รีวิว Pretty Guardian Sailor Moon Eternal The Movie  สงครามเดดมูน

 

รีวิว Pretty Guardian Sailor Moon Eternal The Movie สงครามเดดมูน แม้การ์ตูนจะออกอากาศทาง Netflix ไปแล้ว แต่ความปังยังหยุดไม่อยู่ ยังแซ่บ ยังใดๆ กับการที่ การ์ตูนสาวน้อยเวทย์มนต์ ตัวแม่ ได้กลับมาโลดแล่นและสร้างความหมายดีๆ ให้กับคนดูในยุคนี้ สัปดาห์นี้ เทยเลยขอส่งท้ายกับประเด็นที่ตกตะกอนได้ จาก Pretty Guardian Sailor Moon Eternal The Movie กันหน่อยค่ะ

ถอดสัญญะ Sailor Moon Eternal กับสงครามที่พยายามให้เด็กสาวแยกความฝันออกจากความเพ้อฝัน

ประเด็นหลักของสงครามเดดมูนคือความฝัน ซึ่งตรงกับชื่อตอนในมังงะต้นฉบับ “Dream” ซึ่งเรื่องราวพาเราไปล้วงถึงเบื้องลึกของจิตใจ จากกลุ่มปีศาจที่จะเข้ามาทำให้สับสนและไขว้เขว

 

เริ่มต้นที่เซเลอร์จิบิมูน หรืออุซางิน้อย

ที่เรื่องเบนมาเล่าผ่านมุมมองของเธอ เธอที่มั่นใจอย่างเต็มที่แล้วว่าเธอได้จบการฝึกหัดการเป็นอัศวินเซเลอร์แล้ว และกำลังจะเดินทางกลับไปเส้นอนาคตของเธอ แต่เมื่อการปรากฎตัวของสุริยคราสกับเพกาซัส ที่ร้องเรียกชื่อ “เด็กสาวเอ๋ย” ทำให้เธอลังเล ว่าจริงๆแล้วเธอเหมาะสมแล้วหรือไม่ เธอโตพอที่จะเป็นเด็กสาวแล้วหรือยัง เกิดเป็นความลังเลในจิตใจครั้งใหญ่

 

เรื่องเพ้อฝันของอุซางิน้อย คือการได้มีเจ้าชายซักคน มารัก และยอมรับเธอในฐานะผู้หญิงที่โตแล้ว ซึ่งเธอเคยคิดว่ามาโมรุในเส้นจักรวาลอดีต จะเป็นเจ้าชายของเธอได้ แต่สุดท้าย เธอก็ต้องยอมรับความจริงว่า มันเป็นไปไม่ได้ มาโมรุคือพ่อในอนาคตของเธอ และสิ่งที่เธอต้องทำคือ ทำหน้าที่เจ้าหญิงผู้พิทักษ์แสงจันทร์ต่อจากเซเลอร์มูนให้ดีที่สุด และนั่นถึงจะนำเธอไปพบกับเจ้าชาย ที่ยอมรับความเป็นตัวเธอได้จริงๆ

 

มาโมรุ และ อุซางิ

มาโมรุที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวถ่วงมาตลอด ความคาดหวังของการเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ และเป็นคนรักของอุซางิ เด็กสาวที่ครอบครองพลังอันมหาศาล แต่ตัวเขากลับไร้พลัง และะยังมาล้มป่วยอีก และการที่เขาไม่สามารถเป็นได้อย่างที่หวัง ทำให้มาโมรุเริ่มที่จะกันอุซางิออกไป เพราะไม่อยากให้เธอไม่สบายใจ และคิดว่าเขาเป็นภาระ ในขณะที่อุซางิ ที่ไม่ต้องการอะไรไปกว่าคนคนนึงที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างเธอเสมอ ซึ่งตัวเธอเอง ที่ยังไม่พร้อมจะเป็นผู้ใหญ่มากนัก ก็ต้องคอยตั้งสติตัวเองไม่ให้กลับไปงอแง และจัดการเรื่องทุกอย่างอย่างผู้ใหญ่มากขึ้น ทั้งเป็นหลักยืนให้กับอุซางิน้อย และมาโมรุ

 

มนต์ลูกแก้วกลับด้านของปาลาปาลา เป็นตัวบ่งบอกได้ชัดเจนถึงสิ่งที่อยู่ก้นบึ้งของจิตใจ อุซางิยังไม่พร้อมเป็นผู้ใหญ่ ในขณะที่อุซางิน้อยไม่อยากเป็นเด็ก การกลับด้านกันจึงเกิดขึ้น รวมไปถึงเรมเรสจากจิลโกเนีย ที่สาปใส่มาโมรุและอุซางิในช่วงสงคราม จนทั้งคู่กลับไปเป็นเด็ก และอุซางิตกอยู่ในภาพฝันหวาน ที่ตื่นมาแล้วมีมาโมรุในร่างเด็ก ทำข้าวเช้าให้กิน ทำการบ้านให้ก่อนไปโรงเรียน มาโมรุผู้ที่ไม่มีความฝันอื่นใด นอกจากการดูแลอุซางิเท่านั้น ซึ่งถึงแม้อุซางิจะรู้สึกโรแมนติก เข้าด้ายเข้าเข็มมากแค่ไหน แต่สุดท้าย มันเป็นได้แค่ความเพ้อฝัน เธอกับมาโมรุต่างมีภาระหน้าที่ที่จะต้องปกป้องระบบสุริยะในฐานะราชาและราชินีคนใหม่ และในโลกปกติที่มาโมรุก็ยังต้องทำความฝันในการเรียนหมอให้สำเร็จอีกด้วย

 

อามิจัง

มันสมองของทีมอย่างเซเลอร์เมอร์คิวรี่ ถูกล่อลวงด้วยความเพ้อฝันที่ว่า พ่อผู้เป็นศิลปินที่หย่ากับแม่ไปแล้ว จะต้องยอมรับความคงแก่เรียนของเธอ ส่วนแม่ที่เป็นคุณหมอก็น่าจะมีเวลาให้กับเธอบ้าง เธอซื้อปลาที่เหมือนกับภาพในโปสการ์ดของคุณพ่อที่ส่งมาให้ หวังว่ามันจะทำให้คุณแม่ประหลาดใจ และครอบครัวที่ดูแห้งแล้งของเธอจะกลับมาเป็นเหมือนครอบครัวของอุซางิ แต่นั่นมันก็คือความเพ้อฝันที่ฟิชอายพยายามล่อลวงเธอ เพราะในความเป็นจริง ครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ มันก็คือครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ แม้จะเข้ากันไม่ได้ แต่พ่อและแม่ต่างก็รักเธอในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป และยังมีเพื่อนๆที่รักเธออยู่เช่นเดิม หรือแม้แต่คำเตือนของเซ็ตสึนะ ที่บอกกับเธอว่า เธอต้องตัดสินใจอย่างมั่นคงและชาญฉลาด ให้สมกับการเป็นอัศวินมันสมองของทีม ซึ่งนั่นคือความฝันที่แท้จริงของเธอ กับการใช้สติปัญญาเพื่อช่วยเหลือคนอื่น

 

เรย์จัง

แม้จะไม่มีความเพ้อฝันแบบเด็กสาวเหมือนเพื่อนๆคนอื่นๆ เรย์จังตั้งใจแน่วแน่อยู่ก่อนแล้วว่าจะต้องเป็นมิโกะดูแลศาลเจ้าต่อจากคุณปู่ แม้คุณพ่อนักการเมืองของเธอจะไม่มีเวลาให้ และเธอก็ไม่เคยใส่ใจพวกผู้ชาย แต่เมื่อเกิดการรุกรานของเรมเรส และตัวไทเกอร์อายที่ฝันอยากเป็นศิลปิน ได้โจมตีให้เธอลังเล ให้เธอได้เห็นว่าเพื่อนๆของเธอต่างก็มีความฝันที่เป็นของตัวเอง ไม่เกี่ยวกับภาระหน้าที่ ทำให้เรย์รู้สึกว่าตัวเองอาจจะคิดผิด และนั่นสัมพันธ์กับอาวุธของเธออย่างศรแห่งเพลิง ที่ไม่สามารถแผลงออกไปได้อย่างแม่นยำ หากจิตใจของเธอไม่มั่นคง แต่สุดท้ายเธอก็ค้นพบว่าเธอไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบความฝันตัวเองกับคนอื่น ความเชื่อมั่นของเธอ คือการพิสูจน์ว่าเธอคือตัวของตัวเอง และสามารถแผลงธนูเพลิงสังหารออกไปได้อย่างแม่นยำอีกครั้ง และเชื่อในสังหรณ์ตัวเองเหมือนที่มิจิรุได้ให้คำแนะนำไว้

มาโกะจัง

เนื่องจากเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว มาโกะจึงเป็นส่วนผสมอันลงตัวของผู้หญิงที่ต้องการความรักจากใครซักคนมาดูแล แต่ก็ต้องเข้มแข็งและดูแลตัวเองให้ได้ เหมือนสายฟ้าและพฤกษาดอกไม้รวมกัน และความฝันของเธอ คือแค่ต้องการอยู่อย่างยั่งยืนด้วยตัวของตัวเองในร้านดอกไม้เล็กๆของตัวเอง ซึ่งนั่นเป็นความเข้มแข็งที่เธออยากจะได้ซักเสี้ยวหนึ่งของคุณฮารุกะมาไว้กับตัว ซึ่งมันตรงกับความฝันของฮอกอาย ที่ก็อยากจะมีร้านเล็กๆเป็นของตัวเองเหมือนกัน และทั้งคู่ก็ถูกชักนำด้วยเรมเรส ที่ต้องการให้ยอมละทิ้งความฝันนั้นออกจากหน้าที่ ฮอกอายต้องละทิ้งความฝันเพื่อเดดมูน ส่วนมาโกโตะ ก็ต้องละทิ้งมันให้กับการเป็นอัศวินเซเลอร์ แต่จริงๆแล้วมันไม่จำเป็นต้องเลือก คนเราสามารถทำหน้าที่ของตัวเองและความฝันไปพร้อมๆกันได้เช่นกัน

 

มินาโกะจัง

เมื่อต้องแบกภาระการเป็นหัวหน้าอัศวิน การแปลงร่างไม่ได้ จึงกลายเป็นสิ่งที่เธอเจ็บปวด และรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองจะไม่สามารถทำหน้าที่นั้นได้อีกแล้ว ยิ่งมาเจอเพื่อนๆกล่าวถึงพี่ๆอัศวินรอบนอกที่ไม่อยู่อีกแล้ว ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าตัวเธอเองไม่สามารถเป็นหัวหน้าได้ดีอีกต่อไป มินะจึงอยากจะหนีออกไปจากภาระที่เธออุตส่าห์ทำตรงนี้มาก่อนทุกคน ไปหาสิ่งที่เธอก็อยากจะทำมาตั้งนานแล้วคือการออดิชั่นเป็นไอดอล แต่เมื่ออมาซอนเนควาเต็ดไม่เหลือลูกน้องในเมือแล้ว จึงใช้การออดิชั่นนี้เป็นตัวชี้เป็นชี้ตายใส่คนที่ไม่เอาไหนที่สุดในกลุ่ม แต่เมื่อมินะเจอเข้ากับการออดิชั่นที่ใช้เด็กเป็นเดิมพัน ความรู้สึกของการเป็นคนมีความรับผิดชอบ การต้องเป็นอัศวิน จึงกลับขึ้นมา แม้เธอจะไม่มีพลังเลยก็ตาม ก่อนที่เธอจะค้นพบว่าการที่เธอไม่มีพลัง เป็นเพราะคู่หูของเธอไม่พร้อม เป็นเพราะเธอไม่เคยปล่อยความกังวลใจ หรือความรู้สึกให้เพื่อนๆได้รู้เลย

 

อัศวินวงนอก ฮารุกะ มิจิรุ เซ็ตสึนะ และโฮตารุจัง

หลังจากจบสงครามมุเก็น เหล่าอัศวินวงนอกที่ใช้ชีวิตอยู่กับภาระหน้าที่อัศวินมาตลอด เพราะทำความฝันของตัวเองสำเร็จกันหมดแล้ว ทั้งการเป็นนักแข่งรถ F1 การเป็นนักไวโอลิน หรือการเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือการมาสร้างครอบครัวด้วยกันอย่างคนรักกัน ก็ทำสำเร็จหมดแล้ว การตั้งคำถามเกี่ยวกับความฝันจึงเป็นเรื่องยากของทั้งสามคนมาก การดูแลโฮตารุจึงเป็นสิ่งเดียวที่ยึดโยงทั้งสามไว้ และแปลงร่างไม่ได้ ยิ่งเป็นการยืนยันว่าภาระหน้าที่ได้หมดลงแล้ว แต่โฮตารุ ที่ได้รับการปลุกให้ตื่นขึ้นโดยอัศวินภายในตัวเธอ เธอได้ชี้นำทั้งสามคนที่เลี้ยงดูเธอมาว่า ไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกแล้ว หากทั้งสี่ได้เคยผูกสัมพันธ์ไว้กับคนอื่นๆ เราก็มีสิทธิที่จะเลือกเส้นทางของตัวเอง และเริ่มต้นชะตาใหม่ กลายเป็นอัศวินที่ไปรวมตัวต่อสู้กับคนอื่นๆได้ แม้จะเป็นการเลือกที่ต่างจากที่ผ่านมาก็ตาม ขอเพียงความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเท่านั้น

 

ซึ่งการเลือกระหว่างความฝันนี้ เป็นไปตามจุดประสงค์ของตัวร้ายหลักอย่างราชินีเนเฮเเรเนีย ที่ต้องการเบือนจิตใจของผู้ใต้ปกครอง ให้ไปขึ้นกับราชินีองค์ใหม่ เพื่อที่เธอจะได้สถาปนาระบบสุริยะขึ้นเป็นของเธอเอง เธอเลือกที่จะเก็บเมล็ดพันธุ์ดวงดาวของเซเลอร์ควาเต็ตมาไว้กับตัวแล้วขังพวกเธอไว้ใต้เรมเรส และทำให้เซเลอร์ควาเต็ตไม่เชื่อในความฝัน และใช้ชีวิตอยู่เป็นทาสรับใช้ของเธอ และหวังว่าหากเธอชนะสงครามนี้ เธอจะใช้เซเลอร์ควาเต็ตเป็นอัศวินในทีมของเธอต่อไป

 

ย้อนอดีตกลับไป ความเพ้อฝันของราชินีดวงจันทร์ คือการคาดหวังว่าเซเรนิตี้ ลูกสาวที่เพิ่งเกิดใหม่ จะกลายเป็นแสงสว่างใหม่ของอาณาจักรดวงจันทร์ โดยหลงลืมความจริงไปว่า เธอไม่ใช่ผู้ปกครองที่แท้จริงของดวงจันทร์มาแต่ต้น ดวงจันทร์มีทั้งด้านสว่างและด้านมืด เธอจะต้องยอมรับว่าอีกด้านหนึ่งของดวงจันทร์ ยังมีราชินีอีกคนที่เป็นคู่วัฏจักรของเธอ แต่ถึงแม้นั่นคือความจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าราชินีดวงจันทร์สีขาว จะต้องยอมโอบรับความมืดเข้ามา เราทำได้เพียงรักษาความส่องสว่างของดวงดาวในใจเราเอาไว้ เท่านี้ความมืดก็ไม่สามารถข้ามกระจกมาได้แล้ว

 

กระจกที่เป็นเหมือนเงาสะท้อนตัวตนอีกคนนึงของเรา ตัวตนที่ดำมืด ตัวตนที่ลังเล ตัวตนที่ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง

 

การจะทำลายกระจกแห่งราชินีความมืด คือการสถาปนาแสงสว่างของจิตใจคนทั้งระบบสุริยะขึ้นมาใหม่ และกวาดล้างไล่ความมืดที่บดบังแสงตะวันออกไป ซึ่งคนเดียวที่ยังไม่มีผลึกอันส่องสว่าง ก็คือมาโมรุนั่นเอง และเมื่อมาโมรุสามารถปลดผลึกโกลเดนคริสตัลออกมาได้เมื่อไหร่ ก็จะเป็นจุดสิ้นสุดของความเพ้อฝัน และกลับเข้าสู่โลกความจริงที่ส่องสว่างด้วยแสงตะวัน มาโมรุก็จะกลายเป็นราชาที่ได้รับการปกป้องจากดวงอาทิตย์ และความมืดก็จะสลายหายไป

ที่มา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *