานอย่าง “น้ำผักสูตรอินูอิ” ในตำนาน พร้อมรีแอคชั่นที่ใกล้เคียงกับมังงะมากจนไม่ต้องสนใจความจริงอะไรเลย เอามันเข้าไว้  อ่านต่อได้ที่

 

รีวิวภาพยนตร์แนวตลกผจญภัย Jumanji เกมดูดโลก ตะลุยด่านมหัศจรรย์

รีวิวภาพยนตร์แนวตลกผจญภัย Jumanji เกมดูดโลก ตะลุยด่านมหัศจรรย์

Jumanji: The Next Level เกมดูดโลก ตะลุยด่านมหัศจรรย์ เป็น ภาพยนตร์แนวตลก ผจญภัย กำกับโดย เจค แคสแดน ผู้กำกับคนเดิม จาก ภาคก่อน อย่าง Jumanji : Welcome To Jungle และ ภาพยนตร์สุดเซ็กซี่ อย่าง Sex Tape และ Bad Teacher มาพร้อมด้วยทีมนักแสดงเก่าและใหม่อย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น ดเวย์น จอห์นสัน, คาเรน กิลแลน, เควิน ฮาร์ต, แจ็ก แบล็ก, แดนนี ดิวิโต้, นิก โจนาส และ อควาฟิน่า มาร่วมผจญภัยในเกมมหัศจรรย์ที่รอบนี้ไม่ใช่ป่าดงดิบแบบที่เราเคยเข้าใจเมื่อปี 2017 เพราะรอบนี้เกมได้เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อ ผู้เล่นกลุ่มเก่า รู้เรื่องเกมมากเกินไป และนั่นนำมาสู่การผจญภัยครั้งใหม่ ที่นอกเหนือจากต้องเอาชีวิตรอดจากเกมแล้ว ยังต้องเอาตัวรอดจากปัญหาในชีวิตจริงอีกด้วย

Jumanji ถือเป็น เฟรนไชน์ ของสิ่งบันเทิงที่มีชื่อเสียงพอสมควรในอเมริกา เพราะด้วยความที่ ภาพยนตร์ ภาคต้นฉบับที่นำแสดงโดย นักแสดงที่ล่วงลับไปแล้วอย่าง โรบิน วิลเลี่ยม ในปี 1995 ได้เนรมิตเรื่องราวมหัศจรรย์ จากหนังสือเด็กชื่อเดียวกันของ คริส ฟาน แอลสเบิร์ก ทำให้เกิดอนิเมชั่นซีรีส์ และ ภาพยนตร์ ลำดับต่อมาอย่าง Zathura ในปี 2015 ที่ได้เปลี่ยนจากเกมกระดานตะลุยป่า เป็น ตะลุยอวกาศ แต่กระแสตอบรับทางรายได้ก็ไม่ดีจนต้องพับโปรเจกต์ภาคต่อ จนกระทั่งในปี 2017 มีการปลุกโปรเจกต์นี้กลับมาปรับให้เข้ากับสมัยใหม่ ทำให้หนังทำรายได้ไปกว่า 1000 ล้านเหรียญ และในปี 2019 Jumanji: The Next Level เกมดูดโลก ตะลุยด่านมหัศจรรย์ ความมหัศจรรย์จะยังคงมีมนต์ขลังเหมือนครั้งก่อนหรือไม่ มาอ่านเรื่องย่อกันก่อนเลยครับ

“3 ปีหลังจากเหตุการณ์ตะลุยป่ามหัศจรรย์ ชีวิตของเหล่าวัยรุ่นแห่งเมืองเบรทฟอร์ด ได้แยกย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเอง แต่ยังคงติดต่อกันอยู่เสมอ ยกเว้น สเปนเซอร์ หัวหน้ากลุ่มที่ชีวิตเขาดูจะย่ำแย่ไปทุก ๆ ด้าน และเกมจูแมนจี เกมสำหรับคนที่อยากหนีจากโลกความจริงจึงมาพาเขากลับเข้าไปอีกครั้ง เดือดร้อนถึงผองเพื่อนที่รู้เรื่องและตามไปช่วย แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิม เมื่อญาติผู้ใหญ่สองเพื่อนรักของสเปนเซอร์ดันโดนดูดเข้ามาในเกมด้วย มิหนำซ้ำ เหมือนเกมจะรู้ทันพวกเขามากกว่าที่คิด พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับ อุปสรรคใหม่ มากมาย เพื่อช่วยให้ สเปนเซอร์ ค้นพบความหมายในตัวเองอีกครั้ง”

เกมมหัศจรรย์ ที่คอยผลักดันผู้เล่นให้เผชิญหน้ากับอุปสรรค

The Next Level เป็นเหมือนการต่อยอดสิ่งที่ภาคก่อนไม่ได้ทำ อย่าง ประเด็นของชีวิตจริง ๆ นอกโรงเรียน ที่เราอาจจะเคยคิดว่าเราเคยเป็นคนที่เก่งที่สุด เคยเป็นคนที่ดีที่สุด แต่สุดท้ายเมื่อเราข้ามไปอีกสังคมนึง เราจะพบว่า เราเองก็เป็นคนที่ยังดีไม่พอสำหรับสังคมนั้น และอาจทำให้เราอยากจะกลายเป็นแบบคนอื่น ทั้ง ๆ ที่จริงแล้ว

เราก็มีดีของเราโดยไม่ต้องพยายาม แค่ยอมรับมัน หรือแม้แต่การเปิดอกคุยกันกับคนที่เราเชื่อมั่นและไว้ใจ อาจจะต้องมีกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น ซึ่งถือเป็นดราม่าที่เรียกน้ำตาจริงจังกว่า ภาคก่อน และมันก็ช่วยทำให้หนังมีความพิเศษในระดับหนึ่ง ยังเรียบง่าย ไม่หวือหวา แต่ยังมีเสน่ห์อยู่

หนังใช้เกมเป็นเหมือนตัวเชื่อมกับเหล่าตัวละครให้มีการเรียนรู้เพิ่มขึ้น โดยการใส่เงื่อนไขใหม่ ๆ รูปแบบสถานที่ บริบทใหม่ ๆ ที่ไม่เหมือนเดิม โดยยังมีมุกตลกถกเถียงกันผ่านตัวละครเหมือนภาคก่อนเช่นเคย แต่เอาเข้าจริง ๆ ถ้าเปรียบเทียบ ภาพยนตร์ ภาคนี้เป็นภาคต่อเกม ก็คงบอกว่ามันเป็นเหมือนส่วนขยายของเกมมากกว่า

เพราะทุกอย่างอยู่ในธีมเดียวเช่นเดียวกับภาคก่อน โดยเฉพาะการเดินเรื่องที่ยังคงยึดแบบภาคเก่า คือตะลุยไปเรื่อย ๆ เจออีเวนท์ใหญ่ พักบ้าง อะไรบ้าง เจอบอส เลยไม่ได้รู้สึกถึงความแปลกใหม่เท่าไหร่ อาจจะมีอะไรเพิ่มเข้ามาบ้างให้ตื่นเต้น แต่ก็นั่นแหล่ะที่ทำให้รู้สึกเฉย ๆ ไปบ้าง เพราะฉากแอ็คชั่นหรือ ผจญภัย ในเรื่องก็ตามมาตรฐาน แต่เพลงประกอบยังรักษาความอลังการไว้อย่างดีเยี่ยม

เกมมหัศจรรย์ นักแสดงสุดเจ๋ง

The Next Level ขนมาเกือบทั่วฟ้าเลยกับนักแสดงที่ออกมาโลดแล่นในเรื่อง และแต่ละคนก็เรียกได้ว่ามีของเจ๋ง ๆ มาโชว์ตลอด แต่เพราะหนังจงใจให้ตัวละครไม่ได้เป็นไปตามลักษณะของนักแสดง เราจะได้เห็นนักแสดงในเรื่องทำอะไรที่ไม่เคยเห็นแน่นอน และมันก็ได้ผลด้วย เพราะมันตลกจริง ๆ ทำให้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ในเรื่องควบคู่ไปด้วย

ทั้งท่าทางการพูด การกระทำ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ชูโรงของภาคนี้เลย อยากให้ติดตามดูให้ดี โดยเฉพาะแจ็ค แบล็ค กับ ผลงาน ภาพยนตร์ เรื่องสุดท้าย ในชีวิตของเขา หลังประกาศอำลาวงการภาพยนตร์ ที่จัดเต็มจัดหนักจริง ๆ ในขณะที่นักแสดงคนอื่นก็ทำหน้าที่ได้ดี ยิ่ง อควาฟิน่า คือขโมยซีนของเรื่อง จนอยากดูเรื่อง Farewell หนังรางวัลแห่งปีที่เธอแสดงเลย ถ้าโรงฉายมันมีให้นะ

เกมมหัศจรรย์ที่อยากให้ทุกคนไปดู

The Next Level ถือเป็นงานชิ้นดีจากโซนี่ หลังจากที่มีงานชิ้นที่ไปไม่ถึงฝั่งมาแล้วหลายเรื่อง ที่น่าจะเป็นหมุดหมายใหม่ที่โซนี่จะต้องหยิบมาต่อยอดอีกมากมาย โดยเฉพาะหลังดูจบไปแล้ว เชื่อเลยว่าแฟรนไชน์นี้ต้องไปได้ไกลกว่าแน่ ๆ จะเป็นในทิศทางไหน แต่เชื่อว่าตราบใดที่ยัง รักษามาตรฐาน และสามารถขยายเรื่องราวไปให้ล้ำกว่านี้

นี่จะเป็นแฟรนไชน์ที่น่าจับตามองอีกแฟรนไชน์ของโซนี่แน่ ๆ และแน่นอนว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่คนเคยดูภาคก่อนจะไม่เคยดู แต่ถ้าคุณเคยดู ภาคต้นฉบับ  ในปี 1995 คุณจะต้องชอบ มากขึ้น ส่วนคน ที่ไม่เคยดู มาดูภาคนี้ คุณอาจจะอยากกลับไปดูภาคก่อน ๆ เลยก็ได้ เพราะหนังที่สนุก ฮา ไร้พิษภัยแบบนี้ ควรมอบให้เป็นของขวัญปี 2019 ให้แก่เพื่อนฝูง ครอบครัว คนรักเลย

 

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องยกโรงฉายเกือบทั้งหมดให้กับ Star Wars The Ris of Skywalker ไปเต็มๆ แต่ก็โชคดีที่ยังมีหนังเรื่องนี้ เข้าฉาย ในรอบพิเศษ

เลยทำให้มีตัวเลือกเพิ่มเติมขึ้นอีก ซึ่งเรื่องนี้เป็นภาคต่อของภาคแรก Jumanji Welcome to the Jungle ซึ่งทิ้งท้ายไว้แล้วว่ามีภาคต่อแน่ๆ แล้วก็มาด้วยระยะห่างกันไม่ถึงสองปีดี ซึ่งภาคนี้ก็จัดความสนุกมาแบบมาตรฐานไม่ตก พร้อมตัวละครใหม่ที่โผล่มาสร้างสีสัน

ภาคนี้เป็นภาคที่บอกเล่าเรื่องราวต่อจากภาคแรก เมื่อเหล่าตัวละครเอกต่างแยกย้ายกันไปมีชีวิตที่มีสีสันของตัวเอง และกลับมานัดรวมตัวกัน มีเพียง “สเปนเซอร์” คนเดียวที่คิดว่าชีวิตตัวเองติดอยู่กับความน่าเบื่อ จึงตัดสินใจกลับเข้าไปในเกม Jumanji อีกครั้ง ก่อนที่เพื่อนๆ จะรู้เรื่องและตามเข้าไปช่วย แต่ดันจับพลัดจับผลูลาก “เอ็ดดี้” คุณตาของ “สเปนเซอร์” และเพื่อนซี๊คู่กัดของคุณตา “ไมโล” เข้าไปในเกมด้วย ความโกลาหลจึงเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องเดา

ว่าด้วยเรื่องของการเล่าเรื่อง หนังเดินเรื่องตามสูตรเดิมเป๊ะๆ หลังจากเข้าสู่เกม จุดที่ขำคือการแนะนำตัวละครว่าใครหลุดเข้ามาเป็นใคร นักแสดงแต่ละคนที่รับบทตัวละครในเกมจะเลียนแบบลักษณะท่าทางของตัวละครนอกเกมได้ค่อนข้างฮา ดูแล้วก็ขำวิธีการล้อเลียนของแต่ละคน แต่มุขตลกช่วงแรกๆ ที่แนะนำความเป็นเกม Jumanji ยังใช้มุขเดิมที่เราเคยเห็นในภาคแรกมาเล่นอยู่

ก็พอขำได้นิดหน่อย แต่คงไม่ได้ฮามากเพราะเราเห็นมาแล้วในภาคแรก

ภาคนี้มีตัวละคร นอก เกมเพิ่ม เข้ามา ดังนั้นในเกมก็จะต้องมีตัวอื่นเพิ่มด้วย ให้ไปดูเองดีกว่าว่าใครเป็นใคร และตัวละครทั้งหมดจะมีสกิลบางอย่างเพิ่มเข้ามา ทั้งในด้านบวกและด้านลบ แต่หนังกลับไม่ได้เอาด้านลบมาใช้ให้เกิดประโยชน์ สักเท่าไหร่ อุตส่าห์คิดมา แต่กลับลืมมันไปจากเรื่องเลย ด้านฉากก็เปลี่ยนจากป่ามาเป็นทะเลทรายในตอนต้นเรื่อง แล้ว ค่อยเข้าสู่ป่า และ ภูเขาน้ำแข็ง แต่ก็ไม่ค่อยได้ใช้ ประโยชน์ จากฉากแต่ละฉากเช่นกัน เหมือนฉากเป็นแค่ด่านแต่ละด่านให้ตัวละครมาวิ่งผ่านด้วยอุปสรรคเล็กๆ

ภาคนี้เหมือนจะ ลดความฮาลง แต่กลับไปเน้นทางด้านดราม่าของตัวละครแต่ละคู่แทน ซึ่งบางฉากบางตอนเหมือน หนังจะยัดเยียด ดราม่า เข้ามาให้คนดูโดยไม่สนใจว่ามันจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ ทำให้อารมณ์หนังมันติดขัดกุกกักตลอดทาง เช่น ดราม่าระหว่าง ไมโล กับ เอ็ดดี้ หรือระหว่าง สเปนเซอร์ กับ มาร์ธา ซึ่งบางฉากความสนุกมันสะดุดลงด้วยดราม่าที่หนังยัดเข้ามาเนี่ยแหละ

 

ดูหนังออนไลน์

 

รีวิวหนังภัยพิบัติ Ashfall นรกล้างเมือง ต้นทุนสร้างหนังกว่า 18ล้านเหรียญสหรัฐฯ

รีวิวหนังภัยพิบัติ Ashfall นรกล้างเมือง ต้นทุนสร้างหนังกว่า 18ล้านเหรียญสหรัฐฯ

Ashfall นรกล้างเมือง หนังภัยพิบัติ สุดอลังการงานสร้างจาก เกาหลีใต้ ด้วยต้นทุนกว่า 18ล้านเหรียญสหรัฐฯ และดาราจอเงินเบอร์ใหญ่คับคั่ง เมื่อได้ดูหนังตัวอย่างก็บอกได้เลยว่าน่าดูมาก ยิ่งผมเนี่ย..กำลังโหยหาหนังภัยพิบัติ(โดยเฉพาะภูเขาไฟ)เจ๋งๆ สักเรื่องอยู่ เพราะเหมือนว่าชีวิตได้ว่างเว้นจากหนังภัยพิบัติธรรมชาติระดับบิ๊กบึ้มมานานมาก ที่พอจำได้ล่าสุดน่าจะเป็น The Quake(2018) หนังภาคต่อของ The Wave(2015) จากนอร์เวย์แต่ก็ไม่ติดตาเท่าพวก Volcano(1997), Dante’s Peak(1997) หรือ Pompeii(2014)

Paektu Mountain

ภูเขาไฟแพ็กตู ถือเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเกาหลี เพราะนอกจากความยิ่งใหญ่ของขนาดภูเขาและขนาดของแรงระเบิดแล้ว ยังมีเรื่องเล่าที่ว่าที่ภูเขานี้ถือเป็นจุดกำเนิดของชาวเกาหลีเลย (ที่เกาหลีเหนือมีการสร้างเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับภูเขานี้ แต่ขอไม่พูดในบทความนี้นะครับ)
ภูเขาไฟแพ็กตู เป็นเขตพรหมแดนธรรมชาติระหว่างเกาหลีเหนือและจีน (ฝั่งจีนเรียกว่า ฉางไป๋ซาน) สามารถขึ้นได้จากทั้งฝั่งจีน และเกาหลีเหนือ แต่ทางเกาหลีเหนือจะมีพื้นที่เข้าชมทะเลสาบสวรรค์ ทะเลสาบบนปากปล่องภูเขาไฟได้ดีกว่า ส่วนคนเกาหลีใต้ที่อยากจะมาเยี่ยมภูเขานี้สักครั้งส่วนมากจะต้องขึ้นจากฝั่งจีน
เนื่องจากความสูงที่สูงมาก และทำเลที่ตั้งทำให้ภูเขาแพ็กตูนั้นถูกปกคลุมด้วยหิมะยาวนานถึง 8 เดือนใน 1 ปี การปะทุครั้งล่าสุดเกิดเมื่อปี ค.ศ. 946 การปะทุครั้งนั้นถือเป็นการปะทุที่รุนแรงเป็นลำดับต้นๆ ของโลก แบบที่ว่าขี้เถ้าจากการปะทุนั้นลอยไกลไปถึงญี่ปุ่นเลยทีเดียว ทะเลสาบสวรรค์บนปากปล่องเองก็ถือกำเนิดขึ้นหลังจากการปะทุครั้งนั้น จนทุกวันนี้ว่ากันว่าภูเขาไฟแพ็กตูนั้น ยังไม่ดับ!

เรื่องย่อ Ashfall นรกล้างเมือง

ในที่สุดภูเขาไฟแพ็กตู ภูเขาไฟศักดิ์สิทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรเกาหลี ก็ปะทุขึ้นอีกครั้งหลังจากผ่านมามากกว่า 1,000ปี เหตุการณ์นี้ถูกหยิบยกมาโดย ดร.คัง บงแร(มา ดงซอก จาก Train to Busan) แต่ในครั้งแรกไม่มีใครเชื่อ(ตามสูตร) จนเมื่อการปะทุครั้งแรกเกิดขึ้นสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้กับทั้งคาบสมุทร โจ อินชาง(ฮา จองอู จาก Along With the Gods) เจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิดฝีมือดีถูกเรียกมาปฏิบัติการณ์กู้โลกครั้งสุดท้ายก่อนปลดประจำการ โดยมีความปลอดภัยของ ชอย จียอง(แบ ซูจี จาก Vagabond) เป็นประกัน

เอาครับมาเข้าเรื่องกัน อย่างที่บอกครับผมค่อนข้างชอบดูหนังภัยพิบัติโดยเฉพาะจากธรรมชาติ และ Ashfall เองก็ปูเรื่องมาได้น่าสนใจมาก มี การเล่าเรื่อง ที่แตกต่างจากหนังภูเขาไฟระเบิดเรื่องก่อนๆ เยอะ ทฤษฏีที่เอามาใช้ก็ดูดีอย่างเช่น การปะทุ จะแบ่งออกเป็น 4 ครั้ง ตามชั้นลาวาที่อยู่ใต้ภูเขา ครั้งแรกจะรุนแรงเป็นอันดับ 2 ครั้งที่ 2 และ 3 จะเบาลงหน่อย ส่วนครั้งสุดท้ายครั้งที่ 4 จะเป็น ครั้งที่ยิ่งใหญ่ แบบที่ไม่มีใครสามารถจินตนาการได้ หนังไม่เลือกที่จะหนีหรือ อพยพ แบบหนังเรื่องอื่นๆ แต่ เลือกที่ จะทำ ภารกิจกู้โลก อย่างการหยุดยั้งการระเบิดแทนซึ่งทฤษฏีที่เอามาใช้ก็ยังน่าสนใจอยู่อีกเช่นกัน คือการเจาะรูให้ลาวาไหลออกจากชั้นที่ 4 ให้ได้มากที่สุด

ทำให้ลดความดันและแรงระเบิดลง ทุกอย่างวางมาดี ปัญหาหรืออุปสรรค์ที่เกิดขึ้นก็ดูโอเค การแก้สถานการณ์ต่างๆ ส่งให้ Ashfall เป็นหนังแอ็กชั่นดีๆ ได้เลย และด้วย CG ระดับสุดยอดผมก็บอกได้เลยว่า หนังเรื่องนี้คุ้มค่าตั๋วอยู่ครับไปดูได้
แต่เพราะการเล่าเรื่องที่แปลกๆ นี่แหละ พอผมออกมาจากโรงและนั่งคิดทบทวนดีๆ ก็รู้สึกว่าหนังมีคอนเซ็ปต์แปลกๆ ในการนำเสนอมากเกินไปหน่อยจนทำให้มันดูขัดๆ และมีช่องโหว่เยอะเลย (แต่ถ้าไม่คิดอะไรมาก ก็โอเคนะครับ) ผมก็เลยกะว่าจะขอใช้พื้นที่ตรงแชร์สิ่งที่ผมรู้สึกมันทำให้หนังไปไม่ค่อยสุดทางเท่าไหร่ละกันนะครับ

อันดับแรกเลย หนังเลือกที่จะเน้นค่อนไปทางดราม่ามากกว่า การนำเสนอความหายนะแบบที่หนังแนวนี้ทำกัน ซึ่งมันทำให้หลายๆ อย่างในหนังเริ่มดูไม่เหมือนหนังภูเขาไฟระเบิดละ คือเรื่องอื่นๆ มักจะเริ่มด้วย สัญญาณนู่นนั่น นี่ แล้วช่วงที่มีสัญญาณเกิด อยากดราม่าอะไรก็จัดไป และพอหลังจากการระเบิดครั้งสุดท้ายซึ่งมาแน่ๆ เพราะมนุษย์ไม่สามารถยับยั้งอะไรพวกนี้ได้ ก็มาดูกันว่าเราจะเอาชีวิตรอดยังไง และทำอะไรต่อจากนั้น ซึ่งหนังภูเขาไฟระเบิดมีแค่นี้ก็สนุกแล้วจริงๆ นะ แต่พอ Ashfall เลือกที่จะ แตกต่าง ก็เลยทำให้ฉากการระเบิดสุดท้ายที่มักจะเป็น ไคล์แม็กซ์ ของเรื่องหายไป เลยทำให้หนังมันเบาลงด้วย แม้หนังจะแลกด้วยการใส่ปัญหาใหม่ๆ ให้พระเอกได้ท้าทายเรื่อยๆ มันก็ยังไม่ยิ่งใหญ่เท่าฉากระเบิดครั้งสุดท้ายอยู่ดี แถมหนังเริ่มจะเป๋ไปทางดราม่า แอ็กชั่นซะมากกว่าอีก ตรงนี้ก็รู้สึกผิดวัตถุประสงค์นิดๆ ละ

ซูจี เรื่องนี้สวยมากแม้จะท้องอยู่

ต่อมากคือ ความไร้เหตุผล และที่มาที่ไปของเรื่องราวหลายๆ เรื่อง เช่น ภูเขาเนี่ยอยู่ที่พรหมแดนของ เกาหลีเหนือ และจีน แต่คนเดือดร้อนดันเป็นเกาหลีใต้ แถมจีน กับเกาหลีเหนือดูจะไม่สนใจทำอะไรเลยด้วยซ้ำ เฮ้ย! เดี๋ยว! โอเค เกาหลีเหนือมันประเทศลับแล ยกทิ้งไปก่อนเลยได้ แต่จีนเนี่ย โคตรมหาอำนาจ แถมเจ้าภูเขาก็อยู่ไม่ห่างปักกิ่งสักเท่าไหร่หรอก พอๆ กับโซลนั่นแหละ ไหงไม่ทำอะไรเลยหว่า? คือถึงคุณจะเป็นหนังเกาหลีใต้ แต่จะมาทำให้ เกาหลีใต้ เป็นพระเอกจ๋าๆ แบบนี้ไม่ได้นะ นี่มันหนังภัยพิบัติ ปกติถ้ามันเกิด ประชาคมโลก ก็มักจะเข้ามารุมช่วยกันเพื่อเอาหน้าอยู่แล้ว ดูอย่างไฟไหม้ออสเตรเลียตอนนี้สิ แต่ในหนังนี้อะไร เกาหลีเหนือ นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังไม่ยอม เปิดทางให้เกาหลีใต้เขามาทำ ภารกิจอีก (เกาหลีใต้ส่งทีมบินไปเครื่องบินก็ถูดยิงตก) จีนก็ไม่ทำอะไรมีมาแค่มาร์เฟียจีนจะมาขโมยระเบิดไปขายซะงั้นคือแกจะตายอยู่แล้วนะเว้ยอีก ไปถึง 1 ชั่วโมงจะระเบิดเนี่ยยังจะมาทำอะไรแถวตีนเขาไม่ทราบ อเมริกาหนักสุด ไม่ช่วยเรื่องหยุดภูเขาไฟทำแค่มาช่วยอพยพคนแต่เน้นคนอะเมริกันก่อนด้วย เกาหลีใต้ จะเข้าไปยับยั้ง การระเบิดของภูเขา ที่เกาหลีเหนือก็ไม่ให้เข้าแบบเข้ายึดอาคารที่ว่าการเลย

แถมที่เกาหลีเหนือยังมีกองกำลังของอเมริกาอยู่อีกเพียบ คอยขัดขวางทีมพระเอกจัง เพื่ออะไรหว่า? ถ้าผู้กำกับอยากทำหนังเหน็บแนม 3 ประเทศนั้นผมว่าทำอีกเรื่องเถอะอย่าเอาเรื่องนี้มาบังหน้าเลย (เคสนี้แค่เล่าให้ฟังคร่าวๆ นะครับ จริงๆ มีอีกเยอะมาก)

 

สุดท้าย…ละกันไม่อยากบ่นเยอะ โทนหนังครับ อยู่ๆ ดันอยากแทรกความตลกเข้ามาเฉย ตอนแรกผมคิดว่าเป็นที่คนพากย์แต่ตัว พระเอก เองก็ทำบุคลิดแบบนั้นด้วยไง แบบเหวอๆ บ่อย ทำหน้าเป็น หน้างอน หน้าขำ ระหว่างภารกิจ ความเป็นตาย เนี่ย …เฮ่อ คงได้แต่ถอนหายใจ
อ่อ ที่รู้สึกเสียดายอีกอันก็คงเป็นฉากที่เศษจากภูเขาไฟเริ่มลอยมาตกยังที่ต่างๆ นี่แหละ ผมว่ามันน้อยเกินไป ลูกเท่ากันเกินไป ทำให้ไม่ยิ่งใหญ่อย่างที่หวังเลย (ทำให้แค่นึกถึงโฆษณาหนัง 4DX ในโรงหนังชื่อดังแห่งหนึ่งเท่านั้น)

 

คิดจะพัก-ภัยพิบัติสั่นสะเทือนแผ่นดินเกาหลีเกิดขึ้นอย่างไม่มีใครคาดคิดเมื่อภูเขาไฟเพ็กทูที่สูงที่สุดในเกาหลีเกิดปะทุขึ้นส่งขี้เถ้าขึ้นไปสูงถึงชั้นบรรยากาศเกิดวิบัติไปทั้งกรุงโซลและกรุงเปียงยางเพื่อรับมือกับหายนะครั้งนี้

ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดชาวเกาหลีใต้ ฮา จองอู ต้องร่วมมือกับเจ้าหน้าที่พิเศษชาวเกาหลีเหนือ อี บยองฮอน และนักธรณีวิทยาอันดับหนึ่งของประเทศ มา ดงซอก เพื่อหยุดยั้งเหตุวินาศที่อาจจะทำให้เกาหลีหายไปจากแผนที่โลก

ยูคยอง (จอน ฮเยจิน) หัวหน้าเลขานุการของประธานาธิบดีเกาหลีใต้นำทีมหาวิธีรับมือกับเหตุภัยพิบัติครั้งนี้ เธอได้พบกับ บงแร (มา ดงซอก) ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวลูกครึ่งเกาหลี – อเมริกัน เขาเผยทฤษฎีที่อาจจะหยุดการระเบิดครั้งมโหฬารได้ แม้โอกาสจะริบหรี่เพียงใดแต่ทั้งสองตัดสินใจจะเดินหน้าต่อ

อินชาง (ฮา จองอู) เจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิด ของ กองทัพบกเกาหลี ที่เหลือเวลารับใช้ชาติแค่ไม่กี่วันก็จะครบวาระ แต่กลับเกิดอุบัติเหตุไม่คาคคิดขึ้นระหว่างการเก็บกู้มิสไซล์ ทำให้เขาต้องก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีม เขาถูก เรียกตัวให้ไปทำ ภารกิจสุดท้าย ก่อนจะปลดประจำการกลับไปหาภรรยา (เบ ซูจี)

ทีมของอินชาง แทรกซึมเข้าไปเพื่อติดต่อกับ เจ้าหน้าที่ชาวเกาหลีเหนือ ยุนเปียง (อี บยองฮอน) ผู้กุมกุญแจ สำคัญที่จะ หยุดภูเขาไฟระเบิดครั้งนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ยุนเปียงใช่จะให้ความร่วมมือง่ายๆ เมื่อ ความวิปโยค กำลังคืบคลานเข้ามา ทุกคนต้องร่วมมือกันก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

คิดเอาเองว่า หนังแนวนี่คงออกแนวลุ่น การแก้วิกฤติ ที่มักจะจบแบบมีฮีโร่ แต่เรื่องนี้กลับไม่ใช่ถึงแม้จะจบแบบนั้นแต่ ระหว่างเรื่อง ผู้กำกับกลัวคนดู จะเครียดหนังเกินไป จึงแทรกบทฮาๆมุขกระจายเข้ามา เพื่อเบรคอารมณ์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แนะนำว่าถ้าชื่นชอบ หนังประเภทนี้ เรื่องนี้ก็ตอบโจทย์ได้อย่างดีทีเดียว

สรุป

เป็นหนังภัยพิบัติที่ทำออกมาได้อลังการไม่เสียชื่อเกาหลีใต้ แต่เนื้อเรื่องส่วนใหญ่กลับไม่ได้เน้นไปที่การระเบิดของภูเขาไฟเท่าที่ควร ออกจะดูเป็นหนังแอ็กชั่นบู๊ล้างพลาญเสียมากกว่า มีเรื่องราวที่ไม่เมคเซ้นต์อยู่พอควร แต่ถ้าจะไปดูแค่ภูเขาไฟระเบิดก็สนุกดี

CG ระดับเทพ

นักแสดงแสดงดี

จุดด้อย

มีตัวละคร ใช้แล้วทิ้งมากเกินไปหน่อย
การเล่าเรื่องดูไม่ค่อยมีเหตุผล อยู่ๆก็มา อยู่ๆก็ไป
มีเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แบบรับไม่ได้อยู่พอควร

 

ดูหนังออนไลน์

รีวิว The Broken Hearts Gallery ฝากรักไว้…ในแกลเลอรี่ ภาพยนตร์รักอกไม่หัก

รีวิว The Broken Hearts Gallery ฝากรักไว้…ในแกลเลอรี่ ภาพยนตร์รักอกไม่หัก

The Broken Hearts Gallery หรือ ฝากรักไว้…ในแกลเลอรี่ ภาพยนตร์รักโรแมนติกคอเมดี้ กำกับและเขียนบทครั้งแรกของ นาตาลี ครินสกี และเซเลน่า โกเมซ รับหน้าที่เป็น Executive Producer นำแสดงนำโดย เจอรัลดีน วิสวานาธาน, เดเคอร์ มอนต์โกเมอรี่, Utkarsh Ambudkar, มอลลี่ กอร์ดอน อาร์ทูโร แคสโตร เบอร์นาเดต ปีเตอรส์ และ ฟิลลิปา ซู โซนี่ พิคเจอร์ รับหน้าที่สร้างและจัดจำหน่าย ภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของความรักที่มักมาพร้อมการอกหัก การปล่อยวาง และการยอมรับความเจ็บปวดของตัวเอง ซึ่งมันน่าสนใจเพราะที่อเมริกามีแกเลอรี่อกหักที่ให้คนเอาสิ่งของมาเก็บไว้จริง ๆ ที่ LOS ANGELES!

 

เรียกได้ว่าเป็นหนังรักที่เป็นม้ามืดของปีนี้เลยสำหรับ The Broken Hearts Gallery ที่ออกฉายไปตั้งแต่เดือนกันยายน แต่โซนี่พิคเจอร์ไทย เพิ่งจะเอาเข้าฉายในโรงภาพยนตร์มาสด ๆ ร้อน ๆ และได้รับคำชื่นชมจากคนที่ได้ดูในรอบสื่อ ซึ่งผมยอมรับว่านี่เป็นหนังที่ผมคาดหวังมาก เพราะนอกจากจะได้เซลีน่า โกเมซ นักร้องสาวชาวอเมริกันเจ้าของเพลงดังอย่าง Ice Cream ที่ร้องร่วมกับวงแบล็กพิงก์มาร่วมเป็นโปรดิวเซอร์แล้ว ยังมีเรื่องของเรื่องราวรวมถึงนักแสดงที่เราอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากันอย่าง เดเคอร์ มอนต์โกเมอรี่ ที่เคยฝากบทบาทการแสดง บิลลี่ หนุ่มดาวยั่วให้สาว ๆ หัวใจพองตัวและร้ายสุดขั้วโลกจากซีรีส์ สเตรนเจอร์ ธิงส์ ซีซั่น 3 คราวนี้เขามารับบท นิค ตัวละครหลักเป็นครั้งแรกอีกด้วย แต่นอกจากนั้นผมไม่รู้จักใครเลย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะส่วนตัวแล้วภาพยนตร์ที่คนไม่ค่อยสนใจนักแสดงดัง มักจะให้ผลออกมาเกินคาดเสมอ แต่เรื่องนี้จะเป็นแบบนั้นได้หรือไม่ มาฟังเรื่องย่อกันเลยครับ

“ลูซี่ กัลลิเวอร์ ผู้ช่วยมัณฑนากรสาวในนิวยอร์กที่ชอบเก็บของที่ระลึกจากแฟนที่เคยคบจนรกห้อง และเป็นที่เอือมระอาของเพื่อน ๆ กลับต้องมีชีวิตพลิกผันในชั่วค่ำคืน เมื่อเธอถูกเท ทั้งด้านการงานและความรักโดยแฟนเก่าอย่าง แม็กซ์ จนได้ไปพบกับ นิค ชายหนุ่มไร้ความรู้สึกผู้กำลังทำธุรกิจเปิดโรงแรมแต่ประสบปัญหาบางอย่าง แต่ลูซี่กลับมองเห็นโอกาสที่จะให้คนที่อกหักทั่วทุกมุมเมือง เอาของที่ระลึกจากความรักเก่า ๆ มาไว้ที่โรงแรม โดยตั้งเป็น แกเลอรี่คนอกหัก สำหรับคนที่อยากมูฟออน แต่ไม่กล้าทิ้งของคนรักเก่า ได้เอามาจัดแสดงเป็นนิทรรศการ ในระหว่างที่ธุรกิจกำลังไปได้สวย ทั้งคู่ก็ดันปาร์คจอยกันซะงั้น แล้วแบบนี้แกเลอรี่คนอกหัก จะกลายเป็นแกเลอรี่คนรักกันหรือไม่ ลูซี่จะเข้าใจถึงความเจ็บปวดของตัวเอง เพื่อเดินหน้าและมีความสุขหลุดพ้นจากความสัมพันธ์แย่ ๆ แล้วเริ่มต้นใหม่ได้อย่างไร”

 

รีวิว The Broken Hearts Gallery ฝากรักไว้…ในแกลเลอรี่ ศิลปะและการอกหัก (ไม่สปอยล์) 2ภาพยนตร์ถ่ายทอดเรื่องราวความรักและการอกหักได้อย่างคมคาย มีคำพูดหรืออะไรหลายอย่าง ที่ตัวละครพูดออกมาแล้วสามารถเอามาใช้ได้ในชีวิตจริง แม้ว่าจะบทหนังจะออกแนวเรียบง่ายประสาหนังรักรอมคอมที่มีพล็อตเรื่อย ๆ เล่าเหตุการณ์นึงไปเหตุการณ์นึง แต่ในระหว่างการเดินทางของเรื่องราว นอกจากความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครแล้ว หนังยังให้พื้นที่กับสิ่งของเก่าต่าง ๆ ได้มีบทบาทแทนความทรงจำและความเจ็บปวดของคนที่เคยรักกันผ่านตัวละครหลักได้เป็นอย่างดีซึ่งก็ถ่ายทอดมาในรูปแบบโอเวอร์แอ็คติ้ง ร้องไห้ยังไงให้ดูตลก โวยวายยังไงให้ดูฮา เมาท์กันยังไงให้ดูขำ ผ่านตัวละครของนิคและลูซี่ที่ได้มาเจอกันท่ามกลางวันแย่ ๆ ของชีวิต ได้ช่วยกันทำงาน ได้เรียนรู้ตัวตนซึ่งกันและกัน ได้มูฟออนไปด้วยกัน ซึ่งเป็นช่วงที่เราได้อมยิ้มไปพร้อม ๆ กับอยากรู้ว่าเรื่องจะลงเอยอย่างไร แถมยังค่อย ๆ เห็นตัวละครเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองไปทีละก้าว

ทว่าในช่วงหลังของเรื่อง หนังกลับจริงจังและชัดเจนว่าไม่ได้อยากเป็นแค่ความบันเทิง แต่ยังให้ความรู้สึกโอบรับผู้ชมทุกคนที่อาจจะเคยอกหักหรือไม่เคยอกหักได้เรียนรู้และเข้าใจไปพร้อมกับตัวละคร โดยไม่ทิ้งความตลกให้เราดูได้อย่างเพลิน ๆ และพัฒนาไปพร้อมกับตัวละครที่ตอนแรกอาจจะเป็นคนแบบหนึ่ง แต่ตอนหลังจะกลายเป็นคนแบบหนึ่ง ซึ่งมันดีมาก ๆ เพราะมันทำให้เราเข้าใจเจตนาและปมของตัวละครที่ขับเคลื่อนไปด้วย เพราะฉะนั้นหากคิดว่าจะเป็นหนังรักฮา ๆ ธรรมดาอย่างในตัวอย่าง ผมบอกเลยว่าคุณคิดผิด เพราะดูจบแล้ว คุณอาจจะรู้วิธีหาทางที่จะมีความสุขจากการอกหักได้แน่ ๆ

ตัวละครมีเสน่ห์ และฉายแสงออกมาอย่างถ้วนหน้า

ถ้าถามว่าหนังรักโรแมนติกเรื่องไหนที่ตัวละครอื่นเด่นพอ ๆ กับตัวเอก ก็คงเป็นเรื่องนี้ เพราะลูซี่ก็มีบุคลิกแบบผู้หญิงทั่ว ๆ ไปที่เราสามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน นิคก็อาจจะเป็นผู้ชายแบบเพื่อนที่มีปัญหาไม่กล้าสุงสิงกับใคร แต่พอเขาได้ทำสิ่งที่เขาชอบ พวกเขาจะมีเสน่ห์มาก ๆ เช่นเดียวกับตัวละครแวดล้อมรอบ ๆ ช่วยสร้างความสนุกให้กับเรื่องมากขึ้น เช่น นาดีน ความสัมพันธ์แบบสนุกสนานไม่ผูกมัด แถมเป็นเลสเบี้ยนอีกด้วย ซึ่งเรามักจะได้เห็นตัวละครแนวนี้มักเป็นผู้ชาย แต่ไม่ครับ เธอมีความสัมพันธ์รักอย่างอิสระแบบเพลย์เกิลส์ จะคบใครรักใครเลิกกันก็ทำได้เหมือนเพศชาย น้ำหนัก LGBT ในส่วนนี้ถือเป็นเรื่องขบขันแบบพอดิบพอดีไม่ยัดเยียดเกินไป จนทำลายสาสน์ของหนัง ส่วน อะแมนด้า คือ ทนายความสาวที่คบกับแฟนแต่ก็ยังเกรงใจเพื่อน เพราะตัวเองก็ไม่ค่อยแน่ใจในความสัมพันธ์ แต่เป็นห่วงเพื่อนสุด ๆ แม้จะชอบแซะ ชอบแซว ทั้งคู่ก็คอยเป็นกำลังสำคัญที่อยู่กับลูซี่และสนับสนุนเวลาเพื่อนอกหัก และเมาท์กันแบบผู้หญิงถึงผู้หญิงที่เราดูแล้วเหมือนกำลังดูเพื่อนหรือผู้หญิงใกล้ตัวเล่าเรื่องชีวิตรักให้เราฟัง เช่นเดียวกับ มาร์คลอสที่คอยเป็นพ่อสื่อให้กับนิค ด้วยมุกตลกขำ ๆ ซึ่งมาช่วยทำให้หนังไม่จืดจนเกินไป ทุกตัวละครมีฉากให้เราสะดุดหูสะดุดตาตลอด ด้วยคำพูดที่จิกกันและแสบสัน อ่านต่อได้

 

รีวิว Crash Landing On You (ปักหมุกรักฉุกเฉิน) พรหมลิขิตเล็กๆ ในเกาหลีเหนือ

รีวิว Crash Landing On You (ปักหมุกรักฉุกเฉิน) พรหมลิขิตเล็กๆ ในเกาหลีเหนือ

Crash Landing on You ปักหมุกรักฉุกเฉิน ผลการร่วมมือล่าสุดระหว่าง Netflix, tvN และ Studio Dragon จากเกาหลีใต้ เรื่องราว โรแมนติด คอมเมดี้ แนบพรหมลิขิตเล็กๆ ระหว่าง ทหารหนุ่มความสามารถระดับเทพสุดหล่อจากเกาหลีเหนือ และ นักธุรกิจสาวรุ่นใหม่ไฟแรง แถมยังสวยสุดๆ จากเกาหลีใต้

รี จองฮยอก (ฮยอน บิน)
ร้อยเอกหนุ่มแห่งกองทัพเกาหลีเหนือ ชายโคตรเพอร์เฟค เก่ง, ฉลาด, นิ่ง, หล่อ, ไม่ถือตัว, เถรตรง, เป็นระเบียบ, รักความยุติธรรม, แอบมีตังค์ และทำอาหารเก่งอีกต่างหาก เขาเป็นที่รักและเคารพของ ลูกน้องภายในหน่อย รวมถึงชาวบ้านในระแวกค่ายทหารด้วย แต่กระนั้นประวัติของเขาก็ยังไม่เป็นที่เปิดเผยว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร มีเส้นสายแค่ไหน(ในตอนแรก)

ยุน เซรี (ซน เยจิน)

สาวนักธุรกิจที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก ขนาดตั้งชื่อแบรนด์ของเธอเองว่า “Seri’s choice” (เซรี เลือกสิ่งนี้) มีหัวการค้าระดับสุดยอด ลูกสาวคนเล็กของบ้านตระกูลยุน เธอมีพี่ชายอีก 2 คนแต่ไม่ได้เรื่องทั้งคู่…10ปีก่อนเธอออกจากบ้านมาทำธุระกิจเป็นของตนเอง และก็ประสบความสำเร็จแบบสุดๆ แล้วเธอก็ไม่กลับบ้านไปพึ่งเงินพ่อเธออีกเลย

 

กู ซึงจุน (คิม จองฮยอน)
นักธุระกิจหนุ่มจากเกาหลีใต้ ที่มีคดีช่อโกงติดตัว(โกงใครไม่โกงโกงคนใกล้ตัวนางเอกด้วย) จนต้องแอบลี้ภัยมาอยู่เกาหลีเหนือแบบเป็นความลับ เปิดตัวมาตอนแรกดูเข้มๆ คิดว่าจะมาเป็นตัวร้ายโหดๆ แต่ดูไปดูมา ดูว่าน่าจะมาเป็นตัวรองแบบติดตลกๆ ด้วยซ้ำ คงเอามาไว้เป็นเงื่อนไขกันชนให้พระเอกแน่ๆ แต่จะสร้างความประทับใจได้แค่ไหนคงต้องตามดูกันต่อไป

 

ซอ ดัน (ซอ จีเฮ)
เปิดตัวมาตอน 3 เป็นลูกเต้าเหล่าใครไม่ชัดเจน แต่ถ้าไม่รวยมากๆ ก็น่าจะมีตำแหน่งยิ่งใหญ่มากแน่นอน ตอนแรกคิดว่าเปิดตัวมาเป็นเพื่อนสมัยเด็กของพระเอก แต่เปล่าเธอกำเนิดมาเป็นคู่หมั้นคู่หมายของพระเอกเราเลยทีเดียว เห็นหน้าสวยๆ คมๆ แบบนี้ แต่บุคลิกในละครเหมือนเธอจะโก๊ะๆ นิดหน่อย แม้จะเป็นสาวนักเรียนนอก(รัสเซีย) ก็ตาม ชัดเจนว่าเอามาจับคู่ให้ กู ซึงจุน แน่นอน

เกาหลีเหนือ & เกาหลีใต้

แผนที่คาบสมุทรเกาหลี
ทุกคนคงพอรู้กันอยู่แล้วเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ แม้จะใช้ชื่อว่า “เกาหลี” เหมือนกัน แต่ 2 ประเทศนี้มีความแตกต่างระดับที่เรียกได้เลยว่า “ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง” ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง, ความเป็นอยู่, ระบบเศรษฐกิจ, ทัศนคติ และอื่นๆ อีกมากมาย คงมีเพียงแต่ภาษาเท่านั้นที่ยังใช้เหมือนกันอยู่ ทีนี้เพื่อให้อินกับซีรี่ส์มากขึ้นใครที่พอมีเวลาสัก 10 นาที เชิญไปแวะชมคลิปของคุณวิวได้ที่ “สรุปสงครามเกาหลี” ดูนะครับว่าทำไม 2 ประเทศนี้ถือแยกกันได้ และมีความแตกต่างกันขนาดนี้ เผื่อเข้าใจความลำบากของการพบกันของคนทั้ง 2 ฝั่ง หรือสถานการณ์บางอย่างในซีรี่ส์ที่เราคิดว่า “โห…มันขนาดนั้นเลยหรอ?” ครับมันเป็นแบบนั้นแหละ  อ่านต่อได้

 

 

รีวิวซีรีส์เกาหลี Stranger From Hell หอพักหลอน โหด สยองขวัญเต็มพิกัด

รีวิวซีรีส์เกาหลี Stranger From Hell หอพักหลอน โหด สยองขวัญเต็มพิกัด

Stranger From Hell นรกคือคนอื่น ซีรีส์เกาหลีจากเว็บตูน 10 ตอนจบลงใน Netflix กับ Viu พล็อตแปลกแตกต่างมีความน่าสนใจมาก ว่าด้วยเรื่องราวของ “จงอู” หนุ่มต่างจังหวัดวัยยี่สิบกว่าที่พึ่งออกจากกรมทหารเข้ามาทำงานในเมือง ตามคำชวนของรุ่นพี่ที่เปิดบริษัทอยู่ก่อนแล้ว และต้องมาอยู่หอพักสุดโทรมที่เต็มไปด้วยคนที่มีนิสัยผิดปกติจนน่าขนลุก!

ถือเป็นแนวแปลกแหวกแนวจาก ซีรีส์เกาหลี ทั่วไปเป็นอย่างมาก แม้ทางเกาหลีเองจะขยันทำแนว ฆาตกรโรคจิต ออกมาบ่อยๆ แต่ก็มักจะเป็นแนวสืบสวนตามล่าหาฆาตกรที่มักปิดบังอำพรางตัวเองไว้ แต่กับเรื่องนี้ต่างออกไปตรงที่ไม่ได้ตามล่าหาฆาตกรหรือปิดบังตัวฆาตกรเลย ตัวเรื่องเฉลยกันรัวๆ ว่าใครทำอะไร ฆ่าใครที่ไหน อย่างไร ตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกตอน 1-2 ก็แทบจะเปิดตัวครบหมดแล้ว และก็ไม่ต้องมาเดาว่าทำไปด้วยเหตุผลอะไร เรื่องใส่ความโรคจิตยัดลงไปในตัวละครคนในหอพักนี้ให้เห็นกันชัดเจนแต่แรกเลยว่าพวกบ้านี่ผิดปกติจนน่าขนลุกขนาดไหน อย่าง ชายที่มักเปิดประตูห้องอ้าซ่าให้เห็นว่าตัวเองชอบตัดภาพผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยจากในเน็ตออกมาแปะไว้เต็มผนังห้อง หรือหนุ่มติดอ่างที่ชอบพูดอะไรแบบชวนขนลุกพร้อมหัวเราะคิกคักอยู่ตลอดเวลา

“สนใจไหม? ห้องเช่าราคาไม่กี่พัน ที่มาพร้อมกับความขวัญผวา จนคุณอาจเป็นบ้าได้ทุกเมื่อ!!!”
ว่ากันว่า ‘จิตใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง’ เปรียบเหมือนก้นทะเลสีดำทะมึนที่ไม่ว่าเราจะยิ่งค้นหาจุดสิ้นสุดของมันสักเท่าไหร่ ก็ยิ่งยากที่จะดำดิ่งลงไปเท่านั้น เพราะมนุษย์ประกอบไปด้วยความคิด อารมณ์ ความรู้สึก รวมไปถึงการแสดงออกทางร่างกายที่มักจะทำงานสอดคล้องกันเหมือนกับฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่คอยขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้า แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ส่วนประกอบเหล่านั้นมันผุพังหรือผิดเพี้ยนไปจากเดิม องค์ประกอบ ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่ซุกซ่อนเอาไว้ข้างในก็คงค่อย ๆ กร่อนลงไปเท่านั้น

คำว่า ‘นรกคือคนอื่น’ ก็คงไม่เกินจริงสักเท่าไหร่ ถ้าหากคุณได้รู้ว่าผู้คนแสนดีที่อยู่รอบตัวคุณมาโดยตลอดนั้น ดันเป็น ‘อีกคน’ ที่แสนจะชั่วร้ายและพร้อมจะลากคุณลงนรกไปด้วยกันตลอดเวลา… จริงไหมล่ะ?

‘Stranger From Hell นรกคือคนอื่น’ คือซีรีส์ระทึกขวัญสั่นประสาทที่สาย Comic จาก WEBTOON น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะนอกจากจุดเริ่มต้นจะเป็นการ์ตูนออนไลน์สายสยองขวัญที่โด่งดังไปทั่วเกาหลีแล้ว ปลายทางความสำเร็จอย่างซีรีส์เรื่องนี้ ก็ได้รับกระแสตอบรับอันดีงามไม่แพ้กัน ถ้าใครได้ดูแล้วก็จะรู้เลยว่า พลาดไม่ได้แม้แต่ตอนเดียว!

 

 

ตัวละครหลักในหอพักแห่งนี้
พวกนี้คือ ตัวละครร่วมหอพัก ที่แทบไม่มีการเรียกชื่อจริง แต่ถูกแทนด้วยเลขห้อง (ของพระเอกห้อง 303) และที่สยองไปกว่านั้นคือ การแท็คทีมหลอนคนที่เข้ามาพักในหอนี้ทุกคน (ไม่ใช่มีแค่พระเอกที่มาพักแล้วโดน แต่คนอื่นก็โดนหมด) โดยไม่เว้นว่างเวลาไหนก็หาเรื่องหลอนกันได้ทุกฉากที่ออกมา ไม่มีฉากไหนที่พวกนี้ออกมาแล้วปกติ แม้แต่อาบน้ำ กินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกัน นักแสดงในเรื่องถือว่าคัดมาดีงามตามบททุกคน แค่เห็นหน้านิ่งๆ ก็หลอนแล้ว แถมคาแรกเตอร์หน้าตายังตรงกับการ์ตูนต้นฉบับมากด้วย (ท้ายเครดิตตอนจบจะมีเทียบให้ดูครบทุกตัว) และส่วนหนึ่งที่ตัวเรื่องนี้เป็นที่นิยมของสาวๆ ก็คือการจิ้นของตัวละครในเรื่องระหว่างพระเอกกับตัวร้ายในหอพัก ซึ่งบทก็จงใจให้คนดูคิดแบบนั้นจริงๆ แอบเป็นหนังรักในอีกรูปแบบหนึ่งที่จิตๆ และก็เลือกตัวร้ายได้หล่อโรคจิต เล่นดีสมกับเป็นตัวร้ายหลักของหอพักแห่งนี้

จุดประสงค์หลักของเรื่องจึงไม่ใช่การตามหาตัวคนร้ายใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นการเดินเรื่องให้คนดูได้เห็นความโรคจิตผิดปกติของพวกนี้ ผ่านมุมมองของตัวเอก “จงอู” ที่ถูกกดดันจนแทบบ้า จากการต้องมาอยู่ร่วมหอพักกับคนพวกนี้ และไม่ใช่แค่ความกดดันจากภายในหอพัก แต่ที่ทำงานของจงอูเองก็ยังต้องเจอกับแรงกดดันจากหัวหน้าและประธานที่ออกแนวกดขี่ข่มเหงทางวาจาตลอดเวลาเช่นกัน แถมแฟนสาวที่มาอยู่โซลก่อนหน้าพระเอกก็ยังไม่ค่อยเชื่อเรื่องที่พระเอกเล่านัก กลับคิดว่าพระเอกปรับตัวเข้ากับสังคมเมืองหลวงไม่ได้ อีกทั้งสภาพแวดล้อมสุดโทรมที่พระเอกอยู่ก็เป็นตัวกดดันให้พระเอกเครียดแทบไร้ทางออกซ้ำเติมเข้าไปอีก ไม่มีแอร์ ห้องอาบน้ำห้องส้วมรวม ไฟก็ไม่สว่าง ประตูก็เหมือนล็อคไม่ได้ แถมมีชั้น 4 สุดลึกลับที่ป้าห้องเช่าบอกไฟไหม้เลยไม่ได้เปิดใช้ แต่กลับมีเสียงประหลาดจากชั้นนั้นเล็ดรอดออกมาเรื่อยๆ ซาวด์ดนตรีกับเสียงประกอบฉากเล็กๆ น้อยๆ ของเรื่องก็พยายามบิ้วให้หลอน อย่างพัดลมที่หมุนส่ายไม่ได้ส่งเสียงแต่กๆๆ ตลอดเวลา เรียกว่าองค์ประกอบทุกอย่างในเรื่องนี้ กดดัน สยองขวัญ หลอน ให้พระเอกยิ่งอยู่ไปยิ่งใกล้บ้าขึ้นทุกที โดยมีฉากมโนของพระเอกเองในยามปกติที่จิตหลุด หรือภาพฝันร้ายหลอนๆ แทรกซ้อนหนักขึ้นเรื่อยๆ มาเป็นตัวบ่งบอกให้เห็นว่าพระเอกเองลึกๆ ก็อาจจะมีความไม่ปกติซ่อนอยู่ในตัวเช่นกัน

จุดขายฉากโหดสยองขวัญในเรื่องถูกใส่มาตลอดเวลา ซึ่งทำได้ดีเลยทั้งฉากทรมานคนด้วยวิธีแปลกๆ การเล่นกับเหยื่อแบบจิตๆ ฉากฆาตกรรมโหดๆ มีความซาดิสม์โรคจิตและสไตล์การฆ่าเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคนต่างกัน (ถ้าสปอยล์เบาๆ หน่อยคือแต่ละคนมีหน้าที่ต่างกันด้วยในหอพักแห่งนี้) แต่พวกอาวุธฆ่าในเรื่องส่วนใหญ่จะถูกเซ็นเซอร์ทำเบลอไว้หมด รวมถึงฉากสัตว์ตายแหวะในเรื่องนี้คือแมวก็ถูกเบลอไว้ อันนี้เป็นเพราะ Netflix ซื้อซีรีส์เรื่องนี้มาจากเวอร์ชั่นทีวีที่เซ็นเซอร์อีกที ก็น่าเสียดายนิดๆ ส่วนใครที่สงสัยว่าพล็อตรวมคนโรคจิตในที่เดียวกันแบบนี้สมเหตุผลแค่ไหน ทำไมพวกนี้ไม่ฆ่ากันเองซะก่อน ในเรื่องมีคำตอบที่ค่อยๆ เฉลยมาได้น่าติดตามเลย (ที่จริงในไทยก็พึ่งมีข่าวแบบนี้ไป ตัดสินโทษประหารครูสอนกวดวิชาโรงเรียนพี่ณัฐ ถ้าตามข่าวอ่านจะเห็นว่าไม่แตกต่างจากในเรื่องนี้เลยที่คนโรคจิตมารวมตัวกันได้จริงๆ)

Stranger From Hell นรกคือคนอื่น Netflix เรต 18+ แต่เบลออาวุธแทบทุกอย่างในเรื่องหมด ทำให้เสียอารมณ์ไปเยอะเหมือนกัน
ต้องยอมรับเลยว่าตัวซีรีส์เข้าถึงจุดขายให้อารมณ์หลอนสยองขวัญจัดเต็มเหนี่ยวเลย เรียกว่าถ้าให้คะแนนตรงนี้กดให้ 10 ได้เลยแน่นอน แต่ส่วนด้อยของเรื่องคือการพยายามลากเรื่องด้วยอารมณ์หลอนแบบ “อมพะนำ” ของตัวเอกจงอูยาวนานหลายตอนมาก เรื่องดำเนินไปแบบว่าหลอนกลัวสติใกล้แตกตั้งแต่แรกๆ แต่ก็ไม่ไปแจ้งความหรือให้ข้อมูลอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกับตำรวจที่มาตามสืบสักที มีความพิรี้พิไรออกแนวลำไยเยอะกับการกระทำของพระเอกขัดแย้งกับความจริงอยู่หลายครั้ง หรือแม้กระทั่งการพยายามหาทางออกไปที่อื่นที่ดูเป็นไปได้หลายอย่างมากกว่าการกลับมาตายรังทุกคืน อย่างนอนร้านเน็ตที่คนเกาหลีนิยมทำก็ไม่มี บทจงใจเขียนลากยาวให้พระเอกโดนรุมกดดันจนไม่ค่อยสมจริงนัก กว่าจะหลุดพ้นตรงนี้ก็ปาไปท้ายๆ เรื่องแล้ว

อีกจุดด้อยคือการที่ให้พระเอกพยายามเขียนนิยายอาชญากรรม แนวฆาตกรต่อเนื่อง ซึ่งตอนแรกก็ดูเข้ากับเรื่องราวดี เพราะพระเอกก็เหมือนได้ไอเดียจากคนหลอนๆ ในหอพักเอาไปใช้ใส่นิยาย แต่ว่าตัวเรื่องกลับไม่ได้มีบทส่งส่วนนี้ให้ไปถึงไหนมากนัก ทั้งๆ ที่สามารถผูกโยงให้กลายเป็นเรื่องสยองขวัญซ้อนกันได้มากขึ้น แถมบางครั้งยังใส่มาเหมือนให้เราคิดว่าสำคัญกับตอนจบ แต่สุดท้ายก็เป็นแค่แบ็คกราวน์ประกอบเรื่องเท่านั้น…

อีกจุดคือส่วนของการสืบสวนผ่านตำรวจหญิงที่เป็นตัวหลักอีกคนหนึ่ง แต่ก็เดินไปแบบไม่ค่อยเข้าถึงจริงจังนัก ออกแนวเขวไปเขวมาถ่วงเวลาของเรื่องไปเรื่อยๆ แม้จะให้เหตุผลว่าเพราะเธอไม่ได้มีหน้าที่ตรงนี้โดยตรง แต่เรื่องก็เดินไปแบบเหมือนไม่ได้ตั้งใจให้เธอเก็ทความจริงได้สักที มีแต่สงสัยไว้ในหัวอย่างเดียว ทั้งๆ ที่ในเรื่องหลายครั้งมีหลักฐานเห็นชัด อย่างการบุกไปเดินตรวจถึงห้องเชือดหลายศพ แต่กลับไม่ได้กลิ่นเลือดหรือเจออะไรเลย ในขณะที่ตัวละครคนอื่นในหอกลับได้กลิ่นเลือดแล้วตามรอยไปจนเจอ ดูไปก็แอบหงุดหงิดนิดๆ แต่ยังดีที่นักแสดงมีความน่ารักแบบบ้านๆ เล่นเข้ากับบทนี้ได้ดีลงตัวจนมองข้ามจุดด้อยนี้ไปได้

แต่ส่วนที่ว่ามานี้ก็ยังไม่ถึงขั้นทำให้เรื่องดูไม่สนุก แค่รู้สึกว่าเรื่อง พยายามลากยาวจุดนี้เกินไปหน่อยจนเนื้อเรื่องไม่ได้เดินหน้าไปไหนมากนัก (เพราะวนๆ อยู่กับความสติแตกของพระเอก) ข้อเสียของเรื่องจังๆ คือช่วงตอนจบสุดท้ายของเรื่องหนังพยายามหลอกคนดูด้วยเรื่องราวตามสูตรหนังแนวนี้ ที่คนดูก็ต้องพอเดาได้ว่าต้องจบแบบไม่ธรรมดาแน่นอน ซึ่งก็ถือว่าทำได้จริง แต่กลับขาดความสมเหตุผลมากไปจนกลายเป็นจุดบกพร่องของเรื่อง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ทำได้ดี จุดเสียกลับไปกองรวมกันที่ตรงนั้น ช่วงก่อนจบหนังต้องการเฉลยเรื่องทั้งหมดในเชิงจิตวิทยา แต่ว่ากลับใช้วิธีเฉลยโดยใส่สิ่งของบางอย่างเข้ามากระตุ้นให้ตัวละครตอนจบคิดได้แบบไม่สมเหตุผล แถมตัวละครที่ทำตัวฉลาดมาตลอดอย่างตำรวจหญิงที่ตามสืบคดีนี้เพียงลำพังจู่ๆ ก็ออกแนวง่อยไร้ประโยชน์ขึ้นมาทันที ฝ่ายตำรวจในเรื่องนี้เองก็ถูกเขียนบทให้ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามเว่อร์ๆ ขนาดสายสืบร่วมโรงพักหายตัวไปหลายวันยังไม่ทุกข์ร้อนอะไร ซึ่งผิดจากความจริงเกินไป เข้าใจว่าต้องการให้ความสำคัญโฟกัสที่ตัวพระเอกล้วนๆ แต่ก็กลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้ตัวละครอื่นต้องถูกลดบทบาทสำคัญในช่วงท้ายมากเกินไป จนเรื่องจบแบบดูเหมือนฉลาด แต่ก็ไม่ว้าวอะไรมากนักครับ

“ที่รัก คุณคือ ผลงานชิ้นเอก ที่ผมเคยสร้างมา” คำพูดที่เป็นบทสรุปเรื่องราวในช่วงท้ายของซีรีส์ ที่สามารถคลายความสงสัยของคนดูให้กระจ่างได้ดียิ่งขึ้นแม้ว่าคิ้วจะขมวดเป็นปมมาทั้งเรื่องแล้วก็ตาม ซึ่งหนังฉลาดมากที่เลือกจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดด้วยการวางตำแหน่งให้คนดูเป็นเหมือนกับบุคคลที่ 3 ที่คอยเดินไปตามทางพร้อมกับตัวละครเอกของเรื่องอย่าง ‘ยุนจงอู’ ทำให้เรารับรู้ได้ถึงความยากลำบากของฐานะทางบ้าน ที่ต้องคอยดูแลแม่ผู้ที่เลี้ยงเขามาด้วยตัวคนเดียว แล้วไหนจะพี่ชายสุดห่วยที่ไม่เคยจะช่วยเหลือครอบครัวได้เลย ความรู้สึกของจงอูที่อยากจะถีบตัวเองขึ้นมาด้วยการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองหลวง ความเหนื่อยยากของการตามหาที่พักดี ๆ แม้ว่าจะมีเงินติดตัวอยู่ไม่มาก จนสุดท้ายความยากลำบาดของชีวิตจงอูที่เราเห็นมาตลอดในช่วงแรกของเรื่อง ก็ทำให้เราเข้าใจได้ว่าทำไมจงอูถึงเลือก ‘หอพัก’ เอเดนเป็นที่ซุกหัวนอน ซึ่งรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในช่วงต้นเรื่องที่ผู้กำกับพยายามจะทำให้เราเห็นภาพของ ‘ทางเลือกที่ไม่มีทางเลือก’ ของจงอูนั้น ถือว่าต่อยอดมาจากการ์ตูนได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว

 

ถ้าหากใครที่ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่เวอร์ชั่นการ์ตูนก็พอจะรู้อยู่แล้วว่า ‘ความประสาทแดก’ ของเพื่อนร่วมหอพักเอเดนแต่ละคนนั้นมันสุดโต่งแค่ไหน ไหนจะตาลุงหื่นที่ชอบเปิด หนังโป๊ เสียงดังแถมยังชอบเดินถือมีดมาป้วนเปี้ยนอยู่หน้าห้องคนอื่น ไหนจะคู่แฝดนรกที่คนหนึ่งชอบทำเสียงหัวเราะประหลาดอยู่ตลอดเวลาส่วนอีกคนก็ชอบฆ่าแมวเป็นชีวิตจิตใจ ไหนจะป้าเฝ้าหอจอมขี้เผือกที่ชอบเดินมาคุยเจ๊าะแจ๊ะน่ารำคาญจนบางทีก็รู้สึกเหมือนนางจะตามเราไปเลยทุกที่ก็ว่าได้ ซึ่งทุกคาแร็คเตอร์ในเวอร์ชั่นซีรีส์นี้ มันคือการต่อยอดความสำเร็จจากเวอร์ชั่นการ์ตูนที่ปั่นประสาทคนดูได้อย่างบ้าคลั่ง โดยที่นักแสดงทุกคนนั้นสามารถถ่ายทอดความน่าขยะแขยงและน่าขนลุกออกมาได้อย่างดีซะจนสงสารจงอูเหลือเกินที่เลือกเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ รู้งี้น่าจะประหยัดค่าแท็กซี่ตอนเมาแล้วเอาเงินไปเช่าหออื่นยังจะดีซะกว่า!

 

การแสดงอันลึกลับและน่าขนลุกของ ‘อีดงอุค’ นักแสดงแถวหน้าของวงการเกาหลี ที่คราวนี้ลงทุนสลัดคราบสามีแห่งชาติมาเป็นฆาตกรใจเหี้ยม ที่ฉาบร่างภายนอกด้วยอาชีพหมอฟันผู้สุขุมและน่านับถือ เพื่อคอยซ่อนความบิดเบี้ยวข้างในจิตใจที่สนุกกับการฆ่าคนไม่มียั้ง เรียกได้ว่าเป็นตัวละครเด่นที่ช่วยดึงกราฟความสยองและความลุ้นระทึกของเรื่องได้มากขึ้นไปอีกสมกับเป็นนักแสดงมืออาชีพ ทำเอาคนดูถึงกับลืมภาพพระเอกเกาหลีผู้แสนดีและอบอุ่นไปจนหมด

 

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่ซีรีส์สามารถนำเสนอออกมาได้อย่างชัดเจนนั่นก็คือ เบื้องลึก ในจิตใจของตัวเอกอย่าง ยุนจงอู ที่ในแต่ละวันเขาต้องทนอยู่กับ สภาพแวดล้อม อันเลวร้าย ทั้งหอพักสุดสยองที่กว่าจะข่มตานอนให้ผ่านไปได้ในแต่ละคืนไม่ใช่เรื่องง่าย ไหนจะชีวิตการทำงานสุดบัดซบที่ต้องเผชิญหน้ากับหัวหน้าโรคจิตขี้อิจฉา กับประธานบริษัทที่ชอบอ้างเอาคำว่ารุ่นพี่มากดขี่และหวังจะเครมแฟนของเขาอยู่ทุกวัน ความประสาทแดกทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับคนหนึ่งคน ค่อย ๆ เปลี่ยนเขาให้กลายเป็น ‘อีกคน’ ไปอย่างช้า ๆ โดยไม่รู้ตัว จงอูจึงกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รอวันปะทุ ซึ่งเราต้องยอมรับเลยว่าฝีมือการแสดงของ ‘อิมชีวาน’ ผู้รับบทเป็น ยุนจงอู นั้นถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ กับการถ่ายทอดลักษณะอาการ BPD (Borderline Personality Disorder) ที่ทั้งกลัวการถูกทอดทิ้งจากความสัมพันธ์ไม่มั่นคง ทั้งการแสดงออกถึงอารมณ์ที่รุนแรง แถมยังระหวาดระแวงคนอื่นเป็นประจำ จนกลายเป็นคนที่จมอยู่กับตัวเองและดูเหมือนเป็นมนุษย์ที่ใกล้จะพังอยู่ตลอดเวลา ดูแล้วช่างน่าเอาใจช่วยและเวทนาไปพร้อม ๆ กันเสียจริง

 

อีกหนึ่งสิ่งที่ประทับใจเสียจนไม่พูดถึงไม่ได้จริง ๆ นั่นก็คือการเล่าเรื่องโดยใช้มุมมองภาพที่แปลกใหม่ ที่เราไม่ค่อยจะได้เจอมากนักในซีรีส์เกาหลี ทั้งการเล่าแบบ Longtake ในสถานการณ์คับขันที่ยิ่งขับให้ฉากเหล่านั้นมีความน่าตื่นเต้นมากขึ้น หรือจะเป็นการ Transition ระหว่างฉากต่อฉากโดยใช้การกระทำของตัวละครเชื่อมถึงกันนั้น มีส่วนช่วยอย่างมากในด้านความต่อเนื่องของอารมณ์คนดู เรียกได้ว่าลื่นดีไม่มีหลุดว่างั้นเถอะ อีกทั้งหนังยังฉลาดมากที่เลือกจะเฉลยตัวฆาตรกรตั้งแต่ต้นเรื่อง เพื่อเล่นกับความรู้สึกของคนดูที่รู้ทุกอย่างแต่กลับทำอะไรไม่ได้สักอย่าง บอกได้คำเดียวว่ามันช่างน่าอึดอัดซะเหลือเกิน!

 

สุดท้ายแล้วเรื่องราวที่ถูกเรียงร้อยมาอย่างดีตั้งแต่ต้นจนจบ ถูกเล่าด้วยอารมณ์และการกระทำของตัวละครที่เหนือความคาดหมายจนทวีความพีคขึ้นเรื่อย ๆ บวกกับฉากโหดเลือดสาดที่แม้ว่าจะไม่ได้แหวะอะไรมาก แต่ทั้งหมดนั้นมันก็ทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกตัวละครลากไปลงนรกด้วยกัน เจ็บปวดไปพร้อม ๆ กัน และเติบโตไปด้วยกันได้อย่างแท้จริง… จนแทบไม่ต้องถามเลยว่าซีรีส์เรื่องนี้แตะมาตรฐานซีรีส์เกาหลีมั้ย เพราะ ‘Stranger From Hell นรกคือคนอื่น’ เป็นมาตรฐานใหม่ของวงการซีรีส์เกาหลีไปแล้วเรียบร้อย

 

 

สปอยล์

หมอฟันโรคจิตในเรื่องตั้งใจสร้างแรงกดดันให้พระเอกเพื่อเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นฆาตกรแบบเดียวกับพวกมัน ซึ่งพระเอกก็กลายเป็นคนสองบุคลิก บุคลิกฆาตกรก็ปรากฎขึ้นมา แล้วก็ฆ่าหมอฟันทิ้ง แต่กลายเป็นว่าเขายังเห็นภาพหลอนของหมอฟันตามติดอยู่เสมอตลอดไป ซึ่งเป็นไปตามจุดประสงค์ของหมอที่ต้องการผลงานชิ้นเยี่ยมอันเป็นที่รักก็คือตัวพระเอกเองนี่แหละ

จุดที่เป็นปัญหาใหญ่ข้อนึงเลยคือพระเอกที่นอนป่วยอยู่โรงพยาบาลยังใส่สร้อยข้อมือที่ร้อยด้วยฟันเหยื่อที่ตายไปได้ยังไง เป็นจุดที่ใส่มาเพื่อตั้งใจเฉลยเรื่องย้อนหลังว่าพระเอกเป็นฆาตกรฆ่าคนในหอทั้งหมดจริงหรือไม่ แต่มันขาดความสมเหตุผลไปพร้อมกัน

ดูหนังออนไลน์ 

รีวิวซีรีส์เกาหลี แอ็กชั่นไซไฟ Rugal ตำรวจกล คนเหนือมนุษย์

รีวิวซีรีส์เกาหลี แอ็กชั่นไซไฟ Rugal ตำรวจกล คนเหนือมนุษย์

ซีรีส์เกาหลี Rugal แนวแอ็กชั่นไซไฟ ที่ไม่ค่อยมีมาบ่อยนัก เรื่องราวของ “คังคีบอม” (Choi Jin-hyuk จาก Tunnel )คือตํารวจสายสืบชั้นยอดที่ถูกป้ายสีว่าฆาตรกรรมภรรยาของตน อีกทั้งยังโดนควักดวงตาไป โดยทั้งหมดเป็นฝีมือขององค์กรก่อการร้ายขนาดใหญ่ “อาร์โกส” ที่กุมอำนาจเส้นสายเครืออิทธิพลในเกาหลีไว้แทบทั้งหมด

ในขณะที่เขาคิดว่าตัวเองสูญเสียทุกอย่างและต้องติดคุก เขากลับได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลลึกลับให้ออกจากคุกได้ พร้อมกับผ่าตัดมอบดวงตาจักรกลอัจฉริยะสุดล้ำให้ โดยแลกเปลี่ยนกับการมาร่วมทีมหน่วยงานลับ “รูกัล” ที่นำโดยอธิบดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งรวบรวมตำรวจและคนที่สูญเสียอวัยวะในร่างกายมาผ่าตัดดัดแปลงใส่จักรกลเข้าไป โดยมีเป้าหมายโค่นล้มอาร์โกสให้ได้

ตัวเรื่องแม้จะมีความล้ำมาก เรียกว่าเกินอนาคตกันใกล้นี้เลยด้วยซ้ำกับอวัยวะเทียมเหนือมนุษย์ที่ทีมพระเอกผ่าตัดเปลี่ยนไว้ในร่างกายทุกคน แต่ว่าโลกของเรื่องนี้กลับอยู่ในยุคปัจจุบัน ยังใช้มือถือซัมซุงกาแลกซี่กันปกติอยู่เลย อาจจะเพราะว่าเรื่องนี้ทำมาจากการ์ตูนในเว็บตูนด้วย ทำให้ตัวเรื่องออกแนวเหมือนการ์ตูนมาก แล้วก็เหมือนซีรีส์ไอ้มดแดงของญี่ปุ่นหยั่งกะลอกกันมา ตั้งแต่มีองค์กรร้ายลึกลับใหญ่โต ตามล่าคนคนปกติ จากนั้นพระเอกก็สูญเสียจนได้รับการช่วยเหลือจากองค์ลึกลับนำมาผ่าตัดแปลงร่างให้เหนือมนุษย์กลับไปล้างแค้น ฝ่ายตัวร้ายก็มีเทคโนโลยีจักรกลฝังชิพควบคุมอะไรต่างๆ นาๆ ไว้ในคนฝ่ายตนเองเหมือนกัน ซึ่งการที่ไปเหมือนไอ้มดแดงของญี่ปุ่นนี่ก็ไม่ใช่ความผิดอะไรหรอกครับ เพราะเรื่องแนวนี้มันก็คือต้นแบบ Super Hero ของทางเอเชียดีๆ นี่เอง คนดูพร้อมจะสนุกได้ถ้าเรื่องมันดี สมเหตุผลในแบบโครงเรื่องแนวๆ นี้ แต่เรื่องนี้กลับสอบตก มีความไม่เมคเซนส์แทบทุกจุดตลอดเวลา

มีความเหมือนไอ้มดแดงหลายอย่างมาก
ความไม่เมคเซนส์ในเรื่องนี้ถ้าสาธยายคงยาวเหยียดแน่ๆ จึงขอยกตัวอย่างพอคร่าวๆ ให้ได้เห็นภาพกันก่อน เริ่มตั้งแต่ พระเอกแหกคุกหลุดจากการคุมตัวได้ง่ายๆ แค่ขอไปห้องน้ำผู้คุมไขกุญแจโซที่คล้องขาไว้ให้เดินไปเข้าห้องน้ำเองหน้าตาเฉย แถมไม่มีแม้แต่การตามไปคุมอะไร จนพระเอกวิ่งหนีไปไกล จู่ๆ ก็ตัดมาให้ผู้คุมนึกได้วิ่งตามหา พร้อมกับ สบถ บัดซบ! ซึ่งคนดูก็คงคิดเหมือนกันว่าผู้คุมอะไรมันจะโง่ปานนี้

เทคโนโลยีในเรื่องก็มาง่ายๆ คือมีปูไว้ว่าหมอในโรงพยาบาลวิจัยกันมานานหลายเวอร์ชั่น แถมถึงขั้นเทคโนโลยีระดับต่างดาวเลย ดวงตาของพระเอกที่มองเห็นวิเคราะห์ข้อมูลยังไม่เท่าไหร่ แต่อย่างหัวหน้าพระเอกนี่แขนกลพลังช้างสาร แล้วมีเนื้อเทียมหุ้มไว้เหมือนคนเหล็กอีกต่างหาก หรือแม้แต่ความมั่วๆ ของเทคโนโลยีอย่างการถ่ายทอดภาพจากที่ไกลๆ ซึ่งก็ไม่รู้องค์กรพระเอกใช้อะไร มองเห็นเหมือนมีตาทิพย์ไปหมดทุกที่ แถมนึกจะใส่อะไรก็ใส่มางงๆ อย่างโดรนบินไปติดต้นไม้ที่นึง

แต่ถ่ายภาพเหตุการณ์ไกลออกไปไม่รู้กี่กิโลได้ คือคนสร้างเรื่องนี้ละทิ้งเหตุผลอะไรไปหมดแล้วจริงๆ ครับ เหมือนจะบอกว่าเรื่องมันโม้แล้ว คนดูจะมาหาเหตุผลประกอบทำไมอีกประมาณนั้น แต่ความสมเหตุผลกับเรื่องโม้แต่งแล้วเป็นยังไงก็ได้มันคนละเรื่องกัน นิยายไซไฟก็โม้กันทุกเรื่อง แต่ทำยังไงให้คนเชื่อด้วยรายละเอียดที่สมเหตุผลต่างหากคือหัวใจของเรื่องแนวไซไฟแบบนี้

อีกอย่างคือเรื่องตั้งใจขายหล่อสวยของทีมพระเอกมาก หลายฉากพยายามให้ดูเท่กันตลอดเวลา เดินมากันเป็นทีมเหมือนไอดอลดาราอะไรแบบนั้น แถมมีตัวละครที่เหมือนเด็กไม่โตในทีมติดเล่นเหมือนไม่จริงจังจนดูไม่เข้ากับโทนเรื่องที่ต้องดาร์คๆ ซีเรียส

ฝั่งพระเอกว่าไม่สมเหตุผลแล้ว แต่อาร์โกสก็ไม่แพ้กัน แม้เรื่องวางไว้ว่าพวกนี้ยังเป็นแค่แบบแก๊งอิทธิพลใหญ่ ไม่ได้มีอะไรล้ำๆ ก็เลยใช้พวกไม้บอสบอลเป็นหลัก มีแค่พวกบอสองค์กรที่มีปืน แถมนึกจะยิงลูกน้องก็ยิง ออกแนวโชว์ออฟเป็นการ์ตูนเท่ๆ ว่ายิงลูกน้องเล่นได้ ตัวบอสใหญ่เปิดมาแต่แรกแบบดูหน้าก็รู้เลยว่า “โง่” แล้วบทก็วางไว้ให้ตัวละครนี้โง่ตามนั้นจริงๆ จังๆ จนดูโอเว่อร์มาก อย่างการที่จู่ๆ ก็โกรธขับรถไล่ตามทีมพระเอกคนเดียวไม่บอกใคร ทิ้งให้ลูกน้องเป็นสิบงง แถมจะตามพระเอกไปไหนก็ยังไม่รู้เลยเหมือนขับรถไปเรื่อยๆ แล้วก็โดนหลอกเข้าแผนง่ายๆ ถึงแม้ว่าเรื่องจะวางไว้ว่าตัวร้ายจริงๆ คืออีกคน แต่มันก็ไม่สมเหตุผลด้วยประการทั้งปวงที่บอสใหญ่คนแรกขององค์กรมีนิสัยหัวร้อนง่าย และความคิดที่เหมือนนักเลงกระจอกข้างถนนแบบนี้

ในขณะที่ปูเรื่องว่าอาร์โกสโหดสัสๆ แต่พอสู้กันจริงๆ เหมือนเตะต่อยกันธรรมดา แถมสตันท์ในเรื่องก็แย่มาก แรกๆ อาจจะดูดี แต่พอเรื่องพยายามโชว์อะไรหลายอย่าง จะมองเห็นเลยว่าไม่ลงทุนสตันท์เล่นจริงๆ จังๆ เลย อย่างฉากแรกๆ ที่พระเอกขี่มอเตอร์ไซด์เอียงสไลด์ปาดขาฝูงตัวร้ายให้ล้ม ก็ยังจะซูมภาพเข้าไปให้เห็นว่าล้อรถไม่ได้โดนขา ตัวประกอบกระโดดข้ามหมด แล้วก็ตัดฉากมาอีกทีทำเป็นล้มร้องโอดโอย ซึ่งมันปลอมมาก ไม่ลงทุนกระทั่งฉากเบสิคง่ายๆ แบบนี้

สิ่งที่น่าติดตามในเรื่องจริงๆ คงเป็นความสามารถในดวงตาของพระเอกว่าจะมีอะไรแปลกใหม่แค่ไหน ซึ่งเรื่องก็จะค่อยๆ เผยว่าดวงตาคู่นี้มีฟังก์ชั่นลับอยู่ และยังมีอย่างอื่นซ่อนอยู่อีก เป็น AI. มีความคิดเป็นของตัวเอง พูดคุยโต้ตอบกับพระเอกได้ และดวงตาเข้ายึดครองร่างพระเอกได้กลายเป็นโหมดสังหารโหด ซึ่งเป็นปมที่พึ่งใส่มาในตอน 10 และนอกจากดวงตาแล้ว ตัวร่างกายของพระเอกเองก็มีพัฒนาการเกินกว่ามนุษย์ปกติไปแล้ว โดยไม่ได้เกิดจากการผ่าตัดของรูกัล

สำหรับช่วงแรกอาจจะทำให้คิดว่าแนวเรื่องเป็นบู๊แอ็กชั่นตามล่าไล่ฆ่าอาร์โกส แต่พอเรื่องเดินไปเรื่อยๆ จะเห็นว่าตัวเรื่องจริงๆ เป็นการวางแผนล้างแค้นตอบโต้กันทั้งฝ่ายรูกัลกับอาร์โกส ซึ่งผลัดกันวางแผนดักทางกัน ตัวพระเอกเองได้เจอกับตัวบอสของเรื่องอยู่เรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้แบบจะฆ่ากัน ต่างฝ่ายต่างใช้การวางแผนหลอกล่อให้มาติดกับดัก ซึ่งในเรื่องอธิบายไว้ว่าจะล้มอาร์โกสได้ต้องให้มันต่อสู้ขัดแย้งกันจากภายใน เรื่องจึงเดินไปแบบว่าฝ่ายอาร์โกสมีการแย่งชิงตำแหน่งและหักหลังกันเองอยู่ตลอด จนแทบจะไม่เหลือตัวละครหลักสักเท่าไหร่ และพุ่งเป้าเน้นๆ ไปที่ตัวละครหลักฝ่ายตัวร้ายเพียงแค่ 2 คน รองประธาน Hwang Deuk Goo กับประธานสาว Choi Ye Won ซึ่งต้องบอกว่าพอเรื่องโฟกัสให้แคบแล้วชิงไหวพริบกันระหว่างพระเอกกับสองคนนี้ ทำให้เรื่องดูสนุกมากกว่าที่คิดในตอนแรกมากขึ้น

ตัวเรื่องมีเรื่องความรักใส่มาแพลมๆ
ก็เหมือนเป็นสูตรสำเร็จเกาหลีที่ต้องมีส่วนนี้ผสมรวมอยู่ด้วย แม้ว่าในเรื่องพระเอกจะเปิดมามีครอบครัวมีคนรักที่เสียชีวิตไป แต่ต่อมาตัวเรื่องก็เริ่มปูให้เห็นว่ารุ่นน้องร่วมทีมมีใจให้พระเอกมาตลอด รวมถึงตัวร้ายของเรื่องฝั่งอาร์โกสที่สวยระดับนางเอก ที่ภายหลังกลายมาเป็นเรื่องราวผูกพันมีบทรักใคร่กับพระเอกเช่นกัน

 

สรุปรีวิว (EP1-16)
แม้เรื่องจะมีจุดด้อยเรื่องไม่สมเหตุผลมากมาย แต่ก็ทำตามสูตรซีรีส์เกาหลี ทีมพระเอกหรือตัวร้ายที่สวยหล่อ ฉากในเรื่องมีความรุนแรงสูง มีความน่าสนใจตามดูว่าพวกอุปกรณ์จักรกลในเรื่องจะมีพลิกแพลงอะไรใหม่ๆ บ้าง ซึ่งถ้าดูแบบไม่คิดเหตผลอะไรเลย มันก็เหมือนซีรีส์ไอ้มดแดงเวอร์ชั่นเก่าๆ หรือหนังทีวียุคก่อนที่ไม่ค่อยตั้งใจทำบทให้สมเหตุผล แต่ดูแล้วก็มีความสนุกอยู่ ถือว่าค่อยๆ ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเรื่องถูกโฟกัสไปที่การวางแผนชิงไหวพริบกันมากกว่าแค่แอ็กชั่นทั่วไป และก็มีจุดพลิกเรื่องราวกลับด้านที่น่าสนใจในช่วงหลังที่ซับซ้อนพอสมควร แต่ก็ไม่ถึงขนาดเดาไม่ได้

ปล.เรื่องตอนจบกะทิ้งเชื้อไว้ทำต่อเต็มที่ แต่ดูแล้วคงไม่มีครับ

ซีรีส์มีความยาว 16 ตอน ออนแอร์ทุกวันเสาร์หลัง 4 ทุ่มไปครับ คลิกรับชมได้ที่นี่

สปอยล์จุดหักมุมของเรื่องราวช่วงหลัง

เรื่องราวช่วงหลังจาก EP10 ไปจะเป็นการเปิดเผยตัวตนของรูกัลแก่สาธารณะชน แล้วก็จะเริ่มย้อนกลับมายังที่มาของรูกัล ซึ่งกลายเป็นว่าตัวพระเอกกับหัวหน้าทั้งคู่ถูกอธิบดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ตั้งรูกัลขึ้นมาเองหลอกใช้มาตั้งแต่แรก โดยการจัดฉากสร้างเรื่องว่าเมียพระเอกตาย และแขนของหัวหน้าที่ถูกตัดก็เป็นฝีมือของเขาเช่นกัน กลายเป็นว่ารูกัลเองเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อหาร่างทดลองมาสร้างมนุษย์ดัดแปลงให้สำเร็จ และควบคุมให้ได้เพื่อเป็นอาวุธของรัฐบาล ซึ่งตัวร้ายของเรื่อง Hwang Deuk Goo ก็เป็นร่างทดลองคนแรกของรูกัล จนมีความอึดเหนือมนุษย์ แล้วเขาเองก็ตั้งใจสร้างมนุษย์ทดลองมาเพื่อเป็นสินค้ากองทัพมนุษย์ดัดแปลงที่ควบคุมได้ให้กับรัฐบาลเช่นกัน

สรุป

ซีรีส์แอ็กชั่นไซไฟเกาหลีที่มีพล็อตกับเนื้อเรื่องเหมือนย้อนยุคแบบพวกหนังทีวีสมัยก่อนแนวไอ้มดแดงของญี่ปุ่น มีความไม่สมเหตุผลให้เห็นตลอดเรื่อง ซึ่งถ้าคนดูไม่แคร์ตรงนี้เลยเหมือนกัน ก็ถือว่าพอดูได้ไม่เสียหายอะไรครับ ตัวเรื่องมีความสนุกลื่นไหลอยู่ แต่ต้องยอมมองข้ามบทที่ไม่สมเหตุผลทั้งหลายในเรื่องไป ตัวเรื่องถือว่าค่อยๆ ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเรื่องถูกโฟกัสไปที่การวางแผนชิงไหวพริบกันมากกว่าแค่แอ็กชั่นทั่วไป และก็มีจุดพลิกเรื่องราวกลับด้านที่น่าสนใจในช่วงหลังที่ซับซ้อนพอสมควร แต่ก็ไม่ถึงขนาดเดาไม่ได้

รีวิวซีรีส์เกาหลี Rugal (Netflix) ตำรวจกล คนเหนือมนุษย์ แอ็กชั่นไซไฟสไตล์มนุษย์ดัดแปลงเกาหลี (อัพเดทล่าสุด 10 ตอน) 1
มีความเหมือนไอ้มดแดงหลายอย่างมาก
ความไม่เมคเซนส์ในเรื่องนี้ถ้าสาธยายคงยาวเหยียดแน่ๆ จึงขอยกตัวอย่างพอคร่าวๆ ให้ได้เห็นภาพกันก่อน เริ่มตั้งแต่ พระเอกแหกคุกหลุดจากการคุมตัวได้ง่ายๆ แค่ขอไปห้องน้ำผู้คุมไขกุญแจโซที่คล้องขาไว้ให้เดินไปเข้าห้องน้ำเองหน้าตาเฉย แถมไม่มีแม้แต่การตามไปคุมอะไร จนพระเอกวิ่งหนีไปไกล จู่ๆ ก็ตัดมาให้ผู้คุมนึกได้วิ่งตามหา พร้อมกับ สบถ บัดซบ! ซึ่งคนดูก็คงคิดเหมือนกันว่าผู้คุมอะไรมันจะโง่ปานนี้ บัดซบมากๆ

เทคโนโลยีในเรื่องก็มาง่ายๆ คือมีปูไว้ว่าหมอในโรงพยาบาลวิจัยกันมานานหลายเวอร์ชั่น แต่โอ้โห้ นี่มันเทคโนโลยีระดับต่างดาวแล้วครับ ดวงตาของพระเอกที่มองเห็นวิเคราะห์ข้อมูลยังไม่เท่าไหร่ แต่อย่างหัวหน้าพระเอกนี่แขนกลพลังช้างสาร แล้วมีเนื้อเทียมหุ้มไว้เหมือนคนเหล็กอีกต่างหาก หรือแม้แต่ความมั่วๆ ของเทคโนโลยีอย่างการถ่ายทอดภาพจากที่ไกลๆ ซึ่งก็ไม่รู้องค์กรพระเอกใช้อะไร มองเห็นเหมือนมีตาทิพย์ไปหมดทุกที่ แถมนึกจะใส่อะไรก็ใส่มางงๆ อย่างโดรนบินไปติดต้นไม้ที่นึง

แต่ถ่ายภาพเหตุการณ์ไกลออกไปไม่รู้กี่กิโลได้ คือคนสร้างเรื่องนี้ละทิ้งเหตุผลอะไรไปหมดแล้วจริงๆ ครับ เหมือนจะบอกว่าเรื่องมันโม้แล้ว คนดูจะมาหาเหตุผลประกอบทำไมอีกประมาณนั้น แต่ความสมเหตุผลกับเรื่องโม้แต่งแล้วเป็นยังไงก็ได้มันคนละเรื่องกัน นิยายไซไฟก็โม้กันทุกเรื่อง แต่ทำยังไงให้คนเชื่อด้วยรายละเอียดที่สมเหตุผลต่างหากคือหัวใจของเรื่องแนวไซไฟแบบนี้

รูกัล
ใส่แมสก์กันทั้งเรื่องสงสัยช่วงโควิด 19
ฝั่งพระเอกว่าไม่สมเหตุผลแล้ว แต่อาร์โกสก็ไม่แพ้กัน แม้เรื่องวางไว้ว่าพวกนี้ยังเป็นแค่แบบแก๊งอิทธิพลใหญ่ ไม่ได้มีอะไรล้ำๆ ก็เลยใช้พวกไม้บอสบอลเป็นหลัก มีแค่บอสที่มีปืนคนเดียว (ตามที่เห็นตอนนี้) แถมนึกจะยิงลูกน้องก็ยิง ออกแนวโชว์ออฟเป็นการ์ตูนเท่ๆ ว่ายิงลูกน้องเล่นได้ ตัวบอสใหญ่เปิดมาแต่แรกแบบดูหน้าก็รู้เลยว่า “โง่” แล้วบทก็วางไว้ให้ตัวละครนี้โง่ตามนั้นจริงๆ จังๆ จนดูโอเว่อร์มาก อย่างการที่จู่ๆ ก็โกรธขับรถไล่ตามทีมพระเอกคนเดียวไม่บอกใคร ทิ้งให้ลูกน้องเป็นสิบงง

แถมจะตามพระเอกไปไหนก็ยังไม่รู้เลยเหมือนขับรถไปเรื่อยๆ แล้วก็โดนหลอกเข้าแผนง่ายๆ ถึงแม้ว่าเรื่องจะวางไว้ว่าตัวร้ายจริงๆ คืออีกคน แต่มันก็ไม่สมเหตุผลด้วยประการทั้งปวงที่บอสใหญ่คนแรกขององค์กรมีนิสัยหัวร้อนง่าย และความคิดที่เหมือนนักเลงกระจอกข้างถนนแบบนี้

อีกอย่างคือไม่รู้เรื่องนี้ตั้งใจขายหล่อสวยกันมากกว่าบทดีๆ หรือไง? เพราะหลายฉากพยายามให้ดูเท่กันตลอดเวลา เดินมากันเป็นทีมเหมือนไอดอลดาราอะไรแบบนั้น แถมมีตัวละครที่เหมือนเด็กไม่โตในทีมติดเล่นเหมือนไม่จริงจังจนดูไม่เข้ากับโทนเรื่องที่ต้องดาร์คๆ ซีเรียส

ในขณะที่ปูเรื่องว่าอาร์โกสโหดสัสๆ แต่พอสู้กันจริงๆ เหมือนเตะต่อยกันธรรมดา แถมสตันท์ในเรื่องก็แย่มาก แรกๆ อาจจะดูดี แต่พอเรื่องพยายามโชว์อะไรหลายอย่าง จะมองเห็นเลยว่าไม่ลงทุนสตันท์เล่นจริงๆ จังๆ เลย อย่างฉากที่พระเอกขี่มอเตอร์ไซด์เอียงสไลด์ปาดขาฝูงตัวร้ายให้ล้ม ก็ยังจะซูมภาพเข้าไปให้เห็นว่าล้อรถไม่ได้โดนขา ตัวประกอบกระโดดข้ามหมด แล้วก็ตัดฉากมาอีกทีทำเป็นล้มร้องโอดโอย ซึ่งมันปลอมมาก ไม่ลงทุนกระทั่งฉากเบสิคง่ายๆ แบบนี้

ซีรีส์แอ็กชั่นไซไฟเกาหลีที่มีความเหมือนไอ้มดแดงของญี่ปุ่นหลายอย่าง พล็อตกับเนื้อเรื่องเหมือนย้อนยุคแบบพวก หนังละคร ทีวีสมัยก่อน มี ความไม่สมเหตุผล ให้เห็นตลอดเรื่อง จนเหมือนผู้สร้างก็ไม่แคร์ที่จะทำให้สมเหตุผล ซึ่งถ้าคนดูไม่แคร์ตรงนี้เลยเหมือนกันก็ถือว่าพอดูได้ไม่เสียหายอะไรครับ ตัวเรื่องมีความสนุกลื่นไหลอยู่ แต่ต้องยอมมองข้ามบทที่ไม่สมเหตุผลทั้งหลายในเรื่องไป

จุดเด่น

ดาราสวยหล่อทั้งเรื่องทั้งฝ่ายพระเอกและฝ่ายตัวร้าย
อวัยวะจักรกลในเรื่องโม้เหมือนหนังไซไฟล้ำๆ
อวัยวะจักรกลมีอัพเดทเพิ่มเติมเรื่อยๆ
ฉากโหดดิบรุนแรงใส่มาเยอะ
ตัวเรื่องเน้นวางแผนชิงไหวพริบภายมากกว่าแค่บู๊กันอย่างเดียว

จุดด้อย

มีความไม่สมเหตุผลแทบทุกอย่างตลอดเวลา
เรื่องราวเดี๋ยวจริง เดี๋ยวเล่นสนุก ดูไม่เข้ากับธีมเรื่องที่วางไว้ให้กดดันเครียดๆ
ทีมสตันท์ไม่ลงทุนเล่นให้สมจริง
มีความทุนต่ำแฝงให้เห็นในหลายฉาก

ดูหนังออนไลน์