รีวิวหนังสยองขวัญ Run มัมอำมหิต การหนีให้พ้นจากแม่สุดโหด

รีวิวหนังสยองขวัญ Run มัมอำมหิต การหนีให้พ้นจากแม่สุดโหด

รีวิว Run – มัมอำมหิต เปิดมาสัปดาห์ใหม่ ก็ได้เจอหนังที่ชักชวนให้ลุ้นระทึกกันสุดตัวกันเลย เรื่องราวที่ถ้าให้เล่าเรื่องย่อก็คงจะพอจบได้ในบรรทัดเดียว แต่พอเล่าจริง หนังพาไปหายใจไม่ทั่วท้องกับชะตาของสาววัยรุ่นที่ต้องหนีให้พ้นจาก แม่สุดโหดเหี้ยม ในหนังที่ชื่อไทย มัมอำมหิต แต่ชื่อฝรั่งที่สั้นๆ ง่ายๆ คำเดียวว่า รัน

เรื่องย่อ

เรื่องราวของ โคลอี้ เด็กสาวพิการที่ไม่สามารถเดินได้เอง เธอถูก ไดแอน แม่ที่เลี้ยงดูเธอมาตลอด 17 ปี ปิดบังทุกอย่างและตัดขาดเธอจากโลกภายนอก จนวันหนึ่งเธอค้นพบความจริงที่แม่คนที่เธอไว้ใจที่สุดปิดบังไว้ และทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากอันตรายนี้ คือเธอต้อง “หนี” ให้รอด

 

เปิดมาสัปดาห์ใหม่ ก็ได้เจอหนังที่ชักชวนให้ลุ้นระทึกกันสุดตัวกันเลย เรื่องราวที่ถ้าให้เล่าเรื่องย่อก็คงจะพอจบได้ในบรรทัดเดียว แต่พอเล่าจริง หนังพาไปหายใจไม่ทั่วท้องกับชะตาของสาววัยรุ่นที่ต้องหนีให้พ้นจากแม่สุดโหดเหี้ยม ในหนังที่ชื่อไทย มัมอำมหิต แต่ชื่อฝรั่งที่สั้นๆ ง่ายๆ คำเดียวว่า Run

ตัวหนังมีส่วนผสมของความเป็นหนังระทึกขวัญ สยองขวัญ เร้นลับ จิตวิทยา เป็นผลงานกำกับและเขียนบทเรื่องล่าสุดของ อานีช ชาแกนตี้ ที่เคยสร้างผลงานสุดเซอร์ไพรส์อย่าง Searching เสิร์ชหา….สูญหาย!?

เมื่อปี 2018 ที่ได้รับเสียงชื่นชมมากมาย จากวิธีการนำเสนอที่มีชั้นเชิงที่มาพร้อมกับเรื่องราวเข้มข้นหักมุมที่เกิดขึ้นกับชีวิต “พ่อ-ลูก” คู่หนึ่ง แต่ในบทงานล่าสุดนี้ขอเปลี่ยนคู่มาเป็นเรื่องของ “แม่-ลูก” กันบ้าง

เนื้อเรื่อง

หนังเล่าเรื่องราวของครอบครัวที่ประกอบไปด้วยแม่ไดแอน (ซาราห์ พอลสัน) และลูกสาวโคลอี้ (เคียร่า อัลเลน) ที่ตัวโคลอี้นั้นมีโรครุมเร้ามากมายตั้งแต่เกิด และเธอต้องนั่งวีลแชร์ตลอดชีวิต ก็ได้แม่นี่แหละที่ดูแลมาตลอด 17 ปี …

แต่แม้โคลอี้จะมีโรครุมเร้ามากแค่ไหน ก็หวังอยากมีชีวิตอิสระเป็นของตัวเองบ้าง ซึ่งความหวังก็คือ การได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย แต่ระหว่างรอคอยผลการสอบเข้าจากมหาวิทยาลัยจนความหวังเริ่มลดลงทุกที

โคลอี้ก็ได้พบพิรุธบางอย่างจากไดแอนผู้เป็นแม่ ความสงสัย นำไปสู่การค้นหา จนได้พบความจริงที่น่าสะพรึงกลัว ที่ทำให้เธอต้องตั้งคำถามกับความรักและความปรารถนาดีของแม่ที่มีให้เธอมาตลอดชีวิต…

การดำเนินเรื่อง

บ้านหนึ่งหลัง แม่ลูกหนึ่งคู่ ซึ่งลูกต้องนั่งรถเข็น กลายเป็นเงื่อนไขที่สร้างให้หนังมีอะไรให้คนดูได้ลุ้นกันตลอดเรื่อง จะว่าไป Run มัมอำมหิต ก็มาในทิศทางเดียวกันกับหนังแนวๆ นี้ทั่วไป คือ บอกเล่าภาพรวม เพิ่มเติมข้อมูล เฉลยข้อมูลที่หักล้างกับข้อมูลที่ให้มาในตอนต้น

และปิดจบด้วยบทสรุปที่ทำให้คนดูต้องอึ้ง! และนี่อาจเป็นคุณสมบัติพิเศษของผู้กำกับ อานีช ชาแกนตี้ ที่ทำให้รูปแบบการนำเสนอที่ดูเป็นสูตรสำเร็จ ยังมอบความแปลกใหม่และแตกต่างให้กับคนดูได้

จริง ๆ หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลยครับ เป็นหนังที่ไม่ได้มีพล็อตทวิสต์หรือมีจุดหักมุมอะไรมากมาย ตัวหนังเคลื่อนไปแบบเป็นเส้นตรงไปตั้งแต่ต้นจนจบเรื่ีอง แบบไม่ได้มีอะไรหวือหวาหรือหักมุม แถมตัวหนังยังไม่ยาวมาก

แค่ชั่วโมงครึ่งเอง แต่ก็ต้องบอกเลยครับว่า นี่คือหนังที่จะทำให้หายใจไม่ทั่วท้องได้จริง ๆ ด้วยพล็อตสไตล์หนังทริลเลอร์ที่ออกแบบมาอย่างดี และการวางปม วางเควสต์ต่าง ๆ ไว้ให้โคลอีตามแก้ ทำให้ตัวหนังกลายเป็นหนังระทึกขวัญที่โคตรระทึกกันแบบไม่เว้นว่างให้พักหายใจเลยแหละ

ตัวหนังถูกดูหนังออนไลน์แบ่งเป็น 3 แบบง่าย ๆ โดยที่หนังเรื่องนี้กล้าที่จะลงทุนในแบบแรกไปกับการค่อย ๆ เผยความโรคจิตของแม่ออกมา ด้วยการคลายปมเพียงไม่กี่ปม ซึ่งถือเป็นปมที่จะเฉลยให้เห็นว่าแม่ของเธอนั้นมีอะไรที่ผิดปกติ และกำลังจะคุกคามเธออยู่

ซึ่งหนังก็สามารถเดินเรื่องได้อย่างระทึกกันตั้งแต่องก์แรกโดยที่ไม่ได้รู้สีกว่าอืดแต่อย่างใด ส่วนแบบที่สอง คือพาร์ตของการที่โคลอีเริ่มจะพยายามหนีแม่แบบแอบ ๆ ก่อน

จนมาถึงแบบสุดท้ายที่ทั้งคู่ต้องไล่ล่าและหลบหนีกันแบบซึ่ง ๆ หน้า ซึ่งทั้งสามองก์เป็นการไล่เรียงความอึดอัดกระอักกระอ่วนชวนลุ้นได้แบบไม่ติดเก้าอี้ไปตลอดทั้งเรื่อง

ผู้พิการนั่งวีลแชร์จริง ๆ

ความเจ๋งอีกอย่างคือการที่ผู้กำกับกล้าที่จะเลือกใช้ เคียรา อัลเลน นักแสดงหน้าใหม่ที่มีความพิเศษคือ เธอเป็นผู้พิการนั่งวีลแชร์จริง ๆ ซึ่งกับหนังเรื่องนี้ ต้องบอกว่าน้องเคียราสามารถเอาอยู่กับบทโคลอี คนพิการที่ต้องพาร่างกายพิการหลบหนีแม่ผู้มีปัญหาทางจิต

ซึ่งต้องบอกว่า เคียร่าเองในบทแม้ว่าจะเป็นผู้พิการ แต่ก็ต้องบอกว่า แม้บทโคลอีนั้นจะเป็นคนพิการที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู แต่อย่าได้ดูถูกว่าโคลอีจะอ่อนแอหรือไร้สมรรถภาพ น่าสงสารเชียวนะครับ

ตรงข้าม เธอเองฉลาดเป็นกรด และมีมีจิตใจที่เข้มแข็งอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งน้องเคียราสามารถสะท้อนสิ่งเหล่านี้ออกมาได้อย่างสมจริงและน่าเอาใจช่วยมาก ๆ เมื่อมาผสมกับบทที่โคลอีเริ่มจะสงสัยในที่มาที่ไปของตัวเอง

และเริ่มที่จะสงสัยในตัวแม่ของตัวเอง และพยายามที่จะใช้สติปัญญาที่เธอมี เอาชนะข้อจำกัดด้านร่างกายที่เป็นอุปสรรค เพื่อที่จะพยายามหนีเอาตัวรอดจากแม่ที่ก็ฉลาดไม่แพ้กัน คอยไล่ล่าขัดขวางการหนีของเธอได้ทันควันตลอด

ส่วนผสมซีรี่ย์ Netflixเหล่านี้ทำให้ตัวหนังลุ้นระทึกและชวนอึดอัดจนใจสั่นทุกครั้งที่เราได้ดูโคลอีพยายามจะหนีแม่ แถมยังได้แอบสะใจเล็ก ๆ ตอนท้ายอีกต่างหาก !

รีวิว Runรีวิว Run

จุดเด่น

โดดเด่นที่วิธีการนำเสนอที่มีชั้นเชิง ไม่โฉ่งฉ่าง ทำให้บางฉากน่ากลัวราวกับหนังผี บางฉากก็ทำให้เรารู้สึกลุ้นระทึกจนหายใจไม่ทั่วท้อง บางฉากดูไปก็รู้สึกอึดอัดจนอยากให้พอเสียที

การเล่นกับเงื่อนไขของผู้ทุพพลภาพที่ต้องนั่งวีลแชร์ วิธีการต่อสู้หรือเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ ผสานเข้ากับการปล่อยข้อมูลได้อย่างถูกจังหวะ กลายมาเป็นความลงตัว ดึงดูดให้ลุ้นและติดตามมากๆ

และที่ต้องชมอีกอย่างก็คือ สปิริตในการแสดงของน้องยอดเยี่ยมมาก ๆ ครับ เพราะในหนังจะมีฉากเสี่ยง ๆ ที่ดูแล้วหวาดเสียว และไม่คิดว่าคนพิการจะเล่นได้อยู่เยอะเหมือนกัน แต่น้องก็บ้าพลังและทุ่มเทในการเล่นฉากเสี่ยง ๆ แบบสุดตัวราวกับว่าลืมไปแล้วว่าตัวเองเดินไม่ได้อย่างไรอย่างนั้นเลยแหละ

และที่ไม่ชมไม่ได้เลยก็คือ ซาราห์ พอลสัน ผู้รับบทแม่ไดแอนนี่เองครับ ซึ่งต้องบอกเลยว่า ตีบทได้สุดยอดมาก ๆ ครับ เป็นแม่โรคจิตที่ทั้งแสดงความรักลูกดั่งไข่ในหิน และกลายเป็นขั้วตรงข้ามที่ตามไล่ล่าลูกได้น่ากลัวสุด ๆ แบบที่อย่าว่าแต่ลูกเลย คนดูเองก็กลัวจนนั่งแทบไม่ติดเก้าอี้ !

โดยรวม

ก็ยังคงเป็นหนังที่ให้ครบทุกอรรถรส ไม่ว่าจะหลอนหรือจะลึกลับ พร้อมกับสอดแทรกประเด็นสังคมมาอย่างเนียนๆ โดยเฉพาะแง่คิดการเลี้ยงดูแลลูกในปัจจุบัน ที่บางครั้งการดูแลลูกอย่างทะนุถนอม ก็ไม่ต่างไปกับการกดขี่และจำกัดอิสระเกินไป สะท้อนแง่คิดได้หลายมุมในสังคมปัจจุบันด้วย นี่จึงเป็นหนังที่มีอะไรมากกว่าการเป็นหนังเขย่าขวัญแม่ลูกที่ดูลุ้นๆ เรื่องหนึ่ง

สรุป

นี่คือหนังสยองขวัญที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก ที่รับประกันความอึดอัดและชวนลุ้น กับบรรยากาศแห่งความจิตตกแบบไม่มีหยุดพัก ที่รับรองว่า ต่อให้ไม่ต้องพิการ หรือไม่ต้องเป็นลูกสาว ก็ยังลุ้นไปกับภารกิจหนีตายจากมัมหมีตัวร้าย (และแอบสะใจในตอนท้าย) ที่รับรองได้ว่า ดูแล้วจะลุ้นจนนั่งไม่ติดเบาะเลยล่ะครับ !

ufabet  

รีวิว Avengers : Endgame อเวนเจอร์สเผด็จศึก สิ้นสุดการต่อสู้

รีวิว Avengers : Endgame อเวนเจอร์ส : เผด็จศึก

รีวิว Avengers : Endgame หลัง ธานอส ดีดนิ้วสลายสิ่งมีชีวิตไปครึ่งจักรวาล สร้างบาดแผลให้ทีมอเวนเจอร์สอย่างยากจะเยียวยา แต่ด้วยเลือดนักสู้พวกเขาเลือกแปรความเจ็บปวดแล้วร่วมมือผู้รอดชีวิตต่อสู้กับ เจ้าแห่งจักรวาล แม้จะด้อยทั้งกำลังคนและพละกำลัง แต่เพื่อแก้แค้นให้ครอบครัวอเวนเจอร์ส พวกเขาจะยืนหยัดต่อกรกับธานอสแม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม

นับจาก Ironman ภาคแรกในปี 2008 จนถึง Avengers Infinity War ในปี 2018 ที่ผ่านมาสิริรวมหนังเฉพาะในจักรวาลหนังมาร์เวลอย่างเป็นทางการ 21 เรื่องที่ผ่านมา หนังได้แนะนำให้เราได้รู้จักทั้งเศรษฐีค้าอาวุธกลับใจ คนตัวเล็กๆ ที่ต้องการโอกาสในการรับใช้ชาติ เทพเจ้าที่ค้นพบคุณค่าความเป็นมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์ผู้มีปีศาจแห่งความโกรธแฝงในตัว กลุ่มคนนอกคอกแห่งกาแล็คซี่ เด็กน้อยที่พยายามบาลานซ์เรื่องครอบครัวและการปกป้องโลก กระทั่งหัวขโมยกลับใจมาเป็นฮีโร่ร่างจิ๋ว ไม่เว้นแม้แต่ฝั่งสาวๆ ที่ทำให้หนุ่มๆ เห็นถึงพลังของผู้หญิงที่มาพร้อมกับความสวยงาม

ซึ่งจากที่กล่าวมาหากเราถอดพลังวิเศษ ถอดชุดเกราะหรือเรื่องราวไซไฟล้ำยุคออก มันแทบจะเป็นบทบันทึกด้านมนุษยวิทยาร่วมสมัยย่อมๆ ได้เลย จนระยะเวลาร่วม 12 ปี มาร์เวลไม่เพียงทำให้เหล่าซูเปอร์ฮีโร่เป็นเพียงผู้พิทักษ์ หรือเป็นไอดอลสำหรับคนดูเท่านั้น แต่เรื่องเล่าและตัวละครที่แข็งแรงของมันกลับทำให้พวกเขากลายเป็นเพื่อน เป็นพี่ชาย และท้ายที่สุดบางคนก็กลายเป็นพ่อ ที่เราผูกพันสัมผัสได้ถึงจิตใจแห่งความเป็นมนุษย์นั่นต่างหากคือความแข็งแรงของจักรวาลภาพยนตร์มาเวลที่ยากเกินใครเลียนแบบ

 

ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่หนังมาร์เวลแต่ละเรื่องมีความโดดเด่น แตกต่างและได้ความบันเทิงแบบไม่ทิ้งคุณภาพของภาพยนตร์คือการคัดเลือกผู้กำกับที่ตาถึงมากๆ ของ เควิน ไฟกี โปรดิวเซอร์ผู้เป็นเสมือน นิค ฟิวรี่ ผู้ประสานจักรวาลภาพยนตร์ที่ผ่านมาตลอด 3 เฟส และการตัดสินใจที่เรียกได้ว่าแจ๊คพ็อตครั้งหนึ่งของไฟกี คือการเลือก แอนโธนี และ โจ รุสโซ่ เลื่อนขั้นจากผู้ช่วยผู้กำกับมาเป็นผู้กำกับเต็มตัวตั้งแต่ Captain America Winter Soldier ที่แอบใส่เรื่องการเมืองร่วมสมัยลงไป และมาทดลองทำหนังก่อนอเวนเจอร์ส อย่าง Captain America Civil War ที่เรียกได้ว่าเป็นหนังอเวนเจอร์สย่อมๆ ได้เลย

และแน่นอนเมื่อได้มาสานต่อหนังที่ใกล้ปิดท้ายเฟส 3 อย่าง Avengers : Endgame พี่น้องรุสโซ่ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง เพราะนอกจากบทภาพยนตร์ที่กลั่นกรองมาเป็นอย่างดีทั้งเหตุปัจจัยต่างๆที่บีบให้ตัวละครต้องสู้ เดิมพันที่ตัวละครจะต้องจ่ายเพื่อให้ชนะศึกครั้งนี้ที่ถูกถักทออย่างเป็นเหตุเป็นผลมากๆ จนหนังกล้าที่จะให้เรื่องราวกว่า 40% ของมันเป็นดราม่าทั้งที่คนดูต่างตั้งความหวังมาดูฉากแอ็คชั่นหรือความแฟนตาซี

แต่ดราม่าของมันกลับนำพาอารมณ์ผู้ชมไปสำรวจจิตใจและสร้างอารมณ์ร่วมกับตัวละครอย่างได้ผล โดยเฉพาะการกำกับซีนดราม่าที่เอาคอเมดีแทรกของพวกเขายังทำให้เห็นทักษะในการเล่นกับอารมณ์ผู้ชมเป็นอย่างดี ที่สำคัญมันยังสามารถเชื่อมร้อยเหตุการณ์ในหนังก่อนหน้าได้อย่างสมเหตุสมผลและน่าประทับใจมาก

 

ในส่วนดราม่าครอบครัวขอบอกว่าประเด็นที่โดนใจผมมากที่สุดหนีไม่พ้นการตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทความเป็นพ่อที่หนังทำออกมาได้ลึกซึ้งมาก โดยไม่ได้เป็นเพียงการเล่นง่ายๆ

แต่หลายปมของหลายตัวละครมันกลับทำให้เราได้กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองได้อย่างไม่น่าเชื่อว่าหากเรามีครอบครัวที่สมบูรณ์จะเอาไปเสี่ยงเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมมั้ย หรือกระทั่งการให้ความหมายของครอบครัวที่ไปไกลกว่าแค่บ้านที่มีพ่อแม่ลูกแต่เป็นมิตรสหายที่เข้าอกเข้าใจเป็นคนแบบเดียวกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่มันสามารถเชื่อมโยงและสัมผัสใจคนดูได้เป็นอย่างดีในหนังมาร์เวลตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถ้าสังเกตดีๆในหนังของมาร์เวลจะแอบแทรกดราม่าครอบครัวไว้ตลอด

ไม่เว้นแม้แต่หนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ดูหน้าหนังมุ่งขายความบันเทิงอย่าง Endgame ก็ยังใช้ดราม่าครอบครัวมาเชื่อมร้อยปมต่างๆในหนังได้เป็นอย่างดี และมันยังเป็นเหตุผลรองรับและเดิมพันครั้งใหญ่ในการต่อสู้ของตัวละครทุกตัวได้เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ครอบครัวแบบพ่อ แม่ ลูก หรือครอบครัวอเวนเจอร์สที่ผูกพันกันมากกว่าแค่มิตรสหายร่วมรบธรรมดา

อีกส่วนหนึ่งของหนังที่อยากชื่นชมคือการพยายามเปลี่ยนทัศนคติและสร้างมุมมองด้านบวกต่อเพื่อนมนุษย์ ทั้งการให้ความโดดเด่นกับตัวละครผู้หญิง ด้วยภาพลักษณ์ของนักรบที่พร้อมทั้งความงามและความกล้าหาญ รวมไปถึงบทบาทสำคัญในการประคับประคองครอบครัว หรือการให้พื้นที่คนผิวสีในหนังฮีโร่ ซึ่งแม้จะมีช่วงเวลาโชว์พลังหรือความโดดเด่นน้อยไปหน่อย แต่เรียกได้ว่าแมสเสจที่ผู้สร้างพยายามจะส่งผ่านไปยังผู้ชมก็สามารถรับรู้ได้เป็นอย่างดี

ถือเป็นการสานต่ออารมณ์ร่วมของยุคสมัยทั้งการเมืองเรื่องเพศ การเมืองเรื่องสีผิว และทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรอย่างดิสนีย์ ดูเป็นองค์กรที่มีความหลากหลายในเชิงพหุวัฒนธรรมจากคอนเทนต์ที่ผลิตมาตลอด 12 ปีนี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งสิ่งที่ผมชอบที่สุดคือแม้ชื่อภาคและการตลาดจะทำให้เราจดจ่อแค่ว่าเหล่าฮีโร่จะจัดการกับธานอสยังไง แต่ที่จริงมันกลับมีเรื่องเล่าที่สัมผัสใจ และความสนุกที่เกินพิกัดเท่าที่หนังเรื่องหนึ่งจะให้ได้จริงๆ

รีวิวหนัง Avengers : Infinity War ปกการป้องโลกจาก Thanos

Avengers : Infinity War

Avengers: Infinity War เป็นการรวมตัวของทีม Avengers +, Guardians of the Galaxy + Team, Black Panthers และอื่น ๆ เพื่อปกป้องโลกทั้งใบจาก Thanos ปีศาจสีม่วง (เฉพาะ Josh Brolin of the Brave) ภายใต้อิทธิพลพวกเขารวบรวมทั้งหมด หินที่ไม่มีที่สิ้นสุดหกก้อน (รวมถึงจิตใจวิญญาณเวลาพลังพื้นที่และความเป็นจริง) เพื่อฆ่า ประชากรครึ่งหนึ่งของจักรวาล ตอนแรกฉันคิดว่าโดยปกติแล้ว สมาชิกของ Vanguard Avengers จะรวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับผู้ร้ายด้วยกัน  ถ้าต้องลิงค์ไปธานอสพร้อมกันจะไปโผล่ที่ไหน? มาดูและทำความเข้าใจ พวกเขาแยกย้ายกองกำลังและรวบรวมเกือบทั้งทีมเมื่อสิ้นสุดจุดสุดยอดของการต่อสู้ในสนามต่างๆ ฉันไม่รู้ว่าเป็นเพราะเจตนาหรือเพราะดวงดาวทั้งหมดหลั่งไหลมารวมกันเป็นไปไม่ได้ (หรือทั้งสองอย่าง!)

 

เริ่มแรกเปิดเรื่องมาจะเจอเทพบนอวกาศก่อน นั่นคือ Thor (Chris Hemsworth) กับ Loki (Tom Hiddleston) ซึ่งต่อมาจะไปเจอกับยานของพวกทีม Guardians of the Galaxy อันได้แก่ Peter Quill (Chris Pratt), Gamora (Zoe Saldana), Rocket (Bradley Cooper), Groot (Vin Diesel), Drax (Dave Bautista), และ Mantis (Pom Klementieff) ทั้งนี้ยังไม่นับ Nebula (Karen Gillan) น้องสาว Gamora อีกหนึ่งคน ซึ่งภาคนี้ Gamora ค่อนข้างมีบทบาทสำคัญ ด้วยความเป็นลูกเลี้ยงคนโปรดของ Thanos นั่นเอง

 

Hulk หรือ Bruce Banner (Mark Ruffalo) ดูโอของ Thor จากภาคล่าสุด กลับไปโลก ฟอร์มทีมสายวิทย์กับ Tony Stark (Robert Downey Jr.) และ Dr. Strange (Benedict Cumberbatch) รวมถึงเด็กตัวจี๊ดในปกครอง (สายวิทย์เช่นกัน) ของ Stark อีกคน นั่นคือ Spider-Man (Tom Holland) หลัก ๆ ทีมนี้ต้องปกป้อง Time Stone ที่ Dr. Strange ครอบครองดูแลอยู่

 

Scarlet Witch (Elizabeth Olsen) กับ Vision (Paul Bettany) คู่จิ้นเหนือมนุษย์ภาคนี้ก็(กึ่ง)เปิดตัวเป็นคู่รักชัดเจนกว่าภาคที่แล้ว และอย่างที่รู้กัน ในตัวของ Vision ว่ามี Mind Stone อยู่ ยังไง Thanos ก็ต้องตามมาจัดการ

ทางกัปตัน Steve Rogers (Chris Evans) ไม่ปล่อยให้เพื่อนเดือดร้อน ตามมาช่วยเสริมทัพ พร้อมกับ Natasha Romanoff (Scarlett Johansson) และ Falcon (Anthony Mackie) อ้อ… และจริง ๆ จะมี War Machine (Don Cheadle) ด้วยอีกคน เกือบลืม เพราะบทแต่ละคนเยอะกว่าปู่ Stan Lee แค่นิดเดียวจริง ๆ

ส่วน Bucky Barnes (Sebastian Stan) อยู่ที่ Wakanda กับฝ่าบาท T’Challa (Chadwick Boseman) ซึ่งก็จะมีเจ้าหญิง Shuri (Letitia Wright) กับนายพล Okoye (Danai Gurira) ที่จะมีซีนบ้างตามอัตภาพ

ส่วน Ant-Man กับ Clint Barton ไม่มา ติดสัญญาอยู่กับครอบครัว (ซึ่งชีวิตจริง จากเนเจอร์เท่าที่เห็นมาจากหนังก่อน ๆ ของมาร์เวล เราว่าเป็นไปได้ยากมากที่สองคนนี้จะปล่อยให้โลกหรือเพื่อนของเขาต้องต่อสู้กับ Thanos โดยที่เขาไม่เข้าไปเอี่ยวด้วย)

 

สำหรับจำนวนฮีโร่และแบ็คอัพฮีโร่อันมากมายเป็นโหล ๆ อย่างน่าเห็นใจ และเวลาสองชั่วโมงครึ่ง ก็ต้องถือว่าผู้กำกับสองพี่น้องรุสโซ่ Anthony และ Joe Russo (จาก Captain America) พยายามกระจายบทและบาลานซ์หนังได้ดีเท่าที่เขาคงจะทำได้แล้วล่ะ ผลลัพธ์ออกมาก็ยังเป็นหนัง Avengers ที่สนุกมากอยู่ ยังตอบโจทย์ความมัน(ส์)สะใจ บู๊ล้างผลาญมหาประลัย ความบันเทิง

รวมถึงมุกตลกสไตล์มาร์เวล ได้อย่างครบครัน (แถมบางแก๊งนี่เหมือนไม่ได้ตั้งใจจะมารบ แต่ตั้งใจมาเพื่อเล่นตลกโดยเฉพาะมากกว่า) ชนิดที่สาวกคงถูกใจ หรือคนที่ไม่ใช่ติ่งได้ดูก็ไม่น่าจะรู้สึกเสียดายตังค์

แต่ถ้าเอาตามที่บางคนอวยว่า นี่คือหนังฮีโร่มาร์เวลที่ดีที่สุด อันนี้เราแอบไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่ คือเราไม่ได้รู้สึกว่ามันพีคขนาดนั้น เรารู้สึกว่าหลาย ๆ เรื่องก่อนหน้ายังดีกว่า อย่างน้อย ๆ ก็ Black Panther แล้วล่ะอันหนึ่ง (แต่จะว่าไป ก็เห็นมีคนพูดว่า “หนังมาร์เวลที่ดีที่สุด” ทุกครั้งเวลาที่มีหนังมาร์เวลใหม่ ๆ เข้าฉาย) หรือถ้าเปรียบเทียบเฉพาะกับ Avengers ด้วยกัน เรายังชอบสองภาคก่อนหน้ามากกว่าอยู่ดี แม้แต่ภาคแรกที่ตัวร้ายยังเป็นแค่เทพกิ๊กก๊อก (Loki) เราว่าอะไร ๆ มันก็ยังดูลงตัวกว่านี้

 

จริง ๆ แอบรู้สึกด้วยว่า Captain America: Civil War (ที่สองพี่น้องรุสโซ่กำกับเช่นกันนี่ล่ะ) ยังมีความเป็นหนัง Avengers มากกว่า Infinity War ภาคนี้ เรารู้สึกว่า Infinity War เหมือนหนังของ Thanos มากกว่าหนังของ Avengers ซึ่งเอาจริง เราชอบนะที่ทำให้เขาเป็นตัวร้ายที่มีมิติ มีมุมของคนเป็นพ่อ มีมุมรักโลก มีเป้าหมายและอุดมการณ์ที่ยังมีความเป็นมนุษย์ ฯลฯ จนแอบคิดไปอีกว่า

ถ้าตอนแรกทำเป็นหนัง Thanos ไปเลย แล้วให้พวก Avengers มาเป็นอุปสรรค (หรือพูดง่าย ๆ ก็ตัวร้าย) ของ Thanos ไปเลย อาจจะออกมาดีหรือเต็มที่สักทิศสักทางกว่านี้ก็ได้ (แต่ก็เข้าใจนะว่า Avengers มีดาราแม่เหล็กมากมายที่ยังไงก็ต้องเอามาใช้ให้คุ้ม)

 

อย่างไรก็ตาม ภาคนี้ฉลาดในการทำ ending เหมือนรู้ดีว่าจบแบบนี้คนจะอิน จะหน่วง จะตราตรึง จะอยากดูภาคต่อทันที คือเขาเล่นกับความรู้สึกของคนดู ทั้งเรื่องจะขึ้นจะลง จะเฉยจะพีคหรือไม่ยังไงไม่รู้ แต่พอจบแบบนี้ปุ๊บ โอ้โห… โลกจดจำ แล้วเค้าตั้งใจเลยว่าจะให้คนดูออกจากโรงด้วยความรู้สึกนี้แหละ… ภาคนี้จึงมี end credit แค่ตัวเดียวที่นาทีท้ายสุดเลย และยังเป็น end credit ที่ยังรักษาต่อยอดความสดของตอนจบนั้นไปอีก