รีวิว Vox Lux ป๊อปสตาร์ขาขึ้นกับอเมริกาขาลง เด็กสาวที่รอดชีวิตมาจากโศกนาฏกรรม

รีวิว Vox Lux แค่ฉากเปิดเรื่องของ VOX LUX ก็ทำเอาสติของคนดูกระเจิดกระเจิง เมื่อมันเล่าเรื่องราวของเซเลส (ราฟฟี่ แคสซิดี้) ที่กำลังนั่งอยู่ในชั้นเรียนวิชาดนตรี ระหว่างที่ครูประจำชั้นกำลังทักทายนักเรียนในห้องและถามถึงนักเรียนอีก 2 คนที่ยังเดินทางไม่ถึงห้องเรียน แต่แล้วในอีกไม่กี่นาทีถัดมา นักเรียนคนที่ครูถามถึงก็ปรากฏตัวพร้อมกับอาวุธปืน ปัง! กระสุนปืนหลายนัดฝังเข้าไปที่ร่างของครูคนดังกล่าว นักเรียนในห้องสติแตกกระเจิดกระเจิง อีกไม่กี่นาทีต่อมา เสียงปืนก็ดังสนั่นไปทั่วโรงเรียน เลือดของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายสาดไปทั่วผนังชั้นเรียน

เซเลสกลายเป็นเด็กสาวที่รอดชีวิตมาจากโศกนาฏกรรมสุดสะเทือนขวัญ แต่แทนที่เธอจะบรรยายความรู้สึกออกมาเป็นคำพูด เซเลสเลือกจะแต่งเพลงเพื่อบอกเล่าความรู้สึกในเหตุการณ์ครั้งนั้นออกมาในพิธีรำลึกถึงผู้ที่จากไป บทเพลงที่เธอขับร้องกลายเป็นที่ยอมรับของคนอเมริกา และนำเธอเข้าสู่วงการเพลงและพัฒนาเธออาชีพป๊อปสตาร์ชื่อดัง

เซเลสได้รับความช่วยเหลือจากผู้แต่งเพลงซึ่งเป็นพี่สาวแท้ๆ ของเธอ (สตาซี่ มาร์ติน) และผู้จัดการฝีมือดี (จู๊ด ลอว์) ชื่อของเธอได้กลายเป็นไวรัลในสังคมอย่างรวดเร็ว ความสูญเสียจากเหตุก่อการร้ายที่สะเทือนจิตใจคนทั้งประเทศได้ผลักดันให้เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของอเมริกาและซูเปอร์สตาร์ระดับโลก

ทว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงทำให้เด็กอย่างเซเลสต้องก้าวกระโดดเข้าสู่โลกการทำงาน หน้าที่และความรับผิดชอบ ทำให้ความเป็นวัยรุ่นของเธอเริ่มสลายหายไปอย่างรวดเร็ว และก่อนจบองค์แรกเราก็ได้เห็นถึง “ความเยาว์วัย” ที่โดนพรากจากเธอไปตลอดกาล

ในองก์ที่ 2 ของหนัง ตัดมาในปี 2017 เมื่อเซเลส (นาตาลี พอร์ทแมน) กำลังออกทัวร์คอนเสิร์ตเพื่อจะกอบกู้ชื่อเสียงกลับคืนมา หลังจากที่เธอกำลังตกต่ำเพราะข่าวอุบัติเหตุขับรถโดยประมาท ซึ่งคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นคอนเสิร์ตเพื่อสนับสนุนอัลบั้มที่ 6 ของเธอเองในชื่อ Vox Lux ซึ่งมีธีมเป็นเพลงพ๊อพ-ไซไฟ โดยช่วงเวลาในองก์นี้ เลือกจะเล่าในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่เซเลสจะขึ้นคอนเสิร์ต ทำให้เราเห็นการรับมือลูกสาวอย่างอัลเบอร์ดีน (ราฟฟี่ แคสซิดี้) การที่เซเลสต้องให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ประกอบกับช่วงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนคอนเสิร์ตจะเริ่มเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายขึ้น ซึ่งบรรดาผู้ก่อการร้ายเลือกหน้ากากปกปิดใบหน้าแบบเดียวกับที่มิวสิควิดีโอของเซเลส จนนำไปสู่การตั้งคำถามว่า ตัวของเซเลสเองเป็นภาพสะท้อนของความเละเทะของสังคมอเมริกาหรือไม่

ถ้าเราจะมองในเชิง สัญลักษณ์ แล้ว เราจะวิเคราะห์ออกมาได้ว่า ความโด่งดังของเซเลสมีจุดเริ่มต้นมาจากความเละเทะของสังคมอเมริกา แต่ในช่วงเวลาของหายนะนั้น เซเลสกลายเป็นคนที่ได้รับชื่อเสียงความนิยมจากความฉิบหายย่อยยับของสังคม ราวกับเธอเป็นนกฟินิกซ์ที่ฟื้นคืนชีพมาจากเถ้าถ่านของซากปรักหักพัง แต่เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตที่เซเลสเติบโตและกลายเป็นผู้ใหญ่ แต่เราจะได้เห็นว่าเธอมีความ “ไม่ปกติ” ในนิสัยหรือวิธีการพูดจาสื่อสารกับคนรอบข้าง สิ่งเรานี้ทำให้เรารับรู้ว่าชื่อเสียงที่เซเลสได้มานั้น เธอก็ต้อง “แลก” กับอะไรบางอย่างในชีวิตเช่นเดียวกัน

รีวิว Bernie The Dolphin เบอร์นี่ โลมาน้อย หัวใจมหาสมุทร

รีวิว Bernie The Dolphin เบอร์นี่ โลมาน้อย หัวใจมหาสมุทร เรื่องย่อ : เหตุการณ์ที่ เซนต์ออกัสติน รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา “เบอร์นี่ โลมาน้อย หัวใจมหาสมุทร” คือเรื่องราวของพี่ชายและน้องสาวจากครอบครัวที่รักในการผจญภัย สองพี่น้องได้พบ ปลาโลมา Dolphin ตัวหนึ่งที่พลัดหลงจากครอบครัวของมัน และแผนลับของกลุ่มคนที่จะทำลายชายหาดและบ้านของปลาโลมา เพื่อนใหม่ของพวกเขา เพื่อที่จะหยุดแผนการของคนร้าย พวกเขาทั้งสองคนกับหนึ่งตัว ต้องรวมพลังกัน ที่จะหาวิธีแก้ไขและป้องกันเหล่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในท้องทะเล และสำคัญที่สุดเพื่อที่จะช่วยเหลือเพื่อนคนสำคัญของพวกเธอ โลมาน้อย “เบอร์นี่”

ด้วยช่วงวัยของเราที่ค่อนข้างจะไม่ได้ชมภาพยนตร์แนวนี้แล้ว การก้าวขาเข้าโรงจึงไม่มีความคาดหวังแม้แต่น้อย กระนั้นภาพยนตร์ก็ยังสร้างความหรรษาให้เราได้เรื่อย ๆ เริ่มตั้งแต่ตัวละคร เควิน พี่ชายสุดเจ๋ง กับ ฮอลลี่ น้องสาวแสนซน ที่มีจุดเด่นจุดด้อยชัดเจน เควิน เป็นเด็กที่โตเกินวัย สนใจการทำภาพยนตร์ และมีความสุขุมใจเย็น ตัดกับน้องสาวฮอลลี่ เด็กเนิร์ดรักสัตว์ ที่ชอบคลุกคลีกับสัตว์บนโลก และรู้ลึก รู้จริงในชีวิตของพวกมัน ทั้งยังเลี้ยงสัตว์แปลก ๆ ไว้ในบ้าน ทั้ง 2 คนเป็นตัวดำเนินเรื่องสำคัญที่ทำให้เกิดคอนฟลิกต์แปลก ๆ และน่าสนใจมากมาย

ด้านการดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรง ฉับไว ไม่พลิกแพลงอะไร ไม่มีช่วงน่าเบื่อ หรือยืดยาน ทุกฉากใส่ไว้เพื่อเล่าเรื่องให้ครบความ แม้ธีมหนังจะมาในมู้ดอบอุ่น ดูได้ทุกเพศ ทุกวัย ทั้งครอบครัว แต่ก็ไม่ได้บางเบา หรือไม่สมเหตุสมผลจนเป็นหนังหลอกเด็ก เพราะมีความซีเรียส จริงจังในระดับที่ผู้ใหญ่ดูได้ เด็กดูเพลิน ส่วนฉากที่ประทับใจเรา เราขอยกให้เป็นช่วงที่คู่หูพี่น้องต้องแอบบุกเข้าไปในฐานทัพศัตรูเพื่อฉกชิงบางอย่างกลับมา ซีนนี้ให้ความรู้สึกเป็นหนังสายลับ แอคชั่นเด็กที่น่าตื่นเต้นพอสมควรเลยละ

การตัดต่อภาพ / เสียง / CG ถือว่าทำได้ดีเลย การลำดับภาพไม่มีจุดแปลก ๆ ส่วน CG เนียนเลยละ ไม่ได้ชวนจับผิดขนาดนั้น ยกเว้นตอนเปิดเรื่องกับปิดเรื่องที่เป็น ปลาโลมา กระโดดเราว่ามันค่อนข้างจะแปลก ๆ ไปหน่อย ค่อนข้างแย่เลย แต่นอกนั้น CG เพลินตาดี โดยเฉพาะการตัดต่อเสียงเราขอชมเลย มีการแบ่งเลเยอร์เสียงชัดเจน เสียงตัวละครหลัก เสียงสิ่งของกระทบ เสียงแอมเบียนซ์ หรือเสียงคนตะโกนจากที่ไกล ๆ ในโรงภาพยนตร์ขับเสียงออกมาได้ดีและสมจริง ๆ มากจนเรายกนิ้วให้เลย

รีวิว Captive State แผนปฏิวัติมนุษย์ต่างดาว โลกอนาคตในปี 2025

รีวิว Captive State แผนปฏิวัติมนุษย์ต่างดาว โลกอนาคตในปี 2025 ประเทศอเมริกาปราศจากซึ่งเสรีภาพ เมื่อเมืองอย่างชิคาโก้ ถูกเอเลี่ยนยึดครองโลก ภาครัฐต้องควบคุมประชากรทุกฝีก้าว ไม่ต่างอะไรจากการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ Captive State  จะเล่าเรื่องราวผ่านสายตาของสองพี่น้องเกเบรียลและเรฟ ซึ่งพลัดพรากจากกันภายหลังเกิดการยึดครอง แต่ทั้งสองก็ได้มีโอกาสกลับมาพบกันอีกครั้งเมื่อคนพี่นำกองกำลังปฏิวัติวางแผนที่จะปิดเสาดักจับสัญญาณของเอเลี่ยนที่อยู่บนยอดตึกเซียร์ส ถ้าภารกิจนี้สำเร็จ มันหมายถึงจุดสิ้นสุดของการถูกต่างดาวยึดครอง นำมาสู่อิสรภาพของหมู่มวลมนุษย์

ขณะเดียวกันวิลเลียม มัลลิแกน นายตำรวจชิคาโก้มากประสบการณ์ เขาใช้เวลาหลายปีตามเบาะแสแก๊งใต้ดินที่อาจจะสั่นคลอนอำนาจการปกครองของเอเลี่ยน แม้ว่าจะยึดมั่นในกฎหมายซักแค่ไหน แต่เขายังคงซื่อสัตย์ต่ออดีตคู่หูที่เสียชีวิตจากการรุกราน ซึ่งทิ้งลูกชายที่ทุกวันนี้เข้าออกคุกอยู่เป็นประจำ เช่นเดียวกันกับโสเภณีอย่างเจน โดว์ (เวร่า เฟมิก้า)อดีตคนรักของมัลลิแกน ที่ตอนนี้แฝงตัวในคราบโสเภณี เธออาจจะเป็นผู้กุมอนาคตของมนุษยชาติไว้

หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อผู้กำกับนัก แต่ถ้าหากเราพูดชื่อหนังที่เขาเคยกำกับมาอย่าง Rise of the Planet of the Apes อาจจะร้องอ๋อขึ้นมาทันที โดยปกติแล้วหนังเอเลี่ยนบุกโลก มักจะมาเยือนในฐานะของ “ผู้รุกราน” จนนำมาซึ่งความหายนะของมวลมนุษย์ ทว่าใน เรื่อง จะเน้นเล่าเรื่องของเมืองที่ถูกครองด้วยเอเลี่ยนมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นหนังไซไฟที่จะมีความร่วมสมัยคือเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในหนังจะต้องสะท้อนสภาพสังคมปัจจุบัน เช่นเดียวกับนิยายของ ฟิลลิป เค ดิค ซึ่งถือเป็นนักเขียนนิยายแนววิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องตลอดกาล เนื่องจากเนื้อหาในงานของเขาจะสอดคล้องกับสภาพสังคมในยุคสมัยนั้นๆ

โลกที่ปรากฏอยู่เป็นฉากหลังในหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่โลกอนาคตล้ำนวัตกรรมแบบในหนังท่องอวกาศแบบ Star Wars หรือ Star Trek และหนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่โลกดิสโทเปียแบบ The Hunger Game หรือ The Maze Runner อีกเช่นกัน แต่มันคือโลกคู่ขนานเฉกเช่นกับโลกที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ถ้าอธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุดก็คือ มันคล้ายกับโลกที่ปกครองโดยระบอบเผด็จการนาซี หรือเผด็จการแบบโซเวียต แต่การปกครองครั้งนี้รุนแรงกว่าตรงที่ว่าประชาชนถูกควบคุมสิทธิขั้นพื้นฐานทุกประการ

เนื่องจากโลกอนาคตในหนังไม่ได้ห่างไกลจากช่วงเวลาของความเป็นจริงมาก (ปี 2025) เหตุการณ์การรุกรานของเอเลี่ยนได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 2016 ซึ่งเมืองที่โดนโจมตีเป็นเมืองแรก คือเมืองชิคาโก้ เหล่า เอเลี่ยน ได้ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภทไม่สามารถใช้งานได้ ตั้งแต่โทรศัพท์ไปจนถึงรถยนต์ จนกระทั่งเวลาผ่านไปถึง 9 ปี ตึกเซียร์สที่เคยเป็นตึกสูงสุดในอเมริกากลายเป็นพื้นที่ต้องห้ามเต็มไปด้วยกองกำลังป้องกัน มันเหมือนกลายเป็นป้อมปราการกลางเมือง ให้เหล่าเอเลี่ยนกบดานอยู่ใต้ดิน ตัวส่งสัญญาณบนเสาอากาศบนยอดตึกเซียร์ส ทำงานตลอด 24 ทุกวัน มันมีไว้เพื่อสอดส่องมนุษย์ทุกคน (ทุกคนมีชิพพิเศษฝังอยู่ในคอ) และมีไว้เพื่อหยุดยั้งการทำงานของเทคโนโลยีทีมนุษย์คิดค้นขึ้น ทำให้ชาวเมืองใช้ชีวิตไม่ต่างกับยุคมืด ไร้การติดต่อกับโลกภายนอก

รีวิว Gloria Bell รักของสาววัยกลางคน ผู้กำกับ เซบาสเตียน เลลิโอ

รีวิว Gloria Bell สำหรับเด็กวัยละอ่อนอย่างเรา ความรักในแบบช่วงวัยกลางคนอาจจะเรียกได้ว่าห่างไกลจากความรู้สึกอยู่ประมาณหนึ่ง แต่ Gloria Bell กลับถ่ายทอดออกมาได้ดี และทำให้เราได้เห็นมุมมองความรักที่ซับซ้อนเกินกว่าวัยรุ่นจะเข้าใจ พร้อมกับทิ้งบทเรียนสำคัญว่า ในเรื่องความรัก… การใจเร็วด่วนได้ ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเสมอ

เป็นผลงานเรื่องล่าสุดของผู้กำกับฝีมือดีอย่าง “เซบาสเตียน เลลิโอ” (Sebastián Lelio) ที่ได้รีเมกหนังที่ตัวเองเคยกำกับเอาไว้ในปี 2013 ในชื่อ “Gloria” โดยการรีเมกครั้งนี้ได้นักแสดงดีกรีออสการ์ฝีมือระดับดาวพันล้านดวงอย่าง “จูลีแอนน์ มัวร์” (Julianne Moore) มารับบท “กลอเรีย เบลล์” ที่ “พอลลีนา การ์เซีย” (Paulina Garcia) แสดงเอาไว้ในต้นฉบับ

“Gloria Bell” เป็นหนังโรแมนติกคอเมดี้วัยรุ่น(แม่) ที่ว่าด้วยเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อ “กลอเรีย เบลล์” ซึ่งเป็นสาวออฟฟิศร้างรักเพราะแยกทางกับสามี แต่ด้วยอินเนอร์ความเป็นตัวแม่สุดเก๋ของเธอทำให้เธอยังคงมีความสุขจากการถูกห้อมล้อมไปด้วยความรักจากลูกๆ รวมถึงความสุขที่เธอเติมเต็มให้ตัวเอง ซึ่งความสุขของกลอเรียคือการออกไปเต้น เต้น และเต้นในผับยามค่ำคืนทั่วลอสแองเจลลิสเพื่อปลดปล่อยตัวเอง

จนกระทั่งคืนหนึ่งกลอเรียได้พบกับหนุ่มใหญ่ผู้อยู่ใต้แสงไฟและแดนซ์ฟลอร์เดียวกับเธอในผับแห่งหนึ่ง ไฟรักที่หายไปของกลอเรียถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกราวรับรักแรกรุ่นกลับเข้ามาทำให้กลอเรียต้องปวดหัว เพราะเธอไม่ได้อยู่ในจุดที่จะริลองเริ่มรักได้ง่ายๆ เหมือนวันวานอีกแล้ว ชีวิตแบบผู้ใหญ่ซับซ้อนและยากเกินกว่าจะตัดสินใจอะไรได้อย่างง่ายดาย เธอมีทั้งลูกๆ ที่เป็นด่านยากในการยอมรับความรักของเธอในวัยนี้ อีกทั้งการงานและความมั่นคงที่เธอเคยมีมาตลอดอาจจะต้องได้รับผลกระทบอะไรบางอย่างอย่างแน่นอน

แล้วกลอเรีย เบลล์สาวมั่นผู้มีชีวิตสุดอิสระจะสามารถข้ามผ่านเงื่อนไขชีวิตในวัยใกล้เกษียณแบบนี้ไปได้อย่างไร เธอจะทำลายกำแพงของเธอและปล่อยใจให้ไหลไปตามความรักครั้งใหม่นี้ได้หรือไม่ ก็คงต้องให้เสียงเพลงและแดนซ์ฟลอร์เป็นตัวตัดสินแล้วล่ะ

ส่วนงานภาพก็มีลูกเล่นน่าสนใจ เพราะด้วยตัวหนังที่บอกเล่าถึงชีวิตรักวัยกลางคน ถ้างานภาพมาเป็นสีซีด ๆ ทึม ๆ อาจจะชวนง่วงนอน ดังนั้นมู้ดแอนด์โทนเลยจัดเต็มมาแบบนีออนไลท์เลย สีม่วง สีเขียว เด่นมาแต่ไกล และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสุดท้ายที่เราอยากพูดถึงคือ เจ้าแมวมัมมี่ ที่แอบเข้ามาในบ้านของนางเอกอยู่ตลอด ไม่ว่าจะไล่ออกไป หรือโยนไปไปนอกบ้านกี่ครั้งก็ตาม โดยเฉพาะหลังการเจ็บปวดที่แสนสาหัส เจ้าแมวตัวนี้ก็ยังกลับมาเสมอ เราเลยแอบคิดว่าแมวตัวนี้อาจจะมีความหมายในเชิงแมวมี 9 ชีวิตหรือไม่ และส่วนสุดท้าย กลอเรีย จะทำยังไงกับแมวตัวนี้ต้องไปติดตามกันในภาพยนตร์เน้อ

 

รีวิว Once Upon a Time in Hollywood จดหมายรักของ ทาแรนติโน

รีวิว Once Upon a Time in Hollywood ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขานี่แหละครับที่เปรียบเสมือนจดหมายรักที่ ทาแรนติโน เขียนถึงถิ่นฐานบ้านเกิดของตัวเอง แถมเป็นจดหมายรักที่คนเขียน เขียนออกมาด้วยความรักอย่างลึกซึ้ง เต็มไปด้วยความแพรวพราวและชั้นเชิงเหนือชั้นอีกด้วย ที่สำคัญมีความ “มโน” ในระดับสูงจนไม่น่าแปลกใจที่โปรเจกต์นี้มีชื่อว่า Once Upon a Time in Hollywood ซึ่งมีนัยยะของการเป็นเรื่องเล่าแบบนิทานอันลงเอยด้วยความสุขซึ่งไม่จำเป็นต้องพ้องตรงกับความเป็นจริงเสมอไป

นอกจากนี้เมื่อกาง จดหมาย รักของ ทาแรนติโน ฉบับนี้ออกอ่านก็จะพบว่ามันได้ฉายภาพของยุคสมัยของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรุนแรงในช่วงปลายยุค 60’s ต่อ 70’s จาก ยุคโกลเดน เอจเข้าสู่อยู่นิวเวฟของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ จากหนังขาวดำเข้าสู่หนังที่มีสีสัน ซึ่งการเปลี่ยนยุคสมัยในช่วงนั้นทำให้คนเล็กคนน้อยจำนวนมากที่ปรับตัวไม่ทันถูกปล่อยทิ้ง เคว้งคว้าง และดิ้นรนหาหนทางไปต่อ ทาแรนติโน นำเสนอภาพชีวิตเหล่านี้ได้อย่างน่าสนใจและมีสีสัน ควบคู่ไปกับการนำเสนอเหตุการณ์กรณี ชารอน เทต ที่เกิดขึ้นจริงในอีกมุมหนึ่ง ซึ่งอย่างที่บอกครับว่านี่คือนิทาน เมื่อเป็นนิทานมันก็ลงเอยด้วยความสุข แม้ผมออกจะรู้สึกใจหวิวๆ ขมๆ ขื่นๆ เล็กน้อยเมื่อรู้ว่าในความเป็นจริงเรื่องราวต่างๆ มันเป็นอย่างไร ลงเอยแบบไหน ซึ่งผมคงเล่าตรงนี้ไม่ได้

อยากให้ไปดูกันนะครับ ดูแล้วกลับมาหาข้อมูลต่างๆ ต่อก็ยิ่งดี แล้วคุณจะเข้าใจว่า ทาแรนติโน สร้าง Once Upon a Time in Hollywood ให้เป็นจดหมาย รักฉบับจบสุขที่มันทั้งเศร้าสร้อยและสวยงามอยู่ในคราวเดียวกันได้อย่างไร

รีวิว Rambo: Last Blood จอห์น แรมโบ้ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน

รีวิว Rambo : Last Blood จอห์น แรมโบ้ บนจอภาพยนตร์กันมาแล้วถึง 11 ปี ภาคล่าสุด Rambo III ก็เมื่อปี 2008 ตอนนั้น ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ก็อายุอานามปาไป 62 ปีแล้ว ซึ่งพี่สไลเองแกก็กะว่าจะจบตำนาน จอห์น แรมโบ้ ไว้แค่ภาค 4 นั่นล่ะ จนเมื่อทางผู้สร้างได้สานต่อตำนาน Rocky ใน Creed ที่ได้ ไมเคิล บี.จอร์แดน มารับบทนำ แล้ววางตัว ร็อคกี้ บัลโบ ในฐานะโค้ช แล้วผลตอบรับก็ดีมากซะด้วย จนมีภาค 2 แล้วก็ทำรายได้ดีทั้ง 2 ภาค ก็เลยทำให้พี่สไล แกฉุกคิดได้ว่า ตลอดชีวิตการแสดงของแก มีตัวละครระดับไอคอนอยู่ 2 ตัวคือ Rocky กับ Rambo เมื่อผู้ชมยังต้อนรับ Rocky ดีแบบนี้ แกก็น่าจะลองสานภาคต่อ Rambo ดูซิ นั่นจึงทำให้เราได้เห็น แรมโบ้ กลับมาบนจออีกครั้งในวัย 72 ปี

ผมเป็นคนชื่นชม ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ในฐานะนักแสดงที่มีความสามารถรอบด้าน แม้ภาพพจน์เขาจะเป็นดาราแอ็กชันร่างบึ้ก แต่ที่จริงแล้วแกเข้าวงการมาในฐานะคนเขียนบทภาพยนตร์ แล้วถึงใช้บทที่แกเขียนนั่นล่ะ พาตัวเองเข้าวงการมาในฐานะนักแสดง แล้วก็ยังเป็นผู้กำกับ อำนวยการสร้างอีกหลายเรื่องด้วย ใน Rambo : Last Blood นี่ก็เป็นฝีมือเขียนบทภาพยนตร์ของพี่สไลเองอีกเช่นกัน ร่วมกับมือเขียนบทหน้าใหม่ แมทธิว ไซรูลนิก แต่การลงรายละเอียดในชีวิตจิตใจของ จอห์น แรมโบ้ ที่มีชีวิตบนโลกภาพยนตร์มาแล้ว 37 ปี ก็ต้องมีแต่ซิลเวสเตอร์ สตอลโลนเองเท่านั้นล่ะที่จะเข้าใจ

ความยาวหนังภาคนี้ รวมเครดิตท้ายเรื่องแล้วกินเวลาเพียงแค่ 89 นาที นับเป็นภาคที่สั้นที่สุด แต่ในระยะเวลาเท่านี้ก็ถือได้ว่าเล่าเรื่องราวได้กระชับ เข้มข้น และครบถ้วน แล้วก็มีวิธีการเล่าเรื่องราวในช่วงระยะเวลา 11 ปี ที่หายไปจากจอภาพยนตร์ได้อย่างฉลาด ตามฟอร์มของหนังแอ็กชัน ต้องมีฉากโชว์เปิดเรื่อง ให้เราได้เห็นศักยภาพของพระเอก ในภาคนี้ก็ได้ดูแรมโบ้ ในฐานะจิตอาสาช่วยนักท่องเที่ยวจากน้ำป่า ก็นับว่าเป็นฉากเปิดที่อลังเล่นใหญ่ได้น่าระทึก พอเข้าเรื่องหนังก็พาเราไปรู้จักตัวตนของ จอห์น แรมโบ้ ในบั้นปลายชีวิต ที่เลือกเข้าหาชีวิตที่สงบเงียบ ในแรมโบ้ในภาพลักษณ์ที่ดูมีชีวิตจิตใจมากขึ้น เขากลับมาอยู่บ้านไร่ในเท็กซัส ยึดอาชีพเลี้ยงม้าและฝึกม้า มีมาเรีย แม่บ้านเก่าแก่มาคอยดูแลบ้าน มาเรียเป็นคุณยายของ “แกเบรียล” หลานสาวคนสวยวัยรุ่น ที่เพิ่งเรียนจบมัธยม

เราได้รับรู้ความสัมพันธ์ของแรมโบ้ มาเรีย และ แกเบรียล ผ่านบทสนทนาว่า แกเบรียล เป็นเด็กกำพร้าที่แม่เสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก พ่อก็ทิ้งไปอยู่เม็กซิโก คุณยายมาเรียจึงเป็นคนเลี้ยงดูเธอมาในบ้านของแรมโบ้ตั้งแต่ 10 ปีก่อน และแรมโบ้เองก็เห็นชะตากรรมของแกเบรียล ด้วยความสงสารแรมโบ้จึงดูแลเธออย่างใกล้ชิดราวกับเป็นลูกของตัวเอง ในช่วงต้นหนังพาเราไปสำรวจทัศนียภาพโดยรอบทั้งภายในและภายนอก ขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดให้เราเข้าถึงความผูกพันของแรมโบ้และแกเบรียล จนถึงจุดวิกฤตของเรื่องราว เมื่อแกเบรียลพลาดท่าโดนแก๊งมาเฟียเม็กซิกันที่ทำธุรกิจค้ากามจับตัวเธอไป

พลอตง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เล่าเรื่องราวได้ตรงประเด็น ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย แรมโบ้ ไปตามตัวหลานสาวกลับด้วยวิธีการที่เขาถนัด พูดน้อย ฆ่าเยอะ เป็นการจุดชนวนศึกกับแก๊งมาเฟียเม็กซิกัน บานปลายเป็นสงครามครั้งใหญ่ในบั้นปลายของแรมโบ้ เป็นฉากแอ็กชันตูมตามสะใจคนดูท้ายเรื่อง ที่ได้เห็นการต่อสู้ที่หลากหลายมาก ทั้งอาวุธหนัก อาวุธเบา ปืน มีด ธนู มาครบ แต่จะมาในรูปแบบมวยคนละชั้น ที่ได้รับแค่ความสะใจเหมือนดูผู้ใหญ่รังแกเด็ก แต่ไม่ได้ความรู้สึกร่วมลุ้นเลยสักนิด เพราะแรมโบ้ตั้งมั่นรับศึกในบ้านตัวเอง ที่เตรียมทางหนีทีไล่ไว้พร้อม แถมยังมีเวลาวางกับดักไว้แทบทุกก้าว เราก็เลยได้ดูฉากฆ่าโหดที่ลากยาว แต่ต้องเน้นย้ำคำว่า “โหด” เพราะหนังใช้เรต R ที่ได้มาอย่างคุ้มค่ามาก บรรดาลูกกระจ๊อกแต่ละตัวไม่ตายดีเลยสักตัว ตายแบบเละ สยดสยองมาก ถึงขั้นที่ดูแล้วต้องซอยเท้าถี่ ๆ ด้วยความหวาดเสียวกับภาพที่เห็น

หนังคงจะรู้สึกว่าเอาเปรียบฝ่ายร้ายไปสักนิด ก็เลยเขียนให้ แรมโบ้ พลาดท่า โดนกระสุนฝ่ายตรงข้าม เท่าที่เห็นก็โดนหนักนะ กระสุนทะลุร่างหลายนัดเลย แต่ก็นะ นี่มันหนังฮอลลีวู้ดก็ยังคงบรรทัดฐานความเวอร์ของฮอลลีวู้ดไว้ เพราะไม่เห็นว่าไอ้กระสุนหลายนัดทำเอาเลือดอาบนั่นมันจะเป็นอุปสรรคอะไรกับพี่แกเลยแม้แต่นิด คือโดนหรือไม่โดนก็ไม่ได้ต่างกันเลย

รีวิว Can You Keep A Secret ? บอกเล่าเรื่องราวของเอมม่า นักการตลาดประจำ

รีวิว Can You Keep A Secret ? จากนวนิยายขายดีในชื่อเดียวกันของ โซฟี คินเซลล่า ซึ่งผลงานเรื่องดังของเธอที่เคยดัดแปลงขึ้นจอใหญ่แล้วก็คือ The Confession of Shopaholic สำหรับ Can You Keep A Secret? บอกเล่าเรื่องราวของเอมม่า (อเล็กซานดร้า ดาแดริโอ) นักการตลาดประจำบริษัทมาร์เกตติ้งเอเจนซี่ ที่บังเอิญไปขายงานลูกค้าแล้วผลตอบรับไม่ดีซักเท่าไหร่ หรือจริงๆอาจจะต้องบอกว่ามันคือหายนะเลยก็ว่าได้

ความพังพินาศขั้นสุดคือการที่เธอกำลังเดินทางกลับโดยเครื่องบิน และเธอเข้าใจผิดว่าการตกหลุมอากาศนั้นอาจจะหมายถึงเครื่องบินอาจจะตก! ทำให้เธอตัดสินใจระบายความลับทุกอย่างในชีวิตของตัวเองให้กับหนุ่มแปลกหน้าที่นั่งเก้าอี้ติดกันข้างๆจนหมดไส้หมดพุง เช้าวันต่อมาเธอพบว่าชายแปลกหน้าบนเครื่องบิน แท้ที่จริงแล้วคือแจ็ค (ไทเลอร์ โฮชลิน) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งของบริษัท เรื่องราวชวนหัวสุดอลวนจึงเริ่มต้นขึ้น

จะว่าไปแล้วตัวเรื่องราวของ Can You Keep A Secret นั้นเรื่องราวทั้งหมดจัดได้ว่า เบาหวิวเป็นนิยายประโลมโลก ชวนฝันหวานสำหรับสาวๆขี้อาย เปิ่น โก๊ะ ความมั่นใจในตัวเองต่ำ และได้พบกับหนุ่มหล่อ เซ็กซี่ มีเสน่ห์ผู้เพียบพร้อมไปซะรอบด้าน สถานการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้นทั้งหมดในเรื่องทุกอย่างเรียกได้ว่าเดินไปตามสูตรสำเร็จและในช่วงที่ทุกอย่างคลี่คลายก็ง่ายไปหมดเช่นเดียวกัน

นอกเหนือจากเรื่องราวโรแมนซ์ที่ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ บริษัทเอเจนซี่ ที่นางเอกของเรื่องทำงานอยู่นั้น จะเห็นได้เลยว่า เธอถูกกดดันจากเพื่อนร่วมงานที่ไม่ค่อยเห็นหัวเอมม่าสักเท่าไหร่ ประกอบกับการที่ตัวเธอเองเป็นคนที่ไม่ได้มีความมั่นใจแบบเต็มร้อย ทำให้เธอถูกเพื่อนร่วมงานหมางเมิน เว้นเสียเพียงแต่ซีบิล (ลาเวอเน่ คอกซ์) หัวหน้าที่เหมือนจะดุ เสียงดัง แต่ลึกๆแล้วเธอกลับเป็นห่วงเป็นใยเอมม่าในแบบที่เราคาดไม่ถึงเช่นเดียวกัน (เป็นเรื่องราวของสายใยจากผู้หญิงด้วยกันที่น่าสนใจ)

อย่างไรก็ตามสิ่งที่จัดได้ว่าค่อนข้างคาดแคลนมากสำหรับ Can You Keep A Secret คือจังหวะในการตบมุกและสร้างเสียงหัวเราะของเรื่อง ที่ทำได้ไม่ค่อยดีนัก หลายฉากหลายตอนเห็นได้ชัดเลยว่าผู้กำกับตั้งใจจะดีไซน์ในออกมาตลกโปกฮา แต่กลายเป็นว่าการแสดงและตัวบทภาพยนตร์นั้นไม่ได้ช่วยส่งอารมณ์ให้คนดูรู้สึกร่วมไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสักเท่าไหร่

ท้ายที่สุดหนังเรื่องนี้อาจจะมอบบทเรียนความรักเล็กๆให้กับผู้ชมที่ว่า บางครั้งการรู้จักที่จะเปิดใจยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบในตัวเองนั้นอาจจะทำให้ ชีวิตของเรารู้สึกสบายใจมากขึ้น ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในชีวิตล้วนเป็นบทเรียนสอนใจให้เรารู้จักระมัดระวังตัว และค่อยๆพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นคนที่ดีกว่าเดิม

รีวิว Hustlers ถูกดัดแปลงมาจากบทความใน New York Magazine

รีวิว Hustlers ถูกดัดแปลงมาจากบทความใน New York Magazine ชื่อว่า “The Hustlers at Scores” โดยเจสสิก้า เพรสส์เลอร์ โดยในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ ช่วงเวลาปี 2007 หนังโฟกัสไปที่ตัวละครเดสตินี่ (คอนสแตนซ์ วู) สาวเอนเตอร์เทนเนอร์หน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาสมัครงานในไนท์คลับ แต่กว่าที่เงินจากการไปนั่งตักผู้ชายจากวอลล์สตรีทจะถึงกระเป๋าตัวเอง เธอก็โดนหักหัวคิวเสียจนแทบไม่เหลือเหรอ

วันต่อมาเธอได้เห็นราโมน่า (เจนนิเฟอร์ โลเปซ) นักเต้นรูดเสาดาวเด่นที่สะกดทุกสายตาในคลับ เดสตินี่จึงอยากท่าเรียนรู้ท่าทางการเคลื่อนไหวที่สะกดสายตาคนดูบ้าง ไม่นานนักทั้งสองก็สนิทกันอย่างรวดเร็วบรรดาวิชาดูดเงินจากกระเป๋าหนุ่มๆวอลล์สตรีท ที่ราโมน่าถ่ายทอดให้กับเดสตินี่ ทำให้เดสตินี่สามารถหาเงินไปจ่ายค่าผ่อนบ้านได้อย่างรวดเร็ว

ครึ่งแรกของหนังด้วยโทนการนำเสนอแบบหนังตลก ดราม่าที่ทำให้คนดูเห็นทั้งสภาวะที่ตัวละครต้องเผชิญหน้า วิธีการหาเงินด้วยการใช้ศิลปะทางการเต้นและวิธีการยั่วยวนผู้ชายในแบบที่ไม่ต้องเสียตัว ความตลก น่ารักชวนอมยิ้มกลายเป็นเสน่ห์สำคัญที่ทำให้ผู้ชมหลงรักตัวละครในเรื่องและอยากจะเฝ้าติดตามความเป็นไป

ทุกอย่างเกิดการพลิกผันภายหลังเดือนกันยายนปี 2008 วันที่อเมริกาประสบปัญหาเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เรารู้จักกันภายใต้ชื่อวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger Crisis) ส่งผลให้หลายบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศต้องปิดกิจการ ผู้คนตกงานไม่เว้นแม้กระทั่งบรรดานักเต้นรูดเสาที่ต้องระหกระเหินเปลี่ยนอาชีพและวิถีชีวิตกันไป

หลายปีที่เดสตินี่ไม่ได้ทำงานเก่า เธอกลับมาลำบากอีกครั้ง ไหนจะภาระไหนการเลี้ยงดูอาม่าที่แก่ชรา และลูกน้อยของตัวเอง เมื่ออับจนหนทางเธอจึงตัดสินใจเดินทางกลับมายังไนต์คลับแห่งเดิม เธอพบว่าทุกอย่างเปลี่ยนไป บรรดากลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักจากวอลล์สตรีทไม่ได้เต็มใจจะโปรยเงินเช่นเดิม แต่คนมาเที่ยวที่นี่เพียงเพราะต้องการให้นางแบบเอนเตอร์เทนจากรัสเซียมาช่วยสำเร็จความใคร่ให้กับพวกเขามากกว่า เดสตินี่ได้พบกับราโมน่าอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอได้ชักชวนให้เธอมาร่วมก๊วนในการต้มตุ๋นเงินจากนักธุรกิจจากวอลล์สตรีทด้วยการมอมยาพวกเขาและนำบัตรเครดิตไปรูดชนิดเต็มวงเงิน แรกๆแผนการก็ไปได้สวยจนกระทั่งวันทุกอย่างก็บานปลายและอยู่เหนือการควบคุม

เนื้อหาในช่วงครึ่งหลังจัดได้ว่ามีความซีเรียสจริงจังมากขึ้น เราจะได้เห็นการเติบโตของตัวละคร ความจนตรอกในชีวิตที่ทำให้พวกเธอลุกขึ้นมาตุ้มตุ๋นบรรดาผู้ชาย เพียงเพราะแรงขับของราโมน่าที่ว่า “เงินทุก ดอลลาร์ ที่คนอย่างพวกเราหามา ถูกโกงไปด้วยโจรในคราบใส่สูทจากวอลล์สตรีท” ทำไมเราจะเอาเงินจากพวกเขาบ้างไม่ได้ล่ะ

สิ่งที่ต้องชื่นชมอย่างมากคือการแสดงของเจนนิเฟอร์ โลเปซ ที่เอาอยู่ในทุกฉากทุกตอน เธอได้เล่นเยอะหรือเล่นใหญ่ แต่ด้วยสีหน้าแววตา การส่งผ่านอารมณ์ของเธอ เรียกได้ว่าเธอคือ “หัวใจ” ของหนังเรื่อง Hustlers เลยก็ว่าได้

รีวิว Birds of Passage: ปักษายาเสพติด หนังสงครามยาเสพติด

รีวิว Birds of Passage: ปักษา ยาเสพติด หนังสงครามยาเสพติดที่เล่าปฐมบทแห่งอุตสาหกรรมค้ายาในอเมริกากลาง ผ่านครอบครัวเจ้าพ่อที่เป็นสมาชิกชาวเผ่าวายู (ชนเผ่าอินเดียนแดงพื้นเมืองที่ปัจจุบันยังคงมีประชากรอาศัยอยู่ในโคลอมเบียและเวเนซูเอลา) ผู้กำกับมีสองคนคือ ซิโร เกอร่า และ คริสติน่า กัลเลโก คนแรกนักดูหนังอาจจะคุ้นชื่อจากหนังดังเรื่องก่อนหน้า Embrace of the Serpent หนังขาวดำที่พาเราเดินทางไปกับพ่อมดชนเผ่าและนักวิทยาศาสตร์ผิวขาว สู่ป่าลึกอเมซอนเพื่อค้นหาสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ ดำดิ่งและพรึงเพริดไปกับโลกดึกดำบรรพ์ในยามที่ลัทธิล่าอาณานิคมเริ่มคืบคลานเข้าสู่ชนพื้นเมือง

ซิโร เกอร่า กับ คริสตินา กัลเลโก ทำหนังที่ดูง่ายกว่าเรื่องแรกเยอะ เป็นหนังที่จัดได้ว่าอยู่ในตระกูลแกงสเตอร์ มีหักหลัง มียิงกันสนั่น มีการล้างเลือดแบบดุเดือดโดยสมาชิกในครอบครัวเดียวกันที่แตกฝักแตกฝ่ายกัน แต่ถึงกระนั้นก็ตาม หนังสงครามยาเสพติดเรื่องนี้มีรสชาติเฉพาะตัวที่น่าดึงดูด เพราะผสมผสานความลึกลับของวัฒนธรรมชนเผ่า (ถึงขั้นขายความ exotic ไปนิดด้วยซ้ำ) กับการเล่าเรื่องที่ไม่กระโตกกระตาก และไล่เรียงประวัติศาสตร์ธุรกิจยาเสพติดในโคลอมเบียตั้งแต่ริเริ่มในปลายทศวรรษที่ 1960s ให้เราเห็นภาพว่า ทำไมประเทศเล็กๆ ในอเมริกากลางที่เต็มไปด้วยชาวพื้นเมืองแห่งนี้ จึงกลายเป็นมหาอำนาจแห่งกัญชาและโคเคน และผลิตเจ้าพ่อยาเสพติดมาประดับวงการได้เรื่อยมา

ที่สำคัญคือ หนังทำให้เราเห็นว่า เงินและความลุ่มหลงในวัตถุอันมาจากความร่ำรวยจนเกินพิกัด กัดกร่อนตัวตนและวัฒนธรรมชนพื้นเมืองในโคลอมเบียอย่างไร หนังเปิดเรื่องด้วยฉากที่สะกดคนดูได้สนิท เป็นฉากพิธีเต้นรำเลือกคู่ของชนเผ่ากลางทะเลทราย หญิงสาวสวยในชุดแดงคือ ไซดา ที่ร่ายรำในจังหวะเร้าใจเพื่อท้าทายและเชื้อเชิญบรรดาชายหนุ่มให้มาประกบคู่ สุดท้ายหญิงสาวเลือกชายร่างกำยำชื่อ ราพาเยท แต่เมื่อแม่ของ ไซดา เรียกร้องสินสอดเป็นแพะ 30 ตัว วัว 20 ตัว สร้อยคอ และล่ออีกจำนวนหนึ่ง ราพาเยทผู้ยากจนจึงขอตัวไปหาสินสอดเหล่านี้

จากจุดเริ่มต้นที่เพียงแค่ต้องการหาเงินเพื่อแต่งสาว ราพาเยทค้นพบว่าสมุนไพรท้องถิ่น กัญชานั่นแหละ เป็นของมีค่าสำหรับนักท่องเที่ยวอเมริกัน และเริ่มต้นทำธุรกิจแบบ Otop ที่ค่อยๆ กลายเป็นอาณาจักรยาเสพติดข้ามชาติ จนตัวเขากลายเป็นราชากัญชาที่มีเครือข่ายกว้างขวาง ส่วนบรรดาสมาชิกในครอบครัว ทั้งผู้ชายผู้หญิง ทั้งไซดา และแม่ยายของเขา เออร์ซูล่า ต่างเข้ามาช่วยดูแลธุรกิจที่โตเอาๆ บ้านของพวกเขาเปลี่ยนจากกระต๊อบกลางทะเลทรายเป็นคฤหาสน์ จากลูกหลานที่วิ่งเล่นไล่แพะแกะกลายมาเป็นลูกมือส่งยา หรือเป็นมือปืนคุ้มกัน จากชีวิตคลุกฝุ่นติดดินกลายเป็นวงวานก๊อดฟาเธอร์อย่างแท้จริง

ใครที่ชอบหนังอย่าง Narcos น่าจะชอบ เพราะหนังดำเนินตามสูตรหนัง อาชญากรรม แต่สิ่งที่พิเศษคือบรรยากาศแห้งแล้งริมขอบทะเลทราย (ช่างแตกต่างจากสมัย พาโบ เอสโคบาร์) และการแสดงภาพความศักดิ์สิทธิ์ของประเพณีพื้นถิ่นอินเดียนแดงที่ปะทะกับแรงถาโถมของลัทธิวัตถุนิยม

รีวิว Buoyancy ลอยล่องในทะเลเลือด เด็กชายกัมพูชาวัย 14 ปี

รีวิว Buoyancy ลอยล่องในทะเลเลือด จักรา เด็กชายกัมพูชาวัย 14 ปี หนีออกจากบ้านหวังมาทำงานก่อสร้างในประเทศไทย แต่นายหน้าลักลอบส่งคนงานไม่ได้ส่ง จักรา และพวกจากเขมร ไปยังโรงงานหรือบริษัทก่อสร้าง แต่กลับขายพวกเขาให้เป็นแรงงานในเรือประมงที่มีไต้ก๋งจอมซาดิสท์เป็นคนไทย จักรากับเพื่อนต้องทำงานในสภาวะที่เลวร้ายไม่ต่างอะไรจากคุกลอยน้ำ กินข้าวเปล่ากับน้ำ นอนเบียดเสียด ทำงานโกยเศษปลาทั้งวัน ไม่มีสิทธิ์ขึ้นฝั่ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในท้องน้ำส่วนไหนของโลก และแน่นอนว่าไม่ได้ค่าจ้างแม้แต่บาทเดียว ถ้าไม่พอใจก็ทำอะไรไม่ได้เพราะไต้ก๋งกับพวกพร้อมจะทุบตี ทรมาน ขู่ด้วยปืน และไม่กะพริบตาด้วยซ้ำหากต้องโยนใครสักคนที่พูดมากหรือกระด้างกระเดื่องลงมหาสมุทรให้จบๆ ไป

นี่คือหนังที่ออสเตรเลียส่งเข้าประกวดรางวัลออสการ์สาขาหนังต่างประเทศในปีนี้ และฉายรอบพิเศษที่ Alliance Francaise กรุงเทพ ถนนสาธร ในวันศุกร์ที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ดูหนังที่เทศกาล International Film Festival and Awards Macau หรือเทศกาลภาพยนตร์มาเก๊า ซึ่งหนังได้รางวัลขวัญใจผู้ชมไปด้วย ไม่มีข่าวว่าหนังจะเข้าโรงปกติในไทยหรือไม่ (เดาว่าไม่ เพราะเนื้อหาที่บางภาคส่วนอาจมองว่าสุ่มเสี่ยง) แต่เชื่อว่าหนังน่าจะไปได้ไกล และไม่แน่อาจจะเข้ารอบสุดท้ายที่รางวัลออสการ์ก็เป็นได้

ว่ากันตรงๆ บางคนอาจมองว่านี่คือหนังที่ทำให้คนไทยดูไม่ดี เพราะเป็นผู้ร้ายแสนโหดเหี้ยมในเรื่อง แต่ว่ากันตรงๆ อีกเช่นกัน มองแบบนั้นก็ตื้นเขินมากๆ เพราะหนังไม่ได้บอกว่าคนสัญชาติไหนเป็นคนเลวหรือเป็นผู้ร้าย แต่เป็นการจำลองภาพความล้มเหลวของระบบแรงงานและการผลิตสมัยใหม่ผ่านชะตาชีวิตของคนยากคนจนที่ถูกหลอกมาทำงานรับใช้ระบบอันทำให้ทุกคนสูญเสียความเป็นมนุษย์ในตัวเอง

นอกจากนั้นแล้ว ถึงแม้ จะเป็นหนังที่พูดถึงประเด็นค้ามนุษย์และปัญหาแรงงานทาสในเรือประมง แต่หนังเรื่องนี้สนุก น่าติดตาม และทำให้เราลุ้นตามเพราะมันเป็นหนังระทึกขวัญ thriller เสียมากกว่า ประเด็นทางสังคมอะไรต่างๆ ถูกสร้างเป็นโครงในตอนต้นเพื่อให้เราเห็นสภาพชีวิตและความจำเป็นที่เด็กชายจักราต้องระเห็จออกมาเสี่ยงหางานกับนายหน้า แต่เมื่อจักรา (แสดงโดย ซามเฮียง เด็กชายที่หน้าตาเศร้าสร้อยแต่เด็ดเดี่ยว) กับพวกถูกจับขึ้นเรือประมงและโดนกดขี่โดยกัปตันจอมโหด (แสดงโดย ธนาวุฒิ เกสโร สตั๊นท์แมนที่มารับบทเด่น) Buoyancy กลายเป็นหนังที่ค่อยๆ เพิ่มจุดเดือด บ่มเพาะความตื่นเต้นกับการคาดเดาอะไม่ได้ ในบรรยากาศกดดันของพื้นที่ที่ทั้งปิดและเปิด (บนเรือประมงที่หนีไปไหนไม่ได้ แต่ก็ลอยอยู่กลางทะเลเวิ้งว้าง) ความสัมพันธ์ระหว่าง จักรา กับ ไต้ก๋ง กลายเป็นเฟืองหลักของพล็อตเรื่องและความน่าประหลาดใจที่ค่อยๆ ตามมา เพราะจักราเริ่มต้นด้วยการเป็นเด็กที่ตกอยู่ในสภาวะจำยอมต้องกลายเป็นแรงงานทาส แต่เขาค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับชีวิตบนเรือ และเริ่มเอาใจกัปตันและพวก ด้วยการเป็นคนงานที่ดี ไม่มีปากเสียง ช่วยหาปลาตัวใหญ่ๆ ให้เป็นอาหาร จนคนดูเดาไม่ได้ว่าเด็กคนนี้กำลังพยายามหลอกกัปตันให้ตายใจ หรือเขาถูกระบบปั่นหัวจนเสียความเป็นตัวตนและยอมปวารณาตนเป็นเครื่องมือ และค่อยๆ กลายร่างไปเป็นปีศาจเหมือนตัวกัปตันเอง

จะดีมากถ้าดูหนังเรื่องนี้คู่กับ Ghost Fleet หนังสารคดีที่ออกฉายเมื่อปีที่แล้ว ว่าด้วยประเด็นเดียวกันแต่เล่าจากอีกมุม Ghost Fleet ติดตามการทำงานของกลุ่ม NGO ที่ออกตามหาและช่วยเหลือแรงงานทาสชาวไทย พม่า และเขมร ที่ถูกจับไปใช้งานบนเรือประมงและสุดท้ายถูกนำตัวไปปล่อยไว้ที่เกาะอันห่างไกลในทะเลของอินโดนีเซีย บางคนไม่ได้กลับบ้านนับเป็น 10 ปี และจำนวนมากที่เสียชีวิตและถูกฝังร่างลงบนเกาะห่างไกลนั้นโดยที่ญาติพี่น้องไม่เคยรู้ ใกล้เคียงกันอีกเรื่องคือ Sea Fog หนังเกาหลีว่าด้วยเรือที่ลักลอบขนแรงงานชาวจีนข้ามทะเลไปเกาหลีใต้ แต่เผชิญกับหมอกประหลาดที่ห่อคลุมเรือไว้

จะเห็นได้ว่าประเด็นการค้า มนุษย์ และแรงงานทาส เป็นประเด็นร่วมสมัยที่ถูกนำมาเล่าในหลายแบบ ทั้งสารคดีตรงไปตรงมา หรือหนังตื่นเต้น หรือแม้แต่หนังเรื่องเหนือธรรมชาติ อาจจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับเมืองไทย แต่หนังไม่ได้จำเพาะเจาะจงในการวิพากษ์วิจารณ์ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ทำให้เราเห็นว่านี่คือปัญหาระดับนานาชาติที่สมควรได้รับการย้ำเตือน