สำหรับ the thor เทพเจ้าสายฟ้า ในเวอร์ชั่นที่เป็นภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ เคนเน็ธ บรานาห์ มาทำหน้าที่เป็นผู้กำกับให้ โดย เคนเน็ธ บรานาห์ เป็นทั้งนักแสดงละครเวที นักแสดงภาพยนตร์ และผู้กำกับมากฝีมือดีอีกคนหนึ่ง ส่วนผลงานที่น่าจดจำของเขามักจะมาจากงานดันแปลงมาจากบทละครหรือบทประพันธ์ ชองเชคสเปียร์เป็นส่วนมาก และเรื่อง “ธอร์ เทพเจ้าสายฟ้า” นี้ก็เป็นภาพยนตร์ ไซ-ไฟเรื่องแรกที่เขากำกับ ผู้กำกับท่านนี้เล่าว่า สีสันภาพปกของมาร์เวล คอมิคส์ มันโดดเด่นออกมาจากชั้นหนังสือ และ The Mighty Thor ก็คือหนังสือการ์ตูนที่ดึงดูดผมได้เสมอตั้งแต่สมัยเด็กมาแล้ว และเมื่อรู้ว่าเขาจะต้องมากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยแล้ว ความตื่นเต้นปนดีใจทำให้เข้าตั้งใจทำเรื่องนี้ให้ออกมาดีที่สุด เพราะธอร์คือส่วนหนึ่งของชีวิตเขามาตั้งแต่สมัยเด็ก

สำหรับเรื่องย่อในตอนนี้ ตัวละครเอกของเรื่องนี้คือ ธอร์ (คริส เฮมส์เวิร์ธ) ทายาทเทพเจ้า เป็นนักรบผู้แกร่งกล้าแต่หยิ่งทะนง ผู้ซึ่งการกระทำไร้การยั้งคิดของเขาได้จุดเพลิงสงครามโบราณระหว่างเทพให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง ธอร์ถูก โอดิน(แอนโธนี ฮ็อปกินส์ ) เทพบิดาของเขาจำใจต้องขับไล่บุตรชายให้ลงมาลิ้มรสการไร้ซึ่งอำนาจยังโลกมนุษย์ และจำต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมวลมนุษย์ธรรมดาๆ จนกระทั้ง ธอร์ได้มาบพกับ เจน ฟอสเตอร์ (นาตาลี พอร์ตแมน) นักวิทยาศาสตร์สาวสวย ซึ่งสอนให้เขาได้รู้จักคำว่ารักแท้ และได้กลายเป็นรักแรกของเขา ระหว่างที่อยู่บนโลกมนุษย์นี้เองที่ธอร์ได้เรียนรู้ว่า การเป็นวีรบุรุษที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร แต่หนทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เมื่อวายร้ายที่อันตรายที่สุดจากโลกของเขา (แอสการ์ด) ได้ส่งกองกำลังที่เก่งกล้าสามารถที่สุด มาจู่โจมโลกมนุษย์ และนี่อาจจะเป็นเวลาที่ทำให้ธอร์ได้เรียนรู้ถึงความเป็นวีรบุรุษที่แท้จริงก็ได้… ฉากสวยดนตรีประกอบเล้าอารมณ์มากครับ อลังการงานสร้างมาก โดยเฉพาะฉากที่ต่อสู้กันบนสวรรค์ ดูแค่ฉากนี้ฉากเดียวก็ติดใจไปอีกนานเลยและยิ่งใครที่ได้ดูในระบบ 3D ด้วยแล้ว แทบจะเป็นส่วนหนึ่งของสงครามครั้งนี้ไปด้วยเลย

หนังจากหนังสือการ์ตูนในเครือ Marvel มักจะมีแต่ซูเปอร์ฮีโร่ แต่ครั้งนี้ Thor ดูเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ เพราะเขาดูเป็นบุตรของเทพเจ้า เรื่องราวมันจึงดูเป็นหนังแฟนตาซีกึ่งเทพนิยายเสียมากกว่า จนดูงงๆ ว่า ถ้าเอามารวมกันเป็นทีม The Avengers มันจะลักลั่นเกินไปหรือเปล่า แต่ก็ช่างเถอะ…คิดอีกมุม ซูเปอร์ฮีโร่หลายที่มาต่างสายพันธุ์ก็ดูหลากหลายดีนะ ธอร์ (Chris Hemsworth) บุรุษหล่อร่างกายกำยำ ชนิดที่ผู้หญิงทุกคนที่ได้ดูต้องเข็ดฟันกันไปตามๆ กัน เขาเป็นทายาทของเทพเจ้า Odin (Anthony Hopkins) บิดาผู้ปกครองแอสการ์ด และบิดาของธอร์นี่ล่ะ ที่หวังรวมอาณาจักรทั้งเก้าให้เป็นหนึ่ง บุกไปยังดินแดนน้ำแข็งนามโยธันไฮม์ ขนาดยึดอาวุธของพวกมันมาเก็บไว้ได้ แต่บุตรชายที่มีสองคนต่างหากที่จะเป็นตัวแปร

ทั้งธอร์และโลกิ ต่างก็บุตรชายผู้ถูกคาดหวังให้สืบทอดตำแหน่งกษัตริย์ต่อจากผู้พ่อ แต่ผู้รับสืบทอดมีได้เพียงคนเดียว ดูท่าทางธอร์จะได้รับความไว้วางใจให้สืบทอดมากกว่า แต่ความหุนหันพลันแล่น กระทำการใดๆ โดยไร้ความยั้งคิด นั่นทำให้บิดาของเขาหวั่นใจจะส่งต่อบัลลังก์ให้ ขณะที่โลกิก็ดูจะหวังในบัลลังก์นี้เช่นกัน ต่อหน้านั้นดูจริงใจต่อธอร์ แต่สหายทั้งหลายก็ไม่มีใครไว้ใจทายาทผู้เจ้าเล่ห์คนนี้เลย

ความหุนหันพลันแล้วของธอร์ ทำให้เขาเลือกบุกดินแดนที่เอาชนะได้ยาก ซึ่งนั่นเป็นการก่อสงครามใหญ่ครั้งใหม่อย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้ราชาโอดินคิดว่า เขายังไม่เหมาะในเวลานี้ จึงเนรเทศเขาไปยังโลกเพื่อให้ปรับปรุงนิสัยเสียก่อน พร้อมอาวุธค้อนมหาประลัยที่จะยังใช้ไม่ได้หากไม่ถึงเวลา และบนโลก เขาได้พบกับนางเอก Jane Foster (Natalie Portman) นักวิทยาศาสตร์สาวสวยกระทบใจเทพเจ้าขุนค้อน…

ด้วยพล็อตที่อาจเรียกได้ว่า ไม่มีอะไรมากนัก เน้นย้ำไปที่เรื่องราวบนโลกของเทพเป็นหลัก และใช้โลกมนุษย์เป็นเหมือนสถานกักกันให้เทพ “ได้คิด” ความสัมพันธ์ของพระและนางที่ดูไร้น้ำหนักเกินไป ที่จะทำให้เทพสักตนเกิดพัฒนาการทางความคิด แต่นั่นกลับส่งผลต่อเรื่องทั้งหมดหลังจากนั้น

ในส่วนของการดำเนินเรื่อง ทำได้ไม่น่าเบื่อ ติดตามเรื่องได้เรื่อยๆ มีมุขตลกขำๆ แซมบ้าง ซึ่งก็เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้ดี แต่เรื่องความสนุก กลับไม่มีคำตอบในด้านนี้ให้มากนัก ฉากแอ็คชั่นที่ควรสร้างมาให้คนดูได้ลุ้นก็มีไม่มากนัก เพราะใช้เวลาไปกับการดำเนินเรื่องเสียมากกว่า หรือมาก็เพียงช็อตสั้นๆ แล้วก็ไปต่อ หากในด้านของ CG หรืองานด้านภาพนับว่า ทำได้เนียนสวยไร้ที่ติจริงๆ

แม้เราอาจจะไม่ได้รู้จักผลงานของผู้กำกับฯ Kenneth Branagh คนนี้มากนัก (แต่เขามีชื่อในทั้งด้านงานแสดงและกำกับฯ เลยเชียวนะ) และเราอาจไม่ได้รู้จักพระเอกหุ่นล่ำ Chris Hemsworth คนนี้เท่าไหร่ แต่การแสดงของนางเอกระดับออสการ์อย่าง Natalie Portman ในเรื่องนี้ ก็สะกดใจคนดูไปได้อย่างเพียบ นอกจากความสวย ยิ้มหวานๆ แล้ว ช็อตเปิ่นๆ เขินๆ อายๆ เธอก็ทำได้อย่างดี และเป็นสีสันหนึ่งของหนังเรื่องนี้ไปอย่างปฏิเสธไม่ลง

แต่ช็อตที่น่าประทับใจที่สุด กลับเป็นช่วงเครดิตปิดท้าย ภาพของเอกภพในรูปแบบ 3 มิตินั้นสวยสดงดงามยิ่ง ขณะที่ฉาก 3 มิติในตัวหนังกลับไม่มากนักที่น่าสนใจ ยิ่งช่วงไหนเป็นแค่ช็อตเล่าเรื่องธรรมดาๆ ซึ่งก็กินไปเกือบครึ่งเรื่อง ความจำเป็นของ 3 มิติยิ่งแทบไม่เห็น หากคุณเลือกดูหนังเรื่องนี้ รอบและโรง 3 มิติหาใช่สิ่งจำเป็นไม่ต่ออรรถรสการรับชม

ufa24h

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *