รีวิว Da 5 Bloods : เลือดข้นคนสไปค์ ผลพวงของสงครามเวียดนามต่ออดีตทหาร

รีวิว Da 5 Bloods : เลือดข้นคนสไปค์

หนังใหญ่ที่ลง เดือนนี้ และเป็นหนังที่โยงใยเข้ากับ สถานการณ์คุกรุ่นทางการเมือง และปัญหาเหยียดสีผิวในอเมริกา คือเรื่อง Da 5 Bloods หนังว่าด้วยผลพวงของสงครามเวียดนามต่ออดีตทหาร G.I. ผิวสีสี่คน นอกจากการที่หนังออกฉายในช่วงพีคของการประท้วงต่อต้านการใช้ความรุนแรงของตำรวจ สืบเนื่องจากกรณี “เข่ากดขอ” ที่นำไปสู่การเสียชีวิตของชายผิวดำชื่อ จอร์จ ฟลอยด์ อีกประเด็นที่ทำให้หนังน่าสนใจสำหรับคนดูท้องถิ่นอย่างพวกเรา คือการที่หนังถ่ายทำในไทย โดยเฉพาะในป่าทางภาคเหนือแถบเชียงใหม่ เชียงราย แทบทั้งเรื่อง โดยใช้โลเคชั่นแหล่านี้แทนการไปถ่ายจริงๆ ที่เวียดนาม (ในอดีต หนังเกี่ยวกับสงครามเวียดนามมากมายก็ใช้เมืองไทยเป็นตัวแทนเวียดนาม)

 

สไปค์ ลี เป็นหนึ่งในผู้กำกับอเมริกันคนสำคัญของยุคสมัย และเป็นผู้กำกับผิวดำที่ใช้ภาพยนตร์เพื่อส่งเสียงและสร้างปรากฏการณ์ Black culture หรือวัฒนธรรมของคนผิวดำ มาตั้งแต่ยุค 1990 โดยใช้ทั้งลีลายียวนแบบหนังตลก ความจริงจังแบบหนังดราม่า การผลักให้วัฒนธรรมคนดำเป็นป๊อปคัลเจอร์ และองศาทางการเมืองที่ดุเดือด ไม่สงวนท่าที ไม่ไว้หน้าในการวิพากษ์วิจารณ์สังคมอเมริกันที่มีคนขาวเป็นใหญ่ และระบบระเบียบทางสังคมที่ไม่เป็นธรรม

 

Da 5 Bloods มีสิ่งที่ว่ามาข้างต้นทั้งหมด บางทีอาจจะมีเยอะเกินไปจนหนังมีความกระจัดกระจาย และขาดความเข้มข้นไปพอสมควร ด้วยความยาวสองชั่วโมงครึ่ง เนื้อเรื่องว่าด้วยการเดินทางกลับมายังเวียดนามของอดีตทหารอเมริกันผิวดำ 4 คน ที่เคยร่วมรบจนแทบเอาชีวิตไม่รอดในสงครามเวียดนาม ในครั้งนี้ทั้งสี่เข้าสู่วัยเริ่มชรา แต่ขอรวมแก๊งออกผจญภัยครั้งสุดท้ายเพื่อค้นหาศพของอดีตหัวหน้าหน่วยที่เคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่ และเพื่อตามหาทองคำที่กองทัพอเมริกันเคยซ่อนไว้ในป่าและสูญหายไป นัยนึงการเดินทางครั้งนี้เป็นการรำลึกอดีตครั้งหลัง เป็นการเผชิญหน้ากับปีศาจที่เคยสิงสู่จิตใจ และเป็นการไถ่ถอนบาปที่ยังค้างคาในใจของทุกคน

ตั้งแต่การตายของหัวหน้า (แสดงได้เด่นมากโดย แชดวิค บอสแมน จาก Black Panther) หรือการกลับไปหาอดีตแฟนสาวชาวเวียดนาม และที่สำคัญ – และที่ สไปค์ ลี พยายามจะเสนอให้เห็น – คือทัศนคติและความกระอักกระอ่วนของทหารผิวดำ ที่ต้องถูกเกณฑ์ไปรบกับพวกเวียดกงในสงครามอันโหดร้ายในป่าเขตร้อนห่างไกล เพื่อปกป้องเสรีภาพแบบอเมริกัน ทั้งๆ ที่คนผิวดำในอเมริกาเองกลับไม่มีเสรีภาพ และไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างที่รัฐบาลอเมริกาป่าวประกาศว่าจะสร้างให้คนทั้งโลกในยุคสงครามเย็น

 

ในบรรดาเพื่อน 4 คน คนที่มีบทเด่นที่สุดคือ พอล (เดลรอย ลินโด) คนผิวดำที่เป็นแฟนคลับ โดนัลด์ ทรัมป์ และเป็นผู้ที่เห็นว่าการมาขุดทองครั้งนี้เป็นการ “เอาคืน” จากกองทัพอเมริกันที่ไม่เคยเหลียวแลพี่น้องคนดำ ร่วมเดินทางไปกับเพื่อนแก๊งนี้อีกคนคือลูกชายของพอล ที่แอบตามพ่อมาเพราะเป็นห่วง จนกลายเป็นสมาชิกคนสุดท้ายในการผจญภัยครั้งนี้

มีความเปิดหน้าชนแบบ สไปค์ ลี คือนอกจากจะเล่าเรื่องอย่างที่ว่ามา หนังยังเต็มไปด้วยการสอดแทรกประวัติศาสตร์ทางสังคมของอเมริกาที่เกี่ยวข้องกับคนผิวดำ เพื่อโยงให้เห็นว่าสงครามเวียดนาม เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของคนผิวสีในอเมริกา โดยลีไม่สนว่าการแทรกข้อมูลเหล่านี้เข้ามา จะมาขัดจังหวะการเล่าเรื่องหรือทำให้สไตล์ของหนังกระโดกกระเดก ประมาณว่าเชื่อมือว่าเอาอยู่ คนที่ดูหนัง สไปค์ ลี มาบ้างจะเห็นว่า แกไม่แคร์ว่าหนังจะโฉ่งฉ่างหรือไม่แนบเนียน

ไม่ต้องห่วงเรื่องตีความหรือซ่อนนัยยะ เพราะสิ่งที่ผู้กำกับต้องการพูดและแสดงออก ต้องชัดเจนและมีความสำคัญเหนือองค์ประกอบอย่างอื่น

 

ผู้เขียนคิดว่าครั้งนี้ ลี อาจจะหนักมือไปหน่อย จนหนังเสียสมดุลไประหว่างทาง การผสมทั้งหนังผจญภัย หนังสไตล์เพื่อนแท้ หนังเสียดสีสังคมและประวัติศาสตร์ คลุกเคล้ากันอย่างมันมือ ทำให้หนังสนุกบ้างและอ่อนแรงบ้าง อารมณ์ที่กระโดดไปมาทำให้เราไม่อยู่กับหนังตลอด และที่สำคัญในฐานะคนไทย เราดูหนังแล้วเห็น “ฉาก” จนหนังเสียความน่าเชื่อไป กล่าวคือ ป่าในหนังเรื่องนี้ดูไม่น่ากลัว ไม่หลอกหลอนเหมือนป่าในหนังสงครามเวียดนามอื่นๆ พูดง่ายๆ คือเราดันดูออกว่านี่มันเชียงใหม่ เชียงราย มากกว่าจะเป็นป่าของพวกเวียดกง

 

แต่สุดท้ายยังไงๆ ก็ต้องให้เครดิต เพราะในฐานะหนังที่จับชีพจรของสังคมและประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ก็มีพลังในแบบของมัน การลากเส้นระหว่างความยุ่งเหยิงของสงครามเวียดนาม กับความวุ่นวายในอเมริกาในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้หนังมีความสด ประเด็นการเมืองเรื่องเลือดข้นคนผิวดำและเชื้อชาติ เป็นสิ่งที่ สไปค์ ลี ทำได้อย่างจะแจ้งและเข้าเป้าเสมอ ถึงจะยาวไปสักหน่อย

แต่หนังแสดงให้เห็นว่า บาดแผลของสงครามช่างฝังลึกและอักเสบเข้ากระดูก ไม่ว่าจะเป็นสงครามร้อนบนท้องถนนของเมืองที่เต็มไปด้วยคนโกรธแค้น หรือสงครามเย็นที่ยังไม่อุ่นลงหลังจากผ่านไปหลายสิบปี

 

แทงบอลออนไลน์ 

รีวิว Our 30 minutes sessions ฟอร์แมตสำหรับคอเพลงยุค 90

รีวิว Our 30 minutes sessions  ฟอร์แมตสำหรับคอเพลงยุค 90

รีวิว Our 30 minutes sessions  แค่พลอตว่าด้วยวิญญาณที่ขอสิงร่างเด็กหนุ่มขี้อายเป็นเวลา 30 นาทีตาม เนื้อเทปในหนึ่งหน้า ก็ดูจะอุทานคำว่า “ความญี่ปุ่น!” ออกมาได้ชัดเจนละ ตัวหนังยังแอบซ่อนลูกเล่นของเทปคาสเซตต์ ฟอร์แมตสำหรับคอเพลงยุค 90 มาแบบห้ามใจไม่ให้กรอกลับทุกความรู้สึกของคนดูให้ย้อนกลับไปในวันวาน ทั้งรักแรก และความผิดบาปในอดีตตามไม่ได้เลยแหละ

หลัง อากิ (แมคเคนยู) มือกีตาร์และนักแต่งเพลงประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต ทิ้งไว้เพียง เทปเดโมเพลงสุดท้าย ในวอล์กแมนที่ถูกทิ้งไว้ริมสระน้ำ และโชคชะตาก็พาให้ โชตะ (ทาคุมิ คิตะมุระ) หนุ่มขี้อายได้พบมัน จนสิ่งมหัศจรรย์ได้เกิดขึ้นเมื่อโชตะกดเล่นเทปทำให้อากิสามารถยืมร่างของเขาได้เป็นเวลา 30 นาที อากิเลยใช้โอกาสนี้ฟอร์มวงขึ้นมาใหม่เพื่อสานต่อสัญญาในการเล่นงานคอนเสิร์ตฤดูร้อนที่เขาไม่มีโอกาสได้เล่นตอนยังมีชีวิตอยู่ รวมถึงการได้กลับไปใช้เวลาร่วมกับ คานะ (ซายุ คุโบตะ) หญิงสาวที่เป็นรักเดียวในชีวิตอีกครั้ง

 

ว่ากันในส่วนของพลอตเรื่องแล้ว ซาโตมิ โอชิมา แทบจะรังสรรค์เรื่องโดยเอาจุดเด่นจาก The 100th Love With You ผลงานก่อนหน้ามาหยิบใช้ทั้งเรื่องของวงดนตรี และการย้อนกลับมาแก้ไขสิ่งที่ผิด แต่ใน Our 30-minute sessions เงื่อนไขในการกลับมาไม่ใช่เพื่อช่วยชีวิตของใครสักคนเหมือนหนังเรื่องก่อน แต่คราวนี้มันคือการกลับมาของวิญญาณที่ผูกโยงกับสิ่งที่ผูกพันธ์เพื่อแก้ไขความผิดพลาด ซึ่งก็ไม่ใช่ธีมใหม่อะไรสำหรับหนังโรแมนติกทั่วโลก แต่รายละเอียดและเงื่อนไขของเทปคาสเซตต่างหากที่ทำให้หนังมันพิเศษ

โดยเฉพาะการนำเงื่อนไขของเทปคาสเซตมาใช้ในการกำหนดเวลา 30 นาทีของการ “ยืมร่าง” ที่อิงตามความยาวเทปใน 1 หน้าของคาสเซต หรือการ “อัดทับ” เพื่อให้เข้ากับเนื้อเรื่องช่วงหลังเมื่อหนังเริ่มกำหนดเงื่อนเวลาที่ตัวละครต้องรีบทำภารกิจให้เสร็จสิ้น ผลลัพธ์ของมันเลยทำให้หนังไฮคอนเซปต์เรื่องนี้ไปไกลกว่าแค่ขายแนวคิดเท่ ๆ แล้วเดินตามรอยหนังแนวเดียวกัน แม้จะมีข้อครหาว่าคนเขียนบทแค่เปลี่ยนจาก “แผ่นเสียงย้อนเวลา” มาเป็น “เทปคาสเซตสิงร่าง” ก็เถอะ

 

นอกจากเรื่องราวที่ถูกรังสรรค์ได้อย่างยอดเยี่ยมตามที่กล่าวมาแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หนังแตกต่างและมีคุณค่าทางศิลปะคงหนีไม่พ้นงานกำกับของ เคนทาโร ฮากิวาระ ที่ไม่เน้นความฟูมฟายและใส่มุกตลกตามประสาหนังวัยรุ่นได้อย่างเหมาะเจาะพอดีไม่มากเกินจนน่ารำคาญควบคู่ไปกับการคุมโทนเรื่องให้เต็มไปด้วยความโรแมนติกควบคู่กับปมดรามาที่ค่อย ๆ เผยออกมา โดยเฉพาะเรื่องราวของโชตะที่เบื้องหลังบุคลิกขี้อายและเก็บตัวคือความสามารถด้านดนตรีที่เจ้าตัวแอบผลิตผลงานเงียบ ๆ เพราะไม่แน่ใจว่าความชอบจะกลายเป็นอาชีพได้ยังไงโดยอาศัยม่านตรงที่นอนไว้ปิดบังเวลาตนใช้เวลาส่วนตัวไปกับดนตรี

ซึ่งด้วยความที่หนังเน้นเดินเรื่องด้วยปมที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่ลึกซึ้งก็ทำให้มันมีอารมณ์และความบันเทิงเฉพาะตัวมากโดยเฉพาะงานภาพที่หนังพยายามคุมโทนสีฟ้าหลาย ๆ เฉด และสีโทนอบอุ่นที่ไปกันได้ดีกับเรื่องราว ดังนั้นเราเลยได้เห็นฉากมหัศจรรย์ต่าง ๆ ตั้งแต่การตากหนังสือให้ออกมาหายใจที่หนังก็หยิบมาเล่นตอนท้ายเพื่อเรียกน้ำตาคนดูอีกทีนึง และทีละน้อยเราจะเห็นการทำงานร่วมกันระหว่างบทของ ซาโตมิ โอชิมา และ งานกำกับเปี่ยมวิสัยทัศน์ของ เคนทาโร อากิวาระ ที่ไม่ยอมให้งานวิชวลแบบผู้กำกับมิวสิกวีดีโอมาบดบังสารที่บทพยายามจะบอกนั่นก็คือการทำความฝันในวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้มันถูกอัดทับไปตามกาลเวลาได้อย่างดีเยี่ยม

 

นอกจากนี้การแสดงของทั้ง แมคเคนยู อาราตะ และ ทาคูมิ คิตามูระ ยังไปกันได้ดีทั้งการฉายเสน่ห์ของสองหนุ่มสองสไตล์ และบทดรามาที่ทำได้ดีเกินคาด ส่วน ซายุ คุโบตะ ก็มีดีมากกว่าหน้าตาสวย ๆ และรอยยิ้มสดใส เพราะเธอสามารถรับส่งบทดรามากับสองหนุ่มได้เป็นอย่างดี จนทำให้ Our 30 – Minute Sessions กลายเป็นหนังญี่ปุ่นที่ไม่ควรพลาดชมในโรงภาพยนตร์เป็นอย่างยิ่ง

 

แทงบอลออนไลน์ 

รีวิวหนัง Caught by a Wave ความรักที่จะนำไปสู่โศกนาฏกรรม

รีวิวหนัง Caught by a Wave ความรักที่จะนำไปสู่โศกนาฏกรรม

เมื่อมองย้อนกลับไปที่ภาพยนตร์เรื่อง ” Caught by a Waves ” โศกนาฏกรรมรัก ที่ซาร่าและลอเรนโซพบกันในค่ายฤดูร้อนซาร่าป่วยเป็นตะคริวที่กล้ามเนื้อเฉียบพลันระหว่างแล่นเรือใบ เกิดเหตุเรือล่มและตกน้ำ. ลอเรนโซเป็นห่วงและรีบไปช่วยเธอ ซาร่าตระหนักว่าอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่เธอเคยประสบมาก่อนจะแย่ลง สิ่งที่น่ากังวลคือเธอพยายามปกปิดอาการของลอเรนโซ อย่างไรก็ตามยิ่งปิดใกล้เท่าไหร่ก็ยิ่งปิดไม่สนิท

จนกระทั่งวันหนึ่งลอเรนโซตระหนักถึงความเจ็บป่วยของเขา ส่งผลให้คนหนุ่มสาวทั้งสองต้องตัดสินใจหาทางเอาชนะโรคร้ายร่วมกัน หรือในที่สุดความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะลงเอยอย่างไร? ในเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เรื่องราวความรักดูเหมือนจะจุดชนวนให้เกิดโศกนาฏกรรมในตอนท้ายเรื่องหากแฟน ๆ ชอบดูหนังวัยรุ่นแล้วน้ำตาจะท่วมเช่น A Walk to Remember (หนังรักครอบครัวดัดแปลงจากนิโคลัสสปาร์คส์ นวนิยาย) Me Before You, The Star in Fault หรือ “Five Feet Apart” อย่างไรก็ตามคุณน่าจะพอเดาทางออกได้บ้างชะตากรรมของตัวละครทั้งสองนี้ไม่ได้สวยงามมากนัก

 

อย่างไรก็ตาม“ Cave by a Wave” เลือกที่จะพาคุณผู้ชมไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาซึ่งน่าสนใจทีเดียว ที่สำคัญกว่านั้นภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเลือกที่จะให้น้ำหนักกับบทบาทของผู้ใหญ่โดยไม่คำนึงถึงพ่อแม่ของซาร่าห์ ที่ดูแลลูกสาวของเธอ

แต่พยายามทำความเข้าใจความรักของคนกึ่งวัยรุ่นเพื่อพบรักกับผู้ชายที่เธอรัก (อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต) หรือปล่อยให้ตัวละครอย่างลอเรนโซค้นพบว่าซาร่าห์คือรักแรกของเธอ เขาไม่สามารถรักษาความรักนี้ไว้ได้ตลอดไป เคล็ดลับของหนังคือไม่ให้ตัวละครอย่าง Sarah กลายเป็นคนไข้ที่น่าสงสารที่ผู้ชมต้องกลายเป็นและร้องไห้ แต่ “การตัดสินใจ” ของเธอทำให้ผู้ชมเข้าใจได้ในที่สุดไม่ว่าชีวิตของหนังจะเป็นอย่างไร .

เราจะทำมันได้นานหรือสั้นแค่ไหน? ความภาคภูมิใจในตนเองความกล้าที่จะเผชิญกับความเป็นจริงออกไปทำในสิ่งที่คุณอยากทำเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต ในท้ายที่สุดความพยายามดังกล่าวอาจเป็นโอกาสสุดท้ายในชีวิต แต่อย่างน้อยมันอาจจะดีกว่าการจากโลกนี้ไปแทนที่จะทำในสิ่งที่ฉันอยากทำไปตลอดชีวิต

 

ดูหนังออนไลน์ 

รีวิวหนัง ไททานิค Titanic 3D ความรักของ โรสและแจ็ค ที่กินใจผู้ชมทั่วทั้งโลก

รีวิวหนัง ไททานิค Titanic 3D ความรักของ โรสและแจ็ค  ที่กินใจผู้ชมทั่วทั้งโลก

เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักภาพยนตร์ดราม่าเรื่องสุดท้าย ” ไททานิค” เรื่องนี้ได้ใจผู้ชมทั่วโลกนอกจากนี้ยังเป็น ภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุด ติดต่อกันหลายปี (จนกว่า “อวตาร” จะถูกโค่นทิ้ง) ภาพยนตร์ “ไททานิค” Titanic 3D กลับมาพร้อมระบบ 3 มิติเพื่อให้ผู้ชมรุ่นใหม่และรุ่นเก่าได้สัมผัสกับความประทับใจของภาพยนตร์และความรักที่น่าอัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งในรูปแบบ 3 มิติ โรสและแจ็คซึ่งครั้งหนึ่งเคยหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวความรักดึงดูดผู้คนมากมาย

ครั้งนี้จะกลับมาในรูปแบบสามมิติโดยจะถ่ายทอดเรื่องราวความรักของคนหนุ่มสาวที่แตกต่างกันเมื่อพวกเขาพบรักบนเรือ และมีความแตกต่างทางชนชั้นซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่และอุบัติเหตุร้ายแรงกำลังรอแยกเขาจากเธอ พวกเขาจะรอดจากเงินและภัยพิบัติบนเรือที่จมได้หรือไม่? ติดตามเรื่องราวความรักครั้งยิ่งใหญ่ที่เคยประทับใจ อีกครั้งกับระบบสามมิติสิ่งนี้จะสร้างความประทับใจให้คุณอีกครั้งใน “Titanic 3D” ที่ฉายในโรงภาพยนตร์ทุกโรง

 

The Titanic กำกับโดยเจมส์คาเมรอนเขาเป็นผู้กำกับที่แนะนำเราให้รู้จักกับภาพยนตร์ไซไฟสุดคลาสสิกเรื่อง Terminator 2 เขาเป็นผู้กำกับที่แนะนำเราให้รู้จักกับ 3D อย่าง “Avatar” แน่นอน เราขอขอบคุณแจ็คและโรสสำหรับความรักอมตะที่มีต่อ “ไททานิค” หลังจากที่ฉันดู “ไททานิก 3 มิติ” ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในรอบที่หกเท่านั้น สำหรับผู้ที่ไม่เคยเห็นหรือไม่รู้จักเรื่องราวความรักใน “ไททานิก” ฉันคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่เคยเห็นเพราะไททานิก 3 มิติสามารถจดจำเรื่องราว 3 มิติได้ มันถูกถ่ายด้วยฟิล์มธรรมดาและแปลงเป็น 3 มิติในภายหลังซึ่งดีพอ ๆ กับแอนิเมชั่นของดิสนีย์เรื่อง The Lion King 3D เมื่อปีที่แล้ว

 

ซึ่งใครที่เพิ่งผิดหวังไปกับระบบ 3D ของ Star Wars : Episode I ก็ขอให้อย่าเพิ่งหมดศรัทธาในหนังที่มาแปลงเป็น 3D ในภายหลัง เพราะถ้าหากคุณเข้ามาดู Titanic 3D คุณจะปฏิเสธไม่ลงแน่ๆว่าอยากดูอีกรอบ เพราะสำหรับระบบ 3D ของ Titanic

ถึงแม้มันจะไม่ได้เน้นฉากทะลุจอแบบ Star Wars แต่ว่าถ้าหากพูดถึงด้านฉากความเป็นมิติต้องขอบอกเลยว่าทำออกมาได้ดีกว่าหนังที่ถ่ายในระบบ 3D เรื่องใหม่ๆเสียอีก โดยเฉพาะฉากที่สามารถทำให้ผู้ชมอ้าปากกว้างที่อย่างไม่อายใครคือ ฉากน้ำทะลักเข้าเรือ ซึ่งเป็นฉากที่ทำให้ผู้ชมได้ซึมซับไปกับระบบ 3D ได้อย่างเต็มที่ เพราะมันไม่ใช่แค่ทะลุจอ แต่มันมีมิติที่ซ่อนอยู่

ซึ่งถ้าหากจะให้ผมเทียบระบบ 3D ของ Titanic ก็คงพูดไม่ได้ว่ามันเทียบเท่ากับ Avatar แต่ว่าระบบ 3D ของ Titanic นั้นก็ถือว่าออกมาโอเคพอๆกับพวก Tron Legacy เลยทีเดียว โดยสำหรับใครที่ไม่เคยดู Titanic มาก่อนเพราะคิดว่าตัวหนังมันน่าจะมาแนว น้ำเน่า และมีแต่เรื่องรักโรแมนติคเลี่ยนๆที่พบเห็นได้ตามละครหลังข่าวของไทย ก็ขอให้คิดใหม่ได้เลย เพราะว่าผมไม่ได้มองว่า Titanic นั้นเป็นหนังแนวโรแมนติคที่ขายความเลี่ยน ขายฉากบีบน้ำตา แต่ผมมองว่ามันเป็นหนังแนวหายนะ ที่ทำให้เราเห็นจิตใจของมนุษย์ของทุกชนชั้นว่าในยามที่ทุกคนกำลังเอาตัวรอดนั้นเป็นอย่างไร โดย Titanic แสดงให้ผู้ชมเห็นว่า…

เมื่อชีวิตเราดับลงนั้นเราก็ไม่สามารถเอาทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดไปได้อยู่ดี เฉกเช่นกับเหล่าคนรวยบนเรือไททานิค ที่หลายคนก็นั่งรอความตายอย่างสงบ แต่ก็มีหลายคนที่ต้องการดิ้นรนกับชีวิตต่อไป โดยเฉพาะฉากสุดท้ายของหนังที่เป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่า เมื่อเวลาคับขันจริงๆ

เหล่าคนมีฐานะอย่างคนรวยนั้นก็ยังมัวแต่จะคิดเรื่องการแบ่งชนชั้นอยู่ดี โดยไม่ได้สนใจเลยว่าเหล่าคนจน หรือ คนในฐานะอื่นๆนั้นก็เป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกเช่นเดียวกัน และอีกหลากหลายคติสอนใจมนุษย์ ที่ Titanic ได้ซ่อนไว้อยู่ในฉากต่างๆมากมาย เพราะฉะนั้นถ้าหากใครที่ยังคิดว่า Titanic

เป็นแค่หนังแนวโรแมนติคน้ำเน่าที่เอาไว้ขายแต่ผู้ชมเพศหญิง ก็ขอให้เปลี่ยนความคิดใหม่ และอย่ารีรอที่จะตีตั๋วไปซึมซับความรักสุดหดหู่ข้ามฐานะของ แจ็ค และ โรส กับ Titanic ในระบบ 3D ได้เลยครับ

สรุป Titanic 3D ถือว่าเป็นหนังแนวโรแมนติค ที่ไม่ว่าจะดูสมัยนี้ หรือว่าดูสมัยไหนมันก็ยังคงความคลาสสิค และ แสดงให้เห็นถึงจิตใจของมนุษย์แต่ละฐานะในสถานการณ์คับขันออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในระบบ 3D ของหนังนั้นถือว่าเป็นระบบที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกมีส่วนร่วมไปกับ แจ็ค และ โรส ได้ดีเลย

ดูหนังออนไลน์ 

รีวิวหนังสยองขวัญ Run มัมอำมหิต การหนีให้พ้นจากแม่สุดโหด

รีวิวหนังสยองขวัญ Run มัมอำมหิต การหนีให้พ้นจากแม่สุดโหด

รีวิว Run – มัมอำมหิต เปิดมาสัปดาห์ใหม่ ก็ได้เจอหนังที่ชักชวนให้ลุ้นระทึกกันสุดตัวกันเลย เรื่องราวที่ถ้าให้เล่าเรื่องย่อก็คงจะพอจบได้ในบรรทัดเดียว แต่พอเล่าจริง หนังพาไปหายใจไม่ทั่วท้องกับชะตาของสาววัยรุ่นที่ต้องหนีให้พ้นจาก แม่สุดโหดเหี้ยม ในหนังที่ชื่อไทย มัมอำมหิต แต่ชื่อฝรั่งที่สั้นๆ ง่ายๆ คำเดียวว่า รัน

เรื่องย่อ

เรื่องราวของ โคลอี้ เด็กสาวพิการที่ไม่สามารถเดินได้เอง เธอถูก ไดแอน แม่ที่เลี้ยงดูเธอมาตลอด 17 ปี ปิดบังทุกอย่างและตัดขาดเธอจากโลกภายนอก จนวันหนึ่งเธอค้นพบความจริงที่แม่คนที่เธอไว้ใจที่สุดปิดบังไว้ และทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากอันตรายนี้ คือเธอต้อง “หนี” ให้รอด

 

เปิดมาสัปดาห์ใหม่ ก็ได้เจอหนังที่ชักชวนให้ลุ้นระทึกกันสุดตัวกันเลย เรื่องราวที่ถ้าให้เล่าเรื่องย่อก็คงจะพอจบได้ในบรรทัดเดียว แต่พอเล่าจริง หนังพาไปหายใจไม่ทั่วท้องกับชะตาของสาววัยรุ่นที่ต้องหนีให้พ้นจากแม่สุดโหดเหี้ยม ในหนังที่ชื่อไทย มัมอำมหิต แต่ชื่อฝรั่งที่สั้นๆ ง่ายๆ คำเดียวว่า Run

ตัวหนังมีส่วนผสมของความเป็นหนังระทึกขวัญ สยองขวัญ เร้นลับ จิตวิทยา เป็นผลงานกำกับและเขียนบทเรื่องล่าสุดของ อานีช ชาแกนตี้ ที่เคยสร้างผลงานสุดเซอร์ไพรส์อย่าง Searching เสิร์ชหา….สูญหาย!?

เมื่อปี 2018 ที่ได้รับเสียงชื่นชมมากมาย จากวิธีการนำเสนอที่มีชั้นเชิงที่มาพร้อมกับเรื่องราวเข้มข้นหักมุมที่เกิดขึ้นกับชีวิต “พ่อ-ลูก” คู่หนึ่ง แต่ในบทงานล่าสุดนี้ขอเปลี่ยนคู่มาเป็นเรื่องของ “แม่-ลูก” กันบ้าง

เนื้อเรื่อง

หนังเล่าเรื่องราวของครอบครัวที่ประกอบไปด้วยแม่ไดแอน (ซาราห์ พอลสัน) และลูกสาวโคลอี้ (เคียร่า อัลเลน) ที่ตัวโคลอี้นั้นมีโรครุมเร้ามากมายตั้งแต่เกิด และเธอต้องนั่งวีลแชร์ตลอดชีวิต ก็ได้แม่นี่แหละที่ดูแลมาตลอด 17 ปี …

แต่แม้โคลอี้จะมีโรครุมเร้ามากแค่ไหน ก็หวังอยากมีชีวิตอิสระเป็นของตัวเองบ้าง ซึ่งความหวังก็คือ การได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย แต่ระหว่างรอคอยผลการสอบเข้าจากมหาวิทยาลัยจนความหวังเริ่มลดลงทุกที

โคลอี้ก็ได้พบพิรุธบางอย่างจากไดแอนผู้เป็นแม่ ความสงสัย นำไปสู่การค้นหา จนได้พบความจริงที่น่าสะพรึงกลัว ที่ทำให้เธอต้องตั้งคำถามกับความรักและความปรารถนาดีของแม่ที่มีให้เธอมาตลอดชีวิต…

การดำเนินเรื่อง

บ้านหนึ่งหลัง แม่ลูกหนึ่งคู่ ซึ่งลูกต้องนั่งรถเข็น กลายเป็นเงื่อนไขที่สร้างให้หนังมีอะไรให้คนดูได้ลุ้นกันตลอดเรื่อง จะว่าไป Run มัมอำมหิต ก็มาในทิศทางเดียวกันกับหนังแนวๆ นี้ทั่วไป คือ บอกเล่าภาพรวม เพิ่มเติมข้อมูล เฉลยข้อมูลที่หักล้างกับข้อมูลที่ให้มาในตอนต้น

และปิดจบด้วยบทสรุปที่ทำให้คนดูต้องอึ้ง! และนี่อาจเป็นคุณสมบัติพิเศษของผู้กำกับ อานีช ชาแกนตี้ ที่ทำให้รูปแบบการนำเสนอที่ดูเป็นสูตรสำเร็จ ยังมอบความแปลกใหม่และแตกต่างให้กับคนดูได้

จริง ๆ หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลยครับ เป็นหนังที่ไม่ได้มีพล็อตทวิสต์หรือมีจุดหักมุมอะไรมากมาย ตัวหนังเคลื่อนไปแบบเป็นเส้นตรงไปตั้งแต่ต้นจนจบเรื่ีอง แบบไม่ได้มีอะไรหวือหวาหรือหักมุม แถมตัวหนังยังไม่ยาวมาก

แค่ชั่วโมงครึ่งเอง แต่ก็ต้องบอกเลยครับว่า นี่คือหนังที่จะทำให้หายใจไม่ทั่วท้องได้จริง ๆ ด้วยพล็อตสไตล์หนังทริลเลอร์ที่ออกแบบมาอย่างดี และการวางปม วางเควสต์ต่าง ๆ ไว้ให้โคลอีตามแก้ ทำให้ตัวหนังกลายเป็นหนังระทึกขวัญที่โคตรระทึกกันแบบไม่เว้นว่างให้พักหายใจเลยแหละ

ตัวหนังถูกดูหนังออนไลน์แบ่งเป็น 3 แบบง่าย ๆ โดยที่หนังเรื่องนี้กล้าที่จะลงทุนในแบบแรกไปกับการค่อย ๆ เผยความโรคจิตของแม่ออกมา ด้วยการคลายปมเพียงไม่กี่ปม ซึ่งถือเป็นปมที่จะเฉลยให้เห็นว่าแม่ของเธอนั้นมีอะไรที่ผิดปกติ และกำลังจะคุกคามเธออยู่

ซึ่งหนังก็สามารถเดินเรื่องได้อย่างระทึกกันตั้งแต่องก์แรกโดยที่ไม่ได้รู้สีกว่าอืดแต่อย่างใด ส่วนแบบที่สอง คือพาร์ตของการที่โคลอีเริ่มจะพยายามหนีแม่แบบแอบ ๆ ก่อน

จนมาถึงแบบสุดท้ายที่ทั้งคู่ต้องไล่ล่าและหลบหนีกันแบบซึ่ง ๆ หน้า ซึ่งทั้งสามองก์เป็นการไล่เรียงความอึดอัดกระอักกระอ่วนชวนลุ้นได้แบบไม่ติดเก้าอี้ไปตลอดทั้งเรื่อง

ผู้พิการนั่งวีลแชร์จริง ๆ

ความเจ๋งอีกอย่างคือการที่ผู้กำกับกล้าที่จะเลือกใช้ เคียรา อัลเลน นักแสดงหน้าใหม่ที่มีความพิเศษคือ เธอเป็นผู้พิการนั่งวีลแชร์จริง ๆ ซึ่งกับหนังเรื่องนี้ ต้องบอกว่าน้องเคียราสามารถเอาอยู่กับบทโคลอี คนพิการที่ต้องพาร่างกายพิการหลบหนีแม่ผู้มีปัญหาทางจิต

ซึ่งต้องบอกว่า เคียร่าเองในบทแม้ว่าจะเป็นผู้พิการ แต่ก็ต้องบอกว่า แม้บทโคลอีนั้นจะเป็นคนพิการที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู แต่อย่าได้ดูถูกว่าโคลอีจะอ่อนแอหรือไร้สมรรถภาพ น่าสงสารเชียวนะครับ

ตรงข้าม เธอเองฉลาดเป็นกรด และมีมีจิตใจที่เข้มแข็งอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งน้องเคียราสามารถสะท้อนสิ่งเหล่านี้ออกมาได้อย่างสมจริงและน่าเอาใจช่วยมาก ๆ เมื่อมาผสมกับบทที่โคลอีเริ่มจะสงสัยในที่มาที่ไปของตัวเอง

และเริ่มที่จะสงสัยในตัวแม่ของตัวเอง และพยายามที่จะใช้สติปัญญาที่เธอมี เอาชนะข้อจำกัดด้านร่างกายที่เป็นอุปสรรค เพื่อที่จะพยายามหนีเอาตัวรอดจากแม่ที่ก็ฉลาดไม่แพ้กัน คอยไล่ล่าขัดขวางการหนีของเธอได้ทันควันตลอด

ส่วนผสมซีรี่ย์ Netflixเหล่านี้ทำให้ตัวหนังลุ้นระทึกและชวนอึดอัดจนใจสั่นทุกครั้งที่เราได้ดูโคลอีพยายามจะหนีแม่ แถมยังได้แอบสะใจเล็ก ๆ ตอนท้ายอีกต่างหาก !

รีวิว Runรีวิว Run

จุดเด่น

โดดเด่นที่วิธีการนำเสนอที่มีชั้นเชิง ไม่โฉ่งฉ่าง ทำให้บางฉากน่ากลัวราวกับหนังผี บางฉากก็ทำให้เรารู้สึกลุ้นระทึกจนหายใจไม่ทั่วท้อง บางฉากดูไปก็รู้สึกอึดอัดจนอยากให้พอเสียที

การเล่นกับเงื่อนไขของผู้ทุพพลภาพที่ต้องนั่งวีลแชร์ วิธีการต่อสู้หรือเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ ผสานเข้ากับการปล่อยข้อมูลได้อย่างถูกจังหวะ กลายมาเป็นความลงตัว ดึงดูดให้ลุ้นและติดตามมากๆ

และที่ต้องชมอีกอย่างก็คือ สปิริตในการแสดงของน้องยอดเยี่ยมมาก ๆ ครับ เพราะในหนังจะมีฉากเสี่ยง ๆ ที่ดูแล้วหวาดเสียว และไม่คิดว่าคนพิการจะเล่นได้อยู่เยอะเหมือนกัน แต่น้องก็บ้าพลังและทุ่มเทในการเล่นฉากเสี่ยง ๆ แบบสุดตัวราวกับว่าลืมไปแล้วว่าตัวเองเดินไม่ได้อย่างไรอย่างนั้นเลยแหละ

และที่ไม่ชมไม่ได้เลยก็คือ ซาราห์ พอลสัน ผู้รับบทแม่ไดแอนนี่เองครับ ซึ่งต้องบอกเลยว่า ตีบทได้สุดยอดมาก ๆ ครับ เป็นแม่โรคจิตที่ทั้งแสดงความรักลูกดั่งไข่ในหิน และกลายเป็นขั้วตรงข้ามที่ตามไล่ล่าลูกได้น่ากลัวสุด ๆ แบบที่อย่าว่าแต่ลูกเลย คนดูเองก็กลัวจนนั่งแทบไม่ติดเก้าอี้ !

โดยรวม

ก็ยังคงเป็นหนังที่ให้ครบทุกอรรถรส ไม่ว่าจะหลอนหรือจะลึกลับ พร้อมกับสอดแทรกประเด็นสังคมมาอย่างเนียนๆ โดยเฉพาะแง่คิดการเลี้ยงดูแลลูกในปัจจุบัน ที่บางครั้งการดูแลลูกอย่างทะนุถนอม ก็ไม่ต่างไปกับการกดขี่และจำกัดอิสระเกินไป สะท้อนแง่คิดได้หลายมุมในสังคมปัจจุบันด้วย นี่จึงเป็นหนังที่มีอะไรมากกว่าการเป็นหนังเขย่าขวัญแม่ลูกที่ดูลุ้นๆ เรื่องหนึ่ง

สรุป

นี่คือหนังสยองขวัญที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก ที่รับประกันความอึดอัดและชวนลุ้น กับบรรยากาศแห่งความจิตตกแบบไม่มีหยุดพัก ที่รับรองว่า ต่อให้ไม่ต้องพิการ หรือไม่ต้องเป็นลูกสาว ก็ยังลุ้นไปกับภารกิจหนีตายจากมัมหมีตัวร้าย (และแอบสะใจในตอนท้าย) ที่รับรองได้ว่า ดูแล้วจะลุ้นจนนั่งไม่ติดเบาะเลยล่ะครับ !

ufabet  

รีวิว Avengers : Endgame อเวนเจอร์สเผด็จศึก สิ้นสุดการต่อสู้

รีวิว Avengers : Endgame อเวนเจอร์ส : เผด็จศึก

รีวิว Avengers : Endgame หลัง ธานอส ดีดนิ้วสลายสิ่งมีชีวิตไปครึ่งจักรวาล สร้างบาดแผลให้ทีมอเวนเจอร์สอย่างยากจะเยียวยา แต่ด้วยเลือดนักสู้พวกเขาเลือกแปรความเจ็บปวดแล้วร่วมมือผู้รอดชีวิตต่อสู้กับ เจ้าแห่งจักรวาล แม้จะด้อยทั้งกำลังคนและพละกำลัง แต่เพื่อแก้แค้นให้ครอบครัวอเวนเจอร์ส พวกเขาจะยืนหยัดต่อกรกับธานอสแม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม

นับจาก Ironman ภาคแรกในปี 2008 จนถึง Avengers Infinity War ในปี 2018 ที่ผ่านมาสิริรวมหนังเฉพาะในจักรวาลหนังมาร์เวลอย่างเป็นทางการ 21 เรื่องที่ผ่านมา หนังได้แนะนำให้เราได้รู้จักทั้งเศรษฐีค้าอาวุธกลับใจ คนตัวเล็กๆ ที่ต้องการโอกาสในการรับใช้ชาติ เทพเจ้าที่ค้นพบคุณค่าความเป็นมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์ผู้มีปีศาจแห่งความโกรธแฝงในตัว กลุ่มคนนอกคอกแห่งกาแล็คซี่ เด็กน้อยที่พยายามบาลานซ์เรื่องครอบครัวและการปกป้องโลก กระทั่งหัวขโมยกลับใจมาเป็นฮีโร่ร่างจิ๋ว ไม่เว้นแม้แต่ฝั่งสาวๆ ที่ทำให้หนุ่มๆ เห็นถึงพลังของผู้หญิงที่มาพร้อมกับความสวยงาม

ซึ่งจากที่กล่าวมาหากเราถอดพลังวิเศษ ถอดชุดเกราะหรือเรื่องราวไซไฟล้ำยุคออก มันแทบจะเป็นบทบันทึกด้านมนุษยวิทยาร่วมสมัยย่อมๆ ได้เลย จนระยะเวลาร่วม 12 ปี มาร์เวลไม่เพียงทำให้เหล่าซูเปอร์ฮีโร่เป็นเพียงผู้พิทักษ์ หรือเป็นไอดอลสำหรับคนดูเท่านั้น แต่เรื่องเล่าและตัวละครที่แข็งแรงของมันกลับทำให้พวกเขากลายเป็นเพื่อน เป็นพี่ชาย และท้ายที่สุดบางคนก็กลายเป็นพ่อ ที่เราผูกพันสัมผัสได้ถึงจิตใจแห่งความเป็นมนุษย์นั่นต่างหากคือความแข็งแรงของจักรวาลภาพยนตร์มาเวลที่ยากเกินใครเลียนแบบ

 

ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่หนังมาร์เวลแต่ละเรื่องมีความโดดเด่น แตกต่างและได้ความบันเทิงแบบไม่ทิ้งคุณภาพของภาพยนตร์คือการคัดเลือกผู้กำกับที่ตาถึงมากๆ ของ เควิน ไฟกี โปรดิวเซอร์ผู้เป็นเสมือน นิค ฟิวรี่ ผู้ประสานจักรวาลภาพยนตร์ที่ผ่านมาตลอด 3 เฟส และการตัดสินใจที่เรียกได้ว่าแจ๊คพ็อตครั้งหนึ่งของไฟกี คือการเลือก แอนโธนี และ โจ รุสโซ่ เลื่อนขั้นจากผู้ช่วยผู้กำกับมาเป็นผู้กำกับเต็มตัวตั้งแต่ Captain America Winter Soldier ที่แอบใส่เรื่องการเมืองร่วมสมัยลงไป และมาทดลองทำหนังก่อนอเวนเจอร์ส อย่าง Captain America Civil War ที่เรียกได้ว่าเป็นหนังอเวนเจอร์สย่อมๆ ได้เลย

และแน่นอนเมื่อได้มาสานต่อหนังที่ใกล้ปิดท้ายเฟส 3 อย่าง Avengers : Endgame พี่น้องรุสโซ่ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง เพราะนอกจากบทภาพยนตร์ที่กลั่นกรองมาเป็นอย่างดีทั้งเหตุปัจจัยต่างๆที่บีบให้ตัวละครต้องสู้ เดิมพันที่ตัวละครจะต้องจ่ายเพื่อให้ชนะศึกครั้งนี้ที่ถูกถักทออย่างเป็นเหตุเป็นผลมากๆ จนหนังกล้าที่จะให้เรื่องราวกว่า 40% ของมันเป็นดราม่าทั้งที่คนดูต่างตั้งความหวังมาดูฉากแอ็คชั่นหรือความแฟนตาซี

แต่ดราม่าของมันกลับนำพาอารมณ์ผู้ชมไปสำรวจจิตใจและสร้างอารมณ์ร่วมกับตัวละครอย่างได้ผล โดยเฉพาะการกำกับซีนดราม่าที่เอาคอเมดีแทรกของพวกเขายังทำให้เห็นทักษะในการเล่นกับอารมณ์ผู้ชมเป็นอย่างดี ที่สำคัญมันยังสามารถเชื่อมร้อยเหตุการณ์ในหนังก่อนหน้าได้อย่างสมเหตุสมผลและน่าประทับใจมาก

 

ในส่วนดราม่าครอบครัวขอบอกว่าประเด็นที่โดนใจผมมากที่สุดหนีไม่พ้นการตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทความเป็นพ่อที่หนังทำออกมาได้ลึกซึ้งมาก โดยไม่ได้เป็นเพียงการเล่นง่ายๆ

แต่หลายปมของหลายตัวละครมันกลับทำให้เราได้กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองได้อย่างไม่น่าเชื่อว่าหากเรามีครอบครัวที่สมบูรณ์จะเอาไปเสี่ยงเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมมั้ย หรือกระทั่งการให้ความหมายของครอบครัวที่ไปไกลกว่าแค่บ้านที่มีพ่อแม่ลูกแต่เป็นมิตรสหายที่เข้าอกเข้าใจเป็นคนแบบเดียวกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่มันสามารถเชื่อมโยงและสัมผัสใจคนดูได้เป็นอย่างดีในหนังมาร์เวลตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถ้าสังเกตดีๆในหนังของมาร์เวลจะแอบแทรกดราม่าครอบครัวไว้ตลอด

ไม่เว้นแม้แต่หนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ดูหน้าหนังมุ่งขายความบันเทิงอย่าง Endgame ก็ยังใช้ดราม่าครอบครัวมาเชื่อมร้อยปมต่างๆในหนังได้เป็นอย่างดี และมันยังเป็นเหตุผลรองรับและเดิมพันครั้งใหญ่ในการต่อสู้ของตัวละครทุกตัวได้เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ครอบครัวแบบพ่อ แม่ ลูก หรือครอบครัวอเวนเจอร์สที่ผูกพันกันมากกว่าแค่มิตรสหายร่วมรบธรรมดา

อีกส่วนหนึ่งของหนังที่อยากชื่นชมคือการพยายามเปลี่ยนทัศนคติและสร้างมุมมองด้านบวกต่อเพื่อนมนุษย์ ทั้งการให้ความโดดเด่นกับตัวละครผู้หญิง ด้วยภาพลักษณ์ของนักรบที่พร้อมทั้งความงามและความกล้าหาญ รวมไปถึงบทบาทสำคัญในการประคับประคองครอบครัว หรือการให้พื้นที่คนผิวสีในหนังฮีโร่ ซึ่งแม้จะมีช่วงเวลาโชว์พลังหรือความโดดเด่นน้อยไปหน่อย แต่เรียกได้ว่าแมสเสจที่ผู้สร้างพยายามจะส่งผ่านไปยังผู้ชมก็สามารถรับรู้ได้เป็นอย่างดี

ถือเป็นการสานต่ออารมณ์ร่วมของยุคสมัยทั้งการเมืองเรื่องเพศ การเมืองเรื่องสีผิว และทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรอย่างดิสนีย์ ดูเป็นองค์กรที่มีความหลากหลายในเชิงพหุวัฒนธรรมจากคอนเทนต์ที่ผลิตมาตลอด 12 ปีนี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งสิ่งที่ผมชอบที่สุดคือแม้ชื่อภาคและการตลาดจะทำให้เราจดจ่อแค่ว่าเหล่าฮีโร่จะจัดการกับธานอสยังไง แต่ที่จริงมันกลับมีเรื่องเล่าที่สัมผัสใจ และความสนุกที่เกินพิกัดเท่าที่หนังเรื่องหนึ่งจะให้ได้จริงๆ

รีวิวหนัง Avengers : Infinity War ปกการป้องโลกจาก Thanos

Avengers : Infinity War

Avengers: Infinity War เป็นการรวมตัวของทีม Avengers +, Guardians of the Galaxy + Team, Black Panthers และอื่น ๆ เพื่อปกป้องโลกทั้งใบจาก Thanos ปีศาจสีม่วง (เฉพาะ Josh Brolin of the Brave) ภายใต้อิทธิพลพวกเขารวบรวมทั้งหมด หินที่ไม่มีที่สิ้นสุดหกก้อน (รวมถึงจิตใจวิญญาณเวลาพลังพื้นที่และความเป็นจริง) เพื่อฆ่า ประชากรครึ่งหนึ่งของจักรวาล ตอนแรกฉันคิดว่าโดยปกติแล้ว สมาชิกของ Vanguard Avengers จะรวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับผู้ร้ายด้วยกัน  ถ้าต้องลิงค์ไปธานอสพร้อมกันจะไปโผล่ที่ไหน? มาดูและทำความเข้าใจ พวกเขาแยกย้ายกองกำลังและรวบรวมเกือบทั้งทีมเมื่อสิ้นสุดจุดสุดยอดของการต่อสู้ในสนามต่างๆ ฉันไม่รู้ว่าเป็นเพราะเจตนาหรือเพราะดวงดาวทั้งหมดหลั่งไหลมารวมกันเป็นไปไม่ได้ (หรือทั้งสองอย่าง!)

 

เริ่มแรกเปิดเรื่องมาจะเจอเทพบนอวกาศก่อน นั่นคือ Thor (Chris Hemsworth) กับ Loki (Tom Hiddleston) ซึ่งต่อมาจะไปเจอกับยานของพวกทีม Guardians of the Galaxy อันได้แก่ Peter Quill (Chris Pratt), Gamora (Zoe Saldana), Rocket (Bradley Cooper), Groot (Vin Diesel), Drax (Dave Bautista), และ Mantis (Pom Klementieff) ทั้งนี้ยังไม่นับ Nebula (Karen Gillan) น้องสาว Gamora อีกหนึ่งคน ซึ่งภาคนี้ Gamora ค่อนข้างมีบทบาทสำคัญ ด้วยความเป็นลูกเลี้ยงคนโปรดของ Thanos นั่นเอง

 

Hulk หรือ Bruce Banner (Mark Ruffalo) ดูโอของ Thor จากภาคล่าสุด กลับไปโลก ฟอร์มทีมสายวิทย์กับ Tony Stark (Robert Downey Jr.) และ Dr. Strange (Benedict Cumberbatch) รวมถึงเด็กตัวจี๊ดในปกครอง (สายวิทย์เช่นกัน) ของ Stark อีกคน นั่นคือ Spider-Man (Tom Holland) หลัก ๆ ทีมนี้ต้องปกป้อง Time Stone ที่ Dr. Strange ครอบครองดูแลอยู่

 

Scarlet Witch (Elizabeth Olsen) กับ Vision (Paul Bettany) คู่จิ้นเหนือมนุษย์ภาคนี้ก็(กึ่ง)เปิดตัวเป็นคู่รักชัดเจนกว่าภาคที่แล้ว และอย่างที่รู้กัน ในตัวของ Vision ว่ามี Mind Stone อยู่ ยังไง Thanos ก็ต้องตามมาจัดการ

ทางกัปตัน Steve Rogers (Chris Evans) ไม่ปล่อยให้เพื่อนเดือดร้อน ตามมาช่วยเสริมทัพ พร้อมกับ Natasha Romanoff (Scarlett Johansson) และ Falcon (Anthony Mackie) อ้อ… และจริง ๆ จะมี War Machine (Don Cheadle) ด้วยอีกคน เกือบลืม เพราะบทแต่ละคนเยอะกว่าปู่ Stan Lee แค่นิดเดียวจริง ๆ

ส่วน Bucky Barnes (Sebastian Stan) อยู่ที่ Wakanda กับฝ่าบาท T’Challa (Chadwick Boseman) ซึ่งก็จะมีเจ้าหญิง Shuri (Letitia Wright) กับนายพล Okoye (Danai Gurira) ที่จะมีซีนบ้างตามอัตภาพ

ส่วน Ant-Man กับ Clint Barton ไม่มา ติดสัญญาอยู่กับครอบครัว (ซึ่งชีวิตจริง จากเนเจอร์เท่าที่เห็นมาจากหนังก่อน ๆ ของมาร์เวล เราว่าเป็นไปได้ยากมากที่สองคนนี้จะปล่อยให้โลกหรือเพื่อนของเขาต้องต่อสู้กับ Thanos โดยที่เขาไม่เข้าไปเอี่ยวด้วย)

 

สำหรับจำนวนฮีโร่และแบ็คอัพฮีโร่อันมากมายเป็นโหล ๆ อย่างน่าเห็นใจ และเวลาสองชั่วโมงครึ่ง ก็ต้องถือว่าผู้กำกับสองพี่น้องรุสโซ่ Anthony และ Joe Russo (จาก Captain America) พยายามกระจายบทและบาลานซ์หนังได้ดีเท่าที่เขาคงจะทำได้แล้วล่ะ ผลลัพธ์ออกมาก็ยังเป็นหนัง Avengers ที่สนุกมากอยู่ ยังตอบโจทย์ความมัน(ส์)สะใจ บู๊ล้างผลาญมหาประลัย ความบันเทิง

รวมถึงมุกตลกสไตล์มาร์เวล ได้อย่างครบครัน (แถมบางแก๊งนี่เหมือนไม่ได้ตั้งใจจะมารบ แต่ตั้งใจมาเพื่อเล่นตลกโดยเฉพาะมากกว่า) ชนิดที่สาวกคงถูกใจ หรือคนที่ไม่ใช่ติ่งได้ดูก็ไม่น่าจะรู้สึกเสียดายตังค์

แต่ถ้าเอาตามที่บางคนอวยว่า นี่คือหนังฮีโร่มาร์เวลที่ดีที่สุด อันนี้เราแอบไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่ คือเราไม่ได้รู้สึกว่ามันพีคขนาดนั้น เรารู้สึกว่าหลาย ๆ เรื่องก่อนหน้ายังดีกว่า อย่างน้อย ๆ ก็ Black Panther แล้วล่ะอันหนึ่ง (แต่จะว่าไป ก็เห็นมีคนพูดว่า “หนังมาร์เวลที่ดีที่สุด” ทุกครั้งเวลาที่มีหนังมาร์เวลใหม่ ๆ เข้าฉาย) หรือถ้าเปรียบเทียบเฉพาะกับ Avengers ด้วยกัน เรายังชอบสองภาคก่อนหน้ามากกว่าอยู่ดี แม้แต่ภาคแรกที่ตัวร้ายยังเป็นแค่เทพกิ๊กก๊อก (Loki) เราว่าอะไร ๆ มันก็ยังดูลงตัวกว่านี้

 

จริง ๆ แอบรู้สึกด้วยว่า Captain America: Civil War (ที่สองพี่น้องรุสโซ่กำกับเช่นกันนี่ล่ะ) ยังมีความเป็นหนัง Avengers มากกว่า Infinity War ภาคนี้ เรารู้สึกว่า Infinity War เหมือนหนังของ Thanos มากกว่าหนังของ Avengers ซึ่งเอาจริง เราชอบนะที่ทำให้เขาเป็นตัวร้ายที่มีมิติ มีมุมของคนเป็นพ่อ มีมุมรักโลก มีเป้าหมายและอุดมการณ์ที่ยังมีความเป็นมนุษย์ ฯลฯ จนแอบคิดไปอีกว่า

ถ้าตอนแรกทำเป็นหนัง Thanos ไปเลย แล้วให้พวก Avengers มาเป็นอุปสรรค (หรือพูดง่าย ๆ ก็ตัวร้าย) ของ Thanos ไปเลย อาจจะออกมาดีหรือเต็มที่สักทิศสักทางกว่านี้ก็ได้ (แต่ก็เข้าใจนะว่า Avengers มีดาราแม่เหล็กมากมายที่ยังไงก็ต้องเอามาใช้ให้คุ้ม)

 

อย่างไรก็ตาม ภาคนี้ฉลาดในการทำ ending เหมือนรู้ดีว่าจบแบบนี้คนจะอิน จะหน่วง จะตราตรึง จะอยากดูภาคต่อทันที คือเขาเล่นกับความรู้สึกของคนดู ทั้งเรื่องจะขึ้นจะลง จะเฉยจะพีคหรือไม่ยังไงไม่รู้ แต่พอจบแบบนี้ปุ๊บ โอ้โห… โลกจดจำ แล้วเค้าตั้งใจเลยว่าจะให้คนดูออกจากโรงด้วยความรู้สึกนี้แหละ… ภาคนี้จึงมี end credit แค่ตัวเดียวที่นาทีท้ายสุดเลย และยังเป็น end credit ที่ยังรักษาต่อยอดความสดของตอนจบนั้นไปอีก

รีวิว Songbird – โควิด 23 ไวรัสล้างโลก ผู้กำกับสายบู๊อย่าง ไมเคิล เบย์

รีวิว Songbird - โควิด 23 ไวรัสล้างโลก

รีวิว Songbird – โควิด 23 ไวรัสล้างโลกเป็นผลงานล่าสุดของผู้กำกับสายบู๊อย่าง ไมเคิล เบย์ เจ้าของผลงานกับ Transformers, A Quiet Place และ The Purge โดยในปีนี้เขากลับมาใน หนังไวรัสระบาด ที่เข้ากับสถานการณ์ของโลกเป็นอย่างมากกับหนังเรื่องนี้ Songbird โควิด 23 ไวรัสล้างโลก โดยหนังได้ เคเจ อาปา และ โซเฟีย คาร์สัน มารับบทนำกับหนังเรื่องนี้

เรื่องย่อ

ปี 2024 เปิดการแพร่ระบาดของไวรัสชนิดใหม่ทั่วโลก Covid-23 เรื่องราวของชายหนุ่มผู้มีภูมิต้านทานที่พยายามบุกป่าฝ่าดงโควิดไปหาคนรักที่โดนกักตัวอยู่ในสถานกักกันที่เหมือนว่าเธอจะติดโรคร้ายนี้แล้ว แหกทุกฏ ฝ่าทุกด่าน เมื่อความรักยิ่งใหญ่กว่าไวรัส

 

ปี 2020 (และน่าจะปีนี้ด้วย) เป็นปีแห่งความวิปโยคโศกศัลย์และฉิบหายวายป่วงของวงการภาพยนตร์จริง ๆ ครับ ไม่น่าเชื่อว่า โควิด-19 จากไวรัสตัวหนึ่งจะทำให้ทั้งวงการภาพยนตร์ต้องชะงักตั้งแต่การถ่ายทำ ส่วนเรื่องไหนที่ทำทุกอย่างเสร็จแล้ว

ก็ต้องมาสะดุดเพราะโรงหนังปิด หรือไม่ถ้ากัดฟันฝีนฉาย ก็มีโอกาสเสี่ยงเจ๊งไม่คุ้มทุนอีก เพราะคนดูไม่ค่อยกล้าออกไปนั่งในโรงหนัง คือเรียกได้ว่าง่อยเปลี้ยกันทั้งอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

แต่แม้คนในอุตสาหกรรมหนังหลายคนจะขยาดกับโควิด-19 มากแค่ไหน แต่ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่ง ที่นำโดยผู้อำนวยการสร้างชื่อดังอย่างไมเคิล เบย์ ผู้กำกับ Armageddon (1998), Pearl Harbor (2001), The Purge (2013)

และแฟรนไชส์หุ่นยนต์ตีกัน Transformers (2007-2017) คือไม่แน่ใจเหมือนกันว่าแกคิดยังไงนะครับ เพราะช่วงโควิดระบาด แทนที่พี่เบย์จะหยุดพักกองในช่วงล็อกดาวน์เพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการติดโควิด

พี่แกดันอยากใช้เมืองลอสแองเจลิสที่กำลังเงียบเชียบจากมาตรการล็อกดาวน์ในปีที่แล้ว เป็นโลเกชันหลัก ๆ ในการถ่ายทำและเป็นฉากดำเนินเรื่อง เพื่อให้ได้บรรยากาศล็อกดาวน์ที่สมจริงสมจัง

แต่แน่นอนแหละ ใครมันจะไปอนุญาต 555 จนกระทั่งในที่สุด ทีมงานก็ได้อนุญาตให้ถ่ายทำ โดยทีมงานได้เลือกลอสแองเจลิสเป็นสถานที่เดียวในการถ่ายทำ และใช้เวลาถ่ายทำเพียง 4 เดือน เรียกได้ว่ากลายเป็นหนังเรื่องแรก ๆ เลยที่ถ่ายเสร็จหลังช่วงการล็อกดาวน์ โชคยังดีที่ไม่มีใครในกองถ่ายหนังเรื่องนี้ชิงติดโควิด-19 ไปก่อนที่โควิด 23 จะมาถึงจริง ๆ

เนื้อเรื่อง

ในโลกอนาคตปี 2024 เมื่อไวรัสโควิด 23 ระบาดร้ายแรงเริ่มกลายพันธุ์ และคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 110 ล้านรายทั่วโลก แต่แล้วหายนะก็บังเกิดกับ นิโก (เคเจ อาปา) ชายหนุ่มผู้มีภูมิคุ้มกัน เมื่อ ซารา (โซเฟีย คาร์สัน) แฟนสาวของเขาที่ไม่เคยมีโอกาสเจอกันอีกเลยนับตั้งแต่เกิดเหตุไวรัสระบาด

กำลังจะถูกเจ้าหน้าที่บุกมาถึงที่พักภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังถูกต้องสงสัยว่าติดเชื้อ นิโกจึงต้องรีบเดินทางฝ่ามฤตยูไวรัสล้างโลกนี้ พร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยซาร่าให้ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

พล็อตสั้น ๆ ของหนังเรื่อง “นกร้องเพลง” ก็คือโลกในอีก 3-4 ข้างหน้านี่แหละครับ ในปี 2024 แน่นอนว่าเชื้อไวรัสโควิดยังคงอยู่ แถมทะลึ่งกลายพันธ์ุในชื่อใหม่ว่า โควิด-23 ที่ร้ายแรงกว่าเดิม คนตายไปนับร้อยล้านคน ก็เลยต้องประกาศล็อกดาวน์และการใช้เคอร์ฟิว จำกัดพื้นที่ คนติดเชื้อต้องถูกควบคุมตัวส่งไปอยู่ในคิวโซน ค่ายกักกันแบบปิดตาย

รวมถึงห้ามประชาชนดูหนังฟรี ออกนอกเคหะสถานโดยไม่จำเป็น คนที่มีภูมิต้านทานโควิด 23 ที่มีป้ายข้อมือสีเหลืองที่มีแถบเก็บข้อมูลดิจิทัลเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ออกนอกบ้าน หรือนอกพื้นที่ได้ และรัฐบาลมีสิทธิ์ใช้มาตรการรุนแรงเข้าปราบปรามอย่างเด็ดขาดได้ทุกเมื่อสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน

ตัวละครหลักของเรื่องก็คือไอ้หนุ่มนิโก พนักงานส่งของด้วยจักรยานผู้มีภูมิต้านทานไวรัส ที่ได้พบรักกับซารา หญิงสาวในอพาร์ตเมนต์ที่อาศัยอยู่กับยาย แต่ทั้งคู่ไม่สามารถออกมาเจอกัน

หรือมีสัมพันธ์ทางกายได้อีกเลยนับจากประกาศล็อกดาวน์ จนเมื่อวันหนึ่ง ซาราถูกสงสัยว่าอาจติดเชื้อโควิด 23 นิโกจึงต้องหาทางช่วยซาราให้รอดพ้นจากเงื้อมมือการควบคุมของภาครัฐที่โคตรเข้มงวด หนีออกไปจากลอสแองเจลิสให้ได้

พร้อมกับต้องเผชิญกับสถานการณ์กดดันของการไล่ล่า การควบคุม และเชื้อโควิด 23 ที่ร้ายแรงในระดับที่ถ้าติดก็ทำใจได้เลยว่าต้องตายแน่ ๆ ภายใน 48 ชั่วโมง

จริง ๆ ตัวหนังพยายามที่จะขับเน้นความเป็นไซไฟ-ดิสโทเปียที่บวกความโรแมนติกเข้าไป ซึ่งเอาจริง ๆ ผมคิดว่า มันมีศักยภาพพอที่จะทำให้มันกลายเป็นหนังบล็อกบัสเตอร์ที่ดูสนุกและจริงจังได้นะครับ สิ่งที่ผมว่าโอเคเลยสำหรับหนังเรื่องนี้คือ การหยิบเอากิมมิกจากสถานการณ์โควิด-19 และธีมของ New Normal มาต่อยอดให้มีความเป็นไซไฟได้น่าสนใจและใกล้ตัวมาก ๆ

การคิดต่อยอดว่า ในอนาคตอีก 3-4 ปีข้างหน้า ชีวิตและเทคโนโลยีที่เราใช้มันจะเป็นอย่างไรบ้าง การตรวจหาไวรัสจะทันสมัยโคตร ๆ ชนิดที่ใช้สมาร์ตโฟนสแกนหน้าก็ตรวจได้ หรือตู้ไปรษณีย์ต่อไปจะติดระบบยูวีเพื่อฆ่าเชื้อไวรัสได้ และเปิดได้จากทั้งในและนอกบ้านเพื่อลดการเข้าออกบ้านโดยไม่จำเป็น

ในขณะที่ต่อไป การสัมผัส การจับมือ การกอด การจูบ หรือแม้แต่มีเซ็กส์กับคนแปลกหน้า จะกลายเป็นเรื่องย้อนยุค (Nostalgia) ที่หลายคนโหยหา แต่ไม่กล้าทำ รวมถึงการควบคุมตัวของภาครัฐที่พยายามควบคุมโรคด้วยมาตรการขั้นรุนแรง

การคุมตัวคนติดไวรัสเข้าสถานกักกันที่สภาพโหดร้ายยิ่งกว่าคุก นี่ถือเป็นจุดที่ผมคิดว่า น่าสนใจมาก และคิดว่า ถ้าโควิด-19 มันยังระบาด อีกหน่อยสภาพชีวิตและบ้านเมืองก็คงจะประมาณนี้แหละ

เพียงแต่ว่า พอมีข้อจำกัดอะไรหลาย ๆ อย่างเข้ามา ทั้งการถ่ายทำที่เร่งรีบ และด้วยตัวหนังที่ไม่ได้ยาวมากนัก สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ตัวหนังครึ่งแรกของหนังค่อนข้างจะเน้นไปที่เรื่องของการปูเรื่องให้เห็นความเป็น New Normal ในยุคปี 2024

ที่มีกลิ่นอายดิสโทเปีย-ไซไฟ เช่นเรื่องของการเล่าพฤติกรรมของคนในยุคนั้นว่าต้องทำอะไรบ้าง ชีวิตถึงจะปลอดเชื้อไวรัส เช่น ทุกคนจะต้องใช้สมาร์ตโฟนสแกนตรวจหาไวรัสแม้ว่าจะอยู่แต่ในบ้าน ทุกคนต้องล้างมือ มืดค่ำต้องเข้าบ้านไม่งั้นโดนจับข้อหาฝ่าฝืนเคอร์ฟิว

โลกโซเชียลจะกลายเป็นหนังออนไลน์ เครื่องมือสื่อสารที่ปกติมาก ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ บางส่วนก็ดูน่าสนใจดี แต่บางส่วนก็ดูน่าเบื่อเหมือนกำลังดูคลิปข่าว หรือคลิปสาระน่ารู้ในยูทูบ

พาร์ตความเป็นโรแมนติก

จนกระทั่งหนังเริ่มมาสู่องก์ที่สอง หนังพยายามพาเข้าสู่พาร์ตความเป็นโรแมนติก ซึ่งเป็นความโรแมนติกแบบ New Normal ท่ามกลางเมืองที่เต็มไปด้วยวิกฤติไวรัส จะออกมาเจอกัน จับมือ กอด จูบกันไม่ได้ก็เลยต้องคุยกันผ่านมือถือ

เปิดหนังสตรีมมิงผ่านวิดีโอคอล มาเยี่ยมกันได้ แต่ก็เข้าไปเจอกันไม่ได้ เลยต้องนั่งคุยกันผ่านประตู หรือแม้แต่การเขียนจดหมายรักส่งผ่านกล่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวี (น้ำเน่าไปอีก 555) ซึ่งแม้ว่าจะยังทำได้ไม่สุดนัก แต่พาร์ตของหนังโรแมนติกก็ถือว่าเป็นพาร์ตที่ดีที่สุดในหนังแล้วล่ะครับ

เพราะหลังจากนี้ พาร์ตหลังของหนังเรื่องนี้ กลับกลายเป็นหนังแอ็กชันระทึกบาง ๆ ที่เส้นเรื่องเต็มไปด้วยความจืดชืด และไม่สมเหตุสมผลมากมาย รวมถึงความเลวร้ายอย่างที่สุดก็คือ ตัวละครในหนังเกือบทุกตัวที่ดูไม่มีมิติอะไรเลย

ทำให้ตัวละครดูน่ารำคาญมากน้อยแตกต่างกันออกไป พาร์ตที่ดูน้ำเน่ามาก ๆ ก็เช่นไอ้หนุ่มรถเข็นที่เป็นแฟนคลับศิลปินสาวที่คอยโดเนตเงินตอนที่เธอ Live ร้องเพลงสดนี่แหละครับ สำหรับผม พาร์ตนี้คือพาร์ตที่น่าเบื่อเอามาก ๆ

แต่ถ้าจะถามผมว่า ตัวละครไหน “น่ารำคาญ” มากที่สุด ผมขอยกให้ตัวละครคุณลุงหนวดที่เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่สุขาภิบาล ที่คอยออกคำสั่งเจ้าหน้าที่จับคนที่ติดเชื้อ หรือคนที่ฝ่าฝืนล็อกดาวน์นี่แหละครับ คือผมว่าก็เข้าใจคาแรกเตอร์ของแกนะครับ แต่ยังไงเสีย แกก็ดูเป็นแค่ตาลุงโรคจิตพกมีดสั้นอ่ะครับ

ที่นอกจากจะดูตลกและไม่ได้ดูน่ากลัวแล้ว ตรงกันข้าม บุคลิกประหลาด ๆ และไดอะล็อกของลุงแกก็ดูประดิษฐ์มาก ๆ น่ารำคาญซะจนผมอยากสาปแช่งให้ลุงติดเชื้อไวรัสโควิด 23 ตายเป็นคนแรกในหนังไปเลย

จุดด้อย

แม้แนวคิดของตัวหนังที่ใช้ความเป็น “ดิสโทเปีย+โรแมนติก+ระทึกขวัญ (นิดหน่อย)” มาขับเคลื่อนจะน่าสนใจ แต่มันก็เหมือนว่าตัวหนังจะไปได้ไม่สุดสักทาง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังที่เต็มไปด้วยความเล่นท่าง่าย เล่นน้อย เพลย์เซฟ ทุกปมปัญหาดูคลี่คลายได้ง่าย ๆ

จุดไคลแมกซ์ก็เป็นเพียงจุดผ่านไปสู่บทสรุปที่มาง่าย ๆ และจบไปแบบจืด ๆ ทุกตัวละครและพล็อตหนังที่ควรจะ New Normal ก็กลับมา Normal แบบที่ไม่ได้เหนือความคาดหมายมากนัก และเอาเข้าจริง ๆ ผมก็แทบจะนึกไม่ออกว่าหนังจะให้ Message อะไรกันแน่ นอกจากจะเป็นหนังที่เป็นหัวหอกในการหยิบเอาสถานการณ์โควิด-19 มาดัดแปลงเพียงเท่านั้นเอง

โดยรวม

ไหน ๆ สถานการณ์หนังโลกในยุคโควิด-19 นี้ก็ง่อยเปลี้ยจะแย่แล้วครับ ผมเองก็ขอบคุณทีมงานที่ยังเสียสละกล้าหาญออกไปทำให้อย่างน้อย ๆ อุตสาหกรรมหนังก็ไม่ชะงักงัน ส่วนคนดูอย่างเรา ๆ ถ้าอยากไปดูเพื่อสนับสนุนโรงหนัง ก็ไปดูได้แบบเพลิน ๆ นั่นแหละครับ

ufa 

รีวิว Beyond Skyline อสูรท้านรก สงครามระหว่างมนุษย์และเอเลี่ยน

รีวิว Beyond Skyline อสูรท้านรก สงครามระหว่างมนุษย์และเอเลี่ยน

รีวิว Beyond Skyline – อสูรท้านรก สงครามระหว่างมนุษย์และเอเลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดได้อุบัติขึ้นแล้วใน “Beyond Skyline อสูรท้านรก” ผลงานแอคชั่นไซไฟบล็อกบัสเตอร์ ซึ่งทันทีหลังจากที่เข้าฉายต่างได้รับเสียงรีวิวการันตีถึงความมันส์เกินคาดจากคอหนังเมืองไทย ทั้งด้านฉากมันส์อลังการของการจู่โจมเหนือฟากฟ้าของผู้รุกรานจากต่างดาว และงานวิชวลเอฟเฟกต์ – ออกแบบดีไซน์เอเลี่ยนที่จัดเต็มความยิ่งใหญ่ได้ตื่นตาตื่นใจสมการรอคอย

เรื่องย่อ

มาร์ค (แฟรงค์ กริลโล) ตำรวจแอลเอชีวิตแหลกเหลวต้องหาทางช่วยเหลือ เทรนต์ (จอนนี่ เวสตัน)จากการเก็บเกี่ยวของเหล่าเอเลี่ยน เขาต้องรวมทีมกับ ออเดรย์ (โบยานา โนวาโควิค) เสือ (อิโก อูไวส์) และ กัญญา (พาเมลีน ฉี) ต่อสู้กับศัตรูจากนอกโลกแม้ไม่มีแต้มต่อใดๆก็ตาม

 

ย้อนกลับไปปี 2010 โลกได้รู้จักกับหนังไซไฟฟอร์มเล็กของผู้กำกับพี่น้องสเตร้าส์ ที่คิดใหญ่แม้ทุนน้อยด้วยการถ่ายทำหนังไซไฟเอเลี่ยนบุกโลก โดยมีจุดเด่นคือหากใครมองลำแสงสีฟ้าแล้วจะถูกดูดเข้าไปในยานอวกาศ

คือหนังแอ็คชั่นไซไฟ ที่หน้าหนังออกจะดูอลังการว่าด้วยเอเลี่ยนถล่มโลก แต่เหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณคอนโดของกลุ่มตัวละครเอกเท่านั้น ผู้ชมหลายคนอาจจะรู้สึกว่านี่คือหนังเกรดบี ตีหัวคนดูเข้าบ้าน

 

6 ความพิเศษที่ควรรู้ไว้ก่อนไปสู้เอเลี่ยน

เข้าฉายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับภาพยนตร์เอเลี่ยนบุกโลกเรื่องล่าสุด Beyond Skyline อสูรท้านรก ของผู้กำกับ เลียม โอ’ดอนแนล (Liam O’Donnell) เมื่อมนุษย์ลุกขึ้นสู้อีกครั้งหลังจากที่มันปล่อยลำแสงสีฟ้าลงมาดูดคนเข้าไปในยานเป็นจำนวนมาก
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ยังทีมวิชวลเอฟเฟกต์จากภาพยนตร์เรื่องดังมากมาย Avatar, The Avengers, Pirates of the Caribbean และได้ทีมออกแบบเอเลี่ยนจาก The Predator, Jurassic World, Pacific Rim มาช่วยสร้างสรรค์ให้ภาพยนตร์สมจริงที่สุด
นอกจากนี้ยังมีอีก 6 เรื่องน่ารู้ที่จะช่วยประกอบการตัดสินใจให้ไม่พลาดชมภาพยนตร์ในช่วงสุดสัปดาห์นี้

1. ผู้กำกับเห็นแววแอคชั่นสตาร์ในตัว แฟรงก์ กิลโล (Frank Gillo) ทำให้บทบาทนี้สร้างขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ

2. ปะทะเอเลี่ยนแบบไม่มีหลบซ่อน! สงครามระดับโลก ฉากแอคชั่นจุใจ ต่อสู้ทั้งบนถนน รถไฟใต้ดิน อุโมงค์ไปจนถึง สถานที่โบราณ ปราการด่านสุดท้ายของมนุษยชาติ

3. มีช็อตเทคนิคพิเศษกว่า 1,500 ช็อต ซีจีเคลื่อนไหวสมจริง ออกแบบสร้างชุดเอเลี่ยนให้มีท่าทางแอคชั่นมากขึ้น

4. อิโก และ ยายาน คู่หูจาก The Raid ถ่ายทำฉากลุยเดือดอย่างหนัก รวมทั้งรับหน้าที่ออกแบบคิวบู๊ให้สมจริง

5. ปะทะแบบหมัดต่อหมัดด้วยการต่อสู้แบบ ปันจักสีลัต ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่มนุษย์นำศิลปะการต่อสู้แบบนี้มาใช้ปะทะเอเลี่ยน

6. ดีไซน์เอเลี่ยนใหม่ รูปร่างล่ำ ไหล่หนา มีกล้ามเนื้อ ด้านตัวนางพญาออกแบบให้ดูพลิ้วไหว เพรียวขึ้น ร้ายขึ้น โหดขึ้น

ว่าด้วยเรื่องราวของ มาร์ก ผู้อยู่ในเหตุการณ์ขณะที่โลกถูกรุกรานเหนือท้องฟ้าโดยสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว ทำให้ลูกชายของเขา เทรนต์ ถูกลำแสงปริศนาสีฟ้าดูดเขาเข้าไปภายในยานขนาดยักษ์ของพวกมัน เพื่อช่วยชีวิตลูก…มาร์กจึงต้องเข้าสมทบกับกลุ่มกบฏต่อต้านเอเลี่ยน ภายใต้การนำทีมโดย ซัว และ เดอะ ชีฟ ณ ฐานที่มั่นสุดท้ายที่เหลือรอดอยู่ของมนุษยชาติ ลึกลงไปใต้ดินกลางป่าลึก พร้อมอุบัติการต่อสู้ของมหาสงครามระหว่างมนุษย์และเอเลี่ยนแบบจัดเต็มไม่มีหนีและไม่มีหลบซ่อน ครั้งนี้มนุษย์จะลุกขึ้นสู้!

 

ดูหนังออนไลน์ 

รีวิวหนังแอคชั่น Jiu Jitsu โคตรคนชนเอเลี่ยน ที่จะเผชิญหน้ากับสงครามการเมือง

รีวิวหนังแอคชั่น  Jiu Jitsu โคตรคนชนเอเลี่ยน ที่จะเผชิญหน้ากับสงครามการเมือง

รีวิว Jiu Jitsu – โคตรคนชนเอเลี่ยน คุณพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสงครามการเมืองระหว่างมนุษย์กับเอเลี่ยนหรือไม่? ดูเหมือนว่าผลงานหนังโกอินเตอร์ของ “โทนี่ จา” หรือ “จา พนม” ที่เล่ารู้จักกัน จะทยอยๆ ออกฉายสู่สายตาคนดูต่อจากนี้ไปเรื่อยๆ นอกจากเขาจะมีหนังฟอร์มใหญ่ “Monster Hunter” แล้ว ในช่วงปลายปีนี้ก็ยังมีหนังแอคชั่นไซไฟอีกเรื่อง ที่ได้โคจรมาประกบการแสดงกับ “นิโคลัส เคจ” ในหนังเรื่องย่อ

เจค บาร์นส์ ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บพร้อมสูญเสียความทรงจำไป ก่อนได้รับความช่วยเหลือจาก วายลี และเหล่าภาคีนักสู้ยิวยิตสูเก่าแก่ ซึ่งดูเหมือนว่าชะตากรรมของเขาจะเกี่ยวโยงอยู่กับศึกการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับ แบรกซ์ ผู้รุกรานจากต่างดาวที่แข็งแกร่งและมาพร้อมเทคโนโลยีอาวุธสุดล้ำ เหล่าโคตรคนมหาประลัยจึงต้องผนึกกำลังชนศัตรูจากต่างดาวด้วยวิชาศิลปะการต่อสู้ โดยมีชะตากรรมของโลกเป็นเดิมพัน!

 

หนังระดมทีมนักแสดง ได้มาทั้งพระเอกเคยฮิตที่ตอนนี้ยึดหลักไม่เลือกงานไม่อยากจนอย่าง Nicolas Cage สมทบด้วย Frank Grillo จาก Captain America: Winter Soldier (2014) และ The Purge: Anarchy (2014), Rick Yune จาก 007 Die Another Day (2002), Alain Moussi จาก Kickboxer: Retaliation (2018), Marie Avgeropoulos จาก The 100 (2014), Juju Chan จาก Wu Assassins (2019)

และ Tony Jaa หรือ จา-พนม ยีรัมย์ นักแสดงสายบู๊ชื่อดังของไทย ที่ก็จะมีหนังแฟนตาซีอีกเรื่อง Monster Hunter เข้าฉายในไทยช่วงธันวาคมเช่นกัน

นี่คือการเจอกันบนจอกันครั้งแรกของซูเปอร์สตาร์แอ๊กชั่นระดับโลกทั้ง นิโคลัส เคจ จาก Face/Off, แฟรงค์ กริลโล จาก Avengers: Endgame และ จา พนม จาก Fast & Furious 7

หากผู้ชมไม่ติดขัดกับภาพลักษณ์ความเกรดบีของหนัง การที่ได้เห็น Nicolas Cage ถือดาบเล่มโต หวีผมยาวเรียบแปล้ ใช้ศิลปะการต่อสู้แบบเอเชียปะทะ พร้อมเพลงประกอบแบบไซเบอร์พังค์

และตัวละครที่เต็มไปด้วยความแฟนตาซี ทั้งหมดทั้งมวลนี้อาจทำให้ Jiu Jitsu กลายเป็นหนังคัลต์แห่งยุค หรือเป็นหนังที่เอาใจคอไซไฟแบบไม่ต้องอิงความสมเหตุสมผลไปเลยก็ได้

หนังจะเป็นผลงานกำกับของ Dimitri Logothetis จากหนังการต่อสู้ Kickboxer: Retaliation (2018) โดยเขาเขียนบทร่วมกับ Jim McGrath ดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูนที่พวกเขาเขียนร่วมกันอีกที

เนื้อเรื่อง

เมื่อดาวหางดวงหนึ่งโคจรผ่านโลกทุกๆ หกปี เปิดประตูมิติโบราณซึ่งเชื่อมระหว่างภพโลกต่างๆ เหล่าพระโบราณที่ได้รับการฝึกฝนการต่อสู้ยิวยิตสูต่อสู้กับผู้รุกรานจากต่างดาวเพื่อกำหนดชะตากรรมของมนุษยชาติ

เจค บาร์นส์ (อัลเลน เม้าส์ซี่) ชายหนุ่มผู้ได้รับบาดเจ็บพร้อมสูญเสียความทรงจำได้รับความช่วยเหลือจาก วายลี (นิโคลัส เคจ) และเหล่าภาคีนักสู้ยิวยิตสูเก่าแก่ ซึ่งดูเหมือนว่าชะตากรรมของเขาจะเชื่อมโยงกับศึกการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับ “แบรกซ์” โคตรนักล่าผู้รุกรานจากต่างดาวที่แข็งแกร่ง

และมาพร้อมเทคโนโลยีอาวุธทรงประสิทธิภาพ เหล่าโคตรคนมหาประลัยจึงต้องผนึกกำลังชนศัตรูจากต่างดาวด้วยวิชาศิลปะการต่อสู้ “ยิวยิตสู” โดยมีชะตากรรมของโลกและอนาคตของมนุษยชาติเป็นเดิมพัน

จุดเด่น

หนังมาพร้อมกับทีมงานเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายศิลป์อย่าง สเตฟเฟน ริกช์สตาดท์ จาก Mulan, แฟรนไชส์ X-Men, Edge of Tomorrow, Ready Player One และ อารอน ซิมส์ จาก Aquaman, The Predator, Wonder Woman ซึ่งจะมาเนรมิตให้โลกกลายเป็นสนามประลองสุดยิ่งใหญ่ระหว่างทีมโคตรคน กับ เอเลี่ยน ยอดนักล่าผู้แข็งแกร่ง

พล็อตเรื่องถูกดัดแปลงจากคอมิกส์ชื่อเดียวกันเมื่อปี 2017 ซึ่งผู้เขียนก็คือ “ดิมิทรี โลโกเธติส” และ “จิม แม็คกัท” โดย “ดิมิทรี” ลงทุนมากำกับหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเองด้วยดูหนังออนไลน์ ภาพที่ออกมาจึงมีความสมจริง ดุเด็ดเผ็ดมันส์ แอ๊คชั่นที่จัดเต็มทุกอย่าง

ใครที่กำลังเรียนการถ่ายภาพแอ๊คชั่นต่อสู้ สามารถศึกษามุมกล้องในเรื่องนี้ได้เลยเพราะมีความสวยงามและครบถ้วนในองค์ประกอบศิลป์ การันตีโดยฝ่ายศิลป์จากทีมงานผู้สร้าง Mulan, X-Men, Edge of Tomorrow, Ready Player One, Aquaman, The Predator และ Wonder Woman

นอกจากนี้หนังยังได้แอ๊กชั่นสตาร์ดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง อัลเลน เมาส์ซี มาร่วมผนึกกำลังทีมโคตรคน โดยเขาเชี่ยวชาญในการต่อสู้ยิวยิตสูและคิกบ็อกซิ่ง ครองแชมป์อันดับที่ 6 ในระดับเข็มขัดดำสำหรับสังเวียนยิวยิตสูของญี่ปุ่น และเข็มขัดดำระดับ 1 ของบราซิล ทุกท่วงท่าการต่อสู้ที่ปรากฎบนจอจึงสมจริงและคล่องแคล่วว่องไว

จุดด้อย

การวางโครงเรื่องให้หลวม ๆ ทำให้ผู้ชมเข้าใจเนื้อหาได้ไม่ยาก แต่กลับทำให้พล็อตเรื่องไม่สมเหตุสมผล ตัวละครบางตัวแทบไม่มีน้ำหนัก ออกมาโชว์หน้าเป็นพัก ๆ สลับกับฉากกลุ่มตัวละครหลักที่โชว์การต่อสู้ ยิ่งในช่วงท้าย ๆ จะได้ฉากเห็นแปลกประหลาดใจเยอะมาก

ตัวหนังเอาจริงๆไม่ค่อยมีจุดจดจำมากไปกว่าตัวเอเลี่ยนชุดยางที่เป็นโคตรนักสู้ต่างมิติ มีความพยายามจะเป็น PREDATOR เวอร์ชั่นกังฟู+ซามูไร เน้นฉากแอคชั่นคิวบู๊สวยๆ

และพล๊อตหลายๆอย่างบางจุดซีรี่ย์ก็ไม่สมเหตุผลเท่าไหร่นักเช่นเงื่อนไขการต่อสู้ระหว่างภาคีนักสู้ยิวยิตสูเก่าแก่ กับเอเลี่ยน บางคนตาย บางคนไม่ตาย ถ้าหารสาระจริงๆ มันก็ไม่เมคเซนส์เท่าไหร่

สรุป
เป็นหนังที่ทำมาเพื่อขายความบันเทิงจริงๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนมาดูคนเตะต่อยกับเอเลี่ยนสกิลขี้โกงมันส์ๆ กลับบ้านก็พอแล้ว

ดูหนังออนไลน์