รีวิว Minning Town : ซีรีส์ชวนอบอุ่นหัวใจ แฟนภาพยนตร์แนวอบอุ่น

รีวิว] Minning Town : ซีรีส์ชวนอบอุ่นหัวใจ หรือนี่คือ 'Always'  เวอร์ชั่นจีน!? | Page 2 of 3 | #beartai

รีวิว Minning Town : ซีรีส์ชวนอบอุ่นหัวใจ  หากใครเป็น แฟนภาพยนตร์แนวอบอุ่น มอบความหวัง ที่มีฉากความทุกข์ยากให้ตัวละครต้องฝ่าฟันแนวเดียวกับ ‘Always : ถนนสายนี้ หัวใจไม่เคยลืม’ ขอให้มากันทางนี้ เพราะเหมือนว่านี่จะเป็น ‘Always เวอร์ชันจีน’ ที่ไม่ได้เป็นภาพยนตร์ แต่เป็นซีรีส์ขนาดยาวที่ขยายความยากลำบาก และแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของตัวละครและเมืองไปพร้อม ๆ กันได้อย่างน่าติดตามมาก ๆ

ซีรีส์ที่ว่า คือ ‘ไมนิ่งทาวน์ (Minning Town)’ หรือ ‘ซานไห่ฉิง’ (山海情 / Shan Hai Qing) ละครโทรทัศน์จีนเรื่องใหม่ ผลงานของผู้กำกับกงเส็ง (Kong Sheng) และ ซางโม่หลง (Sun Mo Long) เขียนบทโดย เกาม่านถัง (Gao Man Tang) เพิ่งออกอากาศไปเมื่อวันที่ 12 มกราคม ที่ผ่านมา

ด้วยความถี่ในการออกอากาศที่ฉายทุกวันวันละตอน ทำให้ตอนนี้มีจำนวนตอนออกมาใกล้ครบ 23 ตอนแล้ว โดยในแต่ละตอนมีความยาว 45 นาที

ค่อย ๆ เล่าถึงความยากจนข้นแค้นของชาวบ้านในพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ที่สร้างบ้านใหม่ของตนขึ้นอย่างยากลำบาก ทำให้เห็นพัฒนาการของเรื่องทีละนิด ค่อย ๆ ซึมซับความอินเข้าไปเรื่อย ๆ

ละครเรื่องนี้เปิดฉากมาด้วยภาพของความแร้นแค้นทุรกันดารในชนบทในช่วงต้นยุค 90 รัฐบาลจึงต้องการสร้างที่อยู่อาศัยและชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ชาวชนบท

และสนับสนุนให้เกษตรกรอพยพย้ายถิ่นฐานออกจากเขตซีไห่กู้ หนึ่งในพื้นที่ที่ยากต่อการดำรงชีพมากที่สุดของประเทศ ที่ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย (Ningxia Hui Autonomous Region)

หม่าเดฟู (Ma Defu) (รับบทโดยหวงซวน Huang Xuan) นักศึกษาด้านการเกษตรจบใหม่ และเพิ่งได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงพยายามทุกวิถีทาง

เพื่อให้ชาวบ้านที่ยังคงหัวรั้นยืนหยัดจะอยู่ในที่ทำกินเดิม ย้ายไปยังที่ทำกินใหม่ที่รัฐบาลจัดหาให้ที่เรียกว่า ‘Yuquanying’ ในทะเลทรายโกบี แต่ด้วยสภาพของพื้นที่

ที่อยู่กลางทะเลทรายนั้นมีความโหดร้าย ใครก็ตามที่ย้ายไปเข้าไปอยู่ที่นั่นส่วนใหญ่ไม่อาจทนอยู่ได้ ต้องหนีออกจากพื้นที่กลับมายังแหล่งที่อยู่เดิมภายในไม่กี่วัน

หม่าเดฟูจึงต้องพยายามให้พวกเขากลับไปอีกครั้งและอยู่ที่นั่นต่อ และเพราะความร่วมมือจากทั้งนโยบายของรัฐ ภาคประชาชนทั้งคนต่างเมือง คนในเมืองใกล้เคียง

และความพยายามต่อสู้ชีวิต เอาชนะความยากลำบากของคนในเมืองเอง ก็ค่อย ๆ ทำให้เมืองกันดารแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไป

ความร่วมมือที่ว่ามีทั้งการที่คณะกรรมการกลางพรรคได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างตะวันออกและตะวันตก ระบุให้มณฑลฝูเจี้ยนเข้าไปส่งเสริมงาน

และบรรเทาความยากจนในหนิงเซี่ย ผู้เชี่ยวชาญจากฝูเจี้ยน จึงเดินทางมาที่หมู่บ้าน เพื่อสอนชาวบ้านให้ปลูกเห็ด และหารายได้จากเห็ด

จากนั้น เรื่องก็ดำเนินให้เห็นภาพความพยายามของชาวบ้าน ในการเพาะปลูกและหาตลาดสำหรับเห็ด มีการสร้างความร่วมมือสร้างเงื่อนไขให้ชาวบ้านไปทำงานที่ฝูเจี้ยน นโยบายการบรรเทาความยากจนต่าง ๆ เริ่มเห็นผลมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ไมนิ่งทาวน์ เริ่มเติบโต ระบบสาธารนูปโภคต่าง ๆ ได้รับการพัฒนาตามมา และผู้คนก็เริ่มย้ายถิ่นฐานเข้ามา พลิกโฉมเมืองข้นแค้นไปสู่เมืองที่มีชีวิตชีวาในที่สุด บาคาร่า

 

To All the Boys: P.S. I Still Love You แด่ผู้ชายทุกคนที่ฉันเคยรัก ภาค 3

รีวิว To All The Boys

To All the Boys: P.S. I Still Love You แด่ผู้ชายทุกคนที่ฉันเคยรัก ภาค 3 แสดงความคิดเห็นถึงชายทุกคน: ป.ล. ฉันยังรักคุณมีใครไม่เคยรักคุณสมัยมัธยม? คุณบอกฉันได้ไหม? เชื่อกันว่าหลายคนเกือบทุกคนมีประสบการณ์ในโรงเรียนมัธยมที่ดีขึ้นและยังคงเก็บความทรงจำไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นวีรกรรมสุดโหดที่ต้องใช้บ่อยๆในห้องบริหารกลุ่มเพื่อนซี้ก็รอดจากพายุไปด้วยกัน ประสบการณ์การเรียนดีเยี่ยม … เล่นจริงไม่โดดเด่น สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตม. ปลายที่สมบูรณ์คือความรักความรักเพื่อนรักหนุ่มสาวแอบหลงรักรุ่นพี่หรือมีแฟนมาเกิดฉันหวังว่าจะได้รักใครสักคนที่ตอนนั้นมีความสุขมาก ๆ ถึงขั้นยอมทำทุกอย่างมีใครแอบถ่ายรูปตารางเรียนของคนแก่แล้วแอบชอบ? ในกรณีที่ฉันแอบขอครูไปห้องน้ำรีบขึ้นมาแอบดูเพื่อให้หัวใจเต้นเบา ๆ การเขียนและการหัวเราะหากคุณคิดว่าในชีวิตมัธยมคุณเคยทำอะไรสนุก ๆ และน่าอายแบบนี้บ้างไหม? บอกกันได้เลยว่าช่วยกันฮา

เรื่องราวชีวิตรักสมัยเรียนที่ได้ถูกถ่ายทอดมาเป็นนวนิยายหลายเรื่องและบางเรื่องก็ถูกหยิบมาทำเป็นหนังจริง ๆ จากเรื่องราวที่เราเคยเห็นอยู่แค่ในจินตนาการก็ถูกปั้นขึ้นมาให้เป็นนามธรรมจริง ๆ และหนึ่งในนั้นก็คือเรื่อง To All The Boys I’ve Love Before หรือชื่อภาษาไทยคือ “แด่ผู้ชายทุกคนที่ฉันเคยรัก”

 

หนังรักโรแมนติกคอมเมดี้สไตล์วัยรุ่นอเมริกาที่ถูกกสร้างจากนวนิยายที่ประพันธ์โดย เจนนี่ ฮาน (Jenny Han) โดยส่วนหนึ่งได้อิงจากการที่เธอนั้นชอบเขียนจดหมายถึงคนที่เธอแอบปลื้มตอนที่ยังเป็นวัยรุ่นนั้นเอง To All The Boys I’ve Love Before นั้นมีภาคต่ออีกสองภาคนั่นคือ PS. I Still Love You (ตอน 2) และ  Always and Forever (ตอน 3) แต่วันนี้เราจะพาทุกคนมาเริ่มตอนกับภาคแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราววุ่น ๆ ที่รับรองเลยว่าใครเผลอกดเข้าไปดูภาคแรกแล้วเป็นต้องต่อไปที่ภาค 2 และ 3 แน่นอน  ดูหนังออนไลน์ 

รีวิว To All the Boys I’ve Loved Before แด่ผู้ชายทุกคนที่ฉันเคยรัก 2

To All the Boys I've Loved Before

รีวิว To All the Boys I’ve Loved Before แด่ผู้ชายทุกคนที่ฉันเคยรัก 2 เมื่อมองย้อนกลับไปถึงผู้ชายทุกคนที่ฉันเคยรักมาก่อนผู้ชายทุกคนที่ฉันเคยรัก 2 Lana Condo และ Peter (Noah Cintinho) ไม่ได้แกล้งทำเป็นแฟนอีกต่อไป แต่จริงๆแล้วพวกเขากลายเป็นแฟนกันนี่คือ La Lara Jean มีแฟนแล้วสำหรับ ครั้งแรก! สัมผัสทุกสิ่งเป็นครั้งแรกจูบแรกรักแรกและวันวาเลนไทน์แรก! ไชน่าลาร่า เธอรู้สึกว่ายังต้องเรียนรู้อีกมากจากพี่น้องและแฟนสาวของเธอซึ่งรวมถึงสตอร์มี่ (เทย์เลอร์เนเธอร์แลนด์) หญิงที่มีอายุมากกว่าซึ่งจะช่วย Lara Jean จัดการกับความสัมพันธ์ที่วุ่นวายและความสัมพันธ์ที่วุ่นวาย John Ambrose McLaren (Jordan) ปรากฏตัวขึ้นเรื่อย ๆ Fisher (ฟิชเชอร์) หนึ่งในคนที่ได้รับจดหมายรักจาก Lara Jean (Lara Jean) ในวัยเด็ก! จู่ๆหัวใจก็เต้นแรงแบบนี้สาวน้อยของเราจะทำยังไง? เป็นไปได้ไหมที่คน ๆ หนึ่งจะตกหลุมรักคนสองคนในเวลาเดียวกัน? หลังจากรอมาเกือบสองปีในที่สุดก็มีการเผยแพร่บน Netflix ในชื่อ “To All the Boys: PS I Love Love You” หรือ “ภาษาไทย” ถึงผู้ชายทุกคนที่ฉันรัก (ตอนนี้ฉันยังชอบอยู่)

 

ที่ออกฉายเมื่อปี 2018 และได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี โดยการกลับมาในครั้งนี้ เป็นการเดินเรื่องต่อจากภาคที่แล้ว เราจึงแนะนำให้คุณดูภาคแรกก่อนที่จะดูภาคนี้นะคะ (ใครไม่ดูมาก่อน อาจจะมีงง ๆ กับบางจุดในเรื่องได้)

เนื้อเรื่องเปิดมาในช่วงที่ ลาร่า จีน กำลัง ‘เห่อ’ กับการมีแฟนคนแรกและตื่นเต้นไปกับประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่จะได้ทำเป็นครั้งแรก เช่น เดตแรก จูบแรก และวันวาเลนไทน์ครั้งแรกที่มีแฟน!

ถ้าใครที่เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาก็อาจจะกระตุ้นความทรงจำให้นึกถึงวันวานในวัยหวาน แต่ถ้าคุณไม่เคยมีแฟนมาก่อน ช่วงนี้ก็เป็นฉากฟิน ๆ ให้กุ๊กกิ๊กหัวใจ แต่สำหรับเราแล้วช่วงแรกของหนังค่อนข้างน่าเบื่อ อาจจะเป็นคำติที่แรงไปสำหรับหนังรักวัยรุ่น แต่ด้วยมาตรฐานของภาคแรกที่ทำไว้อย่างดีและชวนติดตามทุกนาที เราจึงคาดหวังอะไรที่มากกว่านี้

ความสัมพันธ์ของ ลาร่า จีน และ ปีเตอร์ เริ่มต้นด้วยความหวานชื่นและดูเหมือนเทพนิยายที่สาวน้อยตกยากได้ตกหลุมรักกับเจ้าชายรูปงาม แต่ระหว่างทางล้วนเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงใจของฝ่ายหญิงที่เฝ้าสงสัยว่า เธอดีพอหรือไม่ ที่จะได้เป็นแฟนกับหนุ่มสุดฮอตประจำโรงเรียน

รวมไปถึงความโชกโชนของ ปีเตอร์ ที่เคยมีแฟนมาแล้ว ผิดกับ ลาร่า จีน ที่เขาคือแฟนคนแรก เธอจึงมักเปรียบเทียบตัวเองกับ เจ็น (Emilija Baranac) แฟนเก่าของ ปีเตอร์ และอดีตเพื่อนสนิทของเธอ อาจจะดูยืดเยื้อและน่ารำคาญไปบ้าง แต่นี่ก็คือความเป็นมนุษย์ที่ถูกใส่ความมาในหนังเรื่องนี้ ทำให้เรารู้สึกว่านี่คือหนังรักที่มีความจริงจังมากขึ้น ดรามามากขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นตึงเครียด

จุดที่ทำให้เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้น่าติดตามจริง ๆ คือหลังจากการปรากฏของตัวของ จอห์น แอมโบรส แมคคลาเรน หนึ่งในผู้ที่ได้รับจดหมายรักสมัยเด็กของ ลาร่า จีน ซึ่งทั้งคู่ได้เลือกทำกิจกรรมอาสาที่บ้านพักคนชราที่เดียวกันโดยบังเอิญ ทำให้ทั้งคู่ได้มาใกล้ชิดกันเป็นครั้งแรกหลังจากที่ได้รับจดหมาย สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ ส่งผลให้เราใจเต้นไม่เป็นจังหวะและร่วมลุ้นไปกับตัวละครว่า หนุ่มคนไหนจะได้ลงเอยกับสาวน้อย ลาร่า จีน ซึ่งเราขอบอกเลยว่า ไม่สามารถคาดเดาได้จนจบเรื่องเลยทีเดียว

To All the Boys: P.S. I Still Love You กลับมาพร้อมกับนักแสดงชุดเดิมจากภาคที่แล้ว แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่ค่อยได้เห็นหน้าเห็นตากันมากนัก

เนื่องจากเนื้อเรื่องมุ่งประเด็นไปที่ตัวละครหลัก 3 คน อย่าง ลาร่า จีน, ปีเตอร์ และจอห์น แอมโบรส การกระจายบทไปที่ตัวละครอื่น ๆ ต้องเรียกได้ว่านับครั้งได้ เรียกง่าย ๆ ว่าจะโผล่มาก็ต่อเมื่อต้องมาส่งบทให้ตัวละครหลักเท่านั้น

แม้ว่าจุดนี้จะไม่ได้ส่งผลต่อบท แต่เราคิดว่าก็ทำให้เนื้อเรื่องขาดสีสันไปไม่ใช่น้อย โดยเรารู้สึกเสียดายบทของ สตอร์มมี่ ที่แสดงโดย Holland Taylor (All My Children (1970), The Truman Show (1998), Legally Blonde (2001), Two and a Half Men (2003)) หญิงสูงวัยที่พักอยู่ในบ้านพักคนชราที่ ลาร่า จีน และ จอห์น แอมโบรส ทำกิจกรรมอาสา

เธอมักจะให้คำแนะนำและคอยช่วยเหลือ ลาร่า จีน ด้านปัญหาความรักอยู่เสมอ และด้วยความสามารถรวมถึงผลงานในอดีตของ Holland Taylor เราคาดหวังบทที่มีเนื้อหามากกว่านี้

แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทุกครั้งที่ สตอร์มมี่ ปรากฏตัว เราให้ความสนใจเธอมากกว่าตัว ลาร่า จีน เองเสียอีก ช่างเป็นนักแสดงที่มีเสน่ห์เสียจริง ๆ

สำหรับ Lana Condor และ Noah Centineo ก็ต้องบอกว่าแสดงได้ดีตามมาตรฐาน ฝีมือไม่ได้ตก ออร่าไม่ได้หาย แค่บทส่งมาให้เท่านี้ แต่สำหรับนักแสดงที่บทส่งจริง ๆ คือ Jordan Fisher ที่รับบท จอห์น แอมโบรส แมคคลาเรน เรารู้สึกว่าเขาเป็นธรรมชาติมาก ๆ ดูเป็นหนุ่มเนิร์ดจิตใจดีที่มาพร้อมรอยยิ้มทรงเสน่ห์และพร้อมช่วยเหลือทุกคน นี่มันโพรไฟล์ของเฟรนด์โซนชัด ๆ !! แต่จะใช่แบบนั้นจริง ๆ หรือเปล่า เราขอแนะนำให้ไปดูในหนังกันเองนะคะ

อีกหนึ่งจุดที่เราขอชื่นชมทีมเขียนบทอย่าง Sofia Alvarez และ J. Mills Goodloe เป็นพิเศษ คือความเป็นเนื้อเป็นหนังของมนุษย์ในด้านความรู้สึกและความซับซ้อนของความสัมพันธ์ เพราะบางครั้งในโลกของความเป็นจริง

เราก็ไม่สามารถอธิบายความรู้สึกเป็นเหตุผลได้ว่าทำไมเราถึงเลือกคน ๆ นี้ เพราะบางครั้งคนหนึ่งก็เป็นดั่งความฝันที่เราถวิลหา แต่อีกคนคือความจริงที่คอยปลอมประโลมเราในโลกอันโหดร้าย ท้ายที่สุดแล้วการเดินบนความจริงอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่การเดินตามความฝันก็ไม่ได้แปลว่าผิดเสมอไป

 

ดูหนังออนไลน์

 

เรื่องย่อ Judas and the Black Messiah จูดาส แอนด์ เดอะ แบล็ก เมสไซอาห์

Judas and the Black Messiah

ข้อมูลหนัง “  Judas and the Black Messiah – จูดาส แอนด์ เดอะ แบล็ก เมสไซอาห์” เป็น ภาพยนตร์ ที่สร้างจากเหตุการณ์จริง ผลงานการกำกับโดย ชาก้า คิง ซึ่งเป็นการกำกับฯ ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของสตูดิโอเรื่องแรก แต่ก็กวาดรางวัลมาแล้วมากมายหลายเวที ยิ่งไปกว่านั้นยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ หรือ อคาเดมี่ อวอร์ดส์ ครั้งที่ 93 ประจำปี 2021 ถึง 6 รางวัล ใน 5 สาขารางวัลด้วยกัน ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม, เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ กำกับภาพยอดเยี่ยม นำแสดงโดย แดเนียล คาลูยา, ลาคีธ สแตนฟีลด์, เจสซี่ พลีมอนส์ , โดมินิก ฟิชแบ็ค, แอชตัน แซนเดอร์ส และ มาร์ติน ชีน

เรื่องย่อ
“Judas and the Black Messiah – จูดาส แอนด์ เดอะ แบล็ก เมสไซอาห์” เป็นเรื่องราวของ ผู้แจ้งข่าวเอฟบีไอ วิลเลียม โอ’นีล (ลาคีธ สแตนฟิลด์) ได้เข้าแทรกซึมอิลลินอยส์ แบล็ค แพนเตอร์ ปาร์ตี้ และมีหน้าที่คอยจับตาดูผู้นำที่มีเสน่ห์ของพวกเขา ประธานเฟรด แฮมป์ตัน (แดเนียล คาลูยา)

ด้วยอาชีพหัวขโมยของโอ’นีลช่ำชองด้านการปลุกปั่นทั้งสหายและผู้ดูแลเขาอยู่ สายลับพิเศษ รอย มิตเชลล์ (เจสซี่ พลีมอนส์) พลังความอาจหาญทางพรรคการเมืองของแฮมตันเพิ่มมากขึ้นเมือเขาตกหลุมรักกับผู้ร่วมปฏิวัติ เดโบราห์ จอห์นสัน (โดมินิก ฟิชแบ็ค)

ขณะที่เข้าร่วมการต่อสู้เพื่อความเป็นมนุษย์ของ’นีล เขาจะประคองพลังแห่งความดีเอาไว้ได้หรือไม่? หรือสยบแฮมป์ตันกับเดอะ แพนเตอร์สด้วยทุกวิถีทาง ในฐานะของผู้อำนวยการเอฟบีไอ เจ.เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ (มาร์ติน ชีน) จะควบคุมได้หรือไม่? เพราะอุดมการณ์ไม่มีวันดับมอด  บาคาร่า

 

รีวิว How to Train Your Dragon 2 อภินิหารไวกิ้งพิชิตมังกร 2

 How to Train Your Dragon 2

How to Train Your Dragon 2  ความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการฝึก Dragon 2 หลังจากความคิดเห็นและสิทธิประโยชน์ส่วนแรกประสบความสำเร็จอย่างมากแอนิเมชั่นได้รับการผลิตในใจของหลาย ๆ คนในส่วนที่สองนี่คือกลุ่มตัวแทนขาย ร่วมกับนักพากย์และนักแสดงหญิงต้นฉบับ Cate Blanchett (เคทแบลนเชตต์) มาเป็นตัวแม่ของไอซี เรื่องราวนี้เป็นเวลาห้าปีหลังจากที่ทั้งสองประสบความสำเร็จในพันธมิตรมังกรและไวกิ้งบนเกาะเบิร์ค Astrid Snotlouht และเพื่อน ๆ ของเขากำลังฝึกฝนทักษะของพวกเขา เข้าร่วมการแข่งขันมังกรนี่คือกีฬาใหม่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดบนเกาะ Berk คู่รักที่แยกกันไม่ออกข้ามท้องฟ้า การเดินทางไปยังดินแดนที่ยังไม่ถูกค้นพบเพื่อเตรียมพร้อมที่จะสำรวจโลกใหม่ในการผจญภัยครั้งนี้พวกเขาได้ค้นพบถ้ำน้ำแข็งลึกลับ นี่คือรังของมังกรป่าจำนวนมากรวมถึงอัศวินมังกรผู้ลึกลับที่พบพวกมันในสนามรบ เพื่อรักษาสันติภาพการเล่น ic และฟันต้องปกป้องความเชื่อของพวกเขา ก็ต่อเมื่อเราตระหนักว่าเราสามารถสร้างพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อเราทำงานร่วมกัน อนาคตของมนุษย์และมังกร

หนังยังคงกำกับโดย ดีน เดบลูย์ จากภาคแรก ที่ตัวหนังนั่นสร้างมาจากหนังสือที่ตอนนี้มีถึง 10 เล่มด้วยกัน ซึ่งนี้คือเล่มที่ 2 ที่แน่นอนว่าการผจญภัยจะใหญ่ขึ้น และ เข้มข้นขึ้นตามสไตล์อนิเมชั่นภาคต่อ และนั่นก็ดูเหมือนจะเป็นจุดเด่น และ จุดที่กินใจที่สุดสำหรับภาคนี้เลยก็ว่าได้ ที่ในภาคแรกนั่น ฮิคคัพ ต้องเปลี่ยนใจคนในหมู่บ้านตัวเอง แต่ในภาคนี้มันเหมือนกับ ลูกนกออกจากรัง

ที่ต้องไปสู่โลกที่กว้างใหญ่มากขึ้น และต้องเรียนรู้บทเรียนที่โหดร้ายว่า มิใช่คนทั้งโลกที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อเขาเจอกับ ดราโก้ ผู้ควบคุมมังกร ซึ่งในแง่ของความเป็นนัยยะแฝงที่มาตั้งแต่ภาคแรก นั่นคือเรื่องราวของความเป็น กบฏ ที่ต้องการท้าทายอำนาจใหญ่ ก็จัดวางออกมาให้เห็นได้อย่างเด่นชัดยิ่งกว่า

เช่นเดียวกับในแง่ของการเล่าเรื่องที่ผสมผสานถึงประเด็นต่างๆ และฉากแอ็คชั่น ผจญภัย ของตัวหนังก็เรียกได้เลยว่าทำออกมาสนุกไม่แพ้ภาคแรก โดยเฉพาะบู๊ที่จัดมาหลากชุดใหญ่ แต่ไม่เลอะเทอะ ถือว่าเป็นไฮไลท์สุดๆของตัวหนังเลยก็ว่าได้ ซึ่งถ้าหากใครที่เคยตื่นตากับ 3D ของภาคแรกว่ามันดีขนาดไหน (จนได้ไปเป็นหนังพรีเซ็นเตอร์ของทีวียี่ห้อนึงเลยทีเดียว)

ในภาคนี้ผมขอรับรองเลยว่า 3D จะดียิ่งกว่าภาคแรก และเผลอๆดีกว่าอนิเมชั่นหลากเรื่องด้วยซ้ำ เพราะแน่นอนว่าในแง่ของ อนิเมชั่น 3D เรื่องต่างๆมันมีการวางมิติ ตื้น ลึก มาดีอยู่แล้ว แต่ใน  ภาคนี้ นอกจากมันจะจัดวางภาพให้ดูฉากที่แฝงนัยยะความหมายคล้ายหนังคนแสดง ในระบบ 3D

ของหนังยังถือว่าโดดเด้งมาหาคนดูได้อย่างเต็มที่อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นหางของ เจ้าหลอ หรือฉากแอ็คชั่นต่างๆ ที่เด็กๆตื่นตา ส่วนผู้ใหญ่ก็ดูสนุกสนานไม่แพ้กัน

อีกสิ่งนึงที่โดดเด่นคงหนีไม่พ้นทีมพากย์เสียง ที่นอกจากทีมพากย์จากภาคแรกแล้ว การที่ได้ เคท แบลนเช็ต มาพากย์เป็นตัวละครแม่นั่นคือถือว่าดีงามมากๆ จนนึกว่าเธอลงแสดงเองเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในส่วนของฉากดราม่าที่ งานภาพแสดงให้เห็นถึงความซึ้งกินใจอยู่แล้ว ในแง่ของความเป็นเสียงทั้งจากตัว แบลนเช็ต และ เจอร์ราด บัตเลอร์ เอง ก็ต่างเป็นอีกส่วนที่ทำให้หนังประสบความสำเร็จมากๆครับ

เพราะฉะนั้นโดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า  เป็นอนิเมชั่นที่ไม่ได้ดีงามน้อยไปกว่าภาคแรก สนุก ซึ้ง กินใจ พอๆกัน แต่สิ่งที่ดีกว่าเห็นจะเป็นงานด้านภาพ ทั้ง ภาพ ในเรื่อง และ ภาพ 3D ที่ภาคนี้ขอชมว่าเขาทำงานออกมาเยี่ยมจริงๆครับ อภินิหารไวกิ้งพิชิตมังกร2

รีวิว How To Train Your Dragon อภินิหารไวกิ้งพิชิตมังกร ภาค 1

How To Train Your Dragon อภินิหารไวกิ้งพิชิตมังกร

จากสตูดิโอที่สร้างผลงานตลก ๆ เช่นเชร็คมาดากัสการ์และกังฟูแพนด้าพวกเขายังสร้างผลงานใหม่ ๆ ตลก ๆ เช่น “How to Train Your Dragon” โลกย้อนยุคของ ชาวไวกิ้ง ที่ยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ยังมีมังกรที่ดุร้ายตามหนังสือของ Cressida Cowell นี่คือเรื่องราวของชาวไวกิ้งหนุ่มที่อาศัยอยู่บนเกาะ Berk ชื่อว่า Jay Baruchel ปรบมือและต่อสู้กับมังกรเป็นบรรทัดฐานในชีวิต วิสัยทัศน์ที่กล้าได้กล้าเสียและอารมณ์ขันของเขาทำให้เขาเป็นที่ชื่นชอบของคนทั้งเผ่าและแม้แต่หัวหน้าเผ่า … เมื่อเล่นคุณต้องฝึกกับไวกิ้งรุ่นเยาว์คนอื่น ๆ เช่น Astrid (Ferreira, USA), Snotlough (Jonah Hill), Fish Lake (Christopher Peppermint Plath) และฝาแฝด Ruffnut (Christine Vic) และ Tufnut (T.J. Miller)

 

ขาก็มองว่ามันเป็นโอกาสที่จะพิสูจน์ว่าตัวเขาก็มีคุณสมบัติในการเป็นนักรบเช่นกัน แต่เมื่อเขาได้พบ (และได้ผูกมิตร) กับมังกรบาดเจ็บ โลกของเขาก็พลิกตารปัตร และสิ่งที่เริ่มต้นเป็นโอกาสในการพิสูจน์ตัวเองเพียงหนึ่งเดียวของฮิคคัพก็เปลี่ยนกลายเป็นโอกาสที่จะสร้างอนาคตใหม่ให้กับคนทั้งเผ่าไปในที่สุด

นี่คือแอนิเมชั่นในตำนานในวัยเด็กของเรา ฉันจำได้ว่าเพื่อนของฉันชอบมันมาก จนกระทั่งเราได้รับเชิญให้เล่นเกมเราก็งงว่ามังกรหน้าตาประหลาดตัวนี้ตลกแค่ไหน ก่อนที่ฉันจะลองฉันชอบมันมาก เมื่อฉันโตขึ้นภาคสองจะดูซ้ำแล้วซ้ำอีก เรื่องราวของชาวไวกิ้งต่อสู้กับมังกรมาช้านาน แต่ลูกชายของหัวหน้าตีฮ. จากนั้นดันไปผูกกับมังกรไปจนถึงความสัมพันธ์กับชาวไวกิ้งที่ต้องต่อสู้อีกครั้งเรื่องราวคร่าวๆเป็นเช่นนี้

เราว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เนื้อหาเบาเลยนะ การต่อสู้ ความเกลียดชังงี้ มันออกมาค่อนข้างรุนแรงและเนื้อหาเรื่องไม่ได้ด๊อกด๋อยแบบมีให้เด็กดูอย่างเดียว ถ้าเด็กดูก็เออได้ประเด็นมิตรภาพ ความสัมพันธ์ การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เราไม่ควรจะเกลียดชังกัน แต่ถ้าถามว่าผู้ใหญ่ดูได้ไหม เราเชื่อว่าคุณจะเอนจอยไปกับมันนะ เพราะเรื่องนี้ไม่มีความง้องแง้งอะไรเลย รวมถึงประเด็นอะไรอย่างเงี้ยถ้ามองอีกมุมนึงมันก็หนัก เพราะงั้นคนที่คิดว่าฉันโตแล้วฉันไม่มาดูอะไรเด็กๆหรอกเราว่าไม่ถูกนะ เพราะเรื่องนี้ถึงภาพลักษณ์จะเป็นการ์ตูนเด็กแต่สำหรับเราเนื้อหามันไม่ใช่

กลายเป็นว่าพอเราเริ่มดูไปเรื่อยๆและเห็นดีไซน์มังกรคุ้นๆเข้าก็เออ น่ารักรื่องนี้วางโลกมาดี คือมีรายละเอียดมังกรแต่ละชนิด มีคาแรคเตอร์ตัวคนที่แตกต่างกันไปทำให้เราจำได้ ก็คือคาแรคเตอรร์ดีไซน์ดีละหนึ่ง สองคือภาพสวยนะ ถึงจะเห็นหน้าตามังกรตลกๆแต่เราคิดว่ามันสมูทใช้ได้เลย เพราะพอดูภาพจริงๆแล้วมันสวยหลายฉากมากๆ เรื่องบทนี่ดีเลย มันไม่มีส่วนน่าเบื่อหรืออะไร มันปูเรื่องให้เรารู้จักฮิกคัพ ปูให้เรารู้ว่าเขาเป็นคนยังไงเราเลยเข้าใจการกระทำของเขาตอนมาเจอทูทเลสและรู้ว่าทำไมถึงคอยช่วยเหลือกัน จนมาถึงการปูปมใหญ่ของเรื่องอย่างการขัดแย้งกันของมังกรและชาวไวกิ้ง แต่ก็มีประเด็นมาอีกคือมีศัตรูที่ใหญ่กว่านั้นทำให้เกิดสมการศัตรูของศัตรูคือเพื่อน

ช่วงหลังๆเราว่าดาร์คหน่อยนะ เริ่มจากโทนภาพที่เริ่มหม่น ภาพที่เอาจริงๆเราว่ารุนแรง555 แต่มันไม่มากไปสำหรับเด็กหรอกเพราะมันก็ดูสนุกปกติ แต่โดยรวมแล้วทั้งเรื่องเราชอมมาก ทั้งการเล่าเรื่อง การแบ่งพาร์ทไปส่วนต่างๆเพื่อให้มันมีอะไรให้เราลุ้นตื่นเต้นอยู่ตลอด จนมาถึงช่วงท้ายคลายปมไปจนถึงใกล้จะปิดเรื่อง เราว่าเป็นอนิเมชั่นที่ดีอีกเรื่องจนเราไม่แปลกใจว่าทำไมทุกคนถึงชอบกัน

อภินิหารไวกิ้งพิชิตมังกร 

รีวิว Mindhunter ฆาตกรต่อเนื่องและอาชญากรที่โหดเกินมนุษย์

 Mindhunter

รีวิว Mindhunter ฆาตกรต่อเนื่อง และอาชญากรที่โหดเกินมนุษย์ธรรมดาจะเข้าใจ เป็นวัตถุดิบอันน่าหลงใหลของนักสร้างหนังมานาน บรรณานุกรมแห่งความโหดร้ายไร้สำนึก การทารุณ ฆาตกรรม ข่มขืน ทรมาน ไม่เว้นเด็ก สตรีและคนชรา กระทำต่อเนื่องซ้ำซากและทวีความเหี้ยมมากขึ้นเรื่อยๆ หนังหลายเรื่องตั้งคำถามว่าเราสามารถเข้าใจคนที่กระทำการวิปริตเหล่านี้ได้โดยไม่กะพริบตาได้หรือไม่ รีวิว Mindhunter

เรื่องย่อ

เรื่องราวในยุคประมาณ 70’s เมื่อเจ้าหน้าที่ FBI โฮลเดน ฟอร์ด และ บิล เทนซ์ ได้ร่วมกันจัดตั้งแผนกใหม่ของ FBI ที่ชื่อว่า หน่วยพฤติกรรมศาตร์ หน้าที่ของพวกเขาคือ เดินทางสัมภาษณ์เหล่านักโทษฆาตกรโรคจิตทั่วสหรัฐฯ ที่ถูกขังอยู่ในคุก เพื่อเก็บข้อมูล เข้าถึงจิตใจและวิธีคิดเพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ในด้านอื่นๆ ไขคดีที่เกิดขึ้น โดยทั้งสองตัวละครนี้ อ้างอิงมาจากนักสืบจริงๆในยุค 1960s เพราะตอนนั้นทางสหรัฐฯ ได้ใช้หลักจิตวิทยาในการไขคดีอาชญากรรม โดยเฉพาะคดีฆาตกรรมที่อุกฉกรรจ์ โหดร้ายผิดมนุษย์ ทางเจ้าหน้าที่ต้องปรับตัว เรียนรู้ที่จะใช้สมองเพื่อวิเคราะห์บุคลิก ดักทางฆาตกร เพื่อให้เข้าใจว่าในหัวของปีศาจในร่างมนุษย์พวกนี้มีกลไก ความคิด หรือสัญชาติญาณแตกต่างจากคนทั่วไปอย่างไร

 

จิตใจของฆาตกรหรืออาชญากรเป็นอีกโลกหนึ่งที่หนังและซีรีส์ฮอลลีวูดชอบเข้าไปสำรวจ นัยหนึ่งเพราะเป็นโลกที่รังสรรค์ตัวละครคาแรกเตอร์โรคจิตสุดหลอน (ลองนึกถึงโจ๊กเกอร์หรือทูเฟซ มนุษย์สองหน้า ตัวละครจากคอมิก Batman) จากเหตุการณ์จริงที่ทำให้เรื่องราวตัวละครสมจริง

ทั้งที่เกิดจากกจิตที่ผิดเพี้ยนก่อให้เกิดเหตุฆาจกรรมของคนเหล่านี้ต่อเหยื่อมากมาย และอีกนัยหนึ่งก็เป็นโลกที่ผู้ชมทั่วไปสงสัยใคร่รู้ว่า เหตุใดอาชญากรเหล่านั้นถึงได้ก่อคดีหฤโหดขึ้นมาได้ ที่มาที่ไปของพวกเขาก่อนจะมาเป็นอาชญากรนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุใด

ในบรรดาซีรีส์ภาคต่อมากมายของ Netflix ผู้เขียนจดจ้องรอซีซั่นใหม่ของ Mindhunter มากที่สุด (ลงสถิตจอวันศุกร์ที่ 16 ส.ค. ที่ผ่านมา) ผู้สร้างโชว์ชุดนี้คือ เดวิด ฟินเชอร์ ผู้กำกับฮอลลีวูดขึ้นชื่อเรื่องสไตล์หนังอันเยือกเย็นและแหลมคม เป็นผู้กำกับที่เคยโคจรเข้าใกล้ฆาตกรต่อเนื่องมาหลายครั้ง

ตั้งแต่ Seven ถึง Zodiac ทุกครั้งเราจะเห็นนักสืบหนุ่มดูหนังฟรีผู้หมกมุ่นในการอ่านใจฆาตกร ลุ่มหลงในความพยายามเลียนแบบความคิดนักฆ่าหรือนักข่มขืน จนตัวเองหลุดเข้าไปในหลุมดำของมโนสำนึกเสียเอง

เนื้อเรื่อง

เรื่องราวดัดแปลงจากหนังสือ “Mind Hunter: Inside FBI’s Elite Serial Crime Unit” ของ John E. Douglas และ Mark Olshake ซึ่งในชีวิตจริงเคยเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์พฤติกรรมคนร้ายของ FBI ที่ช่วยจับฆาตกรและคนร้ายในคดีสำคัญมากมาย หนังมี Producer หรือผู้ควบคุมการสร้างระดับเจ้าพ่อหนังอาชญากรรมระทึกขวัญอย่าง David Fincher (Gone Girl, Zodiac, SE7EN)

และนางเอกออสการ์ Charlize Theron (บทที่ทำให้เธอได้รับรางวัลออสการ์นำหญิงคือ บทอาชญากรหญิงที่มีตัวตนจริงอย่าง Aileen ในหนัง Monster (2003)) ผู้สร้างอย่าง Joe Penhall ผู้เขียนบทหนังโลกหลังวันล่มสลายชวนหดหู่อย่าง The Road (2009) และเหล่าผู้กำกับหนังและซีรีส์ชั้นนำที่ชวนเครียดและชวนลุ้นมากมายตามรายนามข้างต้น

นี่คือหนังตามล่าเหล่าอาชญากรที่มีความคิดยากเกินหยั่งถึง ต้องใช้สมองมากกว่ากำลังไปตามจับ ถ้าเป็นคอหนังสืบสวนและหนังอาชญากรที่มีตัวละครอย่าง Hannibal Lector ในนิยายของ Thomas Harris เป็นตัวหลักของเรื่องแล้วละก็ ย่อมจะชื่นชอบซีรีส์นี้ได้ไม่ยาก

Mindhunter ในซีซั่นแรก ตามนักสืบ FBI สองคน โฮลเด้น ฟอร์ด (แสดงโดย โจนาธาน กรอฟ) และ บิล เทนช์ (โฮลท์ แมคคอลลานี) ทั้งสองตัวละครอ้างอิงจากนักสืบจริงๆ ในยุค 1960s เมื่อทางการสหรัฐฯ เริ่มใช้หลักจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์ในการไขคดีอาชญากรรม

โดยเฉพาะกรณีอุกฉกรรจ์ที่โหดร้ายผิดมนุษย์มนา แทนที่ตำรวจจะใช้กำลังกายในการตามจับผู้ร้าย กลายเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้สมอง การวิเคราะห์บุคลิก และทำตัวเป็นหมอโรคจิตเพื่อดักทางฆาตกร ฟอร์ดกับเทนช์ในซีรีส์ เดินทางไปทั่วอเมริกาเพื่อสัมภาษณ์ฆาตกรต่อเนื่องสุดอื้อฉาวที่ถูกจับได้แล้ว โดยหวังจะเข้าใจว่าพวกเขามีกลไกความคิดหรือสัญชาตญาณที่แตกต่างจะคนทั่วไปอย่างไร

ทีมงานทั้งหมดที่เป็นระดับตัวท็อปของวงการร่วมกันผลิตซีรีส์ที่บอกเล่า เรื่องราวของหน่วย BAU (Behavioral Analysis Unit) หน่วยงานที่ถือกำเนิดคำว่า “ฆาตกรต่อเนื่อง” (Serial Killer) ขึ้นจริงในแวดวงสืบสวนสอบสวนของโลกใบนี้ หน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากรใน FBI (มีบทบาทโดยตรงในซีรีส์ Criminal Minds (2005-ปัจจุบัน) ของช่อง CBS, ซีรีส์ Hannibal (2013-2015)

และหนัง Silence of the Lambs (1992)) เพียงแต่เรื่องนี้จะเป็นการเล่าย้อนไปที่จุดเริ่มต้นการบุกเบิกหน่วยงานในยุค 70 เจ้าหน้าที่ Holden Ford (Jonathan Groff) อาจารย์รุ่นใหม่ไฟแรงที่ให้ความสนใจกับพฤติกรรมของอาชญากรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้าย (ในขณะที่ FBI เวลานั้น มักจะให้ความสำคัญกับการไล่ล่าอาชญากรรมที่เกิดขึ้นไปแล้ว มากกว่าป้องกันไม่ให้เกิด)

ต้องมาร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รุ่นเก๋า Bill Tench (Holt McCallany) ที่พอจะเห็นด้วยกับแนวคิดนี้อยู่บ้าง และอาศัยโอกาสที่เขาต้องไปสอนหนังสือให้เจ้าหน้าที่ FBI ใตามสถานีตำรวจทั่วสหรัฐฯ ฟัง Bill จึงหนีบ Holden ไปเพื่อเผยแพร่แนวคิดนี้ด้วย ส่วนในช่วงครึ่งหลัง ซีซันแรก ทีมก็ได้ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยใน Boston Dr.Wendy Carr (Anna Tov) มาร่วมทีมด้วย  ufabet      

 

รีวิวหนัง The Umbrella Academy Season 2 ซีรีส์ซุปเปอร์ฮีโร่

The Umbrella Academy

รีวิว The Umbrella Academy Season 2 ซีรีส์ซุปเปอร์ฮีโร่ อ้างอิงจากคอมิกในชื่อเดียวกันของทีมซุปเปอร์ฮีโร่นอกคอกกลุ่มนี้ ซึ่งตัวละครและเนื้อหาอ้างอิงมาจาก Comic ในชื่อเดียวกันที่ออกโดย Dark Horse Comics ตั้งแต่เปี 2007 แล้วหลังจากนั้นจึงถูกพัฒนามาเป็นซีรีส์ โดยซีซันแรกเข้าฉายทางช่อง Netflix เมื่อปี 2019 และล่าสุดซีซันสองก็เข้ามาฉายเรียบร้อย เรื่องย่อ

กลุ่มซุปเปอร์ฮีโร่ที่มาจากการรวมตัวกันของเด็กหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งที่เกิดในวันและเวลาเดียวกันคือวันที่ 1 ตุลาคม ปี 1989 แล้วทั้งหมดถูกค้นหาและนำมารวมตัวกันโดย เซอร์เรจินัลด์ ฮากรีฟฟ์ อภิมหาเศรษฐีและนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องนิสัยพิลึก ที่ได้ออกเดินทางไปทั่วโลกแล้วรวมตัวพวกเขาไว้ ทั้งสถาปนาตนกลายเป็นพ่อของพวกเขา จากนั้นก็ฝึกฝนและให้พวกเขาตั้งทีมซุปเปอร์ฮีโร่ขึ้นมาเพื่อภารกิจช่วยโลก

สำหรับตอนจบในซีซันแรก สมาชิกทั้ง 6+1 ของทีม อัมเบรล่า ได้ออกสืบหาและเผชิญหน้ากับหน่วยงานพิทักษ์เวลาที่เรียกตัวเองว่า เดอะคอมมิชชั่นเนอร์ รวมถึงหาต้นตอที่ทำให้เกิดวันสิ้นโลก แล้วก็พบว่าต้นเหตุจริงๆก็มาจากหนึ่งในสมาชิกของพวกเขา นั่นคือ หมายเลข 7 หรือ วานญา ที่เคยถูกพ่อบอกว่า ไม่ได้มีพลังพิเศษอะไร แต่ที่จริงแล้ว เธอถูกเปลี่ยนความทรงจำ เพราะพลังพิเศษของเธออันตรายเกินไปและไม่สามารถควบคุมได้ จนถึงขนาดที่ส่งผลทำให้เกิดวันสิ้นโลก

และในตอนจบซีซันแรก สมาชิกทีมอัมเบรล่าเลือกแก้ไขด้วยการพาตัววาลญาและทุกคนย้อนเวลากลับไปอดีต แต่กลายเป็นว่าย้อนไกลไปหน่อย ทำให้ไปอยู่ในปี 1963 ที่เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส เพียงแต่ว่าทุกคนย้อนมาในช่วงเวลาที่เหลื่อมล้ำกันหมด ทำให้ทุกคนต้องหาหนทางเอาชีวิตรอดในยุคอดีตที่ตนไม่คุ้นเคยและก็ต้องหาทางกลับมารวมตัวกันเพื่อทำภารกิจแก้ไขวันสิ้นโลกที่ถูกทำให้ร่นเวลากลับมาในปี 1963 ซะอย่างนั้น

 

ก่อแฟนคลับแบบเงียบ ๆ หลังจบซีซันแรกของ The Umbrella Academy ที่ทาง Netflix ทุ่มทุนสร้างจากคอมิกต้นฉบับของ Dark Horse Comic โดยมี เจอร์ราด เวย์ เป็นคนแต่งเรื่องราวของเหล่าฮีโรนอกคอกและมีปัญหาครอบครัว ด้วยความแปลกใหม่ของเนื้อหาที่ผสมผสานทั้งการเมือง ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมพอปต่าง ๆ เข้าไปก็ทำให้ตัวซีรีส์ประสบความสำเร็จจนได้มีซีซัน 2 ออกมาในวันนี้

เนื้อเรื่องในซีซั่นนี้

สำหรับตอนจบในซีซันแรก สมาชิกทั้ง 6+1 ของทีม อัมเบรล่า ได้ออกสืบหาและเผชิญหน้ากับหน่วยงานพิทักษ์เวลาที่เรียกตัวเองว่า เดอะคอมมิชชั่นเนอร์ รวมถึงหาต้นตอที่ทำให้เกิดวันสิ้นโลก แล้วก็พบว่าต้นเหตุจริงๆก็มาจากหนึ่งในสมาชิกของพวกเขา นั่นคือ หมายเลข 7 หรือ วานญา ที่เคยถูกพ่อบอกว่า ไม่ได้มีพลังพิเศษอะไร แต่ที่จริงแล้ว เธอถูกเปลี่ยนความทรงจำ เพราะพลังพิเศษของเธออันตรายเกินไปและไม่สามารถควบคุมได้ จนถึงขนาดที่ส่งผลทำให้เกิดวันสิ้นโลก

โดยในตอนจบซีซันแรก สมาชิกทีมอัมเบรล่าเลือกแก้ไขด้วยการพาตัววาลญาและทุกคนย้อนเวลากลับไปอดีต แต่กลายเป็นว่าย้อนไกลไปหน่อย ทำให้ไปอยู่ในปี 1963 ที่เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส เพียงแต่ว่าทุกคนย้อนมาในช่วงเวลาที่เหลื่อมล้ำกันหมด ทำให้ทุกคนต้องหาหนทางเอาชีวิตรอดในยุคอดีตที่ตนไม่คุ้นเคยและก็ต้องหาทางกลับมารวมตัวกันเพื่อทำภารกิจแก้ไขวันสิ้นโลกที่ถูกทำให้ร่นเวลากลับมาในปี 1963 ซะอย่างนั้น

ส่วนในซีซันสอง การเดินเรื่องมีความกระชับฉับไวมากขึ้น ทั้งที่ปมดราม่าจะหนักหน่วงกว่าในซีซันแรก แถมขยายจากปัญหาส่วนตัวของแต่ละคนมาเป็นปัญหาดูหนังฟรีที่เชื่อมโยงกับผู้คนในสังคม ซึ่งมันกลายเป็นว่าเรื่องราวดูน่าติดตามกว่าในซีซันแรก เพราะตัวละครหลักทั้งหมดมีวุฒิภาวะเพิ่มขึ้น ความดราม่าจิตตกในปัญหาส่วนตัวของแต่ละคนลดลง แล้วไปเชื่อมโยงกับผู้คนที่อยู่รอบข้างมากขึ้นแทน

ในตอนแรก เปิดเรื่องมาด้วยการที่แต่ละคนย้อนเวลากลับมาในปี 1963 เพียงแต่มากันคนละช่วงเวลา ในขณะที่หมายเลขห้า ที่มีพลังย้อนเวลาและเป็นความหวังที่จะกลับบ้านของทุกคนกลับย้อนไปช่วงเวลาที่เกิดวันสิ้นโลก (อีกแล้ว!!!) เพียงแต่คราวนี้มันเกิดขึ้นในปี 1963 จากการที่สหรัฐอเมริกาและโซเวียตเปิดฉากยิงนิวเคลียร์ใส่กัน

นั่นทำให้หมายเลขห้าต้องย้อนเวลากลับไปเพื่อตามหาสมาชิกทั้งหมดที่กระจายกันอยู่ในเมืองดัลลัสปี 1963 เพื่อรวมทีมฮีโร่ หาทางยับยั้งวันสิ้นโลก ซึ่งจุดเริ่มต้นมีความเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารประธานาธิบดี เจ เอฟ เคเนดี้ หรือ JFK ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ แต่มันมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางอย่างที่ดันส่งผลให้เกิดวันสิ้นโลกจากนิวเคลียร์ซะอย่างนั้น  แทงบอลออนไลน์

 

 

รีวิวหนัง Fast & Furious: Spy Racers เร็วแรงทะลุนรก ซิ่งสยบโลก

Spy Racers

“Fast and Furious: Spy Racer ” บทวิจารณ์รวดเร็วโกรธโยนโลกแอนิเมชั่น Netflix แอนิเมชั่น สร้างจากการเปิดตัวละคร “Fast and Furious” และอำนวยการสร้าง “Vin Diesel” และร่วมพากย์, และบทจริงของดอมในเรื่องพระเอกในเรื่องนี้เป็นญาติที่เกี่ยวข้องกับน้ำหอม เขายังใฝ่ฝันที่จะเข้าสู่วงการจารกรรมของรัฐบาลโดยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ “Fast and Furious: Spy Racer” สรุป Tony Toretto นักแข่งรถบนท้องถนนที่มีประเพณีการแข่งรถของ Dominic Toretto ได้รับเชิญให้ทำภารกิจลับและต้องสืบสวนแก๊งแข่งรถที่ชื่อว่า Shifter ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อขโมยรถ 5 คันเพื่อใช้เป็นกุญแจในการปลดล็อกอุปกรณ์อันตรายที่จะเปลี่ยนโลก ส่งผลให้เขาและเพื่อนสามคน Echo, Frostie และ Cisco ต้องใช้ความสามารถในการแข่งรถเพื่อหยุดยั้งแผนการโจรกรรมระดับโลกนี้

ต้องบอกก่อนว่าเนื้อหาของอนิเมชั่นซีรี่ส์นี้ ไม่มีส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับไทม์ไลน์หนังในภาคหลักเลย ยกเว้นการหยิบเอา Dominic Toretto มาเป็นตัวละครรับเชิญและส่งต่อผ่าน Tony Toretto ญาติสนิทของเขาในการเล่าเรื่องที่แตกต่างออกไปจากเวอร์ชั่นหนัง ดังนั้นเนื้อหาของเรื่องนี้มันเลยรู้สึกว่าใหม่มากๆ

อีกทั้งยังมีการพูดถึงหรือหยิบยกตัวละครบางตัวจากหนังมาพูดถึงอย่างเช่น Dominic Toretto หรือว่า คำคมเกี่ยวกับ ปรัชญาการรักครอบครัว ที่ทำให้รู้สึกว่า Tony คือ Dominic รุ่นที่ 2 ที่สามารถสืบทอดและทำให้ซีรี่ส์ F&F นั้นไปต่อได้จริงๆ มันก็เลยทำให้มีเค้าโครงหรือการดำเนินเรื่องในแบบ F&F อยู่

เนื้อเรื่อง

โทนี่ ทอเร็ตโต นักแข่งรถบนถนนกับก๊วนเพื่อนแสบที่มีดีกันคนละอย่าง ได้ถูกชักชวนให้เข้ามาทำงานเป็นสายลับให้กับรัฐบาล โดยมีบอสเป็นนายหญิงชื่อรหัส “โนแวร์” (No Where) ให้งานเขาตามสืบแก๊งแข่งรถชิฟเตอร์ ที่กำลังตามหากุญแจทั้ง 5 ที่เมื่อรวมกันแล้วอาจจะเป็นภัยร้ายแรงระดับโลก

ด้วยความที่หนังต้นเรื่อง Fast And Furious ดังจนทำต่อมาเรื่อยๆ แล้วก็แตกเป็นภาค Hobbs And Shaw ที่พึ่งฉายโรงไปไม่นานนี้ นี่ก็เลยเป็นอีกหนึ่งในการแตกแฟรนไชนส์หลักออกมาเป็นซีรีส์แอนิเมชั่นลง Netflix ที่มีความตั้งใจเหมือนทำให้เด็กๆ ได้ดูหนังตระกูลนี้บ้าง

แน่นอนว่าซีรีส์นี้ตั้งใจเซ็ตตัวละครลดอายุนักแข่งลงมาให้เด็กดูโดยเฉพาะ โดยการให้ “โทนี่ ทอเร็ตโต” ได้วาดลวดลายเป็นสายลับนักซิ่งรุ่นเยาว์กับกลุ่มเพื่อนที่มีสกิลแบบเดียวกับทีมดอมผู้ใหญ่ โดยมี “มากาเร็ต” เพื่อนสาวนักแต่งจูนรถซิ่งตัวฉกาจ “ซิสโก้” ช่างเครื่องยนต์ “ฟรอสตี้” แฮ็กเกอร์และนักประดิษฐ์ที่เด็กสุดในเรื่อง (13 ขวบ)

