หนังอนิเมชั่น Cars 3 หรือชื่อไทยว่า คาร์ส 3 สี่ล้อซิ่ง ชิงบัลลังก์แชมป์ หลังจากพ่ายแพ้ต่อเหล่านักแข่งไฟแรงรุ่นใหม่ ไลท์นิ่ง แมคควีนผู้เป็นตำนาน (ให้เสียงโดย โอเว่น วิลสัน) ได้หลุดออกจากวงการแข่งรถที่เขารัก การที่จะกลับเข้าไปสู่การแข่งขันได้อีกครั้ง เขาต้องการความช่วยเหลือจากช่างเทคนิครุ่นใหม่อย่าง ครูซ รามิเรซ (ให้เสียงโดย คริสเตล่า อลองโซ่) ด้วยแผนที่จะเอาชนะของเธอเอง บวกกับแรงบันดาลใจจาก ฮัดสัน ฮอร์เนท ยอดฝีมือผู้ล่วงลับ และเหตุการณ์ไม่คาดคิดอีกนิดหน่อย การพิสูจน์ว่าหมายเลข 95 ยังไม่จบง่ายๆ จะทดสอบหัวใจของแชมเปี้ยนในสนามแข่งที่ใหญ่ที่สุดของพิสตันคัพ

เด็กเดินตั๋วเข้าไปดูเรื่องนี้แบบไม่ได้เตรียมใจ เตรียมความพร้อมใด ๆ และไม่ได้คาดหวังจะได้อะไรจากอนิเมชั่นเรื่องนี้ นอกจากความสนุกบันเทิง คลายเครียด แต่ด้วยความเป็น Walts Disney Pixar มักจะทำให้เราได้อะไรกลับไปจากการชมภาพยนตร์ด้วยเสมอ ทั้งคุณภาพการผลิต ความมีสุนทรีย์เพลิดเพลินกับองค์ประกอบภาพยนตร์ และสิ่งสำคัญที่ได้กลับไปจากการตีตั๋วดูหนังยี่ห้อ “Pixar” คือ “แรงบันดาลใจชั้นยอด”

ด้วยความที่ช่วงนี้เด็กเดินตั๋วงานยุ่งและเครียดมาก (ถึงมาดูการ์ตูนไง) อารมณ์ที่มักจะตามมาคือ “ท้อแท้” และ “เหนื่อยล้า”​ ทันทีที่หนังฉาย ฉากแรกก็ปูเรื่องและเข้าเรื่องเลยอย่างรวดเร็ว ทำให้เด็กเดินตั๋วเชื่อมโยงกับอารมณ์ความท้อแท้ เหนื่อยล้าจากชีวิตเด็กเดินตั๋วทันทีเลย ด้วยเรื่องของรถแข่งจะต้องมีแพ้ มีชนะ มีท้อแท้ มีฮึกเหิม เป็นธรรมชาติของหนังแนวนี้อยู่แล้ว แต่ คาร์ส 3 ได้เล่นถึงประเด็นใหม่ ๆ ที่ให้แง่คิดอะไรดี ๆ และเสริมแรง เสริมกำลังใจได้อีกเยอะมาก ๆ

หลังจากที่ Cars 2 กลายเป็นหายนะของดิสนีย์พิกซาร์ เพราะหนังจัดว่าล้มเหลวที่สุดในด้านของเสียงวิจารณ์ อีกทั้งการมี spin-off ออกมาจำนวนมาก ก็เหมือนเป็นการดาวน์เกรดความดีงามที่เคยเกิดขึ้นใน Cars ภาคแรกจนหมดสิ้น กลายเป็นเพียงหนังที่สร้างให้เด็กเล็กดู และขายของเล่นเพียงเท่านั้น และเมื่อทางพิกซาร์ยืนยันว่าจะเข็นโปรเจคภาคที่ 3 ออกมา แน่นอนหละครับว่าใครก็ยี้ เพราะแม้กระทั้งผมเองก็ยังรู้สึกไม่ดีด้วย ทั้งที่เป็นแฟนของ Cars ภาคแรก และเป็นแฟนของพิกซาร์ โดยในภาคนี้ก็ได้ตา ไบรอัน ฟี ซึ่งผันตัวจากผู้ที่ทำงานในฝ่ายอ่านของดิสนีย์มาหลายต่อหลายเรื่อง ขึ้นมากุมบังเหียนในภาคที่ 3 ของแฟรนไชส์นี้ด้วย และผลลัพธ์ที่ได้มันกลับออกมาดีเกินคาด!

เพราะในภาคนี้หนังกลับมาสู่กลิ่นอายเก่า ๆ และเสน่ห์แบบดั้งเดิมที่เคยเกิดขึ้น และสร้างความประทับใจในภาคแรก นั่นก็คือการเป็นหนังอนิเมชั่นแข่งรถในสนามและไม่พยายามที่จะเล่นใหญ่ แถมประเด็นหลักที่หนังเล่นก็ยังดูโตขึ้น และหนักหน่วงขึ้น หลังจากที่ ไลท์นิ่ง แมคควีน ผ่านประสบการณ์มากมาย เขากลายเป็นคนที่เร็วที่สุด กวาดแชมป์เป็นว่าเล่น และประสบความสำเร็จจนกลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ของโลก แต่วันเวลามันผ่านไปเร็วเสมอ เมื่อวันนึง แม็คควีน พบว่าเขาไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดและเร็วที่สุดอีกต่อไปแล้ว เพราะเขาแก่ชราลง และการมาของเด็กรุ่นใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำขึ้น และเร็วขึ้น แม็คควีนไม่ยอมรับในสิ่งที่ตนเผชิญ ฝืนตัวเองจนเกินขีดความสามารถจนเกิดอุบัติเหตุและจบไม่สวยเท่าไหร่ในการแข่งขันซีซั่นล่าสุด ภาคนี้จึงเล่าในเส้นทางของนักกีฬาที่มาอายุที่มากขึ้น เลยจุดพีคมาแล้ว แต่ยังต้องการที่จะลงสนามอยู่ (สาเหตุที่ผมบอกว่านักกีฬา เพียงเพราะว่าใน  ตัวรถก็เปรียบเหมือนร่างกายของมนุษย์มากกว่าคนที่เข้าไปควบคุมรถ) ซึ่งทั้งหมดที่ผมกล่าวไป ทำให้ผมรักและรู้สึกดีกับหนังภาคนี้มาก มันดูเป็นหนังกีฬาจริงจัง เล่าถึงหมาแก่ที่ยังดิ้นรนและงัดความเก๋ามาสู้กับคลื่นลูกใหม่ และเพียงเท่านี้ก็ทำให้ คาร์ส 3 ออกมาดีเกินคาดมากแล้วจริง ๆ

  1. ufa24hrs

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *