รีวิว Time Freak เรื่องราวของหนุ่มสายฟิสิกส์สุดปราดเปรื่อง

สำหรับ Time Freak หนังรักโรแมนติกคอมเมดี้ที่ค่ายหนังคุณภาพ โมโนฟิล์ม ซื้อลิขสิทธิ์นำเข้ามาฉายให้แฟนๆ บ้านเราได้ชมกัน โดยหนังได้ แอนดรูว์ โบว์เลอร์ (Andrew Bowler) มาเขียนบทและกำกับด้วยเอง ซึ่งเรื่องนี้เคยถูกสร้างมาแล้วในเวอร์ชั่นภาพยนตร์สั้นความยาว 10 นาที เมื่อปี 2011 งานนี้เจ้าตัวเลยนำโปรเจกต์ดังกล่าวมาต่อยอดกลายเป็นภาพยนตร์เข้าฉายในโรงใหญ่

โดยเรื่องนี้ได้นักแสดงหนุ่มขวัญใจสาวๆ เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) ผู้โด่งดังและมีผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น Hugo (2011), Ender’s Game (2013), X+Y (2014), Miss Peregrine’s Home for Peculiar Children (2016) และ The Space Between Us (2017) แถมงานนี้ยังสาวฮอต โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) นักแสดงสาวจาก Game of Thrones และหนังซูเปอร์ฮีโร่อย่าง X-Men: Apocalypse (2016) มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความรักสุดแฟนตาซีใน Time Freak อีกด้วย

ว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มสายฟิสิกส์สุดปราดเปรื่อง ต้องช้ำรักเมื่อแฟนสาวของเขา ขอเลิกด้วยเหตุผลว่าพฤติกรรมของเขาห่วยแตกเกินไป เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากสร้างเครื่องไทม์แมชชีนขึ้นมาเพื่อกลับไปแก้ไขทุกสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดในอดีต เพื่อพิชิตใจเธออีกครั้ง

ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เห็นหน้าหนังรวมไปถึงนักแสดงในเรื่องที่นำโดย เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) และ โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) ก็สร้างความอยากดูได้ดีสุดๆ และเมื่อได้ทราบพล็อตคร่าวๆ ที่มีความแฟนตาซีย้อนเวลาก็ทำให้อยากรู้ไปว่ามันจะมีความซ้ำเหมือนหนังย้อนเวลาเรื่องอื่นๆ หรือไม่ เมื่อได้เข้าไปดูหนังจนจบแล้วจึงพบว่าแม้พล็อตออกจะมีความซ้ำซากไปบ้าง แต่โดยภาพรวมกลับทำออกมาได้สนุกอย่างไม่น่าเชื่อ

ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นตัวนักแสดงเอง อย่างหนุ่มเอซาที่แน่นอนว่าถ่ายทอดบทบาทออกมาได้เข้าถึงอารมณ์ ดูแล้วทำให้นึกถึงหนังที่เจ้าตัวรับบทออกแนวเนิร์ดๆ เหมือน X+Y (2014) ได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าในเรื่องนี้มีความสมจริงและดูเข้าถึงได้ง่ายกว่า ฝ่ายนางเอกอย่าง โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) ก็มีเสน่ห์แทบไม่เหลือภาพของแม่นางซานซาเลย เรียกได้ว่าในเรื่องนี้เราจะเห็นมุมบ๊องๆ จากเจ้าตัวเยอะทีเดียว และตัวละครที่ดูเหมือนจะสร้างสีสันให้หนังได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือ เพื่อนพระเอก ซึ่งรับบทโดย สกายเลอร์ กีซอนโด (Skyler Gisondo) ม้ามืดผู้มาสร้างความบันเทิงและเสียงหัวเราะได้พีคสุดๆ โดยเฉพาะฉากในลิฟท์ที่ทำเอาหยุดขำไม่ได้เลย

หากเรามองข้ามเรื่องพล็อตที่ค่อนข้างจะซ้ำไปบ้าง แล้วมาโฟกัสสิ่งที่หนังต้องการสื่อก็จะพบวาเป็นหนังรอมคอมน้ำดีอีกเรื่องหนึ่ง อย่างเช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนที่เป็นแฟนกัน ด้วยความต่างหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องนิสัยใจคอ การใช้ชีวิตก็ล้วนแล้วแต่จะต้องอาศัยเวลาเพื่อปรับตัวเข้าหากัน ซึ่งก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องราวดีๆ บางช่วงชีวิตบางเรื่องราวอาจจะมีปัญหาทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจกันบ้าง แต่หากเอาใจเขามาใส่ใจเราพยายามเข้าใจกัน ท้ายที่สุดแล้วก็จะพบจุดกึ่งกลางที่จะทำให้ความสัมพันธ์นั้นไปตลอดรอดฝั่ง

เช่นเดียวกันกับเรื่องราวของหนุ่มเนิร์ดกับสาวสวยในเรื่องที่แม้ว่าจะมีฝ่ายหนึ่งหลงทาง พยายามกลับไปแก้ไขหลายๆ อย่างเพื่อให้ความสัมพันธ์นั้นออกมาให้สมบูรณ์แบบ แต่กลับลืมคิดไปว่าธรรมชาติของทุกสรรพสิ่งนั้นไม่มีอะไรเพอร์เฟกต์ไปเสียทุกอย่าง บางครั้งการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอาจจะสะดุดหกล้ม มีบาดแผลบ้าง ก็ถือเป็นบทเรียนและสีสันของชีวิตที่จะทำให้ได้เรียนรู้เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เชื่อว่าคอหนังรอมคอมจะต้องเพิ่ม เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องกลับมาดูซ้ำแน่นอน

ufa24hrs

 

รีวิว Life Itself ชีวิต…เรื่องเล็ก รักสิ…เรื่องใหญ่ คู่รักสมัยมหาวิทยาลัย

สำหรับ Life Itself ชีวิต…เรื่องเล็ก รักสิ…เรื่องใหญ่ ผลงานการกำกับของ แดน โฟเกลแมน (Dan Fogelman) ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือเป็นผลงานการกำกับเรื่องที่ 2 ของเขา หลังจาก Danny Collins (2015) และอยู่เบื้องหลังเขียนบทภาพยนตร์มาหลายต่อหลายเรื่อง ทั้งนี้หนังยังได้นักแสดงมากฝีมือ ออสการ์ ไอแซ็ก (Oscar Isaac), โอลิเวีย ไวลด์ (Olivia Wilde) และ แอนเน็ต เบนนิง (Annette Bening) มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความรักในครั้งนี้

Life Itself ชีวิต…เรื่องเล็ก รักสิ…เรื่องใหญ่ ว่าด้วยเรื่องราวของคู่รักสมัยมหาวิทยาลัย วิล และ แอ็บบี ขณะที่พวกเขาตกหลุมรักกัน แต่งงานกันและเตรียมตัวต้อนรับการลืมตาดูโลกของลูกคนแรก ระหว่างที่เรื่องราวของพวกเขาเดินไปข้างหน้า ชะตากรรมก็ชักนำให้พวกเขาได้พบกับ ดีแลน หญิงสาวทุกข์ตรมผู้พยายามหาทางหนีให้พ้นจากความเจ็บปวดของตัวเอง เออร์วิน ผู้เลี้ยงดูลูกสาวของลูกชายเขาในโลกที่แสนอันตราย ตลอดจน คุณแซ็คซิโอเน เจ้าของที่ดินในสเปน, ฮาเวียร์ ผู้จัดการไร่ของเขา และครอบครัวเล็กๆ ของฮาร์เวียร์

ต้องยอมรับว่า Life Itself มีการเดินเรื่องที่ต่างจากหนังรักทั่วไป โดยอาจจะสร้างความงุนงงและชวนง่วงในช่วงแรกๆ แต่พอเรื่องราวหลายๆ อย่างค่อยๆ ดำเนินไปก็ดูเหมือนจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง สร้างความน่าสนใจได้มากขึ้น หากได้ดูจนจบแล้วก็พบว่าชีวิตของตัวละครในเรื่องนั้นช่างมีความเชื่อมโยงกันอย่างไม่น่าเชื่อ เริ่มตั้งแต่ชีวิตรักของหนุ่มสาวที่ได้สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ให้กับหลายๆ ครอบครัว ซึ่งต้องขอชื่นชมผู้กำกับที่สามารถสร้างเรื่องราวที่ซับซ้อนเหล่านี้ออกมาได้อย่างลงตัว

นอกจากเรื่องราวความรักที่ได้เห็นจากการถ่ายทอดของตัวละครในเรื่องแล้ว เรายังได้เห็นสภาพความเป็นมนุษย์ที่มีความเป็นธรรมชาติและความซับซ้อนของชีวิต ซึ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่มีทั้งความสุข ความเศร้า ความเจ็บ และอารมณ์ขัน จากการได้ใช้ชีวิตและมีความรัก โดยไม่ได้จำกัดว่าจะเป็นเฉพาะเรื่องของหนุ่มสาวเท่านั้น ซึ่งโดยภาพรวมก็ถือเป็นหนังที่สร้างแง่คิดในเรื่องการใช้ชีวิตคู่ได้เป็นอย่างดี

นอกเหนือไปจากเนื้อเรื่องที่ถูกร้อยเรียงเป็นอย่างดีแล้ว ยังต้องขอชื่นชมฝีมือการแสดงของเหล่านักแสดงในเรื่อง ซึ่งได้ถ่ายทอดคาแรคเตอร์ต่างๆ ออกมาได้อย่างกินใจ ไม่ว่าจะเป็น ออสการ์ ไอแซ็ก (Oscar Isaac) ที่ต้องผจญกับความสูญเสียจนหลงลืมความเป็นจริง โอลิเวีย คุก (Olivia Cooke) กับการค้นหาตัวตนจนได้พบกับความรักที่แสนหวาน รวมไปถึงการเสียสละเพื่อความรักและครอบครัวของ เซอร์จิโอ เปริส เมนเชตา (Sergio Peris-Mencheta) ที่เชื่อว่าคอหนังต้องแอบสะเทือนใจแน่นอน เรียกได้ว่า Life Itself เป็นหนังรักน้ำดีอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาด

ufabet

รีวิว The Wife เมียโลกไม่จำ ภรรยาของยอดนักเขียน ศาสตราจารย์โจเซฟ

เรียกได้ว่าภาพยนตร์ที่มีแววว่าจะได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในปีนี้นั้นส่วนใหญ่จะได้เห็นการแสดงอันทรงพลังของนักแสดงหญิงเป็นหลัก The Wife ไม่ว่าจะเป็น A Born is Star ที่เข้าฉายมาก่อนหน้านี้ รวมไปถึง The Wife เมียโลกไม่จำ ผลงานการแสดงของรุ่นเก๋า เกล็นน์ โคลส (Glenn Close) ในบทบาทนักแสดงนำผู้แบกรับทุกอย่างในภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยนักวิจารณ์หลายคนก็หวังว่าเธอจะสามารถคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์มาให้ได้ หลังจากที่ชวดรางวัลมาแล้วถึง 6 ครั้ง ดังนั้นจึงต้องมาลุ้นกันดูว่าครั้งนี้เธอจะทำสำเร็จได้หรือไม่

เมียโลกไม่จำ ว่าด้วยเรื่องราวของ โจอัน แคสเซิลแมน ภรรยาของยอดนักเขียน ศาสตราจารย์โจเซฟ แคสเซิลแมน ทั้งคู่ดูเป็นคู่รักที่สมบูรณ์แบบ คนหนึ่งคือยอดนักเขียน อีกคนคือยอดนักสนับสนุนสามี คอยเป็นแรงผลักดันให้คนรักประสบความสำเร็จ แม้ว่าตัวเองต้องเธอยอมละทิ้งความสามารถ ความฝัน และความทะเยอทะยานในการเป็นนักเขียนของตัวเองเพื่อช่วยผลักดันสามีให้ไปถึงจุดสุดยอดของอาชีพก็ตาม

ทว่าเมื่อเธอและสามีเดินทางไปรับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมที่สต็อกโฮล์ม เมื่อนั้นเอง ความลับความขมขื่นที่ซุกซ่อนอยู่ในชีวิตคู่ก็ปรากฏออกมา ขณะเดียวกันฝั่งของ นักข่าว ยังสงสัยอีกว่าผลงานที่ทำให้ โจเซฟ ได้รางวัลมาครองนั้น ตัวภรรยาอาจมีส่วนมากกว่าที่ใครๆ คาดคิด

หากดูจากหน้าหนังแล้วดูเหมือนว่าค่อนข้างเป็นหนังเฉพาะกลุ่มประมาณหนึ่ง เนื่องจากเรื่องราวในเรื่องนี้นั้นมีความเกี่ยวข้องกับวงการนักเขียนเสียเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาจากประเด็นเรื่องของครอบครัวผัวๆ เมียๆ อันเป็นประเด็นที่ทุกคนเข้าถึงและสามารถจับต้องได้ ซึ่งหนังก็ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ออกมาได้ดี มีความเป็นธรรมชาติ นับตั้งแต่เปิดเรื่องเราก็ได้เห็นชีวิตของคนคู่หนึ่งที่ได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ฝ่ายสามีได้เป็นนักเขียนรางวัลโนเบล ฝ่ายภรรยาซึ่งรับบทโดย เกล็นน์ โคลส ก็แน่นอนว่าต้องดีใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ในความยินดีนี้เองสีหน้าของเธอกลับเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ซึ่งมันก็พอจะบอกได้ว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะกลายเป็นสิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงหลายๆ ให้กับทั้งคู่

เชื่อว่าใครที่ได้เห็นตัวอย่างหนังก็พอจะทราบดีว่าเรื่องราวต่อจากการรับรางวัลในครั้งนี้ลงเอยอย่าง เพราะมันไม่ได้ผิดไปจากที่เราคิดมากนัก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการปกปิดความลับของสามีภรรยาคู่นี้เกี่ยวกับผลงานเขียนจนได้รับรางวัลสุดยิ่งใหญ่ ซึ่งมันก็ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นมากนัก เนื่องจากเราก็พอจะทราบจากการปูเรื่องมาบ้างแล้ว แต่สิ่งที่สร้างความตกใจและค่อนข้างหักมุม ก็คือในตอนท้ายของเรื่องที่เป็นฉากหลังจากที่ทั้งคู่รับรางวัลเรียบร้อยแล้ว บอกได้เลยว่าต้องมีน้ำตาซึมกันแน่ๆ

หลังจากดูหนังจนจบและค่อยๆ มานั่งคิดทบทวนเรื่องราวในหนังจะพบว่า ประเด็นสำคัญนอกเหนือไปจากเรื่องศีลธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณในงานเขียนรวมไปถึงการใช้ชีวิตคู่แล้วแล้ว สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นเรื่องราวที่อยู่ใกล้ตัวก็คือ การให้ความสำคัญต่อคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นบทบาทหน้าที่ที่ใช่ว่าคนๆ หนึ่งจะปฏิบัติตามที่สังคมกำหนดไว้เสมอไป ในบางครั้งบางเวลาก็อาจจะต้องสลับหน้าที่กันบ้างเพื่อความสงบสุขของคนในครอบครัว แม้การกระทำเหล่านั้นมักจะสวนทางกับสิ่งที่เป็นอยู่ในสังคม เช่นเดียวกันครอบครัวของแคสเซิลแมนที่พ่อไม่ได้เป็นผู้นำครอบครัว (ในความเป็นจริง) เสมอไป แม่ไม่ใช่ช้างเท้าหลังที่ดูแลสารทุกข์สุกดิบของลูกๆ เท่านั้น หากแต่เป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว

จากเรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแท้ที่จริงแล้วทุกครอบครัว ภรรยา มักจะเป็นพลังสำคัญในการสร้างครอบครัวให้อยู่ดีมีสุข ดังเช่นที่เกิดขึ้นอยู่ในทุกๆ วันนี้ แม้ความเป็นจริงอาจจะไม่ได้สลับบทบาทเหมือนอย่างในหนัง แต่เชื่อว่าก็ต้องมีบางครอบครัวที่มีเหตุการณ์คล้ายๆ กันเกิดขึ้นบ้างแน่อน และต้องยอมรับว่าการแสดงของ เกล็นน์ โคลส (Glenn Close) นั้นช่างทรงพลังสมกับที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลทางการแสดงมาหลายเวที ดูแล้วแทบขนลุกเลยทีเดียว เรียกได้ว่าใครที่ชอบหนังดรามา ชอบการแสดงของดารานักแสดงเจ้าบทบาทปล่อยของแบบเต็มที่น่าจะไม่ผิดหวังกับเรื่องนี้แน่นอน

แทง ufabet

รีวิว Girl ฝันนี้เพื่อเป็นเกิร์ล ความฝันที่อยากเป็นนักเต้นบัลเลต์

ผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของ ลูคัส ดอนท์ (Lukas Dhont) Girl ฝันนี้เพื่อเป็นเกิร์ล ซึ่งงานนี้ได้นักบัลเลต์หนุ่ม วิคเตอร์ โพลสเตอร์ (Victor Polster) มารับบทเป็นสาวทรานสเจนเดอร์ โดยหนังได้รับคำวิจารณ์ที่ดีจากเมืองนอกที่ได้ชมก่อนบ้านเรา และสามารถคว้ารางวัลใหญ่มาหลายรางวัลจากหลายๆ เวทีอีกด้วย

Girl ฝันนี้เพื่อเป็นเกิร์ล ว่าด้วยเรื่องราวของ ลารา เด็กหนุ่มหน้าสวยที่มีจิตใจเป็นผู้หญิงและมีความฝันอยากเป็นนักเต้นบัลเลต์ เธอจึงสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนเต้นที่ดีที่สุดของประเทศเบลเยี่ยม อย่างไรก็ตามเป้าหมายที่เธอต้องการจะพิชิตก็ไม่ได้ง่ายดายนัก เธอต้องต่อสู้และพยายามอย่างมากเพื่อแสดงให้ใครต่อใครเห็นว่า เธอสามารถเป็นนักเต้นบัลเลต์ที่เก่งไม่แพ้ใคร ในขณะเดียวกันเธอก็ต้องต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเองที่กำลังอยู่ในช่วงการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนเป็นผู้หญิงโดยสมบูรณ์แบบ

แน่นอนว่าทำเอาหลายคนตกใจสุดๆ เพราะหากได้เห็นตัวอย่างภาพยนตร์ก็จะพบว่านักแสดงนำ วิคเตอร์ โพลสเตอร์ นั้นมีรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงามเหมือนผู้หญิงเป๊ะ หากไม่ได้ศึกษาหาข้อมูลมาก่อนก็อาจจะหลงเชื่อไปว่าเป็นผู้หญิงจริงๆ หรือจนกระทั่งได้ดูหนังเต็มทั้งเรื่อง ซึ่งในหนังก็มีหลายฉากหลายตอนที่ฉายให้เห็นเพศสภาพของเจ้าตัว ต้องยอมรับว่าค่อนข้างสร้างความเซอร์ไพรส์ให้ไม่น้อยเลย

หากจะบอกว่า Girl เป็นหนัง coming of age ก็ไม่ผิด เพราะเรื่องราวในหนังนั้นสื่อให้เห็นถึงชีวิตของเด็กคนหนึ่งที่กำลังก้าวผ่านช่วงเวลาสำคัญของชีวิตที่ต้องเติบโตทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะในเรื่องของจิตใจของตัวละคร ลารา ที่ถือว่าเป็นคนค่อนข้างเก็บกดและมีภาพลักษณ์ที่ส่งผลให้เป็นภาพจำต่างไปจากทรานสเจนเดอร์คนอื่นๆ

ประกอบกับความเป็นหนังดรามาจึงทำให้เราโฟกัสไปที่ความรู้สึกนึกคิดของตัวละครที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเดียวดาย แม้ว่าภายในเรื่องเราจะเห็นว่ารอบกาย ลารา นั้นเต็มไปด้วยเพื่อนๆ และครอบครัว แต่ส่วนลึกในจิตใจก็ยังเต็มไปด้วยความว้าเหว่และสับสนกับสภาพที่เป็นอยู่ เห็นได้จากฉากที่หมอถามเธอว่าชอบผู้ชายหรือผู้หญิง ซึ่งเจ้าตัวก็ยังตอบคำถามไม่ได้ จนกระทั่งเกิดการพิสูจน์อะไรหลายๆ อย่างด้วยตัวเอง

จากสิ่งที่สะท้อนมาจากพฤติกรรมของตัวละคร ลารา นั้นอาจจะเข้ากับสำนวนสุภาษิตไทยที่ว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว เนื่องจากเธอต้องต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเองที่อยู่ในช่วงจะผ่าตัดแปลงเพศ จึงจำเป็นต้องกินยาปรับฮอร์โมน แต่ด้วยความที่ต้องใช้เวลาอีกนาน และยังอยู่ในช่วงวัยว้าวุ่นจึงเป็นเหตุเกิดเรื่องราวที่หลายคนคาดไม่ถึงว่าเธอจะทำ ซึ่งฉากนี้เองเป็นจุดไคล์แม็กซ์ที่ทำให้คนดูอย่างตกตะลึงและอดเสียววาบไม่ได้

ดังที่กล่าวมาข้างต้นว่าสิ่งที่ทำให้หนังยังคงตรึงคนดูไว้ได้จนจบก็คือนักแสดงนำ วิคเตอร์ โพลสเตอร์ ที่ในชีวิตจริงเขาเริ่มเรียนเต้นมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การแสดงของเขามีความสมจริง นอกเหนือไปจากนั้นคือการถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละคร ลารา ที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะสามารถรับบทสาวทรานส์ได้อย่างสมจริงและดูเป็นธรรมชาติสุดๆ ในอนาคตหากเขาจะหันมาเอาดีด้านงานแสดงอย่างเต็มตัวน่าจะไปได้ไกลแน่นอน ท้ายที่สุดแล้วเชื่อว่า Girl สามารถสื่อให้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่สำคัญและชวนนำมาขบคิดไม่น้อยเลยทีเดียว

เดิมพัน ufabet

รีวิวภาพยนตร์คอมเมดี้ The Soul-Mate คนกับผี คู่แสบแบบว่าป่วง

สำหรับ The Soul-Mate คนกับผี คู่แสบแบบว่าป่วง ภาพยนตร์คอมเมดี้ที่ผสมความแฟนตาซีจากประเทศเกาหลี ซึ่งแสดงนำโดยหนุ่มล่ำ มาดงซอก ผู้แจ้งเกิดจากภาพยนตร์ซอมบี้ชื่อดัง Train to Busan (2016) ที่รับบทครูสอนยูโดมาปฏิบัติภารกิจกับหนุ่ม คิมยองกวาง ตำรวจหนุ่มผู้โชคร้ายต้องกลายเป็นผีก่อนวัยอันควร

The Soul-Mate คนกับผี คู่แสบแบบว่าป่วง ว่าด้วยเรื่องราวของ แทจิน เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ประสบอุบัติเหตุระหว่างสืบสวนคดี จนทำให้วิญญาณของเขาหลุดออกจากร่าง เขาได้กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน จนกระทั่งเขาพบว่าคนที่สามารถมองเห็นวิญญาณของเขาได้มีเพียงครูสอนยูโดนามว่า จางซู พวกเขาจึงต้องร่วมมือกันสะสางคดีที่ค้างคาเพื่อค้นหาความจริงเบื้องหลังการตาย และมิตรภาพต่างภพก็ได้บังเกิดขึ้น

ถือได้ว่า The Soul-Mate คนกับผี คู่แสบแบบว่าป่วง เป็นภาพยนตร์จากเกาหลีเรื่องแรกที่ได้เข้าฉายในบ้านเราตั้งแต่ต้นปี เห็นจากหน้าหนังก็พอจะรู้อยู่แล้วมันก็ไม่ได้สร้างความเซอร์ไพรส์อะไรให้มากมายนัก เริ่มตั้งแต่พล็อตเรื่องที่ผีขอให้คนมาช่วยอะไรบางอย่าง ซึ่งก็มักจะเห็นเรื่องราวเหล่านี้ผ่านหูผ่านตามามากมาย ทั้งในละคร ซีรีส์ รวมไปถึงภาพยนตร์ แต่สิ่งหนึ่งที่ช่วยดึงความสนใจบางอย่างให้กับหนังเรื่องนี้ก็คือตัวนักแสดงอย่าง มาดงซอก ที่หลายคนคงรู้จักเขาผ่านหนังซอมบี้ Train to Busan มาบ้างแล้ว ด้วยบทอันเปรียบเสมือนฮีโร่ผู้เสียสละจากเรื่องนั้น ทำให้เกิดความคาดหวังในผลงานเรื่องนี้

และต้องยอมรับว่าบทบาทของเขาในเรื่องนี้แทบเทียบไม่ติดกับเรื่องก่อนๆ เลย โดยภาพรวมของหนังก็ถือว่าทำออกมาไม่ได้แย่อยู่ในมาตรฐานความสนุกแบบทั่วๆ ไป ร้อยทั้งร้อยเชื่อว่าน่าจะเดาเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นได้หมด ไม่ได้มีอะไรพิเศษและไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย อีกทั้งให้อารมณ์เหมือนกับดูละครหรือซีรีส์เกาหลีธรรดาๆ อย่างไรอย่างนั้น แน่นอนว่าหนังก็ยังมีหลายๆ ฉาก หลายๆ ตอนที่พอจะทำให้เราได้อมยิ้มบ้าง

แม้ว่าตัวหนังจะดูราบเรียบแทบจะไม่มีจังหวะตื่นเต้นอย่างที่ควรจะมี แต่ The Soul-Mate คนกับผี คู่แสบแบบว่าป่วง ก็ยังคงสะเทือนแง่คิดทางสังคมหลายๆ อย่างไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตในแวดวงข้าราชการอย่างเช่นตำรวจที่อยู่ในเรื่อง การมนุษย์ค้า รวมไปถึงประเด็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ที่แม้ว่าจะจับทุกอย่างมารวมกันแบบไม่ค่อยไหลลื่นดีนัก แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องราวดีๆ ที่พอจะจรรโลงใจได้บ้าง

ufabet.co

รีวิว On the Basis of Sex สตรีพลิกโลก อัยการไฟแรงและคุณแม่มือใหม่

สำหรับ On the Basis of Sex สตรีพลิกโลก ภาพยนตร์ที่สร้างมาจากเรื่องจริงของสตรีผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์กฎหมายของอเมริกาจนกลายเป็นไอคอนของคนยุคใหม่ ซึ่งได้ มีมี ลีเดอร์ (Mimi Leder) มาเป็นผู้กำกับ และนักแสดงฝีมือเยี่ยมดีกรีรางวัลออสการ์ เฟลิซิตี โจนส์ (Felicity Jones) จาก The Theory of Everything (2014) มารับ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก ตัวเอกของเรื่อง ประกบคู่กับ อาร์มี แฮมเมอร์ (Armie Hammer) พระเอกหนุ่มจาก Call Me by Your Name (2017)

สตรีพลิกโลก ว่าด้วยเรื่องราวของ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก อัยการไฟแรงและคุณแม่มือใหม่ เธอต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายในการต่อสู้เพื่อสิทธิความเท่าเทียม เมื่อรูธต้องทำคดีภาษีร่วมกับสามีของเธอ อัยการ มาร์ติน กินส์เบิร์ก ซึ่งเธอรู้ว่าคดีนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอาชีพและมุมมองที่ศาลมีต่อความเท่าเทียมกันเรื่องเพศ จากการทำคดีนี้เองทำให้ชื่อของเธอกลายเป็นไอคอนชื่อดังแถวหน้าของอเมริกา

ต้องยอมรับกันตามตรงว่าแม้จะไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับประวัติศาตร์กฎหมายของอเมริกามากนัก แต่เมื่อได้ยินชื่อของ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก เชื่อว่าหลายๆ คนต้องรู้จักเธอในฐานะผู้หญิงรุ่นใหม่ที่ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันในชาติของเธอ ซึ่งเมื่อเรื่องราวเหล่านี้ถูกนำมาสร้างจนได้โลดแล่นบนจอเงิน และได้ เฟลิซิตี โจนส์ มารับบทบาทนี้ก็สามารถวางใจฝีมือของเธอได้ เพราะผลงานการแสดงที่ผ่านมาของเธอก็การันตีถึงความสามารถได้เป็นอย่างดี และเมื่อเธอมาเป็นผู้ถ่ายทอดบทบาทนี้ก็ทำให้เราได้เห็นว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งนั้นสามารถทำอะไรๆ ที่ยิ่งใหญ่ได้มากมายแค่ไหน

จะเห็นได้ว่าหนังมีการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างกระชับฉับไว แต่ก็ยังคงรายละเอียดชีวิตของอัยการสาวคนนี้ไว้ได้ดีเกือบทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความรัก การศึกษา การงานอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่เป็นส่วนสำคัญทำให้เธอเดินหน้าทำในสิ่งที่ถูกต้องอย่างไม่ท้อถอย ยิ่งได้ฝีมือของ อาร์มี แฮมเมอร์ ร่วมด้วยนักแสดงวัยรุ่นที่มีแววมาแรงอย่าง เคลี สแปนี (Cailee Spaeny) มาเสริมทัพก็ยิ่งแสดงให้เห็นพลังแห่งความรักที่ถูกส่งผ่านครอบครัวนี้ออกมาเป็นแรงผลักดันในการทำสิ่งดีๆ

แม้ว่าหนังจะไม่ได้มีความเข้มข้นหรือตึงเครียดเหมือนหนังชีวประวัติเรื่องอื่นๆ ซึ่งเรื่องนี้จะออกแนวฟีลกู้ดเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ยังคงมีฉากสำคัญๆ หลายฉากที่ทำให้เราขนลุกและอดน้ำตาคลอไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการได้พบไอดอลของ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก ซึ่งเป็นหญิงแกร่งเช่นเดียวกันกับเธอ การได้ใช้เวลาอยู่กับลูกสาวที่มีความดื้อเชื้อไม่ทิ้งแถว การปะทะอารมณ์ในระหว่างการซ้อมขึ้นศาล และมาพีคสุดๆ ในฉากขึ้นศาลจริงๆ ที่ทำเอาคนดูอย่างเราแทบนั่งไม่ติดกับการขึ้นพูดของเธอ เรียกได้ว่าเป็นฉากไคล์แม็กซ์ที่กินใจสุดๆ เลยก็ว่าได้

ก่อนที่เรื่องราวจะจบลงตามประวัติชีวิตของเธอ เรายังได้เห็น รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก ที่มาปรากฏตัวพร้อมเสียงการอ่านคำร้องคดีที่ทรงพลัง จากการกระทำต่างๆ ที่มาผ่าน เชื่อว่านอกเหนือไปจากการได้ทำคดียากๆ อันเป็นการท้าทายความสามารถของทนายแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเพื่ออนาคตของลูกหลานก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เธอได้ลุกขึ้นมาต่อสู้ และยังแสดงให้เห็นพลังของคนตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้จำเพาะว่าจะต้องเป็นผู้หญิงแต่รวมไปถึงความสนับสนุนด้วยดีจากทุกฝ่ายที่เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญจนเกิดเป็นความสำเร็จนี้ ที่สุดแล้ว On the Basis of Sex จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจดีได้อีกมากมายแน่นอน

ufa24h

รีวิว Escape Room กักห้อง เกมโหด เรื่องราวของคนแปลกหน้า 6 คน

สำหรับ Escape Room กักห้อง เกมโหด งานกำกับหนังเรื่องที่ 2 ของ อดัม โรบิเทล (Adam Robitel) และนำแสดงโดยสาวตาหวาน เทย์เลอร์ รัสเซล (Taylor Russell), โลแกน มิลเลอร์ (Logan Miller), เด็บราห์ แอนน์ วูลฟ์ (Deborah Ann Woll), เจย์ เอลลิส (Jay Ellis), ไทเลอร์ ลาไบน์ (Tyler Labine) และ นิก โดดานี (Nik Dodani) ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่นักแสดงระดับเอลิสต์ที่ไม่ได้มีชื่อคุ้นหูเรามากนัก แต่จากตัวอย่างก็ดึงดูดความสนใจได้ดีทีเดียว

Escape Room กักห้อง เกมโหด ว่าด้วยเรื่องราวของคนแปลกหน้า 6 คน ที่เข้าร่วมเล่นเกมปริศนา และพบว่าตัวเองอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยสถานการณ์สุดอันตราย ทุกคนจะต้องใช้ไหวพริบของตัวเองในการหาคำใบ้เพื่อออกจากห้องนี้ไปยังห้องต่อไปและเอาชนะเกมนี้เพื่อมีชีวิตรอดออกไปให้ได้

ต้องยอมรับกันตามตรงว่าหนังมีความคล้ายคลึงกับหนังแนวระทึกขวัญสั่นประสาทขึ้นหิ้งหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะพล็อตเรื่องที่ตัวละครจะต้องเอาชีวิตรอดจากสถานที่ที่อันตราย เพียงแต่มีเหตุปัจจัยที่แตกต่างกันออกไป โดย Escape Room อ้างอิงมาจากการเล่นเกมชนิดหนึ่งซึ่งได้ทวีความโหดมากกว่าธรรมดาทั่วไป (แน่นอนว่าน่าจะคุ้นเคยกันดีจากหนัง Saw) ในจุดนี้เองที่ทำให้หนังน่าสนใจว่าตัวละครเหล่านี้จะสามารถเอาชีวิตรอดออกไปได้อย่างไร หากประเมินขั้นต้นจากตัวอย่างแล้ว เรื่องนี้ก็น่าจะไม่ได้มีความโหดเท่ากับเรื่องที่ว่า แต่จะเน้นไปที่เกมการแข่งขันเสียมากกว่า

ต้องขอชื่นชมผู้ที่สร้างเงื่อนไขของเกมนี้ (ในหนังเรื่องนี้) ขึ้นมาว่าทำออกมาได้สร้างสรรค์มาก ขณะที่เราดูอยู่นั้นก็ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าได้เข้าไปอยู่ในเกมนั้นด้วย ได้ขบคิดปริศนาเพื่อหาทางออกไปพร้อมๆ กับตัวละคร ในขณะเดียวกันหนังก็ค่อยๆ เผยภูมิหลังของตัวละครในเรื่องออกมาให้เรื่อยๆ ซึ่งมันค่อยทวีความตื่นเต้นยิ่งขึ้นไปอีก จนไปถึงจุดไคล์แม็กซ์ของเรื่องที่มันก็ไม่ได้ผิดไปจากสิ่งที่คาดเดาไว้ว่าน่าจะออกมาเป็นแบบนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีหากหนังจะยังคงรักษาความสนุกแบบนี้ไปได้จนจบ

เนื่องจากหลังเลยจุดพีคมากแล้วดูเหมือนหนังก็หมดมุกไปต่อเสียอย่างนั้น ความสนุกมันได้ลดฮวบลงอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็ยังดีที่ในตอนท้ายยังทิ้งบางอย่างที่ทำให้เข้าใจได้ว่าหนังน่าจะมีภาคต่อแน่ๆ มันจึงทำให้อยากรู้ต่อไปได้อีกว่าจะมีมุกการสร้างเกมไปแบบไหนได้บ้าง แน่นอนว่ามันย่อมต้องมีความรุนแรงมากขึ้น สมจริงยิ่งกว่าเดิม ซึ่งคิดๆ ไปแล้วถ้ามีภาคต่อก็น่าตีตั๋วเข้าไปดูอีกไม่น้อยเลย

นอกจากความสนุกสุดระทึกที่คอหนังแนวนี้น่าจะถูกใจกันไม่มากก็น้อยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการเล่นเกมนี้ก็คือปมชีวิตของตัวละครได้สะท้อนและตอกย้ำให้เห็นความเป็นจริงของโลกใบนี้ที่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำกันอย่างเห็นได้ชัด ทุกๆ คนล้วนแล้วแต่เป็นชิ้นส่วนเล็กๆ เพื่อเติมเต็มในสิ่งที่ขาดให้แก่โลกของอีกฝ่ายที่ไม่สามารถมีอะไรบางอย่างในชีวิตได้ หากนำหลายๆ สิ่งจากหนังมาขบคิดเชื่อว่าน่าจะให้อะไรมากกว่าความสนุกแน่นอน

 

ufa24hrs

รีวิว Replicas พลิกชะตา เร็วกว่านรก เรื่องล่าสุดของนักบู๊ คีอานู รีฟส์

ผลงานการแสดงภาพยนตร์ไซไฟทริลเลอร์ Replicas เรื่องล่าสุดของนักบู๊ คีอานู รีฟส์ (Keanu Reeves) ที่แม้ว่าจะไม่ค่อยคุ้นชินกับบทบาทใหม่นี้ ซึ่งปกติจะมีภาพจำของเจ้าตัวเกี่ยวกับงานบู๊แอคชั่นมากกว่า แต่ด้วยความสามารถทางการแสดงที่หลากหลาย Replicas เชื่อว่าเขาจะทำให้คนดูอย่างเราอินไปกับเรื่องราวได้แน่นอน อีกทั้งงานนี้เจ้าตัวยังร่วมนั่งแท่นโปรดิวเซอร์ควบคุมงานสร้างด้วยตัวเองอีกด้วย

พลิกชะตา เร็วกว่านรก ว่าด้วยเรื่องราวของ วิลเลียม ฟอสเตอร์ หนุ่มนักประสาทวิทยา ที่ใกล้จะประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนถ่ายจิตใต้สำนึกของมนุษย์ลงไปอยู่ในคอมพิวเตอร์ เมื่อครอบครัวที่ประกอบไปด้วยตัวเขา ภรรยาสาว ลูกชาย และลูกสาว ประสบอุบัติเหตุรถชนจนเสียชีวิต เพื่อช่วยให้ครอบครัวฟื้นขึ้นมาจากความตาย ฟอสเตอร์ได้ขอให้ เอ็ด วิตเติล นักวิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่งมาช่วยเขาอย่างลับๆ ในการโคลนนิงร่างกายและสร้างแบบจำลอง แต่ดูเหมือนว่าการช่วยเหลือครั้งนี้จะสามารถช่วยได้แค่สองในสามคนเท่านั้น

ต้องยอมรับว่าหนังได้รับคำวิจารณ์จากเมืองนอกที่ได้ดูก่อนบ้านเราไม่ค่อยดีเท่าที่ควร แต่เมื่อได้มาดูหนังด้วยตาตัวเองนั้นก็พบว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิดเลย ซึ่งตั้งแต่ต้นเรื่องหนังได้เผยให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีออกมาได้น่าสนใจคล้ายกับภาพยนตร์ไซไฟเรื่องอื่นๆ และออกจะล้ำสมัยไปมากกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะเรื่องการเอาสมองของอีกคนมาใส่ในร่างใหม่ดูจะเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ แต่มันก็มีเหตุปัจจัยหลายๆ อย่างที่ทำให้เราสามารถคล้อยตามได้ ซึ่งพระเอกของเรานั้นดูเหมือนจะเป็นที่เก่งและฉลาดที่สุดในแล็ปแห่งนี้

ถือว่าหนังดำเนินเรื่องได้กระชับฉับไว แทบไม่มีจุดที่น่าเบื่อเลย แต่ก็ขอเตือนว่าอาจจะงงๆ ไปกับศัพท์ของนักวิทยาศาสตร์ไปบ้าง ซึ่งมันไม่ได้เป็นปัญหาต่อการดูหนังเลย จนกระทั่งหนังเดินเรื่องมาถึงจุดที่ วิลเลียม ฟอสเตอร์ ได้ทำการโคลนนิงลูกเมียมันก็มีความดรามาเกิดขึ้น ว่าจะว่าไปมันสร้างอารมณ์บีบหัวใจได้ไม่น้อย จากนั้นมันก็ได้ทวีความตื่นเต้นมาขึ้นเรื่อยๆ ลุ้นกับหลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องที่ว่าเจ้าตัวจะทำสำเร็จไหม จะถูกจับได้ตอนไหน ถ้าไม่สำเร็จจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งหนังก็ไม่ทำให้ผิดหวังส่วนเรื่องราวจะจบอย่างไรนั้นต้องไปติดตามกันเอาเอง

ดูเหมือนว่าสิ่งที่อาจจะทำให้ผู้ชมคนดูอย่างเราเกิดข้อกังขาขึ้นมาบ้าง นั่นก็คือผลจากการกระทำที่ตัวเอกของเรื่องได้รับ จะว่าไปมันก็ค่อนข้างขัดใจอยู่ที่เรื่องราวในหนังมันดูเข้าข้างพระเอกไปในทางเดียวกันหมดเลย (แบบไหนต้องไปดูเอา) เอาจริงๆ ตัวร้ายก็ไม่ได้มีความเก่งกาจและมีฝีมือมากพอที่จะสู้กับพระเอกได้ (ซึ่งหนังเรื่องที่ผ่านๆ มาของ คีอานู รีฟส์ ก็ไม่มีใครชนะเขาได้สักคน)

และอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือการโคลนนิงอันเป็นงานทางวิทยาศตร์ที่ขัดต่อศีลธรรม ในจุดนี้เองมันทำให้เกิดแง่คิดอะไรหลายๆ อย่าง หากมันเกิดขึ้นกับคนจริงๆ ก็น่าคิดไม่น้อยว่ามนุษย์โคลนนั้นจะมีสภาพจิตใจอย่างไร ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจะเป็นไปในทิศทางไหน เอาเป็นว่าหากใครอยากดูไซไฟล้ำๆ บวกกับความระทึกและที่สำคัญเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ คีอานู รีฟส์ ก็ห้ามพลาดเลย

ufabet