แต่ถึงแม้ตัวละครจะเด็กๆ หน้าหนังก็ดูเด็กๆ มาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าตัวเรื่องจะไม่มีความมันส์ในระดับจริงจังแบบภาคหนัง แอนิเมชั่น Fast & Furious เรื่องนี้ยังคงเรื่องราวแนวทางในแบบหนังโรงทุกประการ โดยเซ็ตเรื่องราวให้พระเอกต้องเจอกับลีกการแข่งรถสุดอันตราย ที่พอเป็นแอนิเมชั่นก็เลยโม้โอเวอร์ขึ้นไปอีกหลายเท่าด้วยการให้รถทั้งหลายในเรื่องมีอุปกรณ์สายลับกับอาวุธพิเศษไว้กำจัดคู่แข่งหลากหลายแบบ

บางอย่างก็ดูธรรมดาอย่างลูกบอลสีทำให้เลอะกระจกมองไม่เห็น แต่ส่วนใหญ่คือแนวแบบหนังฆ่ากันตายได้เลยเหมือนหนัง Death Race อย่าง เลื่อยไฟฟ้า ล้อรถติดสว่านไฟฟ้า ฉมวกเจาะลากรถ แต่ว่าพอเป็นแอนิเมชั่นทางผู้สร้างก็เลยไม่ได้ต้องการฉายภาพความรุนแรงแบบเห็นใครตาย

แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่หมวด KID เพราะเรต 13+ ขึ้นไป แต่ก็เป็นการแข่งที่วางเรื่องราวจริงจังถึงตายเหมือนภาคผู้ใหญ่ โดยตามเรื่องที่กำหนดไว้ว่าพระเอกต้องเจอกับแก๊งชิพเตอร์ที่มีผู้นำเป็นนักแข่งรถขั้นเทพชื่อ “ชาชิ” กับคู่หูโจรสาว “เลย์ล่า” ที่เจอหน้าโทนี่ครั้งแรกก็ไม่ถูกชะตา และตามบดขยี้เขาในการแข่งใต้ดินครั้งแรกของเรื่อง

 

ดูหนังออนไลน์  

 

รีวิวหนัง Fast Furious : Hobbs & Shaw หนังภาคแยก Fast Furious

Fast Furious

รีวิวหนัง Fast Furious : Hobbs & Shaw นี่คือผลพลอยได้จาก “Fast Angry Family” ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของตัวละครที่ตกสู่บาป เป็นการเล่าถึงบทบาทของสองพี่น้องหัวโล้น Hobbes (Lock) และ Shaw (Jensen) เมื่อหนังจบลงในเรื่องนี้อาจไม่มีการแข่งขันกันมากเกินไปในการเล่าเรื่องราวของโลกนี้ตลอดไป นี่คือภาคแยกซึ่งเล่าเรื่องราวได้มากขึ้นดังนั้นเรื่องราวแอ็คชั่นและตัวละครในภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่จึงไม่ได้มีพลังมากนัก แผนกที่เป็นอิสระมากขึ้นเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องแข่งขันเพื่อให้ได้ภาพยนตร์เรื่องนี้มันเป็นความบ้าคลั่งและความสนุกอย่างสมบูรณ์

 

ตัวหนังในเรื่องของตัวบทนั้นไม่มีอะไรอยู่แล้วเรียบๆ เดาง่าย แบะเล่าเรื่องแบบทั่วไป 1-2-3 ไม่ได้มีอะไร ให้คิดเยอะหรือ พลิกล็อคอะไรมากเลยแหละ ตัวหนังเล่าเรื่องแบบเรียบๆเดาได้ง่ายและไม่ได้มีดราม่า ประเด็นอะไรเยอะแยะครับ

คือดูง่ายจนแบบไม่ต้องคิดอะไรเลย เป็นหนังที่ดูแล้วคลายเครียด ฆ่าเวลาได้ดีครับ บทจะเน้นไปที่การเล่าเรื่องที่จะแก้ปัญหา กู้โลกแบบที่เราคุ้นเคยกันเป็นเรื่องปกติแต่แทรกเรื่องพี่น้อง ครอบครัวเข้ามาบ้างเล็กน้อยครับ เป็นปกติของตระกูล Fast ที่จะหยิบเรื่องครอบครัวเข้ามาบ้างเล็กน้อยให้มัน กลมกล่อมขึ้น ก็ถือว่าเป็นจุดปกติของหนังแอคชั่นนะในจุดนี้ จริงๆตอนเห็นตัวอย่างเราก็คงพอเดากันได้แล้วหละว่าอย่าไปหวังบทอะไรมันเยอะ เพราะจะเจอคำถามพอสมควรว่าทำไมแบบนั้น แล้วเรื่องนั้นจะเป็นยังไงอะไรแบบนี้จะขึ้นมาเรื่อยๆแน่นอน

ตัวนักแสดง เองนั้นเป็นจุดเด่นมากๆที่ช่วยหนังเอาไว้ทั้งนักแสดงหลัง นักแสดงรับเชิญที่ค่อนข้างว้าว และ ช่วยเติมสีสันของหนังได้เยอะเลยไม่งั้นคงไม่ลงตัวเท่านี้ครับ และทั้งตัวร้าย ก็แสดงออกมาได้ค่อนข้างดีคือแบกหนังได้สบายๆและตัวหลักทั้ง 2 คนนั้นต้องบอกว่าเคมีค่อนข้างเข้ากันเลยคือทั้งการตอบโต้ การจิกกัดต่างๆก็ทำได้ลงตัวและเป็นส่วนนึงของหนังที่พยายามแทรกเข้ามาตลอดนะ

ทั้งมุก ทั้งการจิกกัดหนังต่างๆ แน่นอนว่ามีหลายๆมุกอาจจะไม่ได้ฮาอะไรขนาดนั้น แต่พวกฮาๆจะไปตกกับนักแสดงรับเชิญที่เข้ามาแบบแย่งซีนได้ดีนะ ส่วนนักแสดงสาวก็เป็นจุดที่ดีอีกอย่างของหนังเรื่องนี้ VANESSA KIRBY นั้นมีความสวยและดึงดูดอย่างมากในทุกๆฉากที่ออกมา คือเป็นอีกจุดหลายๆคนน่าจะชอบกันครับ ด้านของการแสดงนั้นไม่มีอะไรต้องติดในหลายตัวละครครับถือว่าทำออกมาได้ดีเลย

ในเรื่องของเนื้อหานั้นต้องบอกว่า ผกก ได้เต็มที่ใส่ความบ้าหลุดโลกเข้าไปแบบไม่ยั้ง ผกก ก็คุ้นเคยกันดีจาก Deadpool 2 แน่นอนว่าถนัดอยู่แล้วหนังอะไรแนวนี้และยิ่งเข้ามากำกับตระกูล Fast ที่อาจจะออกนอกโลกไปทางหนัง Superhero แล้วก็ว่าได้ทำให้ใส่ได้จัดเต็มทั้งเรื่องของ ความบู้ล้างพลาญของตัวหนัง ฉากแอคชั่นต่างๆที่ใส่เข้ามาทั้งเรื่องและ ความบ้า ความโม้

ที่ล้มลากทุกอย่างจากโลกความจริงออกไป แต่อันนี้แหละคือจุดที่เราจะสนุกไปกับตัวหนังและค่อนข้างลงตัวนะ คือเรื่องของการเล่านั้นก็ค่อนข้างหลุดแล้วก็ไปให้สุดให้มันจัดเต็มใส่คนดูแบบนี้ค่อนข้างโอเคครับ และ ยิ่งฉากจบนั้นแอคชั่น โม้ อลังการจัดเต็มไปอีก แต่บางทีแอบรู้สึกว่ายืดยาวไปครับในจุดนี้

ดูหนังออนไลน์