รีวิว Buoyancy ลอยล่องในทะเลเลือด เด็กชายกัมพูชาวัย 14 ปี

รีวิว Buoyancy ลอยล่องในทะเลเลือด จักรา เด็กชายกัมพูชาวัย 14 ปี หนีออกจากบ้านหวังมาทำงานก่อสร้างในประเทศไทย แต่นายหน้าลักลอบส่งคนงานไม่ได้ส่ง จักรา และพวกจากเขมร ไปยังโรงงานหรือบริษัทก่อสร้าง แต่กลับขายพวกเขาให้เป็นแรงงานในเรือประมงที่มีไต้ก๋งจอมซาดิสท์เป็นคนไทย จักรากับเพื่อนต้องทำงานในสภาวะที่เลวร้ายไม่ต่างอะไรจากคุกลอยน้ำ กินข้าวเปล่ากับน้ำ นอนเบียดเสียด ทำงานโกยเศษปลาทั้งวัน ไม่มีสิทธิ์ขึ้นฝั่ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในท้องน้ำส่วนไหนของโลก และแน่นอนว่าไม่ได้ค่าจ้างแม้แต่บาทเดียว ถ้าไม่พอใจก็ทำอะไรไม่ได้เพราะไต้ก๋งกับพวกพร้อมจะทุบตี ทรมาน ขู่ด้วยปืน และไม่กะพริบตาด้วยซ้ำหากต้องโยนใครสักคนที่พูดมากหรือกระด้างกระเดื่องลงมหาสมุทรให้จบๆ ไป

นี่คือหนังที่ออสเตรเลียส่งเข้าประกวดรางวัลออสการ์สาขาหนังต่างประเทศในปีนี้ และฉายรอบพิเศษที่ Alliance Francaise กรุงเทพ ถนนสาธร ในวันศุกร์ที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ดูหนังที่เทศกาล International Film Festival and Awards Macau หรือเทศกาลภาพยนตร์มาเก๊า ซึ่งหนังได้รางวัลขวัญใจผู้ชมไปด้วย ไม่มีข่าวว่าหนังจะเข้าโรงปกติในไทยหรือไม่ (เดาว่าไม่ เพราะเนื้อหาที่บางภาคส่วนอาจมองว่าสุ่มเสี่ยง) แต่เชื่อว่าหนังน่าจะไปได้ไกล และไม่แน่อาจจะเข้ารอบสุดท้ายที่รางวัลออสการ์ก็เป็นได้

ว่ากันตรงๆ บางคนอาจมองว่านี่คือหนังที่ทำให้คนไทยดูไม่ดี เพราะเป็นผู้ร้ายแสนโหดเหี้ยมในเรื่อง แต่ว่ากันตรงๆ อีกเช่นกัน มองแบบนั้นก็ตื้นเขินมากๆ เพราะหนังไม่ได้บอกว่าคนสัญชาติไหนเป็นคนเลวหรือเป็นผู้ร้าย แต่เป็นการจำลองภาพความล้มเหลวของระบบแรงงานและการผลิตสมัยใหม่ผ่านชะตาชีวิตของคนยากคนจนที่ถูกหลอกมาทำงานรับใช้ระบบอันทำให้ทุกคนสูญเสียความเป็นมนุษย์ในตัวเอง

นอกจากนั้นแล้ว ถึงแม้ จะเป็นหนังที่พูดถึงประเด็นค้ามนุษย์และปัญหาแรงงานทาสในเรือประมง แต่หนังเรื่องนี้สนุก น่าติดตาม และทำให้เราลุ้นตามเพราะมันเป็นหนังระทึกขวัญ thriller เสียมากกว่า ประเด็นทางสังคมอะไรต่างๆ ถูกสร้างเป็นโครงในตอนต้นเพื่อให้เราเห็นสภาพชีวิตและความจำเป็นที่เด็กชายจักราต้องระเห็จออกมาเสี่ยงหางานกับนายหน้า แต่เมื่อจักรา (แสดงโดย ซามเฮียง เด็กชายที่หน้าตาเศร้าสร้อยแต่เด็ดเดี่ยว) กับพวกถูกจับขึ้นเรือประมงและโดนกดขี่โดยกัปตันจอมโหด (แสดงโดย ธนาวุฒิ เกสโร สตั๊นท์แมนที่มารับบทเด่น) Buoyancy กลายเป็นหนังที่ค่อยๆ เพิ่มจุดเดือด บ่มเพาะความตื่นเต้นกับการคาดเดาอะไม่ได้ ในบรรยากาศกดดันของพื้นที่ที่ทั้งปิดและเปิด (บนเรือประมงที่หนีไปไหนไม่ได้ แต่ก็ลอยอยู่กลางทะเลเวิ้งว้าง) ความสัมพันธ์ระหว่าง จักรา กับ ไต้ก๋ง กลายเป็นเฟืองหลักของพล็อตเรื่องและความน่าประหลาดใจที่ค่อยๆ ตามมา เพราะจักราเริ่มต้นด้วยการเป็นเด็กที่ตกอยู่ในสภาวะจำยอมต้องกลายเป็นแรงงานทาส แต่เขาค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับชีวิตบนเรือ และเริ่มเอาใจกัปตันและพวก ด้วยการเป็นคนงานที่ดี ไม่มีปากเสียง ช่วยหาปลาตัวใหญ่ๆ ให้เป็นอาหาร จนคนดูเดาไม่ได้ว่าเด็กคนนี้กำลังพยายามหลอกกัปตันให้ตายใจ หรือเขาถูกระบบปั่นหัวจนเสียความเป็นตัวตนและยอมปวารณาตนเป็นเครื่องมือ และค่อยๆ กลายร่างไปเป็นปีศาจเหมือนตัวกัปตันเอง

จะดีมากถ้าดูหนังเรื่องนี้คู่กับ Ghost Fleet หนังสารคดีที่ออกฉายเมื่อปีที่แล้ว ว่าด้วยประเด็นเดียวกันแต่เล่าจากอีกมุม Ghost Fleet ติดตามการทำงานของกลุ่ม NGO ที่ออกตามหาและช่วยเหลือแรงงานทาสชาวไทย พม่า และเขมร ที่ถูกจับไปใช้งานบนเรือประมงและสุดท้ายถูกนำตัวไปปล่อยไว้ที่เกาะอันห่างไกลในทะเลของอินโดนีเซีย บางคนไม่ได้กลับบ้านนับเป็น 10 ปี และจำนวนมากที่เสียชีวิตและถูกฝังร่างลงบนเกาะห่างไกลนั้นโดยที่ญาติพี่น้องไม่เคยรู้ ใกล้เคียงกันอีกเรื่องคือ Sea Fog หนังเกาหลีว่าด้วยเรือที่ลักลอบขนแรงงานชาวจีนข้ามทะเลไปเกาหลีใต้ แต่เผชิญกับหมอกประหลาดที่ห่อคลุมเรือไว้

จะเห็นได้ว่าประเด็นการค้า มนุษย์ และแรงงานทาส เป็นประเด็นร่วมสมัยที่ถูกนำมาเล่าในหลายแบบ ทั้งสารคดีตรงไปตรงมา หรือหนังตื่นเต้น หรือแม้แต่หนังเรื่องเหนือธรรมชาติ อาจจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับเมืองไทย แต่หนังไม่ได้จำเพาะเจาะจงในการวิพากษ์วิจารณ์ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ทำให้เราเห็นว่านี่คือปัญหาระดับนานาชาติที่สมควรได้รับการย้ำเตือน

รีวิว The Irishman การเดินทางของแก๊งสเตอร์คนสุดท้าย

รีวิว The Irishman การเดินทางของแก๊งสเตอร์คนสุดท้าย เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังเหมือนกันนะครับที่ The Irishman หนังเรื่องล่าสุดของ มาร์ติน สกอร์เซซี ผู้กำกับรุ่นลายครามไม่ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์อย่างที่ควรจะเป็น แต่ไปลงในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง Netflix แทน ถ้าจำไม่ผิดปีที่แล้วก็มีหนังที่คล้ายๆ กันแบบนี้ (หมายถึงเป็นหนังที่ทำมาสำหรับชมในโรงภาพยนตร์แต่มาลงที่แพลตฟอร์มออนไลน์) อย่าง Roma ของ อัลฟอนโซ กัวร็อง เหมือนกันครับ แต่กรณีของ Roma ยังดีหน่อยที่ยังได้ฉายในโรงบ้าง แต่สำหรับ The Irishman นี่น่าจะยากครับเพราะหนังมีความยาวสามชั่วโมงกว่า และคงไม่มีโรงไหนกล้าเสียรอบฉายให้หนังเรื่องนี้ลงโรงเป็นแน่

ประเด็นนี้กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่น่าจับตามองขึ้นทุกทีและทุกปีนะครับ อยู่ๆ หนังที่ควรจะได้รับชมในสถานที่อันเหมาะสมอย่างโรงภาพยนตร์กลับมาอยู่ในแพลตฟอร์มที่, อย่างแย่ที่สุดดูผ่านสมาร์ทโฟนก็ยังได้เฉยเลย (แต่ไม่แนะนำนะครับ) เร็วๆ นี้ สกอร์เซซี เองก็เพิ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมการดูหนังที่เปลี่ยนไป และถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมการดูหนังแบบฉาบฉวยอันมาจากความสำเร็จของหนัง ซูเปอร์ ฮีโร่ ซึ่งผมอ่านที่ สกอร์เซซี แกว่าไว้ก็เห็นด้วยทุกประการครับ แต่ไอ้เราก็ดันเป็นคนดูหนังฮีโร่ซะด้วย แถมดูเยอะอยู่เหมือนกัน ก็เลยได้แต่อ่านไปกระพริบตาปริบๆ ไป

คนอื่นเป็นยังไงผมไม่รู้นะครับ แต่ผมไม่คิดว่าตัวเองจะหลงใหลไปกับหนังซูเปอร์ฮีโร่ขนาดนั้น ดูเพื่อความบันเทิงเท่านั้น (สำหรับผมนี่อาจจะเพิ่มเรื่องดูเพื่อเอามาเขียนต้นฉบับด้วยอีกประการหนึ่ง) แต่สุดท้ายหนังซูเปอร์ฮีโร่ก็ไม่ใกล้เคียงกับการเป็นหนังที่มีคุณค่า ให้ความอิ่มเอมใจ ให้ผู้ชมได้ใคร่ครวญพิจารณา หรือแม้แต่พาผู้ชมไปอีกระดับหนึ่งแบบที่หนังที่ดีควรจะเป็น อันนี้ผมพูดถึงหนังซูเปอร์ฮีโร่แบบรวมๆ นะครับ

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ The Irishman ไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์ แต่ในดีมีเสีย ในเสียก็ย่อมมีเรื่องดีครับ เพราะถ้าไม่ใช่สตรีมมิ่งแพลตฟอร์มอย่าง Netflix มาออกเงินให้ ก็คงไม่มีสตูดิโอไหนกล้าควัก 150 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐฯ ให้ลุงแกทำหนังเรื่องนี้เหมือนกัน และถ้าไม่มีโปรเจกต์นี้ เราก็คงไม่ได้ดูหนังแก๊งสเตอร์มาเฟีย ยี่ห้อ สกอร์เซซี อีก เพราะฉะนั้น อาจจะเสียอรรถรสไปบ้างแต่แลกกับได้ดู The Irishman ผมว่าก็โอเคอยู่ดี

รีวิว 6 Underground รวมกลุ่มคนที่ทนความอยุติธรรมบนโลกนี้ไม่ได้

รีวิว 6 Underground โทนี่ สตาร์ก เรื่องย่อ พวกเขาคือกลุ่มคนที่ทนความอยุติธรรมบนโลกนี้ไม่ได้ เมื่อกฎหมายลงโทษคนชั่วที่แท้จริงไม่ไหว เศรษฐีหนุ่มจึงแกล้งสร้างสถานการณ์ให้ตนเองตาย และรวมสมัครพรรคพวกอีก 5 คนซึ่งต่างความสามารถต่างที่มาแต่อุดมการณ์เดียวกัน มาร่วมตายจากโลกใบนี้และเกิดใหม่ในฐานะฮีโรใต้ดินที่แทนชื่อตัวด้วยหมายเลข เพื่อออกขจัดความชั่วร้ายในโลกนี้

หนังเน็ตฟลิกซ์เรื่องนี้เป็นที่จับตามองตั้งแต่ชื่อทีมสร้างถูกประกาศ โดยไม่ต้องสนใจพลอตมากมายนัก ไล่ไปตั้งแต่นักแสดงนำใหญ่หนึ่งเดียวของหนังอย่าง มิสเตอร์เดดพูล ไรอัน เรย์โนลด์ ที่มาร่วมงานกับผู้กำกับมากผลงานอลังการผลาญทรัพยากรบู๊อย่าง ไมเคิล เบย์ ในโพรเจกต์ที่เน็ตฟลิกซ์ควักกระเป๋าให้ทุนสูงถึง 150 ล้านเหรียญ เพื่อเนรมิตหนังบล็อกบัสเตอร์แบบที่การันตีอันดับต้น ๆ ในตารางบ็อกซ์ออฟฟิศได้สบาย (ถ้าฉายโรง) แล้วเอามาให้ลงบริการสตรีมมิ่ง เพื่อแสดงศักยภาพว่าเน็ตฟลิกซ์เป็นมากกว่าบริการดูหนังออนไลน์ แต่มันคือค่ายหนังใหญ่ที่มีพลังพอ ๆ กับค่ายหนังโรงยักษ์ใหญ่ทั้งหลายด้วย

จริง ๆ ก็เป็นคำถามตั้งแต่แรก ๆ ล่ะ ไมเคิล เบย์ อาจเป็นผู้กำกับที่ฉกาจในการตีหนังเป็นภาพมีสไตล์ รังสรรค์ฉากบู๊ที่สวยติดตา และสดใหม่จนติดใจคอบู๊มานักต่อนัก แต่จุดพร่องของเขาก็คือการวางเนื้อเรื่องหลวมโพรก บางครั้งก็ไม่สนตรรกะอะไรอีกเลย จนคนดูมักได้ล้อได้แซวอยู่เสมอ แต่งานนี้เขาได้ยาขจัดความกาวของหนังตัวเองได้ดี นั่นคือกาวชั้นดีมียี่ห้อเกรดสูงอย่าง เรตต์ รีส และ พอล เวอร์นิก มือเขียนบทสุดฮาบันเทิงจากหนัง Deadpool และ Zombieland ทั้ง 2 ภาค ที่ติดสอยห้อยตามไรอัน เรย์โนลด์ มาเขียนโครงสร้างหนังได้อย่างมีระเบียบ มีชั้นเชิงการเล่าที่น่าสนใจ ด้วยการเปิดกลุ่มตัวละครแบบไม่ลำดับเวลา ตัดสลับภารกิจปัจจุบันที่อิตาลีในการชิงดวงตาของทนายความจอมฉ้อฉลของจอมเผด็จการเพื่อเอามาสแกนเปิดโทรศัพท์ที่เชื่อมกับฐานข้อมูลความลับทั้งหลาย กับอดีตและที่มาที่ไปรวมถึงความเชี่ยวชาญของสมาชิกกลุ่มแต่ละคน ที่แทนตัวด้วยหมายเลข ทำให้เราเห็นโครงร่างว่านี่ไม่ใช่หนังทีมรวมยอดคนธรรมดา แต่มันมีความน่าสนใจในตัวเองแต่ละคนมากกว่านั้น

ด้วยความยียวนของมือเขียนบท ต้องบอกว่าหนังฉลาดในการสร้างปมประเด็น เพราะมันไม่ได้ต้องลงลึกจนซีเรียส แต่ก็มีเนื้อหนังให้เรื่องดูจับต้องได้จริง และปล่อยพื้นที่ที่เหลือให้ไมเคิล เบย์ใส่จินตนาการความสดใหม่ของเขาลงไปได้อย่างเต็มที่ ทำให้มันกลายเป็นหนังไมเคิล เบย์ ในฉบับที่ลงตัว ไม่พร่องไม่ล้น จนน่าเสียดายว่าถ้าได้ฉายในระบบการฉายดี ๆ เสียงกระหึ่ม ๆ จอใหญ่ ๆ กับงานภาพระเบิดตูมตามโชว์สถาปัตยกรรมหลายที่ มันคงจะฟินไม่น้อยทีเดียว

ความกวนทีนของหนังยังเป็นอะไรที่ต้องขอชื่นชมแบบลงรายละเอียดเลยทีเดียว มันกวนมาตั้งแต่คอนเซปต์ของเรื่อง เราอาจชินกับหนังบู๊ระดับตำนานที่มักว่าด้วยฝั่งพระเอก 7 คนที่มักต้องเข้าไปช่วยเหลือหมู่บ้านหนึ่งที่ห่างไกลจากการคุกคามโดยคนชั่วที่มีอำนาจหรืออาวุธ ไม่ว่าจะ Seven Samurai (1954) หรือ The Magnificent Seven (1960) หรือหนังไทยอย่าง 7 ประจัญบาน เองก็ตาม แต่กับ 6 Underground มันไปเหนือกว่าด้วยการคารวะหนังชั้นครูเหล่านั้นด้วยการมีสมาชิกหมายเลข 7 แต่มีกันแค่ 6 คน และไม่ใช่แค่จำนวนน้อยกว่า ภารกิจของพวกเขาก็ทะเยอทะยานไปหนักมากกว่าเพราะไม่ใช่การช่วยหมู่บ้านยากจนเท่านั้น แต่พวกเขาต้องปลดปล่อยประเทศเทอร์กิสถานจากการปกครองของเผด็จการนายพลโรวัค ศัตรูที่มีความฉลาด ไม่ไว้ใจใคร โหดเหี้ยมและมีชั้นเชิง รวมถึงอุดมการณ์หนุนจิตด้านชั่วที่พอดิบพอดี (ฉากถกประเด็นจากละครเวทีของเชกสเปียร์กับพระเอกสร้างมิติตัวละครขึ้นมาเลย) สำหรับคนดูมันก็เว่อมั้ยล่ะการปลดปล่อยประเทศด้วยคนเพียง 6 คน แต่ตารีสกับเวอร์นิกก็ทำบทที่เราเออออไปด้วยได้ตลอดเรื่อง ต้องยอมรับเลยว่าหนังรอดส่วนหนึ่งเพราะบทจริง ๆ

บทยังช่วยให้บทสนทนาไม่แห้งแล้งด้วย เพราะมันมาทั้งมุกคำพูดหนัง มุกคำพูดจากเนื้อเพลง และยังเอากิมมิกจากป๊อปมีเดียต่าง ๆ มาเล่นอย่างมันมือ ไม่ว่าจะเสียงทดสอบระบบ THX ที่เราคุ้นชินกลับเป็นอาวุธทรงพลัง เสียงซาวด์เอฟเฟกต์รถที่ชนพลิกแบบสโลว์แต่ใส่เสียงจากหนัง Transformers มา ตลอดจนมุกตลกร้ายที่ถนัดกันทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะมือเขียนบท หรือการด้นสดจากไรอัน เรย์โนลด์เองก็ตาม สนุกมาก ถ้าเนิร์ดหนังเนิร์ดเพลงด้วยยิ่งสนุก ฉากแนะนำตัวละครหมายเลข 4 ต้องบอกว่าครีเอตฉากล้อหนังเรื่องหนึ่งที่เรารู้จักดีได้โหดมาก

รีวิว Black Christmas คริสต์มาส ประเด็นสิทธิสตรีมาแรง

รีวิว Black Christmas คริสต์มาส ปาดคอ 2019 ถือเป็นปีที่ประเด็นสิทธิสตรีมาแรงมาก ก่อนหน้านี้ Charlie’s Angels เวอร์ชั่นล่าสุด ได้เปลี่ยนมุมมองหนังใหม่ให้ตัวละครกลายเป็นผู้หญิงแกร่ง ไม่ง้อผู้ชาย เป็นหนังเพื่อนหญิงพลังหญิงอย่างแท้จริง แต่น่าเสียดายการที่หนังมัวแต่ห่วงพะวงอยู่แต่ก็นำเสนอประเด็นดังกล่าวจน หลงลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในหนังแอ็คชั่นสายลับ คือความสนุก ตื่นเต้น และทำให้ตัวละครในเรื่องน่าเอาอกเอาใจช่วยต่างหาก

ย้อนกลับไปใน Black Christmas เวอร์ชั่นปี 1974 และปี 2006 ต่างเป็นหนังสยองขวัญไล่เชือดเรต R ที่เน้นความโหด เมื่อบรรดาตัวละครหญิงสาวต้องหนีตายจากฆาตกรลึกลับจนคนดูต้องเอาใจช่วยว่า “ใคร” จะเหลือรอดเป็นคนสุดท้าย

ทว่าสำหรับเวอร์ชั่นล่าสุดหนังเลือกจะเปิดประเด็นมาที่ตัวละครเอกอย่างไรลีย์ (อิโมเกน พุ้ทส์) ซึ่งหนังเผยให้คนดูเข้าใจว่า เธอเคยตกเป็นเหยื่อของการคุกคามทางเพศจากนักศึกษาชายร่วมสถาบันเมื่อปีก่อน แต่ข่าวคาวของเธอกลายเป็นเรื่องซุบซิบนินทาของเหล่านักเรียนในมหาวิทยาลัยฮอว์ธอร์น ส่งผลให้ไรลีย์ต้องเผชิญกับ “สายตา” ที่มองเธอด้วยคำถามอยู่ตลอดเวลา

ท่ามกลางบรรยากาศช่วงหยุดยาววันคริสต์มาสทำให้นักศึกษาหลายคนที่ไม่ได้เดินทางกลับบ้านในเวลานี้ ต้องอยู่ฉลองเทศกาลกับเพื่อนฝูง ทว่าจู่ๆไรลีย์ก็เริ่มสังเกตได้ถึงความไม่ชอบมาพากล ตั้งแต่ที่เธอเห็นกลุ่มนักเรียนชายของสโมสรในมหาวิทยาลัยกำลังรวมตัวกันเพื่อประกอบพิธีกรรมอันแสนแปลกประหลาด เพื่อนสาวร่วมสโมสรเดียวกัน ซึ่งไม่สามารถติดต่อได้และหายตัวไปอย่างลึกลับ ไรลีย์จึงสังหรณ์ใจว่าน่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น ต่อมาไม่นาน ในค่ำคืนวันคริสต์มาสไรลีย์และเพื่อนนักศึกษาหญิงถูกจู่โจมจากฆาตกรลึกลับ ทำให้พวกเธอต้องหนีเอาชีวิตรอด

น่าเสียดายที่หนังในเวอร์ชั่นปี 2019 ตั้งใจจะทำหนังเป็นเรต PG-13 นั่นหมายความว่าหนังลดความรุนแรงลด เราไม่ได้เห็นเลือดของตัวละครที่ตกเป็นเหยื่อ ฉากที่ฆาตกรจู่โจมก็กลายเป็นฉากวับๆแวมๆ ที่อาศัยการตัดต่อเปลี่ยนฉากไปอย่างรวดเร็วแค่เพียงพริบตา แถมจังหวะในการทำให้คนดูรู้สึกลุ้นและอยากจะเอาใจช่วยตัวละครก็มีน้อยเสียจนเราตั้งคำถามว่า ตกลงเรามาดูหนังตื่นเต้น ระทึกขวัญ หรือมานั่งดูตัวละครผู้หญิงมัวแต่เรียกร้องสิทธิสตรีกันแน่

การจะทำหนังใส่ประเด็นทางสังคมนั้นไม่ใช่เรื่องผิด จริงๆแล้วมันเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยเพิ่มคุณค่าให้หนังเรื่องนั้นๆมีอะไรที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่เพียงความบันเทิงชั่วครู่ชั่วยาม แต่สิ่งที่ Black Chirstmas กำลังทำอยู่นั้นคือการยัดเยียดประเด็นมาแบบเกินพอดี และหลงลืมไปว่าคนดูต้องการอะไรในหนังฆาตกรโรคจิตไล่ล่าเหยื่อ นั่นคือความตื่นเต้น เร้าอารมณ์ ไม่ใช่ฉากตัวละครหญิงฟอร์มทีมกันเป็นอเวนเจอร์! มันไม่ใช่และผิดที่ผิดทางอย่างไม่น่าให้อภัยด้วยประการทั้งปวง!