Captain America : The First Avenger ถือว่าเป็นหนังที่ดีในระดับหนึ่งถ้าเทียบกับหนังโดยทั่วไปในแง่งานสร้างและการแสดง แถมยังมีแนวคิดที่ฉลาดในการสร้างให้เป็นหนังผจญภัยย้อนยุคที่มีฉากเป็นสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้โดดเด่นจากหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่นๆ The First Avenger ยังเป็นแนวคิดที่เอาไปสร้างสรรค์อะไรได้เยอะมาก แต่การที่ผู้กำกับโจ จอห์นสตัน (The Wolfman และ Jurassic Park III) ไม่สามารถเล่าเรื่องให้มีอารมณ์ร่วมได้มากพอ มีจังหวะการเล่าเรื่องที่ไม่คมพอ และสร้างฉากแอ็คชั่นส่วนใหญ่ได้ธรรมดา จึงทำให้หนังเรื่องนี้ไปได้ไม่สุดทางของมัน เป็นได้เพียงอาหารเรียกน้ำย่อยก่อนจะไปถึง The Avengers ทั้งที่มีศักยภาพจะเป็นอาหารมื้อหลักอิ่มท้องได้เหมือนกับ Iron Man และ Thor

หนังเปิดเรื่องในยุคปัจจุบันที่ทีมสำรวจของหน่วยชีลด์ได้ค้นพบตำแหน่งของร่างใต้น้ำแข็งของกัปตันอเมริกาก่อนที่จะพาย้อนสู่อดีตเพื่อเล่าความเป็นมา นั่นก็คือสตีฟ โรเจอร์ส (คริส เอแวนส์) เด็กหนุ่มผอมกระหร่องและตัวเล็ก แต่มีจิตใจกล้าหาญ ดีงาม มุ่งมั่น และอยากเป็นทหารรับใช้ชาติเพื่อรบไปกับนาซี แล้วยอมเอาตัวเองไปเป็นหนูทดลองในโครงการสร้างสุดยอดทหารของกองทัพสหรัฐที่ดูแลโดยดร.อับราฮัม (สแตนลี่ ทุชชี) จนในที่สุดทำให้เขากลายเป็นกัปตันอเมริกา ซูเปอร์ฮีโร่ที่สามารถใช้พลังได้สุดขีดจำกัดที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้

ขณะเดียวกันก็เล่าถึงแผนการอันชั่วร้ายของไอ้กะโหลกแดง (ฮิวโก้ วีฟวิ่ง) หัวหน้าของหน่วยไฮดราของนาซี ที่หมายใช้ลูกบาศน์พลังงานในการทำลายล้างโลก เพื่อปูเรื่องให้ทั้งคู่ต้องมาเผชิญหน้ากันในฉากไคลแม็กซ์สุดท้าย ซึ่งช่วงเปิดเรื่องของหนังนี้ทำได้เข้มข้นและน่าติดตามอย่างมาก

หลังจากเป็นกัปตันอเมริกาแล้ว รัฐบาลสหรัฐยังไม่รู้ว่าจะใช้เขาเพื่อประโยชน์ใดดี จึงใช้เขาเป็นเครื่องมือหาทุนทำสงคราม และนำทัพสันทนาการไปสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารแนวหน้า แต่เมื่อทราบข่าวว่าเพื่อนรักชื่อบัคกี้ บาร์นส์ (เซบาสเตียน สแตน) ถูกจับเป็นเชลย เขาจึงลุยเดี่ยวเข้าไปในแนวข้าศึก ภายใต้การช่วยเหลือของเพ็กกี้ คาร์เตอร์ (เฮย์ลี่ แอ็ทเวลล์) และ เฮาเวิร์ด สตาร์ก (โดมินิก คูเปอร์) เพื่อช่วยเพื่อนออกมาจนวีรกรรมเป็นที่ประจักษ์ ทำให้ผู้การเชสเตอร์ (ทอมมี่ ลี โจนส์) ยอมรับในตัวเขา และใช้เขาต่อกรและทำลายโรงงานผลิตอาวุธของหน่วยไฮดรา

ในครึ่งหลังของหนังที่กัปตันอเมริกาเริ่มปฏิบัติภารกิจ ดูเหมือนว่าหนังไม่อาจไต่ระดับความเข้มข้นและเล่าเรื่องได้น่าสนใจไปกว่าที่ปูเอาไว้ในตอนต้น การปฏิบัติภารกิจแต่ละครั้ง มีฉากต่อสู้ที่มีการออกแบบมาดีหลายฉาก (แต่ก็มีอีกหลายฉากที่ออกแบบมาได้ธรรมดา) แต่ไม่อาจสร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก หรือมีอารมณ์ร่วมในฉากเหล่านั้นได้มากพอหรือบางครั้งแทบไม่มีเลย

เมื่อสลับเข้าสู่โหมดดราม่าของหนัง ผู้กำกับก็ยังขยี้อารมณ์ได้ไม่มากพอที่จะทำให้เราสะเทือนใจได้ ฉากร่ำลาท้ายเรื่องที่น่าจะขยี้อารมณ์จนร้องไห้ได้ก็เล่าอย่างรีบเร่ง และยังไม่อาจสร้างความผูกพันกับตัวละครบางตัวได้มากพอจนรู้สึกสงสารในชะตากรรมได้ อันเป็นเหตุให้อารมณ์ของหนังเหมือนถูกกั๊กเอาไว้ เมื่อดูจบจึงไม่อิ่ม ต่างจากตอนที่เราชม Thor หรือ Iron Man ที่ทำให้เราอยากดูภาคต่อได้ในทันที

ฉากหลังที่เป็นสงครามโลกครั้งที่สองที่สามารถเอาไปสร้างฉากแอ็คชั่นสงครามที่ยิ่งใหญ่ได้ กลับไม่ถูกนำมาใช้ แต่กลับไปเน้นฉากขนาดที่เล็กแทน จึงดูเป็นการใช้แนวคิดของหนังไปอย่างไม่คุ้มค่า หนังพยายามสร้างฉากแอ็คชั่นในอารมณ์หนังยุคเก่าแบบ Indiana Jones แต่ก็ยังทำได้ไม่ถึงขั้นนั้น

ในด้านการแสดง คริส เอแวนส์ก็ดูจะยังไม่มีเสน่ห์บนจอมากพอแม้ว่าจะหล่อล่ำก็ตาม บทกัปตันอเมริกาที่ได้รับก็ออกไปในทางพระเอกจ๋า มีระดับความซับซ้อนไม่มาก และเมื่อประกบกับตัวละครสมทบที่มีสีสันจากบทบาทของทอมมี่ ลี โจนส์, ฮิวโก้ วีฟวิ่ง, สแตนลี่ ทุชชี่ และ โดมินิก คูเปอร์ ทำให้กัปตันอเมริกาไม่อาจฉายแววเด่นได้เต็มๆ

ผมอดคิดไม่ได้ว่าเมื่อ The Avengers ออกฉาย และกัปตันอเมริกาของเอแวนส์ต้องประชันกับตัวละครที่มีสีสันและซับซ้อน จากนักแสดงที่มีเสน่ห์บนจอแรงๆ อย่างธอร์ (คริส เฮล์มสเวิร์ธ), ไอร์ออน แมน (โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์), นิค ฟิวรี่ (แซมมวล แอล. แจ็คสัน) และ ฮัลค์ (มาร์ค รัฟฟาโล) ตัวละครกัปตันอเมริกาอาจถูกกลืนหายไปหนักกว่าในหนังของตัวเองเลยด้วยซ้ำ

 

ufabet.co

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *