รีวิว การกลับมาของซีซั่น 8 Game of Thrones season 8 มหาศึกชิงบังลังก์

Game of Thrones season 8 รีวิว จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อ The Walking Dead มาเยือน Winterfell? จะรอดหรือไม่มาลุ้นกันตอนต่อตอน

รีวิว การกลับมาของซีซั่น 8 Game of Thrones season 8

การกลับมาของซีซั่น 8 ซึ่งเป็นซีซั่นสุดท้ายและมีจำนวนตอนน้อยที่สุดเพียง 6 ตอนเท่านั้น ถือเป็น การปิดฉากซีรีส์ ที่เรียกได้ว่าดังมากที่สุดอันนึงในประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ครับ

เมื่อทุกคนมีศัตรูร่วมกัน จากความขัดแย้ง ฆ่าฟันกันแบบบ้าเลือด ก็ต้องหันมาจับมือต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด การต่อสู้ครั้งนี้มีความอยู่รอดของมนุษย์เป็นเดิมพัน และถ้าหากพ่ายแพ้ก็คงไม่เหลือมงกุฎให้ชิงกันอีกต่อไป ในตอนสุดท้ายนี้เราจะได้เห็นตัวละครหลักกลับมาพร้อมกับความเก๋าที่เพิ่มขึ้นอย่าง Arya Stark และ Jon Snow รวมถึงเจ้าแม่มังกรสุดเอ็กซ์อย่าง Daenerys Tagaryen ขวัญใจหนุ่มๆทั้งในและนอกจอ

หากใครจำตอนจบของซีซั่น 7 ได้ (สปอยล์)

Winterfell

เข้มข้นดุดันสำหรับตอนแรกของซีซั่น 8 หลังจากที่ Jon พากองทัพแปลกหน้ามาที่ Winterfell เพื่อร่วมต่อสู้กับกองทัพซอมบี้ White Walker ชาวเมืองรวมถึงน้องสาวของตัวเองก็ดูจะไม่ค่อยเชื่อใจเจ้าแม่มังกร Daenerys มากนัก เลยทำให้เปิดมาก็เกิดการขัดแย้งกันแล้ว

ตอนแรกยาวประมาณ 50 นาที ส่วนมากเป็นการนำเสนอถึงการกลับมาเจอกันของตัวละครที่บางคนห่างหายกันไปนานมาก ยังไม่มีฉากบู๊อะไรให้ดู แต่ตัวซีรีส์ก็เริ่มสร้างอารมณ์ให้เราเริ่มค่อยๆซึ่มซับถึงปัญหาที่หมักหมมมานานของสงคราม รวมถึงเริ่มโหมให้เราเตรียมตัวลุ้นกับศัตรูที่กำลังย่างกรายเข้ามาในอีกไม่ช้า

ดูจบนี่ลุ้นอยากดูตอนสองแล้ว ใครอากรู้ เนื้อเรื่องย่อ อ่านได้ในสปอยล์ด้านล่างเลย

 

 

เนื้อเรื่องย่อ ตอน Winterfell (สปอยล์)

A Knight of the Seven Kingdoms

เป็นตอนที่ไม่ค่อยมีแอ็คชั่นอะไรมาก เอ…หรือเรียกว่าไม่มีเลยดีกว่า ในตอนที่สองนี้ยังคงจะเป็นเรื่องราวและดราม่าระหว่างมนุษย์กันอีกตอน แทนที่ฉากแอ็คชั่น เราจะได้เห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลักหลายตัว รวมถึงการเตรียมการต่อกรกับ White Walker

จุดเด่นของตอนนี้สำหรับผมคือเนื้อหาในส่วนของ Arya Stark ที่คุณจะได้เห็นเธอในอีกแง่ของความเป็นผู้หญิง นอกนั้นถือว่าตอนที่ 2 นี้ค่อนข้างช้าครับ แต่ไม่ถึงกับน่าเบื่อ มีดราม่าให้เสพบ้างทางนั้นทีทางนี้ที

 

 

เนื้อเรื่องย่อ ตอน A Knight of the Seven Kingdoms (สปอยล์)
game of thrones season 8

The Long Night
อื้อหือ ผมขอแอ็คชั่นไว้ตอนที่แล้ว ตอน 3 เลยจัดมาให้เต็มๆ ชั่วโมงครึ่ง จะว่าไป ผมไม่ได้ดูซีรีส์อะไรที่ทั้งตอนต้องลุ้นตั้งแต่นาทีแรกยันนาทีสุดท้าย พีคมากจริงๆสำหรับตอนนี้ แล้วก็ยากมากจริงๆที่จะไม่สปอยล์ เอาเป็นว่าผมขอรีวิวคร่าวๆส่วนใครอยากรู้ไปอ่านในเนื้อเรื่องย่อท้ายรีวิวนะครับ

ในตอนนี้เราจะได้เห็นการต่อสู้อันดุเดือดของตัวละครสำคัญใน Game of Thrones และแน่นอนว่าการต่อสู้ใหญ่ขนาดนี้ ต้องมีตัวละครที่เราชอบล้มหายตายจากไปบ้าง แต่จะเป็นใครอันนี้ขอไม่สปอยล์นะครับ

นอกจากแอ็คชั่นที่ดุเดือดเลือดพล่านแล้ว บทตัวละครก็เข้มข้นไม่แพ้กัน ผมชอบการนำเสนอความสัมพันธ์อันแน่แฟ้นของตัวละครที่เคียงบ่าเคียงไหล่กันมานานในตอนมหากาพย์นี้ ดูแล้วซึ้งตรึงใจ ตัวละครบางตัวผมเกลียดมาก แต่มาถึงตอนนี้ผมกลับชอบแทน

 

เรื่องย่อ The Long Night (สปอยล์)

The Last of the Starks
ตอนที่แล้วสู้กับคนตาย ตอนนี้ก็มาสู้กับคนเป็นต่อ กลับเข้าสู่ดราม่าและการดำเนินเรื่องแบบ Game of Thrones ที่เราคุ้นเคยกันอีกครั้ง ตอนนี้ยาวใกล้เคียงกับตอนที่แล้ว และความเข้มข้นนั้นถึงจะไม่เท่ากับ The Long Night แต่ผมชอบตอนนี้ไม่แพ้กันเพราะซีรีส์ดึงเรากลับมาสู่ตัวตนของ GoT อีกครั้ง

ตอนจบตอนทำได้น่าติดตามชนิดที่ผมนี่อยากจะเร่งเวลาให้ข้ามไปถึงอาทิตย์หน้าเดี๋ยวนี้เลย เพราะด้วยความที่จบให้เราอยากรู้มากว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป ช่วงต้นเรื่องอาจจะช้าไปหน่อยแต่ก็บิ้วด์ความสนุกกลับมาได้เร็ว เหมือนจะได้พักจากแอ็คชั่นบีบคั้นหัวใจ แต่ความเข้มข้นและลุ้นของตอนนี้ก็ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

 

เนื้อเรื่องย่อ ตอน The Last of the Starks (สปอยล์)

 

The Bells
เก็บความแค้นมาเต็มเปี่ยม ไม่ใช่แค่ Daenerys นะครับ ผมเองก็ด้วย มันแบบอินมาเลยตั้งแต่ตอนที่แล้ว อยากรู้ว่าเจ้าแม่มังกรจะทำยังไงกับ King’s Landing และราชินีสุดเหี้ยมที่เธอเกลียดนักเกลียดหนา ความเข้มข้นของตอนนี้ก็ไม่ได้แพ้กับตอนอื่น แต่บางโมเม้นต์ดูเหมือนมันจะจบรวบรัดดูง่ายไป

โดยรวมผมชอบครับ สนุก ตื่นเต้น ลุ้นกันตั้งแต่เริ่มเรื่องยันจบ มีหักมุมให้ได้สนุกกันพอหอมปากหอมคอ ไม่ถึงกับยูเทิร์นซะทีเดียว ดูตอนนี้ทำให้ผมลืมตอนที่ต้องสู้กับกองทัพซอมบี้ไปสนิท เหมือนเป็นอดีตที่ผ่านมานานมากแล้ว…

 

เนื้อเรื่องย่อ ตอน The Bells (สปอยล์)

The Iron Throne
และแล้วก็มาถึงตอนจบแบบจบจริงๆเสียที กับมหากาพย์ภาพยนตร์ชุดสุดฮิต อย่าง Game of Thrones สำหรับตอนจบนี้ให้ทั้งความรู้สึกที่ดีกับความผิดหวังไปพร้อมๆกัน ในส่วนของเนื้อเรื่องที่รวบรัดมากเกินไปในบางจุด เข้าใจว่าต้องการให้จบไว แต่ถึงจะสั้นแต่ก็สื่ออารมณ์ได้ดีอยู่ครับ

เอาเป็นว่าอย่าคาดหวังอะไรมากนักในตอนจบนี้ มันเป็นเพียงบทสรุปที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขของอาณาจักรทั้งหมด และสำหรับบางคนมันคือการหักมุมที่อาจจะยอมรับไม่ได้ ถึงแม้จะขัดใจคนดูอย่างผม แต่ต้องยอมรับว่าเป็นตอบจบที่ดีแล้วกับทุกฝ่ายครับ ซึ่งผมก็คิดว่าหลายคนน่าจะเดาถูกซักประมาณ 90% ส่วนที่เหลือก็เอาไว้ให้แปลกใจเล่น ใครที่รอดูแบบรวดเดียวจบก็ได้เวลาแล้ว

