รีวิว Impetigore บ้านเกิดปีศาจ เรื่องของ มายา และ ดีนี่ สองสาวเพื่อนรัก

เรื่องย่อ เมื่อ มายา (Tara Basro) และ ดีนี่ (Marissa Anita) สองสาวเพื่อนรัก เดินทางกลับมายังบ้านเกิดในหมู่บ้านกลางป่าลึก เพื่อรับมรดกจากครอบครัวที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่กลับต้องพบสายตาที่น่ากลัวของชาวบ้าน พฤติกรรมที่ชวนสงสัย หลุมฝังศพเด็กที่เรียงรายทั่วหมู่บ้าน และดูเหมือนว่าทั้งสองจะต้องเอาตัวรอดจากพิธีกรรมสุดหลอน และความลับที่จะทำให้ผู้ชมทุกคนต้องช็อคเกินคาดเดา

เรียกว่ามีมาให้เราได้ดูกันไม่บ่อยนะครับ สำหรับหนังจากประเทศเพื่อนบ้านเราในละแวกอาเซียน แล้วยิ่งช่วงฮาโลวีนแบบนี้ ก็มีหนังสยองขวัญอาเซียนมาให้เราได้ชมกัน อย่าง Impetigore บ้านเกิดปีศาจ หรือชื่อ Perempuan Tanah Jahanam ในภาษาอินโดนีเซีย ผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ โจโก อันวาร์ (Joko Anwar) ผู้กำกับหนังสยองขวัญชาวอินโดนีเซียที่เคยมีผลงานการกำกับหนังสยองขวัญมาก่อนหน้านี้แล้วอย่าง Satan’s Slaves (2017) ที่สร้างความหลอนสุดขั้วจนกลายเป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดตลอดกาลบน Box Office ของประเทศอินโดนีเซีย และตัวเขาเองก็ถูกขนานนามว่าเป็น เจมส์ วาน แห่งเอเชีย

และในปีนี้ เขากลับมาอีกครั้งกับผลงานที่เขาเองมีไอเดียและเตรียมตัวมานานกว่าสิบปี โดยได้แรงบันดาลใจจากฝันร้ายของเขา ผนวกกับเรื่องราววัฒนธรรมพื้นบ้านของอินโดนีเซีย โดยเน้นหนักไปที่การแสดงพื้นบ้านอย่าง “Wayang” (วายัง) หรือ หนังตะลุง แท็กทีมกับผู้สร้างหนังสุดหลอนอย่างเกาหลีอย่าง The Wailing (2016) ซึ่งพอเข้าโรงฉาย หนังเรื่องนี้ก็กลายเป็นอีกผลงานของเขาที่ทำรายได้สูงสุดใน Box Office และได้มีโอกาสไปฉายและได้รับคำชื่นชมจากเทศกาลหนังต่าง ๆ เช่น Sundance Film Festival, Rotterdam Film Festival และ Bucheon Fantastic Film Festival แถมยังทำคะแนนมะเขือสดจากเว็บไซต์ Rotten Tomatoes ไปได้ถึง 95% แน่ะครับ

ความเจ๋งแรกของหนังเรื่องนี้ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือเรื่องของบรรยากาศครับ โดยเฉพาะบรรยากาศความเป็นหมู่บ้านที่อยู่ในป่าอันห่างไกล บ้านแต่ละหลังยังเป็นบ้านไม้ คลอดลูกด้วยหมอตำแย เวลาที่มีการแสดงหนังตะลุงวายัง ก็ยังต้องจุดตะเกียงอยู่เลย เป็นบรรยากาศบ้านป่าอินโดฯ ที่ยังคงมีความ “บ้าน ๆ” และมีกลิ่นอาย “ย้อนยุค” ซึ่งแน่นอนว่าบรรยากาศแบบนี้มันก็มีความน่ากลัว และผู้กำกับเองก็สามารถหยิบเอาตรงนี้มาถ่ายทอดได้เป็นอย่างดี

 

ufabet

รีวิว The Craft Legacy วัยร้ายร่ายเวทย์ ชื่อไทยสี่แหววพลังแม่มด

หนัง The Craft หรือชื่อไทยสี่แหววพลังแม่มดที่เอาพลอตหนังวัยรุ่นไฮสคูลมาผสมเรื่องลี้ลับเวทย์มนตร์จนได้เป็นหนังสยองขวัญแสดงนำโดย เนฟ แคมป์เบล ที่ได้ตำแหน่งราชินีหนังหวีดทันทีหลัง Scream ภาคแรกฉายปีเดียวกัน และหลัง 24 ปีผ่านไปไวเหมือนมีใครร่ายเวทย์ The Craft Legacy ภายใต้ยี่ห้อ Blum House ก็ได้ฤกษ์มาฉายในชื่อไทยที่ตัดอะไรแหวว ๆ ออกและตั้งชื่อเกร๋ ๆ ว่า วัยร้ายร่ายเวทย์

โดยหนังจะเริ่มเรื่องที่ ลิลลี (เคลี สแปนี) ที่ต้องย้ายตาม เฮเลน (มิเชล โมนาแฮน) คุณแม่จิตแพทย์มายังบ้านของ อดัม (เดวิด ดูคอฟนี) ไลฟ์โค้ชคนรักใหม่ของแม่และพ่อของ 3 หนุ่มที่ดูเป็นปฏิปักษ์กับเธอตั้งแต่วันแรกที่เจอ และหลังจากต้องอับอายในห้องเรียนจากทิมมี (นิโคลาส แกลิตซีน)พี่ชายจอมเกเรในครอบครัวใหม่ของเธอ ลิลลีก็ได้พบมิตรภาพจาก 3 สาว ลอร์เดส (โซอี้ ลูน่า) แท็บบี (โลวี ซีโมน) และแฟรงกี (กิเดียน แอดลอน) และชวนลิลลีเป็นสมาชิกคนที่ 4 ของกลุ่มแม่มดของพวกเธอ

และหลังจากลิ้มรสอำนาจของมนตราทั้งเปลี่ยนนิสัย ทิมมี (นิโคลาส แกลิตซีน) พี่ชายบุญธรรมจอมเกเร หรือแม้กระทั่งสั่งสอนเพื่อนที่ชอบบูลลี พวกเธอก็หลงใช้มนตราจนกระทั่งมีคนที่ถึงแก่ชีวิตเพราะมนตร์ของพวกเธอ 4 แม่มดสาวจำต้องหาทางหยุดผลกระทบที่พวกเธอก่อขึ้นรวมถึงต้องสืบหาความจริงเบื้องหลังเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ ก่อนจะสายเกินไป

ก่อนจะพูดถึงหนังภาคนี้ขอย้อนกลับไปที่หนังภาคแรกที่เล่าเรื่องโดยเอาปัญหาวัยรุ่ยในไฮสคูลมาเป็นปมทั้งการถูกผู้ชายเท รู้สึกต่ำต้อยในสังคม การถูกบูลลีหรือถูกมองเป็นตัวประหลาดเป็นปมให้ทั้ง 4 สาว ซาราห์ บอนนี แนนซี โรเชล ลุกขึ้นมาใช้ เวทมนตร์เป็นตัวต่อกรและสร้างตัวตนใหม่ทดแทนความต่ำต้อยในฐานะนักเรียนนอกคอกในโรงเรียนคาธอลิกที่เหมือน ปีเตอร์ ฟิลลาร์ดี เขียนขึ้นเพื่อวิพากษ์ปัญหาในสังคมไฮสคูลจนหนังโด่งดังและถูกอ้างอิงในวัฒนธรรมพอปเวลาต่อมา

สำหรับ  ภาคต่อที่ไม่มีใครสนใจว่าสร้างเมื่อไหร่และข้อมูลใน IMDB ก็มีน้อยจนผิดวิสัยหนังฮอลลีวูด (ข้อมูลเทคนิกยังไม่บอกเลยว่าใช้กล้องหรือเลนส์อะไรถ่าย) และการรับรู้ของผู้ชมชาวไทยทั่วไปคือการเห็นตัวอย่างหนังในช่วงไม่เกิน 1 เดือนก่อนลงโรงฉายพร้อมพะยี่ห้อ Blum House สตูดิโอหนังสยองขวัญที่กำลังขึ้นมือกับการหยิบจับอะไรก็ฮิตและได้รับคำชม (ปนโดนด่าบ้างเล็กน้อย) มาเป็นหนังหน้าไฟ เอ้ย หน้าเสื่อการันตีนำเสนอหนังภาคต่อเรื่องนี้

ufa

หนัง Insidious ภาค 5 กำลังมาและจะกำกับโดย Patrick Wilson

Patrick Wilson เล่นหนังอยู่หลายแนวทั้งซูเปอร์ฮีโร แอ็กชัน รวมถึงหนัง Insidious ผีสยองขวัญ และบทที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักมากที่สุดก็หนีไม่พ้นคู่สามีภรรยานักปราบผี Ed และ Lorraine Warren จาก The Conjuring ทั้งสองภาค (2013-2016) และกำลังจะมีภาค 3 The Devil Made Me Do It ออกฉายในปีหน้า ซึ่งจักรวาล The Conjuring นี้เป็นการสานต่อการร่วมงานกันของ Wilson และผู้กำกับ James Wan ที่เคยร่วมงานกันมาก่อนจาก Insidious (2010) หนังเด็กหลอนที่มีออกมาทั้งหมด 4 ภาค (2010-2018) หนังทั้ง 4 ภาคทำรายได้รวมทั่วโลกไป 542 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้างรวมแค่ 26 ล้านเหรียญฯ

หลังเริ่มจะแผ่วแรงลง Blumhouse Production ก็เลยหาวิธีการสดใหม่มาเล่ากับภาค 5 ด้วยการให้ Wilson ชิมลางลองกำกับหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ในงาน Blum Fest ซึ่งเป็นการนำเสนอโครงการหนังของ Blumhouse Production ต่อสื่อมวลชนและแฟน ๆ เหมือนงาน D23 และ DC Fandome ของค่ายหนังใหญ่ ๆ โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ได้มีการเปิดเผยว่า Insidious ภาค 5 กำลังจะกลับมาโดยได้นักแสดงเด็กของภาคแรก Ty Simpkins ผู้รับบทเป็น Dalton Lambert ลูกชายของครอบครัวตัวละครที่ Patrick Wilson เล่นเอาไว้ในภาคแรก กลับมารับบทมนุษย์ผู้ถอดจิตได้ Simpkins แจ้งเกิดจากเรื่องนี้ และได้เล่นหนังใหญ่ต่ออีกหลายเรื่อง ทั้ง Iron Man 3 (2013), Jurassic World (2015) ตอนนี้เขาอายุ 19 ปีแล้ว

Wilson จะกลับมารับบท Josh Lambert เองด้วยนอกจากจะทำหน้าที่กำกับเรื่องนี้ที่ได้ Screen Gems ของ Sony Pictures เป็นผู้จัดจำหน่าย รวมถึงหนังยังได้ Scott Teems จากหนังโหด Halloween Kills ที่จะเข้าฉายปีหน้ามารับหน้าที่เขียนบท จากเนื้อเรื่องที่ Leigh Whannell ผู้ร่วมสร้างหนังสยองขวัญชุดนี้มาตั้งแต่ภาคแรกได้ร่างบทเอาไว้เกี่ยวกับเรื่องราวของครอบครัว Lambert ในอีกสิบปีต่อมา เมื่อ Dalton เริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัย

หนังยังไม่มีกำหนดเปิดกล้องและเข้าฉายในตอนนี้ โดยคาดว่าหนังจะใช้เวลาถ่ายทำประมาณ 1 ปี และหลังจาก Wilson ไปเข้ากล้องเป็นตัวร้ายอีกครั้งให้กับหนังฮีโรสุดฮิต Aquaman ภาค 2 เสร็จก่อน

ufabet

รีวิว The Outpost : ชัยภูมิมรณะ ครึ่งแรกคุยเยอะเกือบสารคดี

เรื่องย่อ Outpost จากเรื่องจริงสุดเหลือเชื่อของภารกิจเสี่ยงตายในอัฟกานิสถาน เมื่อทหารจำนวน 54 คน ถูกล้อมด้วยกองกำลังตาลีบันกว่า 400 คน ในเขตแดนที่ไม่มีทางออกและอันตรายที่สุดในโลก หนทางเดียวที่จะรอด คือต้องสู้ และฝ่ายุทธภูมิล้อมตายนี้ไปให้ได้!

“นักวิเคราะห์ต่างเรียกค่ายนี้ว่า ค่ายมรณะ เพราะจะไม่มีใครรอดไปจากค่ายนี้ได้” เรียกว่าจั่วหัวได้อย่างน่าสนใจ พร้อมกับข้อความ “สร้างจากเรื่องจริง” ที่กลายเป็นคำการตลาดที่ได้ผลสำหรับหนังแนวโศกนาฏกรรมสงครามไปเสียแล้ว

ซึ่งตัวหนังก็พัฒนาบทมาจากหนังสือชื่อ The Outpost: An Untold Story of American Valor เขียนโดยหัวหน้าผู้สื่อข่าวของ CNN อย่าง เจก แทปเปอร์ ที่เล่าถึงวีรกรรมนรกแตกของ 53 ทหารอเมริกัน (และทหารลัตเวียอีก 2 นาย) ใน สมรภูมิแกมเดช (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น สงครามค่ายคีตติ้ง) ที่ปฏิบัติการกลางดงเหล่าผู้ก่อการร้ายตาลีบันถึงในซอกเขาชนบทของอัฟกานิสถาน โดยความช่วยเหลือที่ใกล้ที่สุดต้องรอคอยกันกว่า 2 ชั่วโมง และที่สำคัญชัยภูมิที่ตั้งค่ายก็แหกตำรากลยุทธ์ทุกเล่ม เพราะเล่นตั้งอยู่กลางแอ่งกระทะที่โอบล้อมจากภูเขาสูงทุกด้าน เรียกว่าเชิญชวนให้ปิดประตูตีแมวได้เลย

ผู้กำกับ ร็อด ลูรี อาจยังไม่มีผลงานชิ้นโบว์แดงที่ทำให้คุ้นหูนัก แต่ก็ไม่ใช่มือใหม่เสียทีเดียว เพราะเขาก็ช่ำชองกับการเป็นนักเล่าเรื่องราวแบบเครียด ๆ หนัก ๆ ทั้งดราม่าทหาร การต่อสู้ หรือการเมือง อยู่เสมอ ซึ่งนี่ก็เป็นโพรเจกต์ที่คอสงครามต่างเฝ้ารอให้ได้ขึ้นจอเงินอยู่เสมอ ไม่ต่างจากปฏิบัติการเรดวิงที่เคยกลายเป็นหนังชื่อดังอย่าง Lone Survivor (2013) ของผู้กำกับ ปีเตอร์ เบิร์ก มาแล้ว

ทว่าในแง่ซีนโชกเลือดและโศกนาฏกรรมแล้ว สมรภูมิแกมเดชจัดว่าโหดกว่าเรดวิงมาก เพราะเป็นการล้อมสังหารทหารอเมริกันเพียง 50 กว่าคน โดยกองกำลังตาลีบันกว่า 400 คนที่ได้เปรียบทั้งจำนวนคนและทั้งเชิงพื้นที่กว่ามาก

ufa