รีวิวหนังรัก Destination Wedding - ไปงานแต่งเขา แต่เรารักกัน

รีวิวหนังรักโรแมนติก Destination Wedding หรือชื่อไทยว่า ไปงานแต่งเขา แต่เรารักกัน การกลับมาพบกันอีกครั้งของสองนักแสดงระดับไอค่อนแห่งยุค 90 นักแสดงชายหน้าหนุ่มตลอดกาล อย่าง “คีอานู รีฟส์” จากภาพยนตร์ John Wick (จอห์น วิค) และ “วิโนน่า ไรเดอร์” นักแสดงหญิงผู้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำจากซีรีย์ยอดนิยม “Stranger Things” (สะแตรนเจอร์ ธิงค์) กำลังจะโคจรมาพบกันใน “DESTINATION WEDDING (เดสติเนชั่น เวดดิ้ง) ไปงานแต่งเขาแต่เรารักกัน” ภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดี้ที่จะทำให้เหล่าคนโสดต้องหัวใจเต้นแรง กับเรื่องราวของคนสองขั้วที่ทั้งคู่ต้องเดินทางไปร่วมงานแต่งนอกสถานที่ด้วยกัน แม้จะดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งสองจะเข้ากันไม่ได้เลยแม้แต่น้อยก็ตามที “DESTINATION WEDDING (เดสติเนชั่น เวดดิ้ง)” บอกเล่าเรื่องราวของ แฟรงค์ (คีอานู รีฟส์) และ ลินซี่ (วิโนน่า ไรเดอร์) แขกรับเชิญสองคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์บังคับให้ต้องร่วมทางกันเพื่อเดินทางไปยังงานแต่งนอกสถานที่ พวกเขาต่างรู้สึกเบื่อหน่ายกับงานแต่งครั้งนี้ นั่นเป็นเพราะทั้งแฟรงค์และลินซี่ไม่ใช่คนที่เชื่อในความรัก แต่ถึงแม้พวกเขาจะมีปากเสียงกันตลอดเวลา ความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างเขาและเธอกลับเริ่มงอกเงยในงานแต่งสุดอลเวงครั้งนี้

เป็นการกลับมาแสดงนำคู่กันครั้งที่ 4 ระหว่างพระเอกสายบู๊นักฆ่า John Wick อย่าง Keanu Reeves กับแม่ Will ใน Stranger Things อย่าง Winona Ryder นั่นจึงเป็นผลทำให้หนังเรื่องนี้คู่พระนางเคมีเข้ากันสุดๆ บวกกับความเป็นเพื่อนกันมานานของทั้งสองนอกจออีกด้วย

เรื่องนี้เป็นหนังกลางสัปดาห์ที่อาจโดนกลบไปด้วย 2 หนังแอ็คชั่นอย่าง Mile 22 และ The Equalizer 2 ทำให้หลายๆ คนอาจมองข้ามไป รวมทั้งตัวเองด้วยก็(เกือบ)มองข้ามไปเหมือนกัน ด้วยความที่คิดว่าอาจเป็นหนังฆ่าเวลาระหว่างพักเล่น John Wick 3 ของ Keanu Reeves แต่สุดท้ายมันกลับเหนือความคาดหมายแบบุสดๆ

หนังเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความบังเอิญของ Frank (Keanu Reeves) และ Lindsay (Winona Ryder) ที่ทั้งคู่ดันต้องไปงานแต่งเดียวกัน และดันต้องมาเจอกัน นั่งติดกันบนสนามบิน พักห้องใกล้กัน และทั้งคู่ก็ต่างเกี่ยวข้องกับเจ้าบ่าวด้วยกันทั้งคู่ Frank เป็นน้องชาย Lindsay เป็นเมียเก่า ด้วยความบังเอิญ จึงบังเกิดความบันเทิง

“โลกนี้มีแค่เราสองคน ทุกอย่างหมุนรอบตัวเรา” หนังเรื่องนี้มีแค่การพูดคุยกันของ 2 ตัวละคร ใช่! แค่ 2 ตัวละครคุยกันตลอดทั้งเรื่อง หลายๆ ฉากก็แค่ตั้งกล้องเฉยๆ ปล่อยให้คู่พระนางตอบโต้กันด้วยบทสนทนาที่มากมายเหลือเกิน จนในใจคิดไปดังๆ ว่า “จำบทกันได้ไงฟะ” และบทพูดนั่นแหละเป็นสิ่งที่โคตรบันเทิงของหนังเรื่องนี้ ทั้งการแซว แขวะ กัด จิก ด่า เสียดสี พาดพิง เหมือนมนุษย์ป้ากับมนุษย์ลุงมาป๊ะกัน

หนังไม่มีความโรแมนติก คำหวานๆ ฉากสวีทเลี่ยนๆ ไม่มีเลย! แต่ด้วยบทพูดอีกนั่นแหละ ที่กลับทำให้หนังมันโรแมนติกซะอย่างงั้น น่ารักอีกต่างหาก ทั้งสองคนนี้เล่นได้เป็นธรรมชาติและดีมากๆ แทบจะพูดกันจนลืมหายใจ เรียกได้เลยว่าต่อให้จับทั้งสองมานั่งในห้องเหลี่ยมๆ ที่ไม่มีอะไรเลย แล้วปล่อยให้พูดกันเหมือนที่ทำแบบในหนังเรื่องนี้ หนังมันก็ยังบันเทิงและยังดูลื่นไหล ไม่เบื่ออีกต่างหาก ยิ่งฉากเลิฟซีนนี่ พีคมาก เล่นซะฮาโคตรๆ

ด้วยความที่หนังดำเนินเรื่องและเลือกที่จะเล่าแบบนี้ หลายๆ คนอาจจะไม่ชอบ (แต่แอดชอบมาก) บางฉากอาจทำให้เราตามบทพูดของสองคนนี้ไม่เข้าใจบ้าง ฟังไม่ทันบ้าง หรือยืดบ้าง แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลให้หนังเรื่องนี้สนุกน้อยลงแต่อย่างใด บางครั้งไอ้ความที่มันพลั่งพลูคำพูดออกมากัน เราไม่เข้าใจ มันก็ยังฮาเหมือนเดิม

โดยรวมแล้วชอบมาก ถึงหนังมันเหมือนจะไม่มีอะไร แต่มันมีอะไรให้เราชอบเยอะมาก เป็นหนังรอมคอมที่สนุกมากๆ มีทิศทางในการนำเสนอใหม่ๆ และไม่น่าเบื่อ แถมเรายังได้เห็นการแสดงของ Keanu Reeves ในแบบที่เราไม่เคยเห็นอีกด้วย เป็นหนังรักอีกแนว ที่ควรค่าแก่การชมจริงๆ ที่มา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *