รีวิวหนัง Iron Man 2 มาถึงภาคสองกันแล้วนะครับสำหรับภาพยนตร์ไตรภาคอย่างไอรอนแมน โดยที่ภาคแรกสามารถสร้างความประทับใจและมีเสียงวิจารณ์ที่ดีมาก เพราะอย่างนั้น Iron Man 2 จะทำให้คนดูคาดหวังไม่น้อยเลย

หลังจากภารกิจยับยั้งพวกเหล่าวายร้ายจากภาคที่แล้วทำให้โทนี่ สตาร์ค (Robert Downey Jr.) เปิดตัวให้ชาวโลกได้รู้ว่าเขาคือไอรอนแมน ซูเปอร์ฮีโร่พิทักษ์โลก รัฐบาลพยายามกดดันให้โทนี่เผยไต๋และข้อมูลการสร้างไอรอนแมนแก่พวกเขา ด้วยเหตุผลเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ แต่โทนี่ปฏิเสธเพราะว่าไม่มั่นใจกับพวกกองทัพและกลัวว่าเทคโนโลยีที่มีพลังนี้จะถูกใช้ในทางที่ผิดหรือตกในมือคนชั่ว มีเพียงผู้ช่วยสาว เป็ปเปอร์ พอตส์(Gwyneth Paltrow) และเพื่อนสนิท เจมส์ โรดส์ (Don Cheadle) ที่เห็นด้วยกับเขา และโทนี่รู้ว่าตัวเองกำลังจะมีศัตรูใหม่ จึงเดินหน้าพัฒนาชุดเกราะเพื่อรับมือกับศัตรูที่จะมาถึง

หากใครที่เคยชมภาคแรกมาแล้ว การทำความเข้าใจกับเนื้อเรื่องที่ต่อเนื่องจากภาคแรกก็จะใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ ฟื้นความจำกันเล็กน้อยก็มาต่อกันได้เลย ในภาคนี้หนังพยายามชูบทของโทนี่ สตาร์คให้กลายเป็นเศรษฐีอวดรวย แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดมากสำหรับฉากเปิดตัวที่มีงานอีเว้นท์แฟนคลับ โดยชี้ให้เห็นว่าการเป็นฮีโร่ของโทนี่ไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด

แน่นอนว่าความแตกต่างของไอรอนแมน เขาไม่ได้ถูกจับทดลองยา ไม่ได้เป็นเทพเจ้าแต่อย่างใด แต่ด้วยอดีตที่ครับครัวทำกิจการค้าอาวุธ จากนั้นชีวิตก็พลิกผันมาทำกิจการต่าง ๆ จนมาเป็นไอรอนแมนได้ในตอนนี้ มันคือความพยายามและความเฉลียวฉลาดของตัวโทนี่เอง เพราะความสำเร็จในทุก ๆ อย่างเกิดจากตัวเขาเองทั้งสิ้น

สำหรับฉากแอ็คชั่นในภาคสองไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่หนังพยายามทำให้พระเอกดูติ๊งต๊อง บ้าบอ ๆ แน่นอนว่าต่อให้โทนี่ที่ดูเหมือนจะไม่มีหัวใจก็ยังคงมีจุดอ่อนเหมือนมนุษย์ทั่วไป และซิกเนเจอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้คือชุดเกราะใหม่ ส่วนจะเท่และเจ๋งแค่ไหน สามารถไปหาชมในภาพยนตร์ได้

สำหรับ 30 นาทีสุดท้าย หนังมาอัดความมันส์และฉากแอ็คชั่นมาหนักมาก เอาให้จุกกันไปเลย เมื่อโทนี่ได้ใช่ชุดเกราะใหม่แบบอัพเกรดทำให้คนดูแบบผมเอาใจช่วยเขาไปในตัว แต่สิ่งที่ผิดหวังเล็ก ๆ เช่นตัวร้ายตายง่ายเกินไป แต่ก็ถ้าตายยากไปก็น่าเบื่ออีก ก็เลยคิดว่าจบในทำนองนี้แบบนี้ทำให้หนังจบเข้าท่าสุดแล้ว

ผมชื่นชอบในบทบาทการแสดงของโทนี่ สตาร์ค ตรงที่เขาพยายามซ่อนปมความรู้สึกภายในใจไม่แสดงออกมา แต่สิ่งที่เขาพยายามแสดงออกคือความเข้มแข็งและความบ้าบอ ๆ ในแบบของเศรษฐีที่อยากจะทำอะไรก็ได้ เหมือนจะมีความหยิ่งเล็ก ๆ ในแบบที่เศรษฐีเขาจะมีกัน พูดถึงบทบาทของโทนี่ในภาคนี้ที่เขาต้องพยายามต่อต้านกับพวกกองทหารเพราะเทคโนโลยีที่เขามี นั่นทำให้เขาเกิดปัญหาความขัดแย้งกับสังคมทันที และแน่นอนว่าเรื่องนี้เงินก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เหมือนกับเรื่องอื่น ๆ

ข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์เรื่องนี้

1. ความตระหนักในภัยร้าย ตามที่กองทัพออกมาบีบเค้นและกดดันให้โทนี่เผยเทคโนโลยีไอรอนแมน โดยอ้างว่าเหตุผลเพื่อความมั่นคงของชาติ โทนี่กังวลว่าถ้าตกไปอยู่ในมือคนผิด ทุกอย่างต้องแย่ลงและเขาคงไม่สามารถยับยั้งได้

2. ขอแค่มีคนเข้าใจ อะไรก็ผ่านไปได้ มนาถานการณ์ที่ถูกทางการทหารกดดัน มีเพียงสาวคนสนิทและเพื่อนสนิทที่เข้าใจ เรื่องที่หนักอึ้งสำหรับโทนี่ก็เป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะเราไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนบนโลกมาเข้าใจเรา แค่คนที่เรารักไว้ใจเราก็พอ

ถือว่ามีเนื้อหาทุก ๆ อย่างในระดับปานกลางเกือบดี แต่ด้วยความที่เป็นหนังแอ็คชั่น แต่ฉากแอ็คชั่นกลับมีน้อยจนเกินไป จนรู้สึกว่าเสียชื่อไอรอนแมนไปนิดหนึ่ง แต่ผมก็หวังว่าภาคสามไอรอนแมนน่าจะดึงตัวเองกลับมาสำเร็จ

ufabet

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *