รีวิวหนัง Go Karts กล้าฝันพลังโกคาร์ท หนังครอบครัวจากออสเตรเลีย

รีวิวหนัง Go Karts หรือในอีกชื่อว่า Go ! เป็นหนังครอบครัวจากออสเตรเลีย ผลงานกำกับของ โอเว่น เทรเวอร์ ที่จับโลกกีฬาแข่งรถขนาดเล็กซึ่งมักเป็นจุดเริ่มต้นของนักกีฬาแข่งรถในแดนจิงโจ้มาทำ และเนตฟลิกซ์ได้ซื้อสิทธิ์ Go Karts ฉายสตรีมมิ่งทั่วโลก

เทรเวอร์ผู้กำกับหนังหน้าใหม่ชาวออสเตรเลียสำหรับหนังขนาดยาว แต่ก็สั่งสมประสบการณ์มาไม่น้อย เขาสร้างชื่อมาจากการทำหนังสั้นที่มาจากวิดีโอเกม Street Fighter ในชื่อ Street Fighter: Legacy (2010) ขณะเดียวกันเขาเองก็มีประสบการณ์ทำซีรี่ส์แข่งรถมาก่อนใน Top Gear(2008-2012) มันเป็นงานที่เดินตามรอยความสำเร็จของ Ride Like A Girl หนังแข่งม้าที่กลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดของออสเตรเลียในปี 2019

จุดเริ่มต้นในการเลือกเรื่องนี้มาทำส่วนหนึ่งเพราะความชอบส่วนตัวในวัยเด็กที่มีต่อกีฬาประเภทนี้ เช่นเดียวกับโปรดิวเซอร์ของหนัง เจมี่ ฮิลตัน ทำให้เป็นแรงบันดาลใจพัฒนาการสร้างหนังสำหรับครอบครัวจากไอเดียนี้ และความท้าทายเมื่อเขาพบว่ามีหนังเกี่ยวกับโกคาร์ทเพียงไม่กี่เรื่อง และก็เป็นหนังห่วยทั้งสิ้น เพราะเขามองว่าด้วยรูปร่างรถ และรูปแบบการแข่งทำให้การถ่ายทอดให้ดูเป็นกีฬาที่เท่ในหนังนั้นทำได้ยาก แต่เขาก็มองเห็นเสน่ห์บางอย่างของกีฬานี้

ผลลัพธ์กลายเป็นหนังที่แม้จะไม่ได้เทียบเท่าหนังกีฬาแข่งรถฟอร์มูล่าวัน แต่ก็นับเป็นหนังครอบครัวที่ทำได้น่าพอใจ โดยเฉพาะฉากแข่งรถที่ต้องนับว่าเทรเวอร์ประสบความสำเร็จทีเดียวเรื่องราวเกิดขึ้นที่บัสเซลตัน เมืองเล็กๆ ของออสเตรเลีย ที่ครอบครัวฮูเปอร์ย้ายมาจากซิดนี่ย์เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ เมืองที่พวกเขาไม่รู้จักใคร กับบ้านที่ต้องซ่อมแซม เช่นเดียวกับแม่ (ฟรานเซส โอคอนเนอร์ จาก The Conjuring 2) ที่ต้องแก้ปัญหาของ แจ๊ค (วิลเลียม ล็อดเดอร์) ลูกชายวัยรุ่นที่สร้างเรื่องกลุ้มใจมาแต่เดิม เขาชอบขับรถซิ่ง และขับรถเป็นรูปโดนัท ไม่เว้นแม้แต่ที่เมืองแห่งใหม่นี้ แต่เธอก็แทบไม่มีเวลาดูแล

แจ๊คไปร่วมงานปาร์ตี้แข่งรถโกคาร์ทที่ตอนแรกเขาดูแคลน แต่เมื่อได้ลองสัมผัสมันก็ติดใจในกีฬาท้าความเร็วนี้ ในงานเขายังได้เพื่อนใหม่ โคลิน (ดาเรียส อมาร์ฟิโอ เจฟเฟอร์สัน) เด็กวัยรุ่นผิวสีร่างเล็ก พร้อมๆ กับถูกเขม่นจากดีน(คูเปอร์ แวน กรูเทล) แชมป์แข่งรถโกคาร์ท และพรรคพวก ดีนเป็นลูกชายของเศรษฐีที่อยากปั้นให้ลูกของตนได้เป็นแชมป์ระดับประเทศ ขณะเดียวกันเขาก็แอบชอบแมนดี้ (อนาสตาเซีย บอมพัส) น้องสาวของดีนที่รักการเป็นช่างเครื่องมากกว่าการแข่งรถในสนาม

เรื่องราวหลังจากนั้นเป็นเหมือน Karate Kid(1984) ภาคโกคาร์ท แจ๊คได้พบกับ แพทริค(ริชาร์ด ร็อกซ์เบิร์ก) อดีตนักแข่งรถฝีมือเยี่ยม ที่ปัจจุบันเปิดสนามแข่งโกคาร์ทที่ไม่มีคนมาใช้ นอนอยู่ในรถบ้านเพียงลำพังจากความเจ็บปวดในอดีต ที่ใช้งานเขามากกว่าให้ฝึกแข่งรถ แต่กลายเป็นการฝึกทักษะพื้นฐานอย่างที่ตนไม่คาดคิด
ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือสอนในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจที่สุด นั่นคือความอดทน รอจังหวะสำคัญในการที่จะเอาชนะคู่แข่ง มากกว่าใช้อารมณ์ฉุนเฉียว คึกคะนองเพื่อจะเอาชนะท่าเดียว พร้อมๆ กับการช่วยเหลือจากเพื่อนและหญิงสาวที่เก่งเรื่องเครื่องยนต์

เพราะแม้แจ๊คจะเป็นเด็กหนุ่มหล่อเหลา แต่เขากลับไม่ประสีประสาในเรื่องความรัก การคบหาสานต่อความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือใคร จนแพทริคเองยังกลัวว่าแจ๊คจะเดินตารอยตน เขาสนใจหมกมุ่นแต่รถและความเร็ว
แต่ยิ่งไปกว่านั้นเขากลับไม่เข้าใจปัญหาของตัวเอง ที่ยังไม่อาจสลัดความรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของพ่อ หากเก็บความรู้สึกดังกล่าวเอาไว้ และกลายเป็นภาพหลอนติดตัวมาโดยตลอด ส่งผลต่อการแข่งขันรถโกคาร์ททุกครั้ง เพราะพ่อเป็นคนรักรถ และเป็นเสมือนเงาที่เขาพยายามเอาชนะ

ละอาจด้วยความที่หนังเองพูดถึงกีฬาที่ไม่ได้รับความนิยมมาก และเกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ แต่ในเรื่องรถโกคาร์ทเป็นเหมือนตัวเอกหนึ่ง การเล่ารายละเอียดชีวิตเล็กๆ น้อยๆ ของผู้คนในเมือง ไม่ว่าจะเป็นความรักของคริสตี้ แม่ของแจ๊คกับนายตำรวจขี้อาย หรือความสัมพันธ์ที่เล่าถึงอดีต และความฝันให้กันฟังของแจ๊ค และแมนดี้ ซึ่งแสดงให้เห็นทางเลือกที่ใครอาจคาดไม่ถึง อย่างความฝันจะกลายเป็นช่างแต่งรถหญิงมือหนึ่ง นับเป็นเสน่ห์เล็กๆ ที่ต่างไปจากหนังประเภทเดียวกันของฮอลลีวู้ด

ufa24hrs

รีวิว ULTRAS จาก Netflix หนังชีวิตแฟนบอลสายฮาร์ดคอร์ในอิตาลี

Netflix รีวิว ULTRAS หนังชีวิตแฟนบอลสายฮาร์ดคอร์ในอิตาลี แรงบันดาลใจจากกองเชียร์ขาโหดของทีมนาโปลี แห่งเมืองเนเปิลส์ สะท้อนกลุ่มก้อนสังคมระดับล่างที่คนนอกไม่มีวันเข้าใจ เรื่อง ULTRAS นี้ เป็นหนังสัญชาติอิตาลี ที่เล่าเรื่องราวของ แฟนบอลพันธุ์แท้ระดับฮาร์ดคอร์แห่งเมืองเนเปิลส์ ซึ่งในเรื่องเปิดมาจะพยายามบอกว่าทั้งหมดเป็นเรื่องสมมติ ทีมในเรื่องก็สมมติ แต่จากบริบทของหนังเอง ถ้าเป็นแฟนบอลต่างประเทศจริงๆ ก็ดูรู้ว่า ทีมที่กำลังถูกพูดถึงในเรื่องคือ สโมสรนาโปลี Napoli ซึ่งเป็นทีมฟุตบอลชื่อดังในกัลโช่ซีรีอา ลีกสูงสุดของอิตาลี ที่ในปลายยุค 80 เคยมีนักฟุตบอลระดับตำนานของโลกอย่าง ดีเอโก้ มาราโดา ร่วมทีมมาก่อน

ซึ่งในช่วงเพลงเปิดเรื่องของหนัง ก็มีการนำภาพวีดีโอ โชว์ตอนที่มาราโดนาออกมาเดาะฟุตบอลโชว์กองเชียร์ด้วย ตามด้วยภาพวีรกรรมสุดโหดของเหล่ากองเชียร์สายฮาร์ดคอร์ของนาโปลีและรวมถึงแต่ละสโมสรในอิตาลี ที่เราจะเห็นว่า การจุดพลุไฟ ขว้างพลุไฟ การยกพวกตีกันระหว่างกองเชียร์บนอัฒจันทร์ แทบจะเป็นเรื่องปกติของสังคมแฟนบอลอิตาลี

แล้วเมื่อหนังเปิดเรื่องมา และเล่าเรื่องราวไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเหมือนเป็นการตอกย้ำว่า เออ นี่หนังเพื่อแฟนบอลอุลตร้านาโปลีเลยนะ แล้วในหนังเองก็มีการพูดถึงชื่อของ อัซซูร่าบ่อยครั้ง ซึ่งก็เป็นชื่อเล่นของทีมนาโปลีนี่เอง

เรื่องย่อ ในหนังโฟกัสไปที่เรื่องราวของ ซานโดร โมอิกาโน อดีตแกนนำของกลุ่มแฟนบอลอุลตร้านาโปลี ที่ในปัจจุบันดูเหมือนจะพยายามวางมือและถอนตัวจากบทบาทในฐานะแกนนำแฟนบอลขาโหด ซึ่งในหนังก็จะมีการเล่าสลับกับชีวิตของแฟนบอลหนุ่มอีกคนหนึ่งที่กำลังเข้าสู่สังคมอุลตร้า นั่นคือ แองเจโล่ ซึ่งตัวของซานโดรพยายามดูแลและกันเข้าออกจากปัญหา อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าซานโดรจะไม่สลัดเงาอดีตของตนเองได้ เขาพยายามหาทางใช้ชีวิตแบบคนปกติ ทำงาน หารายได้ จีบสาว แต่เมื่อถึงเวลาที่กลุ่มอุลตร้าต้องการตัว เขาก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดี ซึ่งก็นำไปสู่บทสรุปท้ายเรื่อง สำหรับชีวิตแฟนบอลอุลตร้าคนหนึ่ง

กองเชียร์ อุลตร้า คืออะไร ทีนี้หลายคนอาจสงสัยว่า กองเชียร์อุลตร้า คืออะไร เพราะในหนังจะเห็นว่า กลุ่มนี้ดูจะมีอิทธิพลและอิสระในการก่อกวนไปจนถึงเข้าบุกรุกทำร้ายกองเชียร์ฝั่งตรงข้าม ไปจนถึงสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พยายามเข้ามาควบคุมความสงบ แถมในเรื่องมีการพูดถึงเพลงประจำกลุ่มนี้ที่ในเนื้อหานี่ส่อไปถึงตรรกะความคิดว่า พวกเขาต่อต้านอำนาจรัฐและไม่สนใจการควบคุมของเจ้าหน้าที่เท่าไรนัก

แฟนบอลกลุ่ม อุลตร้า เป็นวัฒนธรรมเชียร์ฟุตบอลที่รุนแรงซึ่งมีมานานแล้ว ลักษณะที่พบคือ จุดพลุไฟ ใช้ธง มีหน้ากากปิดหน้า มีป้ายผ้าเชียร์ผืนใหญ่ มีเพลงเชียร์ประจำตัว เพื่อกดดันฝั่งตรงข้าม

จุดกำเนิดของแฟนบอลอุลตร้า เชื่อกันว่าเริ่มต้นในประเทศอิตาลี จากทีมโตริโน แห่งเมืองตูริน ตามด้วย อุลตร้าของซามพ์โดเรีย ซึ่งภายหลังก็เริ่มมีลักษณะของการเป็นกลุ่มกองเชียร์สายก่อความวุ่นวายที่เรียกกันว่า ฮูลิแกน ซึ่งแพร่ไปทั่วยุโรป และเคยถึงจุดพีคมากในอังกฤษ

ส่วนที่ว่าทำไมหนังถึงเลือก อุลตร้านาโปลี อาจจะเพราะเมื่อปลายปี 2019 ที่ผ่านมา เพิ่งมีประเด็นใหญ่เกี่ยวกับแฟนบอลอุลตร้านาโปลีที่ออกมาจะทำร้ายนักฟุตบอลของทีมที่ต่อต้านการเข้าแคมป์เก็บตัวยาว 14 วัน ซึ่งทางประธานสโมสรคือ ออเรลิโอ เดอ ลอเรนติส เป็นคนออกคำสั่ง เพื่อแก้ปัญหาและลงโทษฟอร์มของทีมที่ย่ำแย่ในช่วงเปิดฤดูกาล

แต่ปรากฏว่านักเตะส่วนใหญ่ต่อต้านกฏนี้ ทำให้แฟนบอลอุลตร้าโกรธมาก เลือกเข้าข้างประธานสโมสร แล้วพากันเข้าไปทำลายรถยนต์ บุกบ้าน ของนักฟุตบอล จนทำให้นักบอลหลายคนของนาโปลีหวาดกลัวแล้วพากันหาทางหนี จนเป็นประเด็นใหญ่ตบนสื่อ

ufabet

 

รีวิวหนัง The Platform ในเรือนจำแนวตั้งที่ไม่รู้มีนักโทษอยู่ทั้งหมดกี่ชั้น

เรื่องย่อ The Platform ในเรือนจำแนวตั้งที่นักโทษชั้นบนได้อยู่ดีกินดี ขณะที่นักโทษชั้นล่างต้องอัตคัดขัดสน นักโทษชายอย่าง “โกเร็ง” (Iván Massagué) พยายามหาทางเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างความเท่าเทียมให้กับทุกคน ผมว่าผมก็เป็นเหมือนหลาย ๆ ท่านนี่แหละครับที่พอได้ยินกิตติศัพท์ความแปลกของพล็อตหนังเรื่อง The Platform หรือในชื่อภาษาสเปนว่า El Hoyo (The Hole) แล้วก็เกิดความอยากดู เพราะมันเป็นพล็อตที่เด่นชนะหน้าหนัง ชนะทุกสิ่ง เอาจริง ๆ นักแสดงใครเล่นบ้างก็ยังไม่รู้ ใครกำกับก็ไม่รู้ ได้กี่ดาวก็ไม่รู้อีกนั่นแหละ แต่สนซะที่ไหนล่ะ อยากลองดูก่อน พอผมได้ยินว่าหนังเรื่องนี้จะเข้าฉายทาง Netflix คอหนังประหลาด ๆ อย่างผมก็เลยรู้สึกว่าอยากลองดูหนังเรื่องนี้บ้าง เรียกว่าพล็อตอย่างเดียวชนะทุกสิ่งจริง ๆ

นี่คือภาพยนตร์สัญชาติสเปนฝีมือการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของ Galder Gaztelu-Urrutia (กัลเดอร์ กัซเตลู อูร์รูเดีย) ครับ แม้ว่าจะเป็นครั้งแรกแต่ประสบการณ์บอกเลยว่าไม่ไก่กา เพราะว่าเขานั้นมีประสบการณ์การทำหนังสั้น โฆษณา และเป็นโพรดิวเซอร์ภาพยนตร์มาก่อนหน้านี้แล้วตั้ง 15 ปี ซึ่งความคร่ำหวอดนี่แหละที่ส่งผลทำให้ในปีที่แล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เดินทางไปคว้ารางวัลมามากมาย ทั้งรางวัลขวัญใจผู้ชม Midnight Madness จากเทศกาล Toronto International Film Festival ประเทศแคนาดา รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาล Sitges – Catalonian International Film Festival ประเทศสเปน แถมในเว็บมะเขือเทศเน่า Rotten Tomatoes ยังระบุว่าได้คะแนนมะเขือสดไปตั้ง 82% แน่ะ สำหรับการกำกับภาพยนตร์ครั้งแรก ถือว่าไม่ธรรมดา

สำหรับพล็อตของหนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องของคุกนั่นแหละ จริงๆ มันก็ไม่ใช่คุกซะทีเดียวหรอกครับ มันเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ศูนย์ดูแลตนเองแนวตั้ง” คืออารมณ์สถานดัดสันดานอะไรแบบนี้มากกว่า แต่ในตัวมันก็เป็นคุกดี ๆ นี่เอง จุดเริ่มต้นมันเริ่มจากพระเอกอย่าง “โกเร็ง” (Iván Massagué) นั้นพาตัวเองเข้ามายังคุกแนวตั้งแห่งนี้ เมื่อเขาตื่นมาก็พบว่าเขานั้นได้มาอยู่ที่ชั้น 48 ร่วมกับชายชราอย่าง “ตรีมากาซี” (Zorion Eguileor) โดยตรีมากาซีเข้าคุกแห่งนี้มานานหลายเดือนแล้ว เพราะว่าฆ่าคนโดยไม่เจตนา ส่วนโกเร็งนั้นต่างออกไป เพราะว่าตั้งใจที่จะเลือกเข้าคุกนี้มาด้วยตัวเอง

และคุณผู้อ่านย่อมรู้อยู่แล้วใช่มั้ยครั้บว่าคุกนี้ไม่ธรรมดา เพราะมันเป็นคุกแนวตั้งที่มีชั้นลดหลั่นกันลงไป ในแต่ละชั้นจะมีนักโทษอาศัยอยู่ 2 คน และวิธีการจัดการกับคุกนี้ก็คือการควบคุมด้วยอาหาร คือในแต่ละชั้นจะมีช่องบนเพดานและพื้น เพื่อให้แท่นวางอาหารเคลื่อนผ่านลงไป โดยในแท่นนั้นจะมีอาหารคาวหวาน ผลไม้หลากชนิดและเครื่องดื่มสารพัดอย่างวางไว้รวมกัน ในแต่ละวัน แท่นนี้จะค่อย ๆ เคลื่อนลงไปเพื่อส่งอาหารให้กับคนแต่ละชั้น นั่นก็แปลว่าคนที่ชั้นบน ๆ จะได้มีโอกาสกินของดี ๆ เลือกกินได้อย่างใจ อาหารก็สดใหม่สะอาดปลอดภัย ส่วนคนชั้นล่างลงไปก็ต้องกินของเหลือ ๆ ต่อกันไปเรื่อย ๆ อันที่จริงแม้เราจะยังไม่รู้แต่แรกว่าคุกแนวตั้งนั้นมีกี่ชั้นกันแน่ แต่ที่ผมว่าน่าจะเดาได้แต่แรกคือ อาหารมักไปไม่ถึงชั้นล่าง ๆ หรอกครับ ยังไงก็มักจะถูกกินหมดก่อนตลอด และอย่าคิดจะกักตุนอาหารโดยเด็ดขาด เพราะว่าอุณหภูมิห้องขังจะเปลี่ยนไป อาจจะร้อนจนไหม้เกรียมหรือเย็นเยือกจนแข็งตาย

ในแต่ละวัน โกเร็งและทุกคนในคุกแนวตั้งนี้ก็มีชีวิตในคุกนี้เหมือนเดิม คือแท่นวางอาหารลงมาวันละครั้ง มีอะไรก็ต้องกิน พอแท่นเลื่อนลงก็หมดเวลา พอถึงกลางคืนก็ต้องนอนภายใต้แสงสีแดง พร้อมกับเสียงแท่นวางที่ดีดตัวกลับขึ้นไปด้านบนด้วยความเร็วสูง พร้อมกับถูกรมแก๊สเพื่อทำให้หลับ จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่เดือนใหม่ คนทั้งสองก็จะถูกย้ายไปชั้นใหม่ โดยที่ชะตากรรมของคนทั้งคู่อาจจะได้ขึ้นไปอยู่ชั้นที่สูงขึ้น ได้กินอาหารที่ดีกว่าคนอื่น ๆ หรือลงไปอยู่ชั้นล่างซึ่งอาจจะไม่ได้กินอะไรเลยเพราะอาหารไปไม่ถึง รวมถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งสองก็อาจเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะว่าในคุกนี้ ความสัมพันธ์หรือมิตรภาพ หรือความไว้เนื้อเชื่อใจนั้นอาจไม่สำคัญเท่ากับการอยู่รอดให้ครบกำหนด และรับใบรับรองเพื่อออกไปสู่อิสรภาพ

ความน่าสนใจคือ ตลอดทั้งเรื่อง เราจะแทบไม่ได้เห็นบรรยากาศภายนอกเลย จริง ๆ ก็มีฉากภายนอกคุกให้เห็นบ้างแหละ แต่ถือว่าน้อยมาก แต่ไม่มีฉาก Outdoor ใด ๆ เลยแม้แต่นิดเดียว อย่างเต็มที่ เราก็จะได้เห็นบรรยากาศของห้องครัวที่คอยทำอาหารเลี้ยงคนในคุกแนวตั้ง ซึ่งตั้งอยู่ชั้นบนสุด กับภายนอกคุกตอนที่โกเร็งกำลังให้สัมภาษณ์กับ “อิโมกิริ” (Antonia San Juan) เจ้าหน้าที่หญิงที่คอยทำหน้าที่สัมภาษณ์และตรวจเช็กทุก ๆ คนที่จะเข้าไปอยู่ในคุกแนวตั้งนี้เท่านั้นเอง

ซึ่งตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ดูมีความเป็นหนังเขย่าขวัญขึ้นมาทันที โอเค แม้ว่าคุกแนวตั้งและการกินอาหารเหลือ ๆ นั้นจะดูน่ากลัว น่าขยะแขยงเพียงใด แต่เหตุผลของโกเร็ง ที่ต้องการเดินเข้ามายังคุกแห่งนี้เพียงเพราะเหตุผลอะไรบางอย่าง และเลือกของติดตัวเป็นเพียงหนังสือ “Don Quixote de la Mancha” (ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า เขียนโดย มิเกล เด เซร์บันเตส) ติดตัวเข้ามาเพียงเล่มเดียวนั้น ต้องเผชิญกับความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งนั่นเป็นเรื่องน่ากลัว เขย่าขวัญ (และน่าขยะแขยง) กว่าตัวคุกซะอีก การกินอาหารแบบไม่บันยะบันยังโดยไม่คิดถึงว่าคนข้างล่างจะเหลืออะไรให้กินบ้าง การมองตัวเองเป็นเพียงคนที่จำนนกับกับระบบ (หรือระบอบ) การพินอบพิเทากับสถานะของตัวเองโดยไม่ปริปากบ่นเพราะกลัวว่าตัวเองจะเอาตัวไม่รอด จนลามไปถึงความโหดร้ายป่าเถื่อนที่มนุษย์มีต่อมนุษย์ด้วยกัน พร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองนั้นรอด เมื่อมาอยู่รวมกันในคุกปิดตาย มันเป็นอะไรที่น่ากลัวสุด ๆ ไปเลยครับ

แทงบอลออนไลน์

รีวิวหนัง ALL THE BIGHT PLACES ว่าด้วยเรื่องของวัยรุ่นมีปัญหาสองคน

ต้องออกตัวก่อนเลยว่าตนเองไม่ได้มีความรู้ทางด้านภาพยนตร์มากเท่าไหร่ พอมีวิชาวิเคราะห์บทละครนิดหน่อย ALL THE BIGHT PLACES  ทำให้รู้สึกว่ากล้าเขียนสิ่งที่ดูรู้สึก ซึมซับและอยากจะแบ่งปันเท่านั้น ALL THE BIGHT PLACES ภาพยนต์ที่ถูกเข้าฉายใน NETFLIX ความยาวเรื่องทั้งหมดหนึ่งชั่วโมงสี่สิบแปดนาที ว่าด้วยเรื่องของวัยรุ่นมีปัญหาสองคนที่ร่วมการเดินทางผจญภัยออกไปเจอโลกข้างนอกจดจำช่วงเวลา สถานที่ ความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อสิ่งรอบข้างในรัฐอินดีแอนาทั้งหมด เพื่อปลดเปลื้องอารมณ์มืดมนที่ทั้งสองโดนครอบงำเปลี่ยนชีวิตและวิธีความคิดใหม่ให้กลายมาเป็นอีกคน

หนังโทนทึมๆ เรียบๆเปิดมาด้วยมุมมองของเด็กหนุ่มธีโอดอร์ ฟินซ์ พบเจอกับเด็กสาวที่ขอบสะพาน ใบหน้าที่ว่างเปล่าจดจ้องมองไปยังด้านล่าง เป็นมุมมองแรกที่เขามีต่อเธอและสิ่งแรกที่เขาอยากทำคือปลดปล่อยเธอออกจากพันธนาการของความทุกข์ที่กำลังเผชิญ ฟินซ์ใช้เวลาเข้าหาไวโอเล็ต มาร์กีย์เป็นระยะ จนในที่สุดเธอเปิดใจและร่วมทำรายงานเกี่ยวกับการค้นหาสถานที่ต่างๆในอินดีแอนาเมืองเล็กๆที่ทั้งสองอาศัยอยู่ มิติที่น่าสนใจของไวโอเล็ต มาร์กีย์ในมุมมองของฟินซ์คือเธอสดใส แน่นอนว่ามันต่างจากตอนนี้ที่เขาได้พบเธอ ซึ่งตัวเด็กหนุ่มมองมันจากข้างในและเชื่อว่าเธอมีมากกว่าหนึ่งสีสันจากเดิมเด็กสาวเป็นนักเขียน ชอบจดบันทึกแต่เพราะเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวไวโอเล็ตและพี่สาว ทำให้ต้องห่างหายไป ฟินซ์ทำให้เธอกลับมาจับมันได้อีกครั้งนั่นหมายถึงว่าเธอกลับมาเป็นคนเดิมที่เคยทิ้งไป เริ่มเข้าสังคม ฟังเพลงกล้านั่งรถยนต์ไปไหนกับฟินซ์ได้อย่างอิสระเสรี ภาพของไวโอเล็ตจบที่ตรงนั้นและตัดเข้าสู่โลกของฟินซ์แทน โลกที่ดำดิ่งลึกลงไปมันดูกว้างจนน่ากลัวและทุกครั้งที่สงสัยก็มักจะไม่ได้คำตอบใดๆกลับมา มุมมองของไวโอเล็ตที่มีต่อฟินซ์ทำให้คนดูอย่างเราเริ่มเคลือบแคลงในตัวเด็กหนุ่มคนนี้อีกครั้งว่าทำไมคนที่เราดูมาตั้งแต่ต้นเรื่อง ความธรรมดา ความบ้าบิ่น พิลึกพิลั่นของเขาถึงมีอีกสิ่งที่ครอบงำเขาไว้ตลอดเวลา น่าแปลกนะคนที่พยายามจะเยียวยาใครหลายๆคน คนที่อยากให้ทุกคนมีความสุขแต่ตัวเขาเองนั่นแหละที่อันตรายที่สุด สิ่งที่อันตรายคืออะไรน่ะหรอ คือการที่เขาไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นอะไรอยู่เขาอยากจะค้นหามัน อยากจะระงับแต่ยิ่งทำมากเท่าไหร่ก็ยิ่งพบกับความว่างเปล่าและเพื่อนที่ดีที่สุดของเขาคือความตายนั่นเอง กว่าไวโอเล็ตจะค้นหาความทุกข์ของเขาเจอฟินซ์ก็ได้เลือกคำตอบที่ต้องการมานานไปเสียแล้ว

เราโคตรชอบตัวละครธีโอดอร์ ฟินซ์เลยมันคือตัวเราในช่วงเวลาหนึ่ง ที่ไม่อยากบอกว่าตัวเองเป็นอะไรแบบที่คนอื่นมองเห็นจากภายนอก ไม่ยอมรับเพราะลึกๆแล้วรู้สึกว่าเราจัดการมันได้ แต่ที่รู้สึกเศร้าที่สุดเลยคือฟินซ์เลือกคำตอบว่าตัวเองต้องไปไว้ตลอดเวลาอยู่แล้ว เป็นคำตอบที่เด็ดขาดแค่รอเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้นเอง สัญญาณที่บอกให้เรารู้ว่าเขาจะไปแน่ๆคือตอนที่ฟินซ์บอกกับไวโอเล็ตข้างทะเลสาบว่า”ว่ากันว่ามีแรงอยู่ตรงกลางที่ดูดเราลงไปใต้แม่น้ำและพาเราไปสู่อีกโลกหนึ่ง” เขาคงเลือกวิธีนี้หรือเปล่า ดูเป็นตัวละครที่เศร้าที่สุด อืม…ใจร้ายสำหรับไวโอเล็ตด้วยมากๆ ตรงที่เขาทำให้เธอกลับมาเป็นคนที่สดใสได้ และก็หายไปโดยที่เธอไม่เคยรับรู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลยด้วยซ้ำ เรื่องราวของเธอถูกแบ่งปันไปให้ฟินซ์รับรู้ แต่ทำไมกันนะฟินซ์ถึงไม่ยอมแบ่งมันมาให้เธอเลย

ถ้าใครสักคนในชีวิตเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เป็นเราในเวอร์ชั่นที่ดีขึ้นได้ และเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อหัวใจ แต่กลับไม่เคยเปิดใจให้เราเข้าไปไม่เคยได้สัมผัสด้านลึก ด้านที่อ่อนแอให้ได้แชร์กันบ้าง เราจะบอกเลยนะว่าเขาน่ะ…โคตรใจร้าย 🙁 สู้ให้เรากลับไปเป็นคนเดิมโดยที่ไม่มีเธอเข้ามาเป็นอิทธิพลน่ะดีกว่า ฟินซ์ก็เลยเป็นได้เพียงภาพฝันในช่วงเวลาดีๆของไวโอเล็ต การออกไปทำสิ่งบ้าๆด้วยกัน เต้นรำ ว่ายน้ำ สถานที่เหมือนว่าหนังจะมีแสงสว่างวาบเข้ามาให้อบอุ่นหัวใจดับวูบลงบีบอัดมันให้หงอยอีกครั้ง และครั้งสุดท้ายมันก็หงอยจริงๆนั่นแหละ ประโยคที่เราชอบในหนังเลยคือ ‘เราไม่ได้จดจำวันเราจดจำช่วงเวลา” ก็จริงนะเวลาผันผ่านไปเนิ่นนานเราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเรื่องราวดีๆที่เกิดขึ้นเป็นวันไหน เรารับรู้ได้เพียงแค่มันต้องเป็นช่วงเวลานี้ที่ความทรงจำดีๆหวนคืนมาให้เราคิดถึงเสมอ

รวมๆแล้วชอบนะ ให้ 9/10 แอลล์ แฟนนิ่งเล่นบทนี้ได้ธรรมชาติมากๆ ตัดภาพเจ้าหญิงในหัวออกไปหมด บทเลิฟซีนพอเหมาะพอควร ส่วนจัสติน สมิธ เขาทำได้ดีทีเดียวยิ่งฉากที่ต้องสื่อออกมาว่าเจ็บปวด เราเชื่อว่าตัวละครตัวนี้รู้สึกแบบนั้นผ่านแววตา เพลงประกอบเพราะ ยังไม่ได้อ่านหนังสือแบบออริจิของหนังเรื่องนี้เลย นี่ก็เลยเป็นเพียงการวิเคราะห์แบบสั้นๆตามความรู้สึกของเราที่มีต่อหนัง ต่อตัวละครที่เราทำความรู้จักเท่านั้น ว่าจะไปตามหาหนังสือมาอ่านแล้วน่าจะได้รู้จักตัวละครมากยิ่งขึ้น และมุมมองหนังสืออีกหลายๆด้าน รู้สึกสนุกดีเหมือนกัน 🙂 เปิดใจดูนะ ดูไปด้วยกัน

แทงบอล

รีวิวหนัง The Decline ทริลเลอร์ระทึกขวัญผสมแอ็กชั่นการเอาชีวิตรอดจากแคมป์

หนังทริลเลอร์ระทึกขวัญผสมแอ็กชั่นการเอาชีวิตรอดจากแคมป์ The Decline ที่เปิดฝึกอบรมให้ผู้ที่สนใจในการเอาชีวิตรอดด้วยตัวเอง แต่แล้วเรื่องราวกลับพลิกผันเมื่อมีอุบัติเหตุทำให้คนตายเกิดขึ้น จนกลายเป็นชนวนเหตุให้ผิดใจกัน และเปลี่ยนคอร์สฝึกซ้อมให้กลายเป็นเกมล่าคนกับคน พร้อมการเอาชีวิตรอดให้ได้ของจริง

เป็นหนังที่เกือบเข้าธีมโลกหายนะจากโควิด 19 ตอนนี้อยู่เหมือนกัน เนื่องจากตัวละครที่มาร่วมเข้าคอร์สอบรมนี้ต่างเป็นพวกวิตกจริตกับเหตุการณ์หายนะของโลกที่อาจจะเกิดขึ้นมาได้ในแบบต่างๆ ตั้งแต่ภัยธรรมชาติ สงคราม โรคระบาด ซึ่งคอร์สในเรื่องมาจากยูทูบเบอร์คนดังที่สอนเรื่องการเอาชีวิตรอดด้วยตัวเองให้ได้ ทำให้พวกเขาเหล่านี้สนใจเข้าแคมป์ของจริงที่เจ้าของแชนแนลจัดขึ้น โดยเป็นพื้นที่ห่างไกลผู้คนที่มีทุกอย่างทั้งไฟฟ้า ประปา ที่พัก แบ่งโซนทำงานเหมือนหมู่บ้านเล็กๆ ที่พร้อมจะอยู่ได้ด้วยตนเองถ้าเกิดหายนะกับโลกขึ้น

หนังช่วงแรกเป็นช่วงฝึกซ้อมการใช้ชีวิตด้วยตัวเองของพวกเขาเหล่านี้ที่มีกัน 7 ชีวิต แต่ดูเหมือนทหารฝึกซ้อมรบซะมากกว่า เพราะมีกระทั่งการฝึกจู่โจมเป้าหมาย การฝึกทำกับดักระเบิดฆ่าคน ซึ่งคนดูเองคงค่อยๆ เอะใจว่ามันเกินกว่าการเอาชีวิตรอดธรรมดาแล้วแน่ๆ จนเรื่องราวผ่านไป 30 นาทีจุดพลิกผันของเรื่องจึงเริ่มขึ้น เมื่อมีอุบัติเหตุกับการฝึกซ้อมจนสมาชิกในแคมป์ตาย การโต้เถียงว่าจะเอายังไงดีกับเรื่องนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อความเห็นไม่ลงรอยกันจึงกลายเป็นแบ่งฝักฝ่ายออกมาต่อสู้กันเอง ระหว่างทีมที่ต้องการปกปิดคดีที่เกิดขึ้นกับทีมที่ต้องการหนีออกไปแจ้งความให้ตำรวจมาช่วย ซึ่งเรื่องราวหลังจากนี้ไปถือว่าทำได้ระทึกได้ตลอดเวลาพอสมควร เพราะไม่ใช่แค่ถือปืนไล่ยิงกัน แต่มีกับดักในป่าที่พร้อมปลิดชีพคนได้ในทันที อีกทั้งต้องเอาตัวรอดจากสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่โหดร้ายถึงตายได้เหมือนกัน

จุดเด่นของเรื่องคือความสมจริงแบบโหดๆ ในเรื่องแบบเดียวกับแนวหนัง “แบทเทิลรอยัล” ซึ่งเป็นการเอาชีวิตรอดของคนปกติที่ต้องมาเจอสภาพการบีบคั้นปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบให้กลายเป็นฆาตกรกันได้ง่ายๆ หนังค่อยๆ เผยให้เห็นว่าคนดีๆ ในเวลาปกติ กลายมาเป็นคนโหดเหี้ยมได้ขนาดไหนในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน แม้ตัวเรื่องอาจจะไม่ใช่แนวแอ็กชั่นโดยตรง แต่ก็มีหลายฉากที่เป็นการไล่ยิงกันในแบบยุทธวิถีการรบ มีการลอบเร้นกำบังกาย วางกับดักซุ่มยิง จนไปถึงฉากแอ็กชั่นซัดกันตัวๆ ลากยาวปิดท้ายเรื่องในบ้านพักที่ใช้สิ่งของรอบกายมาเป็นอาวุธ และตัดต่อออกมาได้ลุ้นระทึก มีตัดสลับหลอกคนดูนิดๆ เป็นฉากปิดเรื่องที่ทำออกมาได้โอเคเลย

หนังมีจุดหักมุมชวนช็อคนิดๆ แบบคาดไม่ถึงในระหว่างทางของเรื่อง แต่ก็สมเหตุผลและช่วยให้เรื่องราวไปต่อในแบบสนุกขึ้น แม้จะรู้สึกตะหงิดๆ กับการที่หนังเลือกเล่นแบบนี้ จุดเสียของเรื่องคงเป็นความสั้นของหนังที่สั้นมากเพียง 73 นาทีไม่รวมเครดิต ทำให้เรื่องราวต้องรีบฆ่าตัวละครแต่ละคนไวไป แบบจู่ๆ ก็ตายงง หรือไม่ก็ตัดมาอีกทีตายแล้ว ทำให้คนดูไม่ทันจะได้อินหรือลุ้นระทึกได้มากพอ แต่ก็ยังดีที่หนังได้ความสมจริงโหดๆ ทั้งจากคนล่าคนและธรรมชาติในเรื่องมาทดแทนในจุดนี้ไป

ถือเป็นหนัง Original Netflix แท้ๆ ฟอร์มเล็กที่ทำได้ดีกว่าหนังโรงหลายเรื่อง ธีมของเรื่องก็เข้ากับสถาณการณ์โรคระบาดในตอนนี้ได้ดี ความโหดสมจริงในเรื่องจัดมาเต็มที่ไม่มีปิดบัง (แต่มีไม่กี่ฉาก) เป็นหนังดูสนุกจบได้สั้นๆ ในเวลาไม่นาน อาจจะไม่ได้ดีที่สุด แต่ก็ไม่น่าจะผิดหวังอะไรเช่นกันครับ

แทง ufabet

รีวิวหนัง บ่มรักสู่ฝัน เป็นหนัง Netflix Uncorked หนุ่มวัยรุ่นผิวดำ เอไลจาห์

รีวิวหนัง บ่มรักสู่ฝัน เป็นหนัง Netflix อีกเรื่องที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายของความดราม่าและโรแมนซ์ Uncorked หนุ่มวัยรุ่นผิวดำ เอไลจาห์ (มาโมดู เอธี) ที่หันเหตัวเองออกจากการเรียนมหาวิทยาลัย ไปสู่เส้นทางความฝันในการเป็น “มาสเตอร์ ซอมเมลิเยร์ (Sommelier Master)” Uncorked ผู้เชี่ยวชาญไวน์ที่มีเพียงน้อยนิดในโลกให้เป็นจริง ในขณะเดียวกันก็ต้องแบกความหวังของพ่อในการรับช่วงต่อร้านบาร์บีคิวชื่อดังของครอบครัวในเมมฟิสไปด้วย

พล็อตหนังวัยรุ่นสร้างแรงบันดาลใจไปสู่เส้นทางฝัน ในอาชีพที่ต้องเรียกว่าแปลกใหม่ยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน อย่างการเป็น “มาสเตอร์ ซอมเมลิเยร์” ซึ่งนอกจากจะเจาะลึกเรื่องราวของอาชีพนี้ไว้ดีพอสมควรแล้ว ก็ยังเป็นหนังของคนผิวดำที่ไม่มีความรุนแรง ไม่มีแก๊ง ไม่มียาเสพติด ไม่มีเรื่องของอาชญากรรมมาเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย ซึ่งหาได้ยากเหมือนกันกับการทำหนังคนผิวดำที่บทดูเรียบง่ายเรียลๆ มีความเป็นธรรมชาติในเรื่องราวที่แทบจะไม่ปรุงแต่งอะไรให้เป็นหวือหวา แต่พุ่งเป้าเจาะลึกการก้าวเข้ามาสู่โลกของอาชีพที่มีคนรู้จักน้อยมาก และก็มีคนที่เป็นได้เพียงน้อยนิดในโลก ซึ่งในเรื่องระบุไว้แค่ 230 คน

คนดูจะได้เห็นตั้งแต่จุดเริ่มของอาชีพซอมเมลิเยร์ ที่พระเอกทำงานในร้านขายไวน์แล้วมีเจ้าของร้านเป็นซอมเมลิเยร์คนหนึ่งที่มีหน้าที่เลือกซื้อไวน์จากทั่วโลกมาขาย ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกันมากมายหลายพันชนิด แล้วก็ได้เห็นเรื่องราวการก้าวขาเข้าไปในโลกของซอมเมลิเยร์ที่ต้องสอบเข้าโรงเรียน Sommelier school ที่ค่าเรียนก็แพง แถมยังต้องมีการเดินทางไปปารีสเมืองแห่งไวน์ด้วยค่าใช้จ่ายที่เกินตัวไปมาก จนเกิดความขัดแย้งกับพ่อที่หวังให้ลูกสืบทอดร้านของตระกูลมาตลอด ในขณะที่แม่สนับสนุนให้ลูกไปตามฝัน แต่หนังก็ไม่ได้เน้นปมขัดแย้งดราม่าจนเกินเลยไปนัก เรื่องยังอยู่ในระดับพอดีๆ ที่ทั้งสองฝ่ายพอจูนกันได้ แม้ว่าพ่อจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ลูกฝันไว้ก็ตาม

หนังไล่ลำดับเรื่องไปแบบเรียบๆ ให้เห็นว่าการเป็นซอมเมลิเยร์ไม่ใช่แค่ไม่ง่าย แต่ต้องบอกว่ายากในระดับที่สมกับมีเพียง 230 คนในโลก ต้องถือว่าตัวเรื่องถ่ายทอดเรื่องราวของการมาเป็นซอมเมลิเยร์ได้ละเอียดมาก ซึ่งทั้งเรื่องมีแต่ชื่อไวน์แปลกๆ สถานะเคมี การรับรู้รส จุกไม้ก๊อก และอะไรอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบมากมายเกินกว่าเราคนดูหรือแม้แต่คนกินไวน์จะเคยรับรู้กัน คนที่จดจำและแม่นยำกับการจำแนกไวน์ขนาดนั้นจึงเป็นความสามารถเฉพาะตัวที่หาได้ยากมากของอาชีพนี้ ซึ่งต้องมีการสอบสุดหินที่ห้ามผิดพลาดเลยแม้แต่นิดเดียวถึงจะได้รับสิทธิการเป็น “มาสเตอร์ ซอมเมลิเยร์” ได้ ซึ่งถ้าถามว่าอาชีพนี้สำคัญยังไง ในเรื่องมีคำตอบไว้โดยละเอียดอยู่แล้วว่า เป็นเหมือนบ๋อยชั้นสูงของร้านอาหารที่มีไวน์ไว้บริการ ซึ่งไม่ใช่แค่การแนะนำไวน์ให้เข้ากับอาหาร แต่ยังรวมถึงวิธีการดูแลเสิร์ฟ และจิตวิทยาในการรับมือกับลูกค้าที่อาจจะวีนไม่พอใจได้ทุกเมื่อถ้าแนะนำไม่เข้าหู แม้แต่การอ่านที่มาเชื้อชาติของแขกให้เข้ากับไวน์ก็รวมอยู่ในความสามารถของซอมเมลิเยร์ด้วยเช่นกัน

ดาราในเรื่องอย่างที่รับบท เอไลจาห์ ก็แสดงได้ดีมาก ดูเป็นหนุ่มผิวดำที่สุภาพเรียบร้อย มีความลุ่มลึกละเมียดละไมเวลาสนใจไวน์จริงจัง ในขณะเดียวกันก็เป็นลูกที่แอบขบถต่อพ่ออยู่เนืองๆ ซึ่งดราม่าระหว่างพ่อกับลูกก็มีบทสรุปที่ลงตัวแบบไม่ต้องบิ้วอะไรมากมาย หนังทำอารมณ์ออกมาได้เรียบง่ายแต่เป็นไปตามจริงที่ควรจะเป็นจนจบเรื่อง ที่แม้อาจจะเรียบๆ แต่กลับให้ความรู้สึกสร้างฝันได้แรงบันดาลใจไม่น้อยเลย นี่เป็นหนังที่อาจจะไม่ได้โดดเด่นในเรื่องบิ้วอารมณ์อะไรนัก แต่ก็มาพร้อมกับเรื่องราวดีๆ ของอาชีพซอมเมลิเยร์ที่หาดูได้ยาก ดูจบแล้วอิ่มเอมเบาๆ ลงตัว แถมได้ความรู้เรื่องไวน์ไปอีกเป็นลังครับ

เดิมพัน ufabet

รีวิวหนัง DEATH WISH นักฆ่าโคตรอึด โชคชะตาที่พาเราไปเจอสิ่งที่ไม่ได้คาดคิด

รีวิวหนังนักฆ่าโคตรอึด Death Wish  บางครั้ง โชคชะตาก็พาเราให้หันเหไปเจอเส้นทางที่เราไม่ได้คาดคิด บางที เราก็เดินไปในเส้นทางที่เราไม่ได้วางไว้แต่แรก จากเดิมที่เคยเป็นคนๆ หนึ่งที่ดำเนินชีวิตด้วยความคิดแบบหนึ่ง แต่แล้วอีกวัน เราก็กลับกลายเปลี่ยนไปเป็นอีกคน Death Wish  วันนี้ ผมได้พบกับ   นักฆ่าโคตรอึด หนังที่เตรียมเข้าฉายในโรงไทย โดยไม่ได้นึกคิดเอาไว้ก่อน กับหนังที่เคยได้ดูตัวอย่างผ่านตามาบ้าง ยังไม่ทันจะมีความคิดในหัวว่าจะดูดีหรือไม่ แต่แล้วเพียงชั่วแวบในหัว พลันก็เข้ามาอยู่ในโรงหนังที่บอกเล่าเรื่องราวของหมอผู้กลายเป็นมัจจุราช หนังที่เล่นโดยป๋าบรูซซี่วัย 63 หนังที่ไม่ได้มีฉากบู๊มันหยด แต่มีแง่มุมที่อยากหยิบมาพูดถึง…

เรื่องย่อหนัง พอล เคอร์ซี (Bruce Willis) เขาเป็นหมอ เขาคือศัลยแพทย์ฝีมือดี มีงานชุกเคสเพียบหนักเข้ามาเสมอ เขาเหมือนเป็นผู้ตัดสินชะตากรรมคนสุดท้าย ในเมืองใหญ่อย่างชิคาโก ที่มีอาชญากรรมไม่เว้นวัน ในที่สุด เรื่องเลวร้ายก็กลับกลายมาบังเกิดกับหมอคนเก่งจนได้ เมื่อครอบครัวของเขาที่ประกอบไปด้วยภรรยาสุดที่รัก ลูซี่ (Elisabeth Shue) และลูกสาวสุดสวย จอร์แดน (Camila Morrone) ผู้กำลังจะได้ไปเล่าเรียนในอีกเมือง ต้องมาถูกโจรชั่วตัวร้ายบุกบ้าน ทั้งปล้นและยิงจนลูซี่ตาย ทิ้งไว้แต่จอร์แดนที่โคม่าไม่รับรู้เรื่องราว

เมื่อการพึ่งพาเงื้อมมือตำรวจไม่อาจช่วยตามหาและนำคนผิดมาลงทัณฑ์ได้ตามที่ตั้งหวังต้องการ นายแพทย์พอลจึงอาจหาญลุกขึ้นพิพากษาคนผิดด้วยตนเอง

งานหมอที่ล้นมือในเวลากลางวัน ใครจะรู้ว่าเขากลายเป็นมัจจุราชคอยออกเก็บอาชญากรทีละราย ท่ามกลางการถกเกถียงมากถึงการอยู่เหนือกฏหมายของชายในชุดมีฮูดคลุมหัว ได้เวลาทวงแค้นเอาคืนที่ทำเมียรักจากไปและลูกสาวต้องโคม่า ด้วยความรุนแรงที่ใครไม่คาดว่า ว่ามันจะมาจากมือของคนช่วยชีวิตอย่างเขา

รีวิว วิจารณ์หนัง  จุดหนึ่งที่ผมมองเห็นว่าหนังพยายามสร้างคาแร็กเตอร์ที่มีความขัดแย้งในตัวเอง พอลเป็นศัลยแพทย์ และด้วยความเป็นหมอ เขาจึงต้องทั้งทำหน้าที่ของตัวเอง เขาช่วยชีวิตมนุษย์ทุกคน แม้ว่าเขาหรือเธอคนนั้นจะเป็นอาชญากรหรือพลเมืองดีก็ตาม

แต่ในวันที่เขาต้องพบเจอเรื่องเลวร้าย ในวันเกิดตัวเอง เขายังต้องทำงานช่วยชีวิตผู้คน ขณะที่บ้านเหลือเพียงเมียกับลูกสาวที่ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มโจรที่หวังเพียงทรัพย์สินแต่การณ์กลับเป็นว่าพวกมันพลั้งมือเด็ดชีวิตคนที่เขารักไปด้วย สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ คนเป็นหมอ ต้องเปลี่ยนตัวเองไปเป็นอาชญากรเสียเอง เพื่อแก้แค้นให้กับคนที่เขารักและสูญเสียไป ลักษณะคล้ายๆ จะเป็นการเยียวยาตนเอง ขนาดว่ามันทำให้เขาหน้าตาแช่มชื่นขึ้นจนจิตแพทย์เอ่ยปากบอกซะขนาดนั้น

สิ่งที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้ คือ การเล่าเรื่องที่ดูเป็นขั้นเป็นตอนดี มีความเหมือนหนังปฐมบทของซูเปอร์ฮีโร่สักตัว แถมยังมีคนมาตั้งข้อสังเกตและเริ่มต้นการถกเถียงเรื่องการมีอยู่ของมัจจุราชอย่างเขาอีกด้วย ภาพที่แบ่งครึ่งจอนั่นก็น่าสนใจที่สุด ครึ่งหนึ่งของหมอพอลคือการเป็นแพทย์ ช่วยเหลือผู้คน ขณะที่ชีวิตอีกครึ่ง คือ การจับปืน ศึกษาและฝึกซ้อม หมอคือคนเดียวกับมัจจุราชที่อหังการ์ออกล่าคนเลว ทำตัวเหมือนศาลเตี้ยคอยพิพากษาด้วยอาวุธปืน ด้วยเพราะเขาไม่เชื่อในการทำงานของตำรวจที่ล่าช้า และไม่เคยจะได้ช่วยเหลือใครได้อย่างเป็นรูปธรรม

มีความจิกกัดสังคมและกฎหมายอเมริกา ด้วยอาวุธในสหรัฐนั้นช่างหาซื้อหรือเป็นเจ้าของกันได้อย่างแสนง่ายดาย ขณะที่ตำรวจก็มีไว้เพื่อสนใจแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ พวกเขาต้องรอให้เกิดเหตุร้ายมีคนตายหรือบาดเจ็บก่อน จึงจะลุกออกมาทำอะไรกัน มีบางจุดที่อาจจะรู้สึกไม่เชิงไม่ชอบ แต่ทุกอย่างดูบังเอิญไปนิดตรงที่ว่า อะไรๆ ก็มุ่งมาที่โรงพยาบาลที่พอลทำงานอยู่ บางทีมันก็ดูจะบังเอิญเกินไปนิดนึง แต่จะว่าไป นี่คงเป็นหนังที่ บรูซ​ วิลลิส เล่นแล้วออกมาค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับหลายๆ เรื่องในระยะหลังๆ โดยตัวหนังเองแม้จะมีความเล่นตามสูตร แต่ก็ชักชวนให้เซอร์ไพรซ์หรือเหวอกันได้อยู่ตลอดๆ บางส่วนเสี้ยวเหมือนดูจงใจ ทว่าก็มีอีกหลายส่วนที่เรียกได้ว่าดี

เป็นหนังแอคชั่นที่ได้ทั้งบันเทิง หัวเราะหึๆ กับความจิกกัดเบาๆ บางส่วนยังดราม่าพาน้ำตาซึมๆ ได้อีกต่างหาก ถือว่าไม่เลวเลยสำหรับหนังอาชญากรรมเรื่องนี้ ดูไปแล้วก็ต้องคิดตามไปด้วยว่า ถ้าระบบพิทักษ์สันติราษฎร์ของเรามันไม่ไหวเช่นนี้ การออกโรงมาจัดการคนเลวเสียเองมันใช้วิถีที่ถูกต้องหรือเปล่า?

 

ufabet.co

รีวิวหนัง 12 STRONG หนังอ้างอิงจากเหตุการณ์จริง เล่าวีรกรรมของทหารกล้า

หนังอ้างอิงจากเหตุการณ์จริง 12 STRONG เล่าวีรกรรมที่ไม่ถูกเปิดเผยของทหารกล้า 12 นายหน่วย ODA 595 ที่อาสาเป็นแนวหน้าหน่วยแรกไปโจมตีกลับกลุ่มตาลีบัน หลังโศกนาฏกรรมช็อคโลก 9/11 ใน 12 STRONG คริส เฮมส์เวิร์ธ รับบทเป็นกัปตัน มิตช์ เนลสัน หัวหน้าหน่วยได้รับมอบหมายภารกิจให้นำทหารติดตาม 11 นายไปสนับสนุนกับกองทหารพันธมิตรท้องถิ่นในอัฟกานิสถานที่นำโดยนายพลโดสตุม ที่เป็นปรปักษ์กับพวกตาลีบัน ทั้งหมดจะต้องเข้ายึดเมืองมาซาร์ อี ชารีฟ ที่เคยเป็นที่มั่นของกลุ่มพันธมิตรในอัฟกานิสถานคืนจากตาลีบัน เพื่อไม่ให้ตาลีบันแผ่ขยายอำนาจและจะทำให้มีการโจมตีสหรัฐในครั้งต่อไป

ครึ่งแรกของหนังเล่าปูทางภารกิจและแนะนำตัวละครหลัก ซึ่งมีบทบาทอยู่เพียงแค่ 3 คนคือ คริส เฮมส์เวิร์ธ ในบทกัปตันมิตช์ เนลสัน , ไมเคิล แชนนอน ในบท สเปนเซอร์ และ ไมเคิล พีนา ในบทดิลเลอร์ ที่เหลือดูจนจบยังจำชื่อไม่ได้เลย หน่วย ODA595 เข้ามาประจำการที่ป้อมอลาโม ได้ทำความรู้จักกับนายพลโดสตุม ผู้นำหน่วยทหารพันธมิตร หน่วย ODA 595 รับฟังแผนการคร่าว ๆ แล้วเดินทางคืบหน้าตามติดโดสตุมไปทีละหมู่บ้านจนรุกคืบไปใกล้ มาซาร์ อี ชารีฟ พอเข้าครึ่งหลังฉากรบก็อัดมาเต็ม ๆ เมื่อหน่วย ODA 595 และกองทหารของโดสตุมมาถึงช่องแคบเทียนกี ประตูด่านสุดท้ายก่อนจะถึง มาซาร์ อี ชารีฟ และต้องประทะกับทัพของซาราส ทัพพันธมิตรของตาลีบัน มีรถยิงจรวดเป็นอาวุธหนักและดูจะได้เปรียบต่อฝ่ายทหารอเมริกันอยู่มาก บทหนังของ เท็ด ทัลลี และ ปีเตอร์ เครก ดัดแปลงมาจากหนังสือ “Horse Soldiers”ของ ดัก แสตนตัน เล่าเรื่องได้สนุก โดยเฉพาะฉากไคลแมกซ์ที่หน่วย ODA 595 ตกที่นั่งลำบาก ถึงขั้นถอดใจแล้วว่าจะไม่ได้มีชีวิตรอดกลับไปกัน ก็ชวนให้ลุ้นกับสถานการณ์ที่ทั้ง 12 คนจะต้องประสบ และที่ขาดไม่ได้สำหรับหนังที่เล่าเรื่องทหารอเมริกันคือการสอดแทรกประเด็นปลุกใจให้รักชาติ ก็มีมาพองามไม่ถึงกับยัดเยียดนัก ทำให้รู้สึกได้ว่าทหารพวกนี้รักชาติจริง ขนาดว่าได้รับมอบหมายภารกิจที่อาจจะไม่รอดชีวิตกลับมา แต่ทุกคนกลับรู้สึกภูมิใจที่ได้รับภารกิจอันทรงเกียรติในฐานะหน่วยแรกที่ได้ตอบโต้พวกตาลีบัน

งานนี้เชื่อว่าหลายคนถ้าได้ดูจะต้องประทับใจกับบทบาทของนายพลโดสตุม นายทหารพันธมิตรจากอัฟกานิสถาน ที่มาด้วยมาดนิ่ง ๆ แต่ยิ่งอยู่บนจอนานขึ้นก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความยียวนแบบหน้าตาย นายพลโดสตุมเป็นนายทหารที่มีกองรบเล็ก ๆ หลักร้อยคนและเกลียดตาลีบันเข้าไส้ เป็นคนที่อยู่ในสนามรบมาแทบทั้งชีวิต มีหลักการความเชื่อในแบบของตัวเอง และเป็นคนที่พาเราไปเจอวัฒนธรรมแปลก ๆ ในสนามรบ โดสตุมเป็นตัวละครที่มากวุฒิภาวะและให้คำคมคำสอนที่ดีไว้ในหนังมากมาย เขาจำแนกความแตกต่างคำว่า”ทหาร”และ”นักรบ”ไว้ได้สวยงาม ในขณะที่เป็นตัวละครอาวุโสโดสตุมเองก็เป็นตัวปล่อยมุกชั้นดีของหนังนับตั้งแต่โผล่หน้ามาโดสตุมก็เอาหนังไปครองเลย จนต้องเขียนให้เขาหายไปบ้างในครึ่งหลังไม่งั้นพระเอกเราไม่ได้เกิดแน่นอน งานนี้ไมเคิล พีนา ตัวประกอบจอมปล่อยมุกตลอดกาล เลยไม่ได้ทำหน้าที่ประจำเช่นเคย เพราะโดสตุมชิงมุกไปซะหมด นายพลโดสตุมรับบทโดย นาวิด เนกาบาน นักแสดงชาวอิหร่านที่อยู่ในฮอลลีวู้ดมาตั้งแต่ปี 2000 ผ่านงานแสดงมาแล้ว 120 เรื่อง ประสบการณ์โชกโชนล่ะ แต่น่าจะได้รับการจดจำจากเรื่องนี้ล่ะ

มองในด้านหนังสงคราม 12 strong เป็นหนังสงครามที่มีฉากรบมันส์เข้มข้นให้อารมณ์ได้ใกล้เคียงกับ Black Hawk Down (2001) บรรดาตัวละครตกสถานะลำบากแต่ก็ไม่ท้อแท้สิ้นหวังเท่า Lone Survivor ฉากรบเต็มไปด้วยกระสุนปลิวว่อน ระเบิดปูพรมตูมตามกระสุนยิงเช้าหัวเฟี้ยวเลือดกระจายแต่ก็ไม่โหดไส้ไหลเท่า Hacksaw Ridge ฉากรบนี่เรียกว่าให้ครบจัดเต็มทั้งสาดกระสุนปืนกล รถถัง รถยิงจรวด สไนเปอร์ซุ่มยิงกบาล ฉากสะใจสุดคือการวิ่งหาพิกัดแล้วแจ้งเครื่องบินให้ทิ้งระเบิดใส่เป้าหมาย ระเบิดปูพรม ตูมตามสวยงาม ฉากไคลแมกซ์สุดท้ายต้องสู้กับรถยิงจรวด BM12 ก็ทำได้สนุกตื่นเต้น งานนี้ต้องชื่นชมนิโคไล ฟุกล์ซิล ผู้กำกับชาวเดนมาร์ก ที่ชื่อเสียงโนเนมสุด ๆ เพราะมาจากสายช่างภาพสงคราม เคยผ่านงานทำสารคดีหนังสั้นกวาดรางวัลมานับไม่ถ้วน จนไปเข้าตาเจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ ให้มาประเดิมงานกำกับหนังใหญ่ ก็ต้องชื่นชมเจอร์รี่ ด้วยเช่นกันที่ตาถึงกล้ามอบหมายให้ทำหนังทุนสูงตั้งแต่เรื่องแรกเลย แล้วก็ทำออกมาได้ไม่ผิดหวัง

สรุปอีกที 12 strong เนื้อหาดูง่าย ไม่ซับซ้อน มีครบทั้งแอ็คชั่น ตลก แซมดราม่าเล็ก ๆ มันส์ถูกใจคอหนังสงครามแน่นอน หนังมีความเป็นเจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์มากกับงานที่เน้นบันเทิงเป็นหลัก ไม่สนใจรางวัล เป็นหนังเอาใจตลาดรับต้นปีนี้ที่ดูได้เลยครับสนุก ไม่เสียดายตังค์แน่นอน

ufa24h

รีวิวหนัง THE OLD GUARD เป็นการดัดแปลงจากกราฟิกโนเวลของ เกร็ก รักคา

เน็ตฟลิกซ์  นำเสนอหนังเข้าใหม่ THE OLD GUARD ที่น่าจับตามองอีกครั้ง เพราะได้หน้าสวย ๆ ของ ชาร์ลิส เธอรอน มานำทีมก็เรียกความสนใจจากคอหนังฝรั่งได้มากโขอยู่แล้ว ยิ่งงานหลัง ๆ  ของเธอในแนวแอ็กชันก็เรียกได้ว่าผลงานคุณภาพมาต่อเนื่อง THE OLD GUARD ตั้งแต่บทรองที่เด่นเหมือนบทนำคู่ใน Mad Max: Fury Road (2015) หรือการเป็นจอมวางแผนที่สวยร้ายสุด ๆ ในหนังรถแข่งกู้โลกอย่างตระกูล Fast แล้วยิ่งมาประกอบกับเรื่องย่อของหนังว่าด้วยเหล่าคนอมตะที่มีชีวิตยืนยาวมาหลายศตวรรษ ฆ่าก็ไม่ตาย และได้รวมกลุ่มกันต่อสู้กับความอยุติธรรมในสมรภูมิต่าง ๆ ทั่วโลกอีก เรียกว่าทรงมาแบบตีหัวเข้าบ้านสบาย

สำหรับเนื้อเรื่องจะเป็นการดัดแปลงจากกราฟิกโนเวลของ เกร็ก รักคา นักเขียนที่มีผลงานโลดแล่นอยู่ทั้งค่าย DC และ Marvel เรียกว่าจับมาหมดแล้วทั้ง แบทแมน ซูเปอร์แมน สไปเดอร์แมน หรือ เอ็กซ์เมน สำหรับ หนังเป็นกราฟิกโนเวลความยาว 5 เล่มที่ตีพิมพ์ในปี 2017 ซึ่งเมื่อจะมีการนำมาทำเป็นหนัง ตัวรักคาเองก็ขอทำการเขียนบทดัดแปลงด้วยตนเอง โดยตัวเขาก็มีผลงานการเขียนบทซีรีส์โทรทัศน์และวิดีโอมาพอสมควรแล้วด้วย ดังนั้นบทที่ปรากฏแก่สายตาเราจึงแทบจะเป็นงานที่ออกมาแทบจะเป็นเนื้อเดียวกับตัวกราฟิกโนเวลเลยทีเดียว ยิ่งบางฉากนั้นคล้ายถึงขนาดมุมกล้องในหนังสือทีเดียว

ส่วนด้านผู้กำกับก็ได้ จีนา พรินซ์-บายเดวูด ผู้กำกับสาวเชื้อสายแอฟริกันที่ทำผลงานสายดราม่าเกี่ยวกับคนแอฟริกัน-อเมริกันได้รางวัลมาแล้วมากมาย นี่ก็เป็นการจับทางหนังตลาดที่พลิกไปแอ็กชันจ๋าครั้งแรกของเธอเช่นกัน ก็อาจเป็นกระแสใหม่ของฮอลลีวูดที่ให้โอกาสผู้กำกับหญิงมาสร้างความแตกต่างในกลุ่มหนังแอ็กชันหรือหนังซูเปอร์ฮีโรกันมากมายในช่วงหลายปีหลัง

แต่สำหรับงานนี้ของจีน่าก็ต้องบอกว่าในส่วนของแอ็กชันนั้น ไม่ได้แปลกใหม่แต่อย่างใด เป็นหนังขนบหลังจอห์น วิกฟีเวอร์ที่เน้นการยิงแม่นยำเน้นเข้าจุดตายว่องไว ผสมการใช้ปืนกับการรุกประชิด ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีถ้าเราไม่ได้เห็นกันจนเกร่อเสียแล้วในช่วงปีหลัง ๆ และยิ่งมุมกล้องเองก็ไม่ได้สร้างสีสันใหม่ ๆ อะไรเท่าใดนัก ฉากต่าง ๆ ในเรื่องก็แบนไร้ความน่าจดจำ แม้แต่ไคลแมกซ์ของเรื่องที่ฉากควรอลังที่สุดก็ยังแบนราบไร้ความน่าสนใจ ไม่ได้สร้างความรู้สึกกดดันหรือยิ่งใหญ่อะไรได้เลย ในความเป็นหนังแอ็กชันเลยขาดความว้าวไปเยอะมาก ๆ

ยังไม่นับว่าบทมันทื่อเสียจนแค่วางตัวละครมา เราก็แทบเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นในหนังได้เลย อย่างเรื่องที่ว่า ชาร์ลิส เธอรอน เป็นตัวละครนำของทีมอมตะ ซึ่งดาราคนอื่นบารมีห่างชั้นแบบไกลเกินไป (ดาราที่พอสูสีอย่าง จิวีเทล เอจิโอฟอร์ จากหนัง Doctor Strange ก็กลายเป็นตัวละครในฝั่งอื่นเสียอีก) พอเมื่อมีตัวละครใหม่อย่างไนล์เข้ามาในทีมแบบที่บทจงใจปั้นให้เป็นตัวละครนำเต็มที่ และเมื่อมีการเล่าถึงความตายของคนอมตะในอดีต ใครที่ดูหนังมามากพอควรก็แทบเดาชะตากรรมของแอนดี้และคณะได้แล้ว นี่ยังไม่นับความตื้นด้านพลอตของตัวละครหนึ่งในทีมที่แทบจะเอาไปหลอกใครให้ตกใจกับการหักมุมไม่ได้เลยด้วยนะ

ข้อดีของการได้จีน่ามาที่เห็นชัดคือความลึกของมิติตัวละครบางตัวผ่านการสนทนา อย่างตอนที่ บุ๊กเกอร์ เล่าถึงความตายของลูกชายคนสุดท้องของเขาด้วยความเจ็บปวดที่ทำให้เข้าใจสิ่งที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของเขาต่อ ๆ มา หรือการสื่อสารผ่านสายตาของตัวละคร แอนดี้ ที่สะท้อนประสบการณ์ความโศกเศร้าสะสมหลายศตวรรษ โดยแทบไม่ต้องมีคำพูดใด ๆ การกำกับการแสดงและสื่อสารด้านดราม่าเหล่านี้เสียอีกที่กลายเป็นจุดแข็งให้หนังเรื่องนี้ และยังอาจต้องนับการแคสต์นักแสดงสาวจากหนังสายรางวัลอย่าง กิกิ เลน จากหนัง If Beale Street Could Talk (2018) ที่ถูกพูดถึงในเวทีออสการ์ปีนั้นพอสมควรมารับบท ไนล์ ที่ต้องเด่นรองจากเธอรอนเลย ก็น่าจะเพราะการได้จีน่ามากำกับเรื่องนี้ด้วยนั่นล่ะ ทว่ามันก็ไม่ได้ตอบความคาดหวังของผู้ชมที่ตั้งใจมาดูหนังแอ็กชันมันสะใจเท่าไร หรือนักแสดงคุณภาพหลาย ๆ คนก็ไม่ได้เป็นที่สนใจของคนดูหนังแอ็กชันอยู่แล้ว กลายเป็นรู้สึกแปลก ๆ กับเหล่าตัวละครที่จงใจให้หลากเขื้อชาติหลากเพศสภาพอะไรพวกนี้เสียด้วยซ้ำ เรียกว่าแข็งก็ดีแต่ผิดที่ผิดทาง

จุดนี้อาจต้องว่าไปถึงเนื้อหาของรักคาที่วางพื้นฐานด้านปรัชญาหรือธีมของเรื่องไว้ด้วยว่าตื้นเขินเกินไปสักหน่อย ในยุคแห่งผลิตผลของเรื่องเล่าความเป็นอมตะ เราได้เห็นปรัชญาของหนังอย่าง Highlander ที่ความเป็นอมตะถูกผูกกับผู้คน/ความสัมพันธ์/ความรู้และอุดมการณ์ การสิ้นสุดของความเป็นอมตะที่ยุติลงด้วยการถูกตัดหัวและการถ่ายทอดความรู้ต่อเนื่องกันไป ทำให้บรรยากาศถูกปกคลุมด้วยความลึกของวิธีคิดต่าง ๆ ของแต่ละตัวละคร หรือใหม่หน่อยอย่าง Ajin ของญี่ปุ่นที่สะท้อนความบ้าคลั่งไร้เหตุผลของมนุษย์ และความน่ากลัวจากความหวาดระแวงในหมู่คน การมองคนไม่เป็นคน และการนำเสนอการต่อสู้ของหลากหลายอุดมการณ์ความคิด ผ่านฉากแอ็กชันขนาดใหญ่และกลยุทธ์การปะทะกันอย่างถึงกึ๋น

เมื่อมองกลับมา ที่ถึงแม้จะมีความพยายามนำเสนอหลาย ๆ แง่มุมที่หนังเรื่องก่อน ๆ ว่ามาแต่ก็เบาบางมาก ฉากที่เพื่อนของไนล์เริ่มหวาดระแวงที่รอดตายอย่างปาฏิหาริย์ดูไม่สมเหตุสมผลและดูประหลาดขึ้นทันทีเมื่อเราเทียบกับสิ่งที่ตัวละครใน Ajin เผชิญในการตายครั้งแรก ความสัมพันธ์ของกลุ่มคนอมตะถึงจะดูสมเหตุสมผล แต่ลึก ๆ เราก็จะมีความขัดแย้งในความคิดและการกระทำของตัวละคร เหมือนว่าบทวางด้านลึกของตัวละครไว้สับสนตัวเอง ยิ่งเมื่อไปดูความสำคัญของตัวตนและภาระแห่งตัวตนของการเป็นอมตะนั้น ก็ถูกนำเสนอแบบทื่อ ๆ เหมือนประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยให้ตัวละครอมตะเหล่านี้ตระหนักอะไรเลย ราวกับเหตการณ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในใจพวกเขาให้กลายเป็นฮีโรช่วยโลกนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในช่วงหลายร้อยหลายพันปี ทั้งที่ในหนังมันเป็นแค่จุดง่าย ๆ ไม่ได้ซับซ้อนหรือต้องการปัจจัยพิเศษให้เกิดเหตุการณ์ตกผลึกเลยสักนิด ความน่าเชื่อถือต่อหนังเรื่องนี้เลยต่ำเตี้ยลงไปพอสมควร

สรุป นี่เป็นหนังที่ดูเอาเพลินเอาสนุกได้เลยล่ะ ไม่ถือว่าเสียเวลาแต่อย่างใด อาจดูดีกว่าเอาไปทำเรื่องไร้สาระอื่น ๆ เสียด้วย ทว่ามันไม่มีอะไรให้น่าจดจำเอาเสียเลย เป็นอาหารที่ผ่านเข้าปากแล้วไหลลงทวารได้สบายโดยร่างกายไม่ต้องเพิ่มภาระการดูดซึมใด ๆ ให้เหนื่อย

ufa24hrs

รีวิวหนัง Fast And Furious 7 – เร็ว แรงทะลุนรก 7 อภิมหาภาพยนตร์แอ็คชั่นแห่งปี

หนัง Fast And Furious 7 หรือชื่อไทยว่า เร็ว..แรงทะลุนรก 7 เตรียมพบกับการกลับมาอีกครั้งของอภิมหาภาพยนตร์แอ็คชั่นทริลเลอร์แห่งปี Fast & Furious 7 เร็ว..แรงทะลุนรก 7 สุดยอดภาพยนตร์แฟรนไชส์ที่แฟนภาพยนตร์ทั่วโลกรอคอย นำแสดงโดย วิน ดีเซล, พอล วอล์กเกอร์, ดเวย์น จอห์นสัน, มิเชลล์ ร็อดดริเกซ, จอร์ดานา บริวสเตอร์,ไทรีส กิ๊บสัน, คริส บริดเจส (ลูดาคริส), เจสัน สเตแธม, โทนี่ จา และ เคิร์ท รัสเซล กำกับการแสดงโดย เจมส์ วาน หลังจากเอาชนะ โอเว่น ชอว์ (ลุค อีวานส์) และแก๊งของเขาได้ โดมินิค ทอเร็ตโต้ (วิน ดีเซล), ไบรอัน โอคอนเนอร์ (พอล วอล์คเกอร์) และพรรคพวกก็ได้เวลากลับไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อใช้ชีวิตอันสงบสุขอย่างที่พวกเขาฝันมาตลอดเสียที…แต่ฝันไปเถอะ! เพราะ เดคคาร์ด ชอว์ (เจสัน เสตทแธม) พี่ชายของโอเว่นเตรียมกลับมาล้างแค้น ทวงคืนชีวิตน้องชายและจัดทุกอันตรายไล่ล่าพวกเขาให้สาสม! หลังจากล่วงรู้สาเหตุการตายที่แท้จริงของฮาน ดอมและเหล่าจ้าวความเร็วทั้งหลายต่างก็ตั้งเป้าควานหาตัวฆาตกรที่ฆ่า “สมาชิกในครอบครัว” ของเขาให้จงได้ ก่อนที่มันจะตามล่าพวกเขาเจอ! ศึกของความเร็วที่จะมาซิ่งทิ้งทวนพาคุณสู่โลกของการไล่ล่าที่ยังการันตีคุณภาพเช่นเคย
และแล้วก็ถึงเวลาที่หลายคนรอคอย กับการกลับมาสนุกมันระห่ำกันอีกครั้งกับแก๊งซิ่งรถที่พวกเขาเรียกมันว่า “ครอบครัว” พวกเขาเดินทางมาไกลถึงภาคที่เจ็ดจนตัวละครหลายตัวเริ่มจะอยากกลับไปมีชีวิตแบบเรียบง่ายอย่างมีครอบครัวเล็กๆ ของตัวเองบ้าง แต่สุดท้ายก็มิวายต้องกลับมาทุกที Fast And Furious 7 หนังตั้งชื่อไทยแบบไม่ต้องคิดมากว่า ‘เร็ว…แรงทะลุนรก 7’ โดยยังมีตัวละครหลักเป็นตัวเดิมที่แฟนๆ ของแฟรนไชส์เรื่องนี้เคยคุ้นมา แต่ที่พิเศษก็คงจะเป็นการมี Jason Statham และ Tony Jaa มาร่วมแสดงด้วยนี่แหละ

หลังเปิดตัวผู้ร้ายคนใหม่ที่จะมาวาดลวดลายในภาคนี้ ก็ได้เวลาที่จะเปิดเผยตัวเสียทีว่า Deckard Shaw (Jason Statham) คือคนที่จะมาแก้แค้นแทนน้องชาย โอเว่น ชอว์ (Luke Evans) ที่ถูกกลุ่มของ โดมินิค ทอเร็ตโต้ (Vin Diesel) และ ไบรอัน โอคอนเนอร์ (Paul Walker) จัดการซะปางตายเมื่อคราวไปเยี่ยมลอนดอนเมื่อภาคก่อน แต่มันก็ไม่มีแค่นั้นหรอก ยังมีอีกหนึ่งตัวแปรที่เข้ามาเกี่ยวข้อง Kurt Russell แสดงเป็นบุคคลคนนั้น ที่เข้ามาบอกเรื่องราวบางอย่างที่ทำให้ “ครอบครัว” นี้ต้องกลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อภารกิจสุดท้ายของบางคน

ความลับบางอย่างที่ถูกนำมาเปิดเผย ทำให้ผมนึกถึงหนังสารคดีอย่าง “Citizenfour” ขึ้นมาในทันใด กลุ่มคนร้ายลักพาของมือแฮ็กเกอร์ผู้สร้างโปรแกรมอัจฉริยะเอาไว้ และในกลุ่มคนร้ายก็มี เกียรติ (Tony Jaa หรือ จา พนม) เป็นมือสังหารตัวฉกาจร่วมอยู่ด้วย

ด้วยความยาวของหนังที่ 137 นาที ทำให้ต้องถือว่า ‘ เร็ว..แรงทะลุนรก 7’ เป็นหนังแก๊งซิ่งขนาดยาวของจริง หนังเต็มไปด้วยฉากดุดันมันระห่ำที่ดาหน้าเข้ามาให้ผู้ชมได้ลุ้นกันยาวๆ จนแทบลืมหายใจ แต่ถึงกระนั้น หนังก็ยังมีแบ่งพักครึ่งช่วงกลางจนนึกว่ามันจบแบบค้างคาไปเสียแล้วก็ได้ หากยังคงมันระห่ำกระหึ่มสะใจต่ออีกช่วงใหญ่ ถือว่ายาวไปนิดเพราะหลังๆ ผมเริ่มจะไม่มันไปกับฉากพะบู๊เท่าช่วงแรกแล้ว โชคดีหน่อยที่ช่วงท้าย ค่อยตีตื้นขึ้นมาได้พอตัว

แต่เชื่อได้ว่า แอ็คชั่นแต่ละช็อตที่ James Wan ใส่มาเข้ามา น่าจะทำให้คอและแฟนหนังแฟรนไชส์เรื่องนี้ได้มันสะใจเป็นแน่แท้

ถ้าจะว่ากันไปในแง่ของการมี จา พนม อยู่ในหนังเรื่องนี้ เขาทำหน้าที่ได้ดีในเชิงแอ็คชั่นที่มักเข้าฉากกับพอล วอล์กเกอร์ เป็นหลัก แม้จะไม่ได้มีบทบาทมากมายนัก แต่ก็ได้โอกาสที่จะโชว์ลวดลายในแบบ จา พนม ในหนังอยู่มากพอดู น่าเสียดายเพียงเขาไม่ได้อยู่ฝ่ายคนดีและยังไม่อาจแสดงแอ็คติ้งด้านอารมณ์ได้เท่าที่ควรนั่นเอง แค่นี้ก็น่าภาคภูมิใจมากแล้วล่ะที่มีคนไทยอยู่ในหนังแฟรนไชส์ชื่อดังแบบนี้

ขณะที่ เจสัน สเตแธม มาร่วมแจมคราวนี้ ถือว่าได้เป็นตัวร้ายที่มาดร้ายสมหน้าตา ทว่าเขากลับยังแสดงได้ไม่โดดเด่นเท่าที่ควร หนังเต็มไปด้วยตัวละครมากมายจนอาจไม่สามารถเกลี่ยความเด่นมาให้ได้มากพอ ขณะที่จุดเด่นของหนังแนวนี้ก็ยังมีอยู่อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น มุกฮาจากตัวป่วนประจำแก๊ง นม/ตูดของสาวๆ หุ่นดีๆ ที่มาพร้อมดนตรีสไตล์เต้นๆ กับฉากซิ่งรถที่หนนี้พาไปซิ่งบนเส้นทางคดเคี้ยวตามแนวเขาและในทะเลทราย หนังพูดถึงและดึงเอาตัวละครเด่นๆ ที่อยู่ในทุกภาคกลับมาให้หายคิดถึง

แม้ว่าบทที่เขียนมาเพื่อ ‘ เร็ว..แรงทะลุนรก 7’ แต่เมื่อนั่งดูไปก็พบว่ามันดูแปลกๆ แปร่งๆ ดูน่าตะขิดตะขวงอยู่บ้างว่ามันเป็นแบบนั้นได้ยังไง แต่ถ้ามองว่าหนังเรื่องนี้สร้างมาเพื่อบรรจุฉาคแอ็คชั่นระดับเวอร์เกินจะเป็นได้จริงมาแต่ไหนแต่ไร ก็คงเข้าใจได้ว่า หนังได้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีที่สุดแล้ว แค่หนังอาจจะยาวเกินงามไปบ้างเท่านั้นเอง แต่หนังมีหลายฉากที่ต้องจดจำไปอีกนาน อย่างฉากที่ทิ้งรถซูเปอร์คาร์ลงมาจากเครื่องบิน ฉากเอาตัวรอดจากรถบัสคันใหญ่ที่กำลังจะตกหน้าผา และอีกหลายต่อหลายฉาก

คนสำคัญที่เราจะละเลยไม่พูดถึงเขาไม่ได้เลยก็คงจะเป็น พอล วอล์กเกอร์ ที่เราต่างรู้ว่าเขาได้จากโลกนี้ไปแล้ว และเขาคือตัวละครสำคัญในหนังเรื่องนี้ ระหว่างที่ผมดูไปก็เฝ้าลุ้นว่า เขาจะหาบทลงเอยให้กับตัวละครตัวนี้ยังไง ซึ่งก็พบว่ามันเป็นฉากที่สุดแสนสำคัญ และดีมากพอที่จะทำให้แฟนที่ติดตามมานานต้องเสียน้ำตาให้ เพราะไม่คิดว่าเขาจะเลือกใช้การเล่าแบบนี้ซึ่งมันประทับใจมาก

ufabet