รีวิว Vox Lux ป๊อปสตาร์ขาขึ้นกับอเมริกาขาลง เด็กสาวที่รอดชีวิตมาจากโศกนาฏกรรม

รีวิว Vox Lux แค่ฉากเปิดเรื่องของ VOX LUX ก็ทำเอาสติของคนดูกระเจิดกระเจิง เมื่อมันเล่าเรื่องราวของเซเลส (ราฟฟี่ แคสซิดี้) ที่กำลังนั่งอยู่ในชั้นเรียนวิชาดนตรี ระหว่างที่ครูประจำชั้นกำลังทักทายนักเรียนในห้องและถามถึงนักเรียนอีก 2 คนที่ยังเดินทางไม่ถึงห้องเรียน แต่แล้วในอีกไม่กี่นาทีถัดมา นักเรียนคนที่ครูถามถึงก็ปรากฏตัวพร้อมกับอาวุธปืน ปัง! กระสุนปืนหลายนัดฝังเข้าไปที่ร่างของครูคนดังกล่าว นักเรียนในห้องสติแตกกระเจิดกระเจิง อีกไม่กี่นาทีต่อมา เสียงปืนก็ดังสนั่นไปทั่วโรงเรียน เลือดของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายสาดไปทั่วผนังชั้นเรียน

เซเลสกลายเป็นเด็กสาวที่รอดชีวิตมาจากโศกนาฏกรรมสุดสะเทือนขวัญ แต่แทนที่เธอจะบรรยายความรู้สึกออกมาเป็นคำพูด เซเลสเลือกจะแต่งเพลงเพื่อบอกเล่าความรู้สึกในเหตุการณ์ครั้งนั้นออกมาในพิธีรำลึกถึงผู้ที่จากไป บทเพลงที่เธอขับร้องกลายเป็นที่ยอมรับของคนอเมริกา และนำเธอเข้าสู่วงการเพลงและพัฒนาเธออาชีพป๊อปสตาร์ชื่อดัง

เซเลสได้รับความช่วยเหลือจากผู้แต่งเพลงซึ่งเป็นพี่สาวแท้ๆ ของเธอ (สตาซี่ มาร์ติน) และผู้จัดการฝีมือดี (จู๊ด ลอว์) ชื่อของเธอได้กลายเป็นไวรัลในสังคมอย่างรวดเร็ว ความสูญเสียจากเหตุก่อการร้ายที่สะเทือนจิตใจคนทั้งประเทศได้ผลักดันให้เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของอเมริกาและซูเปอร์สตาร์ระดับโลก

ทว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงทำให้เด็กอย่างเซเลสต้องก้าวกระโดดเข้าสู่โลกการทำงาน หน้าที่และความรับผิดชอบ ทำให้ความเป็นวัยรุ่นของเธอเริ่มสลายหายไปอย่างรวดเร็ว และก่อนจบองค์แรกเราก็ได้เห็นถึง “ความเยาว์วัย” ที่โดนพรากจากเธอไปตลอดกาล

ในองก์ที่ 2 ของหนัง ตัดมาในปี 2017 เมื่อเซเลส (นาตาลี พอร์ทแมน) กำลังออกทัวร์คอนเสิร์ตเพื่อจะกอบกู้ชื่อเสียงกลับคืนมา หลังจากที่เธอกำลังตกต่ำเพราะข่าวอุบัติเหตุขับรถโดยประมาท ซึ่งคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นคอนเสิร์ตเพื่อสนับสนุนอัลบั้มที่ 6 ของเธอเองในชื่อ Vox Lux ซึ่งมีธีมเป็นเพลงพ๊อพ-ไซไฟ โดยช่วงเวลาในองก์นี้ เลือกจะเล่าในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่เซเลสจะขึ้นคอนเสิร์ต ทำให้เราเห็นการรับมือลูกสาวอย่างอัลเบอร์ดีน (ราฟฟี่ แคสซิดี้) การที่เซเลสต้องให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ประกอบกับช่วงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนคอนเสิร์ตจะเริ่มเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายขึ้น ซึ่งบรรดาผู้ก่อการร้ายเลือกหน้ากากปกปิดใบหน้าแบบเดียวกับที่มิวสิควิดีโอของเซเลส จนนำไปสู่การตั้งคำถามว่า ตัวของเซเลสเองเป็นภาพสะท้อนของความเละเทะของสังคมอเมริกาหรือไม่

ถ้าเราจะมองในเชิง สัญลักษณ์ แล้ว เราจะวิเคราะห์ออกมาได้ว่า ความโด่งดังของเซเลสมีจุดเริ่มต้นมาจากความเละเทะของสังคมอเมริกา แต่ในช่วงเวลาของหายนะนั้น เซเลสกลายเป็นคนที่ได้รับชื่อเสียงความนิยมจากความฉิบหายย่อยยับของสังคม ราวกับเธอเป็นนกฟินิกซ์ที่ฟื้นคืนชีพมาจากเถ้าถ่านของซากปรักหักพัง แต่เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตที่เซเลสเติบโตและกลายเป็นผู้ใหญ่ แต่เราจะได้เห็นว่าเธอมีความ “ไม่ปกติ” ในนิสัยหรือวิธีการพูดจาสื่อสารกับคนรอบข้าง สิ่งเรานี้ทำให้เรารับรู้ว่าชื่อเสียงที่เซเลสได้มานั้น เธอก็ต้อง “แลก” กับอะไรบางอย่างในชีวิตเช่นเดียวกัน

รีวิว Bernie The Dolphin เบอร์นี่ โลมาน้อย หัวใจมหาสมุทร

รีวิว Bernie The Dolphin เบอร์นี่ โลมาน้อย หัวใจมหาสมุทร เรื่องย่อ : เหตุการณ์ที่ เซนต์ออกัสติน รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา “เบอร์นี่ โลมาน้อย หัวใจมหาสมุทร” คือเรื่องราวของพี่ชายและน้องสาวจากครอบครัวที่รักในการผจญภัย สองพี่น้องได้พบ ปลาโลมา Dolphin ตัวหนึ่งที่พลัดหลงจากครอบครัวของมัน และแผนลับของกลุ่มคนที่จะทำลายชายหาดและบ้านของปลาโลมา เพื่อนใหม่ของพวกเขา เพื่อที่จะหยุดแผนการของคนร้าย พวกเขาทั้งสองคนกับหนึ่งตัว ต้องรวมพลังกัน ที่จะหาวิธีแก้ไขและป้องกันเหล่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในท้องทะเล และสำคัญที่สุดเพื่อที่จะช่วยเหลือเพื่อนคนสำคัญของพวกเธอ โลมาน้อย “เบอร์นี่”

ด้วยช่วงวัยของเราที่ค่อนข้างจะไม่ได้ชมภาพยนตร์แนวนี้แล้ว การก้าวขาเข้าโรงจึงไม่มีความคาดหวังแม้แต่น้อย กระนั้นภาพยนตร์ก็ยังสร้างความหรรษาให้เราได้เรื่อย ๆ เริ่มตั้งแต่ตัวละคร เควิน พี่ชายสุดเจ๋ง กับ ฮอลลี่ น้องสาวแสนซน ที่มีจุดเด่นจุดด้อยชัดเจน เควิน เป็นเด็กที่โตเกินวัย สนใจการทำภาพยนตร์ และมีความสุขุมใจเย็น ตัดกับน้องสาวฮอลลี่ เด็กเนิร์ดรักสัตว์ ที่ชอบคลุกคลีกับสัตว์บนโลก และรู้ลึก รู้จริงในชีวิตของพวกมัน ทั้งยังเลี้ยงสัตว์แปลก ๆ ไว้ในบ้าน ทั้ง 2 คนเป็นตัวดำเนินเรื่องสำคัญที่ทำให้เกิดคอนฟลิกต์แปลก ๆ และน่าสนใจมากมาย

ด้านการดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรง ฉับไว ไม่พลิกแพลงอะไร ไม่มีช่วงน่าเบื่อ หรือยืดยาน ทุกฉากใส่ไว้เพื่อเล่าเรื่องให้ครบความ แม้ธีมหนังจะมาในมู้ดอบอุ่น ดูได้ทุกเพศ ทุกวัย ทั้งครอบครัว แต่ก็ไม่ได้บางเบา หรือไม่สมเหตุสมผลจนเป็นหนังหลอกเด็ก เพราะมีความซีเรียส จริงจังในระดับที่ผู้ใหญ่ดูได้ เด็กดูเพลิน ส่วนฉากที่ประทับใจเรา เราขอยกให้เป็นช่วงที่คู่หูพี่น้องต้องแอบบุกเข้าไปในฐานทัพศัตรูเพื่อฉกชิงบางอย่างกลับมา ซีนนี้ให้ความรู้สึกเป็นหนังสายลับ แอคชั่นเด็กที่น่าตื่นเต้นพอสมควรเลยละ

การตัดต่อภาพ / เสียง / CG ถือว่าทำได้ดีเลย การลำดับภาพไม่มีจุดแปลก ๆ ส่วน CG เนียนเลยละ ไม่ได้ชวนจับผิดขนาดนั้น ยกเว้นตอนเปิดเรื่องกับปิดเรื่องที่เป็น ปลาโลมา กระโดดเราว่ามันค่อนข้างจะแปลก ๆ ไปหน่อย ค่อนข้างแย่เลย แต่นอกนั้น CG เพลินตาดี โดยเฉพาะการตัดต่อเสียงเราขอชมเลย มีการแบ่งเลเยอร์เสียงชัดเจน เสียงตัวละครหลัก เสียงสิ่งของกระทบ เสียงแอมเบียนซ์ หรือเสียงคนตะโกนจากที่ไกล ๆ ในโรงภาพยนตร์ขับเสียงออกมาได้ดีและสมจริง ๆ มากจนเรายกนิ้วให้เลย

รีวิว Captive State แผนปฏิวัติมนุษย์ต่างดาว โลกอนาคตในปี 2025

รีวิว Captive State แผนปฏิวัติมนุษย์ต่างดาว โลกอนาคตในปี 2025 ประเทศอเมริกาปราศจากซึ่งเสรีภาพ เมื่อเมืองอย่างชิคาโก้ ถูกเอเลี่ยนยึดครองโลก ภาครัฐต้องควบคุมประชากรทุกฝีก้าว ไม่ต่างอะไรจากการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ Captive State  จะเล่าเรื่องราวผ่านสายตาของสองพี่น้องเกเบรียลและเรฟ ซึ่งพลัดพรากจากกันภายหลังเกิดการยึดครอง แต่ทั้งสองก็ได้มีโอกาสกลับมาพบกันอีกครั้งเมื่อคนพี่นำกองกำลังปฏิวัติวางแผนที่จะปิดเสาดักจับสัญญาณของเอเลี่ยนที่อยู่บนยอดตึกเซียร์ส ถ้าภารกิจนี้สำเร็จ มันหมายถึงจุดสิ้นสุดของการถูกต่างดาวยึดครอง นำมาสู่อิสรภาพของหมู่มวลมนุษย์

ขณะเดียวกันวิลเลียม มัลลิแกน นายตำรวจชิคาโก้มากประสบการณ์ เขาใช้เวลาหลายปีตามเบาะแสแก๊งใต้ดินที่อาจจะสั่นคลอนอำนาจการปกครองของเอเลี่ยน แม้ว่าจะยึดมั่นในกฎหมายซักแค่ไหน แต่เขายังคงซื่อสัตย์ต่ออดีตคู่หูที่เสียชีวิตจากการรุกราน ซึ่งทิ้งลูกชายที่ทุกวันนี้เข้าออกคุกอยู่เป็นประจำ เช่นเดียวกันกับโสเภณีอย่างเจน โดว์ (เวร่า เฟมิก้า)อดีตคนรักของมัลลิแกน ที่ตอนนี้แฝงตัวในคราบโสเภณี เธออาจจะเป็นผู้กุมอนาคตของมนุษยชาติไว้

หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อผู้กำกับนัก แต่ถ้าหากเราพูดชื่อหนังที่เขาเคยกำกับมาอย่าง Rise of the Planet of the Apes อาจจะร้องอ๋อขึ้นมาทันที โดยปกติแล้วหนังเอเลี่ยนบุกโลก มักจะมาเยือนในฐานะของ “ผู้รุกราน” จนนำมาซึ่งความหายนะของมวลมนุษย์ ทว่าใน เรื่อง จะเน้นเล่าเรื่องของเมืองที่ถูกครองด้วยเอเลี่ยนมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นหนังไซไฟที่จะมีความร่วมสมัยคือเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในหนังจะต้องสะท้อนสภาพสังคมปัจจุบัน เช่นเดียวกับนิยายของ ฟิลลิป เค ดิค ซึ่งถือเป็นนักเขียนนิยายแนววิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องตลอดกาล เนื่องจากเนื้อหาในงานของเขาจะสอดคล้องกับสภาพสังคมในยุคสมัยนั้นๆ

โลกที่ปรากฏอยู่เป็นฉากหลังในหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่โลกอนาคตล้ำนวัตกรรมแบบในหนังท่องอวกาศแบบ Star Wars หรือ Star Trek และหนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่โลกดิสโทเปียแบบ The Hunger Game หรือ The Maze Runner อีกเช่นกัน แต่มันคือโลกคู่ขนานเฉกเช่นกับโลกที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ถ้าอธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุดก็คือ มันคล้ายกับโลกที่ปกครองโดยระบอบเผด็จการนาซี หรือเผด็จการแบบโซเวียต แต่การปกครองครั้งนี้รุนแรงกว่าตรงที่ว่าประชาชนถูกควบคุมสิทธิขั้นพื้นฐานทุกประการ

เนื่องจากโลกอนาคตในหนังไม่ได้ห่างไกลจากช่วงเวลาของความเป็นจริงมาก (ปี 2025) เหตุการณ์การรุกรานของเอเลี่ยนได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 2016 ซึ่งเมืองที่โดนโจมตีเป็นเมืองแรก คือเมืองชิคาโก้ เหล่า เอเลี่ยน ได้ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภทไม่สามารถใช้งานได้ ตั้งแต่โทรศัพท์ไปจนถึงรถยนต์ จนกระทั่งเวลาผ่านไปถึง 9 ปี ตึกเซียร์สที่เคยเป็นตึกสูงสุดในอเมริกากลายเป็นพื้นที่ต้องห้ามเต็มไปด้วยกองกำลังป้องกัน มันเหมือนกลายเป็นป้อมปราการกลางเมือง ให้เหล่าเอเลี่ยนกบดานอยู่ใต้ดิน ตัวส่งสัญญาณบนเสาอากาศบนยอดตึกเซียร์ส ทำงานตลอด 24 ทุกวัน มันมีไว้เพื่อสอดส่องมนุษย์ทุกคน (ทุกคนมีชิพพิเศษฝังอยู่ในคอ) และมีไว้เพื่อหยุดยั้งการทำงานของเทคโนโลยีทีมนุษย์คิดค้นขึ้น ทำให้ชาวเมืองใช้ชีวิตไม่ต่างกับยุคมืด ไร้การติดต่อกับโลกภายนอก

รีวิว Gloria Bell รักของสาววัยกลางคน ผู้กำกับ เซบาสเตียน เลลิโอ

รีวิว Gloria Bell สำหรับเด็กวัยละอ่อนอย่างเรา ความรักในแบบช่วงวัยกลางคนอาจจะเรียกได้ว่าห่างไกลจากความรู้สึกอยู่ประมาณหนึ่ง แต่ Gloria Bell กลับถ่ายทอดออกมาได้ดี และทำให้เราได้เห็นมุมมองความรักที่ซับซ้อนเกินกว่าวัยรุ่นจะเข้าใจ พร้อมกับทิ้งบทเรียนสำคัญว่า ในเรื่องความรัก… การใจเร็วด่วนได้ ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเสมอ

เป็นผลงานเรื่องล่าสุดของผู้กำกับฝีมือดีอย่าง “เซบาสเตียน เลลิโอ” (Sebastián Lelio) ที่ได้รีเมกหนังที่ตัวเองเคยกำกับเอาไว้ในปี 2013 ในชื่อ “Gloria” โดยการรีเมกครั้งนี้ได้นักแสดงดีกรีออสการ์ฝีมือระดับดาวพันล้านดวงอย่าง “จูลีแอนน์ มัวร์” (Julianne Moore) มารับบท “กลอเรีย เบลล์” ที่ “พอลลีนา การ์เซีย” (Paulina Garcia) แสดงเอาไว้ในต้นฉบับ

“Gloria Bell” เป็นหนังโรแมนติกคอเมดี้วัยรุ่น(แม่) ที่ว่าด้วยเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อ “กลอเรีย เบลล์” ซึ่งเป็นสาวออฟฟิศร้างรักเพราะแยกทางกับสามี แต่ด้วยอินเนอร์ความเป็นตัวแม่สุดเก๋ของเธอทำให้เธอยังคงมีความสุขจากการถูกห้อมล้อมไปด้วยความรักจากลูกๆ รวมถึงความสุขที่เธอเติมเต็มให้ตัวเอง ซึ่งความสุขของกลอเรียคือการออกไปเต้น เต้น และเต้นในผับยามค่ำคืนทั่วลอสแองเจลลิสเพื่อปลดปล่อยตัวเอง

จนกระทั่งคืนหนึ่งกลอเรียได้พบกับหนุ่มใหญ่ผู้อยู่ใต้แสงไฟและแดนซ์ฟลอร์เดียวกับเธอในผับแห่งหนึ่ง ไฟรักที่หายไปของกลอเรียถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกราวรับรักแรกรุ่นกลับเข้ามาทำให้กลอเรียต้องปวดหัว เพราะเธอไม่ได้อยู่ในจุดที่จะริลองเริ่มรักได้ง่ายๆ เหมือนวันวานอีกแล้ว ชีวิตแบบผู้ใหญ่ซับซ้อนและยากเกินกว่าจะตัดสินใจอะไรได้อย่างง่ายดาย เธอมีทั้งลูกๆ ที่เป็นด่านยากในการยอมรับความรักของเธอในวัยนี้ อีกทั้งการงานและความมั่นคงที่เธอเคยมีมาตลอดอาจจะต้องได้รับผลกระทบอะไรบางอย่างอย่างแน่นอน

แล้วกลอเรีย เบลล์สาวมั่นผู้มีชีวิตสุดอิสระจะสามารถข้ามผ่านเงื่อนไขชีวิตในวัยใกล้เกษียณแบบนี้ไปได้อย่างไร เธอจะทำลายกำแพงของเธอและปล่อยใจให้ไหลไปตามความรักครั้งใหม่นี้ได้หรือไม่ ก็คงต้องให้เสียงเพลงและแดนซ์ฟลอร์เป็นตัวตัดสินแล้วล่ะ

ส่วนงานภาพก็มีลูกเล่นน่าสนใจ เพราะด้วยตัวหนังที่บอกเล่าถึงชีวิตรักวัยกลางคน ถ้างานภาพมาเป็นสีซีด ๆ ทึม ๆ อาจจะชวนง่วงนอน ดังนั้นมู้ดแอนด์โทนเลยจัดเต็มมาแบบนีออนไลท์เลย สีม่วง สีเขียว เด่นมาแต่ไกล และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสุดท้ายที่เราอยากพูดถึงคือ เจ้าแมวมัมมี่ ที่แอบเข้ามาในบ้านของนางเอกอยู่ตลอด ไม่ว่าจะไล่ออกไป หรือโยนไปไปนอกบ้านกี่ครั้งก็ตาม โดยเฉพาะหลังการเจ็บปวดที่แสนสาหัส เจ้าแมวตัวนี้ก็ยังกลับมาเสมอ เราเลยแอบคิดว่าแมวตัวนี้อาจจะมีความหมายในเชิงแมวมี 9 ชีวิตหรือไม่ และส่วนสุดท้าย กลอเรีย จะทำยังไงกับแมวตัวนี้ต้องไปติดตามกันในภาพยนตร์เน้อ