รีวิว I Am Jonas รักในรอยจำ เรื่องของ โจนาส วัยรุ่นเมื่อวันวาน

รีวิว I Am Jonas รักในรอยจำ เรื่องของ โจนาส วัยรุ่นเมื่อวันวาน ผู้ใหญ่ในวันนี้ คือวัยรุ่นเมื่อวันวาน เช่นเดียวกันกับโจนาส (Félix Maritaud) เกย์หนุ่มอารมณ์ร้อน ประกอบอาชีพผู้ช่วยพยาบาลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ยามวิกาลเขาชอบออกไปเตร็ดเตร่บาร์เกย์ที่ชื่อ Boy Paradiseและพลอดรักกับชายแปลกหน้าอยู่บ่อยครั้ง ด้วยความขี้หงุดหงิดและเสพย์ติดความรุนแรง โจนาสจึงมักจะมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับเกย์คนอื่นอยู่เสมอ

หนังอาศัยการตัดสลับช่วงชีวิตในวัยรุ่นของโจนาสในช่วงปี 1997 เขาดูเป็นวัยรุ่นขี้อาย ชอบปลีกตัว จนกระทั่งเขาได้พบกับนักเรียนที่ย้ายมาใหม่อย่างนาตอง (Tommy-Lee Baïk) ซึ่งดูเป็นหนุ่มหัวขบถ ขี้เล่น ได้พยายามตีซี้กับโจนาส

กลับมาที่โจนาสวัยผู้ใหญ่ที่ดูเป็นด้านกลับตาลปัตร อย่างสิ้นเชิงกับวัยเด็กจนนำไปสู่คำถามที่ว่า “อะไร” ทำให้เกย์หนุ่มคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้ ระหว่างที่ผู้ชมได้รับเบาะแสที่ละเล็กทีละน้อยเพื่อปะติดปะต่อเรื่องราว หนังก็ทำให้เราเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างโจนาสและนาตองในวัยเด็กนั้น เป็นความรักครั้งแรกที่สวยงาม เต็มไปด้วยความสุขในแบบหนุ่มสาวที่ไม่มีอะไรมาขวางกั้น แต่การตัดสินใจที่คึกคะนองและปราศจากการยั้งคิดอาจจะนำมาซึ่งบทเรียนอันแสนยิ่งใหญ่และกลายเป็นตราบาปในชีวิตไปเลยก็ได้เช่นกัน

“เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด” เป็นคำกล่าวที่ใช้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับโจนาสได้เป็นอย่างดี แต่การที่เขามัวแต่ยึดติดกับอดีตที่ไม่มีวันหวนคืนและไม่ยอมจะก้าวเดินต่อ ทำให้ชีวิตของเขาประสบความล้มเหลว สิ่งที่เขาพยายามจะทำในช่วงชีวิตวัยผู้ใหญ่คือการพยายามเดินทางกลับไปที่จุดเริ่มต้นของรอยแผลทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิต แม้จะแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยโจนาสก็รู้สึกได้ปลดปล่อยความรู้สึกที่เขาเก็บงำกับตัวเองมาตลอดชีวิตเสียที

ความรักของโจนาสใน วัยเด็ก จึงไม่ต่างอะไรจาก “รักในรอยจำ” ที่คงไม่ทางลบเลือนและไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกนอกจากจะยอมรับและก้าวต่อไปเท่านั้น

รีวิว Horse Girl ตัวคนเดียวจนใกล้บ้า เรื่องของซาร่าห์พนักงานสาว

รีวิว Horse Girl ตัวคนเดียวจนใกล้บ้า ซาร่าห์พนักงานสาวในร้านสะดวกซื้อ ผู้ถือเป็นคนหาเช้ากินค่ำ เธอมีงานอดิเรกเป็นงานเย็บปักถักร้อย และยามว่างเธอมักจะหวนระลึกถึงแม่ผู้จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ซาร่าห์มีความผูกพันกับม้าสุดที่รักซึ่งเธอเติบโตมากับมัน จึงถือได้ว่าม้านั้นเป็นสิ่งที่เชื่อมโยง “กาลเวลา” จากอดีตถึงปัจจุบัน

กระทั่งวันหนึ่งซาร่าห์เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เมื่อเธอหลับฝันและพบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องสีขาวเรืองแสงเปิดโล่งราวกับว่าตัวเองนอนอยู่ในยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว เหตุการณ์ประหลาดเริ่มทวีความพิลึกพิลั่นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อซาร่าห์เกิดอาการนอนละเมอและเดินออกจากห้องไปหยุดอยู่ตามตู้โทรศัพท์ อาการเหม่อลอยแบบไม่มีสาเหตุ ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังฝันถึงอดีตอันเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นกับแม่ของตัวเอง ระหว่างทางที่หนังได้นำเสนอปรากฏการณ์ต่างๆ ก็ชวนคนดูตั้งคำถามไปกับกับซาร่าห์ว่าตกลงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครนั้นเป็นเรื่องจริง หรือเป็นอาการทางจิตกันแน่

วิธีการนำเสนอเรื่องราวทั้งหมดของ Horse Girl เรียกได้ว่าเต็มไปด้วยความคลุมเครือและไม่มีอะไรชี้ชัดอย่างตรงไปตรงมา บางเหตุการณ์มีเค้าลางของความเลื่อนลอยดูเป็นความฝัน ในขณะที่บางเหตุการณ์ก็ดูจริงจนน่าขนลุก ซึ่งหนังจะไม่มีคำตอบใดๆให้คนดูจนกระทั่งฉากสุดท้ายของเรื่อง (ย้ำว่า ฉากสุดท้ายไม่กี่วินาทีก่อนจบจริงๆ) ที่คนดูจะได้เข้าใจเสียทีว่าสิ่งที่เราดูมาทั้งหมดคืออะไรกันแน่

Horse Girl เป็นผลงานการแสดง เขียนบท และอำนวยการสร้างโดย นางเอก อลิสัน บรี โดยเธอเลือกผู้กำกับอย่างเจฟฟ์ เบนา มาช่วยขับเคลื่อนเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งคงจะต้องบอกว่าตัวหนังก็มีกลิ่นของความเป็น “หนังส่วนตัว” ของผู้เล่าเยอะมากทีเดียว ซึ่งอลิสัน บรีเองก็คงอยากจะนำเสนอความคลุมเครือต่างๆในชีวิตมนุษย์ผ่านเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ อาการทางจิตที่บางครั้งก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ในสังคมปัจจุบัน

เมื่อเราเชื่อมโยงสิ่งที่ปรากฏอยู่ในหนังแล้ว เราจะพบว่าตัวเอกอย่างซาร่าห์เองคือตัวแทนของควคนเหงาในยุคปัจจุบันที่รู้สึกแปลกแยกแตกต่างออกจากสังคมที่เธอดำรงชีวิตอยู่ จนกระทั่งมีบางสิ่งให้เธอยึดเหนี่ยวจิตใจ (เรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ) เธอก็พร้อมจะกระโจนเข้าหามันโดยไม่สนใจผลกระทบที่จะตามมาเลยสักนิดเดียว นี่สินะอาจจะเป็นคำกล่าวที่ว่าเพราะความ “เหงา” ฆ่าเราให้ตายทั้งเป็นได้

รีวิว Guns Akimbo โทษที..มือพี่ไม่ว่าง หนังฉาก ยิง บู๊ระห่ำ

รีวิว Guns Akimbo โทษที..มือพี่ไม่ว่าง โดยหนังเปิดเรื่องมาด้วยฉากบู๊ระห่ำ ยิงกันหูดับตับไหม้ เพื่อแนะนำให้เรารู้จักกับตัวละคร นิกซ์ (ซามารา วีฟวิง) นักฆ่าสาวสุดเฉี่ยว โหด และโรคจิตแบบศรีธันยาคงเอาไม่อยู่ เธอกลายเป็นเบอร์หนึ่งของหมากในเกมสุดโหดที่จับคนมาฆ่ากันถ่ายทอดสดในนาม สกิสซึม โดยเหตุการณ์ข้างต้นบอกเล่าผ่าน ไมล์ส (แดเนียล แรดคลิฟฟ์) พนักงานบริษัทไอทีชีวิตบัดซบที่หาความตื่นเต้นจากเกมอำมหิตดัวกล่าว

จนกระทั่งความมือบอนของเขาทำให้เหล่าอาชญากรตัวเอ้แห่งสกิสซึมบุกมาถึงห้องแล้วตอกตะปูมือทั้งสองข้างของเขาเข้ากับปืนพร้อมกระสุนข้างละ 50 นัดโดย ไมล์ส ต้องตามฆ่า นิกซ์ ให้ได้ก่อนพวกมันจะกลับมาเจาะกระโหลกเขาแทน แถมความซวยยังมาเยือนเมื่อเขาต้องไปตามนัดกับ โนวา (นาตาชา หลิว บอร์ดิซโซ) หวานใจสุดสวยแถมยังต้องหลบห่ากระสุนจาก นิกซ์ ที่ได้ภารกิจให้ฆ่าเขาเพื่อแลกกับอิสรภาพเช่นกัน

จากตัวอย่างหนังเราคงพอเดา ๆ ได้แหละว่าผู้กำกับจะต้องผ่านงานสายสเปเชียล เอฟเฟกต์มาก่อน และก็จริงดังว่า เพราะ เจสัน เล โฮว์เดน เคยอยู่เบื้อหลังงานวิช่วลเอฟเฟกต์หนังดัง ๆ ทั้งหนังมาร์เวลอย่าง The Avengers (2012) หรือหนังชุด The Hobbit และด้วยความขยันทำหนังสั้นออกมาเพื่อลับฝีมืออยู่เนือง ๆ จนกระทั่งได้ทำหนังยาวเรื่องแรกอย่าง Deathgasm (2015) หนังร็อกเกอร์ปะทะปีศาจที่บ้าและกาวได้ใจคอหนังคัลต์ และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงเล่าเรื่องราวใน Guns Akimbo ได้บ้าระห่ำขนาดนี้

เอาเข้าจริงตัวพลอตเรื่องว่าด้วยการจับคนมาฆ่ากันก็ไม่ใช่ของใหม่ อย่างหนังสร้างชื่ออาร์โนลด์ ชวาร์ตเซเนกเกอร์ อย่าง Running Man ที่มีมาแต่ปี 1987 ก็ใช้พลอตดังกล่าวมาแล้วร่วม 30 ปีและมีหนังในแนวเดียวกันเดินตามมานับไม่ถ้วน ดังนั้นสิ่งที่เป็นไม้เด็ดจริง ๆ คือการสร้างคาแรกเตอร์ตัวละครและการกำกับให้หนังออกมาน่าตื่นเต้นและสดใหม่ของ เจสัน เล โฮว์เดน ที่คิดพลอตออกมากระเทาะเปลือกโลกโซเชียลที่เสพย์ติดความรุนแรงกันอย่างบ้าคลั่ง

ดังนั้นการที่หนังสร้างตัวละครไมลส์ให้กลายเป็นหนุ่มออฟฟิศขี้แพ้และใช้สกิสซึมเพื่อหลบหนีชีวิตเส็งเคร็งของตัวเองเลยเป็นการสร้างตัวละครที่คนส่วนใหญ่เชื่อมโยงได้ไม่ยาก และยิ่งหนังดำเนินเรื่องไปก็ยิ่งทำให้เห็นว่าบรรดาคนที่ติดตาม สกิสซึม มีทุกระดับอาชีพและเป็นกระแสที่ใคร ๆ ก็พูดถึง ซึ่งเท่ากับว่าบทหนังได้ชี้ชวนให้เรามองคอนเทนต์ไวรอลเน้นขายความรุนแรงก็ไม่ต่างจากเชื้อโรคร้ายที่แพร่กระจายในอินเตอร์เน็ตไปโดยปริยาย และผู้คนในโลกความเป็นจริงก็ชอบเสพย์ความรุนแรงไม่ต่างจากสกิสซึมเสียด้วยสิ

แต่ก็ใช่ว่าหนังจะพาเราไปวิพากษ์ความรุนแรงในโซเชียลกันอย่างเอาจริงเอาจังนะครับ ตรงกันข้ามกว่า 80% ของหนังคือการอัดฉากแอ็คชั่นและมุกตลกเสียดสีเข้ามาเย้ยหยันชีวิตพระเอกเต็มที่ เพราะลำพังแค่จะใส่กางเกงยังลำบากเพื่อไม่ให้ปืนเป่ากบาลดับอนาถแล้ว ยังต้องมาหนีการตามล่าจากมือปืนสาวบ้าดีเดือด และโรคจิตแบบไม่บันยะบังยังอีกต่างหาก แถมดู ๆ ไปทั้งคู่ดั๊นมีเคมีบางอย่างที่เข้ากันเสียอีก จนทำให้ฉากการตามล่า เอาตายของทั้งคู่เต็มไปด้วยความบันเทิงจากบทพูดสุดแสบและการแสดงที่เปี่ยมสีสัน

ซึ่งก็ต้องยอมรับเลยว่าทั้ง แดเนียล แรดคลิฟฟ์ และ ซามารา วีฟวิง รับส่งบทและเปล่งประกายเสน่ห์กันได้ดีเหลือเกิน ในรายแรกคงไม่ต้องบอกอยู่แล้วว่างานนี้ แรดคลิฟฟ์ บ้าและเมากาวไปกับหนังแค่ไหน แต่สำหรับซามารา วีฟวิง ลูกสาวคนสวยของ ฮิวโก วีฟวิง หรือเอเจนต์สมิธแห่ง The Matrix ที่งานนี้แปลงโฉมจนจำแทบไม่ได้ แต่ต่อให้ลดความสวยลงแต่เสน่ห์เธอก็ยังเปล่งประกายทั้งความคลั่งและความเดือดของฉากบู๊ต่าง ๆ ที่เล่นได้น่าจดจำไม่น้อยเลย

และสำหรับหนุ่ม ๆ ต้องบอกว่าในเรื่องนี้ไม่ได้มี สาวสวย แค่คนเดียว แต่การปรากฎกายของ นาตาชา หลิว บอร์ดิซโซ สาวลูกครึ่งจีน อิตาเลียน (แต่ถือสัญชาติ ออสเตรเลีย) ยังมาทำให้หัวใจหวั่นไหวกันต่อเนื่องหลังปรากฎตัวในซีรีส์ Society ของ Netflix มาแล้ว ซึ่งบทของเธอแม้จะเป็นนางเอกหวาน ๆ แต่ก็แอบซ่าด้วยสีผมสุดแสบสันต์เข้ากับใบหน้าเก๋ ๆ ของเธอได้เป็นอย่างดี

แต่ก็ใช่ว่าหนังจะไม่มีข้อบกพร่องเสียเลย ในเมื่อหนังเลือกจะเล่าโดยยึดคอนเซปต์ของเกมเป็นหลัก ดังนั้นคาแรกเตอร์ของตัวละครทุกตัวก็จะแบน ๆ ไปหมด แม้แต่ ไมลส์ กับ นิกซ์ ที่ต้นเรื่องยันท้ายเรื่องก็จะคงคาแรกเตอร์เดิมตลอด แม้ว่าจะมีการใส่จุดหักมุมเข้ามาช่วงท้ายเรื่องแต่ก็ดูจับยัดมากกว่าจะสมเหตุสมผล และแทบไม่มีผลต่อการเล่าเรื่องเท่าใดนัก ยังดีที่หนังเองก็รู้ตัวและเลือกเอ็นเตอร์เทนคนดูด้วยฉากแอ็คชั่นมุกตลกกาว ๆ มากกว่าจะไปเน้นดราม่า ซึ่งก็ถือเป็นการตัดสินใจที่ดีเลยครับ

รีวิว Vivarium กาเหว่า ฝากเขาเลี้ยงลูก เรื่องราวของ คู่รักหนุ่มสาว

รีวิว Vivarium กาเหว่า ฝากเขาเลี้ยงลูก Vivarium คือหนังพล็อตเรื่องแสนจะน่าสนใจว่าด้วยคู่รักที่บังเอิญเข้าไปเยี่ยมชมหมู่บ้านที่ชื่อว่า “ยอนเดอร์” แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาไม่สามารถออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ได้ แม้จะพยายามมากแค่ไหนก็ตาม แล้วจริงๆพวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่กับอะไรกันแน่

ตัวหนังเปิดเรื่องมาด้วยการนำเสนอภาพของ “นกกาเหว่า” ซึ่งการนำเสนอภาพดังกล่าวนั้น สามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในหนังเรื่อง Vivarium ทั้งหมดเลยก็ว่าได้ เนื่องจากถ้าเราวิเคราะห์ธรรมชาติของนกกาเหว่าแล้ว สัตว์ปีกชนิดนี้ถือเป็นนกปรสิตที่มักจะออกไข่แล้วฝากนกตัวอื่นมาเลี้ยง โดยเฉพาะอีกาที่ลักษณะคล้ายคลึงกันทำให้แม่กาแยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นอีกา หรือ นกกาเหว่า และด้วยอุปนิสัยนี้จึงทำให้นกกาเหว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ต่ำ

เช่นเดียวกันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องเมื่อคู่รักหนุ่มสาว ทอม (เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก) และ เจมม่า (อิโมเจน พูตส์) ติดแหงกอยู่ในหมู่บ้านยอนเดอร์และจำเป็นต้องเลี้ยงดูเด็กชายลึกลับที่เติบโตรวดเร็วผิดปกติ (ภายในเวลา 3 เดือนเขาเติบโตจากทารกกลายเป็นเด็กชายวัย 10 ขวบ) ซึ่งพฤติกรรมของเขาก็จัดได้ว่าพิลึกพิลั่น ไม่ว่าจะเป็นการตื่นเช้ามาแล้วแหกปากเสียงดังเพื่อปลุกทอมและเจมม่าให้ตื่นขึ้นมาราวกับเป็นนาฬิกาปลุก

สภาวะพ่อแม่จำเป็นทำให้ทั้งสองมีวิธีการรับมือเด็กประหลาดแตกต่างกันออกไป เมื่อพิจารณาจากอาชีพของเจมม่าที่เป็นครูโรงเรียนประถม เธอจึงมีความพยายามที่จะทำความเข้าใจเด็กคนนี้มากกว่าทอมที่มีอาชีพเป็นชาวสวน เขาจึงไม่เน้นการพูดจาสื่อสารแต่ก้มหน้าก้มตาขุดสวนหน้าบ้านโดยไม่มีจุดหมายอะไรเป็นพิเศษ หรือบางทีทอมอาจจะมองว่าในเมื่อหาทางออกไม่ได้ การขุดพื้นลงไปเรื่อยๆอาจจะเจอบางสิ่งบางอย่างก็เป็นได้

สำหรับชื่อหนังอย่าง Vivarium ที่เป็น ภาษา ละตินนั้นมีความหมายว่า “ตู้จำลองธรรมชาติ” ซึ่งพื้นฐานแล้วคือตู้กระจกขนาดเล็ก หรือ สถานที่จัดจำลองสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติให้สิ่งมีชีวิตบางอย่างสามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้นั่นเอง จึงอาจจะกล่าวได้ว่าหมู่บ้านยอนเดอร์และบ้านเลขที่ 9 ที่ตัวเอกโดนจับมาอยู่ขังไว้ ถูกป้อนข้าวป้อนน้ำ มีเด็กมาให้เลี้ยงดูจึงเป็นสภาวะจำลองโลกมนุษย์นั่นเอง

น่าเสียดายตรง Vivarium เป็นหนังที่มีคอนเซ็ปและสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในเรื่องราวที่ชวนค้นหาคำตอบ แต่ตัวผู้กำกับลอร์แคน ฟินเนแกนยังไม่สามารถเล่าเรื่องให้สนุกตื่นเต้น หรือมีจุดพลิกผันของเรื่องราวให้คนดูว้าวกว่านี้ ในช่วงกลางของหนังค่อนข้างเนิบช้าและชวนง่วงอยู่ไม่น้อย เราอาจจะกล่าวได้ว่า นี่คือหนังที่ไอเดียดีแต่วิธีการเล่ายังไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐานความบันเทิง