รีวิวซีรีส์เกาหลี Stranger From Hell หอพักหลอน โหด สยองขวัญเต็มพิกัด

รีวิวซีรีส์เกาหลี Stranger From Hell หอพักหลอน โหด สยองขวัญเต็มพิกัด

Stranger From Hell นรกคือคนอื่น ซีรีส์เกาหลีจากเว็บตูน 10 ตอนจบลงใน Netflix กับ Viu พล็อตแปลกแตกต่างมีความน่าสนใจมาก ว่าด้วยเรื่องราวของ “จงอู” หนุ่มต่างจังหวัดวัยยี่สิบกว่าที่พึ่งออกจากกรมทหารเข้ามาทำงานในเมือง ตามคำชวนของรุ่นพี่ที่เปิดบริษัทอยู่ก่อนแล้ว และต้องมาอยู่หอพักสุดโทรมที่เต็มไปด้วยคนที่มีนิสัยผิดปกติจนน่าขนลุก!

ถือเป็นแนวแปลกแหวกแนวจาก ซีรีส์เกาหลี ทั่วไปเป็นอย่างมาก แม้ทางเกาหลีเองจะขยันทำแนว ฆาตกรโรคจิต ออกมาบ่อยๆ แต่ก็มักจะเป็นแนวสืบสวนตามล่าหาฆาตกรที่มักปิดบังอำพรางตัวเองไว้ แต่กับเรื่องนี้ต่างออกไปตรงที่ไม่ได้ตามล่าหาฆาตกรหรือปิดบังตัวฆาตกรเลย ตัวเรื่องเฉลยกันรัวๆ ว่าใครทำอะไร ฆ่าใครที่ไหน อย่างไร ตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกตอน 1-2 ก็แทบจะเปิดตัวครบหมดแล้ว และก็ไม่ต้องมาเดาว่าทำไปด้วยเหตุผลอะไร เรื่องใส่ความโรคจิตยัดลงไปในตัวละครคนในหอพักนี้ให้เห็นกันชัดเจนแต่แรกเลยว่าพวกบ้านี่ผิดปกติจนน่าขนลุกขนาดไหน อย่าง ชายที่มักเปิดประตูห้องอ้าซ่าให้เห็นว่าตัวเองชอบตัดภาพผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยจากในเน็ตออกมาแปะไว้เต็มผนังห้อง หรือหนุ่มติดอ่างที่ชอบพูดอะไรแบบชวนขนลุกพร้อมหัวเราะคิกคักอยู่ตลอดเวลา

“สนใจไหม? ห้องเช่าราคาไม่กี่พัน ที่มาพร้อมกับความขวัญผวา จนคุณอาจเป็นบ้าได้ทุกเมื่อ!!!”
ว่ากันว่า ‘จิตใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง’ เปรียบเหมือนก้นทะเลสีดำทะมึนที่ไม่ว่าเราจะยิ่งค้นหาจุดสิ้นสุดของมันสักเท่าไหร่ ก็ยิ่งยากที่จะดำดิ่งลงไปเท่านั้น เพราะมนุษย์ประกอบไปด้วยความคิด อารมณ์ ความรู้สึก รวมไปถึงการแสดงออกทางร่างกายที่มักจะทำงานสอดคล้องกันเหมือนกับฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่คอยขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้า แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ส่วนประกอบเหล่านั้นมันผุพังหรือผิดเพี้ยนไปจากเดิม องค์ประกอบ ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่ซุกซ่อนเอาไว้ข้างในก็คงค่อย ๆ กร่อนลงไปเท่านั้น

คำว่า ‘นรกคือคนอื่น’ ก็คงไม่เกินจริงสักเท่าไหร่ ถ้าหากคุณได้รู้ว่าผู้คนแสนดีที่อยู่รอบตัวคุณมาโดยตลอดนั้น ดันเป็น ‘อีกคน’ ที่แสนจะชั่วร้ายและพร้อมจะลากคุณลงนรกไปด้วยกันตลอดเวลา… จริงไหมล่ะ?

‘Stranger From Hell นรกคือคนอื่น’ คือซีรีส์ระทึกขวัญสั่นประสาทที่สาย Comic จาก WEBTOON น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะนอกจากจุดเริ่มต้นจะเป็นการ์ตูนออนไลน์สายสยองขวัญที่โด่งดังไปทั่วเกาหลีแล้ว ปลายทางความสำเร็จอย่างซีรีส์เรื่องนี้ ก็ได้รับกระแสตอบรับอันดีงามไม่แพ้กัน ถ้าใครได้ดูแล้วก็จะรู้เลยว่า พลาดไม่ได้แม้แต่ตอนเดียว!

 

 

ตัวละครหลักในหอพักแห่งนี้
พวกนี้คือ ตัวละครร่วมหอพัก ที่แทบไม่มีการเรียกชื่อจริง แต่ถูกแทนด้วยเลขห้อง (ของพระเอกห้อง 303) และที่สยองไปกว่านั้นคือ การแท็คทีมหลอนคนที่เข้ามาพักในหอนี้ทุกคน (ไม่ใช่มีแค่พระเอกที่มาพักแล้วโดน แต่คนอื่นก็โดนหมด) โดยไม่เว้นว่างเวลาไหนก็หาเรื่องหลอนกันได้ทุกฉากที่ออกมา ไม่มีฉากไหนที่พวกนี้ออกมาแล้วปกติ แม้แต่อาบน้ำ กินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกัน นักแสดงในเรื่องถือว่าคัดมาดีงามตามบททุกคน แค่เห็นหน้านิ่งๆ ก็หลอนแล้ว แถมคาแรกเตอร์หน้าตายังตรงกับการ์ตูนต้นฉบับมากด้วย (ท้ายเครดิตตอนจบจะมีเทียบให้ดูครบทุกตัว) และส่วนหนึ่งที่ตัวเรื่องนี้เป็นที่นิยมของสาวๆ ก็คือการจิ้นของตัวละครในเรื่องระหว่างพระเอกกับตัวร้ายในหอพัก ซึ่งบทก็จงใจให้คนดูคิดแบบนั้นจริงๆ แอบเป็นหนังรักในอีกรูปแบบหนึ่งที่จิตๆ และก็เลือกตัวร้ายได้หล่อโรคจิต เล่นดีสมกับเป็นตัวร้ายหลักของหอพักแห่งนี้

จุดประสงค์หลักของเรื่องจึงไม่ใช่การตามหาตัวคนร้ายใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นการเดินเรื่องให้คนดูได้เห็นความโรคจิตผิดปกติของพวกนี้ ผ่านมุมมองของตัวเอก “จงอู” ที่ถูกกดดันจนแทบบ้า จากการต้องมาอยู่ร่วมหอพักกับคนพวกนี้ และไม่ใช่แค่ความกดดันจากภายในหอพัก แต่ที่ทำงานของจงอูเองก็ยังต้องเจอกับแรงกดดันจากหัวหน้าและประธานที่ออกแนวกดขี่ข่มเหงทางวาจาตลอดเวลาเช่นกัน แถมแฟนสาวที่มาอยู่โซลก่อนหน้าพระเอกก็ยังไม่ค่อยเชื่อเรื่องที่พระเอกเล่านัก กลับคิดว่าพระเอกปรับตัวเข้ากับสังคมเมืองหลวงไม่ได้ อีกทั้งสภาพแวดล้อมสุดโทรมที่พระเอกอยู่ก็เป็นตัวกดดันให้พระเอกเครียดแทบไร้ทางออกซ้ำเติมเข้าไปอีก ไม่มีแอร์ ห้องอาบน้ำห้องส้วมรวม ไฟก็ไม่สว่าง ประตูก็เหมือนล็อคไม่ได้ แถมมีชั้น 4 สุดลึกลับที่ป้าห้องเช่าบอกไฟไหม้เลยไม่ได้เปิดใช้ แต่กลับมีเสียงประหลาดจากชั้นนั้นเล็ดรอดออกมาเรื่อยๆ ซาวด์ดนตรีกับเสียงประกอบฉากเล็กๆ น้อยๆ ของเรื่องก็พยายามบิ้วให้หลอน อย่างพัดลมที่หมุนส่ายไม่ได้ส่งเสียงแต่กๆๆ ตลอดเวลา เรียกว่าองค์ประกอบทุกอย่างในเรื่องนี้ กดดัน สยองขวัญ หลอน ให้พระเอกยิ่งอยู่ไปยิ่งใกล้บ้าขึ้นทุกที โดยมีฉากมโนของพระเอกเองในยามปกติที่จิตหลุด หรือภาพฝันร้ายหลอนๆ แทรกซ้อนหนักขึ้นเรื่อยๆ มาเป็นตัวบ่งบอกให้เห็นว่าพระเอกเองลึกๆ ก็อาจจะมีความไม่ปกติซ่อนอยู่ในตัวเช่นกัน

จุดขายฉากโหดสยองขวัญในเรื่องถูกใส่มาตลอดเวลา ซึ่งทำได้ดีเลยทั้งฉากทรมานคนด้วยวิธีแปลกๆ การเล่นกับเหยื่อแบบจิตๆ ฉากฆาตกรรมโหดๆ มีความซาดิสม์โรคจิตและสไตล์การฆ่าเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคนต่างกัน (ถ้าสปอยล์เบาๆ หน่อยคือแต่ละคนมีหน้าที่ต่างกันด้วยในหอพักแห่งนี้) แต่พวกอาวุธฆ่าในเรื่องส่วนใหญ่จะถูกเซ็นเซอร์ทำเบลอไว้หมด รวมถึงฉากสัตว์ตายแหวะในเรื่องนี้คือแมวก็ถูกเบลอไว้ อันนี้เป็นเพราะ Netflix ซื้อซีรีส์เรื่องนี้มาจากเวอร์ชั่นทีวีที่เซ็นเซอร์อีกที ก็น่าเสียดายนิดๆ ส่วนใครที่สงสัยว่าพล็อตรวมคนโรคจิตในที่เดียวกันแบบนี้สมเหตุผลแค่ไหน ทำไมพวกนี้ไม่ฆ่ากันเองซะก่อน ในเรื่องมีคำตอบที่ค่อยๆ เฉลยมาได้น่าติดตามเลย (ที่จริงในไทยก็พึ่งมีข่าวแบบนี้ไป ตัดสินโทษประหารครูสอนกวดวิชาโรงเรียนพี่ณัฐ ถ้าตามข่าวอ่านจะเห็นว่าไม่แตกต่างจากในเรื่องนี้เลยที่คนโรคจิตมารวมตัวกันได้จริงๆ)

Stranger From Hell นรกคือคนอื่น Netflix เรต 18+ แต่เบลออาวุธแทบทุกอย่างในเรื่องหมด ทำให้เสียอารมณ์ไปเยอะเหมือนกัน
ต้องยอมรับเลยว่าตัวซีรีส์เข้าถึงจุดขายให้อารมณ์หลอนสยองขวัญจัดเต็มเหนี่ยวเลย เรียกว่าถ้าให้คะแนนตรงนี้กดให้ 10 ได้เลยแน่นอน แต่ส่วนด้อยของเรื่องคือการพยายามลากเรื่องด้วยอารมณ์หลอนแบบ “อมพะนำ” ของตัวเอกจงอูยาวนานหลายตอนมาก เรื่องดำเนินไปแบบว่าหลอนกลัวสติใกล้แตกตั้งแต่แรกๆ แต่ก็ไม่ไปแจ้งความหรือให้ข้อมูลอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกับตำรวจที่มาตามสืบสักที มีความพิรี้พิไรออกแนวลำไยเยอะกับการกระทำของพระเอกขัดแย้งกับความจริงอยู่หลายครั้ง หรือแม้กระทั่งการพยายามหาทางออกไปที่อื่นที่ดูเป็นไปได้หลายอย่างมากกว่าการกลับมาตายรังทุกคืน อย่างนอนร้านเน็ตที่คนเกาหลีนิยมทำก็ไม่มี บทจงใจเขียนลากยาวให้พระเอกโดนรุมกดดันจนไม่ค่อยสมจริงนัก กว่าจะหลุดพ้นตรงนี้ก็ปาไปท้ายๆ เรื่องแล้ว

อีกจุดด้อยคือการที่ให้พระเอกพยายามเขียนนิยายอาชญากรรม แนวฆาตกรต่อเนื่อง ซึ่งตอนแรกก็ดูเข้ากับเรื่องราวดี เพราะพระเอกก็เหมือนได้ไอเดียจากคนหลอนๆ ในหอพักเอาไปใช้ใส่นิยาย แต่ว่าตัวเรื่องกลับไม่ได้มีบทส่งส่วนนี้ให้ไปถึงไหนมากนัก ทั้งๆ ที่สามารถผูกโยงให้กลายเป็นเรื่องสยองขวัญซ้อนกันได้มากขึ้น แถมบางครั้งยังใส่มาเหมือนให้เราคิดว่าสำคัญกับตอนจบ แต่สุดท้ายก็เป็นแค่แบ็คกราวน์ประกอบเรื่องเท่านั้น…

อีกจุดคือส่วนของการสืบสวนผ่านตำรวจหญิงที่เป็นตัวหลักอีกคนหนึ่ง แต่ก็เดินไปแบบไม่ค่อยเข้าถึงจริงจังนัก ออกแนวเขวไปเขวมาถ่วงเวลาของเรื่องไปเรื่อยๆ แม้จะให้เหตุผลว่าเพราะเธอไม่ได้มีหน้าที่ตรงนี้โดยตรง แต่เรื่องก็เดินไปแบบเหมือนไม่ได้ตั้งใจให้เธอเก็ทความจริงได้สักที มีแต่สงสัยไว้ในหัวอย่างเดียว ทั้งๆ ที่ในเรื่องหลายครั้งมีหลักฐานเห็นชัด อย่างการบุกไปเดินตรวจถึงห้องเชือดหลายศพ แต่กลับไม่ได้กลิ่นเลือดหรือเจออะไรเลย ในขณะที่ตัวละครคนอื่นในหอกลับได้กลิ่นเลือดแล้วตามรอยไปจนเจอ ดูไปก็แอบหงุดหงิดนิดๆ แต่ยังดีที่นักแสดงมีความน่ารักแบบบ้านๆ เล่นเข้ากับบทนี้ได้ดีลงตัวจนมองข้ามจุดด้อยนี้ไปได้

แต่ส่วนที่ว่ามานี้ก็ยังไม่ถึงขั้นทำให้เรื่องดูไม่สนุก แค่รู้สึกว่าเรื่อง พยายามลากยาวจุดนี้เกินไปหน่อยจนเนื้อเรื่องไม่ได้เดินหน้าไปไหนมากนัก (เพราะวนๆ อยู่กับความสติแตกของพระเอก) ข้อเสียของเรื่องจังๆ คือช่วงตอนจบสุดท้ายของเรื่องหนังพยายามหลอกคนดูด้วยเรื่องราวตามสูตรหนังแนวนี้ ที่คนดูก็ต้องพอเดาได้ว่าต้องจบแบบไม่ธรรมดาแน่นอน ซึ่งก็ถือว่าทำได้จริง แต่กลับขาดความสมเหตุผลมากไปจนกลายเป็นจุดบกพร่องของเรื่อง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ทำได้ดี จุดเสียกลับไปกองรวมกันที่ตรงนั้น ช่วงก่อนจบหนังต้องการเฉลยเรื่องทั้งหมดในเชิงจิตวิทยา แต่ว่ากลับใช้วิธีเฉลยโดยใส่สิ่งของบางอย่างเข้ามากระตุ้นให้ตัวละครตอนจบคิดได้แบบไม่สมเหตุผล แถมตัวละครที่ทำตัวฉลาดมาตลอดอย่างตำรวจหญิงที่ตามสืบคดีนี้เพียงลำพังจู่ๆ ก็ออกแนวง่อยไร้ประโยชน์ขึ้นมาทันที ฝ่ายตำรวจในเรื่องนี้เองก็ถูกเขียนบทให้ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามเว่อร์ๆ ขนาดสายสืบร่วมโรงพักหายตัวไปหลายวันยังไม่ทุกข์ร้อนอะไร ซึ่งผิดจากความจริงเกินไป เข้าใจว่าต้องการให้ความสำคัญโฟกัสที่ตัวพระเอกล้วนๆ แต่ก็กลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้ตัวละครอื่นต้องถูกลดบทบาทสำคัญในช่วงท้ายมากเกินไป จนเรื่องจบแบบดูเหมือนฉลาด แต่ก็ไม่ว้าวอะไรมากนักครับ

“ที่รัก คุณคือ ผลงานชิ้นเอก ที่ผมเคยสร้างมา” คำพูดที่เป็นบทสรุปเรื่องราวในช่วงท้ายของซีรีส์ ที่สามารถคลายความสงสัยของคนดูให้กระจ่างได้ดียิ่งขึ้นแม้ว่าคิ้วจะขมวดเป็นปมมาทั้งเรื่องแล้วก็ตาม ซึ่งหนังฉลาดมากที่เลือกจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดด้วยการวางตำแหน่งให้คนดูเป็นเหมือนกับบุคคลที่ 3 ที่คอยเดินไปตามทางพร้อมกับตัวละครเอกของเรื่องอย่าง ‘ยุนจงอู’ ทำให้เรารับรู้ได้ถึงความยากลำบากของฐานะทางบ้าน ที่ต้องคอยดูแลแม่ผู้ที่เลี้ยงเขามาด้วยตัวคนเดียว แล้วไหนจะพี่ชายสุดห่วยที่ไม่เคยจะช่วยเหลือครอบครัวได้เลย ความรู้สึกของจงอูที่อยากจะถีบตัวเองขึ้นมาด้วยการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองหลวง ความเหนื่อยยากของการตามหาที่พักดี ๆ แม้ว่าจะมีเงินติดตัวอยู่ไม่มาก จนสุดท้ายความยากลำบาดของชีวิตจงอูที่เราเห็นมาตลอดในช่วงแรกของเรื่อง ก็ทำให้เราเข้าใจได้ว่าทำไมจงอูถึงเลือก ‘หอพัก’ เอเดนเป็นที่ซุกหัวนอน ซึ่งรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในช่วงต้นเรื่องที่ผู้กำกับพยายามจะทำให้เราเห็นภาพของ ‘ทางเลือกที่ไม่มีทางเลือก’ ของจงอูนั้น ถือว่าต่อยอดมาจากการ์ตูนได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว

 

ถ้าหากใครที่ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่เวอร์ชั่นการ์ตูนก็พอจะรู้อยู่แล้วว่า ‘ความประสาทแดก’ ของเพื่อนร่วมหอพักเอเดนแต่ละคนนั้นมันสุดโต่งแค่ไหน ไหนจะตาลุงหื่นที่ชอบเปิด หนังโป๊ เสียงดังแถมยังชอบเดินถือมีดมาป้วนเปี้ยนอยู่หน้าห้องคนอื่น ไหนจะคู่แฝดนรกที่คนหนึ่งชอบทำเสียงหัวเราะประหลาดอยู่ตลอดเวลาส่วนอีกคนก็ชอบฆ่าแมวเป็นชีวิตจิตใจ ไหนจะป้าเฝ้าหอจอมขี้เผือกที่ชอบเดินมาคุยเจ๊าะแจ๊ะน่ารำคาญจนบางทีก็รู้สึกเหมือนนางจะตามเราไปเลยทุกที่ก็ว่าได้ ซึ่งทุกคาแร็คเตอร์ในเวอร์ชั่นซีรีส์นี้ มันคือการต่อยอดความสำเร็จจากเวอร์ชั่นการ์ตูนที่ปั่นประสาทคนดูได้อย่างบ้าคลั่ง โดยที่นักแสดงทุกคนนั้นสามารถถ่ายทอดความน่าขยะแขยงและน่าขนลุกออกมาได้อย่างดีซะจนสงสารจงอูเหลือเกินที่เลือกเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ รู้งี้น่าจะประหยัดค่าแท็กซี่ตอนเมาแล้วเอาเงินไปเช่าหออื่นยังจะดีซะกว่า!

 

การแสดงอันลึกลับและน่าขนลุกของ ‘อีดงอุค’ นักแสดงแถวหน้าของวงการเกาหลี ที่คราวนี้ลงทุนสลัดคราบสามีแห่งชาติมาเป็นฆาตกรใจเหี้ยม ที่ฉาบร่างภายนอกด้วยอาชีพหมอฟันผู้สุขุมและน่านับถือ เพื่อคอยซ่อนความบิดเบี้ยวข้างในจิตใจที่สนุกกับการฆ่าคนไม่มียั้ง เรียกได้ว่าเป็นตัวละครเด่นที่ช่วยดึงกราฟความสยองและความลุ้นระทึกของเรื่องได้มากขึ้นไปอีกสมกับเป็นนักแสดงมืออาชีพ ทำเอาคนดูถึงกับลืมภาพพระเอกเกาหลีผู้แสนดีและอบอุ่นไปจนหมด

 

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่ซีรีส์สามารถนำเสนอออกมาได้อย่างชัดเจนนั่นก็คือ เบื้องลึก ในจิตใจของตัวเอกอย่าง ยุนจงอู ที่ในแต่ละวันเขาต้องทนอยู่กับ สภาพแวดล้อม อันเลวร้าย ทั้งหอพักสุดสยองที่กว่าจะข่มตานอนให้ผ่านไปได้ในแต่ละคืนไม่ใช่เรื่องง่าย ไหนจะชีวิตการทำงานสุดบัดซบที่ต้องเผชิญหน้ากับหัวหน้าโรคจิตขี้อิจฉา กับประธานบริษัทที่ชอบอ้างเอาคำว่ารุ่นพี่มากดขี่และหวังจะเครมแฟนของเขาอยู่ทุกวัน ความประสาทแดกทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับคนหนึ่งคน ค่อย ๆ เปลี่ยนเขาให้กลายเป็น ‘อีกคน’ ไปอย่างช้า ๆ โดยไม่รู้ตัว จงอูจึงกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รอวันปะทุ ซึ่งเราต้องยอมรับเลยว่าฝีมือการแสดงของ ‘อิมชีวาน’ ผู้รับบทเป็น ยุนจงอู นั้นถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ กับการถ่ายทอดลักษณะอาการ BPD (Borderline Personality Disorder) ที่ทั้งกลัวการถูกทอดทิ้งจากความสัมพันธ์ไม่มั่นคง ทั้งการแสดงออกถึงอารมณ์ที่รุนแรง แถมยังระหวาดระแวงคนอื่นเป็นประจำ จนกลายเป็นคนที่จมอยู่กับตัวเองและดูเหมือนเป็นมนุษย์ที่ใกล้จะพังอยู่ตลอดเวลา ดูแล้วช่างน่าเอาใจช่วยและเวทนาไปพร้อม ๆ กันเสียจริง

 

อีกหนึ่งสิ่งที่ประทับใจเสียจนไม่พูดถึงไม่ได้จริง ๆ นั่นก็คือการเล่าเรื่องโดยใช้มุมมองภาพที่แปลกใหม่ ที่เราไม่ค่อยจะได้เจอมากนักในซีรีส์เกาหลี ทั้งการเล่าแบบ Longtake ในสถานการณ์คับขันที่ยิ่งขับให้ฉากเหล่านั้นมีความน่าตื่นเต้นมากขึ้น หรือจะเป็นการ Transition ระหว่างฉากต่อฉากโดยใช้การกระทำของตัวละครเชื่อมถึงกันนั้น มีส่วนช่วยอย่างมากในด้านความต่อเนื่องของอารมณ์คนดู เรียกได้ว่าลื่นดีไม่มีหลุดว่างั้นเถอะ อีกทั้งหนังยังฉลาดมากที่เลือกจะเฉลยตัวฆาตรกรตั้งแต่ต้นเรื่อง เพื่อเล่นกับความรู้สึกของคนดูที่รู้ทุกอย่างแต่กลับทำอะไรไม่ได้สักอย่าง บอกได้คำเดียวว่ามันช่างน่าอึดอัดซะเหลือเกิน!

 

สุดท้ายแล้วเรื่องราวที่ถูกเรียงร้อยมาอย่างดีตั้งแต่ต้นจนจบ ถูกเล่าด้วยอารมณ์และการกระทำของตัวละครที่เหนือความคาดหมายจนทวีความพีคขึ้นเรื่อย ๆ บวกกับฉากโหดเลือดสาดที่แม้ว่าจะไม่ได้แหวะอะไรมาก แต่ทั้งหมดนั้นมันก็ทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกตัวละครลากไปลงนรกด้วยกัน เจ็บปวดไปพร้อม ๆ กัน และเติบโตไปด้วยกันได้อย่างแท้จริง… จนแทบไม่ต้องถามเลยว่าซีรีส์เรื่องนี้แตะมาตรฐานซีรีส์เกาหลีมั้ย เพราะ ‘Stranger From Hell นรกคือคนอื่น’ เป็นมาตรฐานใหม่ของวงการซีรีส์เกาหลีไปแล้วเรียบร้อย

 

 

สปอยล์

หมอฟันโรคจิตในเรื่องตั้งใจสร้างแรงกดดันให้พระเอกเพื่อเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นฆาตกรแบบเดียวกับพวกมัน ซึ่งพระเอกก็กลายเป็นคนสองบุคลิก บุคลิกฆาตกรก็ปรากฎขึ้นมา แล้วก็ฆ่าหมอฟันทิ้ง แต่กลายเป็นว่าเขายังเห็นภาพหลอนของหมอฟันตามติดอยู่เสมอตลอดไป ซึ่งเป็นไปตามจุดประสงค์ของหมอที่ต้องการผลงานชิ้นเยี่ยมอันเป็นที่รักก็คือตัวพระเอกเองนี่แหละ

จุดที่เป็นปัญหาใหญ่ข้อนึงเลยคือพระเอกที่นอนป่วยอยู่โรงพยาบาลยังใส่สร้อยข้อมือที่ร้อยด้วยฟันเหยื่อที่ตายไปได้ยังไง เป็นจุดที่ใส่มาเพื่อตั้งใจเฉลยเรื่องย้อนหลังว่าพระเอกเป็นฆาตกรฆ่าคนในหอทั้งหมดจริงหรือไม่ แต่มันขาดความสมเหตุผลไปพร้อมกัน

ดูหนังออนไลน์ 

รีวิวซีรีส์เกาหลี แอ็กชั่นไซไฟ Rugal ตำรวจกล คนเหนือมนุษย์

รีวิวซีรีส์เกาหลี แอ็กชั่นไซไฟ Rugal ตำรวจกล คนเหนือมนุษย์

ซีรีส์เกาหลี Rugal แนวแอ็กชั่นไซไฟ ที่ไม่ค่อยมีมาบ่อยนัก เรื่องราวของ “คังคีบอม” (Choi Jin-hyuk จาก Tunnel )คือตํารวจสายสืบชั้นยอดที่ถูกป้ายสีว่าฆาตรกรรมภรรยาของตน อีกทั้งยังโดนควักดวงตาไป โดยทั้งหมดเป็นฝีมือขององค์กรก่อการร้ายขนาดใหญ่ “อาร์โกส” ที่กุมอำนาจเส้นสายเครืออิทธิพลในเกาหลีไว้แทบทั้งหมด

ในขณะที่เขาคิดว่าตัวเองสูญเสียทุกอย่างและต้องติดคุก เขากลับได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลลึกลับให้ออกจากคุกได้ พร้อมกับผ่าตัดมอบดวงตาจักรกลอัจฉริยะสุดล้ำให้ โดยแลกเปลี่ยนกับการมาร่วมทีมหน่วยงานลับ “รูกัล” ที่นำโดยอธิบดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งรวบรวมตำรวจและคนที่สูญเสียอวัยวะในร่างกายมาผ่าตัดดัดแปลงใส่จักรกลเข้าไป โดยมีเป้าหมายโค่นล้มอาร์โกสให้ได้

ตัวเรื่องแม้จะมีความล้ำมาก เรียกว่าเกินอนาคตกันใกล้นี้เลยด้วยซ้ำกับอวัยวะเทียมเหนือมนุษย์ที่ทีมพระเอกผ่าตัดเปลี่ยนไว้ในร่างกายทุกคน แต่ว่าโลกของเรื่องนี้กลับอยู่ในยุคปัจจุบัน ยังใช้มือถือซัมซุงกาแลกซี่กันปกติอยู่เลย อาจจะเพราะว่าเรื่องนี้ทำมาจากการ์ตูนในเว็บตูนด้วย ทำให้ตัวเรื่องออกแนวเหมือนการ์ตูนมาก แล้วก็เหมือนซีรีส์ไอ้มดแดงของญี่ปุ่นหยั่งกะลอกกันมา ตั้งแต่มีองค์กรร้ายลึกลับใหญ่โต ตามล่าคนคนปกติ จากนั้นพระเอกก็สูญเสียจนได้รับการช่วยเหลือจากองค์ลึกลับนำมาผ่าตัดแปลงร่างให้เหนือมนุษย์กลับไปล้างแค้น ฝ่ายตัวร้ายก็มีเทคโนโลยีจักรกลฝังชิพควบคุมอะไรต่างๆ นาๆ ไว้ในคนฝ่ายตนเองเหมือนกัน ซึ่งการที่ไปเหมือนไอ้มดแดงของญี่ปุ่นนี่ก็ไม่ใช่ความผิดอะไรหรอกครับ เพราะเรื่องแนวนี้มันก็คือต้นแบบ Super Hero ของทางเอเชียดีๆ นี่เอง คนดูพร้อมจะสนุกได้ถ้าเรื่องมันดี สมเหตุผลในแบบโครงเรื่องแนวๆ นี้ แต่เรื่องนี้กลับสอบตก มีความไม่เมคเซนส์แทบทุกจุดตลอดเวลา

มีความเหมือนไอ้มดแดงหลายอย่างมาก
ความไม่เมคเซนส์ในเรื่องนี้ถ้าสาธยายคงยาวเหยียดแน่ๆ จึงขอยกตัวอย่างพอคร่าวๆ ให้ได้เห็นภาพกันก่อน เริ่มตั้งแต่ พระเอกแหกคุกหลุดจากการคุมตัวได้ง่ายๆ แค่ขอไปห้องน้ำผู้คุมไขกุญแจโซที่คล้องขาไว้ให้เดินไปเข้าห้องน้ำเองหน้าตาเฉย แถมไม่มีแม้แต่การตามไปคุมอะไร จนพระเอกวิ่งหนีไปไกล จู่ๆ ก็ตัดมาให้ผู้คุมนึกได้วิ่งตามหา พร้อมกับ สบถ บัดซบ! ซึ่งคนดูก็คงคิดเหมือนกันว่าผู้คุมอะไรมันจะโง่ปานนี้

เทคโนโลยีในเรื่องก็มาง่ายๆ คือมีปูไว้ว่าหมอในโรงพยาบาลวิจัยกันมานานหลายเวอร์ชั่น แถมถึงขั้นเทคโนโลยีระดับต่างดาวเลย ดวงตาของพระเอกที่มองเห็นวิเคราะห์ข้อมูลยังไม่เท่าไหร่ แต่อย่างหัวหน้าพระเอกนี่แขนกลพลังช้างสาร แล้วมีเนื้อเทียมหุ้มไว้เหมือนคนเหล็กอีกต่างหาก หรือแม้แต่ความมั่วๆ ของเทคโนโลยีอย่างการถ่ายทอดภาพจากที่ไกลๆ ซึ่งก็ไม่รู้องค์กรพระเอกใช้อะไร มองเห็นเหมือนมีตาทิพย์ไปหมดทุกที่ แถมนึกจะใส่อะไรก็ใส่มางงๆ อย่างโดรนบินไปติดต้นไม้ที่นึง

แต่ถ่ายภาพเหตุการณ์ไกลออกไปไม่รู้กี่กิโลได้ คือคนสร้างเรื่องนี้ละทิ้งเหตุผลอะไรไปหมดแล้วจริงๆ ครับ เหมือนจะบอกว่าเรื่องมันโม้แล้ว คนดูจะมาหาเหตุผลประกอบทำไมอีกประมาณนั้น แต่ความสมเหตุผลกับเรื่องโม้แต่งแล้วเป็นยังไงก็ได้มันคนละเรื่องกัน นิยายไซไฟก็โม้กันทุกเรื่อง แต่ทำยังไงให้คนเชื่อด้วยรายละเอียดที่สมเหตุผลต่างหากคือหัวใจของเรื่องแนวไซไฟแบบนี้

อีกอย่างคือเรื่องตั้งใจขายหล่อสวยของทีมพระเอกมาก หลายฉากพยายามให้ดูเท่กันตลอดเวลา เดินมากันเป็นทีมเหมือนไอดอลดาราอะไรแบบนั้น แถมมีตัวละครที่เหมือนเด็กไม่โตในทีมติดเล่นเหมือนไม่จริงจังจนดูไม่เข้ากับโทนเรื่องที่ต้องดาร์คๆ ซีเรียส

ฝั่งพระเอกว่าไม่สมเหตุผลแล้ว แต่อาร์โกสก็ไม่แพ้กัน แม้เรื่องวางไว้ว่าพวกนี้ยังเป็นแค่แบบแก๊งอิทธิพลใหญ่ ไม่ได้มีอะไรล้ำๆ ก็เลยใช้พวกไม้บอสบอลเป็นหลัก มีแค่พวกบอสองค์กรที่มีปืน แถมนึกจะยิงลูกน้องก็ยิง ออกแนวโชว์ออฟเป็นการ์ตูนเท่ๆ ว่ายิงลูกน้องเล่นได้ ตัวบอสใหญ่เปิดมาแต่แรกแบบดูหน้าก็รู้เลยว่า “โง่” แล้วบทก็วางไว้ให้ตัวละครนี้โง่ตามนั้นจริงๆ จังๆ จนดูโอเว่อร์มาก อย่างการที่จู่ๆ ก็โกรธขับรถไล่ตามทีมพระเอกคนเดียวไม่บอกใคร ทิ้งให้ลูกน้องเป็นสิบงง แถมจะตามพระเอกไปไหนก็ยังไม่รู้เลยเหมือนขับรถไปเรื่อยๆ แล้วก็โดนหลอกเข้าแผนง่ายๆ ถึงแม้ว่าเรื่องจะวางไว้ว่าตัวร้ายจริงๆ คืออีกคน แต่มันก็ไม่สมเหตุผลด้วยประการทั้งปวงที่บอสใหญ่คนแรกขององค์กรมีนิสัยหัวร้อนง่าย และความคิดที่เหมือนนักเลงกระจอกข้างถนนแบบนี้

ในขณะที่ปูเรื่องว่าอาร์โกสโหดสัสๆ แต่พอสู้กันจริงๆ เหมือนเตะต่อยกันธรรมดา แถมสตันท์ในเรื่องก็แย่มาก แรกๆ อาจจะดูดี แต่พอเรื่องพยายามโชว์อะไรหลายอย่าง จะมองเห็นเลยว่าไม่ลงทุนสตันท์เล่นจริงๆ จังๆ เลย อย่างฉากแรกๆ ที่พระเอกขี่มอเตอร์ไซด์เอียงสไลด์ปาดขาฝูงตัวร้ายให้ล้ม ก็ยังจะซูมภาพเข้าไปให้เห็นว่าล้อรถไม่ได้โดนขา ตัวประกอบกระโดดข้ามหมด แล้วก็ตัดฉากมาอีกทีทำเป็นล้มร้องโอดโอย ซึ่งมันปลอมมาก ไม่ลงทุนกระทั่งฉากเบสิคง่ายๆ แบบนี้

สิ่งที่น่าติดตามในเรื่องจริงๆ คงเป็นความสามารถในดวงตาของพระเอกว่าจะมีอะไรแปลกใหม่แค่ไหน ซึ่งเรื่องก็จะค่อยๆ เผยว่าดวงตาคู่นี้มีฟังก์ชั่นลับอยู่ และยังมีอย่างอื่นซ่อนอยู่อีก เป็น AI. มีความคิดเป็นของตัวเอง พูดคุยโต้ตอบกับพระเอกได้ และดวงตาเข้ายึดครองร่างพระเอกได้กลายเป็นโหมดสังหารโหด ซึ่งเป็นปมที่พึ่งใส่มาในตอน 10 และนอกจากดวงตาแล้ว ตัวร่างกายของพระเอกเองก็มีพัฒนาการเกินกว่ามนุษย์ปกติไปแล้ว โดยไม่ได้เกิดจากการผ่าตัดของรูกัล

สำหรับช่วงแรกอาจจะทำให้คิดว่าแนวเรื่องเป็นบู๊แอ็กชั่นตามล่าไล่ฆ่าอาร์โกส แต่พอเรื่องเดินไปเรื่อยๆ จะเห็นว่าตัวเรื่องจริงๆ เป็นการวางแผนล้างแค้นตอบโต้กันทั้งฝ่ายรูกัลกับอาร์โกส ซึ่งผลัดกันวางแผนดักทางกัน ตัวพระเอกเองได้เจอกับตัวบอสของเรื่องอยู่เรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้แบบจะฆ่ากัน ต่างฝ่ายต่างใช้การวางแผนหลอกล่อให้มาติดกับดัก ซึ่งในเรื่องอธิบายไว้ว่าจะล้มอาร์โกสได้ต้องให้มันต่อสู้ขัดแย้งกันจากภายใน เรื่องจึงเดินไปแบบว่าฝ่ายอาร์โกสมีการแย่งชิงตำแหน่งและหักหลังกันเองอยู่ตลอด จนแทบจะไม่เหลือตัวละครหลักสักเท่าไหร่ และพุ่งเป้าเน้นๆ ไปที่ตัวละครหลักฝ่ายตัวร้ายเพียงแค่ 2 คน รองประธาน Hwang Deuk Goo กับประธานสาว Choi Ye Won ซึ่งต้องบอกว่าพอเรื่องโฟกัสให้แคบแล้วชิงไหวพริบกันระหว่างพระเอกกับสองคนนี้ ทำให้เรื่องดูสนุกมากกว่าที่คิดในตอนแรกมากขึ้น

ตัวเรื่องมีเรื่องความรักใส่มาแพลมๆ
ก็เหมือนเป็นสูตรสำเร็จเกาหลีที่ต้องมีส่วนนี้ผสมรวมอยู่ด้วย แม้ว่าในเรื่องพระเอกจะเปิดมามีครอบครัวมีคนรักที่เสียชีวิตไป แต่ต่อมาตัวเรื่องก็เริ่มปูให้เห็นว่ารุ่นน้องร่วมทีมมีใจให้พระเอกมาตลอด รวมถึงตัวร้ายของเรื่องฝั่งอาร์โกสที่สวยระดับนางเอก ที่ภายหลังกลายมาเป็นเรื่องราวผูกพันมีบทรักใคร่กับพระเอกเช่นกัน

 

สรุปรีวิว (EP1-16)
แม้เรื่องจะมีจุดด้อยเรื่องไม่สมเหตุผลมากมาย แต่ก็ทำตามสูตรซีรีส์เกาหลี ทีมพระเอกหรือตัวร้ายที่สวยหล่อ ฉากในเรื่องมีความรุนแรงสูง มีความน่าสนใจตามดูว่าพวกอุปกรณ์จักรกลในเรื่องจะมีพลิกแพลงอะไรใหม่ๆ บ้าง ซึ่งถ้าดูแบบไม่คิดเหตผลอะไรเลย มันก็เหมือนซีรีส์ไอ้มดแดงเวอร์ชั่นเก่าๆ หรือหนังทีวียุคก่อนที่ไม่ค่อยตั้งใจทำบทให้สมเหตุผล แต่ดูแล้วก็มีความสนุกอยู่ ถือว่าค่อยๆ ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเรื่องถูกโฟกัสไปที่การวางแผนชิงไหวพริบกันมากกว่าแค่แอ็กชั่นทั่วไป และก็มีจุดพลิกเรื่องราวกลับด้านที่น่าสนใจในช่วงหลังที่ซับซ้อนพอสมควร แต่ก็ไม่ถึงขนาดเดาไม่ได้

ปล.เรื่องตอนจบกะทิ้งเชื้อไว้ทำต่อเต็มที่ แต่ดูแล้วคงไม่มีครับ

ซีรีส์มีความยาว 16 ตอน ออนแอร์ทุกวันเสาร์หลัง 4 ทุ่มไปครับ คลิกรับชมได้ที่นี่

สปอยล์จุดหักมุมของเรื่องราวช่วงหลัง

เรื่องราวช่วงหลังจาก EP10 ไปจะเป็นการเปิดเผยตัวตนของรูกัลแก่สาธารณะชน แล้วก็จะเริ่มย้อนกลับมายังที่มาของรูกัล ซึ่งกลายเป็นว่าตัวพระเอกกับหัวหน้าทั้งคู่ถูกอธิบดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ตั้งรูกัลขึ้นมาเองหลอกใช้มาตั้งแต่แรก โดยการจัดฉากสร้างเรื่องว่าเมียพระเอกตาย และแขนของหัวหน้าที่ถูกตัดก็เป็นฝีมือของเขาเช่นกัน กลายเป็นว่ารูกัลเองเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อหาร่างทดลองมาสร้างมนุษย์ดัดแปลงให้สำเร็จ และควบคุมให้ได้เพื่อเป็นอาวุธของรัฐบาล ซึ่งตัวร้ายของเรื่อง Hwang Deuk Goo ก็เป็นร่างทดลองคนแรกของรูกัล จนมีความอึดเหนือมนุษย์ แล้วเขาเองก็ตั้งใจสร้างมนุษย์ทดลองมาเพื่อเป็นสินค้ากองทัพมนุษย์ดัดแปลงที่ควบคุมได้ให้กับรัฐบาลเช่นกัน

สรุป

ซีรีส์แอ็กชั่นไซไฟเกาหลีที่มีพล็อตกับเนื้อเรื่องเหมือนย้อนยุคแบบพวกหนังทีวีสมัยก่อนแนวไอ้มดแดงของญี่ปุ่น มีความไม่สมเหตุผลให้เห็นตลอดเรื่อง ซึ่งถ้าคนดูไม่แคร์ตรงนี้เลยเหมือนกัน ก็ถือว่าพอดูได้ไม่เสียหายอะไรครับ ตัวเรื่องมีความสนุกลื่นไหลอยู่ แต่ต้องยอมมองข้ามบทที่ไม่สมเหตุผลทั้งหลายในเรื่องไป ตัวเรื่องถือว่าค่อยๆ ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเรื่องถูกโฟกัสไปที่การวางแผนชิงไหวพริบกันมากกว่าแค่แอ็กชั่นทั่วไป และก็มีจุดพลิกเรื่องราวกลับด้านที่น่าสนใจในช่วงหลังที่ซับซ้อนพอสมควร แต่ก็ไม่ถึงขนาดเดาไม่ได้

รีวิวซีรีส์เกาหลี Rugal (Netflix) ตำรวจกล คนเหนือมนุษย์ แอ็กชั่นไซไฟสไตล์มนุษย์ดัดแปลงเกาหลี (อัพเดทล่าสุด 10 ตอน) 1
มีความเหมือนไอ้มดแดงหลายอย่างมาก
ความไม่เมคเซนส์ในเรื่องนี้ถ้าสาธยายคงยาวเหยียดแน่ๆ จึงขอยกตัวอย่างพอคร่าวๆ ให้ได้เห็นภาพกันก่อน เริ่มตั้งแต่ พระเอกแหกคุกหลุดจากการคุมตัวได้ง่ายๆ แค่ขอไปห้องน้ำผู้คุมไขกุญแจโซที่คล้องขาไว้ให้เดินไปเข้าห้องน้ำเองหน้าตาเฉย แถมไม่มีแม้แต่การตามไปคุมอะไร จนพระเอกวิ่งหนีไปไกล จู่ๆ ก็ตัดมาให้ผู้คุมนึกได้วิ่งตามหา พร้อมกับ สบถ บัดซบ! ซึ่งคนดูก็คงคิดเหมือนกันว่าผู้คุมอะไรมันจะโง่ปานนี้ บัดซบมากๆ

เทคโนโลยีในเรื่องก็มาง่ายๆ คือมีปูไว้ว่าหมอในโรงพยาบาลวิจัยกันมานานหลายเวอร์ชั่น แต่โอ้โห้ นี่มันเทคโนโลยีระดับต่างดาวแล้วครับ ดวงตาของพระเอกที่มองเห็นวิเคราะห์ข้อมูลยังไม่เท่าไหร่ แต่อย่างหัวหน้าพระเอกนี่แขนกลพลังช้างสาร แล้วมีเนื้อเทียมหุ้มไว้เหมือนคนเหล็กอีกต่างหาก หรือแม้แต่ความมั่วๆ ของเทคโนโลยีอย่างการถ่ายทอดภาพจากที่ไกลๆ ซึ่งก็ไม่รู้องค์กรพระเอกใช้อะไร มองเห็นเหมือนมีตาทิพย์ไปหมดทุกที่ แถมนึกจะใส่อะไรก็ใส่มางงๆ อย่างโดรนบินไปติดต้นไม้ที่นึง

แต่ถ่ายภาพเหตุการณ์ไกลออกไปไม่รู้กี่กิโลได้ คือคนสร้างเรื่องนี้ละทิ้งเหตุผลอะไรไปหมดแล้วจริงๆ ครับ เหมือนจะบอกว่าเรื่องมันโม้แล้ว คนดูจะมาหาเหตุผลประกอบทำไมอีกประมาณนั้น แต่ความสมเหตุผลกับเรื่องโม้แต่งแล้วเป็นยังไงก็ได้มันคนละเรื่องกัน นิยายไซไฟก็โม้กันทุกเรื่อง แต่ทำยังไงให้คนเชื่อด้วยรายละเอียดที่สมเหตุผลต่างหากคือหัวใจของเรื่องแนวไซไฟแบบนี้

รูกัล
ใส่แมสก์กันทั้งเรื่องสงสัยช่วงโควิด 19
ฝั่งพระเอกว่าไม่สมเหตุผลแล้ว แต่อาร์โกสก็ไม่แพ้กัน แม้เรื่องวางไว้ว่าพวกนี้ยังเป็นแค่แบบแก๊งอิทธิพลใหญ่ ไม่ได้มีอะไรล้ำๆ ก็เลยใช้พวกไม้บอสบอลเป็นหลัก มีแค่บอสที่มีปืนคนเดียว (ตามที่เห็นตอนนี้) แถมนึกจะยิงลูกน้องก็ยิง ออกแนวโชว์ออฟเป็นการ์ตูนเท่ๆ ว่ายิงลูกน้องเล่นได้ ตัวบอสใหญ่เปิดมาแต่แรกแบบดูหน้าก็รู้เลยว่า “โง่” แล้วบทก็วางไว้ให้ตัวละครนี้โง่ตามนั้นจริงๆ จังๆ จนดูโอเว่อร์มาก อย่างการที่จู่ๆ ก็โกรธขับรถไล่ตามทีมพระเอกคนเดียวไม่บอกใคร ทิ้งให้ลูกน้องเป็นสิบงง

แถมจะตามพระเอกไปไหนก็ยังไม่รู้เลยเหมือนขับรถไปเรื่อยๆ แล้วก็โดนหลอกเข้าแผนง่ายๆ ถึงแม้ว่าเรื่องจะวางไว้ว่าตัวร้ายจริงๆ คืออีกคน แต่มันก็ไม่สมเหตุผลด้วยประการทั้งปวงที่บอสใหญ่คนแรกขององค์กรมีนิสัยหัวร้อนง่าย และความคิดที่เหมือนนักเลงกระจอกข้างถนนแบบนี้

อีกอย่างคือไม่รู้เรื่องนี้ตั้งใจขายหล่อสวยกันมากกว่าบทดีๆ หรือไง? เพราะหลายฉากพยายามให้ดูเท่กันตลอดเวลา เดินมากันเป็นทีมเหมือนไอดอลดาราอะไรแบบนั้น แถมมีตัวละครที่เหมือนเด็กไม่โตในทีมติดเล่นเหมือนไม่จริงจังจนดูไม่เข้ากับโทนเรื่องที่ต้องดาร์คๆ ซีเรียส

ในขณะที่ปูเรื่องว่าอาร์โกสโหดสัสๆ แต่พอสู้กันจริงๆ เหมือนเตะต่อยกันธรรมดา แถมสตันท์ในเรื่องก็แย่มาก แรกๆ อาจจะดูดี แต่พอเรื่องพยายามโชว์อะไรหลายอย่าง จะมองเห็นเลยว่าไม่ลงทุนสตันท์เล่นจริงๆ จังๆ เลย อย่างฉากที่พระเอกขี่มอเตอร์ไซด์เอียงสไลด์ปาดขาฝูงตัวร้ายให้ล้ม ก็ยังจะซูมภาพเข้าไปให้เห็นว่าล้อรถไม่ได้โดนขา ตัวประกอบกระโดดข้ามหมด แล้วก็ตัดฉากมาอีกทีทำเป็นล้มร้องโอดโอย ซึ่งมันปลอมมาก ไม่ลงทุนกระทั่งฉากเบสิคง่ายๆ แบบนี้

ซีรีส์แอ็กชั่นไซไฟเกาหลีที่มีความเหมือนไอ้มดแดงของญี่ปุ่นหลายอย่าง พล็อตกับเนื้อเรื่องเหมือนย้อนยุคแบบพวก หนังละคร ทีวีสมัยก่อน มี ความไม่สมเหตุผล ให้เห็นตลอดเรื่อง จนเหมือนผู้สร้างก็ไม่แคร์ที่จะทำให้สมเหตุผล ซึ่งถ้าคนดูไม่แคร์ตรงนี้เลยเหมือนกันก็ถือว่าพอดูได้ไม่เสียหายอะไรครับ ตัวเรื่องมีความสนุกลื่นไหลอยู่ แต่ต้องยอมมองข้ามบทที่ไม่สมเหตุผลทั้งหลายในเรื่องไป

จุดเด่น

ดาราสวยหล่อทั้งเรื่องทั้งฝ่ายพระเอกและฝ่ายตัวร้าย
อวัยวะจักรกลในเรื่องโม้เหมือนหนังไซไฟล้ำๆ
อวัยวะจักรกลมีอัพเดทเพิ่มเติมเรื่อยๆ
ฉากโหดดิบรุนแรงใส่มาเยอะ
ตัวเรื่องเน้นวางแผนชิงไหวพริบภายมากกว่าแค่บู๊กันอย่างเดียว

จุดด้อย

มีความไม่สมเหตุผลแทบทุกอย่างตลอดเวลา
เรื่องราวเดี๋ยวจริง เดี๋ยวเล่นสนุก ดูไม่เข้ากับธีมเรื่องที่วางไว้ให้กดดันเครียดๆ
ทีมสตันท์ไม่ลงทุนเล่นให้สมจริง
มีความทุนต่ำแฝงให้เห็นในหลายฉาก

ดูหนังออนไลน์

รีวิวซีรีส์เกาหลี Stranger สเตรนเจอร์ 2 อัยการหน้านิ่งและตำรวจหญิง

รีวิวซีรีส์เกาหลี  Stranger  สเตรนเจอร์ 2 อัยการหน้านิ่งและตำรวจหญิง

Stranger SS2 Netflix รีวิว สเตรนเจอร์ 2 ซีรีส์เกาหลี การกลับมาอีกครั้งของอัยการหน้านิ่งและตำรวจหญิงผู้รักความยุติธรรม ในซีซันนี้เนื้อหาจะเน้นวิพากษ์ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบยุติธรรมเกาหลีใต้ รวมถึงศึกชิงอำนาจระหว่างอัยการและตำรวจ กับการตามสืบคดีฆาตกรรมที่ตำรวจต้องสงสัยว่าฆ่ากันเอง

Stranger หรือ Secret Forest เป็นซีรีส์เกาหลีแนวสืบสวนเรื่องดังที่ได้สองนักแสดงชั้นนำอย่าง โชซึงอู และ แบดูนา มาร่วมแสดง การเล่าเรื่องที่เน้นสะท้อนและเสียดสีสังคมเกาหลี โดยเฉพาะระบบยุติธรรมในวงการอัยการและวงการตำรวจอย่างถึงแก่น ซึ่งไม่เคยมีซีรีส์เกาหลีเรื่องไหนที่เจาะลึกวงการอัยการได้มากขนาดนี้มาก่อน

มีความแตกต่างจากซีซันแรกพอสมควร โดยจุดเริ่มต้นของซีซันนี้จะเปิดฉากที่คดีการเสียชีวิตของวัยรุ่นที่จมน้ำตายสองคน แม้ว่าดูผิวเผินก็ไม่ใช่คดีลึกลับอะไรมาก แต่มันกลับเป็นจุดเริ่มต้นที่ชักนำให้สองตัวเอกอย่างซีมกและยอจิน ได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง แต่การกลับมารอบนี้ทั้งสองคนกลับต้องยืนอยู่คนละฝั่งตามสังกัดของพวกเขาเองคือสำนักอัยการและหน่วยงานสืบสวนกลาง แถมมันยังนำไปสู่คดีที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นการฆาตกรรมของตำรวจกันเอง ที่นำไปสู่เรื่องราวที่ใหญ่โตกว่านั้น อีกทั้งบริษัทฮันโจกรุ๊ปที่เคยถูกพวกเขาเล่นงานเปิดโปงไปในซีซันแรก ก็ได้กลับเข้ามามีบทบาทอีกครั้งเมื่อได้ประธานบริษัทคนใหม่ขึ้นมากุมบังเหียนแทนอีกด้วย

ซีซันแรก 16 ตอน และ ซีซันสอง 16 ตอน จบเรียบร้อย แม้จะเปิดเรื่องมาด้วยคดีฆาตกรรมทั่วไป แต่ทุกคดีในซีซันนี้กลับมีความเกี่ยวพันกันอย่างคาดไม่ถึง โดยในตอนจบ เชื่อว่าต้องมีสร้างซีซัน 3 ต่อแน่นอน เพราะเป็นการจบแบบปลายเปิดมาก ซึ่งต้องยอมรับว่าการปิดคดีในซีซันสอง ถือว่าผู้สร้างมีความ “กล้ามาก” เพราะเลือกที่จะจบซีซันในแบบที่เรื่องแนวสืบสวนที่มีคดีเส้นเรื่องหลักมักไม่ค่อยทำกัน ซึ่งหากทำได้ดีก็จะรุ่งไปเลย แต่ถ้าทำไม่ดีก็จะเป็นตอนจบที่ห่วยไปเลยเหมือนกัน

แต่ถ้ามองในแง่ว่า ซีรีส์นี้เลือกวิธีการจบแบบ “เรียล สมจริง” ก็ถือว่าน่าชมเชย เพราะทำได้ดีมาก ด้วยการที่ตัวเอกทั้งสองคนที่ต้องร่วมมือกันต่อสู้สืบสวนคดีกันมาตลอดซีซัน แม้จะสามารถเปิดโปงคดีสำคัญในเรื่องได้ แต่ก็ต้องได้รับผลกระทบไปด้วย ถึงอย่างนั้นซีรีส์ก็เลือกที่จะให้ความหวังกับตัวละครว่า ทำความดียังได้ดีเสมอ เพียงแต่มันอาจจะมาในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง

ฮวังซีมก
อัยการหนุ่มแห่งสำนักอัยการตะวันออก ในวัยเด็กเขาประสบอุบัติเหตุ ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบสมองบางอย่างที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธรุนแรงได้ เขาจึงเข้ารับการผ่าตัดเอากลีบสมองส่วนหนึ่งออกเพื่อแก้ปัญหา แต่ก็ส่งผลทำให้เขากลายเป็นคนเย็นชา ไม่แสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้า

แต่ในทางกลับกัน มันทำให้เขาสามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆได้ด้วยตรรกะและความมีเหตุผลในระดับสูงโดยที่ไม่มีอารมณ์ส่วนตัวเข้ามาแทรกเกินไป เขายังมีความสามารถสูงในการจำลองสถานการณ์ในหัวสมอง เพื่อช่วยในการสืบหาความจริงของคดี ทำให้เขาเดินหน้ารักษาความยุติธรรมและขุดคุ้ยความอื้อฉายในกระบวนการยุติธรรมของเกาหลีใต้ต่อไปได้

ฮวังซีมกได้ร่วมมือกับฮันยอจินในการสืบหาความจริงเกี่ยวกับการฆาตกรรมในคดีพัคมูซองโดยบังเอิญ โดยปกติแล้วซีมกเป็นคนทื่อๆที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับอัยการคนใดได้ แต่เนื่องจากยอจินเป็นตำรวจหญิงที่มีสติและจิตใจดี ทำให้เธอสามารถเปิดใจซีมกได้ในที่สุด จนความสัมพันธ์ของทั้งสองกลายเป็นคู่หูที่รู้ใจกันและเชื่อใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาซีมกได้รับแต่งตั้งจากอธิบดีอัยการอีชางจุน ให้เป็นหัวหน้าทีมสืบสวนคดีพัคมูซอง เขาจึงได้เลือกสมาชิกทีมจากบรรดาอัยการและตำรวจมาร่วมมือกัน

โดยปกติแล้วซีมกไม่ค่อยมีสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมากนัก แต่ลึกๆแล้วเขาก็มีความผูกพันกับรุ่นน้องและรุ่นพี่ของตน เพียงแต่เขาไม่สามารถแสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้าได้

หลังจากคลี่คลายคดีในซีซันแรก ซีมกถูกสั่งย้ายไปสองปี ก่อนที่จะถูกเรียกตัวกลับมาทำงานในสำนักอัยการสูงสุด แล้วต้องมาเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างอัยการและตำรวจในการแย่งสิทธิ์การสืบสวน รวมถึงคดีที่ตำรวจเสียชีวิตแล้วภายหลังเกิดความต้องสงสัยว่าเป็นการฆ่ากันเองของตำรวจ ทำให้การกลับมารอบนี้ เขาต้องมาอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับยอจินที่ทำงานให้ตำรวจ แต่ที่จริงแล้วทั้งสองฝ่ายต่างก็แอบร่วมมือในการสืบสวนหาความจริงกัน โดยที่คนภายนอกไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของทั้งสองคน

ฮันยอจิน
ตำรวจนักสืบหญิง ที่ได้เข้ามาทำคดีฆาตกรรมพัคมูซอง แล้วได้พบกับอัยการฮวังซีมกโดยบังเอิญ ด้วยความสงสัยในพฤติกรรมและการสืบสวนของอีกฝ่าย เธอจึงเริ่มติดตามและร่วมงานกับเขาแบบงงๆ แต่แล้วมันก็กลายเป็นความสัมพันธ์ในแบบที่อีกฝ่ายต่างก็ไว้เนื้อเชื่อใจและพึ่งพากันมากขึ้นเรื่อยๆ

ยอจินยังเป็นจำรวจหญิงที่มีความกล้าหาญ ไม่เกรงกลัวความอยุติธรรม ชอบช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากแม้ว่าจะไม่ได้รู้จักกันมาก่อน แล้วถึงแม้ว่าจะเป็นตำรวจหญิงเพียงคนเดียวของสถานีที่เธอประจำอยู่ แต่ความสามารถของเธอก็ไม่เป็นที่สงสัย ภายหลังเธอสงสัยพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงโดยเฉพาะผู้กำกับของเธอเองว่ามีความเกี่ยวข้องกับการรับสินบนและคดีอื้อฉาว จึงร่วมมือกับซีมกเพื่อสืบหาความจริง จากนั้นเธอก็เป็นสมาชิกคนแรกที่ได้เข้าร่วมทีมสืบคดีที่ซีมกได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทีม

หลังจากคลี่คลายคดีของพัคมูซองในซีซันแรก ยอจินก็ได้เลื่อนขั้นแล้วได้ย้ายไปทำงานในหน่วยสืบสวนกลาง แล้วได้ร่วมเป็นตัวแทนของฝ่ายตำรวจในการแย่งชิงสิทธิ์การสืบสวนระหว่างตำรวจและอัยการ จึงต้องมาอยู่ฝั่งตรงข้ามกับซีมก แต่ที่จริงแล้วทั้งสองกลับร่วมมือกันในการสืบหาความจริงเกี่ยวกับคดีที่ตำรวจต้องสงสัยว่าฆ่ากันเอง เพราะคดีนี้อาจจะทำให้ภาพลักษณ์ของหน่วยงาานตำรวจเสียหายแล้วมันอาจส่งผลกระทบต่อการแย่งชิงสิทธิ์การสืบสวนของฝั่งตำรวจด้วย

สถานะของทั้งซีมกและยอจินในซีซันสอง จึงแตกต่างไปจากซีแรก เมื่อพวกเขาจำเป็นต้องทำหน้าที่ตามหน่วยงานต้นสังกัดของตนเอง ซึ่งก็ไม่ได้มีฝ่ายใดถูกหรือผิด เพราะทั้งสองฝั่งก็มีเหตุผลของตัวเองในการแย่งอำนาจกัน พวกเขาจึงต้องทำตามหน้าที่ของตนในการสืบสวนเพื่อประโยชน์ของต้นสังกัด แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็คอยแอบช่วยเหลือกันและกันด้วย

ซอดงแจ
อัยการหนุ่มหล่อ จอมเนี้ยบ รุ่นพี่ของฮวังซีมก เคยเป็นคนสนิทที่ติดตามอีชางจุนนับสิบปี เป็นคนเจ้าเล่ห์ พูดจาดี เจรจาเก่ง พยายามทำทุกอย่างเพื่อไต่เต้าและไม่ค่อยถูกกับฮวังซีมกเท่าไรนัก

ในซีซันสอง ดงแจเป็นคนนำข้อมูลเรื่องราวที่ตำรวจลาดตระเวนอาจจะทำการฆาตกรรมกันเองมาเสนอให้อูแทฮา เพื่อใช้คดีนี้เป็นอาวุธเล่นงานฝ่ายตำรวจ แต่คดีนี้ถูกมองให้ซีมกรับหน้าที่สืบสวนหลัก ด้านดงแจก็ได้เข้ามาร่วมมือกับซีมกด้วย

โดยเนื้อแท้แล้ว ดงแจก็เป็นอัยการที่รักความยุติธรรม แม้ภายนอกเขาจะเป็นคนเจ้าเล่ห์และเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเอง ภายหลังจึงได้ร่วมมือกับซีมกในการสืบหาความจริงของคดี จัดว่าเป็นตัวละครสีเทาๆที่มีสีสันและน่าเอาใจช่วยมากในเรื่อง

อียองแจ
ภรรยาของอีชางจุน ลูกสาวของอียองบุน ประธานของบริษัทฮันโจกรุ๊ป หลังจากเหตุการณ์ตายของอีชางจุนและการเสียอำนาจของอียองบุน เธอก็ได้ขึ้นมารับตำแหน่งประธานบริหารบริษัทแทนพ่อของเธอ และต้องเปิดศึกแย่งชิงอำนาจกับพี่ชายตนเองด้วย

ชเวบิท
หัวหน้าหน่วยสืบสวนกลางของตำรวจ เป็นคนดึงตัวยอจินมาเข้าทีมตัวแทนของตำรวจในการโตแย้งกับอัยการ เบื้องหลังเธอยังเก็บงำความลับบางอย่างเอาไว้

อูแทฮา
หัวหน้าหน่วยสืบสวนภายในของสำนักอัยการสูงสุด ดึงตัวซีมกมาร่วมทีมในการโต้แย้งสิทธิ์กับตำรวจ แท้จริงเขามีส่วนเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ของ สส. และเขายังมีความเกี่ยวพันกับชเวบิทด้วย  อ่านต่อ

 

 

รีวิวซีรีส์เกาหลี Private Lives แนวชิงไหวชิงพริบในเกมต้มตุ๋น

รีวิวซีรีส์เกาหลี  Private Lives  แนวชิงไหวชิงพริบในเกมต้มตุ๋น

Private Lives ไพรเวท ไลฟ์ ซีรีส์แนวโรแมนติกอาชญากรรม ผลงานใหม่ของซอฮยอน SNSD (Girls’ Generation) ลง Netflix ว่าด้วยเรื่องของหญิงสาวที่เกิดในครอบครัวนักต้มตุ๋น ที่มุ่งล้างแค้นให้กับพ่อที่ถูกนักตุ้มตุ๋นระดับใหญ่กว่าหลอกลวงให้ก่ออาชญากรรมครั้งใหญ่จนต้องติดคุกแทน

เรื่องราวของ “ชาจูอึน” สาววัยรุ่นที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่ทำอาชีพเป็นนักต้มตุ๋นจริงจัง โดยที่เธอก็ไม่ได้หวังเดินตามรอยนี้ แต่พ่อแม่ก็ให้เธอร่วมในการต้มตุ๋นคนด้วยการให้รับบทเหยื่อแสร้งถูกรถชน ก่อนพ่อแม่จะรีดไถจากเจ้าของรถ ซึ่งเธอก็ทำแค่เอาสนุกๆ แต่แล้วพ่อกลับโดนหลอกเข้าร่วมขบวนการตุ๋นครั้งใหญ่ จากฝีมือของ “จองบกกี” เจ้าแม่ต้มตุ๋นชื่อดังของวงการ ซึ่งภายหลังได้เงินครั้งใหญ่ พ่อของเธอถูกตัดตอนให้กลายเป็นแพะรับบาปเพียงคนเดียว ตัวเธอเองจึงวางแผนล้างแค้น โดยมีความช่วยเหลือจากแม่และเพื่อนร่วมงานของแม่ แต่แผนกลับผิดพลาดซ้ำรอยเดิม ไม่สามารถจัดการจองบกกีได้ เธอต้องเข้าคุก ก่อนที่จะออกมาตามหาจองบกกีอีกครั้ง แต่เธอกลับพบหนุ่มพนักงานบริษัทใหญ่เทเลคอม “อีจองฮวาน” (รับบทโดย โกคยองพโย) ที่หาพยายามจีบเธอด้วยมุกเชยๆ แต่กลับทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ซีรีส์เกาหลีแนวตัวเอกเป็นอาชญากรนักต้มตุ๋นที่อาจจะแปลกใหม่พอสมควร แต่ถ้ามองจากฝั่งญี่ปุ่นที่ผู้เขียนดูมานี่มีมาหลายเรื่องแล้วเกี่ยวกับวงการต้มตุ๋น อย่าง KUROSAGI, Liar Game, Scam ล่าสุดก็เป็นอนิเมะ Great Pretender ยอดคนลวงโลก ซึ่งเรื่องแนวๆ นี้ญี่ปุ่นถนัดมากๆ เพราะที่ว่ามาสนุกทุกเรื่อง ด้วยทริกกลเม็ดหลอกลวงแบบเหนือชั้น หรือแม้แต่แบบบ้านๆ แต่อาศัยช่องโหว่ของคนที่อ่อนต่อโลก (อย่าง Scam เน้นหลอกคนแก่เอาเงินบำนาญ) แต่พอเป็นเกาหลีทำบ้าง ก็คาดหวังว่าจะมีอะไรแปลกใหม่ แต่ในช่วงแรกความแปลกใหม่ที่ว่านั้นยังไม่ได้มีอะไรมากนัก ทริกในการโกงยังดูง่ายๆ ไม่ถึงกับทำให้คนดูว้าวได้ มีแค่การใช้ศัพท์เรียกการต้มตุ๋นแบบรู้กันเองว่า “กำลังทำสารคดี” ซึ่งก็คือการเรียกภารกิจต้มตุ๋นแบบอ้อมๆ และก็มีเคสต้มตุ๋นแบบพวกขายตรงยอดมงกุฎ ต้มตุ๋นแบบขอทาน หรือทำของขายสาวกที่หลงเชื่อในศรัทธา

อันที่จริงเกาหลีเองคงถนัดพวกเนื้อเรื่องดราม่ารักๆ มากกว่า เรื่องนี้ก็ดูจะเป็นส่วนผสมของหนังแนวต้มตุ๋นที่ต้องมีเรื่องหัวใจมาเกี่ยวข้องเยอะ มีฉากโรแมนติกผสมลงไปมากหน่อยตามสไตล์เกาหลี มากกว่าจะเป็นเนื้อหาชิงไหวพริบกันเน้นๆ แบบญี่ปุ่น ซึ่งถ้าใครคาดหวังแบบนั้นก็คงรู้สึกเฟลอยู่พอสมควร แต่ถ้าเอาตามสไตล์เน้นรักของเกาหลี เรื่องนี้ก็โอเคเลยกับการเริ่มเรื่องที่เหมือนแนวการแก้แค้น แต่กลับค่อยๆ แสดงให้เห็นว่าตัวนางเอกเองก็ยังอยากมีชีวิตปกติแบบหญิงสาวทั่วไป ซึ่งก็กลายมาเป็นจุดเริ่มของการพบเจอกับพระเอกที่มาขโมยหัวใจของเธอไปได้ ซึ่งเรื่องเดินหน้าไปเร็วเพียงสองตอนก็เข้าถึงจุดนี้แล้ว และก็มีฉากดราม่า โรแมนติกเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะแยะมากมาย จนทำให้เรื่องดูเหมือนเอื่อยๆ อยู่เหมือนกัน

สำหรับเรื่องนี้ตัวนักแสดงนำของเรื่อง “ซอฮยอน” ต้องรับบทหลากคาแรกเตอร์ เพราะตัวเธอคือนักต้มตุ๋นแสนสวย ซึ่งก็โอเคเลยสำหรับแฟนๆ ที่อยากดูเธอในชุดหลากหลายแบบเยอะมากๆ และในเรื่องยังไล่ช่วงอายุตั้งแต่วัยรุ่นจนเป็นผู้หญิงทำงาน เพราะเรื่องราวที่เกริ่นไว้ในย่อหน้านั้นคือการแฟลชแบ็คย้อนกลับมาทั้งหมด ซึ่งตัวเรื่องจริงจะเริ่มเดินหน้าหลังจากตอน 3 เป็นต้นไปครับ  อ่านต่อ