รีวิวซีรีส์ Love Alarm ss2 (2021) สัญญาณแจ้งเตือนรัก ภาค 2

รีวิวซีรีส์ Love Alarm 2 (2021) สัญญาณแจ้งเตือนรัก ภาค 2

Love Alarm ss2 Netflix รีวิว แอปเลิฟเตือนรัก ซีรีส์ดัดแปลงจาก Webtoon ชื่อดังของเกาหลี เรื่องราวความรักสามเส้าของหญิงหนึ่งชายสองที่สืบเนื่องจากซีซันแรก ที่ชีวิตของพวกเขาต้องวุ่นวายเพราะเลิฟอลาม แอปที่จะทำให้ผู้ที่ดาวโหลดมาใช้สามารถรับรู้ได้ว่าภายในรัศมี 1 เมตรนั้นมีใครที่กำลังแอบชอบคุณอยู่ แล้วยังทำให้คนอื่นรับรู้ได้ว่าคุณกำลังแอบชอบเขาหรือไม่

สามารถรับชมซีซันทั้ง 6 ตอนจบได้แล้วใน Netflix ครับ และมีพากย์ไทย ซึ่งพากย์ไทยได้ดีมากด้วย ส่วนบทสรุปของความรักว่า ใครจะได้คู่กับใคร ในรีวิวด้านล่างสุดมีซ่อนสปอยตอนจบไว้ หากใครอยากรู้ กดเข้าไปดูข้างในได้เลยครับ

สำหรับรีวิวจากภาคแรก

รีวิว Love Alarm Netflix แอปเลิฟเตือนรัก เมื่อเรื่องความรักอาจใช้เทคโนโลยีไม่ได้

ตัวละคร
นางเอกของเรื่อง คิมโจโจ (แสดงโดย คิมโซฮยอน) สาวน้อยที่ชีวิตต้องเผชิญมรสุมตั้งแต่เด็ก มีปมเรื่องครอบครัวที่เสียชีวิตไปหมดจากการฆ่าตัวตายทั้งครอบครัวเมื่อครั้งอยู่ที่เกาะเซจู ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปมฝังใจลึก จนยากที่จะมีความสัมพันธ์แบบคนปกติได้

เพื่อที่จะระบายอดีตของตนเอง เธอจึงกลายมาเป็นนักวาดบนอินเทอร์เน็ต สร้างผลงานภาพวาดที่ชื่อว่า “เดอะ ริงกิ้ง เวิร์ล” จนเป็นกระแสโด่งดัง มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก แต่กลายเป็นว่าผลงานของเธอกลับมีส่วนกระตุ้นให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตตามมา เพราะถูกคนบางกลุ่มตีความเป็นคำทำนายจนเกิดเหตุฆาตกรรมไปหลายคน ในที่สุดเธอจึงยอมเปิดเผยเรื่องราวแท้จริงของริงกิ้งเวิร์ลว่ามาจากชีวิตของเธอเอง

บทสรุปความรักสามเส้าสุดดราม่า 1อีฮเยยอง (แสดงโดย จุงคารัม) ชายหนุ่มผู้หลงรักโจโจอย่างหมดใจมาตั้งแต่สมัยเรียน เขายังเป็นเพื่อนรักตั้งแต่ สมัยเด็ก ของซอนโอด้วย เป็นคนจิตใจดีและซื่อตรงมาก แม้เขาจะรู้ว่าโจโจชอบซอนโอมากกว่า แต่ภายหลังเขาก็ตัดสินใจที่จะรอให้เลิฟอลามของโจโจต่อไปโดยไม่สนใจว่าเขาอาจจะต้องรอเก้อก็ตาม หลังจากเรียนจบ เขาก็เข้าทำงานในบริษัทที่พัฒนาเลิฟอลาม ซึ่งในซีซันสองเราจะได้เห็นเขาพัฒนาความสัมพันธ์หวานชื่นกับโจโจมากขึ้นเรื่อยๆทุกที

บทสรุปความรักสามเส้าสุดดราม่า 2ซอนโอ (แสดงโดย ซองคัง) นายแบบหนุ่มสุดฮอต เพื่อนสนิทของฮเยยอง และเป็นคนรักเก่าของโจโจในสมัยเรียนมัธยม เขากลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง แม้ว่าปัจจุบันจะคบหากับยุคโจซึ่งเป็นนางแบบชื่อดัง แต่เขายังคงไม่ลืมรักแรกคือโจโจ กระทั่งเขาได้กลับมาพบเธออีกครั้ง เรื่องราวรักสามเส้าสุดดราม่าวุ่นวายระหว่างหญิงหนึ่งชายสองจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง

รีวิว Love Alarm ss2 (Netflix) แอปเลิฟเตือนรัก บทสรุปความรักสามเส้าสุดดราม่า 3ซอนด็อกกู เพื่อนสมัยเรียนของ โจโจ เนื่องจากสมัยเรียน โจโจเคยช่วยเขาไว้ เขาจึงยอมเปิดใจให้ ที่จริงแล้วเขาคือผู้สร้างเลิฟอลามตัวจริง แรงบันดาลใจของเขามาจากการที่เขาแอบหลงรักพัคกุลมี แต่แสดงออกไม่เก่ง ภายหลังเขาช่วยเหลือโจโจด้วยการให้ฟังชั่นโล่และหอก เพื่อช่วยแก้ปัญหาชีวิตรักของเธอ แล้วเพื่อเป้าหมายแท้จริงของเขาก็คือต้องการยกเลิกเลิฟอลาม 2.0 ที่ ไบรอัน ชอน พี่ชายของเขาปล่อยออกมา

 

สำหรับภาคต่อของ Original Series Netflix ของเกาหลี ซึ่งเป็นเรื่องแรกที่ Netflix ออกทุนสร้างโดยตรง แล้วจบเรื่องแบบโคตรจะค้างคาเอาไว้ในซีซันแรก สำหรับความรักสามเส้าสุดดราม่าของตัวละคร และฉากจบในแบบระเบิดลง ซึ่ง เปิดเรื่อง ในซีซันสองมา จะไม่ได้เริ่มต้นจากฉากจบของซีซันแรกเลยนะครับ แต่จะเป็นการเล่าย้อนกลับไปเล็กน้อย เพื่อให้เราได้เห็นว่า ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ในฉากจบภาคแรก ตัวละคร ได้เติบโตและใช้ชีวิตกันยังไงบ้าง รวมถึงความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นระหว่าง โจโจและฮเยยอง ที่กำลังหวานชื่นเต็มที่

แต่แล้วเรื่องราวทั้งหมดก็กลับมาดราม่าทันทีหลังจากซอนโอกลับเข้ามาในชีวิตของทั้งคู่ ซึ่งตัวซอนโอเองก็ไม่ได้มาคนเดียว แต่มาพร้อมกับแฟนสาวที่เป็นนางแบบดังคือ ยุคโจ ในขณะที่ตัวซอนโอเองก็มีความตึงเครียดในชีวิตจากความกดดันหลายอย่างทั้งในเรื่องหน้าที่การงานและการต้องลงเล่นการเมือง

แล้วในซีซันสองยังมีการเริ่มต้นเลิฟอลาม 2.0 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยเฉพาะการใช้ระบบที่ทำให้ส่วนของลิสต์รายชื่อผู้ที่อาจจะชอบ แต่มันกลับทำให้ผู้คนหมกมุ่นกับการใช้งานเลิฟอลามกันมากขึ้น จนกลายเป็นตัวชี้นำความรักและความคิดอ่านของผู้คนในสังคมไปด้วย

บทสรุปความรักสามเส้าสุดดราม่า 5ซีซันสองมีจุดเด่นหลายอย่างที่น่าสนใจ ที่ดูเหมือนว่าทีมสร้างจะพยายามขยายการเล่าเรื่องราวให้ลุ่มลึกขึ้น และเล่นประเด็นทางสังคมกับด้านมืดของเทคโนโลยีเพิ่มเติม มีบางฉากที่ดูแล้วเหมือนเรากำลังดูเรื่องแนวดาร์กเทคโนโลยีแบบ Black Mirror เลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่เลิฟอลามที่เป็นหนึ่งในปมสำคัญของซีรีส์ รวมถึงการ์ตูนที่โจโจวาดบนออนไลน์เรื่อง เดอะริ้งกิ้งเวิร์ล ที่กลายเป็นชนวนเหตุด้วย ซึ่งการใส่และขยายปมเรื่องด้านมืดของเทคโนโลยีเข้ามานี่เอง ทำให้เรื่องราวดูมีน้ำหนักและน่าติดตามมากกว่าเดิม เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ซีรีส์เรื่องนี้ก็จะมีแต่เรื่องราวรักสามเส้ากับดราม่าชีวิตรันทดของนางเอกเท่านั้นเอง

ยังมีอีกจุดหนึ่งที่ ต้องชม คือ การเขียนบทมิตรภาพเพื่อนผู้ชายระหว่าง ฮเยองและซอนโอ ทำออกมาได้ค่อนข้างดี ดูแล้วเชื่อลงว่า สองคนนี้เป็น พื่อนสนิท กันมานานจริงๆ ถึงแม้จะมีปัญหาเรื่องผู้หญิงเข้ามาแทรก จนกลายเป็น รักสามเส้า สุดดราม่า แต่ท้ายที่สุดมิตรภาพของพวกเขาก็ยังคงอยู่

ตัวซีรีส์ได้เพิ่มประเด็นการสะท้อนสังคม ที่ราวกับจงใจจิกกัดสังคมจริงๆของโลกเราในเวลานี้ในหลายแง่มุม แม้ว่าเลิฟอลามจะมีความโอเวอร์ในตัวของมันเอง ทั้งการทำงานของเอไอและอื่นๆ แต่ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้ไม่กี่ปีต่อจากนี้ อาจจะมีการพัฒนาแอปลักษณะนี้ขึ้นมาใช้งานจริงก็ได้ เมื่อถึงเวลานั้น มันก็อาจจะกลายเป็นตัวชี้นำความคิดของผู้คนในสังคมได้เหมือนที่ในซีรีส์นำเสนอว่ามันทำให้คนเราหมกมุ่นกับมันมากเกินไป

รีวิว Love Alarm ss2 (Netflix) แอปเลิฟเตือนรัก บทสรุปความรัก สามเส้า สุดดราม่า 6อีกข้อที่น่าสนใจคือ มีการพูดถึง ประเด็น การใช้ เลิฟอลาม ในทางการเมือง จะเป็นยังไงถ้าหากว่ามันทำให้บรรดานักการเมือง ศิลปิน หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง ต้องเสียชื่อ เพราะตัวเลิฟอลามดันไปดังขึ้นบนเครื่องของผู้หญิงหรือผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่สามีภรรยาของตนเอง มันคงจะกลายเป็นประเด็นดังที่ผู้มีอำนาจนำมาใช้งานแน่นอน ซึ่งซีรีส์ก็มีการหยิบยกเรื่องนี้มาเล่นอยู่ เพียงแต่เล่นไม่สุดเท่านั้น

ส่วนจุดด้อยยังคงมีมากมาย โดยเฉพาะการเดินเรื่องที่ ค่อนข้าง มีฉากยืดและใช้แฟลชแบ็กย้อนอดีตแทรกเป็นระยะเยอะมาก อีกทั้งบรรดาคาแรคเตอร์ตัวละครส่วนใหญ่ก็ดูแล้วไม่ค่อยสมจริงเลย มีความเป็นการ์ตูนผู้หญิงตามสูตรสูงมาก แต่ก็อย่างว่า เพราะต้นฉบับมาจาก Webtoon ตัวบทและการเดินเรื่องก็มีความโอเวอร์มากไปนิดเหมือนละครไทยน้ำเน่าที่เต็มไปด้วยมุกบังเอิญได้ยิน หรือตัวละครบังเอิญเจอกันหลายครั้ง อีกจุดหนึ่งที่น่าเสียดายคือ มีการสร้างปมไว้เยอะหลายประเด็นมาก แต่ใช้งานไม่คุ้ม เพราะบทสรุปอยู่ที่ความรักของตัวละครเป็นหลักเท่านั้นเองจริงๆ

 

สปอยตอนจบ 

ในที่สุด โจโจ ก็รู้ใจตัวเองใน ตอนสุดท้าย เธอและซอนโอได้ เคลียร์ใจ ต่อกัน แล้วเดินหน้าต่อไปตามเส้นทางความรักและชีวิตของแต่ละคน แล้วโจโจก็ได้คู่กับ ฮเยยอง ในที่สุด ถึงแม้เธอจะยังไม่สามารถทำให้เลิฟอลามของเธอดังขึ้นบนมือถือของเขาได้เพราะฟังก์ชั่นโล่ที่ป้องกันไว้ แต่นั่นไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะเธอเลือกเขาแล้ว ส่วนซอนโอ ก็เลือกที่จะกลับไปขอคืนดีกับยุคโจ แม้ว่าเขาจะยังทำให้เลิฟอลามอีกฝ่ายดังไม่ได้ แต่คราวนี้เขาก็ตั้งใจว่าจะมาหาเธอตลอดเพื่อสักวันมันจะได้ดังขึ้นจริงๆ

ตอนสุดท้าย โจโจได้มาปรึกษากับด็อกกู เรื่องของ เลิฟอลาม ด็อกกู อธิบาย ง่ายๆว่า สาเหตุที่โจโจไม่เคยมั่นใจใน ตัวเองว่าเธอรักใคร กันแน่ แม้แต่ตอนนี้ที่ เธอคบหากับฮเยยอง แล้ว แต่ส่วนหนึ่งเธอก็ยังมีความคาใจอยู่เกี่ยวกับเลิฟอลาม ด็อกกูจึงให้ตัวล็อก (ตัวบันทึก) การทำงานของเลิฟอลามที่โจโจมีกับคนอื่น แต่เนื่องจากเป็นเทปรุ่นเก่า เมื่อ โจโ ฉมาเปิดฟังกับฮเยยอง มันจึงไม่ทำงาน ทั้งสองคน ก็ไม่คิดอะไรมาก ออกไปกินข้าวกัน แต่แล้วตัวล็อกก็เฉลยทุกอย่างว่า สิ่งที่โจโจคาใจ มาตลอดว่า เลิฟอลาม ของเธอจะเป็นยังไงหากไม่ได้ใช่โล่กันไว้นั้น แท้จริงแล้ว ตลอดเรื่องราวของ ซีซันนี้ ที่เธอกับเขาใช้เวลาร่วมกัน ทั้งหมดนั้นทำให้ เลิฟอลามแจ้งเตือน มาตลอด ซึ่งเรื่องนี้ก็เหมือนที่ด็อกกูพยายามบอกกับโจโจเช่นกันว่า มันดูออกง่ายมากๆว่าโจโจรักใคร เหมือนกับที่ลึกๆแล้วซอนโอก็ดูออกเช่นกันว่า คนที่โจโจรัก สุดท้ายก็ไม่ใช่เขาแล้ว

ที่จริงแล้ว บทสรุป ของเรื่องราว มันก็ได้ ซับซ้อน อะไรนัก ก็เหมือนที่ ด็อกกู บอกไว้ในเรื่องว่า คนเราพึ่งพาเครื่องจักรมาเกินไปหน่อย แม้มันจะมีประโยชน์และเราก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยงมันได้ก็ตาม แต่แท้จริงแล้วคนเราหากชอบใคร สิ่งที่ทำก็แค่บอกออกไป ถ้าทำไม่ได้ ก็แค่ลองทำซ้ำๆ เขียนถึงกันก็ได้ สักวันมันก็อาจจะกลายเป็นของจริงไปเอง ที่สำคัญที่สุดคือ เรามีความตั้งใจจะทำแบบนั้นหรือไม่ขนาดไหน

จัดว่านี่เป็นอีกหนึ่งซีรีส์เกาหลีของ Netflix ที่แม้ว่าด้านเนื้อหาและองค์ประกอบต่างๆจะยังคงใช้แบบสูตรสำเร็จ แต่ก็มีความพยายามพัฒนาบทและต่อยอดความสำเร็จจากภาคแรกให้ไปไกลกว่าเดิม รวมถึงการกล้าเล่นประเด็นด้านมืดของเทคโนโลยีมากขึ้น แต่ใครจะดูเพื่อเอาความฟินๆจิ้นๆ ในสไตล์รักสามเส้าของเกาหลีแบบเดิมๆก็สามารถดูได้เพลินๆครับ

 

สรุป

บทสรุปของเรื่องราวความรักสามเส้าสุดดราม่า ที่บอกให้ผู้คนเลิกยึดติดเรื่องหัวใจกับเทคโนโลยีเกินไป เพราะบางครั้งเรื่องหัวใจมันง่ายกว่าที่เราคิด นำเสนอในหลายมิติมากขึ้น บทสรุปสวยงาม แต่เดินเรื่องยืดยาดเกินไปหน่อย ปมต่างๆ ถูกสร้างไว้เยอะแต่ใช้ไม่คุ้มเท่าไหร่

 

การเล่าเรื่องครีเอทและมีชั้นเชิงมากขึ้น
นักแสดง หล่อสวย ดูเพลินตาดี บทหวาน ชวนฟิน มีกระจายกว่า ซีซันแรก
งานสร้าง และ โปรดักชั่นสวย เพลงประกอบเพราะ แค่ฟังอย่างเดียวก็เพลินแล้ว
เล่นประเด็น เรื่องความรู้สึก ของคนกับ เทคโนโลยี ได้ดี
ใส่ความเป็น ทริลเลอร์ไซไฟ เข้ามาเพิ่มได้น่าสนใจ ชนิด ที่สามารถเอา ประเด็นนี้ ไปทำซีรีส์แยกเลยยังได้
มีพากษ์ไทย ทีมเดียวกับ ซีซันแรก
จุดด้อย

คาแรคเตอร์ตัวละคร ส่วนใหญ่ ดูไม่สมจริงเลย มีความเป็นการ์ตูนผู้หญิงตามสูตรสูงมาก
บทมีความโอเวอร์มากไปนิดเหมือน ละครไทย น้ำเน่าที่เต็มไปด้วย มุกบังเอิญ ได้ยิน
เดินเรื่องยืดยาดหลายฉาก ใส่แฟลชแบ็ก มากเกินไป
สร้างปมไว้เยอะ แต่ใช้ไม่คุ้ม

ดูหนังออนไลน์

รีวิวซีรีส์ Love Alarm ss2 (2021) สัญญาณแจ้งเตือนรัก ภาค 2

รีวิวซีรีส์ Love Alarm 2 (2021) สัญญาณแจ้งเตือนรัก ภาค 2

Love Alarm ss2 Netflix รีวิว แอปเลิฟเตือนรัก ซีรีส์ดัดแปลงจาก Webtoon ชื่อดังของเกาหลี เรื่องราวความรักสามเส้าของหญิงหนึ่งชายสองที่สืบเนื่องจากซีซันแรก ที่ชีวิตของพวกเขาต้องวุ่นวายเพราะเลิฟอลาม แอปที่จะทำให้ผู้ที่ดาวโหลดมาใช้สามารถรับรู้ได้ว่าภายในรัศมี 1 เมตรนั้นมีใครที่กำลังแอบชอบคุณอยู่ แล้วยังทำให้คนอื่นรับรู้ได้ว่าคุณกำลังแอบชอบเขาหรือไม่

สามารถรับชมซีซันทั้ง 6 ตอนจบได้แล้วใน Netflix ครับ และมีพากย์ไทย ซึ่งพากย์ไทยได้ดีมากด้วย ส่วนบทสรุปของความรักว่า ใครจะได้คู่กับใคร ในรีวิวด้านล่างสุดมีซ่อนสปอยตอนจบไว้ หากใครอยากรู้ กดเข้าไปดูข้างในได้เลยครับ

สำหรับรีวิวจากภาคแรก

รีวิว Love Alarm Netflix แอปเลิฟเตือนรัก เมื่อเรื่องความรักอาจใช้เทคโนโลยีไม่ได้

ตัวละคร
นางเอกของเรื่อง คิมโจโจ (แสดงโดย คิมโซฮยอน) สาวน้อยที่ชีวิตต้องเผชิญมรสุมตั้งแต่เด็ก มีปมเรื่องครอบครัวที่เสียชีวิตไปหมดจากการฆ่าตัวตายทั้งครอบครัวเมื่อครั้งอยู่ที่เกาะเซจู ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปมฝังใจลึก จนยากที่จะมีความสัมพันธ์แบบคนปกติได้

เพื่อที่จะระบายอดีตของตนเอง เธอจึงกลายมาเป็นนักวาดบนอินเทอร์เน็ต สร้างผลงานภาพวาดที่ชื่อว่า “เดอะ ริงกิ้ง เวิร์ล” จนเป็นกระแสโด่งดัง มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก แต่กลายเป็นว่าผลงานของเธอกลับมีส่วนกระตุ้นให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตตามมา เพราะถูกคนบางกลุ่มตีความเป็นคำทำนายจนเกิดเหตุฆาตกรรมไปหลายคน ในที่สุดเธอจึงยอมเปิดเผยเรื่องราวแท้จริงของริงกิ้งเวิร์ลว่ามาจากชีวิตของเธอเอง

บทสรุปความรักสามเส้าสุดดราม่า 1อีฮเยยอง (แสดงโดย จุงคารัม) ชายหนุ่มผู้หลงรักโจโจอย่างหมดใจมาตั้งแต่สมัยเรียน เขายังเป็นเพื่อนรักตั้งแต่ สมัยเด็ก ของซอนโอด้วย เป็นคนจิตใจดีและซื่อตรงมาก แม้เขาจะรู้ว่าโจโจชอบซอนโอมากกว่า แต่ภายหลังเขาก็ตัดสินใจที่จะรอให้เลิฟอลามของโจโจต่อไปโดยไม่สนใจว่าเขาอาจจะต้องรอเก้อก็ตาม หลังจากเรียนจบ เขาก็เข้าทำงานในบริษัทที่พัฒนาเลิฟอลาม ซึ่งในซีซันสองเราจะได้เห็นเขาพัฒนาความสัมพันธ์หวานชื่นกับโจโจมากขึ้นเรื่อยๆทุกที

บทสรุปความรักสามเส้าสุดดราม่า 2ซอนโอ (แสดงโดย ซองคัง) นายแบบหนุ่มสุดฮอต เพื่อนสนิทของฮเยยอง และเป็นคนรักเก่าของโจโจในสมัยเรียนมัธยม เขากลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง แม้ว่าปัจจุบันจะคบหากับยุคโจซึ่งเป็นนางแบบชื่อดัง แต่เขายังคงไม่ลืมรักแรกคือโจโจ กระทั่งเขาได้กลับมาพบเธออีกครั้ง เรื่องราวรักสามเส้าสุดดราม่าวุ่นวายระหว่างหญิงหนึ่งชายสองจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง

รีวิว Love Alarm ss2 (Netflix) แอปเลิฟเตือนรัก บทสรุปความรักสามเส้าสุดดราม่า 3ซอนด็อกกู เพื่อนสมัยเรียนของ โจโจ เนื่องจากสมัยเรียน โจโจเคยช่วยเขาไว้ เขาจึงยอมเปิดใจให้ ที่จริงแล้วเขาคือผู้สร้างเลิฟอลามตัวจริง แรงบันดาลใจของเขามาจากการที่เขาแอบหลงรักพัคกุลมี แต่แสดงออกไม่เก่ง ภายหลังเขาช่วยเหลือโจโจด้วยการให้ฟังชั่นโล่และหอก เพื่อช่วยแก้ปัญหาชีวิตรักของเธอ แล้วเพื่อเป้าหมายแท้จริงของเขาก็คือต้องการยกเลิกเลิฟอลาม 2.0 ที่ ไบรอัน ชอน พี่ชายของเขาปล่อยออกมา

 

สำหรับภาคต่อของ Original Series Netflix ของเกาหลี ซึ่งเป็นเรื่องแรกที่ Netflix ออกทุนสร้างโดยตรง แล้วจบเรื่องแบบโคตรจะค้างคาเอาไว้ในซีซันแรก สำหรับความรักสามเส้าสุดดราม่าของตัวละคร และฉากจบในแบบระเบิดลง ซึ่ง เปิดเรื่อง ในซีซันสองมา จะไม่ได้เริ่มต้นจากฉากจบของซีซันแรกเลยนะครับ แต่จะเป็นการเล่าย้อนกลับไปเล็กน้อย เพื่อให้เราได้เห็นว่า ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ในฉากจบภาคแรก ตัวละคร ได้เติบโตและใช้ชีวิตกันยังไงบ้าง รวมถึงความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นระหว่าง โจโจและฮเยยอง ที่กำลังหวานชื่นเต็มที่

แต่แล้วเรื่องราวทั้งหมดก็กลับมาดราม่าทันทีหลังจากซอนโอกลับเข้ามาในชีวิตของทั้งคู่ ซึ่งตัวซอนโอเองก็ไม่ได้มาคนเดียว แต่มาพร้อมกับแฟนสาวที่เป็นนางแบบดังคือ ยุคโจ ในขณะที่ตัวซอนโอเองก็มีความตึงเครียดในชีวิตจากความกดดันหลายอย่างทั้งในเรื่องหน้าที่การงานและการต้องลงเล่นการเมือง

แล้วในซีซันสองยังมีการเริ่มต้นเลิฟอลาม 2.0 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยเฉพาะการใช้ระบบที่ทำให้ส่วนของลิสต์รายชื่อผู้ที่อาจจะชอบ แต่มันกลับทำให้ผู้คนหมกมุ่นกับการใช้งานเลิฟอลามกันมากขึ้น จนกลายเป็นตัวชี้นำความรักและความคิดอ่านของผู้คนในสังคมไปด้วย

บทสรุปความรักสามเส้าสุดดราม่า 5ซีซันสองมีจุดเด่นหลายอย่างที่น่าสนใจ ที่ดูเหมือนว่าทีมสร้างจะพยายามขยายการเล่าเรื่องราวให้ลุ่มลึกขึ้น และเล่นประเด็นทางสังคมกับด้านมืดของเทคโนโลยีเพิ่มเติม มีบางฉากที่ดูแล้วเหมือนเรากำลังดูเรื่องแนวดาร์กเทคโนโลยีแบบ Black Mirror เลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่เลิฟอลามที่เป็นหนึ่งในปมสำคัญของซีรีส์ รวมถึงการ์ตูนที่โจโจวาดบนออนไลน์เรื่อง เดอะริ้งกิ้งเวิร์ล ที่กลายเป็นชนวนเหตุด้วย ซึ่งการใส่และขยายปมเรื่องด้านมืดของเทคโนโลยีเข้ามานี่เอง ทำให้เรื่องราวดูมีน้ำหนักและน่าติดตามมากกว่าเดิม เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ซีรีส์เรื่องนี้ก็จะมีแต่เรื่องราวรักสามเส้ากับดราม่าชีวิตรันทดของนางเอกเท่านั้นเอง

ยังมีอีกจุดหนึ่งที่ ต้องชม คือ การเขียนบทมิตรภาพเพื่อนผู้ชายระหว่าง ฮเยองและซอนโอ ทำออกมาได้ค่อนข้างดี ดูแล้วเชื่อลงว่า สองคนนี้เป็น พื่อนสนิท กันมานานจริงๆ ถึงแม้จะมีปัญหาเรื่องผู้หญิงเข้ามาแทรก จนกลายเป็น รักสามเส้า สุดดราม่า แต่ท้ายที่สุดมิตรภาพของพวกเขาก็ยังคงอยู่

ตัวซีรีส์ได้เพิ่มประเด็นการสะท้อนสังคม ที่ราวกับจงใจจิกกัดสังคมจริงๆของโลกเราในเวลานี้ในหลายแง่มุม แม้ว่าเลิฟอลามจะมีความโอเวอร์ในตัวของมันเอง ทั้งการทำงานของเอไอและอื่นๆ แต่ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้ไม่กี่ปีต่อจากนี้ อาจจะมีการพัฒนาแอปลักษณะนี้ขึ้นมาใช้งานจริงก็ได้ เมื่อถึงเวลานั้น มันก็อาจจะกลายเป็นตัวชี้นำความคิดของผู้คนในสังคมได้เหมือนที่ในซีรีส์นำเสนอว่ามันทำให้คนเราหมกมุ่นกับมันมากเกินไป

รีวิว Love Alarm ss2 (Netflix) แอปเลิฟเตือนรัก บทสรุปความรัก สามเส้า สุดดราม่า 6อีกข้อที่น่าสนใจคือ มีการพูดถึง ประเด็น การใช้ เลิฟอลาม ในทางการเมือง จะเป็นยังไงถ้าหากว่ามันทำให้บรรดานักการเมือง ศิลปิน หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง ต้องเสียชื่อ เพราะตัวเลิฟอลามดันไปดังขึ้นบนเครื่องของผู้หญิงหรือผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่สามีภรรยาของตนเอง มันคงจะกลายเป็นประเด็นดังที่ผู้มีอำนาจนำมาใช้งานแน่นอน ซึ่งซีรีส์ก็มีการหยิบยกเรื่องนี้มาเล่นอยู่ เพียงแต่เล่นไม่สุดเท่านั้น

ส่วนจุดด้อยยังคงมีมากมาย โดยเฉพาะการเดินเรื่องที่ ค่อนข้าง มีฉากยืดและใช้แฟลชแบ็กย้อนอดีตแทรกเป็นระยะเยอะมาก อีกทั้งบรรดาคาแรคเตอร์ตัวละครส่วนใหญ่ก็ดูแล้วไม่ค่อยสมจริงเลย มีความเป็นการ์ตูนผู้หญิงตามสูตรสูงมาก แต่ก็อย่างว่า เพราะต้นฉบับมาจาก Webtoon ตัวบทและการเดินเรื่องก็มีความโอเวอร์มากไปนิดเหมือนละครไทยน้ำเน่าที่เต็มไปด้วยมุกบังเอิญได้ยิน หรือตัวละครบังเอิญเจอกันหลายครั้ง อีกจุดหนึ่งที่น่าเสียดายคือ มีการสร้างปมไว้เยอะหลายประเด็นมาก แต่ใช้งานไม่คุ้ม เพราะบทสรุปอยู่ที่ความรักของตัวละครเป็นหลักเท่านั้นเองจริงๆ

 

สปอยตอนจบ 

ในที่สุด โจโจ ก็รู้ใจตัวเองใน ตอนสุดท้าย เธอและซอนโอได้ เคลียร์ใจ ต่อกัน แล้วเดินหน้าต่อไปตามเส้นทางความรักและชีวิตของแต่ละคน แล้วโจโจก็ได้คู่กับ ฮเยยอง ในที่สุด ถึงแม้เธอจะยังไม่สามารถทำให้เลิฟอลามของเธอดังขึ้นบนมือถือของเขาได้เพราะฟังก์ชั่นโล่ที่ป้องกันไว้ แต่นั่นไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะเธอเลือกเขาแล้ว ส่วนซอนโอ ก็เลือกที่จะกลับไปขอคืนดีกับยุคโจ แม้ว่าเขาจะยังทำให้เลิฟอลามอีกฝ่ายดังไม่ได้ แต่คราวนี้เขาก็ตั้งใจว่าจะมาหาเธอตลอดเพื่อสักวันมันจะได้ดังขึ้นจริงๆ

ตอนสุดท้าย โจโจได้มาปรึกษากับด็อกกู เรื่องของ เลิฟอลาม ด็อกกู อธิบาย ง่ายๆว่า สาเหตุที่โจโจไม่เคยมั่นใจใน ตัวเองว่าเธอรักใคร กันแน่ แม้แต่ตอนนี้ที่ เธอคบหากับฮเยยอง แล้ว แต่ส่วนหนึ่งเธอก็ยังมีความคาใจอยู่เกี่ยวกับเลิฟอลาม ด็อกกูจึงให้ตัวล็อก (ตัวบันทึก) การทำงานของเลิฟอลามที่โจโจมีกับคนอื่น แต่เนื่องจากเป็นเทปรุ่นเก่า เมื่อ โจโ ฉมาเปิดฟังกับฮเยยอง มันจึงไม่ทำงาน ทั้งสองคน ก็ไม่คิดอะไรมาก ออกไปกินข้าวกัน แต่แล้วตัวล็อกก็เฉลยทุกอย่างว่า สิ่งที่โจโจคาใจ มาตลอดว่า เลิฟอลาม ของเธอจะเป็นยังไงหากไม่ได้ใช่โล่กันไว้นั้น แท้จริงแล้ว ตลอดเรื่องราวของ ซีซันนี้ ที่เธอกับเขาใช้เวลาร่วมกัน ทั้งหมดนั้นทำให้ เลิฟอลามแจ้งเตือน มาตลอด ซึ่งเรื่องนี้ก็เหมือนที่ด็อกกูพยายามบอกกับโจโจเช่นกันว่า มันดูออกง่ายมากๆว่าโจโจรักใคร เหมือนกับที่ลึกๆแล้วซอนโอก็ดูออกเช่นกันว่า คนที่โจโจรัก สุดท้ายก็ไม่ใช่เขาแล้ว

ที่จริงแล้ว บทสรุป ของเรื่องราว มันก็ได้ ซับซ้อน อะไรนัก ก็เหมือนที่ ด็อกกู บอกไว้ในเรื่องว่า คนเราพึ่งพาเครื่องจักรมาเกินไปหน่อย แม้มันจะมีประโยชน์และเราก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยงมันได้ก็ตาม แต่แท้จริงแล้วคนเราหากชอบใคร สิ่งที่ทำก็แค่บอกออกไป ถ้าทำไม่ได้ ก็แค่ลองทำซ้ำๆ เขียนถึงกันก็ได้ สักวันมันก็อาจจะกลายเป็นของจริงไปเอง ที่สำคัญที่สุดคือ เรามีความตั้งใจจะทำแบบนั้นหรือไม่ขนาดไหน

จัดว่านี่เป็นอีกหนึ่งซีรีส์เกาหลีของ Netflix ที่แม้ว่าด้านเนื้อหาและองค์ประกอบต่างๆจะยังคงใช้แบบสูตรสำเร็จ แต่ก็มีความพยายามพัฒนาบทและต่อยอดความสำเร็จจากภาคแรกให้ไปไกลกว่าเดิม รวมถึงการกล้าเล่นประเด็นด้านมืดของเทคโนโลยีมากขึ้น แต่ใครจะดูเพื่อเอาความฟินๆจิ้นๆ ในสไตล์รักสามเส้าของเกาหลีแบบเดิมๆก็สามารถดูได้เพลินๆครับ

 

สรุป

บทสรุปของเรื่องราวความรักสามเส้าสุดดราม่า ที่บอกให้ผู้คนเลิกยึดติดเรื่องหัวใจกับเทคโนโลยีเกินไป เพราะบางครั้งเรื่องหัวใจมันง่ายกว่าที่เราคิด นำเสนอในหลายมิติมากขึ้น บทสรุปสวยงาม แต่เดินเรื่องยืดยาดเกินไปหน่อย ปมต่างๆ ถูกสร้างไว้เยอะแต่ใช้ไม่คุ้มเท่าไหร่

 

การเล่าเรื่องครีเอทและมีชั้นเชิงมากขึ้น
นักแสดง หล่อสวย ดูเพลินตาดี บทหวาน ชวนฟิน มีกระจายกว่า ซีซันแรก
งานสร้าง และ โปรดักชั่นสวย เพลงประกอบเพราะ แค่ฟังอย่างเดียวก็เพลินแล้ว
เล่นประเด็น เรื่องความรู้สึก ของคนกับ เทคโนโลยี ได้ดี
ใส่ความเป็น ทริลเลอร์ไซไฟ เข้ามาเพิ่มได้น่าสนใจ ชนิด ที่สามารถเอา ประเด็นนี้ ไปทำซีรีส์แยกเลยยังได้
มีพากษ์ไทย ทีมเดียวกับ ซีซันแรก
จุดด้อย

คาแรคเตอร์ตัวละคร ส่วนใหญ่ ดูไม่สมจริงเลย มีความเป็นการ์ตูนผู้หญิงตามสูตรสูงมาก
บทมีความโอเวอร์มากไปนิดเหมือน ละครไทย น้ำเน่าที่เต็มไปด้วย มุกบังเอิญ ได้ยิน
เดินเรื่องยืดยาดหลายฉาก ใส่แฟลชแบ็ก มากเกินไป
สร้างปมไว้เยอะ แต่ใช้ไม่คุ้ม

ดูหนังออนไลน์

 

รีวิวซีรีย์ It’s Okay to Not Be Okay : เรื่องหัวใจ ไม่ไหวอย่าฝืน

รีวิวซีรีย์ It’s Okay to Not Be Okay : เรื่องหัวใจ ไม่ไหวอย่าฝืน

กลิ่นทิม เบอร์ตันลอยมาตั้งแต่ฉากแรกกันเลยละจ้ะสำหรับ It’s Okay to Not Be Okay : เรื่องหัวใจ ไม่ไหวอย่าฝืน ซีรีส์เกาหลี เรื่องใหม่ของ tvN ที่มาลง Netflix เล่าเรื่องราวความรักแบบไม่ปกติธรรมดาของ มุนคังแท (คิมซูฮยอน) เจ้าหน้าที่สุขภาพชุมชนที่ดูแลผู้ป่วยจิตเวชและพี่ชาย มุนซังแท (โอจองเซ) ที่เป็นออทิสติกและเป็นแฟนคลับตัวยงของนางเอก ใช้ชีวิตเแบบผีตองเหลือง คือย้ายที่อยู่ เปลี่ยนที่ทำงานไปเรื่อย ๆ และ โกมุนยอง (ซอเยจี) นักเขียนนิทานเด็กสายดาร์ก ชื่อเสียงโด่งดัง มีภาวะต่อต้านสังคมและเป็นโรคชอบหยิบฉวย (Kleptomania)

 

บรรยากาศที่แสนคุ้นเคย
ตัวซีรีส์เคลมว่าเป็นโรแมนติกแฟนตาซี แต่ขอโทษเถอะค่ะความโรแมนติกแฟนตาซี มันถูกผสมกลมกลืนไปกับความดาร์ก ที่เสียดสีในเชิงตลกร้ายและสะกิดต่อมคอมเมดี้กันเบา ๆ

เรื่องของเด็กหญิงและเด็กชาย
เป็นปกติธรมดาของซีรีส์แต่ละเรื่องที่จำเป็นต้องปูพื้นตัวละครให้คนดูเข้าใจที่มาที่ไปซะก่อน เรื่องนี้ก็เช่นกัน แต่การปูพื้นกลับแตกต่างออกไปจากซีรีส์ที่ใช้คำว่าโรแมนติกนำหน้า ด้วยการนำ stop motion มาใช้ในการเล่าเรื่อง ที่ดึงดูดความสนใจและเผยความดาร์กออกมาได้อย่างสวยงาม ที่ถึงจะไม่ได้บอกออกมาตรง ๆ แต่ก็ทำให้เราเข้าใจได้ว่า สองคนนี้เคยมีอดีตที่เกี่ยวข้องกันมาก่อน

 

เด็กสาวที่โกรธทุกคนบนโลกใบนี้เพราะมองว่าเธอคือตัวประหลาด โดดเดี่ยวและไร้เพื่อน วันหนึ่งเด็กหญิงช่วยชีวิตเด็กชายโดยไม่ตั้งใจ เด็กชายหน้าตาอ่อนโยนก็เดินตามเด็กหญิงต้อย ๆ จนวันหนึ่งก็พบว่า เธอมันช่างน่ากลัวจริง ๆ

ถ้าเป็นแบบนี้ เธอยังจะชอบฉันอยู่อีกไหม
เด็กหญิงถามเด็กชายว่า “เธอจะอยู่ข้างฉันไปตลอดใช่ไหม”….”แน่นอน” เด็กชายตอบ เด็กหญิงก็จับผีเสื้อมาฉีกเล่นต่อหน้าต่อตาจ้ะ หนุ่มน้อยแต๋วแตกวิ่งหายลับไปในทุ่งดอกไม้หลากสี แล้วภาพก็ตัดมาที่นางเอกตัวจริงยืนนิ่งอยู่บนปราสาท อารมณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมุมกล้อง เฟรมภาพ แสงสีครอบคลุมไปถึงเครื่องแต่งกายสไตล์โกธิคที่ โกมุนยอง สวมใส่ บ่งบอกความเป็นตัวตนของนางเอกอย่างชัดเจน

การเล่าเรื่องในแบบผสมผสานหลากอารมณ์
จากจุดเริ่มต้นภาพก็ตัดมาเล่าในมุมของ มุนคังแท ที่มีชีวิตต่างกันสุดขั้ว วัน ๆ ต้องดูแลพี่ชายที่เป็นออทิสติก ต้องเปลี่ยนงาน ต้องย้ายบ้าน ซีรีส์แสดงให้เห็นถึงความอ่อนโยนของ มุนคังแท ภายใต้แววตาที่อมทุกข์ จากภาระที่แบกไว้กับอดีตที่ต้องการลืมและหนีหายไปจากมัน ชูความต่างของพระเอกนางเอกที่ชีวิตต้องมาบรรจบพบเจอกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ

หนังสือนิทานของ โกมุนยอง
ผสมกับงานกราฟิติลายเส้นสายดาร์กจากภาพประกอบหนังสือของ โกมุนยอง แล้วตบท้ายด้วยการเล่าว่า มีเด็กคนหนึ่งถูกลบฝันร้ายออกไปจากความทรงจำด้วยน้ำมือของแม่มด แต่เขากลับไม่มีความสุข เพราะการลบความทรงจำไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เราควรจะจดจำบาดแผลในอดีตเอาไว้ ต่อสู้และเผชิญหน้ากับมันเพื่อเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง ถึงจะได้พบกับความสุขที่แท้จริง การเล่าเรื่องลักษณะนี้สารภาพเลยว่า ชอบมาก ๆ เป็นการส่วนตัว ถือเป็นการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาผ่านการเล่าเรื่องจากภาพ และไม่ยากเลยในการทำความเข้าใจ ซึ่งซีรีส์ก็ทำออกมาได้ดีจนดูแล้วยิ้ม ซึ่งทำให้เห็นชัดเลยว่าผู้เขียนบทและทีมสร้างทำการบ้านมาดีขนาดไหน

อารมณ์ของเรื่องคล้าย ๆ กับคนเป็นไบโพลาร์อยู่เหมือนกันนะคะ เป็นซีรีส์ที่เปลี่ยนอารมณ์ฉับไวเหมือนใจมนุษย์ สุขอยู่ดี ๆ ขำกันอยู่หลัด ๆ ก็เข้าโหมดเศร้าแล้วโผล่ไปโหมดจิตได้หน้าตาเฉย เปลี่ยนกันปุบปับแต่ก็กลับทำออกมาได้สมูทเอาซะอย่างนั้นและที่สำคัญ ซาวด์ประกอบสามารถชี้นำอารมณ์ในจุดนั้นให้คล้อยตามและล้อไปกับเนื้อเรื่องได้แบบเนียน ๆ

งานภาพเล่นกับความคอนทราสต์แปลกตา
มั่นใจเลยว่าทีมสร้างซีรีส์เรื่องนี้ต้องเป็นสาวก ทิม เบอร์ตัน อย่างแน่นอน ก็ถ้าจะกลิ่นชัดซะขนาดนี้จะมีไอดอลเป็นใครไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นภาพบรรยากาศ โลเคชันที่เป็นบ้านของนางเอก ชุดที่สวมใส่หรือบุคลิกท่าทางที่แสดงออก

ภาพแทนอารมณ์ที่จะเห็นในเรื่องแตกต่างกันไป
ซีรีส์แทนภาพที่ไม่น่าดูชวนขยะแขยงด้วยภาพอื่น ๆ เป็นสื่อสัญลักษณ์ให้เราเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า และสร้างอารมณ์ใหม่สอดเข้ามาคืออารมณ์ขันที่ทำให้เราเผลอหัวเราะในหลาย ๆ ฉาก ก็เรียกได้ว่าไม่ทิ้งสายเลือดละครเกาหลี ที่ถึงแม้จะชูความดาร์ก ชูโรแมนติกหรือดราม่า แต่อารมณ์ขันก็ต้องมาเสิร์ฟอยู่ตลอดไม่มีขาด

ซีนซ้ำ ๆ ที่ถูกเสิร์ฟมาบ่อยมาก
มีการเล่นกับความต่างด้วยการใส่กรอบฟุ้งสีชมพูเวลาแฟลชแบ็กทั้ง ๆ ที่เรื่องที่นึกถึงมันไม่ได้ชมพูไปด้วยเลย มีการใช้ stop motion มาผสมผสานในบางช่วง หรือแม้กระทั่งสื่ออารมณ์ความรู้สึกที่อยู่ลึก ๆ ภายในใจ โดยให้นางเอกมีร่างใหญ่ยักษ์แบบปีศาจแปลงร่างในคาเมนไรเดอร์ มีการวางเฟรมและมุมกล้องซ้ำ ๆ อย่างตั้งใจเหมือนต้องการจะสื่อว่า “อย่าหลีกหนีการเผชิญหน้า เพราะไม่ว่าเราต้องการจะหนีสักกี่ครั้ง ก็ไม่มีทางที่จะหนีมันได้พ้น”

เคมีพระนางและฝีมือร้ายกาจของนักแสดงสมทบ
นางเอกเรื่องนี้นางเป็นคนขี้ตื๊อค่ะ แต่ก็แอบป่วยจากภาวะต่อต้านสังคม เป็นลูกอีช่างหยิบที่เห็นอะไรที่คิดว่างามเป็นไม่ได้ต้องหยิบติดไม้ติดมือกลับบ้าน โดยเฉพาะของมีคม จนมาพบพระเอกและเอ่ยปากพูดออกมาหน้าตาเฉยว่า “งดงาม ช่างเป็นอะไรที่งดงามจริง ๆ …อยากได้” เป็นคนตรงและคนจริงแห่งปี 2020 เป็นชะนีสายรุกที่โมโหร้าย แอบจิตและเอาแต่ใจอย่างคนหัวแข็ง แต่ก็เข้าใจโลกได้ในแบบของเธอเอง ถึงแม้ความคิดจะดูบิด ๆ เพี้ยน ๆ ก็เถอะ แต่ก็ทำให้พระเอกเผลอคล้อยตามในที่สุด เรื่องนี้ ซอเยจี สวยมาก สีหน้าที่แสดงออกในแต่ละซีนตีบทแตก จิตจริง สวยจริงไม่มีสแตนด์อิน

คิมซูฮยอน-ซอเยจี
คิมซูฮยอน ในบท มุนซังแท กับบทที่ต้องแบกรับภาระในการดูแลพี่ชาย ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาแต่อมทุกข์ที่ ต้องฝืนยิ้มเพื่อความสุขของคนที่ตัวเองรัก จนเพื่อนเอ่ยปากออกมาว่า “รอยยิ้มของนายมันเหมือนโจ๊กเกอร์เลยว่ะ” คิมซูฮยอน ทำได้ดีในบทนี้เลยนะ แถมไอ้คำว่า งดงาม ที่นางเอกพูดออกมาก็ไม่เกินจริง ซีนเข้าพระเข้านางถึงจะดูไม่ปกติธรรมดาอย่างซีนพระนางทั่วไป แต่ก็ทำให้เราเผลอจิ้นและมีความสุขได้เมื่อสองคนนี้ได้อยู่ด้วยกัน มีซึ้งทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะซึ้ง สองคนสามารถสร้างความรู้สึกร่วมให้คนดูรู้สึกได้ว่า

แต่ตัวละครสำคัญอีกตัวที่น่าจะมีส่วนในการคลี่คลายปมที่ซ่อนอยู่ออกมาได้ก็คือ มุนซังแท (โอจองเซ) พี่ชายออทิสติกที่มีปัญหากับผีเสื้อสีน้ำเงินและชอบไดโนเสาร์ เป็นตัวละครที่มีความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ๆ ต้องตามดูกันไปค่ะ เนื้อเรื่องชงเข้ม ๆ มาตั้งแต่ ep แรกกันเลย เปิดมาก็โชว์ปมกุมความลับ เป็นซีรีส์ที่แฝงจิตวิทยาไว้แบบโดดเด่น น่าติดตาม สนุกสนาน ตอนนี้ก็ผ่านมา 3ep แล้วด้วยค่ะ คืนนี้จะเป็น ep4 ยังไม่มีปมไหนคลายออกมาจริง ๆ สักปมเลยแหละ เดาทางไม่ได้เลยว่าจะพาเราเดินไปทางไหน  อ่านต่อได้ที่ 

ยอดนิยม 10 อันดับฮิต Top Trending หนัง-ซีรีส์และอนิเมะ

ยอดนิยม 10 อันดับฮิต Top Trending หนัง-ซีรีส์และอนิเมะ

รายงานอันดับความนิยมคอนเทนต์ความบันเทิงสุดปัง Top Trending หนัง-ซีรีส์และอนิเมะ  ตั้งแต่วันที่ 24-30 พฤษภาคม 2021 ตามติดกระแสในปัจจุบันของผู้ชม ไปสำรวจกันดูว่าพวกเขากำลังอินเทรนด์อยู่กับอะไรกันบ้าง…

 

Let’s Eat รักล้นพุง

เมื่อหนุ่มนักขายประกันตัวท็อปมาเช่าอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง และได้พบกับเพื่อนสาวสมัยประถมที่เมื่อก่อนเคยอ้วนเหมือนหมู และเคยถูกเขาทำให้เสียใจ แต่ตอนนี้เธอสวยปิ๊งผอมเพรียวแล้ว จึงมีโอกาสได้แก้แค้นเขาสักที นอกจากนั้นแล้วเขายังต้องเผชิญกับเหล่าผู้เช่าสุด เพี้ยนที่มีปัญหาสารพัดให้ปวดหัว เขาจึงต้องใช้อาหารแสนอร่อย เชื่อมความสัมพันธ์ และสร้างความสุข ไปพร้อมๆ กับการแก้ปัญหาให้กับคนเหล่านั้น

ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้

เพลง (ไอซ์-ปรีชญา พงษ์ธนานิกร) ติวเตอร์ภาษาอังกฤษสาว ต้องพบกับเรื่องราวอันสุดแสนจะน่าปวดหัว เมื่อลูกศิษย์ชาวต่างชาติของเธอตัดสินใจทิ้ง ยิม (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) แฟนหนุ่มคนไทยไปอเมริกา แต่ด้วยความที่ยิมฟังภาษาอังกฤษไม่ออก เธอจึงอัดวีดิโอบอกเลิกใส่ธัมป์ไดรว์แล้วขอร้องให้เพลงช่วยไปเปิดแปลให้ยิมฟัง เมื่อยิมรู้ว่าถูกบอกเลิกก็โมโหมาก จึงตัดสินใจไปสมัครเรียนภาษาอังกฤษกับเพลง โดยหวังจะตามไปง้อแฟนที่อเมริกา ในขณะเดียวกัน เพลงก็ไปตกหลุมรักกับ คุณพฤกษ์ (ตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ) ลูกศิษย์ คอร์สภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจ หนุ่มหล่อ ชาติตระกูลดี ผู้ซึ่งเป็นดั่งชายในฝันของผู้หญิงทุกคน จนในที่สุดทั้งสองก็ตกลงเป็นแฟนกัน ระหว่างที่การเรียนการสอนของเพลงและยิมค่อยๆ ผ่านไปในแต่ละวัน ทั้งคู่ซึ่งเคยดูเหมือนเกลียดกันในตอนแรก กลับค่อยๆ พอกพูนความรู้สึกดีๆ ต่อกันขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ทันรู้ตัว แล้วความสัมพันธ์ระหว่างติวเตอร์และลูกศิษย์คู่นี้จะลงเอยเช่นไร?

Haikyu!! ไฮคิว คู่ตบฟ้าประทาน ปี 4

ฮินาตะ โชโย เด็กหนุ่มร่างเล็กผู้เริ่มต้นเล่นวอลเลย์บอลหลังจากที่ได้เห็นการเล่นของนักกีฬาที่ได้ฉายาว่า “สมอลล์ไจแอนท์” ในการแข่งขันวอลเลย์บอลในสมัยที่เขายังเรียนอยู่ชั้นประถม เมื่อเขาเรียนระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนมัธยมปลายคาราสุโนะ ฮินาตะก็ได้เขาชมรมวอลเลย์บอลแต่เขาก็ต้องตกใจเพราะเขาได้พอกับคาเงยามะ โทบิโอะ นักวอลเลย์บอลอัจฉริยะ ฉายาราชาแห่งสนาม คู่แข่งของฮินาตะสมัยมัธยมต้นที่เขาตั้งใจว่าจะเอาชนะให้ได้ก็เขาเรียนในโรงเรียนนี้เช่นกัน ฮินาตะจะเป็นเช่นไรเมื่ออดีตคู่แข่งต้องกลายมาเป็นเพื่อนร่วมทีม

วันทอง

เป็นเรื่องราวของ วันทอง (ใหม่-ดาวิกา) หญิงสาวรูปงามที่ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงสองใจ กำลังถูก พระพันวษา (พันเอก วันชนะ สวัสดี) ไต่สวนความ หลังเกิดศึกชิงตัวนางวันทองระหว่าง ขุนแผน (ป้อง-ณวัฒน์) และ ขุนช้าง (ชาคริต แย้มนาม) อดีตเพื่อนรักที่หลงรักผู้หญิงคนเดียวกัน และเพื่อเป็นการยุติเรื่องราวทั้งหมด พระพันวษาจึงยื่นคำขาดให้วันทองต้องเลือก ว่าเธอจะอยู่กับใคร!! แต่วันทองกลับเลือกไม่ได้ ทำให้พระพันวษาโกรธจัดสั่งประหารชีวิตเธอทันที งานนี้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตนเอง วันทองจึงขอใช้โอกาสสุดท้ายเล่าเรื่องราวความรักอันซับซ้อนนี้ให้สังคมได้รับรู้ มาฟังความจริงอีกด้านของตำนาน 1 หญิง 2 ชาย ที่ไม่เคยมีใครได้รู้ และสุดท้าย นางวันทอง คือผู้หญิงสองใจอย่างที่ใครๆ ตราหน้าไว้หรือไม่? ร่วมหาคำตอบได้ใน วันทอง

 

ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย..ห้ามพัก..ห้ามรักหมอ

ยุ่น (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) ชายวัย 30 คือฟรีแลนซ์มือรีทัชรูปที่งานยุ่งที่สุดในประเทศไทย ความสุขของฟรีแลนซ์อย่าง ยุ่น นอกจากการได้เห็นงานเต็มปฏิทิน ไม่เว้นวันเสาร์, วันอาทิตย์ และวันหยุดราชการแล้ว ก็คืองานเร่ง งานด่วน งานที่ลูกค้าแก้ไม่รู้จบ มันเป็นความท้าทายที่นักรบมืออาชีพแบบเขาต้องทำให้ได้โดยไม่มัวไปเสียเวลาด่าลูกค้า จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม เจ๋ (วิโอเลต วอเทียร์) โปรดิวเซอร์รุ่นน้องจากเอเจนซี่โฆษณาถึงจ่ายงานให้เขาทำอย่างสม่ำเสมอ จนเต็มปฏิทินล่วงหน้าไปหลายเดือน ทุกครั้งที่ เจ๋ โทรมา ยุ่น จะรู้ว่า ความสนุกกำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง

แต่มีลูกค้าอยู่รายหนึ่งที่เขาไม่สามารถเอาชนะได้ นั่นคือ ร่างกายของเขาเอง หลังจากผ่านการอดนอน 5 คืนติดเพื่อทำงานชิ้นหนึ่ง ยุ่น เริ่มมีผื่นแดง ๆ ขึ้นตามตัว ร่างกายบังคับให้เขาไปโรงพยาบาล เขาไม่อยากไปเลยเพราะเสียเวลาทำงาน ร่างกายเลยแจกผื่นให้ลามใส่ตัวเขามากขึ้นแม่งเลย เขาจึงต้องเดินทางไปโรงพยาบาลรัฐ (ด้วยความงก ก็ฟรีแลนซ์ต้องรู้จักเซฟเงินเพื่ออนาคตที่ไม่มั่นคง) ที่นั่นเขาได้เจอกับลูกค้าอีกคน คือ หมออิม (ดาวิกา โฮร์เน่) หมออิม ก็เหมือนหมอโรงพยาบาลรัฐทั่วไปที่ยุ่งจนหัวฟู แต่ที่ไม่เหมือนหมอคนอื่น ๆ คือ เธออายุพอ ๆ กับ ยุ่น และ ยุ่น รู้สึกดีกับเธอจนถึงขั้นเขิน การพบกันในแต่ละเดือนของ ยุ่น และ หมออิม เปรียบเสมือนการออกเดทที่ทั้งคู่มีเวลาพบกันเพียงแค่ 15 นาทีตามเวลาตรวจ ยุ่น ต้องรออีก 30 วัน กว่าที่จะได้เจอหมอครั้งต่อไป และวันนัดก็ต้องรอคิวหน้าห้องตรวจอีก 3 ชั่วโมง ตั้งแต่ไปหา หมออิม ยุ่น ก็รู้สึกว่าตัวเองทำงานช้าลงอย่างไม่มีเหตุผล เจ๋ ต้องตามมากระชากงานจากเขาบ่อยขึ้น ยุ่น ไม่รู้เป็นเพราะอะไร การทำงานช้าลงนี่เป็นอาการข้างเคียงของอะไรหรือเปล่า

 

มายฮีโร่ อคาเดเมีย ปี 5

มิโดริยะ อิซึคุ เด็กมัธยมปลายที่เกิดมาเป็นคนธรรมดา ทั้งๆที่ในโลกที่เขาอยู่ผู้คนกว่า 80% ของโลกเกิดมาพร้อมกับพลังพิเศษเหนือธรรมชาติที่เรียกกันว่า “อัตลักษณ์” มิโดริยะนั้นมีความฝันอยากเป็นฮีโร่ตั้งแต่เด็กแต่ด้วยเขาที่ไม่มีอัตลักษณ์ทำให้เขาไม่สามารถเป็นฮีโร่ได้ วันหนึ่งมิโดริยะได้พยายามช่วยเหลือเพื่อนของเขาจาก “วิลเลิน” (ผู้ที่ใช้อัตลักษณ์ในทางที่ไม่ดี) ทำให้ ออลไมท์ ฮีโร่อันดับ 1 ของโลกขวัญใจของมิโดริยะได้เห็นวีรกรรมของเขา ออลไมท์จึงตัดสินใจให้มิโดริยะเป็นผู้สืบทอดอัตลักษณ์ “วัน ฟอร์ ออล” ต่อจากตน และนี่คือจุดเริ่มต้นของมิโดริยะที่ต้องเขาศึกษาและฝ่าฟันในโรงเรียนฝึกฝนฮีโร่ “โรงเรียนมัธยมปลายยูเอ” เพื่อก้าวเป็นฮีโร่เต็มตัว

Boys Mental Training Camp

“Boy‘s Mental Camp” ได้กลับมาอีกครั้งใน Season 2 โดยได้สมาชิกจากวง NCT DREAM ทั้ง 6 คน ประกอบไปด้วย มาร์ค, เหรินจวิ้น, เจโน, แฮชาน, แจมิน และ จีซอง (เฉินเล่อ ไม่สามารถเข้าร่วมในรายการได้) เข้าร่วมในรายการในครั้งนี้ เพื่อสร้างความสนิทสนมและสะสมมิตรภาพกลับไป

พี่มาก..พระโขนง

กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เกิดสงครามจนทำให้ชาวบ้านจำนวนมากต้องถูกเกณฑ์ไปรบ พี่มาก จำต้องทิ้งเมียของเขาที่กำลังท้องแก่ไว้ที่บ้านเพื่อเข้าร่วมศึก ระหว่างสงคราม มากได้พบและช่วยชีวิตเพื่อนทหารเกณฑ์สี่คนคือ เต๋อ เผือก ชิน และ เอ จนท้ายที่สุดทั้งห้าก็กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกัน เมื่อสงครามยุติ มากจึงชวนให้ทั้งสี่ไปเยี่ยมบ้านของเขาที่พระโขนง

เมื่อถึงพระโขนง มากแนะนำให้ เต๋อ เผือก ชิน และ เอ รู้จักกับ นางนาก เมียสาวแสนสวยของเขา และยังมี แดง ลูกชายวัยแรกเกิดของมากด้วย เต๋อ เผือก ชิน และ เอ ตัดสินใจอยู่ที่พระโขนงสักระยะโดยอาศัยที่บ้านหลังเก่าฝั่งตรงข้ามบ้านมาก

ขณะนั้นมีข่าวลือหนาหูในหมู่ชาวบ้านว่านากเป็นผีตายทั้งกลม โดยต้นตอมาจากยายเปรียกเจ้าของร้านยาดองปั่น ทั้งสี่ไม่เชื่อ จึงพยายามพิสูจน์ด้วยวิธีการต่างๆ ต่อมายายเปรียกผู้ปล่อยข่าวลือเกิดจมน้ำตายลอยขึ้นอืดอย่างน่าสยดสยอง ทำให้เต๋อ เผือก ชิน และ เอ ปักใจเชื่อว่านากเป็นผีแน่ๆ

ทั้งสี่ไม่กล้าบอกมากตรงๆ เนื่องจากกลัวจะต้องพบจุดจบแบบเดียวกับยายเปรียก แต่เมื่อนึกถึงบุญคุณที่มากเคยช่วยชีวิต พวกเขาจึงต้องตัดสินใจบอกความจริงให้มากรู้ เพราะคนกับผีอยู่ร่วมกันไม่ได้

ฉลาดเกมส์โกง

เรื่องราวของเด็กฉลาด กับภารกิจโกงข้อสอบ เปลี่ยนกระดาษคำตอบให้เป็นเงินล้าน… ขอต้อนรับทุกคนเข้าสู่ “ธุรกิจกลางสนามสอบ” ของ ลิน (ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง) นักเรียนทุนเจ้าของเกรดเฉลี่ย 4.00 ทุกปีการศึกษา ธุรกิจที่มีจุดเริ่มต้นจากการช่วยเพื่อนสนิทอย่าง เกรซ (อิษยา ฮอสุวรรณ) เด็กกิจกรรมตัวยงแต่ผลการเรียนย่ำแย่ และ พัฒน์ (ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ) เด็กบ้านรวยที่คิดว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง ด้วยการแชร์คำตอบกลางห้องสอบ จนกลายเป็นวงการลอกขนาดใหญ่ ที่นักเรียนหลายคนในโรงเรียนยินดีจ่ายค่าตอบแทนแบบสูงลิบ แลกกับการได้รับคำตอบจากอัจฉริยะอย่างลิน

เงินในบัญชีของลินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากธุรกิจการโกงสอบในโรงเรียน จากหลักหมื่นเป็นหลักแสน จนวันหนึ่งเธอก็มีโอกาสที่จะอัพเงินในบัญชีให้แตะหลักล้าน เมื่อพัฒน์และเกรซยื่นข้อเสนอสุดท้าทายให้เธอ

นั่นคือการโกงข้อสอบ STIC ซึ่งเป็นการสอบเพื่อใช้คะแนนยื่นเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก ที่นักเรียนทุกประเทศต้องสอบในเวลาเดียวกัน โอกาสในการลอกให้รอดเท่ากับศูนย์ แต่ลินก็ยอมเสี่ยงเพื่อแลกกับเงินล้าน

ด้วยการบินไปสอบในประเทศที่เวลาเร็วกว่าเมืองไทย เพื่อที่จะได้เห็นข้อสอบก่อน และส่งคำตอบกลับมาให้ลูกค้าในเมืองไทย ปัญหาเดียวก็คือเธอต้องการคนฉลาดอีกหนึ่งคนมาช่วยให้ภารกิจการโกงครั้งนี้สำเร็จ

และคน ๆ นั้นก็คือ แบงค์ (ชานน สันตินธรกุล) นักเรียนทุนคู่แข่งของเธอ ผู้เกลียดการโกงเป็นชีวิตจิตใจ ลินจะทำอย่างไรให้แบงค์ตกลงร่วมมือกับเธอ และเกมส์โกงข้ามโลกนี้จะจบลงอย่างไร

รถไฟฟ้ามาหานะเธอ

เหมยลี่ (ศิริน หอวัง) เป็นสาวอายุ 30 ปีที่มีพฤติกรรมป่วนประจำตัวอย่างหนึ่ง คือ การเมาในงานแต่งงานเพื่อน เพราะมันช่างตอกย้ำซ้ำเติมชีวิตโสดสนิทไร้ชายใดมาแผ้วพานของลี่ วันหนึ่งหลังลากสังขารกลับจากการส่งเพื่อนสาวสุดซี้เข้าห้องหอ ลี่ขับรถเสยเข้ากับแผงโจ๊กในตลาดโต้รุ่ง ส่งผลให้รถเก๋งคันงามของเธอถูกป๊าผู้ต่อต้านแอลกอฮอลล์ทุกชนิดขายทิ้ง โทษฐานเมาแล้วขับ

ชีวิตที่ไม่มีชายหนุ่ม คอยไปรับไปส่งอย่างลี่ จึงต้องออกไปผจญการจราจรสุดโหดของเมืองบางกอกเพียงลำพัง แต่ละวันลี่ต้องปากกัดตีนถีบ ขึ้นมอเตอร์ไซค์ ต่อรถตู้ โบกแท๊กซี่ โหนรถเมล์ ฯลฯ สารพันความเมื่อยล้าจากการเดินทางแบบเมก้าฮิต ทำให้เวลานอนของลี่แปรปรวน คืนหนึ้งลี่ตื่นขึ้นมากลางดึกและแอบขึ้นไปกินเบียร์บนดาดฟ้า โชคดีปนร้าย ลี่บังเอิญไปเจอลูกจ้างชายหญิงกำลังแสดง “หนังสด” กันอยู่ กลายเป็นคดีอื้อฉาวกลางดึกที่นำพาให้ลี่ได้พบกับ ลุง (ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์) วิศวกร Maintenance แห่งรถไฟฟ้า BTS

การที่ได้ พบกับผู้ชายชื่อแปลกคนนี้แบบไม่เมา ในคืนต่อมาทำให้ลี่เริ่มรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในสามสิบฝน ในหัวลี่อัดแน่นด้วยคำถาม “ผู้ชายที่ทั้งขาว ทั้งหล่อ ทั้งเท่ ไหงถึงมาซ่อนตัวทำงานรถไฟฟ้ากะดึกอยู่อย่างนี้” ลี่รู้สึกราวลุง คือ ขุมทรัพย์ที่เธอบังเอิญไปพบลายแทงเข้า หากเธอไม่ลงมือทำอะไร ไม่ทำในสิ่งที่ใจต้องการ เธออาจกลายเป็นหญิงโสดคนสุดท้ายในกรุงเทพมหานคร ลี่ตัดสินใจทำในสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนเคยคิดแต่ไม่กล้าลงมือ

นั่นคือ การจีบผู้ชายก่อน แต่ ทุกอย่างมันก็ไม่ง่ายสำหรับมือใหม่หัดจีบอย่างลี่ ไหนจะเวลาไม่ตรงกัน จนเหมือนอยู่คนละโลก ไหนจะถูก เพลิน (อังศุมาลิน สิรภัทรศักดิ์เมธา) สาวน้อยข้างบ้านหักหลัง แปรพักตร์จากครูไปเป็นคู่แข่งความรัก ไหนลุงจะมีถ่านไฟเก่าเป็นถึงนางเอกละครหลังข่าวอันดับหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะต้องผจญภัยอุปสรรคไหนๆ ลี่ก็ไม่คิดถอดใจ  อ่านต่อได้ที่ 

 

 

ซีรีส์แนวใหม่ โปรเจกต์ HATETAG หนังสั้น จาก 5 ผู้กำกับ รณรงค์การหยุด bully

‘กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์’ ร่วมกับ ‘บริษัท กู๊ดธิงแฮพเพ่น จำกัด’ และ ‘บริษัท หับโห้หิ้น บางกอก จำกัด’ จัดงานแถลงข่าว เปิดโปรเจกต์ HATETAG หนังสั้น 10 เรื่องจาก 5 ผู้กำกับ ภายใต้ โครงการหนังสั้น เพื่อรณรงค์การหยุด bully ในโลกออนไลน์ “หยุดระรานผ่านออนไลน์”

 

โดยมี ‘ดร.ธนกร ศรีสุขใส’ ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และ ‘ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต’ ประธานอนุกรรมการ ส่งเสริมสนับสนุนการสร้างนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

เป็นประธานในการจัดงาน พร้อมด้วยเหล่านักแสดงนำ อาทิ ‘ลุลา-กันยารัตน์ ติยะพรไชย’, ‘ก้อย – อรัชพร โภคินภากร’, ‘นาน่า – ศวรรยา ไพศาลพยัคฆ์’ ,’จูเนียร์ – ปณชัย ศรีอาริยะรุ่งเรือง’, ‘ริว-อิงครัต

ดำรงศักดิ์กุล’ ‘พี – สาริษฐ์ ตรัยเลิศวิเชียร’ และ ‘พลอย-ชนิกานต์ โศภิษฐ์วิศิษฎ์’ มาร่วมพูดคุยภายในงาน เมื่อวันก่อน

ถือเป็นโปรเจกต์ที่น่าจับตามอง และ อยากให้ทุกคนมาร่วมพิสูจน์ความสนุกไปด้วยกันกับ หนังสั้น 10 เรื่อง จาก 5 ผู้กำกับคุณภาพ ที่ได้รับการยอมรับในผลงาน นำทีมโดย ‘โอ๋ – ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ’

ผู้กำกับภาพยนตร์ ‘Home Stay’, ‘พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์’ ผู้กำกับ ‘ฉลาดเกมส์โกง เดอะซีรี่ส์’, ‘แคลร์-จิรัศยา วงษ์สุทิน’ ผู้กำกับซีรีส์ ‘ONE YEAR 365 วัน บ้านฉัน บ้านเธอ’และ 2 ผู้กำกับโฆษณารุ่นใหม่

การันตีด้วยรางวัลที่มากมายทั้ง ‘ต้น – วุฒิดนัย อินทรเกษตร’ และ ‘บอม – นิทรรศ สินวัฒนกุล’ ที่จะมาร่วมถ่ายทอดความสนุก ความเข้มข้นของหนังสั้น 10 เรื่องผ่านมุมมองของผู้กำกับที่ตีความหมายสังคมไซเบอร์ไทยได้สนุกเร้าใจที่สุด

 

สามารถติดตามชมหนังสั้น โปรเจกต์ #HATETAG ทั้ง 10 เรื่อง ได้ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 17.15 น. ทางอมรินทร์ทีวี HD ช่อง 34 เริ่มตอนแรก วันเสาร์ที่ 29 พ.ค. 2564 ดูออนไลน์ที่แรกบน LINE TV เท่านั้นเวลา 19.00 น. และ ติดตามรายละเอียดของโปรเจกต์ #HATETAG เพิ่มเติม ได้ที่ Facebook และ Twitter@hatetagtheproject และ Facebook : กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  อ่านต่อได้ที่ 

 

รีวิวซีรีส์ Chief of Staff 2 จาก ‘มือขวา’ สู่ สส. ของโลกการเมือง

รีวิวซีรีส์ Chief of Staff 2 จาก ‘มือขวา’ สู่ สส. ของโลกการเมือง

รีวิวซีรีส์ Chief of Staff 2 เมื่อมือขวาอย่าง จางแทจุน ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนักการเมืองดัง ตัดสินใจก้าวขึ้นอยู่เบื้องหน้าบนเวทีการเมือง ไขว่คว้าอำนาจเพื่อการนำพาไปสู่แสงสว่างที่สุดปลายทาง แม้ว่าเส้นทางเดินนี้จะช่างมืดมิด

ซีซัน 2 ซึ่งเป็นภาคต่อ สืบเนื่องจากเรื่องราวฉ้อฉลสกปรกของนักการเมืองยังคงทำให้โลกใบนี้โสโครกอยู่ ยิ่ง สส.ซงฮีซอบ (รับบทโดย คิมกับซู) ได้ขยับขึ้นไปนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีอำนาจในมือ มีบารมีมากขึ้น ถึงขั้นคุมอัยการได้ ถ้าจางแทจุน (รับบทโดย อีจองแจ) คิดจะโค่นนักการเมืองเลวคนนี้ เพื่อโลกใหม่ที่ยุติธรรมอย่างที่เขาและ สส.อีซองมินเคยใฝ่ฝันไว้ จางแทจุนก็ต้องแข็งแรง มีอำนาจในมือให้สูสีพอจะต่อกรกัน ดังนั้น จางแทจุนในภาคนี้ จึงยอมใช้ทุกวิธีการที่อาจไม่ถูกต้องโปร่งใส ให้เกิดผลลัพธ์ปลายทางตามที่ตั้งไว้ และเขาก็ดันให้ตัวเองขึ้นเป็น สส.ได้สำเร็จ

แต่ทว่า สัจธรรมของการเติบโตต่อสู้อยู่รอดที่ว่า ‘เมื่อเปลือกคับแคบ สิ่งที่อยู่ภายในขยายใหญ่ขึ้น เพื่อเอาตัวรอด ต้องทลายเปลือกออกมา สยายปีกแล้วบิน เมื่อทำลายเปลือกที่ปกป้องเราอยู่ ก็ต้องตกเป็นเหยื่อศัตรูตามธรรมชาติของตัวเอง’ หมายความว่า จางแทจุน ไม่ได้อยู่ใต้การปกป้องจากใครอีกต่อไป เขาต้องสู้กับศัตรูที่แข็งแรงมากด้วยตัวเองเป็นหลัก อาจพ่ายแพ้บาดเจ็บถึงแก่ชีวิตได้ และนี่คือศึกเข้มข้น เดิมพันอันตราย ที่ผู้ชมจะได้สนุกมันส์ในซีซันนี้

ไม่เพียง รมต.ซงฮีซอบ ที่กร่างกร้าว มากอำนาจ ซึ่งเดิมมีลิ่วล้อจอมเลียอย่าง โอวอนซิก (รับบทโดย จองอุงอิน) แล้ว ยังมีลิ่วล้อใหม่เป็นอัยการซอ (รับบทโดย พัคกอน) และที่สำคัญ ในฟากนักธุรกิจที่หนุนหลังเขา และมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนกันมหาศาล นอกจากประธาน อีชางจิน (รับบทโดย ยูซองจู) ที่ว่าเคี่ยวๆจากซีซันแรก ก็ยังมีตัวเป้งกว่า คือ ประธานใหญ่ของเขา ซองยองกี (รับบทโดย โกอินบอม) ซึ่งทรงอิทธิพลและร้ายกาจเป็นทวีคูณ แต่ละศึกที่ประสานงาห้ำหั้นกัน ทำเอาจางแทจุน ฉายาอสรพิษเกือบกระอักพิษตัวเองตาย แถมยังนำพาความเดือดร้อนเผื่อแผ่ไปโดน สส.คังซอนยอง (รับบทโดย ชินมินอา) ซะเกือบจะไม่มีเก้าอี้ให้นั่งในสภา

 

 

นอกจากปริศนาที่ค้างคาให้มาหาคำตอบต่อในซีซันนี้ คือ ใครฆ่าหัวหน้าโกซอกมัน – หัวหน้าคณะทำงานของสส.คัง และยังหยอดปริศนาใหม่ ใครเป็นหนอนบ่อนไส้ในทีมคณะทำงานของ สส.คังซอนยอง

ที่ทำให้แผนเพลี่ยงพล้ำ เกมยืดเยื้อ โดยมีตัวละครใหม่เข้ามาเสริมทีมคณะทำงานของสส.คัง ทั้ง หัวหน้าอีจีอึน (รับบทโดย พัคฮโยจู) เก่งแต่เซฟ อาจจะทั้งช่วยหรือทั้งรั้งกลยุทธโดยมิได้มีเจตนาไม่ดี

หัวหน้ายางจงยอล (รับบทโดย โจบ๊กแร) จะดีหรือร้าย ใบหน้าและสายตาส่อปริศนาให้ติดตามลุ้นไป เช่นเดียวกับ ชเวคยองชอล (รับบทโดย จองมันชิก) อัยการฝีมือดี ซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่จาก รมต.ซงฮีซอบ

จะมาเป็นหมากสำคัญยืนตรงไหนในกระดานศึกนี้ ก็ชวนติดตามเช่นกัน

 

เป้าหมายปลายทางของ สส.จางแทจุน คือ จัดการ รมต.ซงฮีซอบและพรรคพวกให้ราบคาบ ด้วยการสาวไส้คดีเงินทุนสินบนก้อนใหญ่ที่ปกปิดไว้ ซึ่งก็ต้องใช้พลังจากตัวช่วยรอบข้าง ได้แก่ สส.คัง

ทีมคณะทำงานของทั้งคู่ แหล่งข้อมูลจากเพื่อนนอกวงการ มาร่วมกันวางแผนล่อหลอก แผนซ้อนแผน แน่นอนว่าเกมต้องพลิกไปพลิกมาอย่างสนุกสนานเช่นเคย ถ้าเทียบดีกรีแล้วซีซันนี้อาจเข้มข้น

ในแง่ที่เป็นเกมเดิมพันท้าทายและอันตรายมากกว่า แต่พลอตของ ‘chief of staff’ อาจหย่อนอ่อนไป เพราะพระเอกเรามาเป็น สส.แล้ว ทำให้เรื่องราวหนักไปที่เนื้อหาสู้รบด้วยเกมการเมืองในสภามากกว่า

ส่วนคู่รอง ยุนฮเยวอน (รับบทโดย อีเอไลจา) และ ฮันโดคยอง (รับบทโดย คิมดงจุน) ก็ยังคงบทบาทในหน้าที่ทีมคณะทำงานมือโปร และแข็งขันช่วยพระนางเราได้เยอะเลย ซึ่งมุมโรมานซ์ก็มีน้อยมาก

ทั้งสองคู่ไม่ต่างกัน ออกแนวอยู่เคียงข้างให้กำลังใจกันและกันซะมากกว่า ของแถมปิดท้าย นักแสดงรับเชิญสำหรับซีซันนี้ คือ ซองดงอิล ที่จะมารับบทเป็นผู้พิพากษาในท้ายเรื่อง

โดยรวมแล้ว นับทั้งสองซีซันเข้าด้วยกัน ก็ถือว่าเป็นซีรีส์ถ่ายทอดเรื่องราวการจัดการนักการเมืองสกปรก ที่ดูสนุกมาก ลุ้นมันส์ ตัวละครฉลาด มีมิติและสมจริงเพราะมีทั้งเกมรุกเกมรับที่คาดเดาไม่ได้

เนื้อหาเข้มข้น ชวนจดจ่อกันตอนต่อตอน เรียกว่าไม่อยากกระพริบตากันเลยเชียวแหละ นักแสดงฝีมือดีเลิศทุกคน ส่วนตัวอยากเชียร์คิมกับซูให้ได้รางวัลมากเลยค่ะ  อ่านต่อได้ที่

 

 

รีวิวซีรีส์เกาหลี Leverage เมื่อเหล่า นักต้มตุ๋น แนวแอคชั่นและสืบสวน

รีวิวซีรีส์เกาหลี Leverage เมื่อเหล่า นักต้มตุ๋น แนวแอคชั่นและสืบสวน

รีวิวซีรีส์เกาหลี Leverage ปี 2019 ถือเป็นอีกปีที่มีซีรีส์เกาหลีสร้างปรากฏการณ์และความนิยมให้แฟนๆ กล่าวถึงอยู่หลายเรื่อง ก่อนที่ปีนี้กำลังจะผ่านพ้นไป เราอยากแนะนำซีรีส์แนวแอคชั่นและสืบสวนสอบสวนให้คุณได้รับชมกันอีกสักเรื่อง นั่นคือ Leverage ซีรีส์แอคชั่น-สืบสวนสอบสวนที่รับประกันความสนุกครบรสแบบที่คอซีรีส์ห้ามพลาด

ออกอากาศตอนแรกไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาทางช่อง TV Chosun ความพิเศษอยู่ตรงที่ซีรีส์เรื่องนี้รีเมคมาจากซีรีส์อเมริกาในชื่อเดียวกัน ซึ่งความนิยมของซีรีส์ Leverage เวอร์ชันอเมริกาการันตีด้วยการออกอากาศต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2008 – 2012 เมื่อถูกนำมาสร้างในเวอร์ชันเกาหลีก็เสริมความน่าสนใจด้วยรายชื่อนักแสดงที่มาประชันบทบาทอย่างไม่มีใครยอมใคร ทั้ง อีดงกอน จอนฮเยบิน คิมแซรน คิมควอน ยอฮเวฮยอน และอีกมากมาย

ในเวอร์ชันเกาหลียังคงโครงเรื่องหลักจากเวอร์ชันต้นฉบับเอาไว้ พร้อมทั้งปรับให้เข้ากับสภาพสังคมและปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีใต้ เล่าเรื่องราวของ อีแทจุน (รับบทโดย อีดงกอน) นักสืบประกันภัยที่ต้องสูญเสียลูกชายไปด้วยโรคมะเร็ง แต่การตายของลูกชายของเขากลับมีเบื้องหลังที่เต็มไปด้วยเงื่อนงำและมีผลประโยชน์ทางธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง นำมาซึ่งการก่อตั้งทีมเฉพาะกิจที่รวมเหล่านักต้มตุ๋นทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพไว้ด้วยกัน

ฮวังซูกยอง (รับบทโดย จอนฮเยบิน) นักแสดงละครเวทีที่ไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพ แต่เธอกลับเป็นนักต้มตุ๋นที่ตบตาเหยื่อได้อย่างแนบเนียน นาโกบยอล (รับบทโดย คิมแซรน) หญิงสาวที่มีทักษะการโจรกรรมขั้นสูง และการขโมยของเธอจะสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นเมื่อทำงานร่วมกับ จองอึยซอง (รับบทโดย ยอฮเวฮยอน) แฮกเกอร์มือหนึ่งที่แฮกได้แม้กระทั่งฐานข้อมูลของหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ และยังได้ รอย (รับบทโดย คิมควอน) นักฆ่ารับจ้างที่แม้จะตัวโตหน้าโหด แต่อ่อนโยนกับสัตว์เลี้ยงและเด็กเสมอ

พวกเขารวมตัวกันโดยมีเป้าหมายเพื่อใช้ทักษะที่มีโจรกรรมข้อมูลของนักธุรกิจและคนรวยที่มีเบื้องหลังไม่ชอบมาพากล เพื่อเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณะชนรับรู้และเอาเงินสกปรกไปคืนให้กับคนที่สมควรจะได้ ความสามารถของสมาชิกแต่ละคนช่วยเสริมให้ทีมเวิร์กของพวกเขาสมบูรณ์แบบ และปฏิบัติภารกิจได้อย่างไร้ที่ติ แต่ยิ่งสืบไปก็ยิ่งพบว่าสิ่งที่พวกเขากำลังต่อสู้อยู่เป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ และมีคนที่คาดไม่ถึงเป็นผู้บงการทั้งหมด

 

ในฐานะที่เป็นแฟนซีรีส์สืบสวนสอบสวน ขอปรบมือดังๆ ให้กับซีรีส์เรื่อง  เพราะเป็นซีรีส์ที่ทำออกมาได้เกินความคาดหมายมากๆ แม้จะการันตีด้วยการรีเมคมาจากซีรีส์ยอดนิยมจากอเมริกา แต่ในตอนแรกเราก็ยังแอบไม่มั่นใจว่า Leverage เวอร์ชันเกาหลีจะทำออกมาได้ดีมากขนาดนั้น

 

องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดที่เรามอบคะแนนสูงลิ่วให้กับซีรีส์เรื่องนี้คือ อีดงกอน ผู้รับบทเป็นอีแทจุนตัวละครหลักของเรื่อง เราอาจจะคุ้นภาพของอีดงกอนในบทบาทฝ่าบาทหัวร้อนหรือชายหนุ่มสุขุม แต่ขอแอบกระซิบว่าในซีรีส์ Leverage คุณจะได้เห็นอีดงกอนแสดงบทบาทแบบครบทุกด้านให้ได้ชมกันในซีรีส์เรื่องเดียว ทั้งบทบาทของพ่อ สามี หัวหน้าทีม เพื่อน และที่สำคัญที่สุดที่อยากบอกคือ อีดงกอนเท่มากๆ

การทำงานเป็นทีมก็เป็นอีกประเด็นที่มักมาคู่กับซีรีส์แนวสืบสวนสอบสวน ซีรีส์  ก็นำเสนอการทำงานแบบทีมเวิร์กของเหล่านักต้มตุ๋นที่มารวมตัวกันแบบงงๆ แต่การทำงานและวางแผนของพวกเขาเป็นระเบียบและสนับสนุนกันดีมาก ซีรีส์ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ของตัวละครแต่ละตัวออกมาได้อย่างชัดเจน ใครเก่งอะไรก็รับผิดชอบอย่างนั้น และทุกคนแสดงความเป็นห่วงเป็นใยกันแบบกำลังพอดี มีเลิฟไลน์ให้อมยิ้มนิดหน่อย โดยรวมถือว่าใครที่ชอบซีรีส์แนวทำงานเป็นทีมก็น่าจะชอบทีม Leverage แน่นอน อ่านต่อได้ที่

รีวิวซีรีส์แนวการแพทย์ Dr. Romantic 2020 ศัลยแพทย์ฝีมืออัจฉริยะ

Dr. Romantic

ซีรีส์แนวการแพทย์ Dr. Romantic ยังคงเป็นอีกหนึ่งแนวยอดฮิตในบรรดาคอ ซีรีส์เกาหลี ซึ่งนับวันซีรีส์สัญชาติเกาหลีใต้ยิ่งทวีความนิยมในหลายๆประเทศมากยิ่งขึ้น ด้วยการวางโครงเรื่องอย่างฉลาดหลักแหลม แยบยล และสมจริง โดยใส่ใจในรายละเอียดทั้งในเชิงเทคนิค Dr. Romantic  รวมไปถึงรายละเอียดเฉพาะทาง จนไม่น่าแปลกใจว่าทำไมถึงประสบความสำเร็จและได้รับ ความนิยม โดยซีรีส์แนวการแพทย์เรื่องล่าสุด “Dr. Romantic 2” ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ถึงความเป็น ซีรีส์แนวการแพทย์ ที่พร้อมด้วยสูตรสำเร็จตามที่ผู้เขียนได้กล่าวเอาไว้ข้างต้น อ้างอิงจาก Nielsen Korea นับตั้งแต่ซีรีส์ออนแอร์จนถึงตอนล่าสุด สามารถครองใจผู้ชม ด้วยตัวเลขเรตติ้งสูงสุดถึง 19.9% (ในตอนที่ 4) นับเป็นซีรีส์ที่มาแรงต้อนรับปี 2020 อย่างสมศักดิ์ศรี และแน่นอนว่าคอซีรีส์ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

ชื่อเรื่อง : Dr. Romantic 2 / Romantic Doctor, Teacher Kim 2 (낭만닥터 김사부2)

แนว : การแพทย์ / เมโลดราม่า / โรแมนติก
ผู้กำกับ : ยูอินชิก (ผลงานก่อนหน้า “Dr. Romantic 1”)
คนเขียนบท : คังอึนคยอง (ผลงานก่อนหน้า “Where Stars Land”)
ช่อง : SBS
จำนวนตอน : 32
ช่วงเวลาออนแอร์ : 6 มกราคม – 25 กุมภาพันธ์ 2563 (ออกอากาศวันละ 2 ตอนตอนละ 35 นาที)
วัน-เวลาออนแอร์ : จันทร์-อังคาร เวลา 22.00 น. (ตามเวลาเกาหลีใต้)
เรื่องก่อนหน้า : “VIP”

เรื่องย่อ : บูยงจู (รับบทโดย ฮันซอกกยู) หรือ อาจารย์คิม เขาเป็นแพทย์ที่แปลกไม่ต้องการเข้าสังคม ซึ่งทำงานอยู่ที่ โรงพยาบาลโทรมๆ แห่งหนึ่งชื่อว่า ทลดัม และอีกหนึ่งตัวละครหลัก ชาอึนแจ (รับบทโดย อีซองคยอง) แพทย์ Resident สาวปีที่ 2 ที่เชียวชาญด้าน การผ่าตัดหัวใจ และ หลอดเลือด และเธอผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ของคำว่าพลาดมาก่อนเลย สำหรับตัวละครหลักอีกหนึ่งคือ ซออูจิน (รับบทโดย อันฮโยซอบ) แพทย์ Fellow หรือแพทย์ผู้ช่วยอาจารย์ปีที่ 2 ซึ่งมีความสามารถที่ยอดเยี่ยมในการผ่าตัดแต่เพราะ เขามีชีวิตที่ยากลำบาก จึงทำให้เขาไม่เชื่อในเรื่องความสุข ทั้ง ชาอึนแจ และ ซออูจิน จะมาพบอาจารย์คิมผู้แปลกประหลาด และได้เติบโตในฐานะมนุษย์และแพทย์ไปพร้อมๆกันหลังจากที่ผ่านประสบการณ์มากมายร่วมกันกับอาจารย์คิม

 

ซีรีส์เรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องราวการ รักษาสไตล์ อาจารย์คิม หรือ บูยองจู (รับบทโดย ฮันซอกกยู) ศัลยแพทย์ฝีมืออัจฉริยะแต่ใช้ชีวิตและทำงานในโรงพยาบาลต่างจังหวัดโทรมๆที่มีชื่อว่า ทลดัม ด้วยสไตล์การรักษาที่ไม่เหมือนใครและยังต้องมาต่อกรกับ บรรดาผู้บริหาร และแพทย์ของโรงพยาบาลที่เฝ้าจะทำลายอาจารย์คิม แถมยังมีเคสการรักษาเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ผู้ชมต้องลุ้นไปพร้อมกันว่าอาจารย์คิมจะต่อสู้ฝ่าฟันกับอุปสรรคต่างๆไปได้อย่างเมามันส์แค่ไหน ความน่าติดตามที่ต้องลองดูด้วยตัวเอง

บทความที่เกี่ยวข้อง : เรื่องย่อซีรีส์ Romantic Doctor Teacher Kim 2

หลายคนที่กำลังลังเลว่าจะเปิดดูเรื่องนี้ดีหรือไม่? หรือใครที่กำลังสงสัยกันอยู่ว่าซีรีส์แนวการแพทย์เรื่องนี้สนุกอย่างที่ได้ยินเสียงร่ำลือกันมาจริงแค่ไหน? และทำไมซีรีส์ถึงได้ฮิตมากขนาดนี้? วันนี้ Korseries มาขอนำเสนอ 4 เหตุผลที่จะไขข้อข้องใจให้ผู้ชมได้ทราบว่า อาจารย์คิม ทำไมถึงครองใจผู้ชมมากเกินความคาดหมายขนาดนี้ มาลองติดตามรายละเอียดกันค่ะ ^^

เหตุผลที่ 1 : อาจารย์คิมแพทย์ผู้แสนโรแมนติก แต่จริงๆแล้วเป็นสายโหด
อ่านหัวข้อของเหตุผลแรกแล้วอย่าเพิ่งตกใจอะไรกันไปยกใหญ่ เพราะสิ่งที่ผู้เขียนกำลังจะสื่อไม่ได้หมายความอาจารย์คิมจะไปฆ่าแกงใครอะไรใดๆ แต่เสน่ห์ที่ทำให้ผู้ชมหลงใหลจนทีมงานตัดสินใจทำภาคต่อได้โดยไม่ลังเลนั้น ก็คงมาจากสไตล์การรักษาของอาจารย์คิมคนนี้ที่มัน ดุ เด็ด เผ็ด มันส์ และมุ่งมั่นอย่างเดียวว่าคนไข้ต้องรอดเท่านั้น!!

ฮันซอกกยู รับบทเป็น บูยองจู หรือ อาจารย์คิม

ด้วยสไตล์การรักษาที่ระทึกใจได้มากเหลือเกิน ผสมผสานเข้ากับ การตีโจทย์คาแรกเตอร์และถ่ายทอดบทบาทของ อาจารย์คิม ผ่านฝีมือการแสดงของ ฮันซอกกยู หนึ่งในนักแสดงเจ้าบทบาทของวงการบันเทิงเกาหลีใต้เลยก็ว่าได้ ทำให้ความเจ๋งของตัวละครอาจารย์คิมได้ถูกกลั่นกรองและตกผลึกออกมาได้อย่างสวยงามและสมบูรณ์แบบ เสน่ห์ของอาจารย์คิมจากฮันซอกกยูคือหนึ่งในจุดขายหลักของซีรีส์เรื่องนี้ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้และไม่เคยต้องผิดหวังกับนักแสดงฝีมือฉมังท่านนี้เลยจริงๆค่ะ

อาจารย์คิม กับคู่ปรับคนใหม่ในภาค 2 นี้คือ คิมจูฮอน รับบทเป็น พัคมินกุก ศัตรูคนใหม่ของอาจารย์คิม

เหตุผลที่ 2 : ภาพการรักษาในห้องผ่าตัดอันน่าทึ่งและแสนระทึกใจ
ในการชมซีรีส์แนวการแพทย์นั้น แน่นอนว่าต้องมีภาพการผ่าตัดหรือเลือดตกยางออกมาให้ได้ปิดตากันหลายๆครั้งจนเป็นปกติ แต่สิ่งที่เป็นผลพลอยได้ภาพการรักษาเหล่านั้นคือผู้ชมจะได้ทราบถึงข้อมูลเบื้องต้นเมื่อได้รับการรักษาผ่านการผ่าตัด หรือแม้กระทั่งระบบการทำงานภายในของมนุษย์ ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้ละเอียดเท่าการเรียนแพทย์แต่รับรองว่าต้องได้ความรู้เพิ่มเติมไม่มากก็น้อยโดยไม่ต้องไปนั่งอ่านหนังสือเล่มใหญ่ๆแล้วแถมยังสนุกมากอีกด้วย

ภาพระหว่างการเข้าฝึกการใช้อุปกรณ์ในห้องผ่าตัดของทีมนักแสดง

ซึ่ง “Dr. Romantic 2” ถือเป็นซีรีส์แนวการแพทย์อีกเรื่องที่สามารถถ่ายทอดภาพการรักษาในห้องผ่าตัดได้อย่างลงลึกในรายละเอียดและทำได้ค่อนข้างชัดเจนเข้าใจง่าย รวมถึงได้ความรู้ถึงระบบภายในร่างกายอย่างไม่รู้ตัวไปในหลายๆฉาก ในจุดนี้ผู้เขียนขอชื่นชมการทำการบ้านมาอย่างดีของทีมงานที่มีการศึกษามาอย่างดีจนสามารถถ่ายทอดการรักษาในแต่ละเคสออกมาได้เข้าใจเข้าถึงและสมจริงได้เป็นอย่างดี

 

เหตุผลที่ 3 : ทีมนักแสดงชุดเดิมขนมาอย่างจัดเต็ม ทีมใหม่ก็จัดชุดใหญ่ไฟกระพริบ

นอกจากจะมี ฮันซอกกยู มาเป็นตัวชูโรงในบทบาทของ อาจารย์คิม ในซีรีส์เรื่องนี้แล้ว บรรดานักแสดงชุดเดิมจากภาคแรกนั้นก็ขนกันมาอย่างเพียบ ซึ่งทำให้รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายความเป็นโรงพยาบาลทลดัมและอาจารย์คิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็น พยาบาลหนุ่มหล่อขรึม พัคอึนทัก ที่รับบทโดย คิมมินแจ, หัวหน้าพยาบาลเจ้าถิ่น มยองซิม รับบทโดย จินคยอง, หัวหน้าแผนกแอดมิน จางกีแท รับบทโดย อิมวอนฮี, แพทย์วางยาสลบฟรีแลนซ์ นัมโดอิล รับบทโดย บยอนอูมิน, แพทย์ผ่าตัดประจำห้องฉุกเฉิน จองอินซู รับบทโดย ยุนนามู และอีกเพียบ ที่ทุกคนยังสามารถถ่ายทอดบทบาทของตัวเองได้เป็นอย่างดีเหมือนภาคแรกไม่มีผิด

 

จินคยอง / อิมวอนฮี / บยอนอูมิน / ชเวจินโฮ / คิมมินแจ / ยุนนามู
สำหรับทีมนักแสดงชุดใหม่ที่มาเสริมทัพมอบความสนุกในภาคต่อนี้นั้น ฝีมือการแสดงก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากันเลยและ บทบาทของทีมใหม่ ก็ยังสามารถเพิ่ม ความมันส์ ให้เรื่องราวได้ดีอีกด้วย นำทีมโดย อันฮโยซอบ นักแสดงหนุ่มหล่อ (มากกกกก) รับบทเป็น ซออูจิน ศัลยแพทย์ฝึกหัดปี 2 ฝีมือดีแต่ติดหนี้เถื่อนก้อนโตทำให้โดนตามล่า, อีซองคยอง รับบทเป็น ชาอึนแจ ศัลยแพทย์ด้านทรวงอก ฝึกหัดปี 2 ที่มักจะเป็นลมล้มตึงเมื่อได้เข้าผ่าตัด, ชินดงอุค นักแสดงหนุ่มที่น่ารักน่าเอ็นดู (ที่สุด><) รับบทเป็น แบมุนจอง ศัลยแพทย์ด้านกระดูกที่มาทำเป็นหมอและต้องแต่งงานจากแรงกดดันของครอบครัว, โซจูยอน รับบทเป็น ยุนอารึม แพทย์ผ่าตัดประจำห้องฉุกเฉินฝึกหัดปี 4, ยุนโบรา รับบทเป็น ยูยองมิ พยาบาลสาวที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่, คิมจูฮอน รับบทเป็น พัคมินกุก ว่าที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทลดัมคนใหม่และคู่ปรับตัวฉกาจของอาจารย์คิม ซึ่งยังมีอีกมากมายที่ไม่ได้กล่าวถึง ทุกตัวละครทั้งมาใหม่และชุดเดิมต่างมาเสริมสร้างความสนุกให้กับซีรีส์ได้เป็นอย่างดีไม่แพ้กันเลย แสดงดีทุกคนเลยค่ะ ^^

อันฮโยซอบ / อีซองคยอง / ชินดงอุค / โซจูยอน / คิมจูฮอน / ยุนโบรา
เหตุผลที่ 4 : ความมันส์แบบสะใจของทั้ง การรักษาคนไข้ และการฟาดฟันกับทีมบริหาร
ทั้งทีมนักแสดงคุณภาพมาครบทีมและทั้งภาพการรักษาในห้องผ่าตัดรวมถึงรายละเอียดที่สมจริงยังไม่พอสำหรับปัจจัยที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ดังเป็นพลุแตก การดำเนินเรื่องราวในพาร์ทต่างๆก็แสนจะเมามันส์ ถ้าเปรียบเทียบเป็นจังหวะเพลงขอเทียบเคียงกับจังหวะร็อคเสียงกลองรัวๆเป็นจังหวะทำให้ผู้ชมต่างลุ้นไปพร้อมๆกันอย่างเร้าใจ

อาจารย์คิม และ ยออุนยอง รับบทโดย คิมฮงฟา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทลดัมคนเก่า

นอกจากความตื่นเต้นที่สนุกมากจากการรักษาชีวิตคนไข้ในแต่ละเคสอาทิเช่น เคสรัฐมนตรีที่ต้องปั๊มหัวใจแบบใช้มือเข้าไปบีบที่ด้านในโดยตรงซึ่งเป็น ทักษะชั้นสูง ที่ปกติไม่เคยเห็นมาก่อนถ้าไม่ได้เป็นแพทย์, หรือจะเคสทะเลาะวิวาทซึ่งมีคนเจ็บเข้ามาอย่างหนาแน่นตรงข้ามกับจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลซึ่งต้องหาทางรองรับให้ทันและช่วยชีวิตไว้ให้ได้ และยังมีอีกหลากหลายเคสที่ได้ความรู้ใหม่กันไปอย่างเพลิดเพลินใจ

อาจารย์คิม และ โดยุนวาน รับบทโดย ชเวจินโฮ บอร์ดบริหารของมูลนิธิ Great
ก็ยังไม่เพียงเท่านั้น ความดราม่าเร้าใจของการที่อาจารย์คิมต้องต่อกรคู่ปรับเก่าอย่าง โดยุนวาน บอร์ดบริหารของมูลนิธิ Great ที่ทำทุกอย่างเพื่อเปลี่ยนโรงพยาบาลทลดัมให้กลายเป็นศูนย์ขนาดใหญ่ซึ่งรองรับทั้งลูกค้าด้านสุขภาพและด้านความบันเทิง ซึ่งส่ง พัคมินกุก มาปรับโครงสร้างก่อนดำเนินการแผนใหญ่นั้น อาจารย์คิมและพนักงานที่รักโรงพยาบาลนี้ทุกคนต่างพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะรักษาโรงพยาบาลที่พวกเขารักแห่งนี้ไว้ให้จงได้

ทีมแพทย์ที่มาพร้อมกับ พัคมินกุก
ทุกส่วนของการดำเนินเรื่องไม่มีตรงไหนที่จะบอกได้เลยว่าน่าเบื่อหรืออยากจะกดข้ามเลยแม้แต่วินาทีเดียว การดำเนินเรื่องราวอย่างเข้มข้นและสร้างสมดุลให้ได้ทั้งการรักษาทางการแพทย์และการต่อสู้กับทีมบริหารที่เห็นแก่กำไรมากกว่าการช่วยชีวิตคนในภาค 2 นี้ทีมงานก็ยังทำได้ดีและเหมือนจะดีขึ้นไปอีกด้วยค่ะ สุดยอดจริงๆ

 

สำหรับ คำถาม ที่มักจะได้ยินกันบ่อยๆเมื่อมีการแนะนำให้ดูซีรีส์ “Dr. Romantic 2” ก็คือมีความจำเป็นที่จะต้องดูภาคแรกมาก่อนหรือไม่? ผู้เขียนขอยืนยันจากความเห็นส่วนตัวเลยว่าไม่จำเป็น ถ้าเริ่มดูที่ภาค 2 ก่อนก็สามารถรู้เรื่องได้ตามปกติ ความเชื่อมโยงค่อนข้างน้อยแต่ผู้เขียนก็อยากจะแนะนำให้ดูภาค 1 อยู่ดีเพราะสนุกมากไม่แพ้ภาคนี้เลย และ 4 เหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นก็เป็นเพียงแค่ข้อมูลบางส่วนที่มารีวิวเท่านั้น อยากรู้ว่าสนุกมากแค่ไหน ขอแนะนำให้ลองไปจัดกันดูนะคะ ดูหนังออนไลน์

รีวิวซีรีส์ : Romantic Doctor Teacher Kim 2016 แนวการแพทย์

Romantic Doctor Teacher Kim

เรื่องย่อ: Romantic Doctor Teacher Kim หมอโรแมนติก Kim, MD, ธีมหลังจากที่ Yoon Ruizhen และคนรักของเธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ชีวิตก็ต้องเปลี่ยนไป สิ่งนี้ทำให้เขาเสียชีวิตและเธอยังได้รับบาดเจ็บที่ข้อมือซึ่งอาจทำให้เธอไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ทางการแพทย์ตามกำหนดได้ เมื่อมีปัญหาและความเสียใจอย่างท่วมท้นเธอจึงขึ้นไปบนภูเขาและทำให้เธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อีกครั้ง คราวนี้เธอได้รับความช่วยเหลือจากแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ คนที่ทำงานในโรงพยาบาลเล็ก ๆ ในชนบทคือ “อาจารย์คิม” อาจารย์คิมเคยเป็นศัลยแพทย์มือทอง โรงพยาบาลใหญ่ แต่เขาออกจากโรงพยาบาลด้วยความผิดพลาดบางประการ ใช้ชื่อใหม่เพื่อปิดบังว่าตัวเองทำงานในโรงพยาบาลเล็ก ๆ โรงพยาบาลธรรมดา แต่ไม่ธรรมดา การใช้ทักษะของอาจารย์จินเนื่องจากการทุจริตและการใช้อำนาจของแพทย์อย่างผิดจรรยาบรรณเขาจึงถูกส่งตัวไปที่ห้องผ่าตัดของประธานาธิบดีซึ่งเป็นผู้สนับสนุนโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่เขาจากไป

 

เจียง ตงจู ศัลยแพทย์ผู้เก่งกาจที่โรงพยาบาลทั่วไป ได้ย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลเล็กๆ แห่งหนึ่ง เขาไปพบแพทย์ที่เขาพบในวันที่เขาเสียพ่อไป ใครเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเป็นหมอที่ดีในวันนี้ เขาจะถูกกลืนไปกับการผ่าตัดของโรงพยาบาล อัตลักษณ์และอุดมการณ์เขาได้พบกับอาจารย์จิน และเรียนรู้ที่จะเป็นหมอที่เขาอยากเป็นมาตลอด ซีรีย์ทางการแพทย์เป็นอีกหนึ่งประเภทที่ได้รับความนิยมในเกาหลี ดังนั้นจึงมีการสร้างซีรีส์ประเภทนี้หลายชุดเมื่อปลายปี 2559 หมอคิม (คิม) สุดโรแมนติก เป็นซีรีส์ทางการแพทย์อีกเรื่องที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ชม เหตุผลส่วนหนึ่งคือบทความชุดนี้จะตรวจสอบเรื่องราวของหมอจากอีกมุมหนึ่ง

 

Romance Doctor Kim เป็นละครแนวการแพทย์ของเกาหลีออกอากาศเมื่อปลายปี 2016 นำแสดงโดยนักแสดงฮันเซกยูครูคิมชามูยอนซุกนำแสดงโดยคังดงจูฮยอนฮยอนรับบทยุนซอจองและนักแสดงหน้าใหม่ยางเซ -jong as Teo In Beom เกี่ยวกับแพทย์ที่ต้องเผชิญกับคนไข้เรื่องราวของความเจ็บป่วยในการทำงานในโรงพยาบาล Doldan มีหลายรูปแบบและปัญหาจากปัจจัยภายนอกตัวละครแต่ละตัวมีเงื่อนงำของปัญหาซึ่งช่วยให้เรื่องราวเข้มข้นและน่าสนใจยิ่งขึ้น ซีรีส์จะแจ้งให้คุณทราบ พวกเขาต้องเผชิญกับปัญหาอะไรบ้างเบื้องหลังอาชีพที่หลายคนใฝ่ฝัน? คุณจะรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในโรงพยาบาล Doldam ซึ่งรักษาคนไข้ด้วยวิธีนี้จริงๆ

 

คังดงจู (รับบทโดย ยูยอนซอก) ศัลยแพทย์หนุ่มอนาคตไกล ผู้เคยสูญเสียพ่อจากการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของแพทย์ เขาจึงพยายามเป็นแพทย์ที่เก่งและมุ่งมั่นรักษาให้กับผู้ป่วยทุกคนอย่างเท่าเทียม แต่ในโลกของความเป็นจริงที่การมีเส้นสายเป็นสิ่งสำคัญ ความสามารถเพียงอย่างเดียวจึงไม่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ คังดงจูตัดสินใจเลื่อนการผ่าตัดคนไข้ทั่วไปที่มาถึงก่อนและผ่าตัดให้กับคนไข้วีไอพีเพื่อความก้าวหน้าด้านการงาน แต่ผลการผ่าตัดที่ผิดพลาดทำให้ชีวิตของคังดงจูเปลี่ยนไป เขาถูกย้ายมาที่โรงพยาบาลทลดัม จึงได้พบกับศัลยแพทย์มากฝีมืออย่างอาจารย์คิมและยุนซอจอง แพทย์รุ่นพี่ผู้เป็นรักครั้งแรกของเขา

ยุนซอจอง (รับบทโดย ซอฮยอนจิน) ศัลยแพทย์สาวที่เคยทำงานที่โรงพยาบาลกอแดและเป็นแพทย์รุ่นพี่ของ คังดงจู เธอเลือกเป็นหมอเพราะคนที่ดูแลเธอตั้งแต่เมื่อแม่ของเธอเสียชีวิตคือผู้บริหารโรงพยาบาลกอแด ที่เธอคิดมาตลอดว่าเขาเป็นพ่อแท้ๆ เธอจึงต้องการทำให้เขาภาคภูมิใจและยอมรับว่าเธอเป็นลูกคนหนึ่ง ยุนซอจองเคยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนทำให้แฟนหนุ่มของเธอเสียชีวิต จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เธอต้องต่อสู้กับอาการทางจิตที่รุนแรงขนาดต้องใช้ยาระงับประสาท ซึ่งมีผลต่ออาชีพแพทย์ของเธอเอง

โทอินบอม (รับบทโดย ยังเซจง) ศัลยแพทย์รุ่นเดียวกับคังดงจู ทั้งสองเป็นคู่แข่งกันในทุกเรื่อง แต่โทอินบอมไม่เคยเอาชนะคังดงจูได้เลย เพียงสิ่งเดียวที่โทอินบอมที่เหนือกว่าคังดงจูคือการมีเส้นสายทางการงานที่ดีเพราะเขาเป็นลูกชายของผู้บริหารโรงพยาบาลกอแด วันหนึ่งโทอินบอมถูกส่งมาที่โรงพยาบาลทลดัมเพื่อสืบข่าวเรื่องการวางแผนผ่าตัดของอาจารย์คิม เขาจึงได้เรียนรู้การทำงานด้วยความสามารถของตัวเองโดยไม่มีเส้นสายใดๆ และมันทำให้เขาค้นพบคุณค่าที่แท้จริงของการเป็นแพทย์

สิ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้น่าติดตามคือ การดำเนินเรื่องที่รวดเร็วและเน้นเรื่องการแพทย์มากจริงๆ ถึงแม้จะเป็น ซีรีส์ที่มีความยาว 20 ตอน แต่การันตีได้เลยว่ามีฉากผ่าตัดแทบทุกตอน เรื่องความโรแมนติกของพระนางก็มีให้เห็นบ้าง ชนิดที่ว่านานๆมาทีแต่ก็มาแบบจัดเต็ม เป็นความรักแบบผู้ใหญ่ ที่ไม่ได้หวานแหววกุ๊กกิ๊กกันมากมาย ตามภาระหน้าที่การเป็นแพทย์ของทั้งคู่ ถ้ามีฉากสวีทกันมากกว่านี้ก็คงไม่เหมาะ นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราติดตามตลอด คือเราอยากดูตอนที่พระนางจะสวีทกัน แม้จะเป็นโมเม้นต์เล็ก ๆ แบบแค่ซบไหล่กัน บอกรักกัน แต่มันเป็นความรักท่ามกลางความกดดันและปัญหาต่างๆ ความสวีทของพระนางจึงช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดไปได้บ้าง

 

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้น่าติดตามคือ ตัวละครทุกตัวมีปมปัญหาที่ซ่อนเอาไว้ ไม่มีใครเป็นคนเพอร์เฟ็ก ซึ่งทำให้ตัวละครมีความสมจริงยิ่งขึ้น ตัวละครที่เราชื่นชอบมากที่สุดก็คือตัวละครเอก ทั้งพระเอกและนางเอก คนเขียนบทสร้างเรื่องราวให้กับตัวละครเอกได้อย่างสมเหตุสมผล การกระทำของตัวละครเป็นไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น ทั้งคังดงจูและยุนซอจองต่างมาประกอบอาชีพเป็นหมอเพราะมีความต้องการบางอย่าง แต่เมื่อพวกเขาได้มาเป็นหมอแล้ว ความต้องการนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยภาระหน้าที่ของการเป็นหมอ ไม่ว่าความต้องการก่อนหน้านี้คืออะไร สุดท้ายสิ่งที่คนเป็นหมอทุกคนควรกระทำก็คือการช่วยเหลือชีวิตคนไข้

ซีรีส์เรื่องนี้ทำให้เราเห็นว่า ชีวิตของหมอ บางครั้งก็ไม่ได้สวยงามและไม่ได้ดำเนินไปตามทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ กว่าพวกเขาจะได้มาประกอบอาชีพอันมีเกียรตินี้ พวกเขาก็ต้องผ่านความยากลำบากมาก่อนกันทั้งนั้น และเมื่อได้มาประกอบอาชีพนี้แล้วก็ขึ้นอยู่กับหมอแต่ละคนว่าจะเลือกดำเนินชีวิตของตนอย่างไร จะเลือกนำความรู้ที่ตนมีไปช่วยเหลือผู้อื่นหรือทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น

คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจซีรีส์เรื่อง Romantic Doctor Teacher Kim คือคุณควรมีเวลาว่างพอสมควรในการดูซีรีส์เรื่องนี้ เพราะหากคุณได้เริ่มต้นดูแล้วฟันธงเลยว่า คุณจะต้องอยากดูต่อยาวๆ และอีกหนึ่งคำแนะนำคือคุณควรมีจิตใจที่เข้มแข็งพอ ซีรีส์เรื่องนี้สามารถทำให้เราเสียน้ำตาได้ง่ายๆ เพราะมีทั้งเรื่องเกี่ยวกับความรัก ครอบครัว เพื่อน และที่สำคัญเมื่อดูซีรีส์เรื่องนี้จบ คุณอาจได้คุณหมอหรือบุรุษพยาบาลของโรงพยาบาลทลดัมเป็นแฟนเพิ่มก็เป็นได้

