รีวิวภาพยนตร์แนวตลกผจญภัย Jumanji เกมดูดโลก ตะลุยด่านมหัศจรรย์

รีวิวภาพยนตร์แนวตลกผจญภัย Jumanji เกมดูดโลก ตะลุยด่านมหัศจรรย์

Jumanji: The Next Level เกมดูดโลก ตะลุยด่านมหัศจรรย์ เป็น ภาพยนตร์แนวตลก ผจญภัย กำกับโดย เจค แคสแดน ผู้กำกับคนเดิม จาก ภาคก่อน อย่าง Jumanji : Welcome To Jungle และ ภาพยนตร์สุดเซ็กซี่ อย่าง Sex Tape และ Bad Teacher มาพร้อมด้วยทีมนักแสดงเก่าและใหม่อย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น ดเวย์น จอห์นสัน, คาเรน กิลแลน, เควิน ฮาร์ต, แจ็ก แบล็ก, แดนนี ดิวิโต้, นิก โจนาส และ อควาฟิน่า มาร่วมผจญภัยในเกมมหัศจรรย์ที่รอบนี้ไม่ใช่ป่าดงดิบแบบที่เราเคยเข้าใจเมื่อปี 2017 เพราะรอบนี้เกมได้เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อ ผู้เล่นกลุ่มเก่า รู้เรื่องเกมมากเกินไป และนั่นนำมาสู่การผจญภัยครั้งใหม่ ที่นอกเหนือจากต้องเอาชีวิตรอดจากเกมแล้ว ยังต้องเอาตัวรอดจากปัญหาในชีวิตจริงอีกด้วย

Jumanji ถือเป็น เฟรนไชน์ ของสิ่งบันเทิงที่มีชื่อเสียงพอสมควรในอเมริกา เพราะด้วยความที่ ภาพยนตร์ ภาคต้นฉบับที่นำแสดงโดย นักแสดงที่ล่วงลับไปแล้วอย่าง โรบิน วิลเลี่ยม ในปี 1995 ได้เนรมิตเรื่องราวมหัศจรรย์ จากหนังสือเด็กชื่อเดียวกันของ คริส ฟาน แอลสเบิร์ก ทำให้เกิดอนิเมชั่นซีรีส์ และ ภาพยนตร์ ลำดับต่อมาอย่าง Zathura ในปี 2015 ที่ได้เปลี่ยนจากเกมกระดานตะลุยป่า เป็น ตะลุยอวกาศ แต่กระแสตอบรับทางรายได้ก็ไม่ดีจนต้องพับโปรเจกต์ภาคต่อ จนกระทั่งในปี 2017 มีการปลุกโปรเจกต์นี้กลับมาปรับให้เข้ากับสมัยใหม่ ทำให้หนังทำรายได้ไปกว่า 1000 ล้านเหรียญ และในปี 2019 Jumanji: The Next Level เกมดูดโลก ตะลุยด่านมหัศจรรย์ ความมหัศจรรย์จะยังคงมีมนต์ขลังเหมือนครั้งก่อนหรือไม่ มาอ่านเรื่องย่อกันก่อนเลยครับ

“3 ปีหลังจากเหตุการณ์ตะลุยป่ามหัศจรรย์ ชีวิตของเหล่าวัยรุ่นแห่งเมืองเบรทฟอร์ด ได้แยกย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเอง แต่ยังคงติดต่อกันอยู่เสมอ ยกเว้น สเปนเซอร์ หัวหน้ากลุ่มที่ชีวิตเขาดูจะย่ำแย่ไปทุก ๆ ด้าน และเกมจูแมนจี เกมสำหรับคนที่อยากหนีจากโลกความจริงจึงมาพาเขากลับเข้าไปอีกครั้ง เดือดร้อนถึงผองเพื่อนที่รู้เรื่องและตามไปช่วย แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิม เมื่อญาติผู้ใหญ่สองเพื่อนรักของสเปนเซอร์ดันโดนดูดเข้ามาในเกมด้วย มิหนำซ้ำ เหมือนเกมจะรู้ทันพวกเขามากกว่าที่คิด พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับ อุปสรรคใหม่ มากมาย เพื่อช่วยให้ สเปนเซอร์ ค้นพบความหมายในตัวเองอีกครั้ง”

เกมมหัศจรรย์ ที่คอยผลักดันผู้เล่นให้เผชิญหน้ากับอุปสรรค

The Next Level เป็นเหมือนการต่อยอดสิ่งที่ภาคก่อนไม่ได้ทำ อย่าง ประเด็นของชีวิตจริง ๆ นอกโรงเรียน ที่เราอาจจะเคยคิดว่าเราเคยเป็นคนที่เก่งที่สุด เคยเป็นคนที่ดีที่สุด แต่สุดท้ายเมื่อเราข้ามไปอีกสังคมนึง เราจะพบว่า เราเองก็เป็นคนที่ยังดีไม่พอสำหรับสังคมนั้น และอาจทำให้เราอยากจะกลายเป็นแบบคนอื่น ทั้ง ๆ ที่จริงแล้ว

เราก็มีดีของเราโดยไม่ต้องพยายาม แค่ยอมรับมัน หรือแม้แต่การเปิดอกคุยกันกับคนที่เราเชื่อมั่นและไว้ใจ อาจจะต้องมีกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น ซึ่งถือเป็นดราม่าที่เรียกน้ำตาจริงจังกว่า ภาคก่อน และมันก็ช่วยทำให้หนังมีความพิเศษในระดับหนึ่ง ยังเรียบง่าย ไม่หวือหวา แต่ยังมีเสน่ห์อยู่

หนังใช้เกมเป็นเหมือนตัวเชื่อมกับเหล่าตัวละครให้มีการเรียนรู้เพิ่มขึ้น โดยการใส่เงื่อนไขใหม่ ๆ รูปแบบสถานที่ บริบทใหม่ ๆ ที่ไม่เหมือนเดิม โดยยังมีมุกตลกถกเถียงกันผ่านตัวละครเหมือนภาคก่อนเช่นเคย แต่เอาเข้าจริง ๆ ถ้าเปรียบเทียบ ภาพยนตร์ ภาคนี้เป็นภาคต่อเกม ก็คงบอกว่ามันเป็นเหมือนส่วนขยายของเกมมากกว่า

เพราะทุกอย่างอยู่ในธีมเดียวเช่นเดียวกับภาคก่อน โดยเฉพาะการเดินเรื่องที่ยังคงยึดแบบภาคเก่า คือตะลุยไปเรื่อย ๆ เจออีเวนท์ใหญ่ พักบ้าง อะไรบ้าง เจอบอส เลยไม่ได้รู้สึกถึงความแปลกใหม่เท่าไหร่ อาจจะมีอะไรเพิ่มเข้ามาบ้างให้ตื่นเต้น แต่ก็นั่นแหล่ะที่ทำให้รู้สึกเฉย ๆ ไปบ้าง เพราะฉากแอ็คชั่นหรือ ผจญภัย ในเรื่องก็ตามมาตรฐาน แต่เพลงประกอบยังรักษาความอลังการไว้อย่างดีเยี่ยม

เกมมหัศจรรย์ นักแสดงสุดเจ๋ง

The Next Level ขนมาเกือบทั่วฟ้าเลยกับนักแสดงที่ออกมาโลดแล่นในเรื่อง และแต่ละคนก็เรียกได้ว่ามีของเจ๋ง ๆ มาโชว์ตลอด แต่เพราะหนังจงใจให้ตัวละครไม่ได้เป็นไปตามลักษณะของนักแสดง เราจะได้เห็นนักแสดงในเรื่องทำอะไรที่ไม่เคยเห็นแน่นอน และมันก็ได้ผลด้วย เพราะมันตลกจริง ๆ ทำให้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ในเรื่องควบคู่ไปด้วย

ทั้งท่าทางการพูด การกระทำ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ชูโรงของภาคนี้เลย อยากให้ติดตามดูให้ดี โดยเฉพาะแจ็ค แบล็ค กับ ผลงาน ภาพยนตร์ เรื่องสุดท้าย ในชีวิตของเขา หลังประกาศอำลาวงการภาพยนตร์ ที่จัดเต็มจัดหนักจริง ๆ ในขณะที่นักแสดงคนอื่นก็ทำหน้าที่ได้ดี ยิ่ง อควาฟิน่า คือขโมยซีนของเรื่อง จนอยากดูเรื่อง Farewell หนังรางวัลแห่งปีที่เธอแสดงเลย ถ้าโรงฉายมันมีให้นะ

เกมมหัศจรรย์ที่อยากให้ทุกคนไปดู

The Next Level ถือเป็นงานชิ้นดีจากโซนี่ หลังจากที่มีงานชิ้นที่ไปไม่ถึงฝั่งมาแล้วหลายเรื่อง ที่น่าจะเป็นหมุดหมายใหม่ที่โซนี่จะต้องหยิบมาต่อยอดอีกมากมาย โดยเฉพาะหลังดูจบไปแล้ว เชื่อเลยว่าแฟรนไชน์นี้ต้องไปได้ไกลกว่าแน่ ๆ จะเป็นในทิศทางไหน แต่เชื่อว่าตราบใดที่ยัง รักษามาตรฐาน และสามารถขยายเรื่องราวไปให้ล้ำกว่านี้

นี่จะเป็นแฟรนไชน์ที่น่าจับตามองอีกแฟรนไชน์ของโซนี่แน่ ๆ และแน่นอนว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่คนเคยดูภาคก่อนจะไม่เคยดู แต่ถ้าคุณเคยดู ภาคต้นฉบับ  ในปี 1995 คุณจะต้องชอบ มากขึ้น ส่วนคน ที่ไม่เคยดู มาดูภาคนี้ คุณอาจจะอยากกลับไปดูภาคก่อน ๆ เลยก็ได้ เพราะหนังที่สนุก ฮา ไร้พิษภัยแบบนี้ ควรมอบให้เป็นของขวัญปี 2019 ให้แก่เพื่อนฝูง ครอบครัว คนรักเลย

 

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องยกโรงฉายเกือบทั้งหมดให้กับ Star Wars The Ris of Skywalker ไปเต็มๆ แต่ก็โชคดีที่ยังมีหนังเรื่องนี้ เข้าฉาย ในรอบพิเศษ

เลยทำให้มีตัวเลือกเพิ่มเติมขึ้นอีก ซึ่งเรื่องนี้เป็นภาคต่อของภาคแรก Jumanji Welcome to the Jungle ซึ่งทิ้งท้ายไว้แล้วว่ามีภาคต่อแน่ๆ แล้วก็มาด้วยระยะห่างกันไม่ถึงสองปีดี ซึ่งภาคนี้ก็จัดความสนุกมาแบบมาตรฐานไม่ตก พร้อมตัวละครใหม่ที่โผล่มาสร้างสีสัน

ภาคนี้เป็นภาคที่บอกเล่าเรื่องราวต่อจากภาคแรก เมื่อเหล่าตัวละครเอกต่างแยกย้ายกันไปมีชีวิตที่มีสีสันของตัวเอง และกลับมานัดรวมตัวกัน มีเพียง “สเปนเซอร์” คนเดียวที่คิดว่าชีวิตตัวเองติดอยู่กับความน่าเบื่อ จึงตัดสินใจกลับเข้าไปในเกม Jumanji อีกครั้ง ก่อนที่เพื่อนๆ จะรู้เรื่องและตามเข้าไปช่วย แต่ดันจับพลัดจับผลูลาก “เอ็ดดี้” คุณตาของ “สเปนเซอร์” และเพื่อนซี๊คู่กัดของคุณตา “ไมโล” เข้าไปในเกมด้วย ความโกลาหลจึงเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องเดา

ว่าด้วยเรื่องของการเล่าเรื่อง หนังเดินเรื่องตามสูตรเดิมเป๊ะๆ หลังจากเข้าสู่เกม จุดที่ขำคือการแนะนำตัวละครว่าใครหลุดเข้ามาเป็นใคร นักแสดงแต่ละคนที่รับบทตัวละครในเกมจะเลียนแบบลักษณะท่าทางของตัวละครนอกเกมได้ค่อนข้างฮา ดูแล้วก็ขำวิธีการล้อเลียนของแต่ละคน แต่มุขตลกช่วงแรกๆ ที่แนะนำความเป็นเกม Jumanji ยังใช้มุขเดิมที่เราเคยเห็นในภาคแรกมาเล่นอยู่

ก็พอขำได้นิดหน่อย แต่คงไม่ได้ฮามากเพราะเราเห็นมาแล้วในภาคแรก

ภาคนี้มีตัวละคร นอก เกมเพิ่ม เข้ามา ดังนั้นในเกมก็จะต้องมีตัวอื่นเพิ่มด้วย ให้ไปดูเองดีกว่าว่าใครเป็นใคร และตัวละครทั้งหมดจะมีสกิลบางอย่างเพิ่มเข้ามา ทั้งในด้านบวกและด้านลบ แต่หนังกลับไม่ได้เอาด้านลบมาใช้ให้เกิดประโยชน์ สักเท่าไหร่ อุตส่าห์คิดมา แต่กลับลืมมันไปจากเรื่องเลย ด้านฉากก็เปลี่ยนจากป่ามาเป็นทะเลทรายในตอนต้นเรื่อง แล้ว ค่อยเข้าสู่ป่า และ ภูเขาน้ำแข็ง แต่ก็ไม่ค่อยได้ใช้ ประโยชน์ จากฉากแต่ละฉากเช่นกัน เหมือนฉากเป็นแค่ด่านแต่ละด่านให้ตัวละครมาวิ่งผ่านด้วยอุปสรรคเล็กๆ

ภาคนี้เหมือนจะ ลดความฮาลง แต่กลับไปเน้นทางด้านดราม่าของตัวละครแต่ละคู่แทน ซึ่งบางฉากบางตอนเหมือน หนังจะยัดเยียด ดราม่า เข้ามาให้คนดูโดยไม่สนใจว่ามันจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ ทำให้อารมณ์หนังมันติดขัดกุกกักตลอดทาง เช่น ดราม่าระหว่าง ไมโล กับ เอ็ดดี้ หรือระหว่าง สเปนเซอร์ กับ มาร์ธา ซึ่งบางฉากความสนุกมันสะดุดลงด้วยดราม่าที่หนังยัดเข้ามาเนี่ยแหละ

 

ดูหนังออนไลน์

 

รีวิวหนังภัยพิบัติ Ashfall นรกล้างเมือง ต้นทุนสร้างหนังกว่า 18ล้านเหรียญสหรัฐฯ

รีวิวหนังภัยพิบัติ Ashfall นรกล้างเมือง ต้นทุนสร้างหนังกว่า 18ล้านเหรียญสหรัฐฯ

Ashfall นรกล้างเมือง หนังภัยพิบัติ สุดอลังการงานสร้างจาก เกาหลีใต้ ด้วยต้นทุนกว่า 18ล้านเหรียญสหรัฐฯ และดาราจอเงินเบอร์ใหญ่คับคั่ง เมื่อได้ดูหนังตัวอย่างก็บอกได้เลยว่าน่าดูมาก ยิ่งผมเนี่ย..กำลังโหยหาหนังภัยพิบัติ(โดยเฉพาะภูเขาไฟ)เจ๋งๆ สักเรื่องอยู่ เพราะเหมือนว่าชีวิตได้ว่างเว้นจากหนังภัยพิบัติธรรมชาติระดับบิ๊กบึ้มมานานมาก ที่พอจำได้ล่าสุดน่าจะเป็น The Quake(2018) หนังภาคต่อของ The Wave(2015) จากนอร์เวย์แต่ก็ไม่ติดตาเท่าพวก Volcano(1997), Dante’s Peak(1997) หรือ Pompeii(2014)

Paektu Mountain

ภูเขาไฟแพ็กตู ถือเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเกาหลี เพราะนอกจากความยิ่งใหญ่ของขนาดภูเขาและขนาดของแรงระเบิดแล้ว ยังมีเรื่องเล่าที่ว่าที่ภูเขานี้ถือเป็นจุดกำเนิดของชาวเกาหลีเลย (ที่เกาหลีเหนือมีการสร้างเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับภูเขานี้ แต่ขอไม่พูดในบทความนี้นะครับ)
ภูเขาไฟแพ็กตู เป็นเขตพรหมแดนธรรมชาติระหว่างเกาหลีเหนือและจีน (ฝั่งจีนเรียกว่า ฉางไป๋ซาน) สามารถขึ้นได้จากทั้งฝั่งจีน และเกาหลีเหนือ แต่ทางเกาหลีเหนือจะมีพื้นที่เข้าชมทะเลสาบสวรรค์ ทะเลสาบบนปากปล่องภูเขาไฟได้ดีกว่า ส่วนคนเกาหลีใต้ที่อยากจะมาเยี่ยมภูเขานี้สักครั้งส่วนมากจะต้องขึ้นจากฝั่งจีน
เนื่องจากความสูงที่สูงมาก และทำเลที่ตั้งทำให้ภูเขาแพ็กตูนั้นถูกปกคลุมด้วยหิมะยาวนานถึง 8 เดือนใน 1 ปี การปะทุครั้งล่าสุดเกิดเมื่อปี ค.ศ. 946 การปะทุครั้งนั้นถือเป็นการปะทุที่รุนแรงเป็นลำดับต้นๆ ของโลก แบบที่ว่าขี้เถ้าจากการปะทุนั้นลอยไกลไปถึงญี่ปุ่นเลยทีเดียว ทะเลสาบสวรรค์บนปากปล่องเองก็ถือกำเนิดขึ้นหลังจากการปะทุครั้งนั้น จนทุกวันนี้ว่ากันว่าภูเขาไฟแพ็กตูนั้น ยังไม่ดับ!

เรื่องย่อ Ashfall นรกล้างเมือง

ในที่สุดภูเขาไฟแพ็กตู ภูเขาไฟศักดิ์สิทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรเกาหลี ก็ปะทุขึ้นอีกครั้งหลังจากผ่านมามากกว่า 1,000ปี เหตุการณ์นี้ถูกหยิบยกมาโดย ดร.คัง บงแร(มา ดงซอก จาก Train to Busan) แต่ในครั้งแรกไม่มีใครเชื่อ(ตามสูตร) จนเมื่อการปะทุครั้งแรกเกิดขึ้นสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้กับทั้งคาบสมุทร โจ อินชาง(ฮา จองอู จาก Along With the Gods) เจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิดฝีมือดีถูกเรียกมาปฏิบัติการณ์กู้โลกครั้งสุดท้ายก่อนปลดประจำการ โดยมีความปลอดภัยของ ชอย จียอง(แบ ซูจี จาก Vagabond) เป็นประกัน

เอาครับมาเข้าเรื่องกัน อย่างที่บอกครับผมค่อนข้างชอบดูหนังภัยพิบัติโดยเฉพาะจากธรรมชาติ และ Ashfall เองก็ปูเรื่องมาได้น่าสนใจมาก มี การเล่าเรื่อง ที่แตกต่างจากหนังภูเขาไฟระเบิดเรื่องก่อนๆ เยอะ ทฤษฏีที่เอามาใช้ก็ดูดีอย่างเช่น การปะทุ จะแบ่งออกเป็น 4 ครั้ง ตามชั้นลาวาที่อยู่ใต้ภูเขา ครั้งแรกจะรุนแรงเป็นอันดับ 2 ครั้งที่ 2 และ 3 จะเบาลงหน่อย ส่วนครั้งสุดท้ายครั้งที่ 4 จะเป็น ครั้งที่ยิ่งใหญ่ แบบที่ไม่มีใครสามารถจินตนาการได้ หนังไม่เลือกที่จะหนีหรือ อพยพ แบบหนังเรื่องอื่นๆ แต่ เลือกที่ จะทำ ภารกิจกู้โลก อย่างการหยุดยั้งการระเบิดแทนซึ่งทฤษฏีที่เอามาใช้ก็ยังน่าสนใจอยู่อีกเช่นกัน คือการเจาะรูให้ลาวาไหลออกจากชั้นที่ 4 ให้ได้มากที่สุด

ทำให้ลดความดันและแรงระเบิดลง ทุกอย่างวางมาดี ปัญหาหรืออุปสรรค์ที่เกิดขึ้นก็ดูโอเค การแก้สถานการณ์ต่างๆ ส่งให้ Ashfall เป็นหนังแอ็กชั่นดีๆ ได้เลย และด้วย CG ระดับสุดยอดผมก็บอกได้เลยว่า หนังเรื่องนี้คุ้มค่าตั๋วอยู่ครับไปดูได้
แต่เพราะการเล่าเรื่องที่แปลกๆ นี่แหละ พอผมออกมาจากโรงและนั่งคิดทบทวนดีๆ ก็รู้สึกว่าหนังมีคอนเซ็ปต์แปลกๆ ในการนำเสนอมากเกินไปหน่อยจนทำให้มันดูขัดๆ และมีช่องโหว่เยอะเลย (แต่ถ้าไม่คิดอะไรมาก ก็โอเคนะครับ) ผมก็เลยกะว่าจะขอใช้พื้นที่ตรงแชร์สิ่งที่ผมรู้สึกมันทำให้หนังไปไม่ค่อยสุดทางเท่าไหร่ละกันนะครับ

อันดับแรกเลย หนังเลือกที่จะเน้นค่อนไปทางดราม่ามากกว่า การนำเสนอความหายนะแบบที่หนังแนวนี้ทำกัน ซึ่งมันทำให้หลายๆ อย่างในหนังเริ่มดูไม่เหมือนหนังภูเขาไฟระเบิดละ คือเรื่องอื่นๆ มักจะเริ่มด้วย สัญญาณนู่นนั่น นี่ แล้วช่วงที่มีสัญญาณเกิด อยากดราม่าอะไรก็จัดไป และพอหลังจากการระเบิดครั้งสุดท้ายซึ่งมาแน่ๆ เพราะมนุษย์ไม่สามารถยับยั้งอะไรพวกนี้ได้ ก็มาดูกันว่าเราจะเอาชีวิตรอดยังไง และทำอะไรต่อจากนั้น ซึ่งหนังภูเขาไฟระเบิดมีแค่นี้ก็สนุกแล้วจริงๆ นะ แต่พอ Ashfall เลือกที่จะ แตกต่าง ก็เลยทำให้ฉากการระเบิดสุดท้ายที่มักจะเป็น ไคล์แม็กซ์ ของเรื่องหายไป เลยทำให้หนังมันเบาลงด้วย แม้หนังจะแลกด้วยการใส่ปัญหาใหม่ๆ ให้พระเอกได้ท้าทายเรื่อยๆ มันก็ยังไม่ยิ่งใหญ่เท่าฉากระเบิดครั้งสุดท้ายอยู่ดี แถมหนังเริ่มจะเป๋ไปทางดราม่า แอ็กชั่นซะมากกว่าอีก ตรงนี้ก็รู้สึกผิดวัตถุประสงค์นิดๆ ละ

ซูจี เรื่องนี้สวยมากแม้จะท้องอยู่

ต่อมากคือ ความไร้เหตุผล และที่มาที่ไปของเรื่องราวหลายๆ เรื่อง เช่น ภูเขาเนี่ยอยู่ที่พรหมแดนของ เกาหลีเหนือ และจีน แต่คนเดือดร้อนดันเป็นเกาหลีใต้ แถมจีน กับเกาหลีเหนือดูจะไม่สนใจทำอะไรเลยด้วยซ้ำ เฮ้ย! เดี๋ยว! โอเค เกาหลีเหนือมันประเทศลับแล ยกทิ้งไปก่อนเลยได้ แต่จีนเนี่ย โคตรมหาอำนาจ แถมเจ้าภูเขาก็อยู่ไม่ห่างปักกิ่งสักเท่าไหร่หรอก พอๆ กับโซลนั่นแหละ ไหงไม่ทำอะไรเลยหว่า? คือถึงคุณจะเป็นหนังเกาหลีใต้ แต่จะมาทำให้ เกาหลีใต้ เป็นพระเอกจ๋าๆ แบบนี้ไม่ได้นะ นี่มันหนังภัยพิบัติ ปกติถ้ามันเกิด ประชาคมโลก ก็มักจะเข้ามารุมช่วยกันเพื่อเอาหน้าอยู่แล้ว ดูอย่างไฟไหม้ออสเตรเลียตอนนี้สิ แต่ในหนังนี้อะไร เกาหลีเหนือ นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังไม่ยอม เปิดทางให้เกาหลีใต้เขามาทำ ภารกิจอีก (เกาหลีใต้ส่งทีมบินไปเครื่องบินก็ถูดยิงตก) จีนก็ไม่ทำอะไรมีมาแค่มาร์เฟียจีนจะมาขโมยระเบิดไปขายซะงั้นคือแกจะตายอยู่แล้วนะเว้ยอีก ไปถึง 1 ชั่วโมงจะระเบิดเนี่ยยังจะมาทำอะไรแถวตีนเขาไม่ทราบ อเมริกาหนักสุด ไม่ช่วยเรื่องหยุดภูเขาไฟทำแค่มาช่วยอพยพคนแต่เน้นคนอะเมริกันก่อนด้วย เกาหลีใต้ จะเข้าไปยับยั้ง การระเบิดของภูเขา ที่เกาหลีเหนือก็ไม่ให้เข้าแบบเข้ายึดอาคารที่ว่าการเลย

แถมที่เกาหลีเหนือยังมีกองกำลังของอเมริกาอยู่อีกเพียบ คอยขัดขวางทีมพระเอกจัง เพื่ออะไรหว่า? ถ้าผู้กำกับอยากทำหนังเหน็บแนม 3 ประเทศนั้นผมว่าทำอีกเรื่องเถอะอย่าเอาเรื่องนี้มาบังหน้าเลย (เคสนี้แค่เล่าให้ฟังคร่าวๆ นะครับ จริงๆ มีอีกเยอะมาก)

 

สุดท้าย…ละกันไม่อยากบ่นเยอะ โทนหนังครับ อยู่ๆ ดันอยากแทรกความตลกเข้ามาเฉย ตอนแรกผมคิดว่าเป็นที่คนพากย์แต่ตัว พระเอก เองก็ทำบุคลิดแบบนั้นด้วยไง แบบเหวอๆ บ่อย ทำหน้าเป็น หน้างอน หน้าขำ ระหว่างภารกิจ ความเป็นตาย เนี่ย …เฮ่อ คงได้แต่ถอนหายใจ
อ่อ ที่รู้สึกเสียดายอีกอันก็คงเป็นฉากที่เศษจากภูเขาไฟเริ่มลอยมาตกยังที่ต่างๆ นี่แหละ ผมว่ามันน้อยเกินไป ลูกเท่ากันเกินไป ทำให้ไม่ยิ่งใหญ่อย่างที่หวังเลย (ทำให้แค่นึกถึงโฆษณาหนัง 4DX ในโรงหนังชื่อดังแห่งหนึ่งเท่านั้น)

 

คิดจะพัก-ภัยพิบัติสั่นสะเทือนแผ่นดินเกาหลีเกิดขึ้นอย่างไม่มีใครคาดคิดเมื่อภูเขาไฟเพ็กทูที่สูงที่สุดในเกาหลีเกิดปะทุขึ้นส่งขี้เถ้าขึ้นไปสูงถึงชั้นบรรยากาศเกิดวิบัติไปทั้งกรุงโซลและกรุงเปียงยางเพื่อรับมือกับหายนะครั้งนี้

ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดชาวเกาหลีใต้ ฮา จองอู ต้องร่วมมือกับเจ้าหน้าที่พิเศษชาวเกาหลีเหนือ อี บยองฮอน และนักธรณีวิทยาอันดับหนึ่งของประเทศ มา ดงซอก เพื่อหยุดยั้งเหตุวินาศที่อาจจะทำให้เกาหลีหายไปจากแผนที่โลก

ยูคยอง (จอน ฮเยจิน) หัวหน้าเลขานุการของประธานาธิบดีเกาหลีใต้นำทีมหาวิธีรับมือกับเหตุภัยพิบัติครั้งนี้ เธอได้พบกับ บงแร (มา ดงซอก) ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวลูกครึ่งเกาหลี – อเมริกัน เขาเผยทฤษฎีที่อาจจะหยุดการระเบิดครั้งมโหฬารได้ แม้โอกาสจะริบหรี่เพียงใดแต่ทั้งสองตัดสินใจจะเดินหน้าต่อ

อินชาง (ฮา จองอู) เจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิด ของ กองทัพบกเกาหลี ที่เหลือเวลารับใช้ชาติแค่ไม่กี่วันก็จะครบวาระ แต่กลับเกิดอุบัติเหตุไม่คาคคิดขึ้นระหว่างการเก็บกู้มิสไซล์ ทำให้เขาต้องก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีม เขาถูก เรียกตัวให้ไปทำ ภารกิจสุดท้าย ก่อนจะปลดประจำการกลับไปหาภรรยา (เบ ซูจี)

ทีมของอินชาง แทรกซึมเข้าไปเพื่อติดต่อกับ เจ้าหน้าที่ชาวเกาหลีเหนือ ยุนเปียง (อี บยองฮอน) ผู้กุมกุญแจ สำคัญที่จะ หยุดภูเขาไฟระเบิดครั้งนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ยุนเปียงใช่จะให้ความร่วมมือง่ายๆ เมื่อ ความวิปโยค กำลังคืบคลานเข้ามา ทุกคนต้องร่วมมือกันก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

คิดเอาเองว่า หนังแนวนี่คงออกแนวลุ่น การแก้วิกฤติ ที่มักจะจบแบบมีฮีโร่ แต่เรื่องนี้กลับไม่ใช่ถึงแม้จะจบแบบนั้นแต่ ระหว่างเรื่อง ผู้กำกับกลัวคนดู จะเครียดหนังเกินไป จึงแทรกบทฮาๆมุขกระจายเข้ามา เพื่อเบรคอารมณ์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แนะนำว่าถ้าชื่นชอบ หนังประเภทนี้ เรื่องนี้ก็ตอบโจทย์ได้อย่างดีทีเดียว

สรุป

เป็นหนังภัยพิบัติที่ทำออกมาได้อลังการไม่เสียชื่อเกาหลีใต้ แต่เนื้อเรื่องส่วนใหญ่กลับไม่ได้เน้นไปที่การระเบิดของภูเขาไฟเท่าที่ควร ออกจะดูเป็นหนังแอ็กชั่นบู๊ล้างพลาญเสียมากกว่า มีเรื่องราวที่ไม่เมคเซ้นต์อยู่พอควร แต่ถ้าจะไปดูแค่ภูเขาไฟระเบิดก็สนุกดี

CG ระดับเทพ

นักแสดงแสดงดี

จุดด้อย

มีตัวละคร ใช้แล้วทิ้งมากเกินไปหน่อย
การเล่าเรื่องดูไม่ค่อยมีเหตุผล อยู่ๆก็มา อยู่ๆก็ไป
มีเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แบบรับไม่ได้อยู่พอควร

 

ดูหนังออนไลน์

รีวิว The Broken Hearts Gallery ฝากรักไว้…ในแกลเลอรี่ ภาพยนตร์รักอกไม่หัก

รีวิว The Broken Hearts Gallery ฝากรักไว้…ในแกลเลอรี่ ภาพยนตร์รักอกไม่หัก

The Broken Hearts Gallery หรือ ฝากรักไว้…ในแกลเลอรี่ ภาพยนตร์รักโรแมนติกคอเมดี้ กำกับและเขียนบทครั้งแรกของ นาตาลี ครินสกี และเซเลน่า โกเมซ รับหน้าที่เป็น Executive Producer นำแสดงนำโดย เจอรัลดีน วิสวานาธาน, เดเคอร์ มอนต์โกเมอรี่, Utkarsh Ambudkar, มอลลี่ กอร์ดอน อาร์ทูโร แคสโตร เบอร์นาเดต ปีเตอรส์ และ ฟิลลิปา ซู โซนี่ พิคเจอร์ รับหน้าที่สร้างและจัดจำหน่าย ภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของความรักที่มักมาพร้อมการอกหัก การปล่อยวาง และการยอมรับความเจ็บปวดของตัวเอง ซึ่งมันน่าสนใจเพราะที่อเมริกามีแกเลอรี่อกหักที่ให้คนเอาสิ่งของมาเก็บไว้จริง ๆ ที่ LOS ANGELES!

 

เรียกได้ว่าเป็นหนังรักที่เป็นม้ามืดของปีนี้เลยสำหรับ The Broken Hearts Gallery ที่ออกฉายไปตั้งแต่เดือนกันยายน แต่โซนี่พิคเจอร์ไทย เพิ่งจะเอาเข้าฉายในโรงภาพยนตร์มาสด ๆ ร้อน ๆ และได้รับคำชื่นชมจากคนที่ได้ดูในรอบสื่อ ซึ่งผมยอมรับว่านี่เป็นหนังที่ผมคาดหวังมาก เพราะนอกจากจะได้เซลีน่า โกเมซ นักร้องสาวชาวอเมริกันเจ้าของเพลงดังอย่าง Ice Cream ที่ร้องร่วมกับวงแบล็กพิงก์มาร่วมเป็นโปรดิวเซอร์แล้ว ยังมีเรื่องของเรื่องราวรวมถึงนักแสดงที่เราอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากันอย่าง เดเคอร์ มอนต์โกเมอรี่ ที่เคยฝากบทบาทการแสดง บิลลี่ หนุ่มดาวยั่วให้สาว ๆ หัวใจพองตัวและร้ายสุดขั้วโลกจากซีรีส์ สเตรนเจอร์ ธิงส์ ซีซั่น 3 คราวนี้เขามารับบท นิค ตัวละครหลักเป็นครั้งแรกอีกด้วย แต่นอกจากนั้นผมไม่รู้จักใครเลย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะส่วนตัวแล้วภาพยนตร์ที่คนไม่ค่อยสนใจนักแสดงดัง มักจะให้ผลออกมาเกินคาดเสมอ แต่เรื่องนี้จะเป็นแบบนั้นได้หรือไม่ มาฟังเรื่องย่อกันเลยครับ

“ลูซี่ กัลลิเวอร์ ผู้ช่วยมัณฑนากรสาวในนิวยอร์กที่ชอบเก็บของที่ระลึกจากแฟนที่เคยคบจนรกห้อง และเป็นที่เอือมระอาของเพื่อน ๆ กลับต้องมีชีวิตพลิกผันในชั่วค่ำคืน เมื่อเธอถูกเท ทั้งด้านการงานและความรักโดยแฟนเก่าอย่าง แม็กซ์ จนได้ไปพบกับ นิค ชายหนุ่มไร้ความรู้สึกผู้กำลังทำธุรกิจเปิดโรงแรมแต่ประสบปัญหาบางอย่าง แต่ลูซี่กลับมองเห็นโอกาสที่จะให้คนที่อกหักทั่วทุกมุมเมือง เอาของที่ระลึกจากความรักเก่า ๆ มาไว้ที่โรงแรม โดยตั้งเป็น แกเลอรี่คนอกหัก สำหรับคนที่อยากมูฟออน แต่ไม่กล้าทิ้งของคนรักเก่า ได้เอามาจัดแสดงเป็นนิทรรศการ ในระหว่างที่ธุรกิจกำลังไปได้สวย ทั้งคู่ก็ดันปาร์คจอยกันซะงั้น แล้วแบบนี้แกเลอรี่คนอกหัก จะกลายเป็นแกเลอรี่คนรักกันหรือไม่ ลูซี่จะเข้าใจถึงความเจ็บปวดของตัวเอง เพื่อเดินหน้าและมีความสุขหลุดพ้นจากความสัมพันธ์แย่ ๆ แล้วเริ่มต้นใหม่ได้อย่างไร”

 

รีวิว The Broken Hearts Gallery ฝากรักไว้…ในแกลเลอรี่ ศิลปะและการอกหัก (ไม่สปอยล์) 2ภาพยนตร์ถ่ายทอดเรื่องราวความรักและการอกหักได้อย่างคมคาย มีคำพูดหรืออะไรหลายอย่าง ที่ตัวละครพูดออกมาแล้วสามารถเอามาใช้ได้ในชีวิตจริง แม้ว่าจะบทหนังจะออกแนวเรียบง่ายประสาหนังรักรอมคอมที่มีพล็อตเรื่อย ๆ เล่าเหตุการณ์นึงไปเหตุการณ์นึง แต่ในระหว่างการเดินทางของเรื่องราว นอกจากความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครแล้ว หนังยังให้พื้นที่กับสิ่งของเก่าต่าง ๆ ได้มีบทบาทแทนความทรงจำและความเจ็บปวดของคนที่เคยรักกันผ่านตัวละครหลักได้เป็นอย่างดีซึ่งก็ถ่ายทอดมาในรูปแบบโอเวอร์แอ็คติ้ง ร้องไห้ยังไงให้ดูตลก โวยวายยังไงให้ดูฮา เมาท์กันยังไงให้ดูขำ ผ่านตัวละครของนิคและลูซี่ที่ได้มาเจอกันท่ามกลางวันแย่ ๆ ของชีวิต ได้ช่วยกันทำงาน ได้เรียนรู้ตัวตนซึ่งกันและกัน ได้มูฟออนไปด้วยกัน ซึ่งเป็นช่วงที่เราได้อมยิ้มไปพร้อม ๆ กับอยากรู้ว่าเรื่องจะลงเอยอย่างไร แถมยังค่อย ๆ เห็นตัวละครเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองไปทีละก้าว

ทว่าในช่วงหลังของเรื่อง หนังกลับจริงจังและชัดเจนว่าไม่ได้อยากเป็นแค่ความบันเทิง แต่ยังให้ความรู้สึกโอบรับผู้ชมทุกคนที่อาจจะเคยอกหักหรือไม่เคยอกหักได้เรียนรู้และเข้าใจไปพร้อมกับตัวละคร โดยไม่ทิ้งความตลกให้เราดูได้อย่างเพลิน ๆ และพัฒนาไปพร้อมกับตัวละครที่ตอนแรกอาจจะเป็นคนแบบหนึ่ง แต่ตอนหลังจะกลายเป็นคนแบบหนึ่ง ซึ่งมันดีมาก ๆ เพราะมันทำให้เราเข้าใจเจตนาและปมของตัวละครที่ขับเคลื่อนไปด้วย เพราะฉะนั้นหากคิดว่าจะเป็นหนังรักฮา ๆ ธรรมดาอย่างในตัวอย่าง ผมบอกเลยว่าคุณคิดผิด เพราะดูจบแล้ว คุณอาจจะรู้วิธีหาทางที่จะมีความสุขจากการอกหักได้แน่ ๆ

ตัวละครมีเสน่ห์ และฉายแสงออกมาอย่างถ้วนหน้า

ถ้าถามว่าหนังรักโรแมนติกเรื่องไหนที่ตัวละครอื่นเด่นพอ ๆ กับตัวเอก ก็คงเป็นเรื่องนี้ เพราะลูซี่ก็มีบุคลิกแบบผู้หญิงทั่ว ๆ ไปที่เราสามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน นิคก็อาจจะเป็นผู้ชายแบบเพื่อนที่มีปัญหาไม่กล้าสุงสิงกับใคร แต่พอเขาได้ทำสิ่งที่เขาชอบ พวกเขาจะมีเสน่ห์มาก ๆ เช่นเดียวกับตัวละครแวดล้อมรอบ ๆ ช่วยสร้างความสนุกให้กับเรื่องมากขึ้น เช่น นาดีน ความสัมพันธ์แบบสนุกสนานไม่ผูกมัด แถมเป็นเลสเบี้ยนอีกด้วย ซึ่งเรามักจะได้เห็นตัวละครแนวนี้มักเป็นผู้ชาย แต่ไม่ครับ เธอมีความสัมพันธ์รักอย่างอิสระแบบเพลย์เกิลส์ จะคบใครรักใครเลิกกันก็ทำได้เหมือนเพศชาย น้ำหนัก LGBT ในส่วนนี้ถือเป็นเรื่องขบขันแบบพอดิบพอดีไม่ยัดเยียดเกินไป จนทำลายสาสน์ของหนัง ส่วน อะแมนด้า คือ ทนายความสาวที่คบกับแฟนแต่ก็ยังเกรงใจเพื่อน เพราะตัวเองก็ไม่ค่อยแน่ใจในความสัมพันธ์ แต่เป็นห่วงเพื่อนสุด ๆ แม้จะชอบแซะ ชอบแซว ทั้งคู่ก็คอยเป็นกำลังสำคัญที่อยู่กับลูซี่และสนับสนุนเวลาเพื่อนอกหัก และเมาท์กันแบบผู้หญิงถึงผู้หญิงที่เราดูแล้วเหมือนกำลังดูเพื่อนหรือผู้หญิงใกล้ตัวเล่าเรื่องชีวิตรักให้เราฟัง เช่นเดียวกับ มาร์คลอสที่คอยเป็นพ่อสื่อให้กับนิค ด้วยมุกตลกขำ ๆ ซึ่งมาช่วยทำให้หนังไม่จืดจนเกินไป ทุกตัวละครมีฉากให้เราสะดุดหูสะดุดตาตลอด ด้วยคำพูดที่จิกกันและแสบสัน อ่านต่อได้

 

รีวิว Crash Landing On You (ปักหมุกรักฉุกเฉิน) พรหมลิขิตเล็กๆ ในเกาหลีเหนือ

รีวิว Crash Landing On You (ปักหมุกรักฉุกเฉิน) พรหมลิขิตเล็กๆ ในเกาหลีเหนือ

Crash Landing on You ปักหมุกรักฉุกเฉิน ผลการร่วมมือล่าสุดระหว่าง Netflix, tvN และ Studio Dragon จากเกาหลีใต้ เรื่องราว โรแมนติด คอมเมดี้ แนบพรหมลิขิตเล็กๆ ระหว่าง ทหารหนุ่มความสามารถระดับเทพสุดหล่อจากเกาหลีเหนือ และ นักธุรกิจสาวรุ่นใหม่ไฟแรง แถมยังสวยสุดๆ จากเกาหลีใต้

รี จองฮยอก (ฮยอน บิน)
ร้อยเอกหนุ่มแห่งกองทัพเกาหลีเหนือ ชายโคตรเพอร์เฟค เก่ง, ฉลาด, นิ่ง, หล่อ, ไม่ถือตัว, เถรตรง, เป็นระเบียบ, รักความยุติธรรม, แอบมีตังค์ และทำอาหารเก่งอีกต่างหาก เขาเป็นที่รักและเคารพของ ลูกน้องภายในหน่อย รวมถึงชาวบ้านในระแวกค่ายทหารด้วย แต่กระนั้นประวัติของเขาก็ยังไม่เป็นที่เปิดเผยว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร มีเส้นสายแค่ไหน(ในตอนแรก)

ยุน เซรี (ซน เยจิน)

สาวนักธุรกิจที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก ขนาดตั้งชื่อแบรนด์ของเธอเองว่า “Seri’s choice” (เซรี เลือกสิ่งนี้) มีหัวการค้าระดับสุดยอด ลูกสาวคนเล็กของบ้านตระกูลยุน เธอมีพี่ชายอีก 2 คนแต่ไม่ได้เรื่องทั้งคู่…10ปีก่อนเธอออกจากบ้านมาทำธุระกิจเป็นของตนเอง และก็ประสบความสำเร็จแบบสุดๆ แล้วเธอก็ไม่กลับบ้านไปพึ่งเงินพ่อเธออีกเลย

 

กู ซึงจุน (คิม จองฮยอน)
นักธุระกิจหนุ่มจากเกาหลีใต้ ที่มีคดีช่อโกงติดตัว(โกงใครไม่โกงโกงคนใกล้ตัวนางเอกด้วย) จนต้องแอบลี้ภัยมาอยู่เกาหลีเหนือแบบเป็นความลับ เปิดตัวมาตอนแรกดูเข้มๆ คิดว่าจะมาเป็นตัวร้ายโหดๆ แต่ดูไปดูมา ดูว่าน่าจะมาเป็นตัวรองแบบติดตลกๆ ด้วยซ้ำ คงเอามาไว้เป็นเงื่อนไขกันชนให้พระเอกแน่ๆ แต่จะสร้างความประทับใจได้แค่ไหนคงต้องตามดูกันต่อไป

 

ซอ ดัน (ซอ จีเฮ)
เปิดตัวมาตอน 3 เป็นลูกเต้าเหล่าใครไม่ชัดเจน แต่ถ้าไม่รวยมากๆ ก็น่าจะมีตำแหน่งยิ่งใหญ่มากแน่นอน ตอนแรกคิดว่าเปิดตัวมาเป็นเพื่อนสมัยเด็กของพระเอก แต่เปล่าเธอกำเนิดมาเป็นคู่หมั้นคู่หมายของพระเอกเราเลยทีเดียว เห็นหน้าสวยๆ คมๆ แบบนี้ แต่บุคลิกในละครเหมือนเธอจะโก๊ะๆ นิดหน่อย แม้จะเป็นสาวนักเรียนนอก(รัสเซีย) ก็ตาม ชัดเจนว่าเอามาจับคู่ให้ กู ซึงจุน แน่นอน

เกาหลีเหนือ & เกาหลีใต้

แผนที่คาบสมุทรเกาหลี
ทุกคนคงพอรู้กันอยู่แล้วเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ แม้จะใช้ชื่อว่า “เกาหลี” เหมือนกัน แต่ 2 ประเทศนี้มีความแตกต่างระดับที่เรียกได้เลยว่า “ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง” ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง, ความเป็นอยู่, ระบบเศรษฐกิจ, ทัศนคติ และอื่นๆ อีกมากมาย คงมีเพียงแต่ภาษาเท่านั้นที่ยังใช้เหมือนกันอยู่ ทีนี้เพื่อให้อินกับซีรี่ส์มากขึ้นใครที่พอมีเวลาสัก 10 นาที เชิญไปแวะชมคลิปของคุณวิวได้ที่ “สรุปสงครามเกาหลี” ดูนะครับว่าทำไม 2 ประเทศนี้ถือแยกกันได้ และมีความแตกต่างกันขนาดนี้ เผื่อเข้าใจความลำบากของการพบกันของคนทั้ง 2 ฝั่ง หรือสถานการณ์บางอย่างในซีรี่ส์ที่เราคิดว่า “โห…มันขนาดนั้นเลยหรอ?” ครับมันเป็นแบบนั้นแหละ  อ่านต่อได้