รีวิวหนัง Alice Through the Looking Glass – อลิซ ผจญมหัศจรรย์เมืองกระจก

แล้วการเดินทางก็มาถึงบทสรุป Alice Through the Looking Glass :  ต้องเล่าย้อนกันสักนิดกับ อลิซในแดนมหัศจรรย์ ฉบับดิสนีย์ ที่ภาคแรกได้ ทิม เบอร์ตัน ผู้กำกับสายแหวกแนวมานำเสนอมุมมองใหม่ของ Alice จากเรื่องราวในหนังสือของนักเขียนชื่อดังอย่าง ลูอิส คาร์รอลล์ ที่ว่าด้วยเด็กหญิง อลิซ วัย 7 ขวบที่หลงเข้าไปในดินแดนใต้พิภพ และพบกับตัวละครแปลกประหลาดมากมาย รวมถึงบททดสอบต่างๆด้วย

โดย ทิม เบอร์ตัน ได้เลือกนำหนังสือสองเล่ม คือ Alice’s Adventures in Wonderland (1865) ที่อลิซตามกระต่ายขาวเข้าโพรงลงมายังแดนมหัศจรรย์ ได้พบกับแมดแฮทเทอร์และแมวเชสเซอร์เป็นครั้งแรก จนการต่อสู้เอาตัวรอดจากราชินีโพแดงในท้ายเรื่อง กับ Through the Looking-Glass, and What Alice Found There (1871) ซึ่งเป็นภาคต่อว่าด้วยอลิซวัย 7 ขวบครึ่ง ที่อยากเข้าไปในโลกกระจก และต้องเข้าไปอยู่ตรงกลางระหว่างการแข่งหมากรุกของราชินีแดงและราชินีขาว ที่มีตัวละครอย่าง ฮัมพ์ตี้ดัมพ์ตี้ และแฝดพี่น้องทวีดเดิ้ล รวมถึงแมดแฮทเทอร์เป็นคู่ต่อสู้ เบอร์ตันเลือกผสมตัวละครของทั้งสองเล่มโดยใช้โครงเรื่องจากเล่มแรกพัฒนามาเป็นหนัง Alice in Wonderland (2010) และปรับภาพอลิซเด็กน้อย มาเป็นสาวที่โตขึ้นและตกอยู่ใต้สังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงต้องอยู่บ้านและแต่งงานเป็นแม่ของลูกที่ดี แน่นอนความฝันการเป็นนักผจญภัยของสาวน้อยอลิซตามรอยพ่อ เป็นเรื่องน่าขบขันและเป็นไปไม่ได้เลย การเข้าไปในโลกมหัศจรรย์จึงเป็นการขจัดปมในใจของตัวละครด้วย

มาถึงภาคสอง หนังเปลี่ยนผู้นำวิสัยทัศน์มาเป็น เจมส์ โบบิน ที่โด่งดังมาจากหนังอย่าง The Muppets (2011) และกำกับรายการอย่าง Da Ali G Show ที่สร้างชื่อให้ดาราตลก ซาช่า บารอน โคเฮน ที่มาแสดงนำในเรื่องนี้ด้วย แม้จะเปลี่ยนผู้กำกับแต่ ทิม เบอร์ตัน ก็ยังคงนั่งตำแหน่งโปรดิวเซอร์ และได้ ลินดา วูลเวอร์ตัน ที่เขียนบทในภาคแรกมาสานต่อ ทำให้หนังต่อเนื่องลื่นไหลจากภาคแรกอย่างลงตัว ด้วยความที่ภาคแรกนั้นได้นำเนื้อหาในส่วนของหนังสือ 2 เล่มมาเล่นไปหมดแล้ว ลินดา จึงได้นำบางส่วนในเล่มที่สองมาขยายเป็นบทหนังเวอร์ชั่นใหม่ที่แฟนหนังสือไม่เคยได้สัมผัสได้อย่างน่าสนใจ

หนังเล่าถึง อลิซ ที่หลังจากกลับมายังโลกของตัวเองในภาคแรก เธอไล่ตามความฝันสานต่อการเป็นกัปตันเรือหญิงให้กับเรือนามวันเดอร์ของพ่อเธอ ออกเดินทางข้ามโลกไปสำรวจดินแดนที่ยังไม่มีใครเคยไป หนังเปิดตัวด้วยฉากการหนีตายจากโจรสลัดท่ามกลางพายุคลั่งและหินโสโครกได้อย่างสนุกมากๆ ก่อนจะเปิดปูมปัญหาของอลิซครั้งใหม่ เมื่อเธอกลับขึ้นฝั่งและพบบ้านของแม่เธอและเรือวันเดอร์ที่น่าภาคภูมิใจของพ่อกำลังจะโดนยึดจาก เฮมิช ลูกเศรษฐีสุดสปอยล์ที่เธอเคยหักหน้าปฏิเสธการแต่งงานในที่สาธารณะในภาคก่อน ซึ่งบัดนี้ได้ขึ้นเป็นเจ้าบ้านแอกคอร์ทเจ้าหนี้คนสำคัญของเธอแล้ว ในระหว่างที่ความฝันกำลังพังลงเมื่อพบโลกความจริง เธอก็ถูกชักนำสู่ดินแดนมหัศจรรย์อีกครั้งเพื่อช่วยเหลือ แฮทเทอร์ ซึ่งหลบหน้าผู้คนเพราะไม่มีใครเชื่อที่เขาพูดว่าครอบครัวของเขายังคงมีชีวิตอยู่ ถ้าใครจำได้ในภาคแรกแฮทเทอร์เคยเล่าว่าครอบครัวเขาถูกเจ้ามังกร แจ๊บเบอร์ว๊อคกี้ ของราชินีโพแดงหรือราชินีแดงในภาคนี้สังหารเมื่อนานมาแล้ว ดังนั้นเรื่องที่แฮทเทอร์พูดในคราวนี้จึงยากจะเชื่ออย่างมาก แม้แต่ตัวอลิซที่เป็นเพื่อนสนิทของแฮทเทอร์เองก็ตาม อลิซที่เคยมีคติว่าทุกอย่างเป็นไปได้เสมอเมื่อเพิ่งเจอกับเรื่องที่บ้านก็เริ่มเปลี่ยนความคิด แฮทเทอร์เสียใจที่ไม่มีใครเชื่อและค่อยๆล้มป่วยลงจนอาจจะตายได้ ราชินีขาวมิรานา จึงเสนอแผนสุดท้าทายออกมาว่า ให้อลิซไปขโมยแก่นเวลาของ ไทม์ ที่คอยดูแลกาลเวลาต่างๆมาเพื่อย้อนเวลาไปช่วยเหลือครอบครัวของแฮทเทอร์ก่อนจะถูกมังกรฆ่าตาย และที่ปราสาทนั้นเองอลิซก็ต้องเผชิญทั้งลูกน้องของไทม์ และศัตรูคู่แค้นอย่าง ราชินีแดงไอราเซเบ็ธ ผู้เป็นพี่ของราชินีขาวนั้นเอง

บทหนังจัดว่าทำได้กลมกล่อมและคิดมาละเอียดมาก โดยสามารถคลายปมต่างๆที่ดูเหมือนไม่มีเหตุผล ทั้งภาคเก่าๆ ตั้งแต่ว่า ทำไมราชินีโพแดงถึงหัวใหญ่ ทำไมนางชอบสั่งตัดหัวคน และทำไมถึงแค้นราชินีขาวและแฮทเทอร์นัก ทำไมแฮทเทอร์ถึงสร้างหมวกประหลาดๆ เป็นต้น หรือจะเป็นปมภาคใหม่อย่าง ราชินีขาวกับแดงจะคืนดีกันได้อย่างไร จะช่วยเหลือครอบครัวแฮทเทอร์ได้อย่างไร เราจะแก้ไขอดีตได้ไหม เวลาคือสิ่งใด เราควรจัดการกับเวลาและอุปสรรคอย่างไร ซึ่งสะท้อนกลับไปที่ปมในใจของอลิซเรื่องความเชื่อที่พังทลายลงได้สมบูรณ์ลงตัวทุกส่วน คือได้ทั้งความสนุก ลุ้น ตื่นเต้น ซาบซึ้ง อิ่มตาอิ่มใจ ได้ข้อคิด ขอชมเลยว่าบทหนังเล่นกับคำว่า เวลา ที่เป็นหนึ่งในตัวเดินเรื่องหลักของภาคนี้มาได้อย่างดีเยี่ยม

สรุป แม้หนังจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรตอนฉายที่อเมริกาเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อาจจะด้วยหลายปัจจัยทั้งข่าวฉาวการหย่าร้างระหว่างจอห์นนี่ เด็ปป์กับภรรยา ทั้งการฉายชนกับหนังใหญ่อย่าง เอ็กเมน อะพอคาลิปส์ หรือตัวหนังเองที่ไม่ถูกใจนักวิจารณ์หลายสำนักเท่าใด โดยเฉพาะประเด็นเปรียบเทียบกับฉบับหนังสือที่คลาสสิคไปแล้วนั่นเอง ยอมรับว่าตอนแรกที่เห็นความล้มเหลวด้านคำวิจารณ์และรายได้แอบหวั่นใจว่าหนังจะน่าเบื่อเหมือนกัน แต่พอดูแล้วผิดคาดครับ ใครเริ่มดูภาคนี้เลยก็สามารถรู้เรื่องได้ไม่ยากเพราะมีการปูปมและตัวละครให้ในระดับหนึ่ง แถมยังสนุกไปกับเรื่องราวสุดแฟนตาซี และวิสัยทัศน์ด้านภาพ บวกกราฟฟิกสุดอลังการตระการตาได้แบบไม่มีเบื่อเลย ตรงนี้ยอมรับเลยว่าภาพสวยงามมากๆ รอบที่ผมได้ดูนั้นเป็นระบบสามมิติซึ่งทำได้ดีในหลายๆ ฉากมากๆ ครับ ขณะเดียวกันแฟนๆในภาคเก่าก็คงจะฟินสุดๆกับบทสรุปที่ลงตัว และมีน้ำตารื้นกับมิตรภาพของเหล่าเพื่อนทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ที่มาร่ำลาคนดูส่งท้ายกันในภาคจบนี้กันบ้างล่ะนะครับ แต่แฟนหนังสือคงต้องทำใจหน่อยว่ามันไม่เหมือนกับในหนังสือแน่ๆ ล่ะครับ แต่มันก็ดูสนุกในแบบหนังที่มันเป็นนะครับ น่าจะเป็นความเพลิดเพลินในช่วงวันแม่ที่ดีครับ

แทง ufabet

รีวิวหนัง Doctor Strange – จอมเวทย์มหากาฬ ภาคต้นกำเนิดซูเปอร์ฮีโร่

รีวิวหนัง Doctor Strange – จอมเวทย์มหากาฬ เรื่องย่อหนัง ภาคต้นกำเนิดซูเปอร์ฮีโร่ก็ย่อมต้องปูพื้นกันก่อน เริ่มด้วยชีวิตของ ดร.สตีเฟน สเตรนจ์ (Benedict Cumberbatch) Doctor Strange หมอหนุ่มคนหนึ่งที่ดูจะเชี่ยวชาญในงานของตัวเองเป็นพิเศษ แต่แฝงแง่ลบอยู่บ้าง ตรงที่มีความภาคภูมิใจและทะนงตนพอตัวในความสามารถของตัวเอง แถมยังดูเป็นหมอที่รวยมากเสียด้วย เพราะขี่ซูเปอร์คาร์เลยเชียวนะ

ด้วยอุบัติเหตุทำให้เขาไม่สามารถใช้สองมือผ่าตัดใครได้อีก และเฝ้าวนเวียนหาทางรักษาให้กับตัวเองซึ่งเป็นเคสที่ยังไม่มีใครทำได้ ความเครียดพาให้เขาต้องตัดขาดกับเพื่อนสนิทที่รู้ใจอย่าง ดร.คริสตีน พาล์มเมอร์ (Rachel McAdams) จนกระทั่งเขาได้ยินเรื่องชายหนึ่งที่รักษาอาการอัมพาตจนหาย ทั้งหมดทั้งมวลทำให้เขาเดินทางสู่ตะวันออกเพื่อค้นหาและนำพาเขาออกจากสิ่งที่ทรมานเขาทุกเมื่อเชื่อวัน

ณ ที่แห่งนี้ เขาได้พบกับอาจารย์ที่พาเขาเข้าสู่โลกแห่งเวทมนตร์ ดิแองเชียนวัน (Tilda Swinton) เธอไม่ได้สอนอะไรเขามากนักหรอก เพียงแค่ไกด์ให้เขาศรัทธาและใฝ่ใจในการฝึกจิต เพราะด้วยความปราดเปรื่องในตัวเขา ก็มากพอจะส่งให้เขากลายเป็นจอมเวทย์คนใหม่ได้แล้ว หน้าที่ของเขาคือร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกำจัดจอมเวทย์อีกคนที่แปรพักตร์ไปสร้างความเดือดร้อนและอาจกลายเป็นหายนะแห่งโลก

จอมเวทย์ผู้นั้นคือ แคลิเชียส (Mads Mikkelsen) อีกอาจารย์ผู้เก่งกาจหากแต่เลือกเข้าสู่ด้านมืด และจอมเวทย์ที่เหลือจะต้องปกป้องโลกนี้เอาไว้ให้ได้

รีวิว วิจารณ์หนัง ‘จอมเวทย์มหากาฬ’ ภาคต้นกำเนิดของซูเปอร์ฮีโร่ตัวใหม่ที่น่าจะได้มีบทบาทสำคัญในทีม Avengers ในอนาคต ที่มีที่มาอันแตกต่าง ดร. สเตรนจ์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ก็จริง แต่วันหนึ่งกลับเจอจุดเปลี่ยนจนต้องหันเหมาเชื่อในเวทมนตร์ และกลายเป็นว่าเขากลับเก่งกาจในการพัฒนาตัวเองในฐานะจอมเวทย์ ที่ต้องเจอกับศัตรูตัวร้ายของโลกพร้อมๆ กับการพบเจอสิ่งที่ไม่คาดฝันอันนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของชีวิต ดร.คนนี้

ณ ที่แห่งนี้ เขาได้พบกับอาจารย์ที่พาเขาเข้าสู่โลกแห่งเวทมนตร์ ดิแองเชียนวัน (Tilda Swinton) เธอไม่ได้สอนอะไรเขามากนักหรอก เพียงแค่ไกด์ให้เขาศรัทธาและใฝ่ใจในการฝึกจิต เพราะด้วยความปราดเปรื่องในตัวเขา ก็มากพอจะส่งให้เขากลายเป็นจอมเวทย์คนใหม่ได้แล้ว หน้าที่ของเขาคือร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกำจัดจอมเวทย์อีกคนที่แปรพักตร์ไปสร้างความเดือดร้อนและอาจกลายเป็นหายนะแห่งโลก

จอมเวทย์ผู้นั้นคือ แคลิเชียส (Mads Mikkelsen) อีกอาจารย์ผู้เก่งกาจหากแต่เลือกเข้าสู่ด้านมืด และจอมเวทย์ที่เหลือจะต้องปกป้องโลกนี้เอาไว้ให้ได้

รีวิว ภาคต้นกำเนิดของซูเปอร์ฮีโร่ตัวใหม่ที่น่าจะได้มีบทบาทสำคัญในทีม Avengers ในอนาคต ที่มีที่มาอันแตกต่าง ดร. สเตรนจ์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ก็จริง แต่วันหนึ่งกลับเจอจุดเปลี่ยนจนต้องหันเหมาเชื่อในเวทมนตร์ และกลายเป็นว่าเขากลับเก่งกาจในการพัฒนาตัวเองในฐานะจอมเวทย์ ที่ต้องเจอกับศัตรูตัวร้ายของโลกพร้อมๆ กับการพบเจอสิ่งที่ไม่คาดฝันอันนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของชีวิต ดร.คนนี้ เป็นปกติของภาคต้นกำเนิด ที่ต้องให้เวลาการบอกเล่าที่มาที่ไปก่อนจะกลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ถูกวางให้เป็นแกนนำหลักคนใหม่ในจักรวาลอะเวนเจอร์สระลอกใหม่ ตั้งแต่เขายังเป็นหมอศัลย์ในโรงพยาบาล จนเกิดอุบัติเหตุ ค้นหาวิธีเยียวยาด้วยตัวเอง ก่อนจะไปจบที่วิถีเวทย์ตะวันออก น่าเสียดายที่ใส่ฉากโรแมนติกมาไม่เต็มที่นัก

แต่สิ่งที่หนังภาคกำเนิดของ ‘จอมเวทย์มหากาฬ’ ทำได้ดีพอประมาณ คือ การแทรกใส่มุกตลกเข้ามาพอหอมปากหอมคอที่ช่วยให้ผู้ชมได้บันเทิงเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง แม้แต่ละมุกอาจไม่ถึงกับฮาก๊าก แต่ก็ชวนหัวเราะไปมุกที่ไม่คิดว่าจะออกมาจากหมอผู้เคร่งขรึมเฉกเช่นเขา

งานด้านภาพที่สวยล้ำ ผสานดนตรีอลังการ พล็อตโดยรวมอาจจะไม่มีอะไรแปลกใหม่นัก นั่นเพราะเราเสพหนังซูเปอร์ฮีโร่กันมามากเกินแล้วกระมังจึงต้องการอะไรเช่นนั้น ก็ในเมื่อคาแร็กเตอร์ของ ‘จอมเวทย์มหากาฬ’ นั้นต้องอะไรที่เป็นอภินิหารเหนือจริง โดยการเฉพาะเล่นกับการควบคุมเวลาและการควบคุมเชิงโครงสร้าง และการรับชมในบรรยากาศของจอยักษ์ IMAX 3 มิติที่ให้เสียงคมชัดรอบทิศทางจึงเป็นอะไรที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการได้รับอรรถรสที่เต็มเปี่ยมกว่าคนอื่น การเหาะเหินเดินอากาศและการเอาตัวรอดบนพื้นที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา บิดความเป็นจริงที่เราคุ้นตาให้เอนเอียงไปมาจนหลายหนที่เราต้องเอียงคอตาม ดั่งว่าเราเองก็อยู่ในโลกที่ถูกบิดให้เบี้ยวไปเช่นนั้นด้วย

แถมบทยังไม่เล่นท่ายาก มีเรื่องของการควบคุมเวลาก็จริงแต่ไม่ซับซ้อนจนมึนและสับสน ใช้มันอย่างเหมาะเจาะพอดี ผสมผสานกับงานวิชวลที่ออกมาละเอียด เนียนกริ๊บ และใช้ดำเนินเรื่อง มันจึงเป็นอะไรที่ว้าวมาก แม้จะมองมันคล้ายคลึงกับ ‘Inception’ แต่ก็เป็นการนำมาเป็นแรงบันดาลเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่เหนือยิ่งไปกว่า หนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องนี้จึงเด่นในเรื่องมหาวิชวลอย่างแท้จริง

แทง ufabet

รีวิวหนัง Moana – โมอาน่า ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้

เรื่องย่อ Moana – โมอาน่า ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้ : ว่าด้วยเรื่องราวการผจญภัยเมื่อสามพันปีก่อน ในแถบทะเลแปซิฟิกตอนใต้แห่งโอเชียเนีย ของ Moana นักเดินสาวทางทะเล วัย 16 ปี ที่ท่องเที่ยวไปยังหมู่เกาะต่างๆ เพื่อตามหาเกาะที่สาบสูญในตำนาน สานฝันให้ผู้เป็นพ่อ ร่วมกับ มาวอิ บุรุษครึ่งเทพ พร้อมกับเสบียง เอ้ย! เพื่อนๆ ตัวน้อยของพวกเขา อย่าง เจ้ไก่ โดยระหว่างการเดินทาง ทั้งหมดก็ต้องฟันฝ่าอันตรายท่ามกลางหมู่เกาะน้อยใหญ่ที่ต่างแฝงไปด้วยความลึกลับ พร้อมกับเผชิญหน้ากับสรรพสัตว์แห่งท้องทะเลลึก

บทวิจารณ์ : ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าภาพยนตร์เรื่อง โมอาน่า ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้ สามารถเป็นหน้าเป็นตาของการ์ตูน Disney ได้ไม่ยาก ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นกระแสที่ฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมืองเหมือน Frozen แต่ก็ยังรักษามาตรฐานการทำงานเอาไว้ได้เป็นอย่างดี แต่เพียงเนื้อหาของเรื่อง มันช่างดูไกลตัว และตัวละครหลักอาจจะไม่ได้เป็นคาแรคเตอร์ที่เด็กๆ หลงใหลสักเท่าไหร่ แต่ถ้าจะให้พูดว่าทำออกมาแย่ล่ะก็ เราไม่ขอพูดเช่นนั้น เพราะ โมอาน่า ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้ ให้แง่คิดอะไรกับเราหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการที่เราควรจะเดินทางตามหาความฝัน ก้าวข้ามผ่านอุปสรรคแม้จะยากลำบาก ยอมรับในความเป็นตัวขอตัวเอง รู้จักเสียสละ กล้าที่จะเปิดใจให้คนอื่น เพราะบางที คนที่ดูดุร้ายและเกรี้ยวกราด ครั้งหนึ่ง เขาอาจจะเคยเป็นคนที่ดีมากๆ มาก่อน เพียงแต่ความโหดร้ายของชีวิตนั้นเข้ามาบีบคั้น และทำให้เขากลับกลายเป็นคนไม่ดี แต่ในที่สุด เมื่อเขาได้เจอกับคนดีๆ อีกครั้ง นั่นย่อมทำให้เขายอมเปิดหัวใจ ยอมที่จะเสี่ยงเป็นคนดีเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา

เทคนิคพิเศษที่ทำผ่าน Computer Graphic ก็ทำออกมาได้ลื่นไหลเลยทีเดียว แต่ดูแล้วภาพยนตร์เรื่อง โมอาน่า ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้ ทำให้คิดถึงการ์ตูนเรื่องอื่นๆ ซ้อนขึ้นมาเหมือนเป็นเดจาวู ไม่ว่าจะเป็น Lilo and Stitich, Pocahontas, Finding Nemo และ Finding Dori นี่ก็อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่โดดเด่นเท่าที่ควร เพราะบางฉากบางตอน มันซ้ำกับภาพเดิมๆ ของการ์ตูนที่มีอยู่ในท้องตลาดอยู่แล้วนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่อง โมอาน่า ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้ ก็ทำให้เราประทับใจได้ไม่น้อย จนไม่ยอมลุกออกไปเข้าห้องน้ำ ถึงแม้อากาศจะเย็น และหนังก็ยาวเกือบ 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว

สรุป : โมอาน่า ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้ เป็นภาพยนตร์การ์ตูนอนิเมชั่นที่ดูได้ทุกวัย ไม่มีฉากไหนที่ดูรุนแรง กราฟความสนุกของเรื่องทำได้ดี ตอนจบไม่รีบตัดตอนจนเสียบรรยากาศ เราคิดว่า โมอาน่า ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้ เหมาะที่จะเป็นหนังที่ดูในช่วงวันหยุดยาวร่วมกับครอบครัวในช่วงอากาศหนาวๆ แบบนี้ เพราะมันจะทำให้ความรักความสัมพันธ์ของคุณอบอุ่นขึ้นอย่างแน่นอน และตัวภาพยนตร์ยังมีแง่คิดสอดแทรกเข้ามาแบบไม่ได้ยัดเยียดเนื้อหาตลอดทั้งเรื่องอีกด้วย

แทง ufabet

รีวิวหนัง Jackie – หม้ายหมายเลขหนึ่ง แจ็คเกอลีน เคนเนดี้

รีวิวหนัง Jackie หรือชื่อไทยว่า หม้ายหมายเลขหนึ่ง แจ็คเกอลีน เคนเนดี้ อายุเพียง 34 ปีเท่านั้นตอนที่สามีของเธอได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ด้วยความสง่า มีสไตล์ และความลึกลับน่าค้นหา บวกด้วยรสนิยมด้านแฟชั่น ศิลปะ หม้ายหมายเลขหนึ่ง และการออกแบบอันเป็นที่เลื่องลืออย่างกว้างขวาง ส่งผลให้เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ เป็นผู้หญิงที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคนหนึ่งของโลก แต่แล้วในวันที่ 22 พฤศจิกายน ปี 1963 ขณะที่เธอและ จอห์น เอฟ เคนเนดี้ เดินทางมากับขบวนพาเหรเข้าสู่ตัวเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส เจเอฟเค ก็ถูกมือปืนสังหารโหด เลือดของเขาเปรอะท่วมเสื้อสีชมพูของ แจ็คเกอลีน ขณะที่เธอนั่งเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน ดีซี โลกทั้งใบและความศรัทธาที่เธอเคยมีก็มลายสิ้นไปในบัดดล แม้จะอยู่ในสภาพบอบช้ำและเคว้งคว้างจากการสูญเสีย เธอยังต้องยืนหยักเพื่อปลอบประโลมลูกๆ ของเธอ พร้อมกับฟื้นฟูบ้าน และวางแผนการจัดงานศพให้สามีผู้เป็นที่รัก ช่วงเวลา 7 วันหลังจากนั้นถือเป็นช่วงชี้เป็นชี้ตาย ว่าประวัติศาสตร์จะจารึกชื่อของ จอห์น เอฟ เคนเนดี้ รวมทั้งชื่อของเธอเองไว้ว่าอย่างไร JACKIE เป็นหนังที่แสดงภาพของผู้หญิงแกร่งที่มีความลึกลับน่าค้นหา น่าจดจำ ผู้ไม่ยอมท้อถอย นอกจากนั้น หนังยังพาคนดูไปสำรวจประเด็นเรื่องศรัทธา ประวัติศาสตร์ ตำนานและการสูญเสียอีกด้วย

ในวันที่ 22 พฤศจิกายน ปี 1963 จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐอเมริกา และภรรยาสาว แจ๊คเกอลีน เคนเนดี้ เดินทางมากับขบวนพาเหรดเข้าสู่ตัวเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส จู่ๆ เจเอฟเคก็ถูกลอบสังหารโดยถูกยิงกระสุนใส่ศีรษะเขาจนชิ้นส่วนกระจาย แจ๊คเกอลีน ทำท่าเหมือนคนหวาดกลัวตะกายตัวไปยังบริเวณหลังรถ เธอถูกคนทั้งโลกกล่าวหาว่ารักตัวกลัวตาย ก่อนจะเป็นที่เปิดเผยภายหลังว่าแท้จริงแล้ว เธอได้ปีนไปเก็บชิ้นส่วนกะโหลกศีรษะของสามีเธอ เพื่อให้หมอเย็บติดคืนที่เดิม แม้โอกาสรอดของประธานาธิบดีผู้ถูกจารึกชื่อว่าอายุน้อยที่สุดในสหรัฐอเมริกาจะแทบไม่มีเลยก็ตาม

แจ๊คเกอลีน เคนเนดี้ อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งสหรัฐ เธอเต็มไปด้วยบุคลิกที่เต็มไปด้วยพลัง มีเสน่ห์ เข้มแข็ง สง่างาม หนังเล่าช่วงเวลาที่ชะตาชีวิตเธอพลิกผันชั่วพริบตาเดียวที่สามีเธอถูกลอบสังหาร การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในช่วงเปลี่ยนผ่านของภรรยาที่ไม่มีสามี ลูกๆ ที่จะไม่มีพ่อ และไม่ได้ดำรงตำแหน่งสตรีหมายเลขหนึ่งอีกต่อไป เราเห็นพลังที่น่าสนใจของเธอในการจัดการเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะการวางแผนการจัดงานศพให้สามี ซึ่งเธอต้องการให้ชื่อของเขาถูกจารึกในประวัติศาสตร์อย่างมีเกียรติที่สุด และการกอบกู้ตัวเองพร้อมครอบครัวให้เดินต่อไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง ทว่าทุกสิ่งที่เธอทำนั้นเต็มไปด้วยความลึกลับ ซับซ้อน จนใครต่อใครหรือแม้กระทั่งเราซึ่งเป็นคนดู ไม่สามารถตามติดแรงจูงใจของเธอได้ชัดเจนมากนัก

นาตาลี พอร์ตแมน แบกรับบทบาทที่หนักหนาสาหัสที่สุดอีกครั้งหนึ่งในชีวิต โดยคาแรคเตอร์ของ แจ๊คเกอลีน เคนเนดี้ ก็มีความลึกลับซับซ้อนโดยตัวเธอเองอยู่แล้ว ยิ่งพอถ่ายทอดเป็นหนังที่ต้องขยายการถ่ายทอดอารมณ์ให้มากขึ้น การตีความทางการแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึก เรียกได้ว่านาตาลีเล่นได้ละเอียดมีมิติตัวละครได้ดีมาก การที่สามารถแสดงอารมณ์ที่ครุกรุ่นภายในตลอดเวลา พร้อมรักษาความลึกลับซับซ้อนของตัวละครไปด้วยกันให้ได้นั้นเป็นสิ่งที่แสนจะน่าทึ่ง

หนังเต็มไปด้วยบทสนทนาที่น่าสนใจ ความน่าสนใจของตัวละครแจ๊คกี้ที่แบกหนังทั้งเรื่อง ทั้งความ Cinematic ที่แสดงสุนทรียะทางภาพยนตร์ได้ละเมียดละไมมากๆ ตั้งแต่ภาพ เสียง คอสตูม ฉาก การออกแบบซีน ทั้งหมดนี้ ทำให้ Jackie เป็นหนังที่มีความสมบูรณ์ในตัวมันเองอย่างหาที่ติได้ยากจริงๆ

เดิมพัน ufabet

รีวิวหนัง Tomorrow I will date with Yesterday’s You – พรุ่งนี้ผมจะเดตกับเธอคนเมื่อวาน

รีวิวหนัง Tomorrow I will date with Yesterday’s You – พรุ่งนี้ผมจะเดตกับเธอคนเมื่อวาน คือ ผลงานหนังญี่ปุ่นรักระทมรับลมหนาวประจำต้นปีนี้ หนังได้ผู้กำกับอย่าง ทาคาฮิโระ มิกิ ที่เคยมีผลงานจี๊ดใจวัยรักอย่างหนังวงดนตรีจากมังงะเรื่อง Soranin (2010) มาแล้ว Tomorrow I will date with Yesterday’s You คราวนี้เขาหันมาทำหนังจากนิยายผู้หญิงขายดีหลักล้านเล่มที่ชื่อเดียวกันของ นานัตสึกิ ทากาฟุมิ บ้าง โดยได้ โยชิดะ โทโมโกะ มือเขียนบทคู่บุญของผู้กำกับมิกิ มาช่วยดัดแปลงเนื้อหาให้ ซึ่งหลักๆที่ต่างจากนิยายเลยก็คงเป็นการปรับวัยของตัวเอกจากมัธยมมาสู่เด็กมหาวิทยาลัยแทนนั่นเอง

หนังเล่าเรื่องของ ทาคาโตชิ (ฟุคุชิ โซตะ) นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ตกหลุมรักสาวสวยลึกลับบนรถไฟ เขาอาศัยความกล้าลงรถไฟตามไปขอเบอร์เธอ จนได้รู้จักและรู้ว่าเธอชื่อ เอมิ (โคมัตสึ นานะ) พวกเขาค่อยๆสานความสัมพันธ์กันโดยคำสัญญาว่า “พรุ่งนี้เราพบกันนะ” ในที่สุดโซตะก็สารภาพรักและขอเอมิเป็นแฟน เรื่องราวดูเหมือนจะสวยงามตามท้องเรื่อง แต่วันหนึ่งเอมิก็โทรมาสารภาพบางอย่างกับเขา เขาถึงได้รู้ว่าชีวิตคู่ของพวกเขาไม่มีวันเป็นไปได้ เพราะเอมิมาจากอีกโลกคู่ขนานหนึ่งที่ทุกๆ 5 ปี เวลาของทั้งสองโลกถึงจะมาบรรจบกันครั้งหนึ่ง ดังนั้นทาคาโตชิ และเอมิ จะได้เจอกันแค่ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 เดือนในทุกๆ 5 ปี และทุกครั้งที่พวกเขาได้พบกันเวลาของทาคาโตชิจะเดินไปข้างหน้าคือแก่ขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่โลกของเอมิ เวลาของเอมิกลับเดินสวนทาง เธอจะเด็กลงเรื่อยๆ แต่ถึงแบบนั้นพวกเขาก็ตัดสินใจจะกลับมาเจอกันอีกทุกๆ 5 ปี

อ่านเนื้อเรื่องย่อก็ชวนคิดว่าหนังคงลากยาวกันไปอีกหลายปีและคงมีบทสรุปที่ทั้งคู่น่าจะลงเอยกันแบบแฮปปี้เอนดิ้งหรือเจอกันในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่เอาเข้าจริงหนังเล่าเน้นๆแค่ช่วงเวลา 30 วัน ในวัยที่ทั้งคู่อายุ 20 ปีและได้เจอกันตกลงเป็นแฟนกันครั้งแรกเท่านั้น ซึ่งมันรวมทุกความรู้สึกและความขัดแย้งไว้หมดแล้ว ตรงนี้หนังฉลาดมากครับ ยิ่งตอนหลังมีการสลับมุมมองไปทางฝั่งนางเอกบ้างยิ่งขยี้ใจ ให้สงสารทั้งคู่มากๆ

พล็อตหนังเรียกว่าได้แรงบันดาลใจจากเรื่องเล่า แบบหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้าแห่งวันทานาบาตะ มาเพิ่มปมไซไฟเรื่องโลกคู่ขนานที่เวลาเดินคนละแบบกันได้อย่างน่าสนใจ แต่ใครเผลอไปติดใจตรงเงื่อนไขเวลาว่าเป็นแบบไซไฟจะปวดหัวและรู้สึกพล็อตโหว่แหว่งจนไม่อินได้ครับ ทางที่ดีคิดว่ามันเป็นแฟนตาซีที่เกี่ยวกับปาฏิหาริย์กาลเวลาจะดีกว่า

ซึ่งถ้าสามารถเข้าใจเรื่องเวลาที่ต่างกันของทั้งสองคนได้ เราถึงจะอินในอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครที่ว่า เพราะวันแรกที่ฉันได้เจอเธอ สำหรับเธอมันคือวันสุดท้ายที่จะได้เจอฉัน ช่วงเวลาที่พระเอกกำลังคิดว่าความรักมันกำลังจะเริ่มเบ่งบาน แต่ในมุมนางเอกเวลาของเธอกำลังพาเธอให้ไปจากจุดที่ทั้งคู่เป็นแฟนกันไปอีกช่วงเวลาหนึ่งที่พระเอกยังไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำเสียแล้ว

ซึ่งจริงๆหนังก็พยายามช่วยขยี้จุดนี้มาเป็นระยะให้เราเข้าใจความรู้สึกของพระนางครับ คิดว่าถ้าตามหนังมาแต่ต้นก็น่าจะเข้าใจไม่ยากเกิน อันนี้พอเข้าใจปั๊บมันจะโคตรเศร้าเลยครับ ซึ่งดีตรงหนังไม่ได้บิ้วบี้เราเกินไป กำลังพอดีๆชวนให้ดูซึ้งเป็นธรรมชาติ ย้ำนะครับอย่าไปสงสัยอะไรมากครับไหลๆตามหนังไปจำรายละเอียดนู่นนี่นั่นตามตัวละครไปแล้วจะสะเทือนใจเองครับ

หนังยังมีจุดขายสำคัญคือนักแสดง ทั้งโซตะก็น่ารักน่าเอ็นดูเหมือนผู้ชายเหนียมๆอายๆช่วงแรก แล้วก็มีพัฒนาการที่ดูแมนขึ้นเท่ขึ้นเป็นลำดับ ส่วนนานะนี่ไม่ต้องทำอะไรเลยครับแค่ยิ้มก็ละลายแล้ว เป็นผู้หญิงที่ดูน่ารักแบบมีเอกลักษณ์ให้จดจำ โดยเฉพาะวิธียิ้มกับดวงตาเศร้าแบบที่เป็นธรรมชาติ คือแค่มีเธออยู่ในหนังแค่นั้นก็ได้ชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ

เดิมพัน ufabet

รีวิวหนัง Fast & Furious 8 – เร็ว…แรงทะลุนรก 8 ดอมและเล็ตตี้ที่อยู่ในช่วงฮันนีมูน

เรื่องย่อ Fast & Furious 8 – เร็ว…แรงทะลุนรก 8 : ดอมและเล็ตตี้อยู่ในช่วงฮันนีมูน ส่วนไบรอันและมีอาก็ตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตครอบครัวของตัวเอง ส่วนคนอื่น ๆ ก็พ้นจากข้อกล่าวหา กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ Fast & Furious 8 แต่เมื่อมีสตรีลึกลับ (เจ้าของรางวัลออสการ์ ชาร์ลิซ เธอรอน) เข้ามาล่อลวงดอมสู่โลกอาชญากรรรม โดยที่เขาไม่มีทางเลือกและกลายเป็นคนทรยศครอบครัว พวกเขาต้องเผชิญกับการทดสอบอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน จากคิวบา มาถึงนิวยอร์ก และสู่พื้นราบน้ำแข็งบนทะเลบาเรนทส์ พวกเขาต้องซิ่งสลับไปมาข้ามโลก เพื่อหยุดยั้งผู้นิยมลัทธิอนาธิปไตยที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในโลก และนำดอมผู้ทำให้พวกเขารวมเป็นครอบครัวกลับมา

บทวิจารณ์ : ถ้าจะบอกว่าในบรรดา ทั้ง 8 ภาคที่ผ่านมา เร็ว..แรงทะลุนรก ภาค 8 นี่แหละที่ทำออกมาได้สนุกสุดๆ นักแสดงมีประสบการณ์ เข้าใจบทบาทของตัวเอง และรับส่งบทได้ดี แต่ที่เด็ดที่สุด ก็คงจะต้องยกให้อภิมหาการทุ่มทุ่นสร้าง ที่พังรถหรูมากมาย ชนิดที่ว่าคุณต้องไม่เคยเห็นภาพยนตร์เรื่องไหนพังรถยนต์แพงๆ กันแบบจัดหนักจัดเต็มแบบนี้ จนบางทีเราเองก็แอบรู้สึกเสียดายอยู่เหมือนกัน ว่าถ้าได้รถที่เอามาพังเล่นแบบนี้มาใช้สักวัน ก่อนจะเอาไปเข้าฉากก็คงจะดีไม่น้อย แต่ทุกอย่างทำออกมาได้กลมกล่อมดีจริงๆ ลำดับเรื่องราวก็ทำออกมาได้เข้าใจง่าย ทำให้สนุกกับหนังได้อย่างเต็มอิ่ม ข้อเสียของหนังเรื่อง เร็ว..แรงทะลุนรก 8 คงมีอยู่อย่างเดียวจริงๆ ก็คือพล๊อตเรื่อง ที่คาดเดาค่อนข้างง่าย เพราะแรงจูงใจในการหักหลังครอบครับของดอมนั้นยังไม่มากพอ และเราก็ดูออกว่า ยังไงๆ เขาก็จะไม่มีวันทรยศคนที่ตัวเองรัก ซึ่งก็เป็นอย่างที่คาดการณ์เอาไว้จริงๆ สุดท้ายดอมก็กลับมาช่วยครอบครัวของเขาอยู่ดี

รถซิ่งแต่ละคันในภาคนี้ก็ยังสวย เท่ แพง และเข้ากับคาแรกเตอร์ของตัวละครแต่ละตัวไว้เช่นเคย รถโตโยต้าที่ Paul Walker เคยซิ่งประจำในภาคแรก ๆ ในภาคนี้ก็มีเจ้าหน้าที่สุดหล่อคนใหม่มาประจำการแทนที่ (รับบทโดย Scott Eastwood ลูกชายของนักแสดง-ผู้กำกับระดับตำนาน Clint Eastwood) แต่ก็ไม่อยากให้มองว่าเขาจะมาแทน Paul Walker อะไรยังไงนะ เอาเป็นว่าคนใหม่นี้เขาก็ทำได้ดีเท่าที่บทจะอำนวย

ส่วนสิ่งที่เขาเล่าเขาลือกันมาว่า ในภาพยนตร์เรื่อง  เร็ว..แรงทะลุนรก 8 จะมีตัวละครที่เราคิดตายไปแล้วกลับมาโลดแล่นบนจออีกครั้ง ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าหน่วยข่าวกรองของเขาก็ทำการบ้านได้ดีใช้ได้เลยล่ะ แต่ว่าคนที่หวนกลับคืนมานั้น อาจจะไม่ใช่ฮานอย่างที่หลายคนหวังเอาไว้ ถ้าอยากรู้ว่าคนๆ นั้นเป็นใคร อย่าลืมไปหาคำตอบกันได้ ที่โรงภาพยนตร์ใกล้บ้านคุณ บอกใบ้ให้นิดหนึ่งว่า เป็นตัวร้าย ที่กลับกลายเป็นคนดี ถึงแม้ว่าจะทำไปด้วยเหตุจำเป็น แต่เขาก็ช่วยดอมและครอบครัว จนภารกิจเสร็จสิ้นไปด้วยดี เดี๋ยวไปดูก็รู้แล้วล่ะว่าใคร แต่บอกเอาไว้เลยว่าไม่ใช่จาพนม

สรุป : ภาพยนตร์เรื่อง เร็ว..แรงทะลุนรก 8 เล่นอารมณ์กับคนดูได้เป็นอย่างดี เป็นหนังที่คุ้มค่าก็การดู ทั้งมัน สนุก และโล่ง ผู้ชายน่าจะชอบภาพยนตร์เรื่องนี้แน่ๆ และสาวๆ จำนวนไม่น้อย คงไม่ปฏิเสธที่จะไปชม เร็ว..แรงทะลุนรก 8 ด้วยเช่นเดียวกัน

ufabet.co

รีวิวหนัง Smurfs: The Lost Village – สเมิร์ฟ หมู่บ้านที่สาบสูญ

รีวิวเรื่อง Smurfs: The Lost Village – หมู่บ้านที่สาบสูญ การกลับมาของเหล่าภูตตัวสีฟ้าที่จะมาป่วน ซึ่งคราวนี้เหล่าสเมิร์ฟจะต้องออกเดินทางเพื่อเข้าไปในหมู่บ้านที่สาบสูญ ก่อนที่พ่อมดชั่วร้ายจะค้นหาเจอ ท่ามกลางการผจญภัยสุดสนุกสนาน พร้อมตัวละคร Smurfs ที่คุณคิดถึงจากภาคแรก กลับมาแบบครบเซ็ต ทั้ง ปาป้า สเมิร์ฟ ,สเมิร์ฟเฟ็ตต์,แฮฟฟี่ , คลัมซี่ และ เบรนนี่ !

พยายามทำการบ้านเต็มที่เพราะคิดว่าคนอย่างเรา ได้ดูแค่สเมิร์ฟภาคแรกมาจนถึงตอนนี้ก็ลืมไปซะหมดแล้วล่ะ แต่ปรากฏว่าไม่จำเป็นต้องทำการบ้านอะไรเลยค่ะ ต้นเรื่องเปิดมาตัวหนังก็ทำหน้าที่ ไทม์แมชชีน ได้ดีทีเดียว ที่ว่ามาคือไม่ได้มีภาพอะไรย้อนให้ชมนะคะ แต่มีการแนะนำตัวละครในหมู่บ้านคร่าว ๆ ว่าสเมิร์ฟแต่ละตัวคาแรคเตอร์คืออะไร ซึ่งมีประโยชน์มาก

จะได้เห็นอะไรจากภาคนี้ ตามที่เนื้อเรื่องย่อได้กล่าวไว้ ก็ทั้งเรื่องมีเท่านั้นแหละค่ะ เวลา 89 นาที กับเนื้อเรื่องอันน้อยนิด แต่รู้สึกว่าวันนี้คุ้มค่ามากกับการมานั่งดูภาพยนตร์อนิเมชั่นภาคต่อ ที่ไม่จำเป็นต้องย้อนไปดูตอนก่อนหน้าก็ได้ ในภาคนี้เรื่องก็ให้ สเมิร์ฟเฟ็ตต์ เป็นตัวชูโรงเหมือนเดิม นำเอาปมที่ว่า สเมิร์ฟเฟ็ตต์ ไม่ใช่สเมิร์ฟแท้แต่เกิดมาจากดินเหนียวและคาถาอาคมของ พ่อมดชั่วการ์กาเมล เคยได้รับการช่วยเหลือจาก ปาป้า สเมิร์ฟ ให้มีรูปร่างหน้าตาที่สดใสขึ้นและกลายเป็นสเมิร์ฟจิตใจดีมีคุณธรรมค้ำจุนโลก ตั้งแต่ต้นเรื่องสเมิร์ฟเฟ็ตต์ก็โดน การ์กาเมล จับตัวไป หลังจากนั้นก็หนีออกมาได้เพราะความช่วยเหลือของเหล่าสเมิร์ฟหนุ่มเพื่อนรัก

ระหว่างที่โดนจับตัวไปก็ได้รู้ถึงแผนการชั่วร้ายของ การ์กาเมล ที่กำลังตามล่าหาหมู่บ้านที่สาบสูญ และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เหล่าสเมิร์ฟออกตามหา หมู่บ้านที่สาบสูญ หวังเข้าไปเตือนด้วยความหวังดีและห่วงใย ที่ไม่คาดคิดว่าจะยังมีสเมิร์ฟกลุ่มอื่น ๆ อยู่อีกนอกจากพวกของตน แต่ระหว่างทางนี่สิ ! ทั้งต้องไล่ล่า หลบหนี บนบก ในน้ำ กลางอากาศ โอ้ยมาหมดสาระพัด การใส่เอฟเฟคต์ประกอบระหว่างทางที่เป๊ะก็เป็นลูกเล่นที่ทำให้รู้สึกว้าวไปอีกระดับ

ความน่าสนใจเริ่มมีมากขึ้น เมื่อการเดินทางเข้าไปในป่าที่ไม่คุ้นเคยย่อมได้เจออะไรแปลกใหม่ และน่ารักจับใจ !!! สเมิร์ฟเฟ็ตต์ได้คู่หูใหม่ที่ชื่อว่า บัคกี้ กระต่ายเรืองแสงที่น่ารักมาก ! แอดมินว่าน่ารักพอกับแมวของการ์การเมลเลยล่ะค่ะ ทำให้เสียเงินซื้อตุ๊กตาได้เลย (ฮา) ยังมีแมลงปอพ่นไฟที่เข้ามาเพิ่มสีสันให้ภาคนี้รู้สึกโลดโผนมากขึ้น อีกอย่างที่ขาดไม่ได้ก็เหล่าพืชพันธุ์ไม้แปลก หนังภาคต่อชุดนี้มีความโดดเด่นและน่าสนใจในเรื่องของการสอดแทรกเทคโนโลยีที่ทำให้คนดูประทับใจอยู่ไม่น้อย ทั้งเครื่องคัดแยกพลัง เต่าทองที่เป็นทั้งเครื่องบันทึกภาพและเครื่องพิมพ์ กระต่ายเรืองแสง ไฟฉายธรรมชาติ เรือถีบ และสิ่งอันอื่น ๆ ที่ดูเหมือนโลกอนาคตมากกว่าป่าเสียอีก

Smurfs: The Lost Village – สเมิร์ฟ หมู่บ้านที่สาบสูญ เอาใจวัยรุ่นมากขึ้นหน่อยด้วยการดึงเอา เมแกน เทรนเนอร์(Meghan Trainor) นักร้องดังแห่งยุคที่มีเพลงฮิตติดกันรัว ๆ แบบไม่หยุดมาพากย์เสียงตัวละครใหม่ สเมิร์ฟบลอสซั่ม สาวน้อยช่างเจรจาจากหมู่บ้านที่สาบสูญ โอ้โห ! ความหวังมาเต็ม เห็นชื่อก็คิดเลยได้ฟังเพลงที่สเมิร์ฟบลอสซั่มร้องเยอะแน่ ๆ …แต่เปล่าเลยจ้ะ น่าจะไม่อยากให้เรื่องยืดเยื้อเลยเอาไปประกอบส่วนอื่นแทนที่จะให้ตัวละครนั้นร้องเพลง

ufabet.co

รีวิวหนัง Guardians of the Galaxy Vol. 2 – รวมพันธุ์นักสู้พิทักษ์จักรวาล 2

เรื่องย่อหนัง Guardians of the Galaxy Vol. 2 เหล่านักสู้ทั้งห้ากลับมาอีกครั้งกับบทบาทของการพิทักษ์จักรวาล แต่ดูเหมือนอาการชอบขโมยของจะพาเรื่องกลับมาหาตัวพวกเขาได้อยู่เสมอ เหตุเพราะการหยิบฉวยแบตเตอรี่มา ทำให้พวกตัวทองตามไล่ล่าผู้พิทักษ์ทั้งห้าอย่างไม่เว้นวาง แต่ปรากฏว่า พวกเขากลับได้การช่วยเหลือจาก อีโก้ (Kurt Russell) ผู้อ้างว่าเขาคือพ่อของปีเตอร์ ควิลล์ (Chris Pratt) อีโก้คือคนที่พาเขาไปรู้จักกับดาวอันแสนเงียบสงบและสวยงาม แถมยังพาพวกเขาไปพบกับ แมนทิส (Pom Klementieff) คนรับใช้ที่มีเขาอยู่สองเส้น เธอมีความสามารถพิเศษในการสัมผัสแล้วซึมซับความรู้สึกคนอื่นได้

ในภาคนี้ กาโมรา (Zoe Saldana) บุตรบุญธรรมของทานอส จะได้พบกับ เนบิวล่า (Karen Gillan)​ พี่น้องที่ไม่เคยถูกคอกันเลยอีกครั้ง ความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานจะประสานได้หรือไม่ พร้อมตัวละครใหม่อีกตัวที่ถ้าไม่เคยรู้มาก่อนก็จะเซอร์ไพรส์ไม่หยอกทีเดียว รีวิว วิจารณ์หนัง ‘Guardians of the Galaxy Vol. 2’ เรื่องมันก็ต่อจากภาคที่แล้ว เหล่านักสู้ทั้งห้าต่างคนต่างที่มาได้กลายมาเป็นทีมเดียวกัน นักสู้พิทักษ์จักรวาล หลังจากควิลล์หักหลังยอนดูหยิบเอาอัญมณีมาครอบครองเสียเอง ทำให้พวกเขาถูกตามล่าและได้รับรู้ว่าจะต้องป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดกับทั้งจักรวาลหากว่าอัญมณีตกไปอยู่ในมือของคนไม่ดี

เพิ่มตัวละครใหม่ ใส่ความดราม่า การมาของภาคที่สองย่อมจะต้องมีอะไรที่เหนือกว่าภาคแรก ที่เห็นได้ชัดสุดก็คงจะเป็นการเพิ่มตัวละครใหม่ อย่าง อีโก้ (Kurt Russell) ที่ประกาศตนว่าเป็นพ่อของสตาร์ลอร์ด เขาคือผู้ชายที่เป็นคำตอบที่ปีเตอร์ ควิลล์ตามหามานาน ในที่สุดก็ได้พบ หนังสร้างเรื่องอีโก้มีความน่าสนใจตั้งแต่ฉากเริ่ม เคิร์ทมาในลุคที่หล่อเฟี้ยวในวัยที่ยังหนุ่มแน่น เขาพบรักกับชาวโลกก่อนจะหายตัวไป ตัวร้ายตัวใหม่กลายเป็นพวกสีทอง ราชินีอเยชา (Elizabeth Debicki) ที่ตามไล่ล่าห้าผู้พิทักษ์เพียงเพราะขโมยของมา พวกนี้กลายเป็นผู้ควบคุมพวกมือรับจ้าง นัยว่ามาทำหน้าที่ในหนังแบบเดียวกับที่โรแนนทำไว้ในภาคก่อน พวกเขาดูไม่มีที่มาที่ไปสักเท่าไหร่ และมีทีท่าจะได้อยู่ต่อในภาคหน้าเสียด้วย

อีกตัวอาจเรียกได้ว่าเป็นตัวละครลับ เขาคือผู้ชายที่คนบนโลกมนุษย์คุ้นเคยกันดี แม้เขาจะมาปรากฏว่าภาคนี้ แต่ก็ใช่จะมีบทบาทอะไรมากนัก คล้ายหนังจะปูให้เราได้พบกับบทบาทของเขาที่มากกว่าในภาคถัดไป (ก็หวังว่างั้นนะ) สิ่งที่พบเห็นว่าถูกขับเน้นมากขึ้นกว่าภาคแรกก็น่าจะเป็นเรื่องแง่มุมดราม่าของแต่ละตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นตัวไหน ดูเหมือนว่าจะถูกหยิบจับมาเล่าถึงได้หมด หลายดราม่าก็ชวนเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของพวกเขามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมการโหยหาความรักของร็อคเก็ตเจ้าแรคคูนมีปม แง่มุมของพี่น้องเนบิวล่ากับกาโมร่าที่ตัดกันไม่ขาด ที่ชัดเจนคงเป็นควิลล์กับพ่อที่เยิ่นเย้อจนชวนสงสัยว่าจะเล่นอะไรทำไมต้องปล่อยให้รอนาน ขณะที่แง่มุมของควิลล์กับยอนดูเสียอีกที่ชวนให้ซึ้งยิ่งกว่า

ทว่าก็ยังไม่มีช็อตไหนที่ซึ้งชวนน้ำตาไหลได้เท่าภาคแรก กรูทน้อยขโมยซีน กวนตีนยังอยู่ครบ สไตล์ของเหล่าผู้พิทักษ์แห่งจักรวาลน่าจะเริ่มเห็นเป็นเอกลักษณ์กันมากขึ้นด้วยเพราะมันเดินมาถึงภาคสองแล้ว ความยียวนกวนประสาทนี่ดูเหมือนจะโดดเด่นมากหน่อย นอกเหนือไปจากการหยิบเพลงเก่าๆ มาใส่ เมื่อกรูทในภาคนี้กลายเป็นเบบี้กรูท (Vin Diesel) เขาแทบจะไม่มีบทบาทในการต่อสู้เลย แต่กลับมีพื้นที่ให้การสร้างเสียงฮาเสียมากกว่า มีทั้งคาแรคเตอร์ความน่ารักและความไร้เดียงสาปะปนกัน

สิ่งหนึ่งที่ชื่นชอบก็คือความครีเอทในการสร้าง End Credit ของหนังเรื่องนี้ เพราะเขาใส่ฉากแถมเอาถึง 5 ฉาก แทรกไปกับ End Credit ที่ยืดยาวตามประสาหนังใหญ่ เพื่อเรียกให้คนดูนั่งอ่านรายชื่อผู้ร่วมงานไปด้วยระหว่างรอ ก็จะมีบางส่วนที่เขียนแปะไว้ว่า ‘I Am Groot’ ก่อนจะเปลี่ยนกลับไปเป็นชื่อจริงๆ

ufa24hrs

รีวิวหนัง Kong: Skull Island – คอง มหาภัยเกาะกะโหลก

เรื่อง Kong: Skull Island | คอง มหาภัยเกาะกะโหลก เกิดขึ้นในสมัยที่สงครามเวียดนามเพิ่งจะจบลงหมาดๆ ทีมนักสำรวจของอเมริกานำโดยหัวหน้าโครงการบิล แรนด้า (จอห์น กู๊ดแมน) ได้ทำการบุกเกาะลึกลับกลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่ยังไม่เคยมีใครไปสำรวจ Skull Island โดยมีนายพลแพ็คการ์ด (ซามูเอล แอล แจ็คสัน) เป็นคนนำหน่วยทหารคุ้มกัน และมีพรานผู้เชี่ยวชาญการใช้ชีวิตในป่าอย่างเจมส์ คอนราด (ทอม ฮิดเดลสตัน) เป็นคนนำทาง แถมยังมีตากล้องสาว เมสัน วีฟเวอร์ (บรี ลาร์สัน) ขอติดสอยห้อยตามไปอีกหนึ่งคนด้วย

พอฝ่าพายุที่โอบล้อมอยู่รอบเกาะเข้าไปได้ปุ๊บ ก็เริ่มทำการสำรวจด้วยการหย่อนระเบิดลงไปทักทายก่อนเลยโดยอ้างว่าเป็นการสำรวจทางธรณีวิทยา แต่อนิจจา อิที่โยนระเบิดกันปาวๆ เนี่ย ไม่ได้รู้เลยว่าได้ไปทำให้เจ้าของบ้านเค้าไม่พอใจ พี่คองของเราก็เลยออกมาแล้วก็จัดการปัดตกเฮลิคอปเตอร์ทั้งหลายของทีมสำรวจซะเรียบ คนที่เหลือรอดแยกแตกเป็นสองฝั่ง หนึ่งคือกลุ่มของทหารนำโดยนายพลแพ็คการ์ดผู้เคียดแค้นหาว่าคองฆ่าทหารในหน่วยตัวเองแล้วก็มุ่งมั่นจะฆ่าคองล้างแค้นให้ได้ ส่วนอีกกลุ่มนั้นนำโดยเจมส์ คอนราด ซึ่งเดินไปเจอเข้ากับชนพื้นเมืองและร้อยโทแฮงค์ มาร์โลว์ (จอห์น ซี ไรลีย์) นักบินเครื่องบินรบสมัยสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งเครื่องได้ตกลงบนเกาะนี้และติดอยู่ที่นี่มา 28 ปีแล้ว ทางกลุ่มนี้ได้ค้นพบความจริงว่าคองไม่ใช่ตัวอันตราย ตัวอันตรายที่แท้จริงคือตัวเลื้อยกระโหลกซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่อาศัยอยู่ใต้ติดและเป็นศัตรูกับคองต่างหาก

เราไม่เคยดูหนังที่เป็นคิงคองมาก่อน แต่อย่างหนึ่งที่เราชอบในหนังเรื่องนี้มากๆ คือภาพค่ะ งานภาพสวยมาก มากแบบมากๆ Visual effect นี่เนียนกริบเลย มีหลายฉากมากๆ ที่เรานั่งดูแล้วรู้สึกว่า “โห ทำไมภาพสวยจัง” แถมเราชอบการตัดต่อกับการ mix เสียงด้วย รู้สึกว่ามันทำให้หนังดูเท่ขึ้นมากเลย ที่ให้คะแนนสูงลิบแบบนี้ ส่วนนึงเพราะชอบงานภาพเนี่ยแหละค่ะ

ช่วงแรกก่อนที่จะไปเกาะ ก่อนที่พี่คองจะโผล่ออกมาก็อาจจะมีเนือยๆ ไปบ้างนิดหน่อย แต่พอพี่คองออกมาแล้ว อู๊วววววววว บู๊แหลกค่ะ จัดว่าเดือด ส่วนในเรื่องของเนื้อเรื่อง ก็ง่ายๆ ค่ะ ดูไม่ยาก ดูเพลินๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ดูแค่พี่คองบู๊กับตัวเลื้อยกะโหลกก็พอแล้ว

อย่างเดียวที่เราไม่ชอบคือตอนเปิดเรื่องค่ะ รู้สึกว่ามันตลกอ่ะ ดูติงต๊องบอกไม่ถูก แต่นอกนั้นถือว่าดี โอเค ประทับใจ แต่ที่พีคมากมายคือที่แถมท้ายหลัง End credit ค่ะ แต่ก็คิดว่าคงจะรู้ๆ กันอยู่แล้วล่ะว่าภาคต่อหลังจากนี้มันคืออะไร ขนาดเราไม่ใช่แฟนสัตว์ประหลาดยังอดตื่นเต้นไม่ได้เลยค่ะ

ส่วนทางด้านนักแสดงนั้น แน่นอนว่าคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่หลายคน มีทั้งทอม ฮิดเดลสตัน (พี่โลกิของเราจาก Avengers) ซามูเอล แอล แจ็คสัน (นิค ฟิวรี่จาก Avengers อีกเช่นกัน) บรี ลาร์สัน (เจ้าของรางวัลออสการ์ 2016 สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่อง Room) ฯลฯ

สารภาพจากใจว่าเราไม่เคยมองว่าทอม ฮิดเดลสตันหล่อมาก่อนเลยจนกระทั่งมาเจอเรื่องนี้ หู๊ยยยยยย เท่มากค่ะพี่ขา ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ยืนเฉยๆ ยังเท่อ่ะคิดดูสิ ยิ่งฉากใส่หน้ากากฟันดาบซามูไรที่ได้เห็นแวบๆ กันในทริลเลอร์นั่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง เอาเป็นว่าไปดูกันเองดีกว่าค่ะ หนังแอคชั่นดูง่ายๆ ไม่ต้องเป็นแฟนหนังสัตว์ประหลาดก็ดูได้ดูดีไม่ต่างกัน

ufa24h

รีวิวหนัง Beauty and the Beast – โฉมงามกับเจ้าชายอสูร เจ้าชายหนุ่มรูปงาม

หนัง Beauty and the Beast หรือชื่อไทยว่า โฉมงามกับเจ้าชายอสูร กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าชายหนุ่มรูปงาม (แดน สตีเวนส์) ใช้ชีวิตอยู่ในปราสาทที่ใหญ่โต พระองค์ได้จัดงานเลี้ยงที่หรูหราอลังการ ที่มีแต่หญิงสาวสวยจากทั่วโลกเข้าร่วมงาน และได้รับการพะเน้าพะนอเอาใจจากบรรดาข้ารับใช้ ที่คอยทำตามพระประสงค์ของพระองค์ทุกประการ ทำให้เจ้าชายกลายเป็นคนอวดดีและสนใจแต่เรื่องของตัวเอง ในตอนที่หญิงชราขอทานปรากฏตัวขึ้นที่ปราสาท เพื่อขอที่หลบภัยจากพายุฝน และเสนอกุหลาบหนึ่งดอกให้กับพระองค์เป็นสิ่งแลกเปลี่ยน พระองค์ขับไล่เธอไปอย่างหยาบคาย โดยหารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้ว เธอเป็นแม่มดสาวสวย (แฮตตี้ มอราฮาน) เพื่อเป็นการลงโทษความใจร้ายของเจ้าชาย เธอจึงร่ายคำสาปใส่ปราสาทแห่งนี้ เปลี่ยนเจ้าชายให้กลายเป็นอสูร และเปลี่ยนบรรดาคนรับใช้ในปราสาทให้กลายเป็นของใช้ในบ้าน ในการทำลายคำสาป พระองค์จะต้องเรียนรู้ที่จะรักคนอื่น และได้รับความรักตอบแทน ก่อนที่กลีบสุดท้ายของกุหลาบเวทมนตร์จะร่วงหล่น.. มิเช่นนั้น พระองค์ก็จะต้องอยู่ในร่างอสูรและข้ารับใช้ต่าง ๆ ก็ต้องอยู่ในสภาพของสิ่งของและถูกกักขังอยู่ในปราสาทชั่วกัลปาวสาน

คนที่ชอบเวอร์ชั่นการ์ตูน มาดูแล้วจะผิดหวังไหม? คนที่เป็นแฟนโฉมงามกับเจ้าชายอสูร คงจะมีความลังเลบ้าง ว่าควรจะมาดูไหม หรือว่าเก็บความทรงจำดีๆ ไว้ในเวอร์ชั่นการ์ตูนดีกว่า?เราอยากแนะนำให้มาดูนะ มันมีเส้นเรื่องที่เพิ่มเข้ามาเยอะอยู่พอสมควรเลย เบื้องหลังของตัวละครหลายๆ ตัวก็เพิ่มขึ้นมา ทำให้เรื่องราวมันกลมขึ้น มีที่มาที่ไปมากขึ้น ซึ่งถ้าดูจากเพื่อนเราหลายๆ คนที่ชอบดิสนีย์มากกกกก พอไปดูเวอร์ชั่นนี้ก็ยังชอบยังกรี้ด (ในทางที่ดี) อยู่นะ

เอมม่า วัตสัน เอาคะแนนความสวยไป 3 ล้านคะแนน หลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘แค่ดูเอมม่าก็คุ้มแล้ววว !!’ อันนี้คือเรื่องจริงมากๆ เราว่าอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หนังดีมาก ก็เพราะนักแสดงนี่แหละ สะกดคนดูไว้ได้ตั้งแต่ฉากแรกจนฉากสุดท้าย เวลาซูมหน้าใกล้ๆ นี่แทบกรี้ดดด แถมเสียงร้องของเอมม่าก็น่ารักมากๆ สมแล้วที่รอคอยมาตั้งแต่ปีก่อน

เอมม่ากับเบลล์ในหนังเหมือนกันมาก เราคุ้นเคยกับเอมม่าตัวจริงว่าเป็นคนรักการเรียน เป็นหนอนหนังสือ น่ารัก จิตใจดี และเป็นคนที่เคารพในสิทธิสตรีมากๆ คนหนึ่งในโลก

ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ (ทั้งในเวอร์ชันการ์ตูนและคนแสดง) ตัวละครหลัก ‘เบลล์’ ก็มีลักษณะนิสัยแบบนั้นเช่นกัน เธอเป็นคนที่ตั้งใจหาความรู้ ในขณะที่คนอื่นๆ ในหมู่บ้านไม่สนใจการเรียน และมีความคิดว่าเพศหญิงมีหน้าที่เป็นเพียงช้างเท้าหลังของครอบครัว ผู้ชายเป็นใหญ่อยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งขัดแย้งกับความคิดของเบลล์และเอมม่า วัตสัน

ปูเบื้องหลังของตัวละครให้กลมกว่าเดิม เวอร์ชั่นนี้อย่างที่บอกแล้วว่ามีการปูเบื้องหลังตัวละครเยอะกว่าเดิมมากๆ คนดูจะรู้อีกหลายเรื่องมาก ได้แก่ ที่มาของเจ้าชายว่าทำไมต้องเป็นอสูรและอะไรทำให้เจ้าชายในอดีตนิสัยไม่ดี จะรู้ว่าแม่ของเบลล์เป็นใคร ทำไมเบลล์ถึงอาศัยอยู่กับพ่อแค่สองคน และยังพูดถึงนางฟ้าที่เสกให้เจ้าชายเป็นอสูรมากกว่าเดิมอีกด้วย รวมๆ ก็ถือว่าดิสนีย์พยามสร้างเส้นเรื่องในตัวละครมากขึ้น เพื่อให้หนังมีมิติกว่าเดิม

สรุป Beauty and the Beast โฉมงามกับเจ้าชายอสูร เอาไป 8/10 คะแนน คนที่ชอบเวอร์ชั่นการ์ตูนมาก และตัดสินใจอยู่ว่าจะไปดูดีไหม ก็ขอบอกว่าไปดูเถอะไม่ต้องลังเล ทั้ง 2 เวอร์ชั่น มีความโดดเด่นที่ต่างกัน การ์ตูนก็จะมีความเป็นต้นฉบับสูง ส่วนหนังก็มีการอุดเรื่องราวเบื้องหลังให้น่าสนใจมากขึ้น เอมม่า วัตสัน ดีมากกกกก (จนแอบกลบนักแสดงคนอื่นๆ ไปเลย) เพลงและฉากมิวสิคัลต่างๆ น่ารักดี ดูเพลินและแอบยิ้มตามไปได้เรื่อยๆ

ufabet