รีวิวหนัง Skiptrace คู่ใหญ่สั่งมาฟัด ปฏิบัติการฟัด พ่วงความฮา

คู่ใหญ่สั่งมาฟัด

รีวิวหนัง Skiptrace คู่ใหญ่สั่งมาฟัด ปฏิบัติการฟัด พ่วงความฮา หนังสืบสวนสอบสวนที่ชวนน่าติดตาม บู๊ และมีความตลกไปในตัว นำโดยซุปเปอร์สตาร์ชาวจีน เฉินหลง และ ฟ่านปิงปิง

สำหรับการกลับมาของเฉินหลัง ในหนังเรื่องนี้ ต้องบอกก่อนว่า มันเป็นหนังแนวสืบสวนสอบสวนที่มีความบู๊(อยู่บ้าง) ไม่ได้บู๊แบบระเบิดตูมตามทั้งเรื่อง ชวนเริ่มเรื่องถือว่าน่าสนใจ ปูเหตุการณ์และตัวละครต่างๆได้เป็นอย่างดี รวมถึงช่วงกลางเรื่องทำให้เราติดตามภารกิจของคู่ฟัด อย่าง เฉินหลง กับ Johnny Knoxville ที่กวนโอ๊ย จนเราแอบอมยิ้มในมุกหลายๆมุก แล้วความป่วนก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ให้เราได้ติดตาม และอีกตัวละครหนึ่งที่ต้องพูดถึงคือ ฟ่าน ปิงปิง ถึงบทบาทในเรื่องนี้เธอไม่ได้จัดจ้านสักเท่าไหร่ แต่ความสวยของเธอ ก็ทำให้คนดูอิ่มตาทุกครั้งที่เธอปรากฎตัวในภาพยนตร์ และบทภาพยนตร์ มีบางฉากที่เซอร์ไพส์เราได้แบบเนียนๆถือว่าโอเคเลยครับ

เรื่องย่อหนัง

หนัง Skiptrace หรือชื่อไทยว่า คู่ใหญ่สั่งมาฟัด คู่ใหญ่สั่งมาฟัด เล่าเรื่องของ เบนนี่ ชาน (เฉินหลง Jackie Chan) สายสืบชาวฮ่องกงที่กำลังตามล่าหัวหน้าแก๊งมาเฟียนามว่าวิคเตอร์ หว่อง (วินสตันส เชา Winston Chao) มานานกว่าทศวรรษ เมื่อหลานสาวของเขา ซาแมนธา (ฟ่านปิงปิง Fan BingBing) ต้องไปพัวพันกับองค์กรมาเฟียของหว่อง ซึ่งคนที่มีหลักฐานสามารถสาวถึงตัวเจ้าพ่อได้ นั่นคือนักพนันชาวอเมริกันจอมปากมาก คอนเนอร์

วัตส์(จอห์นนี่ น็อกซ์วิลล์ Johnny Knoxville) แต่ดันโดนแกงค์มาเฟียจับไป รัสเซีย ซึ่งเขาต้องการจะกลับ มาเก๊า ดังนั้นเบนนี่ จึงตามไปช่วยเหลือ คอนเนอร์ เพื่อเป็นพยานลากคอวิคเตอร์มาลงโทษ และช่วยเหลือซาแมนธาให้ได้ ภารกิจฟัด พ่วงความมันข้ามพรมแดนตั้งแต่เทือกเขาในมองโกเลียจนถึงทะเลทรายโกบี เรื่อยมาถึง มาเก๊า จึงอุบัติขึ้น

ด้านโปรดักชั่น กำกับโดย Renny Harlin ที่เคยฝากผลงานไว้อย่าง Die Hard 2 และ The Legend of Hercules ถึงแม้ว่าหนังของผู้กำกับคนนี้เรื่องหลังๆไม่ค่อยฮิตสักเท่าไหร่ แต่ถ้าพูดถึงหนังเรื่อง หนัง ก็ถือทำได้มาตรฐาน มีความเป็นเอเชียผสมกับฮอลีวู้ด จังหวะมุกตลกต่างๆ หรือแม้แต่ฉากบู๊ก็ดูสนุกสนานดี รวมถึงฉากโลเคชั่นต่างๆ รัสเชีย, มองโกเลีย, จีน, มาเก๊า ก็ทำได้ออกมาสวยงามครับ ดูแล้วเพลินตาดี

รีวิวหนัง

พล็อตจับคู่ให้ตำรวจฮ่องกงสุดตงฉิน กับชายอเมริกันจอมปลิ้นปล้อนพริ้วไหลไปได้ทุกสถานการณ์มาอยู่ในภารกิจสุดวายป่วงด้วยกัน ออกผจญภัยและได้เรียนรู้ผ่านบุคลิกที่แตกต่างสุดขั้วของกันและกันและสิ่งสำคัญที่สุดคือมิตรภาพอันหอมหวาน นี่อาจเป็นพล็อตคลาสสิคที่ถูกเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหนังชุด “คู่ใหญ่…ฟัด” ของดาวกังฟูอมตะอย่างเฉินหลง ซึ่งการกลับมาครั้งนี้เส้นเลือดใหญ่ของพล็อตก็ยังคงเป็นดังเดิม

เราได้เห็นการพยายามทำ “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ไม่ว่าจะเป็นการพยายามสร้างสรรค์รายละเอียดฉากแอคชั่น การออกแบบอุปสรรคและภารกิจตามรายทาง อารมณ์ขันที่หยอดมาตามรายทาง หลายอย่างมีความเวิร์คและเห็นพลังสร้างสรรค์ในตัวมันเอง ซึ่งถ้ามองแบบแยกองค์ประกอบ หลายๆ ซีน หรือซิทสนุกๆ ที่ตัวละครไปเจอนั้นก็สร้างความบันเทิงให้พอสมควร แต่พอเอามารวมเข้าเป็นภาพใหญ่จริงๆ กลับดูจำเจ ซ้ำเดิม น่าเบื่อหน่าย

อาจเป็นเพราะการที่ตัวหนังเองไม่ได้พยายามเปลี่ยนแปลงใจความสำคัญที่ควรเปลี่ยนในระดับโครงสร้าง ทำให้ลำพังการคิดซีนใหม่ๆ เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ยังไม่เพียงพอ ภาพรวมมันยังตอกย้ำให้อารมณ์เดิมๆ ที่หากเป็นยุคเฟื่องฟูแรกๆ ของเฉินหลง มันคงอาจจะยังเป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ไม่ใช่กับปัจจุบันนี้แล้ว

ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมหาศาล บรรดาคอนเทนต์ต่างๆ ต้องปรับตัวกันเอาตัวรอดหัวแทบแตก หนังเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น การจะแอบอิงความยิ่งใหญ่คลาสสิคและหวังว่าทำมากี่ทีคนดูก็ยังจะชอบอาจเป็นแนวความคิดที่จะตายไปในไม่ช้า เมื่อฝั่งฮอลลีวู้ดเองการนำแบรนด์ที่สร้างไว้ได้แข็งแรงในอดีตมารีเมคสร้างใหม่ก็แป๊กไปเยอะแล้วเหมือนกัน บางทีความแตกต่างอาจเห็นได้ชัดกับการที่ Train to Busan ทำได้สำเร็จในการเอาโคร้งสร้างหนังซอมบี้มหันตภัยแบบเดิมๆ มาเลาะตะเข็บโครงสร้างอย่างละเอียดและเพิ่มความสดใหม่ลงไปในทุกองค์ประกอบที่แสดงให้เห็นจากความสำเร็จของมันแล้วว่าพล็อตโครงสร้างแบบเดิมก็สามารถรื้อและสร้างใหม่และเอาคนดูอยู่ได้

ฮา
หนังเฉินหลงที่คนไทยคุ้นเคย ไม่ใช่หนังโชว์วูซูงามๆ หรือหนังโชว์คิวบู๊บ้าระห่ำ แต่เป็นหนังแอ็คชั่นที่แฝงไปด้วยความน่ารักและอารมณ์ขัน หนังอย่างเอไกหว่า ขาตั้งสู้ วิ่งสู้ฟัด มังกรหนวดทอง หนังตระกูลใหญ่ ทับ ฟัด ฯลฯ ตลอดจนหนังที่ร่วมกับฮอลลีวู้ดในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ทำให้คนไทยจดจำเฉินหลงในภาพนักบู๊อารมณ์ดี แต่พอถึงทศวรรษ 2010 เฉินหลงฉีกแนวไปเล่นดราม่ามากขึ้นจนไม่ค่อยเป็นที่ประทับใจในแวดวงแฟนคลับเฉินหลงในประเทศไทย ถือว่าคนไทยห่างหายจากหนังเฉินหลงแบบเดิมๆไปนานพอสมควร แต่สำหรับ Skiptrace ผมถือว่าสามารถเรียกฟอร์มเฉินหลงคนเดิมกลับคืนมาได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ขึ้นหิ้งแบบ Rush Hour แต่ความฮาแบบแจ็คกี้ชานมันหวนกลับมาอีกครั้ง การปล่อยมุขขณะที่ตัวละครหลักทั้งคู่ผจญภัยไปในดินแดนต่างๆ มันอาจจะดูซ้ำรอยหนังแนวคู่หูผจญภัยหลายเรื่องที่ผ่านมาของเฉินหลง แต่การที่มาประกบคู่กับน็อกซ์วิลล์ มันกลายเป็นความฮาที่ดูจากตัวอย่างแล้วไม่น่าจะเข้ากันได้ แต่เอาเข้าจริงมันเวิร์คสุดๆ

ลูกบ้า
ด้วยคาแร็คเตอร์เฉินหลง ที่รับบทเป็น เบนนีเฉิน ตำรวจวัยเกษียณที่หมกมุ่นกับการล้างแค้นมาเกือบสิบปี ต้องมาร่วมมือกับฝรั่งมะกันบ้าๆบอๆ ทำเรื่องที่หลายคนไม่ทำกัน อย่างการเข็นรถขึ้นภูเขา เมาปลิ้นกับชาวเผ่า ร้องเพลงเพื่อผ่านด่าน หรือเป่าหมูต่อเป็นแพ ฯลฯ ดูขัดกับคาแร็คเตอร์ของเบนนีชานที่ควรจะเคร่งขรึมจริงจัง แต่มันกลับกลายเป็นลูกบ้าที่ทำให้ตัวหนังดำเนินเรื่องไปได้ลื่นไหล ความบ้าที่เรียกเสียงฮาได้ตลอดทั้งเรื่อง เอาเข้าจริงๆความบ้าของหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นรอง The Mermaid หนังของโจวซิงฉือที่บ้าจนถล่มบ็อกซ์ออฟฟิศจีนถล่มทลายมาแล้ว แต่ผมรู้สึกว่า Skiptrace มันบ้าแต่ฮากว่าหนังเงือกน้อยซะงั้น อย่างไรก็ตามบางฉากก็เหมือนบ้าจนล้นเกินไป อย่างฉากคนมองโกลร้องเพลง ผมไม่เก็ทว่าหนังพยายามจะสื่ออะไรถึงได้เสียเวลากับฉากนั้นไปหลายนาที แถมยังดูไม่เมคเซ้นส์มากๆ

 

ดูหนังออนไลน์ Skiptrace

Review movie Wheres the Money by Scott Zabielski

Wheres the Money

Review movie Wheres the Money by Scott Zabielski A light comedy that dabbles in racial commentary
but pulls in too many directions simultaneously,
Scott Zabielski’s Where’s the Money puts a Vine celebrity in the lead and finds that mastery of
a six-second video format is no predictor of big-screen success. Andrew “King Bach” Bachelor
is amiable but hardly star material here, playing a young man whose hunt for buried treasure
forces him to infiltrate a college fraternity. Commercial prospects are slim, but helped
by a supporting cast including Method Man, Terry Crews and others.

Bachelor plays Del, a South Central slacker who runs a small gym with his mother Roberta
(Parks and Recreation’s Retta, wasted in this role) while palling around with best friend Juice
(Allen Maldonado) and crushing on the perpetually unimpressed Alicia (Kat Graham).
His father and uncle started the gym, but are serving long prison sentences for robbing a bank.
(Actually, Crews’ Uncle Leon recently escaped, but Del won’t know that for a while.)

When Dad tells Del where the million-dollar loot from that heist is stashed,
Del can’t wait to retrieve it. But what once was a flophouse has now been gentrified
by students of a nearby college: In order to access the basement walls that hold the treasure
, he’s going to have to pledge a frat whose membership currently happens to be all-white.

But lest we get the wrong idea, the Kappa Alpha Chi men are not at all racist! Turns out,
the dimwitted fellas’ attempts to avoid giving offense are responsible for almost
all the film’s laughs, thanks in no small part to Josh Brener (Silicon Valley),
whose pre-law character Clarke is quick to issue trigger warnings.
The film has a fair bit of fun watching as he and his bros try to haze a black man
without offending him or prompting a lawsuit.

Clarke would, one guesses, be made slightly uncomfortable by watching a film whose protagonists are people of color but whose white director seems most invested in the comic potential of his white supporting characters. Whatever the real-life politics of the filmmakers, this is shaky ground. While Zabielski and his co-writers never shortchange their stars in terms of screen time, their imaginations fail them when it comes to giving Crews and Method Man interesting things to do and say. In the case of Method Man, though, the rapper/actor’s attitude alone carries him past the script’s deficiencies.

The action gets sluggish whenever Del isn’t, as he puts it, playing the white-guilt game with his new friends. But at 85 minutes, Where’s the Money doesn’t spend too much time lingering in these dead zones. Del’s story of whisking money out from under white folks’ noses has a happy, if implausible, ending. Just don’t tell whomever Del’s father ripped off in the first place.

 

Production companies: Persimmon Productions, BSFG
Distributor: Lionsgate
Cast: Andrew Bachelor, Allen Maldonado, Kat Graham, Terry Crews, Retta, Method Man, Josh Brener, Devon Werkheiser, Logan Paul
Director: Scott Zabielski
Screenwriters: Ted Sperling, Benjamin Sutor, Scott Zabielski
Producers: Zack Schiller, Dylan Sellers
Executive producers: Andrew Bachelor, Whine Del Rosario, Todd King, James McGough
Director of photography: Andrew Huebscher
Costume designer: Ariyela Wald-Cohain
Editor: Chris McKinley
Composer: Math Club
Casting director: Marisol Roncali 

 

ดูหนังออนไลน์ Wheres the Money

review Eighth Grade Eighth Grade Is a Mesmerizing

Eighth Grade

review Eighth Grade Eighth Grade Is a Mesmerizing Elsie Fisher is magnificent as a vulnerable teenager facing trouble at school and at home in Bo Burnham’s gripping drama

In all its boredom punctuated by sudden moments of unforgettable discomfort and horror, being a teenager could best be approached in a numb state. There is something anaesthetised, or at least tonally ambiguous in this gripping drama
about a teenage girl in the US about to leave eighth grade, the last stage of middle school
(the equivalent of the UK’s year nine, for 13- and 14-year-olds) and due to enter high school after the summer.
Elsie Fisher is absolutely outstanding in the role of Kayla Day, like an undiscovered Fanning sister: her smart,
observant performance gives the audience instant access to her vulnerabilities, hurt feelings and quiet determination.

Writer-director Bo Burnham has been known before this as a YouTuber and comic,
but this is not exactly a funny movie, nor does it fit the more solemn conventions of the coming-of-ager.

It appears to hover between two different high-school traditions. It has a bit in common with 90s comedies such as 10 Things
I Hate About You and Clueless: cliques, loneliness, excruciating single-dad incursions into your private space.

But in its weird, floating sense of detachment and alienation, as if witnessing the world while listening to music on earphones, there is a hint of dark movies such as Gus Van Sant’s Elephant (2003) or Sam Levinson’s Assassination Nation (2018), in which we feel as if we are sleepwalking towards something truly horrible.

The striking thing about Kayla is that she herself is a YouTuber, but not the kind that makes the headlines.
Kayla’s earnest (but perfectly sensible, and not contemptible) videos are about how to boost your confidence
and self-esteem. Yet they are not a success. They have not gone viral, and she herself has not become
the kind of non-MSM online celebrity that fills her elders with envious bafflement. Being publicly online is just normal.
Kayla has a bit of a problem with her skin, but these spots miraculously vanish when you see her face on the computer screen.
It could be that the pixellation involved has camouflaged them, or that she has a pre-taping makeup regime.
(We see her watching makeup tutorials.) But Burnham does not deploy that discrepancy for ironic effect, and there are no
moments of dramatic hesitancy or self-doubt in her own tutorials.

Kayla lives alone with her dad Mark (Josh Hamilton) who seems almost too good to be true in his dorky well-meaning clumsiness, and Burnham interestingly defers the explanation as to his singleness. Mark has limited Kayla’s obsessive smartphone use at the dinner table to one evening a week, and he’s self-conscious about trying to make conversation

when she is exercising that prerogative. But Mark misjudges his parental responsibilities when it comes to taking Kayla to hang out with her friends at the mall, and he has a weird habit of coming into her bedroom in just pyjama bottoms last thing, to say goodnight. It creates an all-but-inaudible background hum of disquiet. Is something not quite right?

There are various official and unofficial rituals that Kayla has to go through as she finishes Eighth Grade. Burnham effectively puts us on alert for a Carrie-style catastrophe, but the movie’s effect lies in then upending or withdrawing this state of impending crisis.

Kayla has to endure, not a school shooting, but a school-shooting practice drill, which leads to a worryingly inappropriate and sexualised encounter with another boy. And it is all shot by cinematographer Andrew Wehde in a bright, clean, affectless way.

Always, Kayla is asked if she is “excited” about high school, and she knows that the polite, correct response is yes. But of course she can’t permit herself to be excited, and is smart enough to know that public displays of genuine excitement about that or anything else would be an incautious and presumptuous response. She is more anxious and uneasy.

One of the film’s most touching things is her discovery of a videoed message from her nine-year-old self
to her current self, and then her shooting a new video message, intended to be viewed by her 18-year-old self.
They are both full of upbeat, serious faith in the future, and very different from the imaginary letters to one’s own teenage
self that middle-aged newspaper columnists are sometimes asked to compose and that invariably go on about getting
a sense of humour – just the kind of condescension that any teenager would resent.

Fisher’s portrayal of Kayla’s life has such charm and unassuming decency.

ดูหนังออนไลน์ Eighth Grade Eighth

รีวิวหนัง Sing ร้องจริง เสียงจริง โรงละครมูน เมืองที่มีแต่สิงสาราสัตว์

Sing ร้องจริง เสียงจริง

เรื่องย่อ Sing ร้องจริง เสียงจริง ณ เมืองที่มีแต่สิงสาราสัตว์ ทุกครอบครัวต่างมีหน้าที่ของตนเองใครประกอบอาชีพอะไรก็ดำเนินกันไป ทว่ามีโคอาล่าอยู่ตัวหนึ่งเป็นเจ้าของกิจการ “โรงละครมูน” ซึ่งเคยเฟื่องฟูพอตกมาที่มือลูกชายอย่าง “บัสเตอร์ มูน (แมทธิว แม็คคอนนาเฮย์)” กลับถึงคราวตกต่ำเป็นหนี้สินจนไม่มีเงินจ่ายธนาคาร แต่ “บัสเตอร์” ยังไม่อับจนความคิดเกิดปิ๊งไอเดียจัดประกวดร้องเพลงแบบสมัยนิยมประเภทเดียวกับ The Voice และ Got Talent แต่คุณกิ้งก่าพนักงานคนเดียวของโรงละครเกิดเล่นตลก

ชีวิตพลิกผันทำให้เกิดความผิดพลาดของจำนวนเงินรางวัลบนใบปลิวที่ได้ทำการแจกจ่ายออกไปทั่วเมือง “บัสเตอร์” ไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนซี้เพียงคนเดียว “เอ็ดดี้” คุณชายแกะที่บ้านรวยเงินถุงเงินถังมีคุณยายเป็นอดีตดาราดาวรุ่งของ “โรงละครมูน” สมัยที่พ่อของ “บัสเตอร์” ยังเป็นเจ้าของอยู่ หลังจากที่คัดเลือกตัวแสดงได้แล้ว “บัสเตอร์” เชิญชวน “นาน่า” คุณยายของ “เอ็ดดี้” เพื่อนซี้มาชมการแสดงรอบพิเศษ แต่ทว่า! กรรมเวรของ “บัสเตอร์” ยังไม่จบสิ้นเมื่อผู้เข้าแข่งขันตัวหนึ่งเกิดสร้างปัญหาโรงละครถูกกลุ่มหมีฉกรรจ์มาทำลายสถานที่จัดแสดงเป็นเหตุให้โรงละครพังพินาศ และในที่สุดถูกธนาคารยึดไป “บัตเตอร์” จะพลิกวิกฤตินี้เป็นโอกาสได้หรือไม่

ในการแข่งขันมีตัวเก็งอยู่ 5 ราย คือ “ไมค์” หนูจอมเจ้าเล่ห์ (เซ็ธ แม็คฟาร์เลน) ผู้ขยับลูกคอได้พลิ้วไหวพอๆ กับลีลาในการต้มตุ๋นของเขา, “มีนา” ช้างสาวขี้อาย (ทอรี เคลลี) ผู้เกิดอาการตื่นเวทีได้เสมอ, “โรซิต้าร์” คุณแม่หมูลูกดก (รีส วิทเธอร์สปูน เจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด) ผู้วิ่งวุ่นกับการดูแลลูกน้อยทั้ง 25 ตัวของเธอ, “จอห์นนี่” กอริลลาแก๊งสเตอร์หนุ่ม (ทารอน อีเกอร์ตัน) ผู้ต้องการจะหลุดพ้นจากธุรกิจมืดของครอบครัว และ “แอช” เม่นสาวพังค์ร็อครักคุด (สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน) ผู้พลิกผันจากบทนักร้องเบอร์สองกลายเป็นนักร้องเดี่ยวที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถ แต่ละตัวตัดสินใจเข้าร่วมการแข่งขันของบัสเตอร์ด้วยความเชื่อว่า การแข่งขันครั้งนี้เป็นโอกาสให้พวกเขาได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองครั้งยิ่งใหญ่

Sing มาพร้อมกับเพลงฮิตมากกว่า 85 เพลง ตั้งแต่ยุค 30-40 ปีที่ผ่านมา จนถึงยุคปัจจุบัน เขียนบทและกำกับโดยการ์ธ เจนนิงส์ (Son of Rambow, The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy) และอำนวยกาสร้างโดยคริส เมเลแดนดรี้และ เจเน็ต ฮีลลี

รีวิว วิจารณ์หนัง ‘Sing ร้องจริง เสียงจริง’
คงจะเห็นว่าแอนิเมชั่นเรื่องนี้เต็มไปด้วยดารานักแสดงที่คุ้นชื่อมากมาย แต่พวกเขาได้ได้ออกมาให้เราเห็นหน้าหรอก มีให้รู้สึกได้แต่เสียงเท่านั้น เรื่องราวก็ดูเหมือนมีกลิ่น The Voice นิดๆ แต่สำหรับคนที่รักเสียงเพลง ยังไงมันก็ยังชวนให้อยากดูได้อยู่

ตัวละครในหนังก็ดูน่ารักมากครับ ส่วนตัวผมชอบจอห์นนี่มากที่สุดละ ที่จะเดินทางตามความฝันถึงแม้พ่อของเขาจะไม่ค่อยแฮปปี้ก็ตาม อีกคนที่ผมชอบรองลงมาก็คือพี่มูนของเรานี่แหละ พี่แกเป็นคนที่น่านับถือนะครับ ถึงแม้จะมีหนี้สินมากมายก่ายกอง หรือว่ามีเสียงด่าจากชาวเมืองนับไม่ถ้วน แต่แกก็ดั้นด้นเดินทางตามฝันครับ จนสุดท้ายปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นกับชีวิตของเขา ส่วนตัวละครอื่นๆ ก็โมเม้นท์ดีๆ ให้เล่นอยู่ไม่น้อยเลย
ถือว่ากระจายบทได้ดี

ส่วนสุดท้ายที่ชอบมากๆ ก็คืองานภาพครับ ขุ่นพระ! จะสวยไปไหน ยิ่งถ้าได้ดู 4K นี่มันจะฟินไม่ใช่น้อยเลยนะ ส่สนสุดท้ายที่เป็นไม้แข็งของหนังทั้งเรื่องก็คือเพลงประกอบที่ใส่เข้ามาเรื่อยๆ ให้เราได้ฮึมฮัมหรือว่าขยับขาตามทั้งเรื่อง ทำให้การดำเนินเรื่องไม่น่าเบื่อจนเกินไป ส่วนในด้านเสียงพากย์ก็ทำได้ดีทั้งพากย์ไทยแล้วก็ Soundtrack เลย ฟังเพลินทั้งคู่เลย

ดูได้เพลิน ประสาหนังครอบครัว
ช่วงเริ่มต้นของ ‘ร้องจริง เสียงจริง’ เหมือนจะเป็นช่วงเวลาแนะนำตัว แนะนำให้รู้จักกับ บัสเตอร์ มูน เจ้าของโรงละครที่ตกต่ำผู้มองโลกในแง่ดีและหวังว่ารักษามันไว้ ก่อนจะพาเราไปรู้จักกับตัวละครหลักต่างๆ ทีละตัว

ยอมรับว่า เสียงหัวเราะของคนรอบข้างทำให้ผมหวั่นว่านี่ผมจะเป็นคนส่วนน้อยหรือไรที่แทบจะไม่ขำไปกับมุกของหนังแอนิเมชั่นเรื่องนี้ สำหรับผมมันเป็นหนังที่ดูได้เพลินๆ ไม่มีอะไรชวนมีอารมณ์ร่วมได้มากเท่าที่ควร

หนังเชิญชวนให้รู้จักกับเรื่องราวเบื้องหลังของพวกเขา ได้เห็นถึงวิถีชีวิตที่แตกต่างกันของแต่ละตัวละคร มองดูเหมือนจะเล่าถึงเรื่องราวหลายอย่างจนเกินจะโฟกัสอะไรสักอย่างให้มากพอ ขณะที่มุกตลกที่ใส่เข้ามานั่น ก็มักจะออกไปในทางแป้กมากกว่าจะฮา จะมีบ้างบางช็อตที่มีความน่ารักแทรกๆ เข้ามาเป็นพักๆ

ถ้าจะมองไปถึงเพลงที่หยิบจับใส่เข้ามาในหนังถึง 85 เพลงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มันมากมายก็จริง นับกันไม่หวาดไหว ทว่าก็เหมือนตัดใส่เข้ามาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไม่ทันจะได้อินก็ผ่านไปเสียแล้ว

ช่วงท้ายตีตื้น เวทีมินิคอนเสิร์ตดีดีนี่เอง…
แต่ก็ใช่ว่า ‘Sing’ จะไม่มีอะไรที่น่าสนใจ เพราะในช่วงครึ่งค่อนไปทางท้ายของหนัง จะเป็นช่วงเวลาที่หนังตีตื้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด กับฉากการแสดงโชว์ของตัวละครแต่ละตัวที่ผ่านออดิชั่นมาบ้าง หรือได้รับโอกาสได้บ้าง มันเป็นช่วงที่ดูดีที่สุดในหนังจริงๆ

เพราะการทำโชว์ของเขาดูน่าสนใจดี แต่ละโชว์จะมีอีกฉากหนึ่งประกบไปด้วยเสมอ และจะมีผลที่ตามมาแทรกไว้ด้วยเสมอ สิ่งที่ปูเอาไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องได้ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งในช่วงเวลานี้

ถ้าถามว่าอินสุดกับเรื่องราวของตัวละครตัวไหน คำตอบมันกลับกลายเป็นเรื่องราวดรามาในครอบครัวกอริลล่าเสียอย่างนั้น จอห์นนี่เป็นลูกที่ไม่ได้อย่างที่พ่อหมายมั่นปั้นมือ พ่ออยากจะให้ลูกเติบโตขึ้นมาในฐานะลูกของหัวหน้าแก๊ง แต่ทว่าลูกกลับรักในการร้องเพลง และมักจะหนีมาออดิชั่นและซ้อมอยู่บ่อยๆ จนภารกิจมิจฉาชีพของแก๊งพลอยมีอันเสียหายไปด้วย แต่ยังไง “พ่อก็คือพ่อ” …อยู่ดี ช็อตนี้ทำเอาผมน้ำตาซึมได้เลย

หนังโชว์ความครีเอตในการคิดมุกหนังได้ดี โดยเฉพาะการจัดการของแม่หมูระหว่างที่ตัวเองออกมาซ้อมร้อง แต่แค่มันดูไม่เข้ากับบุคลิกของตัวละครและมันดูไม่สามารถไปใช้อธิบายต่อได้ ความครีเอตที่น่าสนใจที่สุดกลับเป็นการเอาปลาหมึกมาสร้างสรรค์เป็นเวที นั่นแหละ น่ารักมากที่สุดแล้ว

โดยรวมมันเป็นหนังที่ดูได้เพลินๆ กับครอบครัว ไม่เป็นพิษเป็นภัย แถมยังได้พลังของการทำตามฝัน การเลือกทางเดินที่รักและทำมันให้ดีที่สุด ไม่ปล่อยทิ้งมันไว้กลางทาง

ดูหนังออนไลน์ Sing

รีวิวหนัง Once Upon a Time … in Hollywood (2019) ผู้กำกับ Quentin Tarantino

Once Upon a Time

รีวิว Once Upon a Time … in Hollywood (2019)   เรื่องย่อ เรื่องราวของ นักแสดงหนุ่มตกอับชาวตะวันตกกับสตันท์แมนของเขาที่พยายามดื้นรนให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจหนัง อีกทั้งหนังเรื่องนี้ยังเป็นหนังเรื่องแรกของ เควนติน ทาแรนติโน ที่สร้างขึ้นมาโดยอ้างอิงจากเรื่องจริงอีกด้วย แสดงนำโดย แบรด พิตต์ , ลีโอนาร์โด ดิคาพริโอ และ มาร์โกต์ ร็อบบี้

ภาพยนตร์ลำดับที่ 9 ของ เควนติน ทาแรนติโน (Quentin Tarantino) ผู้กำกับคนดังผู้เคยประกาศไว้ว่าตลอดอาชีพเขาจะกำกับหนังยาวเพียง 10 เรื่องเท่านั้น งานแต่ละชิ้นที่ยิ่งงวดใกล้หมดโควต้าจึงยิ่งน่าสนใจ และสำหรับงานลำดับรองสุดท้ายนี้เขาผู้ที่เคยทำทั้งหนังแก๊งสเตอร์ หนังคาวบอย หนังสงครามโลก หนังกังฟู หนังดราม่า และอีกหลากหลายแนว จึงต้องสรรหาแนวทางที่ยังไม่เคยทำมาก่อนฝากไว้เป็นผลงานแห่งชีวิตของเขา นี่จึงเป็นครั้งแรกที่หนังทาแรนติโนจะ ‘เบสออนทรูสตอรี่’ (Based on True Story) ในแนวดราม่าคอมเมดี้ตลกร้ายที่เขาจัดเจน ซึ่งก็น่าตื่นเต้นเหมือนกันนะสำหรับแฟน ๆ ทาแรนติโนน่ะ

เรื่องจริง ที่ทาแรนติโนนำมาอ้างอิงนั้นคือยุคทองของฮอลลีวูด ปี 1969 โดยนิยามแนวทางของหนังไว้ว่า ‘หนังหลายเส้นเรื่องที่ฉายภาพเทพนิยายยุคใหม่ ในห้วงเวลาสุดท้ายของยุคทองของฮอลลีวูด’ หลังจากหนังเปิดตัวไปที่เทศกาลหนังเมืองคานส์และเข้าฉายที่อเมริกากับอังกฤษในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมตามลำดับ คำวิจารณ์ของสื่อและเสียงยกย่องจากผู้ชมต่างไหลไปในทางเดียวกันถึงขนาดนิยามว่า ‘มันคือจดหมายรักของทาแรนติโนที่ส่งถึง แอล.เอ. ยุค 60’ เลยทีเดียว

สำหรับเส้นเรื่องหลักของหนังจะติดตาม ริค ดาลตัน (ลีโอนาร์โด ดิคาพริโอ Leonardo DiCaprio) พระเอกจากหนังทีวีแนวคาวบอยที่กำลังหมดความนิยม และหนีตายดิ้นรนหางานเพื่อให้ได้มีชื่อเสียงต่อไป โดยเข้าสู่ฮอลลีวูดผ่านบทบาทตัวร้ายบ้างตัวรองบ้าง อีกเส้นเรื่องคือความสัมพันธ์ของเขากับ คลิฟฟ์ บูธ (แบรด พิตต์ Brad Pitt) สตันท์แมนคู่บุญที่ติดสอยห้อยตามดั่งพี่น้อง และเส้นเรื่องสุดท้ายคือการที่เขาอาศัยอยู่ในบ้านที่รั้วติดกับผู้กำกับดังแห่งยุคอย่าง โรมัน โปลันสกี และแฟนสาวของโปลันสกีอย่างดาราสาว ชารอน เทต (มาร์โกต์ ร็อบบี้ Margot Robbie) นั่นเอง และถ้าใครติดตามเรื่องราวโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจริงของฮอลลีวูดก็จะทราบดีว่า ชารอน เทต ถูกฆาตกรรมอย่างน่าสยดสยองขณะตั้งครรภ์ โดยฝีมือกลุ่มฮิปปี้คลั่งลัทธิของ ชาร์ลส์ แมนสัน (Charles Manson) ในชื่อแมนสันแฟมิลีเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1969 อันเป็นปีฉากหลังของหนังด้วย

หนังจึงครอบเราไว้ด้วยบรรยากาศน่าอึดอัดใจที่ผู้ชมต่างรู้ว่าหากติดตามชีวิตของริคไปเรื่อย ๆ อย่างไรเสียก็ต้องไปบรรจบกับเหตุการณ์สะเทือนใจแห่งยุคทองของฮอลลีวูดอยู่ดี จึงเป็นโจทย์สำคัญว่าผู้ชมต้องทำการบ้านรู้เรื่องราวของแมนสันกับชารอนไว้ก่อน หนังจึงจะทำงานได้สมบูรณ์ตามที่ทาแรนติโนวางแผนไว้ คือทันทีที่คุณรู้เรื่องราวนี้และเข้าไปดูหนัง คุณก็อยุูในกำมือของทาแรนติโนเรียบร้อยแล้ว

อีกส่วนที่ได้รับคำชมแบบสุดกู่ นอกไปจากความคารวะอย่างมีชั้นเชิงของผู้กำกับและเขียนบทที่มีต่อยุคทองของฮอลลีวูด ก็คือทีมดารานักแสดงที่เล่นกันอย่างสุดฝีมือ แถมมากันแน่นฮอลลีวูดไม่ว่าจะเป็น สุดยอดสตาร์แถวบนของวงการอย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาพริโอ, แบรด พิตต์, มาร์โกต์ ร็อบบี้ ดารารุ่นกลางมากฝีมืออย่าง เอมิล เฮิร์ช (Emile Hirsch) ทิโมธี โอลิแฟนท์ (Timothy Olyphant) และรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างมาร์กาเร็ต ควาลลีย์ (Margaret Qualley) ออสติน บัตเลอร์ (Austin Butler) ดาโกตา แฟนนิ่ง (Dakota Fanning) และที่ต้องพูดถึงคือ ไมค์ โมห์ (Mike Moh) ที่มาทำให้ บรูซ ลี (Bruce Lee) กลับมามีชีวิตได้โคตรน่าจดจำ

และที่ขาดไม่ได้คือนักแสดงรุ่นเก๋าที่เป็นครูให้นักแสดงอื่นได้แล้วอย่าง บรูซ เดิร์น (Bruce Dern) และ ป๋าอัล ปาชิโน (Al Pacino) นอกจากนี้ยังมีรายชื่อนักแสดงอีกเป็นหางว่าว ทั้งยังต้องจดไว้ด้วยว่านี่คือหนังเรื่องสุดท้ายที่ ลุก เพอร์รี่ (Luke Perry) ดาราจากซีรีส์ดัง Beverly Hills, 90210 (1990) และหนัง The Fifth Element (1997) ได้ฝากชื่อไว้เป็นเรื่องสุดท้ายก่อนจะเสียชีวิตในวัย 52 ปี เมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ริก ดาลตัน บทของลีโอนาร์โดนั้นเป็นดาราทีวีชื่อดังที่มาสุ่ยุคที่คนกำลังหมดความนิยม เขาจึงพยายามจะต่ออายุการแสดงโดยผันตัวไปเล่นหนังฮอลลีวูด ดาลตันถือเป็นตัวละครสมมุติที่อิงภาพมาจากนักแสดงที่มีชีวิตจริงหลายคน ที่เป็นดาราหนังคาวบอยทางทีวีที่โด่งดังในยุคคลาสสิกฮอลลีวูด และล้มเหลวในการข้ามยุคมาสู่วงการภาพยนตร์ในยุคทอง พวกเขาไม่อาจรักษาความโด่งดังและเอาชนะยุคสมัยแห่งความนิยมใหม่ไปได้

หลายคนต้องลดเกรดตัวเองลงไปเล่นตัวร้ายบ้าง บางคนเลิกราอาชีพ บางคนทุกข์ทรมานและฆ่าตัวตายไปเลยก็มีอย่าง พีท ดูเอล (Pete Duel) โดยวิถีชีวิตพุ่งสูงและร่วงหล่นนี้ เช่นกันบทของริคก็เป็นดาราที่สับสนและตกอยู่ในสภาวะไบโพลาร์ ซึ่งท้าทายความสามารถทางการแสดงแบบอารมณ์ไฮแล้วดาวน์ไปมาได้อย่างมีเสน่ห์ยากคาดเดา และดิคาพริโอก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

ต้องชมว่าสมาธิของเขาดีมาก ๆ ฉากที่ต้องประกบกับน้องหนูวัย 8 ขวบเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ เช่นกันกับฉากที่ล้อเบื้องหลังในการเข้าฉากหนังคาวบอยเรื่อง แลนเซอร์ ก็เป็นอะไรที่ทั้งตลก น่าตื่นเต้น กวนบาทา และเปี่ยมพลังเปี่ยมอารมณ์อย่างมาก

ส่วน คลิฟฟ์ บูธ คู่หูของดาลตันที่รับบทโดย แบรด พิตต์ นั้นก็เป็นการผสมหลายบุคคลมาไว้ในตัวละครเช่นกัน คือในแง่เรื่องราวความสัมพันธ์กับดาลตันเอามาจาก ชีวิตของดาราอย่าง เบิร์ต เรย์โนลด์ส (Burt Reynolds) และอาชีพตัวแสดงแทนในฉากบู๊อย่างยาวนานนั้นก็นำมาจากชีวิตของ ฮาล นีดแฮม (Hal Needham) ส่วนที่อาศัยก็นำมาจาก แกรี่ เคนต์ (Gary Kent) ผู้กำกับและสตั๊นท์แมนที่อาศัยอยู่ในย่านเดียวกับที่ลัทธิแมนสันแฟมิลีอาศัยอยู่ ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่า แบรด พิตต์ เป็นอีกคนที่เอาอยู่สามารถฉายแสงคู่เด่นไปกับดิคาพริโอได้ แม้ว่าบทของริคจะมีอะไรให้เล่นมากกว่าบูธก็ตาม แต่เขาก็สร้างการแสดงที่ยียวนเจ้าเสน่ห์จนต้องมองค้างทุกครั้งจริง ๆ

ดูหนังออนไลน์ Once Upon a Time

รีวิวหนัง Love and Run (2019) มิสเตอร์ดื้อ กันท่าเหรียญทอง

รีวิวหนัง Love and Run (2019)

รีวิวหนัง Love and Run (2019) มิสเตอร์ดื้อ กันท่าเหรียญทอง ไอ้ดื้อ (ชานน สันตินธรกุล) เด็กบ้านนอก ลูกชายของ เคี้ยง (พลพล พลกองเส็ง) พ่อค้าร้านราดหน้าเจ้าเก่าแก่ เติบโตมากับการอยู่ร่วมกับน้าสาวแสนสวย หลิน(เก้า สุภัสสรา ธนชาต) ตั้งแต่เด็ก ไอ้ดื้อเป็นหลานที่ออกแนวจะหวงน้าสาวตัวเองอย่างหนัก ใครมาตามจีบก็มีอันต้องเข้าไปกันท่าอยู่เสมอ จนสร้างปัญหาปั่นป่วนให้ หลิน สาวน้อยผู้ใฝ่ฝันอยากมีแฟนดีๆในชีวิตสักที จากเด็ก ดื้อ กลายเป็น วัยรุ่น ไอ้ดื้อหนีออกจากบ้านไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพ เพียงเพราะอยากพิสูจน์ให้เคี้ยง ผู้เป็นพ่อ เห็นว่าตัวเองมีดีกว่าจะเป็นแค่พ่อค้าราดหน้าอยู่ที่บ้าน

การหนีไปของไอ้ดื้อทำให้ เคี้ยง รู้สึกผิดและเฝ้าตามหาตัวไอ้ดื้อเสมอ แต่ทุกอย่างก็กลับมาวุ่นวาย เมื่อไอ้ดื้อดันไปบังเอิญเจอกับ หลิน ที่ย้ายเข้ามาทำงานเป็นพยาบาล ที่กรุงเทพเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันหลินกำลังถูกแมน (โจ๊ก โซคูล)

ไล่ตามจีบอยู่อย่างใกล้ชิด ไหนจะ หมอ คนไข้ และหนุ่มๆ ที่มาแอบชอบหลินอีกมากมาย และนั่นเองปฏิบัติการกันท่า ของมิสเตอร์ดื้อจึงเริ่มต้นขึ้น

ผลงานจากค่าย รฤก ที่มีโต้โผใหญ่อย่าง ยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ ดูแล แม้ผลงานฝีมือของยอร์ชโดยตรงจะนานมาแล้ว แต่ผลงานของค่ายเองก็ยังไม่ห่างหายเลิกราจากวงการหนังไทย และยังผลิตหนังอารมณ์ดีออกมาสู่ตลาดสม่ำเสมอ

ไม่ว่าจะ แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า หรือ สุดเขตเสลดเป็ด และล่าสุดที่เพิ่งออกโรงไปไม่นานอย่าง ไบค์แมนศักรินทร์ตูดหมึก ด้วย ดูผลงานก็พอจับทางได้เลยว่า มิสเตอร์ดื้อ กันท่าเหรียญทอง หนังเรื่องล่าสุดจะมาแบบเอาฮาเน้นตัวละคร

เน้นพลอต เน้นสถานการณ์มากขนาดไหน และคงเป็นแนวซิตคอมที่แฝงดราม่าเรื่องราวความสัมพันธ์ ผ่านคนแปลก ๆ อีกเช่นเคยซึ่งในครั้งนี้ คนแปลก ๆ ของเรื่องก็คือ ดื้อ (นน – ชานน สันตินธรกุล ) เด็กที่หวงน้าสาวอย่าง

หลิน (เก้า – สุภัสสรา ธนชาต) เกินปกติมนุษย์ ในขณะที่ฝั่งคนที่มาจีบน้าก็ทะยานความแปลกได้สูสีกับดื้อสุด ๆ เพราะได้ดาราหน้าทะเล้นอย่าง พี่แมน (โจ๊ก โซคูล – กรภพ จันทร์เจริญ) มาติดหนึบเกาะแกะไม่เลิกทีเดียว

และก็ไม่ใช่แค่พี่แมนเท่านั้นเพราะยังมีทั้งหมอหนุ่มสุดเพียบพร้อมที่น้าหลินแอบปลื้ม ตลอดจน เกม (บลู – พงศ์ทิวัตถ์ ตั้งวันเจริญ) เด็กหนุ่มรุ่นน้องที่มาติดใจน้าสาวของดื้อจนออกนอกหน้าเข้าไปอีกงานนี้ยังเป็นผลงานกำกับ

ของ เค – ไชยณรงค์ แต้มพงษ์ ผู้กำกับสายหวานที่เคยมีหนังอย่าง เลิฟ จุลินทรีย์ รักมันใหญ่มาก แต่ผลงานที่ผ่านตาทุกคนมากสุดคงเป็นการกำกับเอ็มวีเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย (Koisuru Fortune Cookie) ของวง BNK48 นั่นเอง

จากที่ดูหนังตลอดเรื่องสิ่งที่รู้สึกแรง ๆ และยิ่งรู้สึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือ หนังคิดมาบนโจทย์ที่เน้นใส่สถานการณ์ตลกให้มากที่สุด โครงเรื่องวางไว้แบบไม่ต้องซับซ้อนมาก การบิ้วการคลี่คลายเรียกว่าคิดไว้ล่วงหน้าเรียบร้อย

แทบไม่สนใจการขับดันจากตัวละครหรือกราฟอารมณ์เลย หนังจึงออกมาแบบไม่สุดไม่อิ่มเท่าไร

ส่วนที่ชอบของหนัง คือ ความฮานั่นล่ะ ฉากฮาแบบฮาเกิ้นฮาหัวสั่นท้องคัดท้องแข็งมีแน่นอน แป้กมีมั้ยก็มีล่ะ ธรรมดาหนังตลก แต่อันที่ฮามันก็ฮาจริง ๆ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าปัจจัยสำคัญในความฮาทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาจากความสามารถเฉพาะตัวของนักแสดงอย่าง โจ๊ก โซคูล และ รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น ล้วน ๆ ที่ฮาจากสถานการณ์แบบซิตคอมนั้นก็มีส่วน แต่มันฮามากขึ้นเพราะสองคนนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับจริง ๆ การแสดงของนักแสดงต่าง ๆ ก็ต้องบอกว่าทำได้ไม่น่าเกลียด แม้บทจะไม่ได้ส่งไม่ได้ช่วยเลย แต่พวกเขาก็เอาตัวรอดในฉากที่ต้องชี้ขาดคะแนนให้ตัวเองได้ดี ไม่ว่าจะ นน เก้า ตลอดจนนักแสดงสมทบทั้งหลาย ฉากที่พีคทางอารมณ์จนเราพลิกผลให้ นน สอบผ่านเอาตัวรอดได้จากเรื่องนี้คือฉากที่สนามบินในช่วงท้ายของหนัง ฉากนี้ฉากเดียวจริง ๆ ที่รู้สึกว่าตัวละครนี้มีชีวิต เพราะตลอดเรื่องมันเล่นอยู่มิติเดียวแบบไร้เหตุผลด้วยสิ ในขณะที่เก้าเองก็พยายามช่วยหนัง ใส่พลังจนล้านซีน จากหวังดีลายเป็นส่งผลเสียไปแทน แต่สิ่งที่ชดเชยให้เธอสอบผ่านสบาย ๆ คือเสน่ห์ที่ฉายแสงมาก ๆ ของเธอ

ส่วนที่ไม่ชอบเท่าไหร่ของหนัง มีตั้งแต่จังหวะการเล่นมุกตลกต่าง ๆ ที่เหมือนจับนักแสดงใส่ฉากเอาบทใส่ปาก ไม่ได้สนใจการปรับจูนเคมีนักแสดงให้เข้าขาพอดีกัน กลายเป็นต่างคนต่างเล่น ต่างคนต่างล้น จนคุมจังหวะไม่ได้ แล้วก็ต้องอาศัยฉากอินเสิร์ตมาปรับจังหวะช่วยเอา ซึ่งก็กลายเป็นว่าการตัดต่อไม่เป็นธรรมชาติดูขาด ๆ เกิน ๆ ไปหมดแทนด้วย ตรงนี้จึงเป็นจุดที่สงสารนักแสดงเก่ง ๆ หลายคนพอสมควร เพราะบทไม่ส่งไม่ช่วยไม่ว่า การกำกับการแสดงยังไม่ส่งเสริมอีก

ตรงนี้ยังสะท้อนไปเรื่องที่เกริ่นไปก่อนด้วยว่าหนังวางโครงไว้แบบไม่ได้สนใจว่าระหว่างทางหนังกระทำอะไรไปแล้วบ้าง ยังคงควรจบหรือพลิกแบบที่วางแผนไว้เดิมหรือไม่ เพราะมันไม่รอกราฟอารมณ์ใด ๆ เมื่อถึงเวลาตามบทมันก็จะเศร้าจะซึ้ง (โดยที่คนดูอาจยังไม่รู้สึก) ซ้ำไม่พอ เมื่อถึงเวลาสมควรมันก็หักอารมณ์เปลี่ยนความคิดตัวละครแบบไม่ต้องให้ที่มาที่ไปมากพออย่างที่ควรเป็น มันเลยเป็นโครงที่วางแบบคร่าว ๆแล้วหัวใจของหนังจริง ๆ ก็กลับหัวกลับหางไปเป็นเรื่องฉากตลกมุกตลกทั้งหลายเสียแทน คือถ้าคุณมาเพื่อเสพความตลกขบขันไม่สนอีร้าค้าอีรมใด ๆ ในเนื้อเรื่อง มันตอบโจทย์คุณมาก แต่ถ้าคุณเป็นพวกหงุดหงิดง่ายกับความไม่สมเหตุสมผลของเนื้อเรื่อง การเล่าแบบขอไปที เล่าแบบอยากเล่าอะไรก็เล่า แล้วล่ะก็ ให้มันตลกบันเทิงยังไงคุณก็จะตะหงิดใจ คาใจไปตลอดเรื่องจนไม่เอ็นจอยเท่าที่ควร ที่สำคัญที่สุดที่เป็นจุดอ่อนของหนังในเรื่องนี้ ก็คือเรื่องแรงจูงใจเป้าหมายของพระเอกที่ไม่มีฐานอะไรเลย จนเราไม่เข้าใจพระเอก แม้ในตอนท้ายจะพยายามยัดสถานการณ์ให้เข้าตามพลอตแบบโคตรไม่เนียนมาช่วย กระนั้นเราก็ยังรู้สึกว่าไม่อาจอินไปกับความคิดของพระเอกได้เลย

ดูหนังออนไลน์ Love and Run

รีวิวหนัง บุปผาราตรี 3.2 จัดจำหน่ายโดย สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล

ชื่อภาษาไทย บุปผาราตรี 3.2 จัดจำหน่ายโดย สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล กำหนดฉายหนัง 20 สิงหาคม 2552 เรื่องย่อหนัง บุปผาราตรี 3.2 หลังการกลับชาติมาเกิดของ “บุปผา” (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) ในร่างของ “เด็กหญิงปลา” (ด.ญ. นัดตะวัน ศักดิ์ศิริ) เด็กน้อยผู้น่าสงสารและโชคร้ายที่ถูกฆ่าตายอย่างทารุณในห้อง 609 ของ “ออสการ์อพาร์ตเม้นต์-ฉบับเรโนเวท” ที่มาพร้อม “บ่อนเถื่อน” ซึ่งบริหารงานนับเงินโดยเจ้าของบ่อนอย่าง “เจ๊สาม” (ฉันทนา กิติยพันธ์) และดำเนินการโกงเนียนๆ โดย “เซียนต้อม” (ค่อม ชวนชื่น) เซียนพนันที่มี “ลูกกรอกตัวพ่อ” (อุดม ชวนชื่น) คอยช่วยเหลือทุกครั้งที่ลงสนาม ไฮโลฉับพลันชั่ววูบความตาย “ผีปลา” ก็ออกอาการร้อนวิชาเฮี้ยนโหด จัดการบรรเลงเพลงเชือดสยองชุดใหญ่ไล่ตั้งแต่ห้อง 609 ยันบ่อนชั้น 3 ที่เหล่าเซียนพนันนานาชาติสิงสถิตย์อยู่ อีกด้านหนึ่ง หลังจากที่ “หรั่ง” (มาริโอ้ เมาเร่อ) นักวาดการ์ตูนผีได้ย้ายมาอยู่ที่ออสการ์อพาร์ตเม้นต์แห่งนี้เพียงไม่กี่วัน เขาก็มีโอกาสได้พบกับบุปผา-หญิงสาวที่เขาแอบหลงรักมาตั้งแต่วัยเด็ก โดยไม่รู้ว่าเธอกลายเป็น “ผีบุปผา” ไปแล้ว หาใช่ “พี่บุปผา” คนเดิมไม่ เขาตัดสินใจว่าเป็นไงเป็นกัน เขาจะต้องบอกรักพี่บุปผาให้ได้

 

ดูหนังออนไลน์ บุปผาราตรี 

รีวิวหนัง You Re Next คืนหอน คนโหด กำกับของ อดัม วินการ์ด

You’re Next : คืนหอน คนโหด ฉายรอบนักวิจารณ์เมืองนอกไปเป็นที่เรียบร้อย เรียกได้ว่ากระแสวิพากษ์ วิจารณ์ ดีเกินคาด โหดสมชื่อ เพราะต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “นี่คือ ภาพยนตร์สยองขวัญ ที่ใช้เทคนิคการเขียนบทแบบเกินคาดเดาเหนือชั้นกว่าที่เคยคาดการณ์ พร้อมตายได้ทั้งในจอและนอกจอ”

You’re Next : คืนหอน คนโหด คือฝีมือการกำกับของ อดัม วินการ์ด เรียกได้ว่าเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ที่แจ้งเกิดแบบเต็มตัว วินการ์ด ลงมือ เขียนบท กำกับ และเลือกซาวด์ประกอบสุดสยองด้วยตัวเองแทบทั้งสิ้น ไอเดียเจ๋งๆฉีกแนวโดนใจวัยรุ่น ทำให้การชมภาพยนตร์เรื่องนี้ มีชั้นเชิงเกินคาดเดา ทำให้นักวิจารณ์หลากหลายสถาบัน เทใจเชียร์ แถมหนังยังได้รางวัล ขวัญใจมหาชน จากเทศกาลหนังนานาชาติ แฟนตาสติก ที่เญอราห์แมร์ ประเทศฝรั่งเศสในปีนี้อีกด้วย

“นี่คือหนังสยองขวัญที่ถูกเรียบเรียงดีเอ็นเอใหม่ คุณก็จะรู้สึกได้ว่าผู้สร้างกำลังขยิบตาให้คนดู และมอบสิ่งที่ทุกคนต้องการได้อย่างครบถ้วนและเหนือยิ่งกว่า” – ปีเตอร์ ฮอล (Movies.com)

“สุดยอด สุดยอด สุดยอด สุดยอด ผมเอ่ยคำนี้นับครั้งไม่ถ้วนโดยไม่รู้ตัวระหว่างที่ดูเรื่องนี้ นี่ไม่ใช่หนังสยองขวัญอีกต่อไป หากแต่เป็นหนังแอ็คชั่นที่ตัวละครต้องเอาชีวิตให้รอด ไม่ว่าจะเป็นเหยื่อที่อยู่ในบ้านหรือผู้ร้ายจากภายนอกบ้านก็ตาม คุณจะนึกไม่ถึงเลยว่าบ้านหลังนึงจะสามารถวางกับดัก และเปลี่ยนอุปกรณ์ทั่วไปให้กลายเป็นอาวุธถึงขนาดนี้” – เฟรด โทเปิ้ล (Crave Online)

You’re Next : คืนหอน คนโหด เรื่องราวของครอบครัวเดวิดสัน ที่ต้องเผชิญหน้ากับความกลัวสุดขีด เมื่อกลุ่มคนสวมหน้ากากรูปสัตว์ บุกเข้ามาในบ้านของพวกเขาในยามค่ำคืน ทุกคนพยายามกั้นเขตแดนทั้งภายในและบริเวณรอบบ้าน เพื่อรับมือกับศัตรูที่มีอาวุธครบมือ ไม่ว่าจะเป็นขวาน เครื่องยิงธนู มีดพร้า โดยพวกเขาไม่ต้องการทรมานใครคนไหน นอกจากต้องการฆ่าสถานเดียว อย่างไรก็ตามสิ่งที่กลุ่มนักฆ่าโรคจิตคาดไม่ถึงก็คือ อีริน (ชาร์นิ วินสัน จาก Step Up 3D) ภรรยาของลูกชายคนโตของครอบครัวเดวิดสัน มีความหลังที่จะทำให้เธอกลายเป็นคนที่พวกเขาต่างหากที่ต้องกลัว!!

ดูหนังออนไลน์ You Re Next

รีวิวหนัง The Meg (2018) เม็ก ฉลามยักษ์เม็กกาโลดอน โคตรหลามพันล้านปี

The Meg ดัดแปลงมาจากหนังสือของนักเขียน สตีฟ อัลเทน (Steve Alten) ที่บอกเล่าเรื่องราวของ ฉลามยักษ์เม็กกาโลดอน ในตำนาน ที่มีขนาดใหญ่ถึง 70 ฟุต น้ำหนักกว่า 40 ตัน เหล่านักวิทยาศาสตร์ชาวจีนจะนำพวกเราลงไปสำรวจโลกใต้ท้องทะเลลึก ที่ซึ่งพวกเขาจะต้องพบกับความอันตรายที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน พวกเขาต้องติดอยู่ภายใต้ร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา พร้อมกับเวลาที่ค่อย ๆ ผ่านไป โจนาส เทย์เลอร์ (เจสัน สเตแธม) อดีตนาวิกโยธินผู้เชี่ยวชาญการดำน้ำลึกถูกว่าจ้างโดย ดร.จาง ซูหยิน ผู้นำโปรแกรมการสำรวจโลกใต้ท้องมหาสมุทร ให้มารับภารกิจเสี่ยงตาย เมื่อหลายปีก่อน เทย์เลอร์ก็เคยเผชิญหน้ากับความน่ากลัวแบบนี้มาก่อนแล้ว ตอนนั้นภารกิจของเขาล้มเหลว และเขาต้องสูญเสียลูกทีมไปกว่าครึ่ง มันเป็นความอัปยศอดสู และเขาต้องถูกปลดจากงานอย่างน่าอับอาย ตอนนี้มันถึงเวลาแล้วที่เทย์เลอร์จะต้องกลับมาเผชิญหน้ากับความกลัว และภัยอันตรายด้วยตัวของเขาเอง เพื่อช่วยเหลือคนอื่น ๆ ที่ติดอยู่ใต้ท้องสมุทรนั้น… เขาจะต้องเผชิญหน้ากับนักล่าที่แข็งแกร่งที่สุดตลอดกาลอีกครั้ง!

ดูหนังออนไลน์ The Meg

รีวิวหนัง The Silence เงียบ…ให้รอด สัตว์ร้าย ความเงียบและความกดดัน

รีวิวหนัง The Silence เงียบให้รอด ครอบครัวหนึ่งที่ใช้ชีวิตปกติ โดยลูกสาวประสบอุบัติเหตุทำให้สูญเสียการได้ยิน สกิลการใช้ภาษามือจึงจำเป็นกับครอบครัวนี้ วันหนึ่งเกิดการค้นพบถ้ำโบราณ นักสำรวจได้ขุดพบถ้ำที่ลึกที่สุด แต่กลับกลายเป็นว่าได้ปลดปล่อยสัตว์โบราณที่อยู่ในนั้นออกมา ผู้คนจึงต้องเดินทางอย่างเงียบที่สุดเพื่อค้นหาที่ๆ ปลอดภัยที่สุด

รีวิว รู้สึกถึงความซ้ำ แต่ในความจำเจ มันก็มีประเด็นการนำเสนอที่แตกต่างกันออกไป ชอบที่เรื่องนี้ดำเนินเรื่องราวได้อย่างกระชับ ไม่ยืดยาด แถมยังมีที่มาที่ไป ไม่หมือน A Quiet Place หรือ Bird Box ที่ไม่รู้ที่มาที่ไปของศัตรูในเรื่อง หนังดูได้เพลินๆ แต่รู้สึกว่าพล็อตมันแสนเรียบง่าย และสั้นไปหน่อย ความยาวเพียง 1 ชั่วโมง 30 นาที เท่านั้น

หนังเล่นประเด็นของสัตว์ร้าย แต่ที่ต้องระวังและรับมือให้ดีคือมนุษย์ที่ร้ายกาจกว่าสัตว์ ซึ่งเราเคยเห็นประเด็นนี้มาบ้างแล้ว ไม่เคยมีเรื่องไหนเลย ที่มนุษย์ในเรื่องจะสามัคคีกันตั้งแต่ต้นจนจบ จะต้องมีคนเห็นแก่ตัว และลัทธิความเชื่อประหลาดผุดขึ้นมา ซึ่งก็เล่นในแง่ของศาสนาไปอีก

สิ่งที่ชอบเลยคือ จังหวะของหนัง และความเงียบ จำความกดดันจาก A Quiet Place ได้มั้ย เรื่องนี้ก็เงียบพอกัน (เพียงแต่รู้สึกกดดันน้อยกว่า) แต่ก็มีฉากที่คุยกันบ้าง เน้นภาษามือ เวลาเจอศัตรูเลยรู้สึกหลอนๆ แปลกๆ และความเงียบนี่แหละ ยิ่งทำให้จังหวะของฉากที่โดนโจมตี ทำให้เราลุ้นมากขึ้น เพราะมันเงียบมาตลอด แถมการโจมตีนี้ต้องบอกว่าครีเอทดี มีหลายระลอกด้วยนะ เรียกได้ว่าครอบครัวนี้แทบจนมุมเลยแหละ แต่ครอบครัวก็ช่วยกันสู้เพื่อปกป้องคนของตัวเอง คือเป็นฉากที่ประทับใจอยู่นะ ไม่สนใจแล้วว่าจะทำร้ายใครให้เจ็บหรือตาย เพราะพวกคุณกระทำเราก่อน

ประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ การเป็นหัวหน้าครอบครัวของพระเอก คุณพ่อที่ต้องดูแลชีวิตของครอบครัว มันจะมีฉากหนึ่งที่ทำให้เราเห็นการตัดสินใจของตัวละครผู้ชาย 2 คน คือคุณพ่อ กับเพื่อนสนิทของคุณพ่อ ที่มีวิธีการตัดสินใจที่แตกต่างกัน แต่ในยามคับขัน คุณพ่อก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง แม้เราจะเห็นความกลัว ความประหม่า ความไม่มั่นใจในแววตาคุณพ่อ แต่ด้วยความเป็นหัวหน้าครอบครัว ทำให้เขาไม่ลังเลที่จะออกไปเผชิญภัยข้างนอก และปกป้องครอบครัวไว้เบื้องหลัง เพราะพ่อของทุกครอบครัวคือฮีโร่ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะเก่งเรื่องสู้คนเสมอไปนะ

ดูหนังออนไลน์ The Silence