รีวิว The Equalizer 2 มัจจุราชไร้เงา 2 โรเบิร์ต แมคคอล มัจจุราชไร้เงา

สำหรับ The Equalizer 2 มัจจุราชไร้เงา 2 หนังภาคต่อสุดโหดของชายธรรมดาคนหนึ่งที่สามารถนำอาวุธรอบกายมาเป็นอุปกรณ์ในการฆ่าคนได้อย่างคล่องแคล่ว แน่นอนว่าในภาคนี้หนังก็ยังคงได้ อังตวน ฟูกัว (Antoine Fuqua) และ เดนเซล วอชิงตัน (Denzel Washington) ผู้กำกับและนักแสดงนำคนเดิมมาร่วมสานต่อความมันส์อีกครั้ง

The Equalizer 2 มัจจุราชไร้เงา 2 ว่าด้วยเรื่องราวของ โรเบิร์ต แมคคอล มัจจุราชไร้เงาผู้ทำหน้าที่จัดการคนชั่วพิทักษ์คนดีและผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหง จนกระทั่งเกิดเหตุกับคนใกล้ตัวที่เขารัก เขาจึงต้องอาศัยความสามารถทุกอย่างที่มีเพื่อเผชิญหน้ากับมือสังหารที่ผ่านการฝึกมาอย่างโชกโชน ผู้มุ่งมั่นจะทำลายเขาโดยไม่ยอมให้อะไรมาหยุดยั้ง

นับว่าเป็นหนังแอคชั่นทริลเลอร์ที่ได้รับความนิยมจากแฟนหนังมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะด้วยการออกลีลาบู๊ที่มีความเฉพาะตัวของตัวเอกในเรื่องอย่าง โรเบิร์ต แมคคอล รับบทโดย เดนเซล วอชิงตัน (Denzel Washington) ที่ดูก็รู้ว่าน่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่าที่เราเห็นว่าเขาเป็นคนธรรมดาที่มีความสามารถในการต่อสู้ ซึ่งในภาคแรกหนังก็ยังไม่ได้บอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวละครนี้มากนัก และหนังก็ได้ค่อยๆ มาเปิดเผยให้เห็นในภาคนี้เองว่าเขานั้นเคยเป็นอะไรมาก่อน

ด้วยความหนังที่ยังคงรักษาเอกลักษ์ณ์ไว้แบบเดิม ทั้งในเรื่องการตัดต่อ จังหวะ และการบู๊ต่างๆ ทำให้เรารู้สึกถึงความต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องราวในหนังก็ยังคงมีความคล้ายคลึงกับภาคแรก และเหมือนจะชูเจตนาของตัวละคร โรเบิร์ต แมคคอล ที่ต้องการให้โอกาสช่วยเหลือผู้คนให้ชัดเจนมากขึ้นและสนุกกว่าเดิม

แน่นอนว่าหนังขายความแอคชั่นแบบดิบๆ เป็นหลักที่เรียกได้ว่าโหดจัดเต็ม เลือดสาดกันแบบให้เห็นจะๆ สมกับที่ได้เรต R มาทั้งสองภาค และถึงแม้ว่าคุณลุงเดนเซลของเรานั้นจะมีอายุปาไป 64 ก็ยังคงสามารถออกลีลาบู๊และเชือดคนได้อย่างแข็งแกร่ง บวกกับมาดนิ่งๆ ที่ทำให้เราลุ้นว่าจะเกิดเรื่องราวที่ไม่ชอบมาพากลขึ้นหรือไม่ เรียกได้ว่าแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้กันเลยทีเดียว

นอกจากเราจะได้เห็นฉากแอคชั่นอันเป็นเอกลักษณ์ของหนังแล้ว ในภาคนี้เรายังจะได้เห็นการวางแผนต่อสู้ที่ต้องอาศัยความฉลาดและปฏิภาณไหวพริบสูง ซึ่งจะได้เห็นฉากสนุกๆ เหล่านี้ในตอนท้ายของเรื่อง ที่บอกได้เลยว่าสุดยอดมาก และเชื่อว่าหนังน่าจะสร้างภาคต่อมาได้อีกเพราะยังมีอะไรให้เล่นอีกเยอะ แถมตอนจบยังทิ้งบางอย่างเหมือนจะให้ติดตามต่ออีกด้วย อื่นๆเพิ่มติม

ที่มา

 

รีวิวหนังโรแมนติกคอมเมดี้ Destination Wedding ไปงานแต่งเขา แต่เรารักกัน

สำหรับ Destination Wedding ไปงานแต่งเขา แต่เรารักกัน ผลงานโรแมนติกคอมเมดี้เรื่องล่าสุดของนักแสดงมากความสามารถ คีอานู รีฟส์ (Keanu Reeves) ที่หวนกลับมาเล่นหนังแนวนี้อีกครั้งหลังจากที่ห่างหายไปนานกว่า 15 ปี แถมยังเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งกับขวัญใจในยุค 90s วิโนนา ไรเดอร์ (Winona Ryder) อีกด้วย

ไปงานแต่งเขา แต่เรารักกัน ว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มสาวสองคน ลินด์เซย์ และ แฟรงก์ ที่ต้องเดินทางไปร่วมงานแต่งงานของคนรู้จักที่แทบจะไม่มีความโรแมนติก จนได้มาใช้เวลาอยู่ด้วยกันและนำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง

หลังจากที่หันไปเอาดีด้านงานแอคชั่นเสียเป็นส่วนใหญ่ จนทำให้แฟนๆ ชินตาไปกับภาพนักฆ่าสุดโหด และเสมือนเป็นการคั่นเวลารอหนังภาคต่อ ของ John Wick งานนี้ คีอานู รีฟส์ (Keanu Reeves) เลยได้มารับเล่นหนังรอมคอมอีกครั้ง ซึ่งบอกตามตรงว่าก็ยังคิดภาพไม่ออกว่าหนังจะเป็นยังไง พอได้มาดูหนังเต็มๆ ก็พบว่าพี่แกก็ยังมีบุคลิกแข็งๆ นิ่งๆ แถมขวางโลกไปอีก ดูไปดูมาก็เหมือนยังสลัดความเป็นนักฆ่าได้ไม่หมด แต่ด้วยเสน่ห์ของตัวละครที่ได้รับก็ทำให้รู้สึกว่าเข้ากันกับชีวิตพี่แกจริงๆ

เมื่อได้มาแสดงคู่กับขวัญใจในอดีตอย่าง วิโนนา ไรเดอร์ (Winona Ryder) ก็ดูมีความเข้าขากันอยู่ ด้วยคาแรคเตอร์ของทั้งคู่ที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในเรื่องการดำเนินชีวิตและทัศนคติที่มองโลก ทำให้เราได้เห็นมุมการใช้ชีวิตที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ แต่คงต้องเอาผสมรวมๆ กันถึงจะสมดุล เพราะหากเลือกของคนใดคนหนึ่งก็ออกจะสุดโต่งไปหน่อย

ภาพรวมของหนังมีความคล้ายคลึงกับผลงานของ วูดดี อัลเลน (Woody Allen) ผู้กำกับสูงวัยที่โดนพิษกรณีล่วงละเมิดทางเพศพอสมควร โดยเฉพาะการพูดคุยโต้ตอบกันทั้งเรื่อง แถมยังมีการแสดงและแลกเปลี่ยนทัศนคติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก การใช้ชีวิตที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง น้อยนักที่ในยุคปัจจุบันจะมีหนังแนวนี้ออกมาให้แฟนๆ ได้ชมกัน ซึ่งส่วนใหญ่หันไปทำแอคชั่น ระทึกขวัญ ไม่ก็ฮีโร่กันหมด

และแม้จะจบตามสูตรหนังโรแมนติกคอเมดี้ แต่หนังก็ยังคงสร้างความบันเทิงได้เป็นอย่างดี ถึงฉากฮาๆ จะมีไม่มาก แต่ว่ามาแต่ละทีก็ทำเอาหัวเราะได้อย่างเต็มปาก มุกใต้สะดือมาอย่างเยอะ เอาเป็นว่าหากมาดูหนังเรื่องนี้ก็ไม่ต้องคิดมาก เพราะแค่มาดู คีอานู รีฟส์ (Keanu Reeves) นั้นก็คุ้มแล้ว เชื่อว่าแฟนๆ น่าชอบมุมนี้ของพี่แกเหมือนกัน อื่นๆเพิ่มเติม

ที่มา