รีวิว Behind you ซ่อนเงาผี เรื่องเด็กสาวสองคนได้แก่ โอลิเวีย กับ แคลร์

โดยหนัง Behind you จะเริ่มต้นเรื่องที่เด็กสาวสองคนได้แก่ โอลิเวีย (แอดดี มิลเลอร์) กับ แคลร์ (เอลิซาเบธ เบิร์กเนอร์) ที่เพิ่งสูญเสียแม่จนน้าของพวกเธอต้องพามาฝาก เบธ (แจน โบรเบิร์ก) คุณป้าผู้มีความลับกับบ้านที่ชวนขนหัวลุก โดยตั้งแต่วันแรกที่พวกเธอก้าวเท้าเหยียบบ้านหลังนี้ก็ถูกบังคับด้วยกฎสำคัญคือห้ามเพ่นพ่านในครัว ต้องอยู่ในห้องตอนดึกและที่สำคัญคือห้ามลงไปยังห้องใต้ดินที่ล็อกอยู่เป็นอันขาด

และตามฟอร์มเมื่อเด็กมาอยู่ในบ้านชวนขนหัวลุกอะไรที่เคยห้ามไว้น้องแคลร์ก็พร้อมจะแหกกฎทันที เมื่อเธอดันได้ยินเสียงเรียกจากใต้ดินที่ปลอมเสียงเป็นแม่เธอ และเมื่อเธอลงไปชั้นล่างก็พบกระจกที่ขึ้นข้อความประหนึ่งแชทรูมคุยกับเธอและมันก็ขึ้นบทท่องมนตร์เรียกวิญญาณจนวิญญาณร้ายตามมาหลอกหลอนทุกคนในบ้าน ร้อนถึงคุณป้าเบธต้องหาทางกำจัดปีศาจร้ายก่อนมันจะคร่าชีวิตทุกคน

ด้วยฟอร์มหนังของ Behind You แล้วก็คงไม่หนีจากการเป็นหนังสยองขวัญทุนต่ำดังนั้นนักแสดงที่มาปรากฏตัวก็ไม่ได้มีชื่อเสียงมากและแน่นอนการใช้บ้านหลังเดียวในการเล่าเรื่องก็บอกได้ถึงความอัตคัดขัดสนของทุนสร้างอยู่แล้วดังนั้นสิ่งเดียวที่จะขายคนดูหนังสยองได้คงมีแต่ไอเดียที่สดใหม่เท่านั้น ซึ่งโชคร้ายครับที่หนังไม่มีอะไรที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ฮ่าาาาา

ตั้งแต่พลอตหนังที่บอกตามตรงว่า ผีในกระจก ปีศาจร้ายที่จะมาอยู่บนโลกผ่านเด็กนี่ก็อยู่ในหนังมาไม่รู้กี่ร้อยเรื่องแล้ว มิหนำซ้ำการนำเสนอฉากน่ากลัวต่าง ๆ ของหนังยังทำออกมาได้ธรรมดา ๆ ค่อนไปทางน่าเบื่อซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการจุดความน่ากลัวของหนังไม่ติดตั้งแต่ต้นเรื่องที่คนดูเดาได้ตั้งแต่เห็นเด็กอยู่หน้ากระจกแล้วว่ามันจะต้องถูกดูดหรือถูกดึงโดยปีศาจแน่ ๆ แถมตัวปีศาจที่เป็นกิ่ง ๆ ขาว ๆ ยังดูไม่น่ากลัวอีก หรือต่อให้ตอนท้ายจะเป็นปีศาจชีกอล่อนจ้อนเดินหงิก ๆ งอ ๆ ก็ไม่ช่วยให้คนดูสะพรึงกลัวอยู่ดี

ส่วนการสร้างบรรยากาศความไม่น่าไว้วางใจของหนังที่กะว่าคนดูได้ปัสสาวะระเบิดแน่ ๆ ตอนเจอป้าเบธ ปรากฏเจอการแสดงเหมือนเพิ่งท่องบทก่อนถ่ายเข้าไปคนดูแทบหาหมอนกับที่นอนไม่ทันเลย ส่วนไอ้ปีศาจที่เป็นผีแชตรูมแบบฝ้ากระจกนี่บอกตามตรงว่าในเมื่ออีผีเมิงก็เป็นเสียงล่อลวงนังเด็กแคลร์ลงไปห้องใต้ดินได้แล้วทำไมไม่พูด ๆ ให้มันจบไปเลย แถมมนตราที่ให้ท่องก็เหมือนกลัวเด็กความจำสั้นยุคนี้จะท่องตามไม่เดิมเลยขึ้นต้นประโยคอย่างขนหัวลุกว่า “กระจกเอ๋ย กระจก” ที่ชวนฮามากกว่าน่ากลัวไปซะงั้น

กระนั้นจุดที่เป็นสิ่งที่ทำให้ Behind You ไม่อาจลุ้นตามหรือสะพรึงกลัวอย่างที่หนังหวังไว้จริง ๆ คงหนีไม่พ้นการที่หนังแทบไม่ปูพื้นตัวละครหลัก ๆ ให้เราอยากเอาใจช่วยเลย จะมีตอนต้นเรื่องที่เป็นเรื่องราวของป้าเบธกับน้องสาวที่ถูกปีศาจสิงสู่แต่กว่าหนังจะมาสานต่อเรื่องราวก็ปาไปเกือบจบเรื่องแล้ว แถมตัวละครหลักอย่างโอลิเวียกับแคลร์ก็ไม่มีข้อมูลอะไรให้คนดูนอกจากแม่เพิ่งตายไปและน้าก็เอามาทิ้งไว้กับป้าที่ดูน่าขนลุกขนาดนี้แบบไม่เหตุผลจนเราไม่อาจเอาใจช่วยตัวละครได้เลย

อันที่จริงหนัง Behind You มีความยาวเพียงแค่ 86 นาทีเท่านั้นนะครับแต่ผู้กำกับอย่างแอนดรูว์ เมชมกับแมตทิว วีดอนก็ไม่อาจใช้เวลาน้อยนิดได้คุ้มค่าและสัดส่วนในการปูเรื่องอันน่าเบื่อช่วงแรกก็ส่งผลอย่างมากที่จะทำให้คนดูหลายคนอยากเดินออกจากโรงอย่างช่วยไม่ได้

 

รีวิว เฮ้ย!ลูกเพ่ นี่ ลูกพ่อ : Back to the ชีวิตพ่อแม่ตอนวัยรุ่น

เรื่องย่อ  เฮ้ย!ลูกเพ่ นี่ ลูกพ่อ ก็อต หนุ่มนักแข่งรถไฟแรงที่ไม่ค่อยจะลงรอยกับพ่อสักเท่าไหร่ เขาพยายามจะพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่าเขาเจ๋งแค่ไหน จนวันหนึ่งก็อตได้แชมป์แข่งรถทางเรียบ ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้เข้าวาร์ปกลับไปในปี 2541 ก่อนที่ตัวเองจะเกิดเพียง 1 ปี ก็อตได้กลับมาเจอกับ เปรม พ่อของตัวเองที่ยังดูหล่อเฟี้ยว หัวหน้าแก๊งเจ้าโลก ทำหน้าที่เก็บค่าเช่าร้านค้า คาราโอเกะ โดยการกลับมาเจอกันครั้งนี้ของเขาทั้งคู่ จาก ‘ลูกพ่อ’ ก็กลายมาเป็น ‘ลูกเพ่’ คนสนิท ที่ดันมาปิ๊งสาวคนเดียวกัน อย่าง ดิว แล้วความสัมพันธ์ทุกอย่างก็ดำเนินไป การย้อนเวลาที่มาพร้อมกับ ‘มิตรภาพ’ เพื่อบอก ลูกเพ่ ว่านี่คือ ลูกพ่อ

ความน่าสนใจที่สุดของหนังแอ็กชั่น-คอมเมดี้ (ที่แอบมีกลิ่นไซไฟนิด ๆ เรื่องนี้) ก็คงหนีไม่พ้นคู่ดูโอ้ สองนักแสดงนำในเรื่องนี้อย่าง โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ ประกบเข้าคู่ครั้งแรกกับนักแสดงจากบ้าน GDH อย่าง เต๋อ-ฉันทวิชช์ ชนะเสวี นั่นเอง ร่วมด้วยนางเอกละครมากสีอย่าง แซมมี่ เคาวเวลล์ ที่มารับงานภาพยนตร์เป็นครั้งแรกด้วยอีกต่างหาก

และผู้กำกับอย่าง ใหม่-ภวัต พนังคศิริ เอง ที่ก็มีผลงานการกำกับภาพยนตร์มาก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งหนังดราม่าหนัก ๆ อย่าง นาคปรก (2553) หลุดสี่หลุด ตอน คืนจิตหลุด (2554) และ ตีสาม After Shock ตอน ทางด่วน (2561) และข้ามมากำกับละครโทรทัศน์กระแสเปรี้ยงไว้หลายเรื่อง เช่น ลิขิตรักข้ามดวงดาว, บ่วง, มัจจุราชสีน้ำผึ้ง รวมถึงเป็นผู้กำกับละครพีเรียดโคตรฮิตอย่าง บุพเพสันนิวาส อีกด้วย

พล็อตของหนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ เป็นเรื่องของพ่อกับลูกที่ไม่ค่อยถูกกัน เพราะมีปัญหาบาดหมางในอดีต คนเป็นพ่ออย่างเปรมเองก็ล้มเหลวในชีวิตมาตั้งแต่วัยหนุ่ม เคยติดคุกมาแล้วอีกต่างหาก แถมตัวเองก็ชอบตบตีทำร้ายลูก ส่วนคนเป็นลูกอย่างก๊อต ก็มีปัญหาหลายอย่าง พอพ่อติดคุก แม่ก็ชิงฆ่าตัวตายอีก แถมตัวก๊อตเองก็ถูกพ่อกีดกันความฝันที่อยากจะเป็นนักแข่งรถอีกต่างหาก แต่แล้วก็อตและพ่อก็ต้องประสบกับอุบัติเหตุครั้งใหญ่ ซึ่งทำให้ก็อตต้องอยู่ในภาวะเหมือนคนใกล้ตาย

ซึ่งหนังก็ยึดคอนเซ็ปต์ตรงที่ว่า คนใกล้ตายที่แหละที่จะสามารถย้อนอดีตกลับไปได้ ก็อตก็เลยต้องย้อนกลับไปเจอพ่อในปี 2541 ช่วงวัยหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน ก็อตเองได้ไปค้นพบเรื่องราวต่าง ๆ ที่พ่อและแม่ (ที่เขาก็ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน) ในวันหนุ่มสาวของเขาต้องเผชิญ และต้องพยายามที่จะทำทุกวิถีทางที่จะไม่ทำให้เกิดเรื่องร้าย ๆ เหมือนที่เขาและครอบครัวกำลังจะได้เจอในอนาคต

แม้ว่าตอนแรกผมเองจะรู้สึกแปร่ง ๆ กับการจับคู่คนละขั้วของโป๊ปและเต๋อ แต่ก็ต้องยอมรับว่า คู่ดูโอ้ โป๊ป-เต๋อ คือคู่หูที่ลงตัวเหมาะเจาะ เคมีเข้ากันจริง ๆ ครับ และที่สำคัญที่สุดคือ การเล่นมุกตลกของทั้งคู่ที่ประสานกันได้อย่างพอดีมาก ๆ ด้วยความที่ตัวหนังเองขับเคลื่อนไปได้ด้วยมุกตลกแบบซิทคอม และธรรมชาติของทั้งคู่เอง แม้ว่าทางตลกของโป๊ปคือทางตลกมุกล็อก เน้นจังหวะโบ๊ะบ๊ะ ส่วนเต๋อคือตลกสายอิมโพรไวส์ แต่มุกตลกของทั้งคู่ก็ดูแล้วได้ฮาเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าจะแอบมีมุกแป้กบ้างก็ตาม

ส่วนที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือแซมมี่ ที่กระโดดมารับงานภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องแรก แม้ว่าจะไม่ได้ถึงขั้นโดดเด่น แต่ก็ต้องยอมรับว่า ความน่ารักสไตล์ลูกครึ่งของแซมมี่นั้น “ทำงาน” ในจอใหญ่ได้ดีไม่แพ้ในจอทีวีเลยนะครับ ความน่ารักสดใสของแซมมี่เหมือนเป็นน้ำตาลเคลือบให้หนังเรื่องนี้น่าดูขึ้นมาเลยแหละ

แต่ก็มีข้อสังเกตในเรื่องของพล็อตและการดำเนินเรื่องโดยรวมอยู่เหมือนกันนะครับ เพราะว่าเอาจริง ๆ แล้ว ธีมของการ “ย้อนอดีตกลับไปหาพ่อแม่วัยหนุ่มสาว เพื่อที่จะค้นพบว่าพ่อแม่ในวัยหนุ่มสาวเขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคอะไรมาบ้าง” นั้นก็ถือว่าไม่ได้เป็นพล็อตใหม่ นั่นก็เลยทำให้ตัวหนังอยู่ในระดับที่เดาพล็อตได้ง่ายเลย ซึ่งตัวหนังเองก็ต้องอาศัยมุกและความเข้าขาของโป๊ปและเต๋อคอยค้ำยันเส้นกราฟความน่าติดตามเอาไว้อยู่ค่อนข้างมากเหมือนกัน ซึ่งถ้าจะมองว่าหนังเรื่องนี้ ดูเพื่อความบันเทิง ดูแล้วไม่ต้องซีเรียสเรื่องพล็อต ก็ถือว่าออกมาไม่เลวเลย

แต่แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะเน้นบันเทิงกันสุด ๆ แต่ส่วนตัวผมเองก็มีเรื่องที่รู้สึกขัดใจในหนังเรื่องนี้อยู่สองจุดครับ จุดแรกก็คือ พอตัวหนังเองตั้งธงว่าจะเป็นหนังย้อนเวลา (แม้ว่าจะไม่ได้อ้างความเป็นไซไฟอะไรขนาดนั้น) แต่สิ่งที่ผมแอบสงสัยในเจตนาของผู้กำกับก็คือ ฉากงานแต่งงานของเปรมกับบิว ซึ่งก็อตเป็นคนจัดงานแต่งงานให้ แล้วในงานแต่งงาน อยู่ดี ๆ ก็อตก็หยิบกีตาร์แล้วเดินขึ้นไปบนเวที แล้วก็…ไม่ขอสปอยล์นะครับ แต่ผมเชื่อว่า คนที่เคยดูหนังเรื่อง Back to The Future (1985) ดูแล้วคงต้องอุทานว่า “อืม…”

กับอีกจุดที่ผมรู้สึกสงสัยก็คือ ถ้ายึดข้อมูลจากเรื่องย่อ ก็อตย้อนกลับไปในปี 2541 ซึ่งก็ถือว่าเป็นปลายยุค 90’s ก่อนเข้าปี 2000 แต่กลายเป็นว่า อาร์ตไดเร็กชั่น และเซ็ตติ้งต่าง ๆ ภายในหนังกลับมีอะไรที่ผิดยุคผิดสมัยอยู่เยอะมาก

แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้ยังพอมีอะไรให้จับใจได้ นั่นก็คือความโบ๊ะบ๊ะของโป๊ป-เต๋อ ที่เรียกได้ว่าเหนือความคาดหมายมาก ๆ เรียกว่าดูคู่นี้แล้วได้ยิ้ม ๆ ฮา ๆ กันบ้างแหละ ส่วนแซมมี่ก็น่ารักเหลือเกิน แต่เหนืออื่นใด ด้วยความเข้าขาของโป๊ปกับเต๋อนี่แหละ ที่จะทำให้เราได้มองเห็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของลูกเพ่ และลูกพ่อในแบบที่เชื่อว่า ดูแล้วต้องคิดถึงพ่อกับแม่กันบ้างแหละ

รีวิว Enola Holmes เรื่องราวของน้องสาว เชอร์ล็อก โฮล์มส์

เน็ตฟลิกซ์ ปล่อยโปรแกรมใหญ่ด้วยหนัง Enola Holmes  ต่อยอดจากตัวละครชื่อดังอย่าง เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ยอดนักสืบที่ถูกถ่ายทอดมาแล้วหลายแง่มุม ทั้งในแบบฉบับมึน ๆ ของ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (2009) ฉบับซีรีส์จิต ๆ บนฉากหลังยุคปัจจุบันของ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ (2010) หรือฉบับวัยชราของดารารุ่นใหญ่ เอียน แม็กเคลเลน (2015) (และอาจขอข้ามฉบับหนังยอดแย่แห่งปีใน Holmes & Watson (2018) ไป)

ก็จะเห็นว่าแค่ช่วงเวลาไม่เกิน 10 ปีนี้เราเจอโฮล์มส์มาเกือบทุกแบบ คำถามคือ เน็ตฟลิกซ์ยังเห็นช่องว่างในตลาดอะไรที่เอามาดึงความสนใจให้ต่างจากเหล่ารุ่นพี่ที่ว่ามาได้อีกล่ะ คำตอบคือหนังเรื่อง Enola Holmes นี่ล่ะ

เอโนลา โฮล์มส์ (มิลลี บ็อบบี บราวน์ จาก Stranger Things) เป็นน้องสาวสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 3 คนของตระกูลโฮล์มส์ โดยมีพี่ชายคนโตเป็นขุนนางสุดเฮี้ยบนามว่า มายครอฟต์ (แซม คลาฟลิน จาก Me Before You) และมี เชอร์ล็อก (เฮนรี แควิลล์ จาก The Witcher) ผู้แหกคอกตระกูลแต่เป็นอัจฉริยะในการสืบสวนคดีที่โลกน่าจะรู้จักดีมาเป็นพี่ชายคนรอง โดยตัดเอา หมอวัตสัน คู่หูคนสนิทของโฮล์มส์ออกไป

ซึ่งตัวละครเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องราวจินตนาการดัดแปลงของ แนนซี สปริงเกอร์ ผู้เขียนวรรณกรรมเยาวชนชุด The Enola Holmes Mysteries ที่เอาจักรวาลโฮล์มส์คลาสสิกมาสปินออฟทำเป็นหนังสือเด็ก ซึ่งปัจจุบันมีวางขายมาแล้ว 6 เล่มด้วยกัน โดยตอน The Case of the Missing Marquess ที่เอามาทำเป็นหนังเน็ตฟลิกซ์นี้เป็นตอนแรกในปี 2006 ของชุดนิยายดังกล่าวด้วย

ด้วยความที่จุดมุ่งหมายต่างจากการเป็นหนังสือผู้ใหญ่แบบที่ เซอร์อาเธอร์ โคแนน ดอยล์ สร้างสรรค์เชอร์ล็อก โฮล์มส์ไว้ ทำให้ความรุนแรงความสยองขวัญต่าง ๆ ในคดีลดดีกรีลงมาเป็นระดับที่เด็กโตรู้สึกสนุกได้แทน จุดนี้เองที่ แฮร์รี แบรดเบียร์ ผู้กำกับรุ่นเก๋าที่เคยคว้า 2 รางวัลไพรม์ไทม์เอมมี่อวอร์ดมาแล้ว คงมองเห็นโอกาสในการเล่าเรื่องที่กินใจคนวงกว้างหลากเพศหลากวัยได้มากขึ้น

เพราะการที่ตัวละครนำเป็นเด็กสาวที่เติบโตขึ้นจากการเลี้ยงดูเพียงลำพังของ แม่ (เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ จาก Harry Potter) แล้ววันหนึ่งเมื่อเธออายุครบ 16 ปี แม่ของเธอก็หายสาบสูญไป ทิ้งไว้เพียงคำใบ้ปริศนาต่าง ๆ ที่ผลักให้เธอต้องใช้ความรู้และทักษะที่แม่เธอฝึกให้ไม่ต่างจากเชอร์ล็อกพี่ชาย ออกตามหาแม่ตัวเอง มันก็ดูน่าสนุก มีกลิ่นการผจญภัยแบบวรรณกรรมเยาวชนสมัยนิยมอยู่ไม่น้อย

ยังไม่นับว่าเนื้อหาเปิดโอกาสให้มีการใส่ปริศนาอักษรไขว้ หรือการถอดรหัสอย่างภาษาดอกไม้อะไรให้สมองตื่นว้าวได้เรื่อง ๆ อยู่ตลอดด้วยนะ ทั้งความอ่อนต่อโลกแต่เฉลียวฉลาดเอาตัวรอด และการไขปริศนาต่าง ๆ สองจุดนี้คือเสน่ห์สำคัญของนิยายเอลีนาที่ใช้เดินเรื่องไปได้เรื่อย ๆ เลยล่ะ

และตัวหนังก็สามารถดำเนินเรื่องได้น่าติดตามไม่ยิ่งหย่อนกัน เพราะแม้เรื่องแม่และพี่ชายจะเป็นตัวผลักให้เธอมาเผชิญโลกกว้างครั้งแรกก็ตาม แต่ระหว่างทางที่เธอตามหาแม่ก็กลับเข้าไปพัวพันกับคดีที่ขุนนางระดับมาร์ควิสหนีออกจากบ้านหายตัวไป แถม มาร์ควิส (หลุยส์ พาร์ทริดจ์) ที่ว่าดันเป็นหนุ่มหล่ออายุไล่เลี่ยกับเอโนลาที่นิสัยกวน ๆ เสียอีก เปิดช่องให้มีความโรแมนติกคอมเมดี้เข้ามาเปลี่ยนรสชาติบ้าง และเมื่อถึงเวลาจะเอาจริงเอาจังก็ต้องบอกว่ามาเหี้ยมได้พอประมาณเลย ทั้งการต่อสู้มือเปล่า การถูกจับกดน้ำทรมาน หรือการเอาตัวรอดจากนักฆ่าที่มีลูกซองอยู่ในมือ ก็มีดีเกินหนังเด็กใส ๆ

นอกจากนั้นลูกเล่นการเล่าเรื่องยังใช้วิธีที่ทำให้เอโนลาเป็นตัวละครที่ทะลุมิติ หันมาคุยกับผู้ชมสร้างสีสันในแต่ช่วงตอนได้บ่อยครั้ง ทั้งหยอกล้อ แอบทำหน้าลิงหลอกเจ้า หรือตั้งคำถามกวน ๆ กับผู้ชม ก็เป็นการคิดมาให้หนังมีเอกลักษณ์เพิ่มมากขึ้นในทางที่ดี

ทั้งนี้ในส่วนดราม่าก็ดึงศักยภาพของ มิลลี บ็อบบี บราวน์ มาใช้ได้ค่อนข้างดีทีเดียว เพราะตัวละครต้องแบกรับเรื่องที่ว่าคนสำคัญที่สุดในชีวิตอย่างแม่ทิ้งเธอไปโดยไม่ให้เหตุผล (และความเด่นของ เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ ก็ต้องชมเพราะเธอทิ้งตัวตนคลุมตลอดเรื่องได้ไม่ดรอปแม้จะไม่มีบทเลยก็ตาม ) ขณะที่พี่ชายทั้งสองคนที่น่าจะเป็นที่พึ่งได้ มายครอฟต์ ก็เป็นจอมบงการชีวิตจับเธอโยนเข้าเรียนวิชาการเรือนอย่างที่เธอไม่เต็มใจ อีกคนที่น่าจะเข้าใจเธอที่สุดเพราะนิสัยคล้ายกันอย่างเชอร์ล็อกก็เลือกหนีปัญหาที่จะมีกับพี่ชายคนโตและปิดปากเงียบ

ไหนจะระบบวัฒนธรรมยุคเก่าที่บุรุษเป็นใหญ่ในสังคมแต่เธอกลับถูกแม่สอนว่าผู้หญิงก็เท่าเทียมได้มาทั้งชีวิต เมื่อต้องออกไปเจอโลกความจริง มันก็มีแต่เรื่องที่เอโนลาต้องหนักอกหนักใจทั้งนั้น และ มิลลี บ็อบบี บราวน์ ก็นำเสนอความขัดแย้งหลายระดับได้อย่างมีเสน่ห์จริง ๆ ไม่ว่าจะมาดแมน ๆ ขัดขืนระบบ หรือมาดคุณหนูที่ตกห้วงรักก็ตาม

สรุป นี่เป็นแนวหนังเด็กโตที่ครบรส ดราม่า รัก ตลก ลุ้นผจญภัย แอ็กชัน ไขปริศนา แต่ด้วยความสมดุลหลาย ๆ กลุ่มผู้ชมทำให้ยังออกรสกลาง ๆ ไม่จัดจ้านไปทางใดมากนัก เป็นหนังที่ดูสนุกดูเพลินตา และได้คะแนนพิเศษตรงได้เห็นแง่มุมรอบ ๆ ตัวละครระดับโลกอย่างเชอร์ล็อก โฮล์มส์ที่แปลกตา และไม่อาจเจอจากที่ใดได้ด้วย

รีวิว Air Doll หัวใจลมไม่แล้งรัก | แอร์ดอลที่รัก เรื่องราวของ ตุ๊กตา ตัวหนึ่ง

เรื่องราวของ ตุ๊กตา ตัวหนึ่ง นาม โนโซมิ เธอที่มีหน้าที่ปลดเปลื้องความต้องการของชายผู้เปลี่ยวเหงาเท่านั้น แต่วันหนึ่ง เธอกลับมีชีวิตและจิตใจขึ้นมา หรือพูดให้ตรงประเด็น คือ “มีหัวใจ” ขึ้นมา ตุ๊กตา นั่นก็คือเธอขยับแขนขาได้ เดินไปไหนมาไหนได้ หายใจได้ (ทั้งที่ร่างกายมีแต่ลม) พูดได้ แต่เธอก็เหมือนเด็กคนหนึ่งที่เพิ่งได้มาเรียนรู้โลก ยังไม่รู้อะไรต่างๆ อีกมากมาย หากแต่ความมีหัวใจของเธอนี่แหละ ที่พาเธอไปพบรักกับผู้ชายอีกคน เขาเป็นหนุ่มพนักงานร้านเช่าดีวีดี

งานของผู้กำกับ Hirokazu Koreeda (ฮิโรซากุ โคเระเอดะ) ผู้มีเครดิตจากเรื่อง Nobody Knows (ให้ตายสิ จะเก็บแผ่นไปถึงไหน เมื่อไหร่จะเปิดดู) ผู้ชายคนนี้ท่าจะชอบตั้งชื่อหนังให้มี 2 คำเสียจริง — After Life, Air Doll, Nobody Knows, Still Walking

แม้หนังจะดูไม่มีความสมจริงอะไรเลยเกี่ยวกับตัวละคร เพราะตุ๊กตาบ้าอะไร อยู่ดีๆ ก็มีชีวิตพูดได้เดินได้ ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นยางที่เป่าลมไว้ข้างใน หากรั่วก็แฟบเคลื่อนไหวไม่ได้ แต่ดันหายใจได้(ซะงั้น) อีกอย่าง พอมีชีวิตจิตใจแล้ว แทนที่จะตุ๊กตาจริงๆ แสดง ก็ใช้คนแสดงแทน เห็นเนื้อหนังมังสาแบบ “คนชัดๆ” กันเต็มๆ เรียกได้ว่า ขัดกับหลักความจริงอย่างแรง แต่ชอบชะมัดฉากเปลือยๆ เนี่ย แถมมันยังเอาไปเชื่อมโยงกับปรัชญาสาระพัดที่จัดลงมาให้เสพ

หนังดำเนินเรื่องเรียบเรื่อยเนือยเนิบอย่างแบบฉบับหนังญี่ปุ่น ชนิดที่ถ้าไม่นอนมาพอเพียง หรือเหนื่อยจัดๆ แล้วเดินเข้ามาดู มีหลับเป็นแน่แท้

เมื่อหนังมีโทนเศร้าๆ เป็นดั่งแกนหลัก มันจึงไม่แปลกถ้าจะถูกนำเสนอด้วยการสอดแทรกแนวคิด ชายชราเอ่ยถึงความว่างเปล่าของมนุษย์บนโลกใบนี้ ขณะที่โนโซมิ สาวตุ๊กตายางก็อาจนึกถึงความว่างเปล่าภายในร่างของตนเอง ทุกคนต่างไม่เต็มไม่สมบูรณ์ในตัวเอง ต่างก็ต้องการการเติมเต็มจากคนอื่นเสมอ อีกจุดที่น่าสนใจ ก็คือ เรื่องของการเป็นตัวแทนของสิ่งอื่นคนอื่น เหมือนที่ตุ๊กตากลายเป็นตัวแทนของหญิงคนรักคนหนึ่ง

แต่ก็พบว่า ค่อนข้างมีบางจุดที่ไม่ค่อยจะเข้าใจ เหมือนเขาพยายามใส่ตัวละครบางตัวเข้ามาเพื่อสื่อสารอะไรบางอย่าง แต่มันคงลึกเกินกว่าคนอย่างเราจะเข้าใจสารนั้นได้โดยง่าย ฉากที่ดูสะเทือนใจสำหรับผม มีอยู่ 2 ฉาก หากแต่บอกตรงๆ ตรงนี้มิได้ ฉากหนึ่ง แสนอึดอัดกับความเงียบไร้ซึ่งเสียงดนตรีประกอบ มีเพียงลมหายใจฟืดฟาด กับอีกฉาก เรียกน้ำตาได้เป็นอย่างดี กับฉากในร้านอาหาร นี่เราไปซึ้งกับตุ๊กตาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

ทำไมกันนะ ผมถึงจดจำนางเอกผู้แสดงเป็นตุ๊กตามิได้ แบดูนา (‘The Host’, ‘Plum Blossom’) แต่ก็แปลกที่เขาเลือกนักแสดงเกาหลีแทนที่จะเป็นนักแสดงจากญี่ปุ่น น่าสนใจตรงคำโปรยในโปสเตอร์ของ ‘หัวใจลมไม่แล้งรัก’ …