การเพิ่ม พื้นที่สีเขียวในบ้าน ให้รื่นรมย์ และดูมีชีวิตชีวาเท่านั้น

รีโนเวทพื้นที่ข้างบ้าน เป็นสวนในร่ม การมีพื้นที่สีเขียวในบ้าน ไม่เพียงช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้บ้านสวยงาม รื่นรมย์ และดูมีชีวิตชีวาเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างสุนทรีย์แห่งการอยู่อาศัยในแต่ละวันให้เต็มไปด้วยความผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ

การตกแต่งสวนในร่มบนพื้นที่ด้านข้างของบ้านด้วยการต่อเติมหลังคาเพิ่มขึ้นจากตัวบ้านเดิมที่มีอยู่ อาจทำให้หลายคนกลัวว่าแสงสว่างจากภายนอกจะเข้าสู่พื้นที่ในบ้านได้น้อยลง และทำให้บรรยากาศภายในบ้านดูมืดทึบจนน่าอึดอัด แต่หากลองเลือกใช้กระเบื้องโปร่งใสในการต่อเติมเป็นหลังคาของบ้านแทนกระเบื้องแบบทึบ ก็จะช่วยให้แสงสว่างสามารถส่องผ่านเข้าสู่พื้นที่ภายในบ้านได้อย่างลงตัวไม่ต่างไปจากเดิม ในส่วนของการจัดสวนข้างบ้านสามารถสร้างพื้นที่สีเขียวแบบง่ายดายโดยการปลูกต้นไม้ในกระถางแล้วนำไปจัดวางตามแนวรั้วของบ้าน หรือจะผสมผสานด้วยสวนแขวนประดับตามชายคาบ้านที่ต่อเติมใหม่เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งชีวิตชีวา โดยเว้นแนวทางเดินไว้ให้สามารถเชื่อมต่อพื้นที่ใช้งานได้อย่างสะดวก ก็ช่วยให้มุมบ้านเดิมที่ดูแห้งแล้งและไร้ชีวิตกลับมาร่มรื่นและดูสดชื่น เหมาะสำหรับการพักผ่อนเป็นอย่างดี

การเพิ่ม พื้นที่สีเขียวในบ้าน ให้รื่นรมย์ และดูมีชีวิตชีวาเท่านั้น

จัดสวนแบบสวนตกแต่งสวนรีโนเวทบ้านสวนข้างบ้านสวนในร่มรีโนเวทพื้นที่ข้างบ้านเป็นสวนในร่ม

พื้นที่ด้านข้างของบ้านระหว่างอาคารสองหลังก็สามารถออกแบบให้เป็นมุมสวนในร่มที่สามารถเชื่อมพื้นที่ใช้งานเข้าด้วยกันภายใต้ความร่มรื่นที่ลงตัว โดยเริ่มจากการจัดวางแนวทางเดินในบริเวณที่ต้องการ สามารถตกแต่งได้ทั้งการปูกระเบื้อง วางแผ่นหินทางเดิน หรือทำพื้นคอนกรีต ในบริเวณด้านข้างให้แบ่งพื้นที่ไว้สำหรับจัดสวนปลูกต้นไม้ในสไตล์ที่ชื่นชอบ โดยพิจารณาจากขนาดพื้นที่ใช้สอยที่มีอยู่และสไตล์การตกแต่งบ้านเป็นหลัก ที่สำคัญอย่าลืมเพิ่มความร่มรื่นให้พื้นที่ด้านข้างระหว่างตัวบ้านด้วยการต่อเติมหลังคาเพื่อเชื่อมพื้นที่ใช้งานระหว่างอาคาร อาจเลือกใช้กระเบื้องหลังคาชนิดแผ่นใสเพื่อเพิ่มความโปร่งสบายให้แสงสว่างสามารถส่องผ่านเข้าสู่พื้นที่ภายในบ้านได้อย่างทั่วถึง

จัดสวนแบบสวนตกแต่งสวนรีโนเวทบ้านสวนข้างบ้านสวนในร่มรีโนเวทพื้นที่ข้างบ้านเป็นสวนในร่ม

สำหรับพื้นที่ข้างบ้านที่มีขนาดกว้างขวางและไม่ได้อยู่ติดกับแนวรั้วบ้าน อาจต่อเติมพื้นที่ในบริเวณนี้ให้เป็นพื้นที่นั่งเล่นแบบสวนในร่ม โดยการออกแบบโครงหลังคาที่สามารถกันแดดและฝนได้ดีในบริเวณสนามหญ้าด้านข้างของบ้าน หากเป็นแนวหลังคาที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับตัวบ้านก็สามารถเลือกใช้วัสดุที่ต้องการได้ตามใจชอบ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องแสงสว่างที่ไม่สามารถส่องผ่านเข้าสู่ตัวบ้าน เพื่อความมั่นคงแข็งแรงในการใช้งานจึงควรออกแบบให้โครงหลังคามาพร้อมเสาค้ำยันทั้ง 4 ต้นที่ถูกติดตั้งลงดินอย่างเหมาะสม ก่อนที่จะจัดวางด้วยเฟอร์นิเจอร์เอาท์ดอร์สำหรับนั่งเล่นเป็นลำดับสุดท้าย

จัดสวนแบบสวนตกแต่งสวนรีโนเวทบ้านสวนข้างบ้านสวนในร่มรีโนเวทพื้นที่ข้างบ้านเป็นสวนในร่ม

การจัดสวนข้างบ้านให้ร่มรื่นและพร้อมสำหรับการผ่อนคลายมีอยู่หลากหลายวิธี ซึ่งนอกจากการติดตั้งโครงหลังคาให้สามารถกันแดดและฝนในระหว่างวันได้ดีแล้ว อีกหนึ่งไอเดียธรรมชาติที่สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยในด้านการป้องกันแสงสว่างและความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านมากเกินไป ก็นับว่าเป็นแนวทางของการออกแบบพื้นที่สีเขียวที่น่าสนใจ และยังสามารถช่วยประหยัดพื้นที่ใช้สอยของบ้านไปพร้อมกัน โดยการจัดวางพื้นที่สีเขียวให้เป็นแบบสวนแนวตั้ง ด้วยการทำแนวรั้วทรงสูงบริเวณด้านข้างของบ้านให้สามารถแขวนประดับสวนกระถางขนาดเล็กได้ดี ในส่วนของพรรณไม้ควรเลือกใช้พันธุ์ที่สามารถทนต่อแสงแดดจ้าและฝนได้ดี ก็จะช่วยให้มุมสวนสวยนี้อยู่คู่บ้านได้อย่างยาวนาน และพร้อมปกป้องตัวบ้านจากแสงแดดและความร้อนได้อย่างลงตัว

 

ออกแบบภายใน

รีวิว Home Before Dark การค้นหาความจริง คือสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างถูกต้อง

รีวิว Home Before Dark การค้นหาความจริง คือสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างถูกต้อง

รีวิวหนัง Home Before Dark  STREAM IT ดูหนังมันส์ ดูได้เลย  กลับบ้านก่อนมืด เป็นคำพูดที่เด็กๆ ทุกคนต่างต้องเคยได้ยินจากผู้ปกครองที่มักจะแสดงความเป็นห่วงเราอยู่เสมอ แต่สำหรับหนูน้อยฮิลดี้ ผู้ไม่เคยอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ใดๆ คำพูดนี้จึงเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาของเธอจนเป็นเรื่องธรรมดา Home before dark เป็นซีรีย์ที่ได้รับแรงบัลดาลใจจากเรื่องจริง ของหนูน้อยวัย 9 ขวบที่รักการเป็นนักข่าวเธอชื่อว่า ฮิลดี้ ลีชัค ในชีวิตจริงเธอเป็นเจ้าของเพจ Orange Street News และเว็บไซต์ข่าว orangestreetnews.com ซึ่งเปิดให้ผู้ที่สมัครสมาชิกทั้งแบบออนไลน์รายปี และแบบตีพิมพ์ ได้ติดตามข่าวสารที่เธอนำเสนอ

 

การค้นหาความจริง คือสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างถูกต้อง เรื่องย่อ หลังจากที่พ่อของ ฮิลดี้ ตัดสินใจลาออกจากการเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ นิวยอร์ค เซนติเนล นั่นจึงทำให้รายได้ของครอบครัวไม่พอต่อค่าเช่าบ้าน เลยต้องตัดสินใจย้ายออกจากนิวยอร์ค มายังเมืองอิรีฮาร์เบอร์ ซึ่งเป็นเมืองที่พ่อของฮิลดี้ เกิดและเติบโตมาในวัยเด็ก ดูผิวเผินอิรีฮาร์เบอร์ เหมือนจะเป็นเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบและไม่เคยมีอาชญากรรมใดๆ เกิดขึ้นเลย ยกเว้นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 31 ปีก่อน คดีของริชชี่ ไฟฟ์ ลูกชายของนายกเทศมนตรี ที่ถูกลักพาตัวไปแล้วไม่มีใครเคยได้พบเขาอีกเลย ถึงแม้ว่าจะสามารถจับตัวคนร้ายได้ก็ตาม

ทุกคนในอิรีฮาร์เบอร์พยายามที่จะลืมเรื่องนั้นและทำเหมือนว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น รวมถึงพ่อของฮิลดี้เองก็เช่นกัน เพราะริชชี่คือหนึ่งในเพื่อนรักของเขา ที่ถูกกระชากขึ้นรถตู้ไปแบบต่อหน้าต่อตาขณะปั่นจักรยานด้วยกัน แต่ทันทีที่ครอบครัวของ ฮิลดี้ ย้ายเข้ามาอยู่เมืองนี้ ก็มีการตายเกิดขึ้น ซึ่งก็คือเพนนี กิลลิส พี่สาวของแซม กิลลิส ที่ตำรวจบอกว่าเค้าคือผู้ลักพาตัว ริชชี่ ไฟฟ์ไป โดยมีพยานรู้เห็นคือลูกชายนายอำเภอของเมืองนี้ และปัจจุบันเขาก็ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายอำเภอเช่นกัน

ถึงแม้คนของสำนักงานนายอำเภอจะบอกว่าการตายของ เพนนี กิลลิส เป็นเพียงอุบัติเหตุ แต่ฮิลดี้กลับไม่รู้สึกเช่นนั้น ก่อนตายเพนนี ได้มอบม้วนวิดีโอเทปที่บันทึกภาพเหตุการณ์วันที่ริชชี่ถูกลักพาตัวไปให้กับครูใหญ่ของโรงเรียนที่ฮิลดี้เรียนอยู่เก็บไว้ เมื่อฮิลดี้ได้ดูคลิปเหตุการณ์ในวิดีโอนั้นโดยบังเอิญ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของเธอในการค้นหาความจริงว่าการตายของเพนนีเป็นเพียงอุบัติเหตุจริงหรือไม่ และใครกันแน่ที่เป็นคนลักพาตัวริชชี่ ไฟฟ์ไป

 

นักแสดงเด็ก Brooklynn Prince ปัจจุบันเธออายุ 10 ปี มีผลงานเป็นที่รู้จักในตอนที่เธออายุ 7 ขวบ เรื่อง The Florida Project ด้วยหน้าตาที่น่ารักและดูเป็นเด็กฉลาด การรับบทเป็น ฮิลดี้ หนูน้อยที่มีหัวใจรักในการค้นหาความจริง และการเป็นนักข่าว จึงดูไม่ขัดเขินนัก นอกจากเนื้อเรื่องที่ชวนให้ติดตามแล้ว ความน่ารักของน้อง ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดให้อยากเอาใจช่วยเธอเช่นกัน อีกทั้งสองผู้ช่วยอย่าง สปูน และดอนนี่ ซึ่งถึงแม้จะช่วย ฮิลดี้ได้ไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าซีรีย์เรื่องนี้คัดเลือกนักแสดงเด็กมาได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะสปูน เพื่อนสาวของฮิลดี้ ที่บางครั้งก็ดูเหมือนเด็กผู้ชาย ส่วนดอนนี่ก็เป็นเด็กผิวสีที่คอยหยอดอารมรณ์ขันด้วยมาดกวนๆ จนทำให้น้องสาวคนเล็กของฮิลดี้ แทบจะดูเป็นแค่ตัวประกอบไปเลย มีบทให้หยอดมุกแบบเด็กๆ ตอนละนิดหน่อย แต่ตัวละครที่ทำให้รู้สึกขัดใจผมเล็กน้อย คือตัวละครที่รับบทเป็นพี่สาววัยทีนของฮิลดี้ ซึ่งโดยปกติแล้วน่าจะเลือกเด็กสาววัยรุ่นที่ดูสวยเซ็กซี่ หรือมีบุคลิกที่โดนเด่นสักหน่อย เพราะแค่มาเรียนวันแรกเธอก็เป็นที่เตะตาของหนุ่มหล่อในโรเรียนเลย

 

เป็นซีรีย์ที่พยายามซอฟท์
ในความรู้สึกที่ดูซีรีย์ชุดนี้แต่ละตอน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเรื่อง หรือบทบาทของตัวละครในเรื่อง ค่อนข้างดำเนินไปในทางที่ซอฟท์มากๆ ในเหตุการณ์แบบเดียวกันที่เราเคยเห็นในซีรีย์หรือหนังเรื่องอื่นๆ อาจพาไปถึงจุดที่เป็นความรุนแรงได้หมดทุกตัวละคร แต่ในซีรีย์ชุดนี้กับไม่พีคขนาดนั้น อย่างเช่นพี่สาวของฮิลดี้ที่ก็ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่น้องสาวตัวเองทำ ในเรื่องการนำเสนอข่าว เพราะมันทำพี่สาวของฮิลดี้ไม่สามารถเข้ากับเพื่อนได้ แต่ไม่ว่าจะไม่พอใจยังไง สุดท้ายเธอก็ยังแสดงความเป็นห่วงฮิลดี้เสมอ หรือแม้แต่บทนายอำเภอที่กำลังถูกฮิลดี้ ขุดคุ้ยหาความจริงเกี่ยวกับคดีที่เขาเคยปิดเมื่อ 31 ปีก่อน ก็ดูเหมือนไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรมากนัก คนที่ร้อนรนกับเป็นลูกชายของเขาซึ่งเป็นเพื่อนในวัยเด็กกับพ่อของฮิลดี้เสียมากกว่า

ฮิลดี้ เป็นเด็กที่ฉลาด ช่างสังเกตุ และมีความจำดี ซึ่งเป็นทั้งคุณสมบัติที่ดีของนักสืบและนักข่าว นั่นจึงช่วยให้เธอปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ เพื่อไขปมปริศนาและหาจุดเชื่อมในการแกะรอยใหม่ๆ ไปได้เรื่อยๆ ซึ่งการสืบคดีที่ผ่านมาแล้วถึง 31 ปี เธอจึงกลับไปเริ่มต้นที่หนังสือรุ่น โดยเธอไปคุยกับบุคคลต่างๆ ทั้งเพื่อนพ่อ และคุณครูของพ่อเธอในสมัยนั้น รวมถึงนักโทษที่ถูกจับในคดีเมื่อ 31 ปีก่อนด้วย อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่สาวผิวสีในสำนักงานนายอำเภอที่คอยเป็นแหล่งข่าวนิรนามให้เธอ โดยหลังจากที่ทุกคนได้เห็นความพยายามในการหาความจริงของฮิลดี้ ก็ทำให้เธอมีแนวร่วมมากขึ้น ทั้งจากคนในครอบครัวและเพื่อนๆ ที่โรงเรียน

 

เรื่องขัดใจส่วนตัว

เหตุการณ์ของเนื้อเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นในเมืองอิรีฮาร์เบอร์ ซึ่งชื่อก็บอกแล้วว่าน่าจะเป็นท่าเรือ ยอมรับว่าโลเคชั่นในหลายๆ ฉากเลือกได้ค่อนข้างสวย โดยเฉพาะฉากป่าที่พี่สาวกับแฟนไปเที่ยวกันก่อนที่จะเจอกระท่อมลับของพ่อและเพื่อนๆ ในวัยเด็ก รวมถึงบริเวณที่เป็นท่าเทียบเรือจำนวนมาก ที่แม่และน้องสาวของคนของฮิลดี้พลัดหลงกัน แต่ในความรู้สึกของผม ผมรู้สึกโลเคชั่นของสถานที่แต่ละแห่งดูไม่ค่อยสอดคล้องที่จะเป็นเมืองเดียวกันสักเท่าไหร่ ทั้งละแวกบ้าน ป่า และท่าเรือ ซึ่งต้องบอกว่าอันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวที่ผุดขึ้นมาในขณะที่ดูเท่านั้น ไม่ได้มีผลต่อเนื้อเรื่องแต่อย่างใด

แล้วตกลงสนุกไหม
ชื่อในฐานะสื่อที่ฮิลดี้ใช้ในซีรีย์คือ The Magic Hour Chronicle ซึ่งเป็นการเขียนข่าวผ่าน เว็บคอมมูนิตี้ของโรงเรียน ซึ่งคนที่อ่านเว็บนั้นได้ก็มีทั้งนักเรียนในโรงเรียนและครอบครัวของพวกเขา ซึ่งนั่นก็หมายถึงคนทั้งเมือง ดังนั้นเวลาที่ฮิลดี้ โพสต์ข่าวอะไรคนทั้งเมืองก็จะเห็นข่าวนั้นด้วย เนื้อเรื่องอาจจะไม่มีความรุนแรง และในหลายๆ ในสถานการณ์ก็ไปไม่ถึงจุดพีค แต่ก็ถือว่าดำเนินเรื่องได้ไม่น่าเบื่อและมีความน่าติดตามอยู่พอสมควร ต้องยอมรับว่าน้องบรูคลินเล่นได้ดีมาก โดยเฉพาะฉากที่เธอไถสกูตเตอร์กลับบ้าน ด้วยอารมณ์ที่กำลังเสียใจแล้วมีจังหวะที่เสียหลัก คือฉากนั้นดูเรียลมากๆ ส่วนคนที่รับบทแมทพ่อของฮิลดี้ก็ถือว่าแสดงได้ดี โดยเฉพาะช่วงที่ทั้งคู่เริ่มสวมบท โฮล์ม และวัตสัน ช่วยกันสืบหาข้อมูล ทำให้ดูเป็นซีรีย์ครอบครัวที่สนุกแบบไม่มีพิษภัยจริงๆ

สรุป

ถ้าหากจะเทียบ  กับซีรีย์ที่เกี่ยวกับความอยากรู้อยากเห็นของเด็กทั่วไป Home Before Dark ก็จัดได้ว่าเป็นซีรีย์แนวเด็กอยากรู้อยากเห็นในแบบที่ไม่เป็นพิษภัยกับครอบครัว เหมาะที่จะนั่งดูด้วยกันพ่อแม่ลูก หรือจะดูคนเดียวก็ได้ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่แทบจะไม่มีเรื่องของความรุนแรง และการแสดงออกในเชิงก้าวร้าวแบบงี่เง่าของเด็กเหมือนกับซีรีย์เรื่องอื่นๆ แต่จะออกไปในเชิงบวก โชว์ความเป็นเด็กน่ารักและฉลาดของตัวเอง ที่มีเพื่อนและครอบครัวคอยสนับสนุน ถึงแม้ว่าประเด็นของเนื้อเรื่องจะอ่อนจนไม่น่าจะมีภาคต่อได้ก็ตาม แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าอาจจะมี และก็ทำให้ยังอยากที่จะติดตามเพื่อที่จะได้คลายปมให้กระจ่างให้ได้

 

เพลงประกอบตอนจบหลายๆ ตอนค่อนข้างเพราะ
นักแสดงเด็กที่เป็นตัวเอกน่ารักมีเสน่ห์ รวมถึงเพื่อนๆ ของเธอ
เนื้อเรื่องชวนติดตาม
โลเคชั่นค่อนข้างสวย
จุดด้อย

เสียดายเพลงประกอบตอนจบที่เอามา Cover ใหม่ค่อนข้างเพราะ แต่กลับไม่ให้ความสำคัญ
ประเด็นและปมการสืบสวนดูเบาไปหน่อย
หนังออกแนวหนักไปทางสืบสวนคดีเดียว มากกว่าการขายความเป็นนักข่าวเด็ก
ดูผ่าน apple TV+ คลิกที่นี่

 

กลับบ้านก่อนมืดนะลูก… คำพูดติดปากติดหูของพ่อแม่ที่มักบอกเด็กในปกครองว่าให้กลับบ้านตรงเวลา จะไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนที่ไหนก็อย่ากลับบ้านมืดค่ำ ถ้าเป็นยุคโควิด-19 ก็ต้องบอกว่า “เคอร์ฟิวนะจ๊ะ” กลับบ้านให้ทันก่อน 4 ทุ่ม!
Home Before Dark จึงดูเข้าสถานการณ์ไวรัสระบาดทั่วโลก ประเทศไหนไม่มีเคอร์ฟิว ไม่ล็อคดาวน์เมืองก็น่าเป็นห่วงอยู่ กลับบ้านเถอะ…มาดูซีรีส์เรื่องใหม่ค่าย Apple TV+ กันดีกว่า

Apple กระโดดลงเวทีสตรีมมิ่งซีรีส์อย่างสนุก และมีหลายเรื่องเข้าข่ายหนังครอบครัว เด็กดูได้ผู้ใหญ่ก็ควรดู และเรื่องล่าสุดสตรีมมิ่งกันไปเมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา ที่ว่าเป็นหนังเด็กเพราะเด็กอายุ 9 ขวบ เป็นตัวเด่นเดินเรื่อง ฮิลดี้ (Hilde Lisko) หนูน้อยวัย 9 ขวบ ย้ายตามพ่อแม่จากนิวยอร์ก มาอยู่เมืองเล็ก ๆ พร้อมแม่ พี่สาว และน้องสาวคนเล็ก และมาเจอคดีฆาตกรรมที่เกี่ยวพันกับคดีเก่าสมัยพ่อยังเด็ก เรื่องราวชวนสงสัยจึงทำให้แม่หนูฮิลดี้ ลงมือเป็นนักข่าว + นักสืบ เพื่อไขความจริงให้กระจ่าง

 

ซีรีส์ 10 ตอน สร้างจากเรื่องจริงของนักข่าวเด็กชื่อเดียวกัน ฮิลดี้ ลีชาค (Hilde Lysiak นามสกุลอ่านว่า lee-shark) ปัจจุบันอายุ 13 ปี ฮิลดี้ เป็นนักข่าวรุ่นเยาว์ เขียนข่าวลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น Orange Street News ในเพนซิลวาเนีย ตั้งแต่ปี 2014-2019 และหนังสือพิมพ์ออนไลน์ในอริโซน่า ปี 2019 เธอเป็นนักข่าวตัวจริงที่อายุน้อยที่สุดที่เป็นสมาชิกของสมาคมนักข่าวอาชีพ เรื่องราวของฮิลดี้ กลายมาเป็นซีรีส์ มีเนื้อเรื่องคล้ายกันที่ว่า พ่อของฮิลดี้ ในหนังเป็นนักข่าวแนวสืบสวนในนิวยอร์ก แล้วตกอับตกงาน ต้องกลับมาอยู่บ้านเกิด และเพื่อมาดูแลพ่อที่แก่ชรา ส่วนฮิลดี้ นักข่าวตัวจริงก็มีพ่อเป็นนักข่าวและคอยช่วยเหลือเธอในเรื่องงานเขียนต่าง ๆ

 

ฮิลดี้ใน Home Before Dark นำเรื่องจริงจากฮิลดี้มาถ่ายทอดเป็นซีรีส์แนวสืบสวน ลึกลับ วันแรกที่เธอมาอยู่บ้านนอก (ที่มีแต่หมอกและความหนาวเย็น) เธอก็เจอเหตุคนตาย ตำรวจลงความเห็นว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่สาวน้อยฮิลดี้ไม่เชื่อ เธอจึงลงมือสืบหาคนร้าย และก็ไปเจอเรื่องราวในอดีตของพ่อในวัย 11 ปี เพื่อนของพ่อในยุคนั้น ริชชี่ ฟิฟฟ์ ถูกอุ้มตัวขึ้นรถตู้หายไป และจากนั้นก็ไม่มีใครเจอริชชี่อีกเลย เรื่องเพื่อนหายกลายเป็นปมหลอนของพ่อ ซึ่งรับบทโดย Jim Sturgess หนุ่มอังกฤษหน้าตาดี เล่นหนังมาหลายเรื่อง เช่น รับบท Jude ในหนังเพลงเรื่อง Across the Universe (2007), Crossing Over (2002), Cloud Atlas (2012), เล่นเป็นน้องชายของ แอนน์ โบลิน ใน The Other Boleyn Girl (2008), เล่นเป็นโจรลักพาตัวจากเรื่องจริงใน Kidnapping Freddy Heineken (2005) พระเอกหน้าตาดีสูงหล่อ เป็นนักร้อง นักแต่งเพลง และมีวงดนตรีของตัวเองชื่อ Tragic Toys

Jim แสดงเข้าขาดีกับฮิลดี้ รับบทโดย Brooklynn Prince การดำเนินเรื่องก็ชวนให้คนดูตามติดเหตุการณ์ไปด้วย แล้วก็ชวนให้สงสัยจริง ๆ ทั้งที่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า เด็ก 9 ขวบจะเก่งอะไรขนาดนั้น เรื่องจริงไม่มีหรอก…

แต่เรื่องจริงนี่แหละที่ ฮิลดี้ นักข่าวเด็กถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ เมื่อฮิลดี้ เป็นเด็กช่างสงสัยและพ่อพาไปที่ทำงานตั้งแต่เด็ก พ่อเล่าโน่นเล่านี่ให้ฟัง แล้วเธอก็จดทุกอย่างในไดอารี่ ทำให้เป็นเด็กที่ดูแก่แดดเกินวัย แต่เป็นความแก่แดดที่อยากรู้อยากเห็น ช่างสงสัย จนถึงหมกมุ่น แม่หนูฮิลดี้ เป็นนักข่าวที่ตีพิมพ์เรื่องราวของตัวเองบนหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ในหนังกลัวคนดูจะคิดว่าเด็กเก่งเกินจริงก็เลยอธิบายว่า ก็เพราะเธอซึมซับความเป็นนักข่าวแนวสืบสวนของพ่อ และตัวเองก็หมกมุ่นอยู่กับเรื่องแนวนี้ เธอดูหนังเรื่อง All the President’s Men 36 รอบ จนจำได้ว่าถึงตอนนี้ตัวละครพูดว่าอะไร… หนังเรื่องนี้ผู้ใหญ่ดูรอบเดียวก็เบื่อแล้ว และฮิลดี้ ยังมีความจำล้ำเลิศที่เรียกว่า Photographic memory คือจำสิ่งที่เห็นได้เหมือนภาพถ่าย หนังนักสืบหลายเรื่องก็มักให้ตัวละครมีความจำประเภทนี้จะได้สืบคดีได้ไง

ดูหนังไทย

รีวิว The Map Of Tiny Perfect Things แผนที่วันดีเลิศ การวนลูปเวลาของวัยรุ่น

The Map of Tiny Perfect Things ชื่อไทย แผนที่วันดีเลิศ หนัง Original Amazon Prime เรื่องราววนลูปเวลาของวัยรุ่น 2 คน คนหนึ่งอยากหาทางออก อีกคนอยากอยู่ตลอดไป สุดท้ายเส้นทางไหนคือคำตอบของเรื่องนี้กันแน่

รีวิว The Map Of Tiny Perfect Things แผนที่วันดีเลิศ การวนลูปเวลาของวัยรุ่น

หนังได้ผู้กำกับ Ian Samuels จากเรื่อง Sierra Burgess Is a Loser ของ Netflix มาเป็นคนทำ ซึ่งแม้เรื่องนั้นหลายๆ อย่างอาจจะไม่ลงตัว แต่หนัง ก็ติดทำเนียบคนดูเยอะและชื่นชอบบางอย่างที่ หนังนำ เสนอแตกต่าง มาในเรื่องนี้ แทบจะลบ จุดด้อย แบบเดิมๆ ไปหมด จากหนังแนววนลูปเวลาที่ทำกันออกมาเรื่อยๆ จนเป็นเทรนด์ เหมือนหนังซอมบี้ โดยที่มาของแนวนี้เรื่องแรกคือ Groundhog Day วันรักจงกลม หนังเก่าตั้งแต่ปี 1993

แต่พึ่งมาฮิตทำกันในช่วงหลัง แตกแขนง ไปหลายแนว มากมาย แต่ก็สูตรเดียว กันหมดคือ ไม่ตาย ก็ตื่นมาในวันเดิมๆ เจอเหตุการณ์เดิมๆ ที่เปลี่ยนไปทีละนิดจากที่ตัวเอกจดจำได้และไม่ทำซ้ำ ซึ่งไปๆ มาๆ ก็แทบไม่มีเรื่องไหนฉีกสูตรนี้ไปได้เท่าไหร่ แต่หนังเรื่องนี้ก็ยังฉีกสูตรที่ว่านี้ไปได้อีกพอสมควร เมื่อนำเสนอตัวเอกที่ติดในวันเดิมๆ มานาน ไม่คิดจะหาทางออกไป และเรื่องราวในหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้นำเสนอฉากเดิมซ้ำๆ อะไรมากแบบเรื่องอื่นๆ เลย

รีวิว The Map of Tiny Perfect Things แนววัยรุ่นวนลูปเวลาที่น่ารักโรแมนติกมากๆ 1หนังเริ่มเรื่อง ด้วยการฉายภาพ ให้เห็น ตั้งแต่แรกว่า มาร์ค (รับบทโดย Kyle Allen) หนุ่มวัยรุ่นตัวเอกของ เรื่องตื่นขึ้นมา ทำกิจวัตร ต่างๆ ในแบบเฟี้ยวๆ เหมือนรู้ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมด และเรื่อง ก็เฉลยในเวลาต่อมาทันทีว่าเขาอยู่ในลูปวันเดิมๆ มานานแล้ว และก็ไม่ได้คิดจะออกไป แต่กลับใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ด้วยการตระเวณดูเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีจังหวะเวลาน่าสนใจ พร้อมกับ จดจำ ช่วงจังหวะ เวลานั้น ไว้ได้หมด จนกระทั่ง วันหนึ่งเขาได้พบกับ สาววัย รุ่นปริศนา อีกคน ที่มาขัด จังหวะ เหตุการณ์หนึ่ง ในแบบ ที่ไม่เคย มีมาก่อน มาร์คจึงสนใจ และตามหา เธอจน ได้พบกับ มากาเร็ต (รับบทโดย Kathryn Newton) สาววัยรุ่นปริศนาคนนั้นที่เธอก็ติดอยู่ในช่วงเวลานี้เช่นกัน มาร์คตกหลุม รักเธอ พยายามจีบเธอ และพยายามหาทางออกไปจากลูปเวลานี้ เมื่อเริ่มคิดได้ว่าเขากลายเป็นคนไม่มีอนาคต แต่มากาเร็ตกลับแตกต่างออกไป และเธอก็สมัครใจอยู่ในช่วงเวลานี้ตลอดไปเพื่อไม่ต้องไปเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายในโลกที่เวลาผ่านไปเรื่อยๆ

 

ตัวหนังแทบไม่มีการเล่นฉากเดิมซ้ำๆ เลย เพราะเรื่องเริ่มจากที่ทั้งคู่ติดอยู่ในลูปมานานแล้ว (มาร์คบอกว่าเป็นล้านรอบ) หนังเลือกนำเสนอความรู้สึกของการได้ไปเจอเหตุการณ์พอเหมาะเจาะพอดีต่างๆ ในเมืองให้ผู้ชมได้ดูความสวยงามของช่วงเวลาที่เกิดขึ้น ซึ่งก็มาในรูปของเรื่องน่ารักๆ ตลก หรือช็อตสวยๆ แบบแนวภาพถ่ายสตรีท อย่างภาพด้านล่างนี้ ที่นางเอกนั่งอยู่แล้วรถด้านหลังมาจอดจนเป็นเหมือนปีกนางฟ้า ซึ่งเป็นช็อตโมเมนต์ประทับใจต่างๆ ในเรื่องที่เกิดขึ้นจากความคิดของพระเอกที่อยากออกไปจากลูป แล้วนำเสนอทฤษฎีตามหาช่วงเวลาเปอร์เฟ็กทั้งหมดในเมืองเพื่อทำแผนที่เหตุการณ์เหล่านั้น ตามชื่อเรื่องนั่นเองหนังฉลาดที่เลือกนำเสนอเหตุการณ์แบบไม่ซ้ำ แต่ทำให้คนดูเข้าใจว่าซ้ำในมุมมองใหม่ และก็เอาเรื่องทฤษฎีของพระเอกมาผนวกเข้ากับความพยามชนะใจสาว (มากาเร็ต) เข้ามาเป็นแผนการเดียวกัน เหมือนพยายามเดทแบบไม่ให้รู้ตัวว่าเดทไปพร้อมกัน โดยที่ตัวบทก็ฉลาดตรงที่ว่า คนดูคงนึกว่าการได้วนลูปแบบนี้ยังไงก็น่าจะสำเร็จ แต่เปล่าเลยกลายเป็นว่าไม่ง่ายแบบนั้น และก็ดูจะยากกว่าด้วย เพราะมากาเร็ตเองมีความคิดตรงกันข้ามคือเธออยากอยู่ที่นี่ตลอด ในขณะที่พระเอกอยากออก ตัวพระเอกเองก็เป็นเนิร์ดที่แม้จะวนลูปเวลาได้ แต่ก็ไม่เคยจีบสาวสำเร็จมาก่อน ทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ (ก่อนเจอมากาเร็ต พระเอกพยายามจีบสาวคนหนึ่งอยู่ แต่ไม่สำเร็จ) ซึ่งกลายเป็นว่านางเอกเองกลับไม่อินหรือปลื้มอะไรง่ายๆ เพราะเธอมีแนวคิดที่ต่างออกไปสุดขั้วเช่นกัน ตัวหนังจึงไม่ง่ายและไม่เป็นไปตามสูตรแบบที่คนดูคิดนัก แม้จะมีหลายฉากที่ดูโรแมนติกแบบที่เป็นเรื่องอื่นๆ ต้องจูบกันแน่ๆ แต่เรื่องนี้กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

 

ตัวหนังใช้ตัวละครหลักแค่พระเอกนางเอกได้อย่างคุ้มค่า มีเรื่องราวใหม่ๆ งอกออกมามากมายจากวันเดิมๆ และก็เพิ่มตัวละครเสริมเรื่องอีกคนเป็นเพื่อนผิวสีของมาร์คนั่งเล่นเกมแล้วไม่ผ่าน ตายเกมโอเวอร์ตลอด แล้วให้พระเอกมาสนทนาปรับทุกข์เหมือนเป็นที่ปรึกษาในเรื่องความรักทั้งช่วงก่อนเจอมากาเร็ต ช่วงทำความรู้จัก จนถึงช่วงอกหัก ซึ่งตัวละครนี้เหมือนไม่มีบทบาทสำคัญ แต่ก็กลายเป็นตัวสำคัญอีกคนหนึ่งในเรื่องที่จะช่วยไขกุญแจความลับปริศนาวนลูปนี้

 

ในส่วนของ ที่มาที่ไป ของ เหตุการณ์วนลูป ในหนังเรื่องอื่น ก็จะมีทฤษฎี แตกต่าง ออกไป แต่ส่วนใหญ่ จะเกี่ยวของ กับ วิทยาศาสตร์ แทบทั้งนั้น แต่ในเรื่องนี้เมื่อเป็น หนังรักวัยรุ่น เหตุผล ที่มาของเรื่องออกจะง่ายๆ แต่ก็สมกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งหนังจะมาเฉลยเอาตอนหลังใกล้จบแล้วว่าจริงๆ แล้วการวนลูปเกิดขึ้นเพราะอะไร และที่เก๋มากคือมุมมองในเรื่องนี้แบบเทียบกับการฝันไม่ตื่นของทั้งคู่ โดยมีปรัชญาชีวิตสอดแทรกมาตลอดเรื่อง และการจะผ่านเรื่องราวนี้ไปได้ ทั้งคู่ก็ต้องคิดได้เปลี่ยนแปลงชีวิตแบบ Coming of Age ไปให้ได้เช่นกัน ซึ่งหนังหาทางออกจบของเรื่องได้แบบสวยๆ เป็นดราม่าประทับใจลงตัวทั้งเรื่องความรัก ความฝัน ชีวิตที่ยังต้องก้าวต่อไป มีอิงวิทย์นิดๆ ประกอบ ให้ดูเข้ากันได้ แต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนักครับ

นี่เป็นหนังแนววนลูปเวลาที่น่ารักเอามากๆ มีความโรแมนติกสูง พระเอกหล่อเนิร์ดลงตัวน่ารัก นางเอกสวยมีเสน่ห์ชวนหลง มีองค์ประกอบทุกอย่างที่ดีของหนังวัยรุ่นไว้ครบหมด และเรื่องราวแหวกแนววนลูปเวลาไปได้พอสมควร แม้อาจจะไม่สดใหม่นัก แต่ก็ไม่มีช่วงเวลาน่าเบื่อในเรื่องเลย และยังจบได้อย่างสวยงาม ผ่านแนว Coming of Age ได้อย่างลงตัว แนะนำเลยว่าถ้าเป็นสมาชิก Amazon Prime แล้วห้ามพลาดเรื่องนี้เลยครับ

สรุป

หนังแนววนลูป เวลาที่ น่ารัก เอามากๆ มีความโรแมนติกสูง พระเอกหล่อเนิร์ด ลง ตัวน่ารัก นางเอก สวยมีเสน่ห์ ชวนหลง มีองค์ประกอบ ทุกอย่างที่ดี ของ หนังวัยรุ่นไว้ครบหมด และเรื่องราวแหวกแนว วนลูปเวลา ไปได้ พอสมควร ด้วยการที่ตัวเอก ติดในห้วงเวลา มานานแล้ว หนังจึง สำรวจหาจังหวะ โมเมนต์ดีๆ มาขายผู้ชม ในแบบ โรแมนติก แม้อาจจะ ไม่สดใหม่นัก แต่ก็ไม่มี ช่วงเวลาน่าเบื่อ ในเรื่องเลย และยังจบ ได้อย่างสวยงาม ผ่านแนว Coming of Age ได้อย่างลงตัว

จุดเด่น

แนววนลูปที่ไม่เน้นวนฉากซ้ำ
แนวรักวัยรุ่นมีความโรแมนติกสูง แต่ไม่ได้คาดเดาได้ง่าย
ความน่ารักลงตัวของพระเอกนางเอก
สอดแทรกปรัชญาชีวิตไว้ตลอดเรื่อง
จังหวะฉากน่ารักๆ โมเมนต์ดีๆ มีเยอะ

จุดด้อย

ไม่ค่อย มีอะไรตื่นเต้น แบบแนววนลูปเรื่องอื่นๆ อาจจะทำให้คนดู แนวนี้ ที่เน้นเรื่องไซไฟไม่ชอบ
ทฤษฎีการเกิดลูปในเรื่องอาจจะดูง่ายเกินไป (เพราะหนังไม่ได้เน้นตรงนี้)

ถึงจะหมดช่วงวาเลนไทน์ไปแล้ว แต่หนึ่งสิ่งที่ยังเป็นควันหลง เป็นสิ่งที่ทำมาเพื่อช่วงเวลานั้น แล้วเรายังเอ็นจอยได้อยู่ คือคอนเทนต์หนังรอมคอมหวานแหววต่าง ๆ ที่จะช่วยปลอบประโลมหัวใจที่เหนื่อยล้าของเราในเดือนสุดท้ายของไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งเรื่องที่เราอยากแนะนำมาก ๆ คือหนังใหม่บนสตรีมมิง Amazon Prime Video ชื่อว่า The Map of Tiny Perfect Things ที่เล่าเรื่องราวของหนุ่มสาววัยเรียนและชีวิต 1 วันที่ไม่ยอมผ่านไปซะที

เล่าถึงเด็กหนุ่ม ที่มี ชีวิตติด อยู่ในวันเดิม ๆ โดยไม่รู้สาเหตุ จนเขาใช้ชีวิตสำหรับวันวันนั้นได้ ‘คล่อง’ คือรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทั้งคนที่เดินสวนมา รถที่บีบแตรใส่ บทพูดที่ออกจากปากผู้คน โดยเขาก็คิดว่าตัวเองอาจจะเป็นคนพิเศษหรือศูนย์กลางของเรื่องทั้งหมดนี้ ที่ถูกเลือกให้ต้องมีชีวิตไม่เหมือนคนทั่วไปอยู่คนเดียว จนกระทั่งเขาได้เจอกับเด็กสาวอีกคนที่มีชีวิตไม่ต่างกัน

เธอคนนี้ที่ว่าดูน่าจะช่วยเขาไขปริศนาการติดลูปนี้ได้ หรือถ้าไม่ ก็คงพอจะทำให้การใช้ชีวิตซ้ำ ๆ ไม่เหงาเท่าเดิมนัก แต่จนแล้วจนรอด สาวแปลกหน้าก็ดูจะไม่อยากให้ความร่วมมือหรือช่วยหาทางออกจากลูปเวลาเดิมเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะมีมิตรภาพที่ดีต่อกันก็ตาม

เราชอบที่หนังบอกให้คนเราใช้เวลารับรู้และซาบซึ้งไปกับรายละเอียดเล็กน้อยรอบ ๆ ตัว รวมถึงการใช้ชีวิตอย่างนึกถึงใจคนอื่น ไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง แล้วโมเมนต์เล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกทั้งหลายนี่ล่ะ ที่จะช่วยให้คนเรามูฟออนกับเรื่องเลวร้ายในชีวิตได้

ดูหนังไทย

รีวิวหนัง The Hunger games : MockingJay part 2 บทสรุปของเกมส์ล่าชีวิต

The Hunger games : MockingJay part 2 บทสรุปของเกมส์ล่าชีวิต นับเป็นเวลานานหลายปีกว่าจะดำเนินมาถึงบทสรุปของภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากนิยายชุดชื่อดังเรื่อง The Hunger games ที่มีทั้งหมด 3 เล่มด้วยกัน ส่วนในหนังสือเล่มสุดท้าย MockingJay แบบฉบับของภาพยนตร์นั้นได้แบ่งออกเป็น 2 พาร์ทด้วยกัน เนื้อเรื่องของหนังต้องการจะสื่อถึงการแบ่งชนชั้นและการใช้ความรุนแรง โดยจะแบ่งเมืองออกเป็น 12 เขตด้วยกันซึ่งทั้ง 12 เขตนั้นการใช้ชีวิต ฐานะ ชนชั้น ก็จะไม่เท่าเทียมกัน ทุกๆ ปีจะมีการจัดการแข่งขันเกมส์ล่าชีวิต โดยนำตัวแทนเขตชาย-หญิง 1 คู่ จากทั้ง 12 เขตมาฆ่าฟันกันเองโดยจะมีผู้รอดชีวิตเพียงแค่ 1 คนเท่านั้น

รีวิวหนัง The Hunger games : MockingJay part 2 บทสรุปของเกมส์ล่าชีวิต

โดยภาค MockingJay part 2 จะเป็นเนื้อเรื่องที่บ่งบอกถึงบทสรุปของหนัง หลังจากที่กลุ่มกบฎได้ก่อตั้งตัวเองขึ้นมาเป็นเขต 13 เพื่อต่อกรกับชาวเมืองหลวงแคปปิตอล โดยใช้ แคทนิส เอเวอร์ดีน

รับบทโดย เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ผู้พิชิตเกมส์ล่าชีวิตปีล่าสุดให้มารับหน้าที่เป็น “ม็อกกิ้งเจย์” เป็นสื่อกลางในการโน้วน้าวให้ทุกเขตมาเข้าร่วมกับเขต 13 เพื่อต่อการกับ ปธน.สโนว์ ผู้นำแห่งชาวพาเน็ม

ภาคนี้จะเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของม็อกกิ้งเจย์ และบทสรุปความรักของแคทนิส

ต้องบอกก่อนเลยว่าตัวผมไม่ได้อ่านนิยายเรื่องนี้เลยจะมารีวิวในแบบฉบับของหนังอย่างเดียว ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่าภาคนี้นั้นสนุกกว่า MockingJay part 1 ที่ฉายไปเมื่อปีก่อนเนื่องจากภาคก่อนนั้นค่อนข้างน่าเบื่อ

เป็นการต่อสู้กันไปมาด้วยคำพูด เหมือนเป็นการอุ่นเครื่องก่อนที่จะมาต่อสู้กันจริงๆในภาคนี้ ในภาคนี้จะเพิ่มในเรื่องของการสูญเสียเข้ามา เริ่มมีตัวละครตาย เหมือนได้ดึงความเป็นเกมส์ล่าชีวิตในภาคแรกๆ

กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่พาร์ท 1 นั้นค่อนข้างต่างจากภาคแรกๆ แต่ภาคนี้ก็ยังดูดรอปกว่าภาคแรกๆ เนื่องจากตัวหนังดำเนินเรื่องค่อนข้างน่าเบื่อในช่วงต้นเรื่องไปนิด ซึ่งบางคนอาจจะหลับได้เลย

พอมาถึงฉากที่เริ่มมีคนตายก็จะมาแบบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว

บางทีเรายังไม่ทันเห็นว่ามีใครตายฉากไหนบ้าง เรียกได้ว่าปรับอารมณ์แทบจะไม่ทัน ตัวหนังก็ยังคงดำเนินเรื่องแบบเนิ่บๆ ยันบทสรุปของเรื่อง ซึ่งได้ปิดตำนานเรื่องราวทั้งหมดได้ดี

แต่ความรู้สึกของคุณดูมันรู้สึกเหมือนกับมันดูค้างคายังไงก็ไม่รู้ และรู้สึกว่ายังไม่สุดทั้งแอคชั่นรวมถึงบทดราม่า จะมีเพียงตัวนักแสดงฝีมือการเล่นดีอย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ สำหรับผม

ถ้าให้เทียบกันกับภาคก่อนๆ ภาคทำได้ไม่ดีเท่าภาค 1 และภาค 2 แต่ก็ไม่แย่เท่ากับ Mockingjay part 1 ส่วนตัวผมคิดว่าภาค 3 นี่ถ้าไม่แบ่งต้องพาร์ทอาจจะออกมาดีกว่านี้ก็ได้นะ

ที่มา

รีวิวหนังสยองขวัญ Tag – อวสาน…โมเอะ เมื่อโลกนี้ไม่มีผู้ชาย

หนัง Tag หรือชื่อไทยว่า อวสานโมเอะ เมื่อโลกนี้ไม่มีผู้ชาย และนักเรียนหญิงคือเป้าหมายของการกำจัดเสียให้สิ้นซาก! หนังจะพาคุณไปท่องโลกที่คราคร่ำไปด้วยสาวๆ และที่นี่ มิตซูโกะ (รับบทโดย เรนะ ทรินเดิล จาก Ju-On: Beginning of the End)คือเด็กสาวมัธยมปลายผู้รอดชีวิตหนึ่งเดียวจากการจู่โจมของสายลมมรณะ ที่คร่าชีวิตเพื่อนร่วมชั้นของเธอทั้งหมด หลังจากรอดพ้นมาอย่างฉิวเฉียด มิตซูโกะลงเอยด้วยการไปโผล่ที่อีกโรงเรียนหนึ่ง พร้อมเพื่อสาวกลุ่มใหม่ซึ่งดูเหมือนจะสนิทชิดเชื้อกับเธอมานานแล้ว …นี่มันวันบ้าอะไรกันนี่!!! มิตซูโกะและเพื่อนๆ ก็ต้องเอาชีวิตรอดอีกครั้ง เมื่อนักเรียนโรงเรียนนี้โดนไล่ล่าคร่าชีวิตอย่างบ้าคลั่ง เคโกะ (มาริโกะ ชิโนดะ) หญิงสาววัย 25 ปีที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ โดยที่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าบ่าวคือใคร และคนรอบตัวต้องการอะไรจากเธอ และ อิซึมิ (เอรินะ มาโนะ) เธอคือนักวิ่งที่รายล้อมด้วยเพื่อนๆ ที่พร้อมจะสนับสนุนและผลักดันเธอให้เธอได้เข้าเส้นชัยให้เร็วที่สุด ดูเหมือนอะไรๆ จะสวยงามไปเสียหมด แต่มันไม่เป็นอย่างที่คิดหรอกนะ ชีวิตของเธอทั้งสามคนเกี่ยวข้องกันอย่างไร แล้วพวกเธอจะเอาตัวรอดจากโลกประหลาดใบนี้อย่างไร ติดตามได้ใน “TAG: อวสาน…โมเอะ” 5 พ.ย. นี้ ในโรงภาพยนตร์  ในโลกที่ไม่มีผู้ชาย และนักเรียนหญิงคือเป้าหมายของการกำจัดเสียให้สิ้นซาก! จู่ๆก็เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นกับเพื่อนนักเรียนรอบๆ ตัวของมิตซูโกะ มีบางอย่างตามไล่ฆ่าพวกเธออย่างโหดเหี้ยม เธอจึงจำเป็นต้องหนีตายไปเรื่อยๆ จนเธอได้มาอยู่อีกโรงเรียนหนึ่งแต่กลายเป็นว่าทุกๆ คนล้วนแต่รู้จักเธอมานานแล้ว แต่ตัวเธอกลับจำอะไรไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้เธอจึงต้องค้นหาสาเหตุและความจริงของเรื่องนี้

รีวิวหนังสยองขวัญ Tag - อวสาน...โมเอะ เมื่อโลกนี้ไม่มีผู้ชาย

ตัวหนังเปิดตัวด้วยความลุ้นระทึกและฉากการตายแบบโหดๆ ตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบเรื่อง เรียกได้ว่าจะเห็นเลือดเต็มจอตลอดเวลาเลยทีเดียว แต่ยังคงมีช่วงพักเบรคให้เราหายใจเป็นระยะที่พอจะอธิบายตัวเรื่องให้เราได้เดาหว่างชม หนังค่อนข้างเสียดสีสังคมและวัฒนธรรมแฝงไปด้วยเรื่องเพศและความรุนแรง ผู้ชายกดขี่และเอาเปรียบผู้หญิง ถ้าคนไม่ชอบหนังเลือดสาดโหดๆ ที่มีการตายอย่างสยดสยองอาจจะแหวะได้ ใครที่ไม่ชอบดูหนังญี่ปุ่นหรือหนังของผู้กำกับคนนี้อาจจะงงกับเนื้อเรื่องได้

บนรถบัสที่นำนักเรียนหญิงไปทัศนศึกษาในชนบท บรรยากาศบนรถอวลอึงไปด้วยความร่าเริงสดใสของวัยแรกสาว มิตซูโกะ นั่งแต่งกลอนท่ามกลางกระแสเสียงหัวเราะ ความสุขฟุ้งกระจายราวกับขนนกที่ลอยละล่องออกมาจากหมอนที่เพื่อนๆ ใช้โยนเล่นกันอย่างสนุกสนานบนรถ ก่อนที่โศกนาฏกรรมจะเกิดขึ้น โศกนาฏกรรมที่คร่าเพื่อนนักเรียนทั้งหมดของเธออย่างสยดสยองในชั่วพริบตาเดียว ทิ้งให้เธอซึ่งรอดชีวิตเพียงคนเดียวต้องวิ่งหนีความตายที่เหี้ยมโหด และยังถูกซ้อนไปด้วยความจริงความฝันเมื่อฉากต่อมาเธอกลับพบเพื่อนๆ ที่เพิ่งตายอย่างสยดสยองกลับมามีชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความเหลื่อมทับระหว่างความจริงความฝัน การสับสนทางอัตลักษณ์เพราะในแต่ละองค์มิตซูโกะจะถูกเปลี่ยนให้เป็นคนล่ะคน และการวิ่งหนีหายนะแห่งความตายด้วยสองขาอ่อนบอบบางตลอดทั้งเรื่อง คือโลกหนังบ้าคลั่งครั้งใหม่ของชิออน โซโนะ หนึ่งในผู้กำกับที่คัลท์ที่สุดในบรรดาผู้กำกับญี่ปุ่นสมัยใหม่

โลกในหนังที่ไม่มีผู้ชาย ความรุนแรงที่กระหน่ำใส่เหล่าสาวน้อยแสนบอบบางอย่างไม่หยุดยั้ง ความรุนแรงต่อเพศหญิงในหนังถือเป็นหนึ่งในภาพจำของชิออน โซโนะ ประกอบกับวิชวลทางภาพยนตร์ที่ดิบเถื่อนจัดจ้านเลือดสาดกระจาย ล้อไปกับความโกลาหลที่คาดเดาที่มาที่ไปไม่ได้ ทำให้ตลอดทั้งเรื่องของ Tag แทบจะไม่ปล่อยให้คนดูได้หายใจหายคอเช่นเดียวกับตัวละครสาวน้อยอย่างมิตซูโกะที่ต้องวิ่งหนีความตายทั้งเรื่อง กล่าวกันว่าองค์ประกอบเหล่านี้คือการกลับมาคืนฟอร์มทวงบัลลังค์ความคัลท์ของชิออน โซโนะอีกครั้ง และได้รับการต้อนรับด้วยเสียงชื่นชมไม่น้อยเลยทีเดียว

เบื้องหลังความรุนแรงที่จัดจ้านล้นเกินเหล่านั้น โซโนะสอดแทรกการวิพากษ์สังคม ในมิติของเพศสภาวะ ความเป็นชายที่กดทับความเป็นหญิง การก้าวพ้นแรงกดทับทางสังคมรวมไปถึงกลิ่นอายของหนัง Coming of age ถึงแม้ในมุมมองของผู้เขียนเองอาจไม่ได้ถูกจริตกับการเสียดเย้ยที่ค่อนข้างโฉ่งฉ่างตรงไปตรงมาแบบนี้เท่าไหร่นัก โดยเฉพาะในฉากจบ แต่ก็ถือได้ว่าในแง่ของความตั้งใจที่จะใช้จินตนาการและศักยภาพทางภาพยนตร์ในการเล่าเรื่อง โซโนะสามารถนำเสนอสุนทรียะภาพยนตร์ออกมาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและน่าจะสาแก่ใจคอหนังคัลท์ได้ไม่ยาก  ที่มา

 

รีวิว การกลับมาของซีซั่น 8 Game of Thrones season 8 มหาศึกชิงบังลังก์

Game of Thrones season 8 รีวิว จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อ The Walking Dead มาเยือน Winterfell? จะรอดหรือไม่มาลุ้นกันตอนต่อตอน

รีวิว การกลับมาของซีซั่น 8 Game of Thrones season 8

การกลับมาของซีซั่น 8 ซึ่งเป็นซีซั่นสุดท้ายและมีจำนวนตอนน้อยที่สุดเพียง 6 ตอนเท่านั้น ถือเป็น การปิดฉากซีรีส์ ที่เรียกได้ว่าดังมากที่สุดอันนึงในประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ครับ

เมื่อทุกคนมีศัตรูร่วมกัน จากความขัดแย้ง ฆ่าฟันกันแบบบ้าเลือด ก็ต้องหันมาจับมือต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด การต่อสู้ครั้งนี้มีความอยู่รอดของมนุษย์เป็นเดิมพัน และถ้าหากพ่ายแพ้ก็คงไม่เหลือมงกุฎให้ชิงกันอีกต่อไป ในตอนสุดท้ายนี้เราจะได้เห็นตัวละครหลักกลับมาพร้อมกับความเก๋าที่เพิ่มขึ้นอย่าง Arya Stark และ Jon Snow รวมถึงเจ้าแม่มังกรสุดเอ็กซ์อย่าง Daenerys Tagaryen ขวัญใจหนุ่มๆทั้งในและนอกจอ

หากใครจำตอนจบของซีซั่น 7 ได้ (สปอยล์)

Winterfell

เข้มข้นดุดันสำหรับตอนแรกของซีซั่น 8 หลังจากที่ Jon พากองทัพแปลกหน้ามาที่ Winterfell เพื่อร่วมต่อสู้กับกองทัพซอมบี้ White Walker ชาวเมืองรวมถึงน้องสาวของตัวเองก็ดูจะไม่ค่อยเชื่อใจเจ้าแม่มังกร Daenerys มากนัก เลยทำให้เปิดมาก็เกิดการขัดแย้งกันแล้ว

ตอนแรกยาวประมาณ 50 นาที ส่วนมากเป็นการนำเสนอถึงการกลับมาเจอกันของตัวละครที่บางคนห่างหายกันไปนานมาก ยังไม่มีฉากบู๊อะไรให้ดู แต่ตัวซีรีส์ก็เริ่มสร้างอารมณ์ให้เราเริ่มค่อยๆซึ่มซับถึงปัญหาที่หมักหมมมานานของสงคราม รวมถึงเริ่มโหมให้เราเตรียมตัวลุ้นกับศัตรูที่กำลังย่างกรายเข้ามาในอีกไม่ช้า

ดูจบนี่ลุ้นอยากดูตอนสองแล้ว ใครอากรู้ เนื้อเรื่องย่อ อ่านได้ในสปอยล์ด้านล่างเลย

 

 

เนื้อเรื่องย่อ ตอน Winterfell (สปอยล์)

A Knight of the Seven Kingdoms

เป็นตอนที่ไม่ค่อยมีแอ็คชั่นอะไรมาก เอ…หรือเรียกว่าไม่มีเลยดีกว่า ในตอนที่สองนี้ยังคงจะเป็นเรื่องราวและดราม่าระหว่างมนุษย์กันอีกตอน แทนที่ฉากแอ็คชั่น เราจะได้เห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลักหลายตัว รวมถึงการเตรียมการต่อกรกับ White Walker

จุดเด่นของตอนนี้สำหรับผมคือเนื้อหาในส่วนของ Arya Stark ที่คุณจะได้เห็นเธอในอีกแง่ของความเป็นผู้หญิง นอกนั้นถือว่าตอนที่ 2 นี้ค่อนข้างช้าครับ แต่ไม่ถึงกับน่าเบื่อ มีดราม่าให้เสพบ้างทางนั้นทีทางนี้ที

 

 

เนื้อเรื่องย่อ ตอน A Knight of the Seven Kingdoms (สปอยล์)
game of thrones season 8

The Long Night
อื้อหือ ผมขอแอ็คชั่นไว้ตอนที่แล้ว ตอน 3 เลยจัดมาให้เต็มๆ ชั่วโมงครึ่ง จะว่าไป ผมไม่ได้ดูซีรีส์อะไรที่ทั้งตอนต้องลุ้นตั้งแต่นาทีแรกยันนาทีสุดท้าย พีคมากจริงๆสำหรับตอนนี้ แล้วก็ยากมากจริงๆที่จะไม่สปอยล์ เอาเป็นว่าผมขอรีวิวคร่าวๆส่วนใครอยากรู้ไปอ่านในเนื้อเรื่องย่อท้ายรีวิวนะครับ

ในตอนนี้เราจะได้เห็นการต่อสู้อันดุเดือดของตัวละครสำคัญใน Game of Thrones และแน่นอนว่าการต่อสู้ใหญ่ขนาดนี้ ต้องมีตัวละครที่เราชอบล้มหายตายจากไปบ้าง แต่จะเป็นใครอันนี้ขอไม่สปอยล์นะครับ

นอกจากแอ็คชั่นที่ดุเดือดเลือดพล่านแล้ว บทตัวละครก็เข้มข้นไม่แพ้กัน ผมชอบการนำเสนอความสัมพันธ์อันแน่แฟ้นของตัวละครที่เคียงบ่าเคียงไหล่กันมานานในตอนมหากาพย์นี้ ดูแล้วซึ้งตรึงใจ ตัวละครบางตัวผมเกลียดมาก แต่มาถึงตอนนี้ผมกลับชอบแทน

 

เรื่องย่อ The Long Night (สปอยล์)

The Last of the Starks
ตอนที่แล้วสู้กับคนตาย ตอนนี้ก็มาสู้กับคนเป็นต่อ กลับเข้าสู่ดราม่าและการดำเนินเรื่องแบบ Game of Thrones ที่เราคุ้นเคยกันอีกครั้ง ตอนนี้ยาวใกล้เคียงกับตอนที่แล้ว และความเข้มข้นนั้นถึงจะไม่เท่ากับ The Long Night แต่ผมชอบตอนนี้ไม่แพ้กันเพราะซีรีส์ดึงเรากลับมาสู่ตัวตนของ GoT อีกครั้ง

ตอนจบตอนทำได้น่าติดตามชนิดที่ผมนี่อยากจะเร่งเวลาให้ข้ามไปถึงอาทิตย์หน้าเดี๋ยวนี้เลย เพราะด้วยความที่จบให้เราอยากรู้มากว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป ช่วงต้นเรื่องอาจจะช้าไปหน่อยแต่ก็บิ้วด์ความสนุกกลับมาได้เร็ว เหมือนจะได้พักจากแอ็คชั่นบีบคั้นหัวใจ แต่ความเข้มข้นและลุ้นของตอนนี้ก็ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

 

เนื้อเรื่องย่อ ตอน The Last of the Starks (สปอยล์)

 

The Bells
เก็บความแค้นมาเต็มเปี่ยม ไม่ใช่แค่ Daenerys นะครับ ผมเองก็ด้วย มันแบบอินมาเลยตั้งแต่ตอนที่แล้ว อยากรู้ว่าเจ้าแม่มังกรจะทำยังไงกับ King’s Landing และราชินีสุดเหี้ยมที่เธอเกลียดนักเกลียดหนา ความเข้มข้นของตอนนี้ก็ไม่ได้แพ้กับตอนอื่น แต่บางโมเม้นต์ดูเหมือนมันจะจบรวบรัดดูง่ายไป

โดยรวมผมชอบครับ สนุก ตื่นเต้น ลุ้นกันตั้งแต่เริ่มเรื่องยันจบ มีหักมุมให้ได้สนุกกันพอหอมปากหอมคอ ไม่ถึงกับยูเทิร์นซะทีเดียว ดูตอนนี้ทำให้ผมลืมตอนที่ต้องสู้กับกองทัพซอมบี้ไปสนิท เหมือนเป็นอดีตที่ผ่านมานานมากแล้ว…

 

เนื้อเรื่องย่อ ตอน The Bells (สปอยล์)

The Iron Throne
และแล้วก็มาถึงตอนจบแบบจบจริงๆเสียที กับมหากาพย์ภาพยนตร์ชุดสุดฮิต อย่าง Game of Thrones สำหรับตอนจบนี้ให้ทั้งความรู้สึกที่ดีกับความผิดหวังไปพร้อมๆกัน ในส่วนของเนื้อเรื่องที่รวบรัดมากเกินไปในบางจุด เข้าใจว่าต้องการให้จบไว แต่ถึงจะสั้นแต่ก็สื่ออารมณ์ได้ดีอยู่ครับ

เอาเป็นว่าอย่าคาดหวังอะไรมากนักในตอนจบนี้ มันเป็นเพียงบทสรุปที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขของอาณาจักรทั้งหมด และสำหรับบางคนมันคือการหักมุมที่อาจจะยอมรับไม่ได้ ถึงแม้จะขัดใจคนดูอย่างผม แต่ต้องยอมรับว่าเป็นตอบจบที่ดีแล้วกับทุกฝ่ายครับ ซึ่งผมก็คิดว่าหลายคนน่าจะเดาถูกซักประมาณ 90% ส่วนที่เหลือก็เอาไว้ให้แปลกใจเล่น ใครที่รอดูแบบรวดเดียวจบก็ได้เวลาแล้ว

Tyrion ในขณะที่กำลังช็อคกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาเริ่มได้สติและสำรวจความเสียหายของเมือง อย่างแรกที่เขาอยากรู้เลยคือ ชะตากรรมของ Jaime และ Cersei

Jon พยายามห้ามไม่ให้ฆ่าทหารที่ยอมจำนน แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ยิ่งทำให้เขาขุ่นเคืองมากขึ้น

Tyrion ได้พบศพของ Jaime และ Cersei นอนกอดกันใต้ซากปรักหักพังใต้ดิน

Daenerys ประกาศต่อหน้ากองทัพของเธอว่า เธอจะปลดปล่อยโลกจากผู้นำที่ชั่วร้าย ทำให้ Tryrion ลาออกจากการเป็นมือขวาของเธอ หลังจากนั้นเขาถูกจับไปขัง

Jon เข้าไปเยี่ยม Tyrion และ Tyrion พยายามบอก Jon ว่า Daenerys จะเป็นอันตรายต่อทุกคน แต่ Jon ก็ยังคงไม่ยอมลดความเชื่อมันในตัวเธอ ก่อน Jon ออกจากห้องขัง Tyrion ได้บอกกับ Jon ว่าน้องสาวของ Jon จะไม่ยอมก้มให้ Daenerys แน่นอน

Daenerys เดินไปที่ Iron Throne และสัมผัสมันพร้อมกับแววตาแห่งชัยชนะ ขณะที่ Jon ยืนดูเธออยู่

Daenerys เข้ามาสวมกอด Jon และบอกกับเขาว่าเราสามารถเป็นผู้นำคู่กันได้ และจังหวะนั้นเอง Jon ตัดสินใจแทง Daenerys จนตาย

มังกรของเธอตัวสุดท้ายได้บินขึ้นมาและเมื่อรู้ว่าแม่ของมันได้เสียชีวิตแล้ว มันโกรธและได้เผาทำลาย Iron Throne ด้วยไฟของมันจนหลอมละลายไม่เหลือเค้าเดิม

Jon ถูกจับไปขังและเหล่าผู้นำที่เหลือก็มาประชุมและหารือกัน Tyrion กำลังถูกนำตัวมาลงโทษ ได้เสนอให้ Bran ขึ้นเป็นกษัตริย์และให้กษัตริย์องค์ต่อไปเกิดจากการเลือก ไม่ใช่สืบสายเลือด ทุกคนโหวตให้ Bran แต่ Sansa ขอ Bran ไว้ว่า ทางเหนือจะเป็นรัฐอิสระไม่ขึ้นกับใคร

Bran ตกลง Sansa จึงยอมรับให้ Bran ขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครอง Six Kingdoms แทน Seven Kingdoms เดิม (ทางเหนือขอเป็นอิสระ) Bran ยอมรับแม้ว่าเขาเองก็ไม่ได้อยากจะเป็น

และเขาก็เลือก Tyrion ให้มาเป็นที่ปรึกษา ทุกอย่างเป็นอันสงบ

เนื่องจาก Jon ฆ่า Daenerys ทำให้กองทัพของเธอไม่พอใจ เพื่อที่จะให้ไม่เกิดความขัดแย้ง จึงตกลงกันว่าจะให้ Jon กลับไปอยู่ Night’s Watch เพื่อให้เขาไม่ต้องได้รับโทษ แต่ก็ให้อภัยโทษไม่ได้ เนื่องจากจะไปขัดแย้งกับกองทัพของ Daenerys

Jon จึงต้องบอกลาพี่น้องของเขาแล้วกลับไปยัง Night’s Watch ไปทำหน้าที่เดิมที่เขาเคยทำ

Bran เริ่มงานในฐานะกษัตริย์ โดยให้ Tyrion นัดประชุมและสรุปสิ่งที่ต้องทำ พวกเขาก็คุยกันอย่างผ่อนคลายและดูเหมือนว่ามันจะไปได้ดี  ดูหนังออนไลน์ไทย

รีวิวหนัง THE TOMORROW WAR สงครามแห่งอนาคต แอ็กชั่นไซไฟถล่มเอเลี่ยน

รีวิวหนัง THE TOMORROW WAR สงครามแห่งอนาคต แอ็กชั่นไซไฟถล่มเอเลี่ยน

THE TOMORROW WAR สงครามแห่งอนาคต แนะนำหนังแอ็กชั่นไซไฟ ถล่มเอเลี่ยนฟอร์มยักษ์ที่มาลงใน Amazon Prime พร้อมกับความมันส์ที่การันตีได้ระดับหนังบล็อกบัสเตอร์ของฮอลลีวูด โดยมี Chris Pratt นำแสดง

ทหารในอนาคตเดินทางข้ามเวลามาจากปี 2051 เพื่อบอกข้อความเร่งด่วน อนาคตในอีก 30 ปี มนุษยชาติกำลังจะพ่ายแพ้สงครามในการสู้กับเอเลี่ยน จนประชากรบนโลกเหลือเพียงแค่ 5 แสนคนความหวังเดียวในการรอดชีวิตคือการส่งทหารและพลเรือนไปอนาคตเพื่อร่วมต่อสู้ ตัวเอก แดน ฟอเรสเตอร์ อดีตทหารผ่านศึกจากอิรักถูกเกณฑ์เข้าร่วมรบในศึกแห่งอนาคต ก่อนจะพบความลับบางอย่างที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่จะหยุดสงครามครั้งนี้ได้

อุปกรณ์เดินทางข้ามเวลาจะเป็นปลอกแขนที่ระบุพิกัดของคนสวมตลอดเวลา
หนังแอ็กชั่นไซไฟจากค่าย Paramount Pictures ทุนสร้าง 200 ล้านเหรียญที่ Amazon ทุ่มทุนซื้อมาลงในระบบเป็น exclusive amazon prime เจ้าเดียว ซึ่งหลังจากรับชมก็ต้องบอกเลยว่าคุ้มค่ามาก นี่เป็นงานสร้างหนังแอ็กชั่นไซไฟฟอร์มยักษ์ที่ไม่ค่อยมีบ่อยนัก มีความคล้าย Edge of Tomorrow หนังปี 2014 ของทอมครูสที่เล่นกับเรื่องลูปเวลาในช่วงเอเลี่ยนบุกถล่มโลก แต่เรื่องนี้คือการย้อนเวลามาจากอนาคต แล้วก็บู๊ถล่มเอเลี่ยนในแบบเดียวกัน พร้อมยังคงมีปมเรื่องเส้นเวลาเป็นกุญแจสำคัญในการจบสงครามครั้งนี้เหมือนกันอีกด้วย

อาจจะเรียกว่าได้แรงบันดาลใจมาก็ได้ เพราะโครงเรื่องเอเลี่ยนถล่มโลกยับแล้วมีตัวเอกเป็นกุญแจหยุดยั้งสงครามเหมือนกันมากจริงๆ แต่ว่าพอดูในรายละเอียดของเรื่อง แม้พล็อตเรื่องย่อจะดูโหลๆ แบบใครอ่านก็เดาได้ แต่เนื้อเรื่องจริงๆ เมื่อเริ่มสตาร์ทจากจุดตอนแรกที่เปิดมาเพียงไม่กี่นาทีก็มีเหตุการณ์ที่ทหารจากอนาคตย้อนเวลามาปรากฎต่อสายตาชาวโลก ผ่านการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก จนทำให้ทั่วโลกต้องหยุดทุกอย่างและหันมาร่วมใจเกณฑ์ทหารไปรบในสงครามแห่งอนาคต แต่เรื่องกลับไม่ได้ให้พระเอกต้องกระเหี้ยนกระหือไปรบในทันทีอย่างที่คิด แม้จะมีเกริ่นนำแล้วว่าเขาคือผู้นำอดีตทหารผ่านศึกอิรักที่มีฝีมือเลยก็ตาม

ช่วงครึ่งชั่วโมงแรกเนื้อเรื่องกลับเลือกปูพื้นความสัมพันธ์ครอบครัวพระเอกกับลูกสาว “มูริ” ที่เธอเป็นเด็กวิทย์ตัวน้อยที่รู้ว่าพ่อต้องจากไป กับอีกเรื่องคือพ่อของแดน ที่แดนเองไม่เคยเอ่ยถึงให้ลูกรู้ว่ามีปู่คนนี้อยู่ โดยที่พ่อของแดนเป็นวิศวะที่ต่อต้านรัฐบาล เลือกเฟดตัวเองออกมาใช้ชีวิตลับๆ ซึ่งการปูเรื่องไปที่สองคนนี้เป็นพิเศษทำให้คนดูรู้เลยว่า หนังเรื่องนี้มีอะไรมากกว่าฉากแอ็กชั่นยิงถล่มเอเลี่ยนแน่ๆ

พ่อของตัวเอกที่จะบทบาทสำคัญในภายหลัง

นอกจากนี้ ในช่วงแรก เรื่องยัง พยายามจำลอง ความเป็นไปได้ ของ สถานการณ์ จริงถ้าเกิดเหตุ แบบนี้ ขึ้นมา UN จะเป็นยังไง อเมริกา และ ประเทศอื่นๆ จะมีท่าที ยังไง สังคมที่จู่ๆ มีคนถูกส่งไปตายอย่างสิ้นหวังเรื่อยๆ จะเกิดอะไร (ในเรื่องคือผ่านมา 1 ปีแล้วจากจุดแรก) ซึ่งก็คือ การจำลอง ช่วงยุค สงครามจริงๆ เหมือนสมัยสงครามเวียดนามที่ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลส่งคนหนุ่มสาวไปตายในสงครามที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ในกรณีของเรื่องนี้ก็คือสงครามในอนาคตอีก 30 ปีที่ยังมาไม่ถึง แม้จะมีข้ออ้างว่าสู้เพื่ออนาคตลูกหลานของตัวเอง แต่สังคมในปัจจุบันกลับใกล้ล่มสลายก่อนเวลาที่เอเลี่ยนจะมาบุกโลก ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนไปถึงนักศึกษาในชั้นเรียนของแดนเองที่หมดหวัง ไม่มีใครอยากเรียนต่ออีกแล้วเพราะรู้ว่าโลกในอนาคตใกล้ดับสูญ ซึ่งพาร์ทเสริมเหล่านี้เองที่หนังสอดแทรกไว้ในช่วงแรกแบบมีนัยยะสำคัญ และจะนำมันกลับมาใช้ในช่วงองค์สุดท้ายของเรื่องอีกครั้ง

แม้หนังจะใช้เวลาปูหลายอย่างนานถึงเกือบครึ่งชั่วโมงก่อนจะข้ามเวลาไปอนาคต แต่พอเข้าเรื่องส่วนนี้ตัว เรื่องก็ จุดติด เดินเครื่องแบบแทบไม่แตะเบรค เข้าสู่โลกช่วงหายนะท้ายสงครามเอเลี่ยนทันที แต่ก็ยังพยายามปิดบังโฉมหน้าเอเลี่ยนในเรื่องไว้อีกสักพัก ซึ่งตั้งแต่แรกเริ่มก็ไม่มีฉากไหนให้เห็นตัวจะๆ เลย (มีแต่ไกลลิบๆ) ซึ่งจุดนี้ถูกอธิบายเหตุผลไว้ในช่วงแรกว่า ถ้าสังคมในปัจจุบันได้เห็นเจ้านี่จะไม่มีใครยอมเป็นทหารเกณฑ์มารบแน่ๆ ซึ่งการปิดบังหน้าเอเลี่ยนก็ทำให้คนดูเองรู้สึกอึดอัดกับการเห็นทีละนิดๆ ว่ามันเป็นตัวอะไรกันแน่ แล้วจะร้ายกาจขนาดถล่มโลกแบบนี้ได้จริงๆ หรือ ซึ่งพอตัวเรื่องเปิดให้เห็นเราก็เข้าใจในทันทีว่า เอเลี่ยนในเรื่องนี้โหดจริงๆ ในระดับเดียวกับมิมิค Edge of Tomorrow แต่มาในชื่อ White Spike (ไวท์สไปก์ เดือยแหลมสีขาว ชื่อมาจากตัวเอเลี่ยนในเรื่องยิงเดือยแหลมมาเป็นอาวุธระยะไกลได้) และก็มาเป็นฝูงนรกมหาศาลแบบเดียวกัน (ให้ความรู้สึกเหมือนคลื่นซอมบี้ world war z ในบางฉากอีกด้วย)

ซึ่งพอเรื่องเผยให้เห็นเอเลี่ยนนี้แล้วก็ได้เวลาจัดเต็มฉากแอ็กชั่นระดับหนังบล็อกบัสเตอร์กันจริงๆ ในชั่วโมงแรก แอ็กชั่นที่เรียกว่าลุ้นต่อเนื่องกันขนาดลืมหายใจได้เลย แถมยังแค่ครึ่งเรื่อง ฉากแอ็กชั่นหลังจากนี้ก็มีตามมาติดๆ มีไปบุกรังเอเลี่ยนในป่า มีฉากฝูงเอเลี่ยนมารุมถล่มฐานที่ตั้งเครื่องย้อนเวลาในทะเล ซึ่งแต่ละฉากจัดเต็มกันในระดับพีคแล้วพีคอีกไม่มีหยุด โดยมีความโหดเลือดสาด ตัวขาด ชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์หลุดว่อนกันตลอด แต่ก็ไม่อุจาดเพราะแค่เห็นแวบๆ แค่นั้น

รีวิว THE TOMORROW WAR แอ็กชั่นไซไฟถล่มเอเลี่ยนที่มันส์สุดๆ ไม่แพ้ Edge of Tomorrow (ไม่มีสปอยล์) 6 ในระหว่าง ที่ฉากแอ็กชั่น ใส่กันมาตูมๆ แบบไม่ยั้ง ตัวเรื่อง ก็มีช่วงคั่นพักสั้นๆ เป็นดราม่า ของพระเอก กับ ผู้พันทหารหญิง ที่นำรบ ในครั้งนี้ และก็เกี่ยวกับ ปมเส้นเวลาของเรื่อง ที่จะเป็นกุญแจ สำคัญหยุดยั้ง สงคราม ซึ่งคนดู คงคาดเดา ได้บ้าง เพราะพล็อตแบบนี้ ก็ไม่ได้ แปลกใหม่ ซะทีเดียว แต่ในความโหล ของพล็อต ตรงนี้ สิ่งที่ดีๆ ก็คือการที่เรื่อง ผูกปมเคลียร์ ปม ทุกอย่างได้ หมดจรด ทุกรายละเอียด ตั้งแต่ ที่มา ของเอเลี่ยน ว่ามาจากไหน การหยุดยั้ง สงครามนี้ต้องทำอย่างไร การเดินทางข้ามเวลาของพระเอกใช่เรื่องบังเอิญหรือไม่ รวมถึงปมดราม่าครอบครัวของพระเอกที่คริสก็เล่นได้ดีกับลูกสาวตัวน้อย ไปจนถึงตัวเพื่อนร่วมทีมที่เป็นบทสมทบช่วงตอนรบก็ยังนำใช้เป็นทีมสำคัญที่จะส่งไปถึงองค์สุดท้ายของเรื่อง ที่ต้องบอกเลยว่า ใครที่คิดว่าเรื่องนี้จบลงในยุคอนาคตนี่ไม่ใช่เลย เพราะหนังเรื่องนี้มีช่วงจบ 2 ก็อก อนาคตกับปัจจุบัน ที่ตัวเรื่องในองค์สุดท้ายคือการกลับมาแก้ไขปัญหาในสังคมที่ใกล้ล่มสลายก่อนเอเลี่ยนบุกด้วยเช่นกัน ซึ่งตัวเรื่องแม้จะสเกลแอ็กชั่นเล็กลงจากในอนาคต แต่ว่าก็เป็นความระทึกอีกแนวในแบบเอเลี่ยน 2 หรือแอบคล้ายๆ The Thing (ไอ้ตัวเขมือบโลก) อยู่เหมือนกัน แต่ก็เป็นความสนุกมันส์ปิดท้ายเรื่องไปอีกแบบ ได้ไม่แพ้ฉากฝูงเอเลี่ยนถล่มในอนาคตเลย

ตัวเรื่องต้องบอกว่าโคตรมันส์และดูเพลินสนุกมากๆ (จนแอบรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ลงโรงให้คนดูในวงกว้างมากกว่านี้) บอกตรงๆ ว่าถ้าให้คิดข้อเสียหรือจุดด้อยของเรื่องหลักๆ คงมีแค่ การที่เรื่องมีความคล้ายหนังดังหลายๆ เรื่องแบบหยิบยืมนั่นนี่มาผสมกันเท่านั้น จนดูแอบโหลแล้วก็เดาเรื่องได้ไม่ยาก ซึ่งถ้าใครได้ดู Edge of Tomorrow ก็คงรู้สึกได้เลยถึงความเหมือน แต่ก็ต้องบอกว่าถ้าชอบ Edge แล้วรอภาคสองอยู่ เรื่องนี้ก็คือทดแทนกันได้เลย

อีกจุดที่ รองลง มาคือ พวกเหตุผล กับ ทฤษฎีเส้น เวลา ต่างๆ อาจจะไม่ได้ เน้นนัก คือตัวเรื่องก็พยายาม อธิบายหลายๆ อย่างให้มี เหตุผล แต่มัน ก็ยังพอช่องโหว่ ให้ถกเถียง กันอยู่บ้าง รวมถึง สถานการณ์ ในช่วงท้ายเรื่อง ที่แอบจิกกัด อเมริกา กับ รัสเซียรวมถึง UN ด้วย มันดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือไปหน่อยว่าประเทศมหาอำนาจของโลกในช่วงเวลาคับขันระดับสิ้นโลกนี้ยังดูงี่เง่าเกินไปหน่อยเท่านั้น แต่ถ้าไม่คิดอะไรมาก มันก็คือเรื่องแบบเดิมๆ ที่หนังแนววันสิ้นโลกใช้กัน ที่ให้ตัวเอกได้โอกาสช่วยโลกด้วยตัวเองมากกว่าไปพึ่งรัฐบาลเหล่านี้

การมาลงสตรีมมิ่ง ของ THE TOMORROW WAR บอกเลย ว่านี่ คือความบันเทิง ที่รู้สึก ว่าคุ้มสุดๆ ตั้งแต่ดู Amazon Prime มาเลย ไม่ว่ายังไง ก็ห้ามพลาด เพราะไม่ได้ มีบ่อยนัก ที่หนังฟอร์มยักษ์ ระดับนี้ จะมาลง ในสตรีมมิ่ง ได้ รวมถึง ภาพก็จัดเต็ม แบบ 4K Aspect ratio 2.39 : 1 (แต่ต้องดูในอุปกรณ์ที่รองรับ) อีกด้วยครับ

สรุป

หนังแอ็กชั่นไซไฟ ถล่มเอเลี่ยนที่มันส์โคตรๆ เป็นความบันเทิงในระดับสุดยอดของสตรีมมิ่งบน Amazon Prime เลย แม้เรื่องอาจจะดูพล็อตโหลเหมือนยำหลายเรื่องเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะความเหมือน Edge of Tomorrow แต่ก็ยังการันตีได้ว่าสนุกมันส์ไม่แพ้กัน และไม่ใช่แค่แอ็กชั่น แต่ตัวเรื่องก็มีการผูกปมดราม่ากับเส้นเวลาในแบบของตัวเอง อาจจะไม่ใหม่ แต่ก็ทำให้ตัวหนังมีอะไรดีๆ มากกว่าฉากบู๊ล้างผลาญแบบที่เห็นอีกด้วย

อัพเดท ตอนนี้ทางอเมซอนประกาศทำภาคต่อแล้วครับกับทีมงานเดิมทั้งหมด

ฉากแอ็กชั่นจัดเต็มแบบพีคแล้วพีคอีก
เอเลี่ยนสุดโหดแถมมาเป็นฝูงแบบซอมบี้
สอดแทรกปมดราม่าครอบครัวได้ดี
ตัวเรื่องมีปมเล็กๆ น้อยๆ สอดแทรกหลายอย่าง แล้วก็เก็บเคลียร์ได้หมดจรด
ตัวละครทุกตัวมีประโยชน์กับเรื่องหมด
มีการจำลองสถานการณ์เลวร้ายในสังคมเทียบเคียงกับสงครามจริงในโลก

จุดด้อย

ความเหมือน Edge of Tomorrow กับหลายๆ เรื่องอาจจะดูโหลๆ ไปบ้าง
พวกทฤษฎีกับเหตุผลในเรื่องอาจจะไม่สมเหตุผลอยู่บ้าง

 

ดูหนังออนไลน์ไทย

รีวิวหนัง DeadPool – เดดพูล สร้างขึ้นจากแอนตี้-ฮีโร่แนวใหม่

เรื่องย่อหนัง หนัง Deadpool หรือชื่อไทยว่า เดดพูล Deadpool สร้างขึ้นจากแอนตี้-ฮีโร่แนวใหม่ของ MarvelComics ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวที่มาที่ไปของอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจที่ผันตัวเองเป็นทหารรับจ้าง เวด วิลสัน เขาต้องผ่านการทดลองลับทำให้เขามีพลังสมานแผลได้อย่างรวดเร็ว และได้แปลงร่างเป็นเดดพูล ถูกหล่อหลอมด้วยคุณสมบัติใหม่และดูลึกลับ เปลี่ยนไปจากคนที่เคยอารมณ์ดี เดดพูลจึงออกล่าตามหาคนที่เกือบจะทำลายชีวิตของเขาไป

วิจารณ์หนัง DEADPOOL สไตล์ใหม่ของฮีโร่และแอนตี้ฮีโร่

กรียนชิบหายแบบไม่แคร์อะไรก็สนุกดี ถึงหลายๆ มุกหลายๆ จังหวะเล่นมันจะแตะเพดานความหน้าด้านในความกล้าเล่นที่เราจะซื้อหรือรับความเยอะของมันได้อยู่บ่อยๆ และหลายมุกก็ปริ่มๆ จนจะล้นเพดานออกมาแต่ยังรับได้อยู่

วิธีการเล่ามันก็สะท้อนตัวตนเกรียนๆ กวนๆ ของ Deadpool น่ะแหละ แต่พอเยอะไปก็มีเฝือจนน่ารำคาญบ้าง เหมือนคิดมุกล้ออะไรได้ก็ยัดใส่มาหมด ช่องโหว่ของบทถูกอุดแผลตรรกะด้วยมุกตลกซึ่งก็ยังอุดเก็บได้ไม่หมด ไดนามิกการล้อเลียนมันก็เลยเท่ากันไปหมดทั้งเรื่องไปหน่อยจนบางช่วงแอบน่าเบื่อ

ขณะที่เลเยอร์ของหนังมันค่อยๆ เขยิบซ้อนโลกจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการคุยกับคนดู และใช้มุกล้อเชื่อมโยงโลกจริงในปัจจุบัน เราจะเห็นทั้ง Deadpool / Ryan Reynold / Deadpool ที่กำลังเล่นหนัง Deadpool และ Ryan Reynold ที่เคยเป็น Green Lantern มีตัวตนซ้อนทับกันอยู่ในหนัง ความรู้สึกเหมือนรวมหนังเข้ากับสารคดีเบื้องหลังกองถ่ายอย่างน่าสนใจ ความกล้าหาญที่มันแหกขนบหนังซูเปอร์ฮีโร่ก็ถือเป็นมุมมองที่ต้องชื่นชม ที่มา

รีวิวหนัง Concussion – คนเปลี่ยนเกม กีฬาระดับโลกอย่าง อเมริกันฟุตบอล

เรื่องย่อหนัง หนัง Concussion หรือชื่อไทยว่า คนเปลี่ยนเกม เรื่องราวของการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความจริงที่ว่ากีฬาระดับโลกอย่าง อเมริกันฟุตบอล นั้น ความรุนแรงของการกระแทกแต่ละครั้งสามารถทำให้ผู้เล่นได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงที่สมอง จากอดีตที่เคยมีนักอเมริกันฟุตบอลเสียชีวิตแบบปริศนา ดร.เบนเน็ต โอมาลูเป็นคนแรกที่ค้นพบการทำงานและผลกระทบระหว่างสมอง ร่างกาย และจิตใจซึ่งเขาต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้โลกได้รู้ ผลงานการกำกับของ ”ปีเตอร์ แลนเดสแมน”จากภาพยนตร์เรื่องดัง Parkland คนฆ่า จอห์น เอฟ เคนเนดี้

รีวิวหนัง Concussion - คนเปลี่ยนเกม กีฬาระดับโลกอย่าง อเมริกันฟุตบอล

คือไม่ได้ดูตัวอย่างมาก่อน ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับอเมริกันฟุตบอลหรือแม้แต่อาการฃ ที่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออาการอะไร ที่อยากดูนี่ก็เพราะได้ยินมาว่าเรื้องนี้เฮีย Will Smith แกเล่นดี บัตรฟรี และคิดว่ามันจะเป็นหนังอาชญากรรมเฉียบๆ มียิงกันบ้างแบบ Heat (Michael Mann / USA / 1995) ไรงี้ คือเข้าไปดูแบบหัวกลวงมากๆ เริ่มเรื่องแรกๆ ก็เลยตั้งตัวไม่ค่อยทันพอมันเปิดเรื่องมาเล่าถึงแวดวงอเมริกันฟุตบอล ก็คิดไปถึงหนังกีฬาที่อารมณ์แถวๆ Moneyball (Bennett Miller / USA / 2011) มันไม่ใช่หนังอาชญากรรมอย่างที่คิดละ แถมเฮียวิลแกยังเล่นเป็นหมอพยาธิชันสูตรศพอีก ไม่ใช่ตำรวจหรือมือปืนอาชญากรอย่างที่คิดไว้ในหัว แล้วพอไปสักพักมันก็ไม่ใช่ Moneyball เลยนี่หว่า เออ..แต่ก็ดีนะ หนังก็ดูเพลินไปได้เรื่อยๆ ปนๆ กับน่าเบื่อบ้างเพราะมีจังหวะที่หลุดจากหนังไปสักพักจนงงๆ ว่าหนังมันกำลังตามอะไรอยู่ แล้วเส้นเรื่องรักเรื่องครอบครัวของพระเอกมันก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอินอะไร ก่อนที่เรื่องราวมันจะเปลี่ยนกลับมาเป็นหนังเทือกๆ Spotlight (Tom McCarthy / USA / 2015) ในช่วงหลังเทิร์นนิ่งพอยต์สำคัญแรก นั่นแหละจากนั้นหนังก็เริ่มสนุกและน่าติดตามมากขึ้นมากๆ

มันมีจุดร่วมกับ Spolight ตรงที่เป็นหนังที่สร้างจากเรื่องจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์เปิดโปงความลับความเลวร้ายขององค์กรหรือสถาบันใหญ่โตที่พ่วงความเชื่อความรักความนิยมของคนจำนวนมากเอาไว้เป็นเดิมพัน ซึ่งตัวละครต้องต่อสู้กับอำนาจใหญ่โตเพื่อให้ข้อมูลความเลวร้ายที่สถาบันความเชื่อหรือองค์กรทุนนิยมปกปิดไว้เพราะผลประโยชน์ของพรรคพวกมันออกไปถึงการรับรู้ของประชาชนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจที่จะเลือกเชื่อหรือเลือกชอบเลือกซื้อได้ตามวิจารณญาณ เมื่อได้ข้อมูลความจริงรอบด้าน ทำให้เรื่องราวมันน่าลุ้นสุดๆ เมื่อเราเฝ้ารอที่จะได้เห็นความเลวร้ายในคราบความศรัทธายิ่งใหญ่มันสั่นคลอนและล้มครืนลงมา คือส่วนใหญ่แล้วเรื่องจริงเกี่ยวกับการเปิดโปงที่เอามาทำเป็นหนังก็มักจะจบด้วยชัยชนะอ่ะนะ แต่บางทีมันก็จะมีอารมณ์ตรงกันข้ามที่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงถ้าหากการเปิดเผยความจริงมันสู้กับอำนาจเหล่านั้นไม่ได้ แล้วสิ่งที่ตัวละครตั้งใจสู้มาทั้งหมดก็จะกลับกลายเป็นขี้หมูขี้หมาในสายตาของสาวกใต้อำนาจเหล่านั้น ซึ่งหนังเนื้อหาเปิดโปงที่สร้างจากเรื่องจริงที่จบแบบประเภทหลังก็ไม่ค่อยจะมีหรอกที่จะจบท้ายด้วย สืบ นาคะเสถียร สไตล์ หรือจบแบบหนังอย่าง The Riot Club (Lone Scherfig / UK / 2014) ที่ให้คนที่ต่อสู้กำกับระบบอำนาจต้องถอดใจหรือพ่ายแพ้

นอกจากนั้นหนังทั้งสองเรื่องก็ยังดีเบตเรื่องจรรยาบรรณอาชีพเหมือนกัน แต่ Spotlight จะซับซ้อนในส่วนกระบวนการ และมีสายตามองไปถึงแรงต้านจากหลายฝั่งมากกว่าทำให้เห็นภาพรวมของระบบที่มีส่วนประกอบหลายส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาจริงๆ ไม่ใช่แค่สื่อมวลชนกับคริสตจักร แต่ยังมีมุมความศรัทธาของคนในครอบครัวมีเด็กร้องเพลงในโบสถ์บอกบรรยากาศความเงียบจากการถูกปิดให้เงียบท่ามกลางความสุขในคืนวันคริสต์มาส ขณะที่ ฃ จะเล่าแบบเดินตามวิถีปกติไม่ได้พลิกแพลงจุกจิกอะไร และไม่ได้ให้เห็นภาพในมุมความเป็นไปได้ที่จะเกิดกระแสต้านจากสังคมอย่างชัดเจน เล่าอ้างถึงข้อดีข้อเสียของอเมริกันฟุตบอลเพียงผิวๆ ไม่ได้ลงไปสอบถามความเห็นของคนนอกที่นอกเหนือไปจากคนตรวจสอบและองค์กรอย่างเช่นคนดูคนเชียร์คนรักและศรัทธาในกีฬาอเมริกันฟุตบอล อย่างที่ Spotlight มีบรรยากาศความเชื่อความศรัทธาในคริสตจักรให้เห็น ซึ่งมันสร้างบรรยากาศความกระอักกระอ่วนคลุมหนังขึ้นมาอีกชั้น และเพิ่ม Dilemma ในใจคนดูซึ่งช่วยสร้างความรู้สึกหนักหน่วงในการดีเบตต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในหนังได้มากขึ้นไปอีก แต่สิ่งที่ Concussion มีดีพอให้เทียบกับ Spotlight ก็คือตัวละครที่ดูมีเลือดมีเนื้อจริงๆ ซึ่งทำให้ชอบหนังขึ้นมาได้มากๆ

Will Smith เล่นเป็นหมอพยาธิวิทยาชันสูตรศพเชื้อชาติไนจีเรียที่ใฝ่ฝันอยากได้สัญชาติอเมริกา ที่วันหนึ่งการชันสูตรศพนักอเมริกันฟุตบอลของเขาได้ขุดเรื่อง Concussion อาการโรคเรื้อรังทางสมองที่เกิดจากแรงกระแทกจากการเล่นอเมริกันฟุตบอลขึ้นมาอีกครั้ง จนเป็นที่ยอมรับและได้ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ออกไปสู่วงกว้าง แต่พอไปกระทบกับธุรกิจมาเฟียอเมริกันฟุตบอลที่มีมูลค่ามหาศาลซึ่งพยายามปกปิดเรื่องนี้มาตลอดก็ทำให้เขาต้องตัดสินใจเลือกที่จะเป็นฮีโร่ต่อไป หรือยอมหลีกหนีอันตรายที่กำลังจะมาถึงตัวและทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ชอบความเป็นปุถุชนคนธรรมดาของตัวละครพระเอกอย่างหมอ Bennet Omalu มากๆ ที่ชีวิตก็แค่พยายามทำไปตามหน้าที่ของอาชีพหมอแบบพกจรรยาบรรณไว้เต็มกระเป๋า ดูไม่ได้มีเป้าหมายที่จะเป็นฮีโร่สุดโต่งหรือทำตัวเป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคมอะไร แล้วสุดท้ายเขาก็ต้องยอมจำนนต่ออำนาจมาดร้ายที่อาจจะทำลายอนาคตครอบครัว และรักษาความฝันที่ตัวเองอยากจะเป็นประชาชนคนอเมริกันเอาไว้ ถอยห่างออกมาทำเป็นว่าไม่ใช่เรื่องกงการอะไรของเขา ไม่ได้ทำเพราะทนงที่จะได้เป็นคนสัญชาติอเมริกัน แต่เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นตามความต้องการแรกเริ่มที่อพยพมาอยู่ต่างถิ่นก็เท่านั้นเอง ที่มา

รีวิวหนัง Blood Red Sky ฟ้าสีเลือด การกำกับของ Peter Thorwarth

รีวิวหนัง Blood Red Sky ฟ้าสีเลือด การกำกับของ Peter Thorwarth

รีวิวหนัง Blood Red Sky ฟ้าสีเลือด | จี้เครื่องบินแต่ดันเจอแวมไพร์  ไอเดียเดิมที่เพิ่มความแปลกใหม่เข้ามา คนร้ายจี้เครื่องบินแต่ดันเจอมาผู้โดยสารที่เป็น แวมไพร์ดูดเลือด

Blood Red Sky ฟ้าสีเลือด หนังแนวสยองขวัญจากงานสร้างของ Netflix เยอรมัน เรื่องราวสยองขวัญ บนเครื่องบินที่ชวนระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ พร้อมสอดแทรกปมดราม่าสะเทือนใจไว้ควบคู่กันด้วย

 

หนังแนวแวมไพร์ ที่ห่างหายไปนานหลังกระแสหนังซอมบี้เป็นเทรนด์ฮิตกว่า ซึ่งเรื่องนี้แม้จะออกตัวว่าเป็นแวมไพร์ แต่ก็มีส่วนผสมของซอมบี้เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเห็นได้ชัด โดยใช้สถานการณ์ในที่จำกัดบนเครื่องบินมาบีบคั้นให้เรื่องน่าตื่นเต้นเข้าไปอีก แบบเดียวกับหนังงูบนเครื่องบินอย่าง Snakes on a Plane ซึ่งพล็อตเรื่องที่ว่าด้วยกลุ่มโจรจี้เครื่องบิน แต่ต้องมาเจอกับผู้โดยสารที่เป็นแวมไพร์ ก็เป็นอะไรที่ดูน่าสนใจมาก แต่ปัญหาคือการเล่าเรื่องในที่จำกัดแบบนี้จะสามารถสร้างฉากระทึกได้มากแค่ไหน แถมนี่ยังเป็นหนัง Original Netflix แท้ๆ จากผู้สร้างชาวเยอรมันอีกด้วย ซึ่งก่อนดูก็แอบห่วงอยู่ว่าจะไม่ไหวตามสไตล์หนังเน็ตฟลิกซ์ที่ไอเดียอาจจะดี แต่ทุนต่ำจนทำอะไรมากไม่ได้ แต่หลังได้รับชมต้องบอกเลยว่ากลับทำได้มากกว่าที่คิดไว้ซะอีกครับ

รีวิว Blood Red Sky หนังแวมไพร์สไตล์ซอมบี้ในที่จำกัดบนเครื่องบินที่ชวนระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ (ไม่สปอยล์) 1ถึงหนังเรื่องนี้จะเปิดตัวแบบขัดเจนว่าเป็นแนวสยองขวัญเหนือธรรมชาติตั้งแต่ทีเซอร์แรก แต่บทของโจรจี้เครื่องบินก็ไม่ได้ทำออกมาแบบมักง่ายให้พอผ่านๆ เพื่อไปเล่นเรื่องแวมไพร์อย่างที่เข้าใจกัน ยิ่งสมัยนี้สายการบินทั่วโลกออกกฎปิดช่องทางการก่อการร้ายบนเครื่องบินไว้รัดกุมมาก จนทำให้แค่คิดบทว่าจะจี้เครื่องบินยังไงให้สมจริงก็ยากแล้ว แต่บทของโจรในเรื่องนี้ก็ยังหาช่องทางจี้เครื่องบินให้สมจริงน่าเชื่อถือได้ เริ่มตั้งแต่อาวุธที่หลุดรอดการตรวจขึ้นเครื่องได้คืออะไร ปืนเอามาจากไหน (ในเรื่องมีปืนสองกระบอก) แรงจูงใจคืออะไร การหนีเอาตัวรอดจากเครื่องบินจะทำยังไง ซึ่งถ้าตัดแวมไพร์ออกไปนี่ก็เป็นหนังอาชญากรรมจี้เครื่องบินที่เขียนบทมาดีเลย ทุกอย่างเป็นไปได้ และยังมีจุดที่กึ่งๆ ปลายเปิดให้คนดูคิดกันเองด้วยว่าแรงจูงใจที่แท้จริงของพวกนี้คืออะไร ซึ่งดูสมเหตุผลกว่าการจี้เครื่องบินเพื่อเรียกค่าไถ่หรือจี้เพื่อก่อวินาศกรรมเพียงอย่างเดียว แถมหนังก็ยังสร้างให้โจรพวกนี้โหดแบบไม่มีปราณี มีฉากต่อรองฆ่าตัวประกันแบบโหดๆ แบบไม่มียั้งมือเลย แบบนับ 1-3 ยิงทิ้งทันที ทำให้เรื่องดูโหดสมจริงมากขึ้นไปอีก และมีที่พิเศษนิดๆ คือดาราที่มาเล่นเป็นหัวหน้าโจรกลุ่มนี้คือ Dominic Purcell จากบท Lincoln Burrows พี่ชายของสกอฟิลด์ตัวเอกในซีรีส์ดัง Prison Break นั่นเอง ซึ่งลุคกับอะไรหลายๆ ก็เหมาะเจาะมาก ชวนให้คิดถึงบทเดิมที่แจ้งเกิดเขา แต่น่าเสียดายที่บทในเรื่องนี้เขาไม่ได้เป็นตัวร้ายหลักของเรื่องเท่านั้น

รีวิว หนังแวมไพร์สไตล์ซอมบี้ในที่จำกัดบนเครื่องบินที่ชวนระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ (ไม่สปอยล์) 2
Dominic Purcel ที่คนดูซีรีส์คงจำกันได้ดีจากแหกคุกนรก

เมื่อบทของกลุ่มโจรสร้างมาโหดได้สมจริง ส่วนของแวมไพร์ก็ต้องยิ่งโหดกว่า เพราะนี่เป็นเมนหลักของเรื่องนี้ที่เป็นแนวสยองขวัญเลือดสาด แต่หนังเรื่องนี้เลือกวางตัวเองเป็นแนวกึ่งสยองขวัญผสมดราม่า (แม้จะเลือดสาดมากตลอดเรื่อง) ให้แม่ของเด็กในเรื่องยอมเปิดเผยตัวเองว่าเป็นแวมไพร์ต่อสู้กับโจรเพื่อปกป้องลูก ไม่ใช่ปกป้องชีวิตผู้โดยสารทั้งลำ และก็เลือกวิธีเอาตัวรอดแบบที่ดูเห็นแก่ตัวบ้าง แต่ก็เพื่อให้ลูกรอดเป็นสิ่งสำคัญแรกสุดมากกว่าชีวิตตัวเอง ซึ่งถือว่าบทเขียนมาดีมากในมุมที่สมเหตุผลกับสถานการณ์ตัดสินชีวิตแบบนั้น โดยมีการตัดสลับย้อนกลับไปยังจุดกำเนิดความเป็นแวมไพร์ของเธอในระหว่างที่จัดการพวกโจรด้วยเป็นระยะๆ เข้ากับเหตุการณ์ในปัจุบันที่เธอกำลังประสบอยู่ด้วย ทำให้มีเรื่องราวเล่านอกเครื่องบินมาช่วยเสริมรายละเอียดให้แน่นขึ้น โดยยังคงรายละเอียดแทบทุกอย่างของแวมไพร์แบบดั้งเดิมไว้หมด และก็ปรับปรุงให้ดูทันสมัยเข้ากับเรื่องราวในหนัง ตั้งแต่ต้นกำเนิดว่าใครทำให้เธอกลายมาเป็นแวมไพร์ วิธีฆ่าแวมไพร์ที่ยังคงเดิมตรงโดนของแหลมปักหัวใจถึงตาย การแพ้แสงอาทิตย์ ที่ใส่เรื่องประยุกต์ใช้ไฟฉายแสงอุลต้าไวโอเลตเข้ามาแทนได้อย่างมีเหตุผล การที่นางเอกเลือกเดินทางกลางคืนยาวนานจากเยอรมันไปอเมริกาเพื่อหลบแสงอาทิตย์ ตัวเรื่องก็เอาจุดนี้มาเป็นไฮไลท์สำคัญเรื่องการบินในโซนเวลาที่มืดเสมอได้ตลอดเรื่องด้วย คล้ายๆ ซีรีส์ Into the Night ของ Netflix และก็เป็นจุดเปิดเรื่องกับจุดปิดท้ายเรื่องที่แสงอาทิตย์มีความสำคัญกับความเป็นความตายของตัวละครในเรื่องทั้งหมดด้วย ซึ่งทำออกมาได้ลุ้นระทึกมากจนนาทีสุดท้ายของเรื่องเลย แต่แอบเสียดายนิดนึงว่าหนังสามารถทำต่อหรือทิ้งเชื้อไว้ต่อได้อีก แต่กลับเลือกจบสมบูรณ์ในตัวเลยจนน่าเสียดายนิดๆ

รีวิว หนังแวมไพร์สไตล์ซอมบี้ในที่จำกัดบนเครื่องบินที่ชวนระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ (ไม่สปอยล์) 3สิ่งที่แวมไพร์ในเรื่องนี้เหมือนซอมบี้ก็คือการติดเชื้อในแบบเดียวกัน แค่โดนกัด หรือแค่รอยแผลถากๆ ก็สามารถติดเชื้อกลายเป็นแวมไพร์ได้ในทันที ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าแนวหนังซอมบี้มันมีอิทธิพลมากในปัจจุบัน การที่ปรับให้แวมไพร์ติดเชื้อกันทันทีแบบนี้มันดูลุ้นระทึกกว่า และยังมองว่าหนังเรื่องนี้เป็นแนวกึ่งๆ ซอมบี้ก็ยังได้ แถมยังน่ากลัวกว่าด้วยที่แวมไพร์รวดเร็วว่องไว แข็งแกร่งกว่าซอมบี้มาก แต่หนังก็ไม่ได้ทำให้นางเอกดูเป็นอมตะไล่ฆ่าพวกโจรได้ง่ายๆ โดยใส่จุดอ่อนเรื่องการใช้เลือดเพิ่มพลังเอาไว้ว่าต้องหาเลือดกินเป็นระยะๆ ถ้าบาดเจ็บก็อ่อนแรงลงทันที ต้องหาเลือดมากินใหม่เพื่อฟื้นฟูร่างกาย รวมถึงตัวนางเอกก็ต้องมียาช่วยคุมสติหรือปรับสภาพในขณะที่เป็นแวมไพร์ด้วย (ยา Cytarabine ไว้รักษามะเร็งฉับพลัน) ไม่งั้นก็จะกลายเป็นแวมไพร์สมบูรณ์แบบที่ไล่ฆ่าคนไม่เลือก จำลูกตัวเองไม่ได้ กลายเป็นหายนะยิ่งกว่าโจรเข้าไปอีก และตัวเรื่องก็ยังเอาการติดเชื้อตรงนี้ไปใส่ไว้กับพวกโจรด้วย ทำให้ช่วงหลังของเรื่องเป็นการปะทะกันของแวมไพร์ที่พึ่งกลายร่างสดๆ มาไล่ฆ่านางเอกกับลูก และก็มีเป็นฝูงในตอนท้ายเรื่องที่ใกล้เคียงแนวหนังซอมบี้มากขึ้นไปอีก โดยหนังใช้ทุกส่วนของเครื่องบินทั้งลำเป็นฉากสยองขวัญในที่จำกัดได้อย่างคุ้มค่ามาก

รีวิว  หนังแวมไพร์สไตล์ซอมบี้ในที่จำกัดบนเครื่องบินที่ชวนระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ (ไม่สปอยล์) 4และที่ต้องชมมากคือหนังสยองขวัญเรื่องนี้ไม่มีตัวละครอ่อนเหตุผลหรือไร้ประโยชน์กับเรื่องเลย ทุกตัวละครที่วางมามีเหตุมีผลกับเรื่องทั้งหมด เด็กในเรื่องก็เป็นตัวเอกที่ไม่ได้เป็นภาระของเรื่อง เป็นตัวเอกจริงๆ ที่มีบทบาทในการแก้ไขสถานการณ์ได้ แต่เลือกยึดติดช่วยแม่มากกว่าอย่างอื่น (ตรงข้ามกับแม่ที่ทำทุกอย่างเพื่อลูกไม่สนใจคนอื่นเช่นกัน) โดยมีคนอิสลามมาเป็นตัวเอกอีกคนที่สำคัญกับเรื่องในแง่ภาพลักษณ์ติดลบที่ถูกมองว่าโจรก่อการร้ายมักเป็นอิสลามไว้ก่อน โจรเองก็มีตัวร้ายโรคจิตที่ฉลาดสูสีต่อกรกับนางเอกได้ ตัวละครผู้โดยสารในช่วงวิกฤตอย่างนักศึกษาการบินที่มาขับเครื่องบินแทน ก็มีเหตุผลที่มาที่ไปว่าไม่ใช่บังเอิญมาอยู่บนเครื่องได้แบบที่หนังเรื่องอื่นมักชอบใช้กัน แม้แต่ตัวละครแนวสติแตกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ยังมีผลสำคัญกับเรื่องโดยไม่ได้ทำให้รู้สึกน่ารำคาญแม้แต่น้อย

รีวิว หนังแวมไพร์สไตล์ซอมบี้ในที่จำกัดบนเครื่องบินที่ชวนระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ (ไม่สปอยล์) 5 จุดด้อย ของเรื่อง ก็อาจจะเป็น ที่เรื่องเลือก เอาตอนใกล้ จบเครื่อง ลงจอด แล้วมา เป็นจุด เริ่มเรื่อง ซึ่งในแง่การเล่าเรื่องย้อนกลับมัน ก็ทำให้ผู้ชม ได้เห็น จุดระทึก สุดท้าย นำมาก่อน แล้วค่อยย้อน ไปดูต้นเหตุ อาจจะมอง ว่าดีก็ได้ แต่มองว่า ไม่ดีก็ได้เช่นกัน เพราะเมื่อเรื่อง เลือกเปิดเผย เลยว่าใคร คือคน รอดตาย ตอนท้ายตั้งแต่แรก ทำให้ระหว่างทาง ไม่มีลุ้น กับการตาย ของตัวละครหลักไปทันที

อีกจุด ก็คือเมื่อตัวเรื่อง เลือกเป็น แนวสยองขวัญ ผสมดราม่า แม่ลูก ในซีนดราม่า ที่แม่ต้อง แสดงอารมณ์ ผ่านการแมคอัพ หน้าตา เป็นแวมไพร์ มันเลยดูอินยากกว่าปกติ เพราะแวมไพร์ ในเรื่องก็ ออกแนวสัตว์ประหลาดไปเลย คือหัวโล้น หูแหลม มีเขี้ยวงอก ไม่ใช่แวมไพร์ แบบหน้าตา เหมือนมนุษย์ แบบที่ หลายเรื่องใช้กัน แต่ไม่ใช่ดาราแสดงไม่ดี (นักแสดงที่รับบทชื่อ Peri Baumeister ) แต่มันไม่สามารถ ที่จะทำได้ แบบนั้น นอกจากใช้ ท่าทางการ แสดงออก เป็นหลัก ไม่ค่อยพูด ด้วยเพราะกลายร่าง แล้วขาด สติบ่อย ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่าตัวเรื่องกับนักแสดงพยายามมากที่สุดแล้ว แต่ดีที่นักแสดงเด็กส่งอารมณ์กลับมาได้ดี ทำให้เรารู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นนี้อยู่ (ในเรื่องลูกรู้อยู่แล้วว่าแม่เป็นแวมไพร์และก็พยายามหาทางช่วยกับบอกคนอื่นเพื่อปกป้องแม่)

นี่เป็นหนัง Original Netflix ที่พล็อตเรื่องที่เจ๋ง และใช้ทั้งงบและพื้นที่จำกัดได้อย่างคุ้มค่ามากจริงๆ จนน่าจะช่วยลบคำสบประมาทว่าหนัง Netflix ทำเองมักห่วยลงได้เรื่องหนึ่งเลยล่ะ ซึ่งจริงๆ ผู้เขียนคิดว่าเน็ตฟลิกทำหนังทุนน้อยได้ตามระดับของมันมากกว่าดีบ้างแย่บ้างปนกัน เฉลี่ยจริงๆ ก็พอกับหนังโรงที่ผิดหวังก็เยอะ แต่อาจจะไม่ได้เข้าไทยให้ดูกันเท่านั้น (มาลงเน็ตฟลิกซ์ก็หลายเรื่อง) แต่เรื่องนี้ทุนน้อยกลับทำได้มากเกินคาดจนดูเป็นหนังลงโรงขายทั่วโลกเลยก็ยังได้ครับ ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่ากับการรับชมมากครับ

สรุป

หนังแนวสยองขวัญดราม่าของ Netflix ที่พล็อตเรื่องชวนดูมากๆ และก็เซอร์ไพร์ที่ไม่ใช่แค่ไม่ผิดหวัง แต่ได้มากกว่าที่หวังไว้มากด้วย ในแง่ของทุนสร้างจำกัดกับการเล่นไอเดียโจรจี้เครื่องบิน vs.แวมไพร์ในที่จำกัดได้อย่างคุ้มค่ามาก โดยมีทั้งความโหดดิบผสมกับดราม่าความสัมพันธ์แม่ลูกที่ชวนรันทดสะเทือนใจ และก็ยังมีความเหมือนหนังซอมบี้แต่มาในคราบแวมไพร์ที่โหดกว่าด้วย

จุดเด่น

เล่นฉากสยองขวัญในที่จำกัดบนเครื่องบินได้อย่างคุ้มค่ามาก
ไอเดียโจรจี้เครื่องบิน vs.แวมไพร์ ที่ไม่ใช่สู้กันแบบทื่อๆ
ใส่รายละเอียดของแวมไพร์ในรูปแบบทันสมัยขึ้น แต่ก็ไม่ทิ้งจุดคลาสสิคดั้งเดิมไปด้วย
ตัวละครทุกคนมีบทบาทสำคัญกับการเดินเรื่อง
บทเด็กในเรื่องไม่ใช่ภาระ แต่เป็นตัวละครหลักที่ช่วยแก้ปัญหาตลอดเรื่อง นักแสดงเล่นดีมาก
ความโหดดิบทั้งโจรทั้งแวมไพร์เลือดสาดกันทั้งคู่
มีเสียงพากย์ไทย (แต่อย่าดูเสียงเด็กแย่มาก)

จุดด้อย

ฉากเปิดเรื่องที่เริ่มจากตอนเกือบจบ ทำให้รู้ว่ามีตัวละครไหนรอดตายตั้งแต่แรกจนหมดลุ้นไปเยอะ
ฉากดราม่าของแม่ผ่านเมคอัพหน้าตาแวมไพร์ทำให้ดูแล้วอินยากหน่อย
บางจุดดูคลุมเครือไม่ได้เล่าออกมาตรงๆ อาจจะทำให้คนดูตีความไม่ตรงจริง หรือไม่เข้าใจเลยก็ได้
จบแบบไม่มีทิ้งเชื้อทำต่อเลย ผิดสูตรหนังสยองขวัญ (แอบเสียใจ T_T อยากดูต่ออีก)

 

วิธีการเล่าของหนังที่ทำให้ยังติดตามไปได้จนจบเรื่อง

จากนั้น หนังก็พาเราย้อนกลับไปเล่าเหตุการณ์ก่อนหน้า สลับไปสลับมากับเหตุบนเครื่องบิน เล่าย้อนไปถึงวันที่ครอบครัวยังอยู่กันพร้อมหน้า และต้นสายปลายเหตุของการมีเลือดแวมไพร์ไหลเวียนทั่วร่าง ทำให้เราซึมซับและรู้จักกับแม่ลูกคู่นี้ให้มากที่สุด ก่อนจะกลับมาเล่าเรื่องบนเครื่องบิน ก่อนที่มันจะไปบรรจบกับฉากแรกของหนังแล้วจัดการเล่าเรื่องต่อ เป็นวิธีการเล่าเรื่องที่หนังในยุคนี้ชอบใช้กัน เพราะมันทำให้คนดูรู้สึกสนุกไปกับหนังได้ตลอดเวลา

หนังป้อนข้อมูลแบบไม่ตามเวลา ทำให้คนรู้ผลของเหตุการณ์แล้วเสี้ยวหนึ่ง กับอีกหลายส่วนที่ยังไม่รู้ ต้องค่อยๆ ติดตามกันไป แถมเมื่อหนังเล่ามาบรรจบถึงฉากแรกแล้ว ก็ยังมีอะไรอีกที่คนยังไม่รู้

นั่นแหละ ทำให้อรรถรสในการดูหนังไม่ดร็อปลงไประหว่างทาง

เด็กฉลาดที่พาให้เรื่องไปกันใหญ่ แถมช่วยคลี่คลายให้อีกด้วย
ผู้เขียนบทหนังเลือกให้อีเลียสเป็นเด็กชายที่มีความเฉลียวฉลาด เขาเช็คอิน โหลดกระเป๋า พาแม่ไปยังที่นั่ง ทั้งยังอธิบายกับฟาฮิด (Kais Setti) ชายหนุ่มที่ร่วมโดยสารลำเดียวกันว่าพวกเขาจะไปถึงในเวลาเช้าด้วย แน่นอนว่า ผู้ชมคงต้องเพ่งเล็งเด็กชายคนนี้ไว้มากหน่อย แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ อีเลียสมีบทบาทสูงมากในหนังเรื่องนี้

หลายคนอาจไม่ชอบใจในตัวละครนี้ เพราะอาจรู้สึกว่าเป็นเพราะเขาจึงเกิดเรื่องยุ่ง แต่เพราะตัวละครตัวนี้ฉลาดแบบเด็กๆ และความรักที่เขามีต่อแม่นี่แหละที่สร้างเรื่องราวให้คุณติดตามไปจนจบ ผมจึงไม่ได้มองว่าอีเลียสเป็นตัวละครน่ารำคาญอะไร ตรงกันข้าม นอกจากเขาจะทำให้เกิดเรื่องราวขึ้นแล้ว เขายังเป็นตัวละครสำคัญที่ช่วยให้เรื่องทุกอย่างคลี่คลายลงได้

ก็ด้วยความฉลาดของเขานี่แหละครับ

ขณะเดียวกัน หนังก็ใส่บทตัวร้ายที่มีอาการทางจิตเข้ามาด้วย เป็นพวกบ้าระห่ำ ทำอะไรไม่ยั้งคิด แถมยังชอบแสดงออกแบบโอเวอร์แอคติ้งอีกด้วย

ไอเดียน่าสนใจ หนังก่อการร้ายบนเครื่องบิน..ที่มีแวมไพร์ดูดเลือด!
อันที่จริง เราก็คงจะเคยเจอกันมาแล้ว กับหนังจี้เครื่องบินที่มีพล็อตแม่ผู้ต้องช่วยชีวิตลูก แต่ครั้งบทแม่ไม่ใช่แค่คนธรรมดา หรือแม้แต่นักสืบ-ตำรวจที่มีฝีมือฉกาจ หากเป็นแม่ที่มีเลือดแวมไพร์อยู่ในตัวและกำลังบินไปเพื่อรักษา แต่กลับต้องมาอยู่บนเครื่องบินที่มีผู้ก่อการร้าย สุดท้าย เธอก็ต้องใช้ความเป็นแวมไพร์ช่วยเหลือลูกน้อยเอาไว้

หนังมีความผสมผสานความเป็นหนังอาชญกรรม แต่กลับมีแฟนตาซีแบบสยองขวัญด้วยไอเดียแวมไพร์ ดำเนินเรื่องที่พลิกผันไปมาในแนวๆ ระทึกขวัญ แต่แม้จะเล่าให้เรารู้ถึงเรื่องราวในอดีตของแม่ลูก แต่ก็กลับไม่ได้อินอะไรในจุดนั้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะน่าชื่นชมที่หนังมีไอเดียที่ดี แต่ก็ทำได้แค่สนุกพอประมาณ คือพาชวนลุ้นตื่นเต้นไปได้บ้าง มีบทตัวร้ายที่ดูแปลกๆ (นัยว่าพยายามสร้างสีสันและสร้างคำอธิบายพฤติกรรมประหลาดไปในตัว) กับการกระทำของตัวละครที่บางครั้งก็ดูไม่สมเหตุสมผล แต่ก็ชักชวนเราได้ติดตามไปจนถึงบทสุดท้ายของหนังได้ในที่สุด

 

ดูหนังไทย