 

นับเป็นซีรี่ส์เรตติ้งสูงส่งท้ายปลายปี 2016 (ที่มาจบเอาปี 2017) ซึ่งไต่เรตติ้งด้วยการเปิดตัวที่ 9% และทำได้สูงสุดที่ 28% ในตอนที่ 20 แม้ปีที่ผ่านมาเราจะได้ชมซีรี่ส์ทางการแพทย์ไปบ้างแล้ว แต่เรื่องนี้ถือว่าทำได้ดีและโดดเด่นมากๆ แม้จะมีเรื่องรัก แต่ก็ไม่ได้เวิ้นเว้อจนน่าเบื่อ แต่เน้นไปที่การเล่าเรื่องการทำหน้าที่ของแพทย์จริงๆ โดยเรื่องนี้ เด่นไปที่เป็นคนไข้ฉุกเฉินเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอุบัติเหตุในเรื่องก็ไม่ธรรมดาเลย ไม่ว่าจะชนขบวนจักรยาน หรือการรถชนหลายคันเนื่องจากถนนลื่น ทำให้เรื่องนี้ เหล่าหมอๆ ต้องรับเคสคนไข้พร้อมกันเป็นจำนวนมาก

ระหว่างเรื่องเราได้เห็นการผ่าตัดจำนวนมาก โดยบางตอนถึงกับมีการผ่าตัดพร้อมกัน 2 เคสเลยทีเดียว (ฉากผ่าตัดก็จริงจังมาก มีความสมจริง ตัวละคร แต่ละตัวเป็นแพทย์พยาบาลฝีมือดี แสดงได้คล่องมาก) ขณะเดียวกันนอกจากเรื่องราวของ แต่ละเคส ที่นอกจากจะเล่าเรื่องการผ่าตัด ยังมีการแทรกดราม่าชีวิตของคนไข้แต่ละคน ที่ช่วยหล่อหลอมให้ตัวละครแต่ละตัวเติบโตขึ้น โดยมีการเล่าเรื่องของทั้งตัวละครหลัก และสมทบ ซึ่งแต่ละคนก็มีปมปัญหาของตัวเอง เรียกได้ว่าเป็น 20 ตอนที่เต็มไปด้วยฉากการรักษาและดราม่าชีวิตไปพร้อมๆกัน อัดแน่นทุกตอน แต่ก็ยังแทรกมุกขำๆ และเรื่องราวความรักไว้ด้วย ทำให้ไม่มีจุดไหนน่าเบื่อ และกลมกล่อม ครบรสมากๆ

ในส่วนของนักแสดง ก็ได้ 3 นักแสดงนำที่เราอาจจะเคยได้ชมผลงานมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะตัวละครอาจารย์คิมซึ่งแสดงฝีมือเป็นที่ประจักษ์และ

ได้รับรางวัลแดซัง(รางวัลสูงสุด) จากงาน SBS Drama Awards 2016 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ด้วยการแสดงที่มีพลังและปมอารมณ์ที่อัดแน่นของตัวละคร

อีกทั้งยังมีฉากการฟาดฟันอารมณ์ อันเกิดจากการไม่เข้าใจกันทำให้ทั้ง ฮันซอกกยู และยูยอนซอก ได้ปล่อยของกันแทบจะตลอดเวลา นอกจากนี้

เคมีของคู่พระนางที่เปิดตอนแรกมาก็จูบกันเลย ก็ลงตัวอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงท้ายๆซึ่งน่ารักมากๆ

ในส่วนนักแสดงสมทบทั้งหมดก็เรียกว่าไม่ด้อยไปกว่ากันเลย ทั้งคุณหัวหน้าพยาบาล (ติดตามออนนี่มาหลายเรื่องแล้ว นับเป็นหนึ่งในนักแสดงสมทบมากฝีมือที่มีผลงานเยอะมากๆ) คุณหมอดมยา ผอ.โรงพยาบาลตัวร้าย ฯลฯ แต่ละคนมีบทบาทต่อการดำเนินเรื่อง และกลายเป็นที่รักของคนดู โดยเฉพาะ Yang Se Jong (รับบท หมอโดอินบอม) ก็เป็นที่สนใจของแฟนๆซีรี่ส์มาก รวมทั้ง คิมมินแจ ผู้รับบทฝ่าบาทในช่วงวัยรุ่นในเรื่อง Goblin ที่มารับบทบุรุษพยาบาลในเรื่องนี้ด้วย

 

ฉากหนึ่งที่เราประทับใจมากในเรื่อง คือการก้าวผ่านปมในใจของคังดงจู ที่เรียนรู้ว่าแพทย์ไม่สามารถรักษาชีวิตของทุกคนเอาไว้ได้ เขาได้นึกถึงเรื่องราวของพ่อของเขาที่เขาเชื่อว่าต้องจากไปเพราะความผิดพลาดของอาจารย์คิม เมื่อเจอกับตัวเองในขณะที่ตัวเองอยู่ในฐานะแพทย์ เขาเข้าใจอาจารย์คิม แต่ก็ไม่สามารถทำใจยอมรับได้ทั้งหมด ฉากนี้ยูยอนซอกแสดงออกมาได้ดีมากๆ เรียกได้ว่า สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง แสดงออกมาได้อย่างครบถ้วน เราสามารถเห็นความสับสน ความรู้สึกของการพยายามยอมรับสิ่งที่ตัวเองรู้ดีว่าถูกต้อง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่สามารถทำได้ เป็นความรู้สึกอัดอั้นตันใจ ของคนที่กำลังจะโตขึ้นอีกขั้นหนึ่ง

นอกจากนี้ในตอนพิเศษของเรื่องยังได้นำตัวละครรักแรกของอาจารย์คิมมาเล่าเรื่องของการทำงานของแพทย์อีกกลุ่มหนึ่งที่ทำงานนอกโรงพยาบาล อยู่ในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ไม่สงบต่างๆ ที่แม้จะเป็นแพทย์เหมือนกัน แต่กลับต้องทำงานอยู่ในโลกที่แตกต่างจากโรงพยาบาลในเมืองอย่างมากมาย

คิมฮเยซูมาร่วมแสดงในบทอดีตคนรักของอาจารย์คิม

อีกประเด็นที่เรื่องนี้แทรกไว้คือ การที่ชีวิตคนเราเกิดจาการเลือกทางเดินต่างๆ หากเราเลือกที่จะทำให้ดีที่สุดแล้ว สุดท้ายทุกอย่างก็จะจบลงด้วยดี ชีวิตเต็มไปด้วยทางเลือกที่เราต้องตัดสินใจ และไม่ว่าเราจะเลือกอย่างไร นั่นแหละจะเป็นการหล่อหลอมตัวตนของเรา

ตัวละครแต่ละตัวในเรื่องล้วนมีที่มาที่ให้มาพบกัน ความดีทั้งหมดที่อาจารย์คิมทำมาตลอด นำพาผู้คนมากมายเข้ามาในชีวิต ช่วยเหลือกัน เรียนรู้จากกันและกัน ชีวิตไม่มีเรื่องบังเอิญ การพบกันของคนเราก็เช่นกัน ไม่ว่าอะไรจะพาให้แต่ละคนมาพบกัน สิ่งสำคัญคือทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อที่จะไม่ต้องเสียใจในผลของการกระทำนั้น

รีย์แนวการแพทย์ โรแมนติกในซีรีย์การแพทย์เนื้อเรื่องดีจนมีซีซั่น 2 ในซีซั่น 1 กับเรื่อง ( Romantic Doctor, Teacher Kim 1 : ด็อกเตอร์โรแมนติก 1 ) เป็นเรื่องราวของเหล่าทีมแพทย์และบุคลากรของโรงพยาบาลทลดัมเป็นโรงพยาบาลเล็กๆในต่างจังหวัด ที่จะต้องรับมือกับคนไข้ที่เข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน นำทีมโดยหมอคิม อดีตศัลยแพทย์มือทองของโรงพยาบาลใหญ่ ผู้ที่ต้องคอยดูแลเคสต่างๆ ทั้งหนักและเบา นอกจากนี้เค้ายังต้องคอยดูแลเหล่าแพทย์หนุ่มสาวที่ต่างคนต่างมีนิสัยและปัญหาที่แตกต่างกัน โดยเรื่องเริ่มต้นจากนางเอกมีพี่ชายเป็น ผอ. โรงพยาบาลเอกชนเธอพยายามทำตัวให้เก่งเพื่อที่จะให้พี่ชายของเธอยอมรับ แต่พี่ของเธอค่อนข้างมีนิสัยเป็นสีเทา ทำให้เธอเสียใจและได้ออกเดินทางไปเดินเขาแต่ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุขึ้น ทำให้เธอต้องไปทำงานที่ ทลดัม และพระเอกของเรานั้นเป็นชายหนุ่มผู้เชื่อมั่นในตัวเองสูงทำให้ เกิดข้อผิดพลาด ในการทำงานทำให้ต้องย้ายไปเป็นหมอที่ โรงพยาบาลทลดัม ในตัวของเชานั้นไม่อยากไปเพราะโรงพยาบาลมีความล้าสมัย เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไปและตัวเอกอย่าง dr.คิมเค้าจะจัดการปัญหาที่ต้องคอยรับมือกับผู้บริหารระดับสูงของ มูลนิธิการแพทย์ กอซาน ที่คอยจะกำจัดเค้าอย่างไร ไปลุ้นด้วยกัน

 

ดูหนังออนไลน์

 

รีวิว Extracurricular ซีรีส์เกาหลีแนววัยรุ่นที่เล่าความดาร์ก

รีวิว Extracurricular ซีรีส์เกาหลีแนววัยรุ่นที่เล่าความดาร์ก

Extracurricular (인간수업) ถือเป็นหนึ่งในออริจินัล ซีรีส์สัญชาติเกาหลี ของ Netflix ที่ได้รับความคาดหวังเป็นอย่างสูงในช่วงต้นปี 2020 นี้ ซึ่งเป็นซีรีส์ที่ฉีกแนวไปจากซีรีส์วัยรุ่นวัยใสทั่วไป แต่เป็นซีรีส์วัยรุ่นที่เล่าความดาร์กผ่านตัวละคร เด็กมัธยมธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่มีเป้าหมายเพียงต้องการเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของเกาหลีให้ได้เท่านั้น แต่การจะทำความฝันให้สำเร็จได้ ต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ นั่นก็คือ ‘เงิน’

หากใครที่เคยติดตามซีรีส์หลายเรื่องของเกาหลีมาก่อนหน้านี้ คงจะเคยได้ยินหรือได้เห็นคำว่า ‘SKY’ ซึ่งในที่นี้ไม่ได้แปลว่าท้องฟ้า แต่ว่าเป็นตัวย่อของชื่อมหาลัยระดับชั้นนำของเกาหลี นั่นคือ ‘S’ ที่มาจาก Seoul University ‘K’ ที่มาจาก Korea University และ ‘Y’ ที่มาจาก Yonsei University การจะเข้ามหาวิทยาลัยดังเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ท่ามกลางการแข่งขันทางการศึกษาที่สูงมากของเด็กนักเรียนทั้งประเทศ และต้องใช้ต้นทุนทางการศึกษาที่สูง กว่าจะถึงปลายทาง สำหรับบางคนอาจมีครอบครัวที่คอยสนับสนุน แต่สำหรับในเรื่องนี้ได้เล่าผ่านมุมมองของเด็กมัธยมคนหนึ่งที่ถูกพ่อแม่ทิ้งให้เลี้ยงดูตัวเองตั้งแต่เด็ก เขาไม่มีทางเลือกในการหาเงินได้มากมาย จนต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางที่แสนอันตรายจากความจำเป็น

ADVERTISING

เรื่องย่อ

ซีรีส์เรื่องนี้เป็นเรื่องราว ของ โอจีซู (รับบทโดย คิมดงฮี) เด็กนักเรียนชั้นมัธยมคนหนึ่งที่ภายนอกเขาเป็นคนเงียบ ๆ ไม่สุงสิงกับใคร เขามีความมุ่งมั่นในการหาเงินส่งตัวเองเพื่อที่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และเขาได้เลือกที่จะก่ออาชญากรรมที่ร้ายแรง เพื่อแลกกับ ‘เงิน’ ซึ่งมาพร้อมกับ ‘ความเสี่ยง’ ที่ยากเกินคาดเดา ในขณะเดียวกัน ซอมินฮี (รับบทโดย จองดาบิน) และ แบกยูรี (รับบทโดย พัคจูฮยอน) ได้มีส่วนพัวพันในอาชญากรรมครั้งนี้ การตัดสินใจของเขาได้ลุกลามบานปลายจนยากที่จะแก้ไข เขาจะเผชิญหน้ากับผลลัพธ์จากการกระทำของเขานี้อย่างไร ต้องลองไปติดตาม…

นักแสดงนำผลงานนี้ล้วนแล้วแต่เป็นนักแสดงวัยรุ่นคลื่นลูกใหม่ที่ได้รับการจับตามอง ไม่ว่าจะเป็น ‘คิมดงฮี’ นักแสดงหนุ่มที่เดบิวต์ผ่านผลงานเว็บดราม่า A-TEEN และเพิ่งได้รับความสนใจอย่างสูงจากบทบาท ชางกึนซู ในซีรีส์ Itaewon Class ‘พัคจูฮยอน’ นักแสดงสาวหน้าใหม่ที่ฝีมือการแสดงไม่ธรรมดา ที่ก่อนหน้านี้ เธอสวมบทบาทเป็น จีซู รักแรกที่ฮาวอนฝังใจ ในซีรีส์ A Piece of Your Mind ‘จองดาบิน’ นักแสดงวัยรุ่นที่อยู่ในวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุน้อย ซึ่งผ่านประสบการณ์การแสดงมานับไม่ถ้วน และ ‘นัมยุนซู’ นายแบบนักแสดงหนุ่ม ที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตาเขาดีจาก MV เพลง First Love ของ Epitone Project ร่วมกับ ซูจี

ในเรื่องนี้ผู้ชมจะได้เห็นพวกเขาเหล่านี้พลิกบทบาทที่แตกต่างไปจากผลงานที่ผ่าน ๆ มา จนน่าตกใจ ซึ่งเคมีระหว่างนักแสดงแต่ละคนนั้นมีความเข้ากันอย่างลงตัว

 

 

รีวิว ความรู้สึกหลังดู*
ส่วนตัวค่อนข้างคาดหวังกับซีรีส์เรื่องนี้ตั้งแต่แคสติ้งนักแสดง และได้เห็นความดาร์กของเรื่องนี้ตั้งแต่หน้าโปสเตอร์ ซึ่งพอได้ชมแล้ว ก็ต้องขอชื่นชมว่าเปิดเรื่องมาด้วยความน่าสนใจ ทั้งในตัวเนื้อหาที่เล่าเรื่องราวอาชญากรรมความรุนแรง ที่เกิดขึ้นนอกโรงเรียน แต่บุคคลที่เกี่ยวพันกับเรื่องนี้นั้นเป็นเด็กนักเรียนในโรงเรียนเดียวกัน ซึ่งตัวละครแต่ละคนล้วนมีปมเป็นของตัวเอง รวมไปถึง Mood&Tone เรื่องที่ฉีกสไตล์การเล่าเรื่องในแบบที่เราคุ้นเคยในซีรีส์เกาหลี กลิ่นอายของซีรีส์เรื่องนี้ให้ความรู้สึกคล้ายซีรีส์โรงเรียนของญี่ปุ่น ที่มีพาร์ทความคิดฟุ้งซ่านที่มโนขึ้นมาของตัวละคร ซาวน์ประกอบที่ขึ้นมาได้ถูกจังหวะและบิ๊วท์อารมณ์ให้เรารู้สึกอยากติดตามว่าเรื่องราวจะนำพาเราไปในทิศทางไหน

 

 

ในเรื่องเราจะได้เห็นความบานปลายของการกระทำของตัวละครหลัก ที่มาถึงจุดที่ยากเกินจะหันหลังกลับ พวกเขาจึงเลือกที่จะไปต่อให้สุดทาง ในขณะเดียวกันก็มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ที่ทำเราแอบคิดขึ้นมาว่าถ้าเกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นมาจริงๆ จะเป็นอย่างไร  อ่านต่อได้ที่