รีวิว The Expanse SS1-4 ซีรีส์แนวไซไฟสุดยิ่งใหญ่ ของ Amazon Prime

รีวิว The Expanse

The Expanse (ดิเอ็กซ์แพนซ์) ซีรีส์แนวไซไฟระดับมหากาพย์ของ Amazon Prime เรื่องราวของจุดกำเนิดเฟิร์สคอนแทคกับสิ่งมีชีวิตนอกพิภพ ที่ยิ่งใหญ่ลึกล้ำเกินจินตนาการกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจได้ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามระหว่างดวงดาวที่มีเดิมพันถึงขั้นจุดจบของมวลมนุษย์ชาติ

ด้วยความที่ซีรีส์เรื่องนี้มีมายาวนาน 5 ปีแล้วกับ 4 ซีซั่น และก็โด่งดังมากในต่างประเทศ แต่ที่ไทยอาจจะไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนัก ทั้งๆ ที่เคยลง Netflix มาก่อนด้วยเหมือนกัน รีวิวนี้จึงขอเท้าความเรื่องราวความเป็นมาของเรื่องนี้ก่อนจะมาอยู่ที่ Amazon Prime คร่าวๆ ให้ได้เข้าใจกันก่อนว่ามันเป็นมายังไงถึงได้ย้ายค่ายจนมาอยู่ที่ Amazon ได้ที่สุดครับ

Daniel Abraham (ซ้าย๗ Daniel Abraham (ขวา) สองนักเขียนที่ร่วมกันแต่งเรื่องนี้ในนามปากกา James S.A. Corey
ซีรีส์เรื่องนี้สร้างมาจากนิยายในชื่อเดียวกันของ James S.A. Corey ที่เป็นนามปากการ่วมของนักเขียนผู้แต่งเรื่องนี้สองคน Daniel Abraham กับ Ty Franck ทั้งคู่อาศัยอยู่ในรัฐนิวเม็กซิโก ของอเมริกา

โดยมีผลงานนวนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องแรกในซีรีส์ วางจำหน่ายเมื่อปี 2011 และก็ได้ผลตอบรับดีเยี่ยมทันที จนถึงขั้นได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Hugo Award for Best Novel ปี 2012 และรางวัล Locus Award ปี 2012 สำหรับนวนิยายแนววิทยาศาสตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นตัวการันตีความเยี่ยมยอดของเรื่องนี้ได้ และทั้งคู่ก็ได้ปล่อยผลงานต่อเนื่องในซีรีส์ชุดนี้มาต่อเนื่องติดๆ กันแทบทุกปี Caliban’s War (2012), Abaddon’s Gate (2013) และอื่นๆ จนถึงตอนนี้คือเล่ม 9 กำลังวางขายปี 2021 ในชื่อ Leviathan Falls ที่ยังคงเป็นเรื่องราวต่อเนื่องกันมาทั้งหมดตั้งแต่เริ่มแรกและมาสิ้นสุดที่เล่มนี้เป็นเล่มสุดท้าย (ดูเว็บไซต์หลักของผู้แต่งที่นี่)

ในส่วนของซีรีส์ชุดนี้ถูกสร้างขึ้นและฉายครั้งแรกปี 2015 บนช่อง Syfy เคเบิลของอเมริกาที่เน้นแนวไซไฟของเครือ NBC โดยมีผู้สร้าง Mark Fergus กับ Hawk Ostby ที่เป็นผู้เขียนบทเรื่อง Children of Men ที่ได้เข้าชิงออสการ์สามรางวัล ของผู้กำกับ Alfonso Cuarón ที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นเชื่อเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่าเขาคือผู้กำกับเรื่อง Gravity คงร้องอ๋อกันด้วยความสมจริงของฟิสิกส์ในห้วงอวกาศมากกว่าเรื่องไหนๆ ที่เคยมีมาทั้งหมด ซึ่ง The Expanse เองก็ยึดถือแนวทางนี้ไว้ด้วยเช่นกัน

โดยซีรีส์ก็เคารพนิยายและทำตามลำดับเรื่องที่เกิดขึ้นต่อเล่มเรียงเหมือนกันหมด ตั้งแต่ซีซั่น 1 จนปัจจุบันถึงซีซั่น 4 และซีซั่น 5 กำหนดฉาย 16 ธันวาคม 2020 ครับ

 

บาคาร่า ufabet 

รีวิว Made For Love ซีรีส์แนวตลก ไซไฟที่สำรวจเรื่องราวความรัก

รีวิว Made for Love

ซีรีส์ไซไฟ ซีรีส์แนวตลก คอมเมดี้ของ HBO เรื่อง Made for Love (สร้างมาเพื่อรัก) บอกเล่าเรื่องราวของคู่รักมหาเศรษฐี ชายคนนี้วางชิปบนหัวภรรยาของเขาและมองทุกอย่างในชีวิตจนเธอต้องหาทางกำจัดอาการป่วยทางจิตของเขา Born for Love Cabbage 1 Series Black Mirror

นี่คือเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ Byron Gogol มหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของโลก (รับบทโดย Billy Magnussen) เป็นโรคต่อต้านสังคม ดังนั้นเขาจึงสร้างโลกส่วนตัวที่เรียกว่า HUB และสร้างทุกอย่างให้กับภรรยาของเขา Hazel Green (รับบทโดย Cristin Milioti)

ซึ่งแต่งงานกันมา 10 ปีเธอไม่เคยออกจากฮับแม้แต่ก้าวเดียวด้วยการสื่อสารภายนอก จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้ตระหนักว่าเธอกำลังจะฝังชิปที่เรียกว่า “Made for Love” (สร้างมาเพื่อความรัก) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ล่าสุดของ บริษัท ที่สามีของเธอก่อตั้งขึ้น แนวคิดของคู่รักติดอยู่กับชิปที่สามารถรู้สึกได้ทุกอย่างเกี่ยวกับอีกฝ่ายและยังสามารถมองเห็นได้ผ่านสายตาของอีกฝ่าย (เช่นเดียวกับกล้องสอดแนม) เฮเซลไม่สามารถยืนได้ และตัดสินใจที่จะหลบหนีออกจากฮับได้สำเร็จเธอไม่รู้ว่าชิปได้รับการฝังในสมองของเธอแล้ว

ซีรีส์นี้ไม่ใช่กระจกดำสนิท เพราะเน้นไปที่คอเมดี้ด้านมืดมากกว่านิยายวิทยาศาสตร์เกือบทุกเรื่องเต็มไปด้วยมุขตลกเบา ๆ ส่วนใหญ่เป็นความมั่งคั่งที่น่าขันของคนรวยต่อต้านสังคมของ Byron Gogol ซึ่งมีนามสกุลคือ Gogol นอกจากนี้ยังสร้างเรื่องตลกใน Google เนื่องจาก บริษัท ของ Byron เอง เป็นผู้นำของเทคโนโลยีทั้งหมด พวกเขาร่ำรวยมากจนไม่รู้ว่าจะรวยได้อย่างไรดังนั้นพวกเขาจึงใช้เงินไปกับเรื่องบ้าๆเช่นฮับหรือบ้านที่เต็มไปด้วยการแสดงเสียงเซอร์ราวด์ที่สมจริง คุณจึงไม่ต้องออกไปข้างนอก มันฟังดูดีที่จะเปลี่ยนทิวทัศน์ไปยังสถานที่ใด ๆ ในโลกในทันที แต่จริงๆแล้วนี่คือคุกของมหาเศรษฐีที่ใช้จ่ายทุกอย่าง มีปลาโลมาในบ่อของตัวเอง จากนั้นใส่เมียอย่างเฮเซลปฏิบัติต่อราวกับตุ๊กตาถูกจองจำด้วยแผนชีวิตทุกอย่าง ฉันยังเลือกอาหารเองไม่ได้ นอกจากนี้ยังแอบสอดส่องชิปคู่รักที่แนบมากับภรรยาเท่านั้น ปรากฎว่าเฮเซลกำลังจะทำอะไรเขาสามารถมองเห็นทุกอย่าง

สรุป

ซีรีส์แนวตลกไซไฟที่สำรวจเรื่องราวความรักผิดปกติผ่านโลกเทคโนโลยีได้ฮามากๆ เป็นตลกแนวดาร์คเสียดสีสังคมกับเทคโนโลยีด้านลบเหมือนซีรีส์แบล็คมิเรอร์ แต่เรื่องไม่ได้เน้นเรื่องไซไฟอะไรมาก บทเน้นตลกไม่ได้เครียด มีความบันเทิงชวนขำได้เรื่อยๆ พร้อมกับแฝงดราม่าเรื่องราวความสัมพันธ์ครอบครัวที่พ่อมีเมียใหม่เป็นตุ๊กตายางดูเหมือนโรคจิต แต่กลับเป็นความรักอีกแบบที่ชวนให้คิดถึง “คู่รักสังเคราะห์” ว่าเป็นสิ่งทดแทนเยียวยาจิตใจได้ดีเช่นกัน

 

Made For Love  

รีวิวซีรีส์ The Nevers X-Men เวอร์ชั่นผู้หญิง จาก จอส วีดอน

รีวิว The Nevers

Nevers X-Men เวอร์ชันผู้หญิงของ HBO เปิดตัวซีรีส์แฟนตาซีวิคตอเรียนเรื่องใหม่ เรื่องราวเกี่ยวกับการตื่นตัวของมหาอำนาจที่เรียกว่า “ย้าย” พลังเหล่านี้ได้กลายเป็นอันตรายร้ายแรงและอนาคตใหม่ของโลกไปพร้อม ๆ กัน นิยายชุดไม่อิงนิยาย แต่มาจากผู้สร้างชื่อดัง John Wydon ผู้กำกับ Marvel’s Avengers “Justice League” ของ ZACK SNYDER กำลังมีการทำละครทางช่อง HBO และมีหน้าที่เปลี่ยนงานใหม่ของแซค ดูหมิ่นเนื้อเรื่องดั้งเดิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการข่มขู่คุกคามนักแสดงผิวดำเรย์ (Ray) ที่รับบทเป็นไซบอร์กในเรื่อง ตัวอย่างนี้และ “Wonder Woman” (วันเดอร์วูแมน) ของ Gal Gadot ถือเป็นหนังตลกที่คุกคาม (บทบาทใน “Wonder Woman”) จนกว่า Gal จะไม่เล่นตัวละครนี้ ภัยคุกคามอีกประการหนึ่งสำหรับ Gal Gadot ในอนาคตขยายไปถึง

ปัญหานี้ซึ่งเป็นปัญหาที่ร้ายแรงมาก ความจริงที่เขาสั่งคือซีรีส์ตัวละครเอกหญิง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือพยายามแก้ไขภาพลักษณ์ในอดีตตัวละครหญิงในเรื่องนี้โดดเด่นโดยไม่มีเรื่องตลกเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ (แต่บนอินเทอร์เน็ต Verdon ยังคงถูกทิ้งระเบิดและเขาก็โหวตให้มันอยู่ดี)

ประเด็นหลักของเรื่องนี้คือกลุ่มประเทศมหาอำนาจขัดแย้งกับความเชื่อที่แตกต่างกัน พล็อตเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ นี่คือความเข้าใจโดยตรงเกี่ยวกับพลังและพล็อตซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นเบาะแสจาก X-Men ของวิคตอเรีย ช่วงนี้อยู่ในยุครุ่งเรืองของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์ มันนำพลังพิเศษที่สามารถสอดแทรกไปยังปมปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกในยุคนี้ประวัติศาสตร์แบบผสมผสานก็เหมือนกับห้องโดยสารระดับเฟิร์สคลาสของ X-Men ที่เคยใช้มาก่อน

ด็กที่มีพลังตัวโตเป็นยักษ์จุดเทียบให้เห็นชัดๆ เลยคือ สถานที่เหมือนบ้านพักของเหล่าผู้หญิงผู้มีพลังพิเศษ ที่รวบรวมเอาเด็กที่พ่อแม่ไม่ยอมรับการมีพลัง และถูกมองว่าผีสิงบ้าง คนนอกคอกบ้าง มารวมไว้ที่นี่ โดยมีเจ้าของบ้าน ลาวิเนีย บิดโลว์ (รับบทโดย Olivia Williams) หญิงสูงวัยผู้เป็นคนในตระกูลดังของอังกฤษ และเธอก็คนพิการนั่งรถเข็น มาเป็นนายทุนผู้สนับสนุนบ้านพักหลังนี้ เพื่อเป็นที่พักพิงและหาทางให้สังคมยอมรับพวกเธอ โดยเธอเองก็อาจจะเป็นผู้มีพลังพิเศษด้วย (แต่ยังไม่ได้ถูกเปิดเผยพลังในตอนนี้) ซึ่งก็เหมือนกับ ชาร์ล เซเวียร์ / ศาสตราจารย์ เอ็กซ์ แทบจะตรงกันเป๊ะๆ แต่เปลี่ยนมาเป็นผู้หญิงเท่านั้น

นายหญิงของเรื่องผู้สร้างบ้านพักรวมผู้หญิงที่มีพลังพิเศษ
นอกจากนี้พลังพิเศษในเรื่องก็มีความคล้าย เอ็กแมน กันตั้งแต่แรก อย่างตัวละครใช้ไฟ ความเย็น ซึ่งโอเคอาจจะเข้าใจว่านี่เป็นธาตุพื้นฐาน แต่เรื่องนี้ก็มีการแบ่งฝ่ายความเชื่อ ตัวดีกับตัวร้าย ซึ่งความเย็นก็อยู่ฝ่ายดี ไฟก็อยู่ฝ่ายตัวร้าย แบบเดียวกับไอซ์แมนกับไพโร ซึ่งไม่น่าใช่เรื่องบังเอิญ

นอกจากเรื่องพลังแล้ว แนวคิดเรื่องพลังพิเศษของเรื่องนี้เป็นทั้งคำสาปและพรสวรรค์ ที่ทำให้สังคมไม่ไว้ใจ รัฐบาลก็กำลังหาทางจัดการควบคุมในเรื่องนี้ เพราะมองว่าเป็นภัยกับความมั่นคงของประเทศหรือของโลกเลยก็ว่าได้ ซึ่งทำให้คนที่มีพลังพิเศษในเรื่องนี้กลายเป็นพวกโดดเดี่ยว แปลกแยก และมีปัญหาการอยู่ร่วมกับสังคม รวมถึงถูกแอนตี้จากสังคมเมื่อพลังพิเศษที่ถูกซ่อนไว้เปิดเผยออกมา ฝ่ายตัวเอกกับตัวร้ายก็พยายามค้นหาผู้มีพลังแข่งกัน และตัวละครที่มีพลังค้นหาผู้มีพลังด้วยกันก็กลายเป็นปมหลักของเรื่องราวในซีซั่นนี้ ซึ่งก็เทียบเคียงเรื่องราวในแบบเดียวกับเอ็กแมน ได้แทบทั้งหมดเลย

The Nevers