รีวิวหนังเกาหลีดราม่า รักสามเส้า Sweet & Sour รักหวานอมเปรี้ยว

Sweet & Sour Netflix รีวิว ดราม่าชีวิตรักสามเส้า โลกสองใบ

Sweet & Sour Netflix รีวิว รักหวานอมเปรี้ยว หนังรักเกาหลี แสดงนำโดย จางกียง ที่ดูผิวเผินแล้ว เหมือนเป็นหนังแนวรักตลกดราม่า ที่เปิดเรื่องมาในสไตล์ขายฝันเล็กๆ ผสมผสานกับ การเป็นหนังสร้างแรงบันดาลใจให้หนุ่มโสดหน้าตาธรรมดาหรือรูปร่างไม่ดี ได้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตนเอง ซึ่งจะทำให้ชีวิตดีขึ้นทั้งด้านความรักและการทำงาน

แต่ที่จริงแล้วไอ้เรื่องราวที่ว่ามาข้างต้น มันคือการหักมุมที่หลอกคนดูชนิดหัวทิ่ม 360 องศา ถ้าพูดมากกว่านี้จะเป็นการสปอยครับ (ส่วนของสปอยล์อยู่ด้านล่างสุด)

หนังมีความความยาว 1.40 นาที กำกับโดย Kae-Byeok Lee ซึ่งเดิมทีแล้วหนังมีแผนจะเข้าฉายในโรงเมื่อปี 2020 แต่เพราะพิษโควิด-19 จึงต้องเลื่อนมา แล้วสุดท้ายก็เลือกฉายทาง Netflix ในปีนี้

เรื่องย่อ รักหวานอมเปรี้ยว
เรื่องราวของ ชายหนุ่มร่างอวบ อีจางฮยอก (นำแสดงโดย จางกียง) ที่ป่วยจากโรคไวรัสตับอักเสบ ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลกะทันหัน โดยตัวเขาเพิ่งจะได้งานในตำแหน่งวิศวกร อนาคตท่าทางสดใส ในขณะเดียวกันระหว่างอยู่ที่โรงพยาบาล เขาได้ตกหลุมรักนางพยาบาลสาวแสนสวย ใจดี ที่ชอบมาดูแลเขาบ่อยๆ เธอชื่อ ดาอึน

ทั้งสองคนเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น ดาอึนขอเรียกเธอว่าพี่ฮยอก แล้วยังมาดูแล ใกล้ชิดเขาเป็นประจำ จนทั้งสองคนเกิดความแนบชิด ใกล้ชิดกันเรื่อยๆ ถึงขั้นที่จางฮยองได้ไปที่ห้องพักของเธอในคืนวันหนึ่งเพื่อนอนเป็นเพื่อนเธอด้วย

เมื่อความสัมพันธ์เริ่มแนบชิดกันมากขึ้น จนเสมือนจะเป็นคู่รักกันแล้ว จางฮยอกรับปากว่า ตัวเขาจะลดน้ำหนักให้ได้เพื่อให้ดูดีสมกับหญิงสาว แต่หลังจากนั้น พี่ฮยอกคนนี้ได้มีอนาคตก้าวหน้า ได้ย้ายไปทำงานเป็นวิศวกรในบริษัทในโซล แต่ระหว่างนั้นเขากลับไปสนิทชิดเชื้อกับหญิงสาวสวยอีกคนคือโบยอง ซึ่งเริ่มต้นมาแบบคู่กัดที่แย่งชิงหน้าที่การทำงานด้วย ซึ่งนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

Sweet & Sour Netflix รีวิว รักหวานอมเปรี้ยวSweet & Sour รีวิว
เรื่องนี้ก็สมกับชื่อเรื่องที่ว่า รักหวานอมเปรี้ยว ซึ่งคนดูจะเริ่มรับรู้รสชาติทั้งความหวานและเปรี้ยวผสมผสานกันไปเรื่อยๆในระหว่างที่รับชม ตัวเรื่องมีการเล่าเรื่องราวที่เหมือนแพทเทิร์นของหนังรักทั่วไป เมื่อชาวหนุ่มร่างอวบอ้วนอย่าง อีจางฮยอก ซึ่งมีอนาคตการทำงานที่ดูดี ได้ออกกำลังกายและลดน้ำหนักลงได้หลังจากพบรักกับพยาบาลสาวสวย ดูผิวเผินแล้ว นี่ก็เป็นเรื่องแนวเลิฟสตอรี่ที่หลายคนชื่นชอบ แม้ว่าหลายคนที่ดูช่วงต้นเรื่องแล้วจะเกิดความสงสัยว่า จริงหรือฟะ ที่พยาบาลสาวสวยคนหนึ่ง จู่ๆ จะมาหลงชอบนายอ้วนคนหนึ่งที่บุคลิกดูไม่ดี ถึงแม้ว่าเขาจะได้งานวิศวกร แต่ก็นั่นไม่ได้แปลว่าเขาจะร่ำรวยขึ้นมาทันทีเสียเมื่อไหร่ เพราะดูไปแล้ว พยาบาลสาวดาอึนก็น่าจะมีผู้ชายที่เป็นทางเลือกอื่นๆ ด้วย แต่ทำไมเธอถึงเลือกนายฮยอกคนนี้

รีวิว รักหวานอมเปรี้ยว

นี่เองคือจุดหักมุม และเป็นปมปริศนาสำคัญของเรื่องราว ที่จะไปเฉลยเอาในตอนท้ายเรื่อง รับรองว่าคนดูมีตกเก้าอี้แน่นอน และเป็นไอเดียของหนังที่กล้าดีมากๆ ชนิดที่เรียกว่าตลกร้ายได้เลยครับ

ข้อดี คือในส่วนของทีมนักแสดง ซึ่งต้องขอชม จางกียง พระเอกหนุ่ม ที่เล่นในบทคนอ้วนได้ดูน่าเห็นใจและน่ารักไปในตัว ช่วงที่เป็นคนอ้วน เขาดูใสซื่อ น่าเอาใจช่วยในช่วงที่จีบพยาบาลสาวดาอึน ส่วนช่วงที่เขาเป็นวิศวกรหนุ่มมาแรง ต้องไปทำงานที่โซล ก็ดูเป็นหนุ่มหล่อมากเสน่ห์ที่ชวนให้มีสาวอย่างโบยองมาติดพันเช่นกัน เรียกว่าหนังเรื่องนี้เขาเป็นคนที่แสดงได้ดีเยี่ยมจริงๆ ส่วนนักแสดงสาวๆ เช่น แชซูบิน และ คริสตัล จุง ก็ทำได้ดีมาก

แต่ข้อเสียก็มี คือในช่วงแรกบทและการเดินเรื่องน่าเบื่อและไม่สมเหตุผล ทำให้หลายคนอาจจะไม่ชอบ แต่ถ้าดูถึงตอนท้ายทุกอย่างก็จะขมวดกลับมาอธิบายแต่ละฉากว่า เพราะอะไรจึงต้องเดินเรื่องแบบนี้

เทคนิคอย่างหนึ่งที่หนังเรื่องนี้นำมาใช้ และมาเฉลยในตอนท้ายเรื่อง คือการเล่าเรื่องในแบบ “หลากหลายมุมมอง” ซึ่งเป็นเทคนิคแบบเรื่อง ราโชมอน ของญี่ปุ่น ซึ่งวิธีการนี้แพร่หลายไปทั่วโลก แต่หนังยังเพิ่มประเด็น หลอกคนดู ด้วยเทคนิคง่ายๆแต่คาดไม่ถึงเข้ามาอีกด้วย

กลายเป็นว่า นายอ้วน และ นายหล่อ ที่เราดูมาทั้งเรื่อง ดันกลายเป็นคนละคนกันซะงั้น อีจางฮยอกคือนายอ้วนที่เข้าโรงพยาบาล ส่วน จางฮยอก คืออีกตัวละคร ไม่ใช่คนเดียวกัน กลายเป็นว่าเรื่องนี้คือปัญหาชีวิตด้านความสัมพันธ์ของ จางฮยอกและดาอึน ที่ฝ่ายหญิงรู้สึกเหินห่างจากฝ่ายชาย แล้วได้บังเอิญมาพบกับนายอ้วนอีจางฮยอก ที่ดันมีชื่อและอาชีพคล้ายกับแฟนของเธอ บวกกับการที่ตัวจางฮยอกเองก็เริ่มปันใจไปหาสาวสวยโบยองที่ทำงานอยู่ด้วยกัน

รีวิว Sweet & Sour Netflix รักหวานอมเปรี้ยว หนังเกาหลีดราม่าชีวิตรักสามเส้า โลกสองใบ 1บทสรุปของเรื่องเลยกลายเป็นสถานการณ์ตามชื่อเรื่อง และในประโยคสุดท้ายที่ตัวละครจางฮยอกสบถกับกล้อง ก็น่าจะเหมือนกับที่คนดูอยากสบถออกมาเหมือนกันที่โดนผู้กำกับหลอกเข้าให้แล้ว ซึ่งในตอนท้าย น่าเสียดายนิดหน่อยว่า น่าจะทำออกมาได้ดีกว่านี้อีก

สรุปแล้ว เป็นอีกหนึ่งหนังรักดราม่า ตลกร้าย ที่ควรได้ดูกันสักครั้งครับ ใน Netflix ความยาว 1.40 นาที หลังจากที่รอคอยกันมาพักใหญ่ รักหวานอมเปรี้ยว (Sweet & Sour) ภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดี้เรื่องใหม่ล่าสุดจากเน็ตฟลิกซ์กำลังจะเข้าฉายให้แฟนๆ ได้ชมกันแล้ว โดยเล่าเรื่องราวของคู่รักสมัยใหม่ที่เผชิญทั้งสุขและเศร้า เมื่อความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ได้พบกับทั้งโอกาสและอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต เราจะได้เห็นมุมมองความรักที่มีทั้งรสหวานจรุงใจและรสเปรี้ยวขมขื่น ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย อีกเยบยอก เจ้าของผลงานภาพยนตร์ฮิตอย่าง Luck-Key, Cheer Up และ Mr. Lee นำแสดงโดย จางกียง แชซูบิน และจองซูจอง (คริสตัล) ด้วยส่วนผสมอันลงตัวระหว่างผู้กำกับมากความสามารถและเหล่านักแสดงที่มีแฟนๆ ติดตามกันอย่างล้นหลาม การันตีได้ว่า รักหวานอมเปรี้ยว (Sweet & Sour) จะปรุงออกมาเป็นความสำเร็จกลมกล่อมได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าใครยังลังเลละก็ ลองดู 5 เหตุผลดังต่อไปนี้ว่าทำไมคุณจึงไม่ควรพลาดชมสูตรความรักที่หวานอมเปรี้ยวเรื่องนี้!

5 เหตุผลที่แฟนๆ ไม่ควรพลาดชม “Sweet & Sour : รักหวานอมเปรี้ยว” 09
หนังรักโรแมนติกประดุจเทพนิยายนั้นดูสนุกก็จริง แต่เพราะความรักในนิยายนั้นคงไม่เกิดขึ้นจริงในชีวิตคนเราอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกเชื่อมโยงกับชีวิตตัวเองได้ ผู้กำกับ อีกเยบยอก เล่าถึงความตั้งใจของเขาที่ต้องการให้เห็นความสัมพันธ์ของรักที่อยู่บนพื้นฐานของความจริง และเป็นความรักในแบบที่คนหนุ่มสาวจะรู้สึกเชื่อมโยงได้ โดยอีกเยบยอกเล่าว่า “ผมว่าคนหนุ่มสาวยุคนี้ยุ่งกว่าสมัยเราๆ มาก การใช้ชีวิตที่ยุ่งขนาดนั้นย่อมทำให้พวกเขาต้องเผชิญความยากลำบากในเรื่องความรักอย่างแน่นอน” รักหวานอมเปรี้ยว (Sweet & Sour) จะเล่าถึงความรักที่ทั้งสุขและเศร้าที่ทำให้หัวใจของคุณวูบไหว แต่ขณะเดียวกันก็แสดงให้ว่าความรักนั้น จะเปลี่ยนรสชาติไปตามกาลเวลาได้อย่างไรบ้าง

นักแสดงรุ่นใหม่มากความสามารถ
นักแสดงรุ่นใหม่ที่เป็นที่นิยมในหมู่แฟนๆ คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คุณไม่ควรพลาดชมภาพยนตร์เรื่องนี้ เริ่มจาก แชซูบิน ที่คอซีรีส์เกาหลีต้องเคยผ่านตากันมาแล้วกับผลงานอย่าง Where Stars Land, I Am Not a Robot และ Strongest Deliveryman ส่วนหนุ่มจางกียงที่แม้ รักหวานอมเปรี้ยว (Sweet & Sour) จะเป็นงานแสดงภาพยนตร์รักโรแมนติกเรื่องแรก แต่ก่อนหน้านี้ก็เคยมีผลงานที่ครองใจแฟนๆ มาแล้วอย่าง Search WWW, แก๊งแห่งความโกลาหล (The Bad Guys: Reign of Chaos) และ My Mister สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดกับนักแสดงสาวอีกคน จองซูจอง ที่ก่อนหน้านี้เคยฝากผลงานแสดงหลากหลายบทบาทมาแล้วในซีรีส์เรื่อง ฟ้าพลิก ชีวิตยังต้องสู้ (Prison Playbook), The Bride of Habaek และ วุ่นรักทายาทพันล้าน (Inheritors) ทุกเรื่องล้วนโด่งดังมาแล้วขนาดนี้ หากนักแสดงนำเหล่านี้จะป็อปปูลาร์ในหมู่แฟนๆ ก็คงไม่น่าแปลกใจ

5 เหตุผลที่แฟนๆ ไม่ควรพลาดชม

5 เหตุผลที่แฟนๆ ไม่ควรพลาดชม
ตัวละครที่คนดูรู้สึกเชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้
เนื่องจาก รักหวานอมเปรี้ยว บอกเล่าเรื่องราวที่พบเจอได้ในชีวิตจริง ตัวละครในเรื่องจึงสมจริงและทำให้คนดูรู้สึกเชื่อมโยงได้โดยง่าย จางฮยอก (จางกียง) เป็นคนที่ทุ่มเทกับอาชีพการงาน เขาได้โอกาสทำงานในบริษัทใหญ่ และพยายามทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ จองดาอึน (แชซูบิน) เป็นพยาบาลสาวที่ต้องทำงานแบบเข้ากะครั้งละหลายชั่วโมง ส่วน ฮันโบยอง (จองซูจอง) ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับจางฮยอก แล้วในระหว่างที่ทั้งสองต้องทำงานร่วมกันมากขึ้น เธอก็ได้ใกล้ชิดกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ จองซูจองเผยว่า “ฉันว่าฉันรู้สึกเชื่อมโยงได้กับตัวละครทั้งสามคนเลยค่ะ” ขณะที่แชซูบินกล่าวว่า “ฉันหวังว่าคนดูจะรู้สึกดีเวลาที่พวกเขารู้สึกว่าตัวเองเชื่อมโยงกับตัวละครในบทได้ และเข้าใจความรู้สึกของตัวละครค่ะ”

เรื่องราวรักสามเศร้าที่เล่าอย่างมีเอกลักษณ์
ภาพยนตร์เรื่องนี้จะแสดงให้เห็นแง่มุมที่น่าสนใจของความรักสามเศร้า จางฮยอกและดาอึนเผชิญความยากลำบากในการปรับตัวและการรักษาความสัมพันธ์ไว้ให้ได้เมื่อทั้งคู่เริ่มห่างกันเมื่อจางฮยอกต้องไปทำงานที่ใหม่ ดาอึนเป็นพยาบาลก็มีตารางงานไม่ตรงกับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ส่วนจางฮยอกเองก็ต้องทำงานล่วงเวลาหลายชั่วโมง ทำให้ทั้งคู่ไม่ค่อยมีเวลาให้กัน จากนั้นจางฮยอกก็รู้สึกว่าตนใช้เวลาอยู่กับโบยองซึ่งทำโปรเจ็กต์ร่วมกันมากกว่า และทั้งสองก็เริ่มสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ จองซูจองแอบแง้มว่า “มันเหมือนข้าวปั้นสามเหลี่ยมที่คุณยังไม่รู้ว่าเป็นไส้อะไรจนกว่าจะแกะทั้งหมดออกมา” และแน่นอนว่าถ้าอยากรู้เรื่องราวทั้งหมด คุณจะต้องไม่พลาด และรับชมภาพยนตร์จนจบเรื่องก่อน

5 เหตุผลที่แฟนๆ ไม่ควรพลาดชม “รักหวานอมเปรี้ยว”

เคมีคู่รักแสนโรแมนติก
รอชมกันได้เลยกับเคมีความรักระหว่างทั้งสองคู่ จองซูจองเล่าว่า “ฉันไม่มีฉากที่เล่นกับแชซูบินเลยค่ะ เราก็เลยเจอกันแค่สองครั้งเอง” ด้านแชซูบินบอกว่า “เราอายุเท่ากันด้วย ก็เลยค่อนข้างเสียดายที่ไม่ได้เจอกันบ่อยกว่านี้ค่ะ” หนุ่มจางกียงเล่าว่าเขามีเคมีที่ดีกับนักแสดงนำหญิงทั้งสอง “ผมรู้สึกว่าเคมีระหว่างจางฮยอกกับโบยองเป็นอะไรที่สนุกสนาน ซูจองบอกว่าเธอมีอีกด้านที่เป็นคนตลก และเธอก็มีเอเนอร์จี้ล้นเหลือจริงๆ เราต้องเทคใหม่กันหลายครั้งเพราะหลุดหัวเราะบ่อยมากครับ” แชซูบินกล่าวติดตลกว่าเธอกับจางกียงมีฉากทะเลาะกันมากกว่าฉากรักเสียอีก แต่ถึงอย่างนั้นก็มีฉากหวานๆ ไม่เบารอให้ติดตามชมเช่นกัน

สรุป

หนังรักดราม่าเกาหลี แนวชีวิตรักโลกสองใบ แต่มีหักมุมเต็มเปาตอนท้ายเรื่อง ภาพรวมอาจจะไม่สนุกมากแต่เทคนิคตัตด่อท้ายเรื่องทำได้ดีมาก และขมวดกลับมาต้นเรื่อง ดูได้เพลินๆ

นักแสดงเล่นดีมาก โดยเฉพาะ พระเอกหนุ่ม จางกียง สองสาวเองก็ดึงดูดสายตาทั้งเรื่อง
บทหักมุมที่ทำได้น่าสนใจดี ดูถึงตอนท้ายมีเหวอ
เหมือนได้ดูพลอตสองเรื่องอยู่ในเรื่องเดียว
จุดด้อย

ช่วงแรกเดินเรื่องน่าเบื่อเกินไปหน่อย ไม่ค่อยสมเหตุผล (แต่มาเฉลยตอนหลังว่าเพราะอะไร)
ตอนจบน่าจะทำได้ดีกว่านี้อีกนิด

 

ดูหนังออนไลน์ 

รีวิวซีรีส์แนวสืบสวน Law School นักศึกษากฎหมายที่กลายมาเป็นนักสืบจำเป็น

รีวิวซีรีส์แนวสืบสวน Law School นักศึกษากฎหมายที่กลายมาเป็นนักสืบจำเป็น

ซีรีส์เกาหลี Netflix เรื่องใหม่ Law School ชื่อไทย ชีวิตนักเรียนกฎหมาย เรื่องราวของศาสตราจารย์ด้านกฎหมายที่แข็งกร้าวและบรรดาลูกศิษย์ ต้องมาสืบสวนคดีฆาตกรรมในสถาบันการศึกษาชั้นนำของพวกเขาเอง
ซีรีส์แนวสืบสวนคดีฆาตกรรมที่เปลี่ยนแนวตัวเอกอาชีพเดิมๆ อย่างตำรวจ นักสืบ มาเป็นอาจารย์กับนักเรียนกฎหมาย ซึ่งถือว่ามีความแปลกใหม่น่าติดตาม ฉีกกฎเดิมๆ ออกไป โดยตัวเรื่องเริ่มต้นด้วย “ยางจองฮุน” (รับบทโดย Kim Myung Min) อดีตอัยการที่ผันตัวมาเป็นอาจารย์สอนกฎหมายคดีอาญาในมหาวิทยาลัยกฎหมายฮันกุกที่มีชื่อเสียง ในขณะที่มหาวิทยาลัยกำลังเปิดศาลจำลองคดีแรกให้เหล่านักเรียนได้ร่วมว่าความในตำแหน่งต่างๆ “ซอพย็องจู” อาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้กลับตายปริศนาในห้องพักตัวเอง เหล่านักเรียนที่เกี่ยวข้องกลายเป็นพยานในคดีและพยายามสืบหาความจริงด้วยตนเอง โดยมีผู้ต้องสงสัยคือ ยางจองฮุน อาจารย์ของพวกเขาเองที่มีอดีตขัดแย้งกับอาจารย์ที่ตายไป และยิ่งสืบลึกมากขึ้นเท่าไหร่ คดีนี้ยิ่งซับซ้อนเกี่ยวพันกับหลายคนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

รีวิวซีรีส์ Law School (Netflix) นักศึกษากฎหมายที่กลายมาเป็นนักสืบจำเป็น…

(อัพเดทถึง EP8) 1
ศาลจำลองในเรื่องที่เป็นส่วนติดกับห้องพักในคดีฆาตกรรม
เรื่องนี้เป็นแนวสืบสวนหรือแนวกฎหมายกันแน่?
ซีรีส์เป็นแนวสืบสวนหาคนร้ายในคดีฆาตกรรมรวมถึงอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับคดีในเรื่องโดยชัดเจน แต่ว่าเลือกเดินเรื่องด้วยตัวละครที่รู้กฎหมาย ทั้งจากอาจารย์ยางจองฮุนเองที่เป็นตัวละครหลักที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย ต้องติดคุก และคิดหาทางออกในแนวทางกฎหมาย กับพ่วงสืบคดีในแบบที่เป็นไปได้ด้วยตัวเองจากการสันนิษฐานจากหลักฐานต่างๆ ในที่เกิดเหตุ ด้วยความเป็นอัยการเก่าเก๋ากฎหมายด้วย ตัวเรื่องจึงให้ตัวเอกมีชั้นเชิงเล่เหลี่ยมในทางกฎหมายกับตำรวจและอัยการที่มาทำคดีของเขาแบบปักธงไว้ก่อนเลยว่าเขาคือฆาตกร โดยฝ่ายพระเอกมีตัวละครหลักอีกคนเป็นอาจารย์ผู้หญิงสอนคดีแพ่ง “คิม อึนซุก” (รับบทโดย Lee Jung-Eun) ซึ่งพยายามขัดขวางการปลดจองฮุนออกจากมหาวิทยาลัย ด้วยการพยายามหาความจริงในคดีนี้เช่นกัน (แต่บทในตอนนี้ EP1-4 ยังไม่เด่นมาก ทั้งๆ ที่เป็นตัวละครหลักในผังเรื่อง)

รีวิวซีรีส์ Law School (Netflix) นักศึกษากฎหมายที่กลายมาเป็นนักสืบจำเป็น… (อัพเดทถึง EP8) 2การสืบสวนอีกทางหนึ่งคือเหล่าตัวละครลูกศิษย์ของยางจองฮุน ที่นำโดยตัวละครหลัก คังซอล A (รับบทโดย Ryoo Hye-Young) นักเรียนสาวที่มีความเชื่อมั่นในตัวอาจารย์ของเธอเป็นอย่างมากว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แม้ตัวเองจะไม่ได้แม่นกฎหมายมากก็ตาม อีกคนคือ “จุนเฮวี” (รับบทโดย Kim Beom) นักเรียนหัวดีเก่งกฎหมายที่สอบเนติรอบสองผ่าน (สอบกฎหมายทนายความ) ที่มาช่วยสืบคดีนี้อีกคน โดยที่ตัวเขาเองก็มีปมพัวพันกับอาจารย์ที่ตายไปเช่นกัน ซึ่งทั้ง 2 คนนี้คือตัวละครเมนหลักฝ่ายลูกศิษย์ที่มีความสามารถคนละด้าน อย่างคังซอลแม้ดูเป็นคนไม่เก่งกฎหมาย แต่กลับมีไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี และมองเห็นบางจุดที่คนอื่นมองไม่เห็น ในขณะที่จุนเฮวีเก่งกฎหมายมากอยู่แล้ว ก็พยายามใช้ตัวเองเป็นตัวล่อเพื่อช่วยอาจารย์ตามหาความจริงว่าคนร้ายเป็นใครกันแน่

นอกจากนี้ก็มีตัวละครรองอื่นๆ อีกหลายคนที่ทำหน้าที่ขัดแย้งหรือสนับสนุน ที่เด่นๆ ในช่วงแรกก็คือ จิโฮ (รับบทโดย David Lee) ที่ในเรื่องคือคนที่เก่งกฎหมายรองจากจุนเฮวีเท่านั้น และก็เป็นเพื่อนร่วมห้องพักกับเขาอีกด้วย

เมื่อตัวละครเป็นคนรู้กฎหมายทั้งหมด การสืบสวนในเรื่องนี้จึงใช้กฎหมายนำ สืบไปในทางที่กฎหมายกำหนด คือต้องมีหลักฐาน พยาน แล้วสืบสวนไปในทางที่ทำให้ได้ประโยชน์ในทางกฎหมายกับจองฮุนที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ ซึ่งการที่เรื่องใช้กฎหมายนำก็ทำให้ตัวละครทุกตัวในเรื่องต้องพูดแบบท่องกฎหมายมาตราต่างๆ ให้ผู้ชมได้ฟังกันตลอดเวลา จนกลายเป็นความยากในการอ่านซับที่มารัวยิบให้ทัน แต่ถึงอ่านทันก็คงต้องงงๆ อยู่บ้างกับการถกกฎหมายโต้แย้งกันในเรื่องที่แม้จะเป็นพื้นฐานพอเข้าใจ แต่เรื่องก็มีมุมประเด็นทางกฎหมายที่ต้องอาศัยการคิดตามอยู่ตลอดเวลา ซึ่งคนคิดตามไม่ทันก็ดูได้ แต่คงไม่สนุกหรือเข้าใจทันไปกับเรื่องได้มาก ก็เหลือเพียงแค่ช่วงพลิกปมไปมาว่าใครเป็นฆาตกรเท่านั้นที่อาจจะยังย่อยง่ายและน่าติดตามอยู่

 

คดีหลักมีคดีเดียวหรือหลายคดี

เรื่องนี้เปิดมาเป็นคดีฆาตกรรมอำพราง แต่ต่อมาพอเรื่องสืบไปเรื่อยๆ ตัวเรื่องเริ่มผูกคดีเก่าที่ค้างคาไว้ของตัวเอกจองฮุนเข้ามาเกี่ยวด้วย ซึ่งก็มีคดีชนเด็กแล้วหนีที่เขาปิดไม่ได้คดีเดียว และคดีนี้ยังมีที่มาจากคดีข่มขืนเด็กของ “อีมันโฮ” อาชญากรตัวร้ายที่ถูกปล่อยตัวด้วยทัณฑ์บน และต้องใส่กำไลอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว มาเป็นตัวละครที่คอยก่อกวนและเตรียมก่ออาชญากรรมอีกครั้ง โดยคราวนี้เจ้าตัวศึกษากฎหมายมาเป็นอย่างดี และมักใช้เล่เหลี่ยมทางกฎหมายมาให้คุณกับตน และงัดข้อกับฝ่ายตัวเอกจองฮุนกับลูกศิษย์ด้วย

อีมันโฮ อาชญากรตัวร้ายที่อัพเกรดตัวเองให้รู้กฎหมาย และใช้มันเป็นอาวุธป้องกันไปด้วย
นอกจากนี้แล้วตัวเรื่องก็ยังมีคดีต่อเนื่องจากคดีแรกงอกเพิ่มมาอีก ในแต่ละอาทิตย์ โดยค่อยๆ เปิดตัวละครที่ดูไม่เกี่ยวข้องในตอนแรก ให้กลายมาเป็นผู้ต้องสงสัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรรม ซอพย็องจู เพิ่มมาอีก

 

นี่ไม่ใช่ซีรีส์สายหวานโรแมนติก
สำหรับคนที่คาดหวังว่าเรื่องนี้มีพาร์ทโรแมนติก เพราะตัวละครหลักก็หน้าตาดีกันทั้งนั้น โดยเฉพาะสาวๆ ในเรื่อง แต่ต้องบอกว่าเท่าที่ดูมาในตอนนี้ EP1-4 ยังไม่ได้เห็นวี่แววเลิฟไลน์อะไรแบบนั้น มีเพียงแค่การชอบกันไปมาในกลุ่มเพื่อน ของนักเรียนสาว คังซอล A ในเรื่องมีเพื่อนร่วมห้องของเธออีกคนที่เป็นคู่แข่งชื่อเดียวกันเลยถูกเรียกว่า คังซอล B (รับบทโดย Lee Soo-Kyung) ที่ถูกวางไว้ให้ชอบจุนเฮวีทั้งคู่ ซึ่งบทตรงนี้มีไว้เพื่อให้ตัวละครนั้นรู้สึกอยากเข้าข้างหักล้างกับคดีที่เกิดขึ้นเท่านั้น ยิ่งตัวเอกอย่างจองฮุนยิ่งไม่มีทางมีบทแบบนี้ เพราะตัวละครนี้แข็งกร้าวออกแนวโหดๆ คิดกับทำทุกอย่างตามกฎหมาย แล้วก็ไม่มีตัวละครหลักในผังที่เป็นนางเอกรุ่นใหญ่เลย

 

จุดด้อยของเรื่อง Law School
นอกจากปัญหาของการทำความใจตามในเรื่องกฎหมายที่ตัวละครพูดออกมารัวๆ จนตามอ่านก็ลำบากแล้ว ที่เห็นชัดๆ คือการที่บทพยายามให้ทุกตัวละครนอกเหนือกลุ่มตัวหลักเป็นพวกรู้กฎหมายกันไปหมด จนดูเกินปกติออกแนวเฟคๆ ไปมาก อย่างน้องสาวของคังซอล A ที่เป็นเด็กประถมก็กลับรู้กฎหมาย ดูฉลาดเกินวัย อาชญากรอย่างอีมันโฮก็แม่นกฎหมายเพื่อป้องกันตัวเสียเหลือเกิน คนถ่ายเอกสารในโรงเรียนก็เก่งเข้าใจกฎหมายทันนักเรียนหมด กลายเป็นทุกตัวละครในเรื่องพยายามเก๊กอวดภูมิความรู้กฎหมายกันตลอดเวลาในบทพูดจนดูเกินจริงไปมาก แต่ถ้าไม่คิดอะไรมาก มองว่าซีรีส์พยายามโฟกัสให้มีบทกฎหมายจากคนหลายๆ แบบมาทุกเพศทุกวัยมาประกอบเรื่องก็เข้าใจได้ เหมือนที่มักบอกกันว่าประชาชนทุกคนต้องรู้กฎหมาย จะมาอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้เวลาโดนคดี

 

อีกจุดคือตัวเรื่องปูความสามารถด้านกฎหมายไว้กับฝ่ายตัวเอกเท่านั้น พอมาเป็นฝ่ายตำรวจ อัยการ ทนายแผ่นดิน อาจารย์ที่อยู่ตรงข้ามกับตัวเอก ทั้งหมดกลับกลายเป็นตัวละครที่ไม่เอาไหน ไม่ค่อยรู้เรื่องราวกฎหมาย ตามไม่ทันการใช้กฎหมายของฝ่ายตัวเอกไปทั้งหมด ซึ่งดูเป็นบทแบบยัดให้เป็นตัวละครโง่ๆ อ่อนกฎหมายไปซะทั้งหมด แทนที่จะเป็นการต่อสู้ด้วยกฎหมายแบบเข้มข้นจากทั้งสองฝั่งอย่างสมเหตุผล

นอกจากนี้เรื่องยังพยายามพลิกหักมุมทุกอาทิตย์ต่อยอดจากคดีแรกให้มีผู้ต้องสงสัยเพิ่ม แล้วก็พยายามหักมุมกลับอีกที จนกลายเป็นเหมือนแค่พยายามตั้งใจหลอกคนดู โดยทำให้ตัวละครดูน่าสงสัยเกินจริงไป กลายเป็นบทที่เขียนแบบนึกจะให้เรื่องพลิกยังไงก็พลิกได้ โดยไม่ค่อยมีที่มาที่ไปให้เข้าใจได้ด้วย อย่างการที่ตัวเอกจองฮุนจู่ๆ ก็ไปเจอหลักฐานใหม่ในที่เกิดเหตุง่ายๆ ในตอนสอง ก็เป็นอะไรที่ชวนงงแบบไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุผลได้เลย
สรุป

ซีรีส์แนวสืบสวนที่เอาตัวละครรู้กฎหมายมาเป็นตัวนำสืบสวนเหมือนนักสืบ แต่ไปในแนวทางต่อสู้ด้วยกฎหมายเป็นหลัก ไม่มีส่วนบู๊มาเกี่ยวข้อง บทพูดรัวเรื่องกฎหมายยากที่คนทั่วไปจะตามทัน จนตัวเรื่องเหมือนดูการบลัฟกันทางแง่มุมกฎหมายให้ดูสนุกแบบผ่านๆ ไปเท่านั้น ความสนุกของเรื่องที่คนดูสนใจตามทันย่อยง่ายก็เลยเหลือแค่การพลิกปมคนร้ายในคดีที่ซับซ้อนแตกย่อยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากคดีแรก แต่บทก็ยังมีจุดที่ขาดความสมเหตุผลในการพลิกเรื่องราวด้วยเช่นกัน และก็ดูเป็นสูตรสำเร็จมากเกินไปในการใส่ผู้ต้องสงสัยรายใหม่ๆ มาทุกอาทิตย์งอกเพิ่มมาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้เป็นคนร้ายจริงๆ สักที

แนวสืบสวนโดยใช้กฎหมายกับตัวละครสายกฎหมายนำเรื่อง
คดีฆาตกรรมที่แตกย่อยออกไปได้เรื่อยๆ
ให้ความรู้กฎหมายกับคนดูได้ดีพอสมควร
ไม่มีเลิฟไลน์สายโรแมนติกข้ามไปได้เลย
จุดด้อย

บทสนทนายัดเรื่องกฎหมายเข้ามาตลอดเวลาจนดูเยอะล้นๆ เกินไป
การพลิกเรื่องราวไปมาดูง่าย จู่ๆ ก็มีหลักฐานใหม่เข้ามาตลอด
ตัวละครทุกตัวทุกวัยในเรื่องพยายามอวดภูมิรู้กฎหมายจนดูเฟคๆ
ฝ่ายตรงข้ามกับตัวเอก ตำรวจ นักสืบ อัยการ อ่อนกฎหมายจนดูโง่เกินจริง

 

สิ่งที่น่าสนใจในซีรีส์

1.นักแสดงหน้าใส

ยังจงฮุนคิมมยองมิน รับบทเป็น ยังจองฮุน

อดีตอัยการอัจฉริยะ การรับบทนี้ทำให้คุณมยองมิน มีกลิ่นอายของความเป็นพ่อสูงมาก ด้วยความใสๆ เย็นชาปนขี้เล่นในบทบาทที่แสดงออกมาทำให้ตอนนี้เขาคนนี้ถือเป็นหนุ่มที่ฮอตที่สุดในซีรีส์ไปซะแล้ว การเล่นหูและตาของเขาถูกใจแม่ยกหลายๆ คนเลยล่ะ ถ้าสงสัยว่าจะเป็นยังไง ต้องตามไปดู

ฮันจุนฮวีคิมบอม รับบทเป็น ฮันจุนฮวี

นักเรียนหัวกะทิที่สอบบัณฑิตรอบ 2 ผ่าน นี่เป็นอีกหนึ่งหนุ่มหน้าใสที่แอดตามเขามาตั้งแต่ซีรีส์เรื่อง Tale of the Nine Tailed บอกเลยว่าน่ารักมาก และการแสดงของเขาไม่เป็นสองรองใคร คนอะไรจะรับบทคลั่งรักนางเอกได้เนียนขนาดนี้ สาบานเป็นซีรีส์ดราม่าฆาตกรรมที เกริ่นก่อนนะว่า แม้จะไม่มีฉากหวานๆ มากมายแต่เซอร์วิสต่างๆ เต็มเรื่องประหนึ่งเพลง เพื่อนเล่น ไม่เล่นเพื่อน

คังซลเอรยูฮเยยอง รับบทเป็น คังซลเอ

นักเรียนกฎหมายอีกคนที่แม้จะชื่อซลเอ แต่ไม่ได้เออย่างที่หวัง เธอเป็นนักแสดงอีกคนที่แอดเคยดูตั้งแต่ Reply วันวาน 1988 และไม่น่าเชื่อว่าตอนนั้นก็รับบทนักเรียนกฎหมายเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้ลงลึกลงเรียนเคร่งเหมือนอย่างซีรีส์เรื่องนี้ อีกอย่าง Easter egg ที่ซ่อนอยู่ในซีรีส์ Law School จะเกี่ยวข้องกับเธอคนนี้ และปริศนาที่เอาวุ่นวายไปทั้งศาล

( และยังมีนักแสดงมากฝีมืออีกมากมายที่จะทำให้ทุกคนอิน สงสัย สนุกและเฮฮา อย่างที่หยุดดูไม่ได้จริงๆ )

2.ได้เรียนกฎหมายไปพร้อมๆ กัน

แม้ว่า กฎหมาย แต่ละประเทศไม่เหมือนกันแต่ก็มีความคล้ายคลึงกันอยู่มิใช่น้อย และใช่ว่ากฎหมาย จะตั้งบรรทัดฐานอยู่ที่ประเทศนั้นๆ แต่คำนึงไปถึง กฎหมายสากล ที่ใช้กันทั่วโลกด้วย ซึ่งสิ่งเราจะได้เรียนรู้จากเรื่องนี้จะมีมากมาย ( ออกตัวก่อนว่า ไม่น่าเบื่อเลยสักนิดเพราะมันน่าสนใจมากๆ ) ทั้งการทำงานของทนาย ผู้พิพากษา อัยการ แม้กระทั่งตำรวจด้วย เรียกได้ว่าเป็นซีรีส์คุณภาพมากจริงๆ

3.การอย่าเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น ได้ยิน ได้ฟัง

บอกอย่างนี้หลายคนก็สงสัยขึ้นมาทันทีว่าทำไมล่ะ ในเมื่อเราเห็นกับตา แต่กระบวนการนั้นไม่อาจเพียงพอว่าผู้นั้นจะเป็นผู้ผิด เพราะทุกอย่างต้องได้รับการพิสูจน์ ใครจะไปคิดว่าการที่เราเห็นอาจจะถูกจัดฉากขึ้นมาก็ได้เหมือนซีรีส์เรื่องนี้ที่พลิกผันตัวฆาตกรเล่นเอาเดาไม่ถูกเลยว่าใครเป็นใคร และขอจบสวยๆ ว่า

ทุกการกระทำย่อมมีเหตุผลและแรงจูงใจ
4.เพลงประกอบซีรีส์เรื่องนี้ดีมาก

ฟังแต่ละเพลงของ เรื่องขนลุก มากจริง เอาเป็นว่าครบรสขนาดนี้ไม่อยากให้พลาดกันจริงๆ ต้องตามให้ได้เลย

5.จัดเต็มทุกอารมณ์กับซีรีส์

ส่วนตัวแอดขอยกให้เป็น ซีรีส์น้ำดี ในปี 2021 เลย ซึ่งเรื่องนี้การันตีด้วยเรตติ้งและการติดเทรนทางทวิตเตอร์ของหลายๆ ประเทศเป็นเครื่องยืนยันว่าสนุกจริงแบบพลาดไม่ได้ เพราะเรื่องราวของตัวละครแต่ละคนมีมิติมาก ทุกการวางตัวเดินละครมีซีนหลายอย่างที่คาดไม่ถึงจริงๆ ทั้งสุข ทุกข์ ทุกอย่างมันลงตัวมาก ดูเถอะค่ะขอร้อง มันดีจนอยากชวนมานั่งดูด้วยกัน

ดูหนังออนไลน์

 

ทำความรูัจัก สิงเฟย นางเอกมินิมอล น่ารักเกินต้าน จากซีรีส์รักโรแมนติก

ทำความรูัจัก สิงเฟย นางเอกมินิมอล น่ารักเกินต้าน  จากซีรีส์รักโรแมนติก

สิงเฟย นางเอกสาวไซส์มินิมอล จากซีรีส์แดนมังกร เธอมักมาพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใสทุกครั้งในซีรีส์รักโรแมนติก เราตกหลุมรักเธอตั้งแต่เรื่อง “อุ่นไอในใจเธอ” ต่อมาเป็นเรื่อง “สุขเล็กๆที่เรียกว่าเธอ”​ และล่าสุด เมื่อ WeTv ส่งเนื้อหาซีรีส์ “กระตุกรัก หัวใจไฟช็อต” จนครบ36ตอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยิ่งรักเธอไม่ไหวแล้ว โดยส่วนตัวเราคิดว่าสิงเฟยเค้ามีเสน่ห์ที่รอยยิ้มเอามากๆ เชื่อว่าใครที่ชมผลงานของเธอไม่ว่าจะภาพนิ่งหรือละคร ต้องมียิ้มมุมปากเวลาเข้าซีนแน่ๆ ค่ะ ยิ่งล่าสุดเธอได้รับบท “เจียง เสี่ยวหนิง” ในซีรีส์ “กระตุกรัก หัวใจไฟช็อต” คู่กับพระเอกหน้านิ่งหรือบอส “กู้ชวน” รับบทโดย #เหรินเจียหลุน ยิ่งมีเคมีเข้ากั๊น เข้ากันเชียวค่ะ ขอเรียกว่าคู้จิ้นก็ยังไหว

 

เรื่องล่าสุดที่โปรยไว้ตอนต้นว่า น่ารักไม่แพ้เรื่องก่อนๆ ขนาดที่ว่าหลายๆคนยอมเปย์ให้กับเนื้อหาที่ต้องจ่ายล่วงหน้า (fasttrack) นั่นก็คือ กระตุกรักหัวใจไฟช็อต เรื่องนี้นางเอกสิงเฟยได้ทำการบ้านต่อเนื่องเพราะยังไงก็เป็นแนวที่ตัวเองถนัดเล่น จะบอกว่าเธอมาถูกทางแล้วกับผลงานซีรีส์แนวโรแมนติกเพราะมันคือแนวของเธอที่แท้ทรู ฉากอ้อน ฉากร้องไห้ หรือ ฉากเลิฟซีนคลั่งรัก น้องก็เล่นได้น่ารักทุกโมเมนต์ ว่ากันว่าก็ต้องซ้อมการแสดงเยอะพอควรเลย กว่าจะได้ความนิยมแซงซีรีส์เรื่องอื่นๆ ที่ออนแอร์อยู่แบบลอยลม แถมเว็บไซต์จีนกลุ่มคนดูยังตั้งฉายายกให้สิงเฟยเป็น “เจ้าแม่ซีรีส์โรแมนติก” อีกด้วยนะ

 

ว้าปมาทางฝั่งพระเอกอย่างเหรินเจียหลุน ด้วยเคมีของทั้งคู่เข้ากันมากๆทำให้ชาวเน็ตอย่างเราฟินและจิ้นจิกหมอนตลอดๆ พระเอกสุดฮอต นางเอกน่ารักปุ๊กปิ๊กใครจะไปทนไหวจริงมั้ยล่ะ เรื่องนี้เราว่านางเอกน่าจะเมื่อยคอน้อยลงนิดนึง เพราะเท่าที่ดูสัดส่วนความสูงของทั้งคู่เวลาเข้าฉากสิงเฟยไม่ได้ยืนบนบล็อคถ่ายทำ

พอพูดถึงยิ้มของสาวหมวยสิงเฟย ลองสังเกตแล้วรู้สึกว่าเวลาเธอยิ้มเป็นยิ้มที่สดใส บวกกับหน้าเด็กๆใสๆคือยิ้มทีหนุ่มๆพร้อมใจละลายมาก สื่อจีนตามเว็บบล็อกต่างบอกว่าเป็นสาวไซส์มินิ

แต่ที่จริงแล้วเธอก็สูงตั้ง 160กว่าๆค่ะ เพียงแต่ว่าเข้าฉากกับพระเอกแต่ละคนนั้น ทำให้น้องดูตัวเล็ก โดยอัตโนมัติ อย่างเช่น บทนางเอกทนายความสาว “ฉงหรง” ในเรื่อง “สุขเล็กๆที่เรียกว่าเธอ”

ได้ประคบคู่กับ พระเอก “ถังเสี่ยวเทียน” ความสูงของคู่พระนางต่างกันมากถึง 20 เซนติเมตร ไม่แปลกที่เราจะเห็นว่าเธอตัวเล็ก

 

ในฐานะแฟนคลับหน้าใหม่ขอฝากบทความและเรื่องย่อ กระตุกรัก หัวใจไฟช็อต

สิงเฟยในวัยเด็กประสบอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกชนตกเขาในวันคล้ายวันเกิดของตนเอง เธอสูญเสียครอบครัวทั้งแม่และพ่อ อุบัติเหตุครั้งนั้นมีกู้ชวน(พระเอก) เป็นคนพบเหตุการณ์และเข้าไปช่วยเหลือ และได้รับบาดเจ็บในระหว่างพยายามช่วยเหลือครอบครัวของเธอ และนี่เองเป็นสาเหตุให้กู้ชวนต้องผ่าตัดเปลี่ยนมาใช้หัวใจจักรกล และเมื่อเขาทั้งสองมีโอกาสพบกันอีกครั้ง ด้วยหน้าที่การงานด้านสถาปัตยกรรม ทำให้ทั้งคู่หัวใจหวั่นไหวและค่อยๆเปิดรับอีกฝ่ายอย่างไม่มีเงื่อนไข อ่านต่อได้ที่

รีวิว The Dead Don’t Die (2019) คนตายไม่ตาย หนังซอมบี้อินดี้

รีวิว The Dead Don't Die (2019)  คนตายไม่ตาย  หนังซอมบี้อินดี้

The Dead Don’t Die (2019) คนตายไม่ตาย หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เมื่อปี 2019 ได้มีการออกฉายในโรงภาพยนตร์ หลังจากนั้นทาง Netflix ก็ได้นำมาลงฉายในแพลตฟอร์มทำให้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง ด้วยความที่เป็นหนังซอมบี้ที่แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร มีความอินดี้อยู่พอตัว วันนี้เราเลยอยากจะพาเพื่อน ๆ มาชมรีวิว The Dead Don’t Die (2019) หนังซอมบี้อินดี้ เรื่องนี้ก้นว่าเป็นอย่างไร หากพร้อมแล้วก็ตามมาดูได้เลย

เนื้อเรื่องย่อ

เรื่องราวเกิดขึ้นที่เมืองเซ็นเตอร์วิลล์ ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ โดยวันหนึ่งมีความปกติบางอย่างเกี่ยวกับวันเวลา เวลากลางวันจะยาวนานแบบผิดปกติ อีกทั้งสัตว์ในเมืองต่างก็พากันหายกันไปหมด ซึ่งหนังจะเล่าผ่านสองตำรวจหนุ่มอย่าง คลิฟฟ์ กับ รอนนี่ ที่ทั้งสองมองเห็นถึงความผิดปกติดังกล่าว จึงเดินทางออกไปดูที่ต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือ Moonlight Motel ได้พบกับเจ้าของ motel และเหล่าฮิปเตอร์จากเมืองใหญ่

โดยในคืนหนึ่งก็เกิดมีซอมบี้ฟื้นคืนชีพออกมาจากหลุมและทำการป่วนเมืองเซ็นเตอร์วิลล์ ซึ่งซอมบี้เหล่านี้ยังมีการโหยหาสิ่งต่าง ๆ ที่เมื่อตอนมีชีวิตมีความต้องการ อาทิของกิน อินเตอร์เน็ต เครื่องดนตรี เป็นต้น โดยทำให้ตำรวจ และคนแต่งหน้าศพอย่างทิลดาและคนในเมืองก็มาร่วมต่อสู้กับซอมบี้เหล่านี้

รีวิวและคะแนนของเรื่อง
เรื่อง  เป็นหนังที่ดำเนินเรื่องราวได้ช้ามาก ไม่มีการบอกเล่าความเป็นเหตุเป็นผล อย่างเช่น ซอมบี้มาจากไหน เกิดอะไรขึ้น? ทำให้คนดูค่อนข้างไม่มีความ make sense ใด ๆ เลย อารมณ์แบบดูไปตั้งคำถามกันไป อีกทั้งฉากที่ซอมบี้โผล่มาก็กินเวลาไปเกือบ 30 นาที ซึ่งถ้ามองแล้วคือนานมาก ฉายในพาร์คของมนุษย์ ความเนิบต่าง ๆมากจนเกินงาม แน่นอนว่าฉากซอมบี้ก็โผล่มาตอนหนังจะจบอยู่แล้ว และไม่มีความพีคใด ๆ

โดยในเรื่องนี้ส่วนตัวเราคิดว่าจูงใจคนดูด้วย ‘นักแสดงชื่อดัง’ ค่อนข้างที่จะเยอะมาก อาทิอดัม ไดรเวอร์ , บิล เมอร์เรย์ , โคลอี้ เซอวินี, ทิลดา สวินตัน เซลีนา โกเมซ และ ออสติน บัตเลอร์ โดยแต่ละคนถือเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงกันทั้งนั้น แต่บอกเลยว่าบางคนบางบทมาแค่แว็บเดียวแล้วก็หายไปเลย เล่นแบบไม่คุ้มมาก แต่หากมองอีกมุมก็เป็นอะไรที่ขำดีที่เห็นดาราเด่น ๆ ดัง ๆ หลายคนมารับบทแบบนี้ เป็นคาแรคเตอร์ที่อาจจะเห็นได้ยาก ซึ่งตัวละครที่เราชอบที่สุดคือ ‘เซลดา วินสตัน’ หรือรับบทโดย ทิลดา สวินตัน เป็นคนแต่งหน้าศพที่มักจะมีดาบคู่ใจและนับถือศาสนาพุทธที่เห็นแล้วก็มีความฮาเพราะความหน้านิ่ง เฉยของเธอนี่แหละค่ะ

และอีกหนึ่งอย่างที่เราชอบก็คือ ‘ซอมบี้’ แอบมีความแต่งได้ดี ออกมาค่อนข้าง creepy อยู่ อีกทั้งบวกกับท่าทางการเดินกระตุกก็มีความสมจริง แต่หากใครชอบหนังซอมบี้แนวสู้รบมันส์ ๆ เรื่องนี้ก็อาจจะไม่ถูกใจเพื่อน ๆ กันเท่าไหร่

คะแนนของเรื่อง : 5/10

ข้อดีโดยรวมแล้วเป็นหนังที่ค่อนข้างเบาสมองดูแบบเอาขำเอาฮาได้ แต่ก็มีให้แอบคิดตามบ้าง ภาพแสงสีและดนตรีประกอบหนังค่อนข้างมีความเชื่อมโยง จุดด้อยคือปูเรื่องดำเนินเรื่องได้ช้า บางฉาก งง ไม่ make sense อ่านต่อได้ที่