รีวิว Buoyancy ลอยล่องในทะเลเลือด จักรา เด็กชายกัมพูชาวัย 14 ปี หนีออกจากบ้านหวังมาทำงานก่อสร้างในประเทศไทย แต่นายหน้าลักลอบส่งคนงานไม่ได้ส่ง จักรา และพวกจากเขมร ไปยังโรงงานหรือบริษัทก่อสร้าง แต่กลับขายพวกเขาให้เป็นแรงงานในเรือประมงที่มีไต้ก๋งจอมซาดิสท์เป็นคนไทย จักรากับเพื่อนต้องทำงานในสภาวะที่เลวร้ายไม่ต่างอะไรจากคุกลอยน้ำ กินข้าวเปล่ากับน้ำ นอนเบียดเสียด ทำงานโกยเศษปลาทั้งวัน ไม่มีสิทธิ์ขึ้นฝั่ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในท้องน้ำส่วนไหนของโลก และแน่นอนว่าไม่ได้ค่าจ้างแม้แต่บาทเดียว ถ้าไม่พอใจก็ทำอะไรไม่ได้เพราะไต้ก๋งกับพวกพร้อมจะทุบตี ทรมาน ขู่ด้วยปืน และไม่กะพริบตาด้วยซ้ำหากต้องโยนใครสักคนที่พูดมากหรือกระด้างกระเดื่องลงมหาสมุทรให้จบๆ ไป

นี่คือหนังที่ออสเตรเลียส่งเข้าประกวดรางวัลออสการ์สาขาหนังต่างประเทศในปีนี้ และฉายรอบพิเศษที่ Alliance Francaise กรุงเทพ ถนนสาธร ในวันศุกร์ที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ดูหนังที่เทศกาล International Film Festival and Awards Macau หรือเทศกาลภาพยนตร์มาเก๊า ซึ่งหนังได้รางวัลขวัญใจผู้ชมไปด้วย ไม่มีข่าวว่าหนังจะเข้าโรงปกติในไทยหรือไม่ (เดาว่าไม่ เพราะเนื้อหาที่บางภาคส่วนอาจมองว่าสุ่มเสี่ยง) แต่เชื่อว่าหนังน่าจะไปได้ไกล และไม่แน่อาจจะเข้ารอบสุดท้ายที่รางวัลออสการ์ก็เป็นได้

ว่ากันตรงๆ บางคนอาจมองว่านี่คือหนังที่ทำให้คนไทยดูไม่ดี เพราะเป็นผู้ร้ายแสนโหดเหี้ยมในเรื่อง แต่ว่ากันตรงๆ อีกเช่นกัน มองแบบนั้นก็ตื้นเขินมากๆ เพราะหนังไม่ได้บอกว่าคนสัญชาติไหนเป็นคนเลวหรือเป็นผู้ร้าย แต่เป็นการจำลองภาพความล้มเหลวของระบบแรงงานและการผลิตสมัยใหม่ผ่านชะตาชีวิตของคนยากคนจนที่ถูกหลอกมาทำงานรับใช้ระบบอันทำให้ทุกคนสูญเสียความเป็นมนุษย์ในตัวเอง

นอกจากนั้นแล้ว ถึงแม้ จะเป็นหนังที่พูดถึงประเด็นค้ามนุษย์และปัญหาแรงงานทาสในเรือประมง แต่หนังเรื่องนี้สนุก น่าติดตาม และทำให้เราลุ้นตามเพราะมันเป็นหนังระทึกขวัญ thriller เสียมากกว่า ประเด็นทางสังคมอะไรต่างๆ ถูกสร้างเป็นโครงในตอนต้นเพื่อให้เราเห็นสภาพชีวิตและความจำเป็นที่เด็กชายจักราต้องระเห็จออกมาเสี่ยงหางานกับนายหน้า แต่เมื่อจักรา (แสดงโดย ซามเฮียง เด็กชายที่หน้าตาเศร้าสร้อยแต่เด็ดเดี่ยว) กับพวกถูกจับขึ้นเรือประมงและโดนกดขี่โดยกัปตันจอมโหด (แสดงโดย ธนาวุฒิ เกสโร สตั๊นท์แมนที่มารับบทเด่น) Buoyancy กลายเป็นหนังที่ค่อยๆ เพิ่มจุดเดือด บ่มเพาะความตื่นเต้นกับการคาดเดาอะไม่ได้ ในบรรยากาศกดดันของพื้นที่ที่ทั้งปิดและเปิด (บนเรือประมงที่หนีไปไหนไม่ได้ แต่ก็ลอยอยู่กลางทะเลเวิ้งว้าง) ความสัมพันธ์ระหว่าง จักรา กับ ไต้ก๋ง กลายเป็นเฟืองหลักของพล็อตเรื่องและความน่าประหลาดใจที่ค่อยๆ ตามมา เพราะจักราเริ่มต้นด้วยการเป็นเด็กที่ตกอยู่ในสภาวะจำยอมต้องกลายเป็นแรงงานทาส แต่เขาค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับชีวิตบนเรือ และเริ่มเอาใจกัปตันและพวก ด้วยการเป็นคนงานที่ดี ไม่มีปากเสียง ช่วยหาปลาตัวใหญ่ๆ ให้เป็นอาหาร จนคนดูเดาไม่ได้ว่าเด็กคนนี้กำลังพยายามหลอกกัปตันให้ตายใจ หรือเขาถูกระบบปั่นหัวจนเสียความเป็นตัวตนและยอมปวารณาตนเป็นเครื่องมือ และค่อยๆ กลายร่างไปเป็นปีศาจเหมือนตัวกัปตันเอง

จะดีมากถ้าดูหนังเรื่องนี้คู่กับ Ghost Fleet หนังสารคดีที่ออกฉายเมื่อปีที่แล้ว ว่าด้วยประเด็นเดียวกันแต่เล่าจากอีกมุม Ghost Fleet ติดตามการทำงานของกลุ่ม NGO ที่ออกตามหาและช่วยเหลือแรงงานทาสชาวไทย พม่า และเขมร ที่ถูกจับไปใช้งานบนเรือประมงและสุดท้ายถูกนำตัวไปปล่อยไว้ที่เกาะอันห่างไกลในทะเลของอินโดนีเซีย บางคนไม่ได้กลับบ้านนับเป็น 10 ปี และจำนวนมากที่เสียชีวิตและถูกฝังร่างลงบนเกาะห่างไกลนั้นโดยที่ญาติพี่น้องไม่เคยรู้ ใกล้เคียงกันอีกเรื่องคือ Sea Fog หนังเกาหลีว่าด้วยเรือที่ลักลอบขนแรงงานชาวจีนข้ามทะเลไปเกาหลีใต้ แต่เผชิญกับหมอกประหลาดที่ห่อคลุมเรือไว้

จะเห็นได้ว่าประเด็นการค้า มนุษย์ และแรงงานทาส เป็นประเด็นร่วมสมัยที่ถูกนำมาเล่าในหลายแบบ ทั้งสารคดีตรงไปตรงมา หรือหนังตื่นเต้น หรือแม้แต่หนังเรื่องเหนือธรรมชาติ อาจจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับเมืองไทย แต่หนังไม่ได้จำเพาะเจาะจงในการวิพากษ์วิจารณ์ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ทำให้เราเห็นว่านี่คือปัญหาระดับนานาชาติที่สมควรได้รับการย้ำเตือน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *