รีวิว Once Upon a Time in Hollywood จดหมายรักของ ทาแรนติโน

รีวิว Once Upon a Time in Hollywood ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขานี่แหละครับที่เปรียบเสมือนจดหมายรักที่ ทาแรนติโน เขียนถึงถิ่นฐานบ้านเกิดของตัวเอง แถมเป็นจดหมายรักที่คนเขียน เขียนออกมาด้วยความรักอย่างลึกซึ้ง เต็มไปด้วยความแพรวพราวและชั้นเชิงเหนือชั้นอีกด้วย ที่สำคัญมีความ “มโน” ในระดับสูงจนไม่น่าแปลกใจที่โปรเจกต์นี้มีชื่อว่า Once Upon a Time in Hollywood ซึ่งมีนัยยะของการเป็นเรื่องเล่าแบบนิทานอันลงเอยด้วยความสุขซึ่งไม่จำเป็นต้องพ้องตรงกับความเป็นจริงเสมอไป

นอกจากนี้เมื่อกาง จดหมาย รักของ ทาแรนติโน ฉบับนี้ออกอ่านก็จะพบว่ามันได้ฉายภาพของยุคสมัยของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรุนแรงในช่วงปลายยุค 60’s ต่อ 70’s จาก ยุคโกลเดน เอจเข้าสู่อยู่นิวเวฟของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ จากหนังขาวดำเข้าสู่หนังที่มีสีสัน ซึ่งการเปลี่ยนยุคสมัยในช่วงนั้นทำให้คนเล็กคนน้อยจำนวนมากที่ปรับตัวไม่ทันถูกปล่อยทิ้ง เคว้งคว้าง และดิ้นรนหาหนทางไปต่อ ทาแรนติโน นำเสนอภาพชีวิตเหล่านี้ได้อย่างน่าสนใจและมีสีสัน ควบคู่ไปกับการนำเสนอเหตุการณ์กรณี ชารอน เทต ที่เกิดขึ้นจริงในอีกมุมหนึ่ง ซึ่งอย่างที่บอกครับว่านี่คือนิทาน เมื่อเป็นนิทานมันก็ลงเอยด้วยความสุข แม้ผมออกจะรู้สึกใจหวิวๆ ขมๆ ขื่นๆ เล็กน้อยเมื่อรู้ว่าในความเป็นจริงเรื่องราวต่างๆ มันเป็นอย่างไร ลงเอยแบบไหน ซึ่งผมคงเล่าตรงนี้ไม่ได้

อยากให้ไปดูกันนะครับ ดูแล้วกลับมาหาข้อมูลต่างๆ ต่อก็ยิ่งดี แล้วคุณจะเข้าใจว่า ทาแรนติโน สร้าง Once Upon a Time in Hollywood ให้เป็นจดหมาย รักฉบับจบสุขที่มันทั้งเศร้าสร้อยและสวยงามอยู่ในคราวเดียวกันได้อย่างไร

รีวิว Rambo: Last Blood จอห์น แรมโบ้ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน

รีวิว Rambo : Last Blood จอห์น แรมโบ้ บนจอภาพยนตร์กันมาแล้วถึง 11 ปี ภาคล่าสุด Rambo III ก็เมื่อปี 2008 ตอนนั้น ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ก็อายุอานามปาไป 62 ปีแล้ว ซึ่งพี่สไลเองแกก็กะว่าจะจบตำนาน จอห์น แรมโบ้ ไว้แค่ภาค 4 นั่นล่ะ จนเมื่อทางผู้สร้างได้สานต่อตำนาน Rocky ใน Creed ที่ได้ ไมเคิล บี.จอร์แดน มารับบทนำ แล้ววางตัว ร็อคกี้ บัลโบ ในฐานะโค้ช แล้วผลตอบรับก็ดีมากซะด้วย จนมีภาค 2 แล้วก็ทำรายได้ดีทั้ง 2 ภาค ก็เลยทำให้พี่สไล แกฉุกคิดได้ว่า ตลอดชีวิตการแสดงของแก มีตัวละครระดับไอคอนอยู่ 2 ตัวคือ Rocky กับ Rambo เมื่อผู้ชมยังต้อนรับ Rocky ดีแบบนี้ แกก็น่าจะลองสานภาคต่อ Rambo ดูซิ นั่นจึงทำให้เราได้เห็น แรมโบ้ กลับมาบนจออีกครั้งในวัย 72 ปี

ผมเป็นคนชื่นชม ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ในฐานะนักแสดงที่มีความสามารถรอบด้าน แม้ภาพพจน์เขาจะเป็นดาราแอ็กชันร่างบึ้ก แต่ที่จริงแล้วแกเข้าวงการมาในฐานะคนเขียนบทภาพยนตร์ แล้วถึงใช้บทที่แกเขียนนั่นล่ะ พาตัวเองเข้าวงการมาในฐานะนักแสดง แล้วก็ยังเป็นผู้กำกับ อำนวยการสร้างอีกหลายเรื่องด้วย ใน Rambo : Last Blood นี่ก็เป็นฝีมือเขียนบทภาพยนตร์ของพี่สไลเองอีกเช่นกัน ร่วมกับมือเขียนบทหน้าใหม่ แมทธิว ไซรูลนิก แต่การลงรายละเอียดในชีวิตจิตใจของ จอห์น แรมโบ้ ที่มีชีวิตบนโลกภาพยนตร์มาแล้ว 37 ปี ก็ต้องมีแต่ซิลเวสเตอร์ สตอลโลนเองเท่านั้นล่ะที่จะเข้าใจ

ความยาวหนังภาคนี้ รวมเครดิตท้ายเรื่องแล้วกินเวลาเพียงแค่ 89 นาที นับเป็นภาคที่สั้นที่สุด แต่ในระยะเวลาเท่านี้ก็ถือได้ว่าเล่าเรื่องราวได้กระชับ เข้มข้น และครบถ้วน แล้วก็มีวิธีการเล่าเรื่องราวในช่วงระยะเวลา 11 ปี ที่หายไปจากจอภาพยนตร์ได้อย่างฉลาด ตามฟอร์มของหนังแอ็กชัน ต้องมีฉากโชว์เปิดเรื่อง ให้เราได้เห็นศักยภาพของพระเอก ในภาคนี้ก็ได้ดูแรมโบ้ ในฐานะจิตอาสาช่วยนักท่องเที่ยวจากน้ำป่า ก็นับว่าเป็นฉากเปิดที่อลังเล่นใหญ่ได้น่าระทึก พอเข้าเรื่องหนังก็พาเราไปรู้จักตัวตนของ จอห์น แรมโบ้ ในบั้นปลายชีวิต ที่เลือกเข้าหาชีวิตที่สงบเงียบ ในแรมโบ้ในภาพลักษณ์ที่ดูมีชีวิตจิตใจมากขึ้น เขากลับมาอยู่บ้านไร่ในเท็กซัส ยึดอาชีพเลี้ยงม้าและฝึกม้า มีมาเรีย แม่บ้านเก่าแก่มาคอยดูแลบ้าน มาเรียเป็นคุณยายของ “แกเบรียล” หลานสาวคนสวยวัยรุ่น ที่เพิ่งเรียนจบมัธยม

เราได้รับรู้ความสัมพันธ์ของแรมโบ้ มาเรีย และ แกเบรียล ผ่านบทสนทนาว่า แกเบรียล เป็นเด็กกำพร้าที่แม่เสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก พ่อก็ทิ้งไปอยู่เม็กซิโก คุณยายมาเรียจึงเป็นคนเลี้ยงดูเธอมาในบ้านของแรมโบ้ตั้งแต่ 10 ปีก่อน และแรมโบ้เองก็เห็นชะตากรรมของแกเบรียล ด้วยความสงสารแรมโบ้จึงดูแลเธออย่างใกล้ชิดราวกับเป็นลูกของตัวเอง ในช่วงต้นหนังพาเราไปสำรวจทัศนียภาพโดยรอบทั้งภายในและภายนอก ขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดให้เราเข้าถึงความผูกพันของแรมโบ้และแกเบรียล จนถึงจุดวิกฤตของเรื่องราว เมื่อแกเบรียลพลาดท่าโดนแก๊งมาเฟียเม็กซิกันที่ทำธุรกิจค้ากามจับตัวเธอไป

พลอตง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เล่าเรื่องราวได้ตรงประเด็น ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย แรมโบ้ ไปตามตัวหลานสาวกลับด้วยวิธีการที่เขาถนัด พูดน้อย ฆ่าเยอะ เป็นการจุดชนวนศึกกับแก๊งมาเฟียเม็กซิกัน บานปลายเป็นสงครามครั้งใหญ่ในบั้นปลายของแรมโบ้ เป็นฉากแอ็กชันตูมตามสะใจคนดูท้ายเรื่อง ที่ได้เห็นการต่อสู้ที่หลากหลายมาก ทั้งอาวุธหนัก อาวุธเบา ปืน มีด ธนู มาครบ แต่จะมาในรูปแบบมวยคนละชั้น ที่ได้รับแค่ความสะใจเหมือนดูผู้ใหญ่รังแกเด็ก แต่ไม่ได้ความรู้สึกร่วมลุ้นเลยสักนิด เพราะแรมโบ้ตั้งมั่นรับศึกในบ้านตัวเอง ที่เตรียมทางหนีทีไล่ไว้พร้อม แถมยังมีเวลาวางกับดักไว้แทบทุกก้าว เราก็เลยได้ดูฉากฆ่าโหดที่ลากยาว แต่ต้องเน้นย้ำคำว่า “โหด” เพราะหนังใช้เรต R ที่ได้มาอย่างคุ้มค่ามาก บรรดาลูกกระจ๊อกแต่ละตัวไม่ตายดีเลยสักตัว ตายแบบเละ สยดสยองมาก ถึงขั้นที่ดูแล้วต้องซอยเท้าถี่ ๆ ด้วยความหวาดเสียวกับภาพที่เห็น

หนังคงจะรู้สึกว่าเอาเปรียบฝ่ายร้ายไปสักนิด ก็เลยเขียนให้ แรมโบ้ พลาดท่า โดนกระสุนฝ่ายตรงข้าม เท่าที่เห็นก็โดนหนักนะ กระสุนทะลุร่างหลายนัดเลย แต่ก็นะ นี่มันหนังฮอลลีวู้ดก็ยังคงบรรทัดฐานความเวอร์ของฮอลลีวู้ดไว้ เพราะไม่เห็นว่าไอ้กระสุนหลายนัดทำเอาเลือดอาบนั่นมันจะเป็นอุปสรรคอะไรกับพี่แกเลยแม้แต่นิด คือโดนหรือไม่โดนก็ไม่ได้ต่างกันเลย

รีวิว Can You Keep A Secret ? บอกเล่าเรื่องราวของเอมม่า นักการตลาดประจำ

รีวิว Can You Keep A Secret ? จากนวนิยายขายดีในชื่อเดียวกันของ โซฟี คินเซลล่า ซึ่งผลงานเรื่องดังของเธอที่เคยดัดแปลงขึ้นจอใหญ่แล้วก็คือ The Confession of Shopaholic สำหรับ Can You Keep A Secret? บอกเล่าเรื่องราวของเอมม่า (อเล็กซานดร้า ดาแดริโอ) นักการตลาดประจำบริษัทมาร์เกตติ้งเอเจนซี่ ที่บังเอิญไปขายงานลูกค้าแล้วผลตอบรับไม่ดีซักเท่าไหร่ หรือจริงๆอาจจะต้องบอกว่ามันคือหายนะเลยก็ว่าได้

ความพังพินาศขั้นสุดคือการที่เธอกำลังเดินทางกลับโดยเครื่องบิน และเธอเข้าใจผิดว่าการตกหลุมอากาศนั้นอาจจะหมายถึงเครื่องบินอาจจะตก! ทำให้เธอตัดสินใจระบายความลับทุกอย่างในชีวิตของตัวเองให้กับหนุ่มแปลกหน้าที่นั่งเก้าอี้ติดกันข้างๆจนหมดไส้หมดพุง เช้าวันต่อมาเธอพบว่าชายแปลกหน้าบนเครื่องบิน แท้ที่จริงแล้วคือแจ็ค (ไทเลอร์ โฮชลิน) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งของบริษัท เรื่องราวชวนหัวสุดอลวนจึงเริ่มต้นขึ้น

จะว่าไปแล้วตัวเรื่องราวของ Can You Keep A Secret นั้นเรื่องราวทั้งหมดจัดได้ว่า เบาหวิวเป็นนิยายประโลมโลก ชวนฝันหวานสำหรับสาวๆขี้อาย เปิ่น โก๊ะ ความมั่นใจในตัวเองต่ำ และได้พบกับหนุ่มหล่อ เซ็กซี่ มีเสน่ห์ผู้เพียบพร้อมไปซะรอบด้าน สถานการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้นทั้งหมดในเรื่องทุกอย่างเรียกได้ว่าเดินไปตามสูตรสำเร็จและในช่วงที่ทุกอย่างคลี่คลายก็ง่ายไปหมดเช่นเดียวกัน

นอกเหนือจากเรื่องราวโรแมนซ์ที่ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ บริษัทเอเจนซี่ ที่นางเอกของเรื่องทำงานอยู่นั้น จะเห็นได้เลยว่า เธอถูกกดดันจากเพื่อนร่วมงานที่ไม่ค่อยเห็นหัวเอมม่าสักเท่าไหร่ ประกอบกับการที่ตัวเธอเองเป็นคนที่ไม่ได้มีความมั่นใจแบบเต็มร้อย ทำให้เธอถูกเพื่อนร่วมงานหมางเมิน เว้นเสียเพียงแต่ซีบิล (ลาเวอเน่ คอกซ์) หัวหน้าที่เหมือนจะดุ เสียงดัง แต่ลึกๆแล้วเธอกลับเป็นห่วงเป็นใยเอมม่าในแบบที่เราคาดไม่ถึงเช่นเดียวกัน (เป็นเรื่องราวของสายใยจากผู้หญิงด้วยกันที่น่าสนใจ)

อย่างไรก็ตามสิ่งที่จัดได้ว่าค่อนข้างคาดแคลนมากสำหรับ Can You Keep A Secret คือจังหวะในการตบมุกและสร้างเสียงหัวเราะของเรื่อง ที่ทำได้ไม่ค่อยดีนัก หลายฉากหลายตอนเห็นได้ชัดเลยว่าผู้กำกับตั้งใจจะดีไซน์ในออกมาตลกโปกฮา แต่กลายเป็นว่าการแสดงและตัวบทภาพยนตร์นั้นไม่ได้ช่วยส่งอารมณ์ให้คนดูรู้สึกร่วมไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสักเท่าไหร่

ท้ายที่สุดหนังเรื่องนี้อาจจะมอบบทเรียนความรักเล็กๆให้กับผู้ชมที่ว่า บางครั้งการรู้จักที่จะเปิดใจยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบในตัวเองนั้นอาจจะทำให้ ชีวิตของเรารู้สึกสบายใจมากขึ้น ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในชีวิตล้วนเป็นบทเรียนสอนใจให้เรารู้จักระมัดระวังตัว และค่อยๆพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นคนที่ดีกว่าเดิม

รีวิว Hustlers ถูกดัดแปลงมาจากบทความใน New York Magazine

รีวิว Hustlers ถูกดัดแปลงมาจากบทความใน New York Magazine ชื่อว่า “The Hustlers at Scores” โดยเจสสิก้า เพรสส์เลอร์ โดยในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ ช่วงเวลาปี 2007 หนังโฟกัสไปที่ตัวละครเดสตินี่ (คอนสแตนซ์ วู) สาวเอนเตอร์เทนเนอร์หน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาสมัครงานในไนท์คลับ แต่กว่าที่เงินจากการไปนั่งตักผู้ชายจากวอลล์สตรีทจะถึงกระเป๋าตัวเอง เธอก็โดนหักหัวคิวเสียจนแทบไม่เหลือเหรอ

วันต่อมาเธอได้เห็นราโมน่า (เจนนิเฟอร์ โลเปซ) นักเต้นรูดเสาดาวเด่นที่สะกดทุกสายตาในคลับ เดสตินี่จึงอยากท่าเรียนรู้ท่าทางการเคลื่อนไหวที่สะกดสายตาคนดูบ้าง ไม่นานนักทั้งสองก็สนิทกันอย่างรวดเร็วบรรดาวิชาดูดเงินจากกระเป๋าหนุ่มๆวอลล์สตรีท ที่ราโมน่าถ่ายทอดให้กับเดสตินี่ ทำให้เดสตินี่สามารถหาเงินไปจ่ายค่าผ่อนบ้านได้อย่างรวดเร็ว

ครึ่งแรกของหนังด้วยโทนการนำเสนอแบบหนังตลก ดราม่าที่ทำให้คนดูเห็นทั้งสภาวะที่ตัวละครต้องเผชิญหน้า วิธีการหาเงินด้วยการใช้ศิลปะทางการเต้นและวิธีการยั่วยวนผู้ชายในแบบที่ไม่ต้องเสียตัว ความตลก น่ารักชวนอมยิ้มกลายเป็นเสน่ห์สำคัญที่ทำให้ผู้ชมหลงรักตัวละครในเรื่องและอยากจะเฝ้าติดตามความเป็นไป

ทุกอย่างเกิดการพลิกผันภายหลังเดือนกันยายนปี 2008 วันที่อเมริกาประสบปัญหาเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เรารู้จักกันภายใต้ชื่อวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger Crisis) ส่งผลให้หลายบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศต้องปิดกิจการ ผู้คนตกงานไม่เว้นแม้กระทั่งบรรดานักเต้นรูดเสาที่ต้องระหกระเหินเปลี่ยนอาชีพและวิถีชีวิตกันไป

หลายปีที่เดสตินี่ไม่ได้ทำงานเก่า เธอกลับมาลำบากอีกครั้ง ไหนจะภาระไหนการเลี้ยงดูอาม่าที่แก่ชรา และลูกน้อยของตัวเอง เมื่ออับจนหนทางเธอจึงตัดสินใจเดินทางกลับมายังไนต์คลับแห่งเดิม เธอพบว่าทุกอย่างเปลี่ยนไป บรรดากลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักจากวอลล์สตรีทไม่ได้เต็มใจจะโปรยเงินเช่นเดิม แต่คนมาเที่ยวที่นี่เพียงเพราะต้องการให้นางแบบเอนเตอร์เทนจากรัสเซียมาช่วยสำเร็จความใคร่ให้กับพวกเขามากกว่า เดสตินี่ได้พบกับราโมน่าอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอได้ชักชวนให้เธอมาร่วมก๊วนในการต้มตุ๋นเงินจากนักธุรกิจจากวอลล์สตรีทด้วยการมอมยาพวกเขาและนำบัตรเครดิตไปรูดชนิดเต็มวงเงิน แรกๆแผนการก็ไปได้สวยจนกระทั่งวันทุกอย่างก็บานปลายและอยู่เหนือการควบคุม

เนื้อหาในช่วงครึ่งหลังจัดได้ว่ามีความซีเรียสจริงจังมากขึ้น เราจะได้เห็นการเติบโตของตัวละคร ความจนตรอกในชีวิตที่ทำให้พวกเธอลุกขึ้นมาตุ้มตุ๋นบรรดาผู้ชาย เพียงเพราะแรงขับของราโมน่าที่ว่า “เงินทุก ดอลลาร์ ที่คนอย่างพวกเราหามา ถูกโกงไปด้วยโจรในคราบใส่สูทจากวอลล์สตรีท” ทำไมเราจะเอาเงินจากพวกเขาบ้างไม่ได้ล่ะ

สิ่งที่ต้องชื่นชมอย่างมากคือการแสดงของเจนนิเฟอร์ โลเปซ ที่เอาอยู่ในทุกฉากทุกตอน เธอได้เล่นเยอะหรือเล่นใหญ่ แต่ด้วยสีหน้าแววตา การส่งผ่านอารมณ์ของเธอ เรียกได้ว่าเธอคือ “หัวใจ” ของหนังเรื่อง Hustlers เลยก็ว่าได้

รีวิว Birds of Passage: ปักษายาเสพติด หนังสงครามยาเสพติด

รีวิว Birds of Passage: ปักษา ยาเสพติด หนังสงครามยาเสพติดที่เล่าปฐมบทแห่งอุตสาหกรรมค้ายาในอเมริกากลาง ผ่านครอบครัวเจ้าพ่อที่เป็นสมาชิกชาวเผ่าวายู (ชนเผ่าอินเดียนแดงพื้นเมืองที่ปัจจุบันยังคงมีประชากรอาศัยอยู่ในโคลอมเบียและเวเนซูเอลา) ผู้กำกับมีสองคนคือ ซิโร เกอร่า และ คริสติน่า กัลเลโก คนแรกนักดูหนังอาจจะคุ้นชื่อจากหนังดังเรื่องก่อนหน้า Embrace of the Serpent หนังขาวดำที่พาเราเดินทางไปกับพ่อมดชนเผ่าและนักวิทยาศาสตร์ผิวขาว สู่ป่าลึกอเมซอนเพื่อค้นหาสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ ดำดิ่งและพรึงเพริดไปกับโลกดึกดำบรรพ์ในยามที่ลัทธิล่าอาณานิคมเริ่มคืบคลานเข้าสู่ชนพื้นเมือง

ซิโร เกอร่า กับ คริสตินา กัลเลโก ทำหนังที่ดูง่ายกว่าเรื่องแรกเยอะ เป็นหนังที่จัดได้ว่าอยู่ในตระกูลแกงสเตอร์ มีหักหลัง มียิงกันสนั่น มีการล้างเลือดแบบดุเดือดโดยสมาชิกในครอบครัวเดียวกันที่แตกฝักแตกฝ่ายกัน แต่ถึงกระนั้นก็ตาม หนังสงครามยาเสพติดเรื่องนี้มีรสชาติเฉพาะตัวที่น่าดึงดูด เพราะผสมผสานความลึกลับของวัฒนธรรมชนเผ่า (ถึงขั้นขายความ exotic ไปนิดด้วยซ้ำ) กับการเล่าเรื่องที่ไม่กระโตกกระตาก และไล่เรียงประวัติศาสตร์ธุรกิจยาเสพติดในโคลอมเบียตั้งแต่ริเริ่มในปลายทศวรรษที่ 1960s ให้เราเห็นภาพว่า ทำไมประเทศเล็กๆ ในอเมริกากลางที่เต็มไปด้วยชาวพื้นเมืองแห่งนี้ จึงกลายเป็นมหาอำนาจแห่งกัญชาและโคเคน และผลิตเจ้าพ่อยาเสพติดมาประดับวงการได้เรื่อยมา

ที่สำคัญคือ หนังทำให้เราเห็นว่า เงินและความลุ่มหลงในวัตถุอันมาจากความร่ำรวยจนเกินพิกัด กัดกร่อนตัวตนและวัฒนธรรมชนพื้นเมืองในโคลอมเบียอย่างไร หนังเปิดเรื่องด้วยฉากที่สะกดคนดูได้สนิท เป็นฉากพิธีเต้นรำเลือกคู่ของชนเผ่ากลางทะเลทราย หญิงสาวสวยในชุดแดงคือ ไซดา ที่ร่ายรำในจังหวะเร้าใจเพื่อท้าทายและเชื้อเชิญบรรดาชายหนุ่มให้มาประกบคู่ สุดท้ายหญิงสาวเลือกชายร่างกำยำชื่อ ราพาเยท แต่เมื่อแม่ของ ไซดา เรียกร้องสินสอดเป็นแพะ 30 ตัว วัว 20 ตัว สร้อยคอ และล่ออีกจำนวนหนึ่ง ราพาเยทผู้ยากจนจึงขอตัวไปหาสินสอดเหล่านี้

จากจุดเริ่มต้นที่เพียงแค่ต้องการหาเงินเพื่อแต่งสาว ราพาเยทค้นพบว่าสมุนไพรท้องถิ่น กัญชานั่นแหละ เป็นของมีค่าสำหรับนักท่องเที่ยวอเมริกัน และเริ่มต้นทำธุรกิจแบบ Otop ที่ค่อยๆ กลายเป็นอาณาจักรยาเสพติดข้ามชาติ จนตัวเขากลายเป็นราชากัญชาที่มีเครือข่ายกว้างขวาง ส่วนบรรดาสมาชิกในครอบครัว ทั้งผู้ชายผู้หญิง ทั้งไซดา และแม่ยายของเขา เออร์ซูล่า ต่างเข้ามาช่วยดูแลธุรกิจที่โตเอาๆ บ้านของพวกเขาเปลี่ยนจากกระต๊อบกลางทะเลทรายเป็นคฤหาสน์ จากลูกหลานที่วิ่งเล่นไล่แพะแกะกลายมาเป็นลูกมือส่งยา หรือเป็นมือปืนคุ้มกัน จากชีวิตคลุกฝุ่นติดดินกลายเป็นวงวานก๊อดฟาเธอร์อย่างแท้จริง

ใครที่ชอบหนังอย่าง Narcos น่าจะชอบ เพราะหนังดำเนินตามสูตรหนัง อาชญากรรม แต่สิ่งที่พิเศษคือบรรยากาศแห้งแล้งริมขอบทะเลทราย (ช่างแตกต่างจากสมัย พาโบ เอสโคบาร์) และการแสดงภาพความศักดิ์สิทธิ์ของประเพณีพื้นถิ่นอินเดียนแดงที่ปะทะกับแรงถาโถมของลัทธิวัตถุนิยม