Tyrion ในขณะที่กำลังช็อคกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาเริ่มได้สติและสำรวจความเสียหายของเมือง อย่างแรกที่เขาอยากรู้เลยคือ ชะตากรรมของ Jaime และ Cersei

Jon พยายามห้ามไม่ให้ฆ่าทหารที่ยอมจำนน แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ยิ่งทำให้เขาขุ่นเคืองมากขึ้น

Tyrion ได้พบศพของ Jaime และ Cersei นอนกอดกันใต้ซากปรักหักพังใต้ดิน

Daenerys ประกาศต่อหน้ากองทัพของเธอว่า เธอจะปลดปล่อยโลกจากผู้นำที่ชั่วร้าย ทำให้ Tryrion ลาออกจากการเป็นมือขวาของเธอ หลังจากนั้นเขาถูกจับไปขัง

Jon เข้าไปเยี่ยม Tyrion และ Tyrion พยายามบอก Jon ว่า Daenerys จะเป็นอันตรายต่อทุกคน แต่ Jon ก็ยังคงไม่ยอมลดความเชื่อมันในตัวเธอ ก่อน Jon ออกจากห้องขัง Tyrion ได้บอกกับ Jon ว่าน้องสาวของ Jon จะไม่ยอมก้มให้ Daenerys แน่นอน

Daenerys เดินไปที่ Iron Throne และสัมผัสมันพร้อมกับแววตาแห่งชัยชนะ ขณะที่ Jon ยืนดูเธออยู่

Daenerys เข้ามาสวมกอด Jon และบอกกับเขาว่าเราสามารถเป็นผู้นำคู่กันได้ และจังหวะนั้นเอง Jon ตัดสินใจแทง Daenerys จนตาย

มังกรของเธอตัวสุดท้ายได้บินขึ้นมาและเมื่อรู้ว่าแม่ของมันได้เสียชีวิตแล้ว มันโกรธและได้เผาทำลาย Iron Throne ด้วยไฟของมันจนหลอมละลายไม่เหลือเค้าเดิม

Jon ถูกจับไปขังและเหล่าผู้นำที่เหลือก็มาประชุมและหารือกัน Tyrion กำลังถูกนำตัวมาลงโทษ ได้เสนอให้ Bran ขึ้นเป็นกษัตริย์และให้กษัตริย์องค์ต่อไปเกิดจากการเลือก ไม่ใช่สืบสายเลือด ทุกคนโหวตให้ Bran แต่ Sansa ขอ Bran ไว้ว่า ทางเหนือจะเป็นรัฐอิสระไม่ขึ้นกับใคร

Bran ตกลง Sansa จึงยอมรับให้ Bran ขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครอง Six Kingdoms แทน Seven Kingdoms เดิม (ทางเหนือขอเป็นอิสระ) Bran ยอมรับแม้ว่าเขาเองก็ไม่ได้อยากจะเป็น

และเขาก็เลือก Tyrion ให้มาเป็นที่ปรึกษา ทุกอย่างเป็นอันสงบ

เนื่องจาก Jon ฆ่า Daenerys ทำให้กองทัพของเธอไม่พอใจ เพื่อที่จะให้ไม่เกิดความขัดแย้ง จึงตกลงกันว่าจะให้ Jon กลับไปอยู่ Night’s Watch เพื่อให้เขาไม่ต้องได้รับโทษ แต่ก็ให้อภัยโทษไม่ได้ เนื่องจากจะไปขัดแย้งกับกองทัพของ Daenerys

Jon จึงต้องบอกลาพี่น้องของเขาแล้วกลับไปยัง Night’s Watch ไปทำหน้าที่เดิมที่เขาเคยทำ

Bran เริ่มงานในฐานะกษัตริย์ โดยให้ Tyrion นัดประชุมและสรุปสิ่งที่ต้องทำ พวกเขาก็คุยกันอย่างผ่อนคลายและดูเหมือนว่ามันจะไปได้ดี  ดูหนังออนไลน์ไทย

รีวิวหนัง THE TOMORROW WAR สงครามแห่งอนาคต แอ็กชั่นไซไฟถล่มเอเลี่ยน

รีวิวหนัง THE TOMORROW WAR สงครามแห่งอนาคต แอ็กชั่นไซไฟถล่มเอเลี่ยน

THE TOMORROW WAR สงครามแห่งอนาคต แนะนำหนังแอ็กชั่นไซไฟ ถล่มเอเลี่ยนฟอร์มยักษ์ที่มาลงใน Amazon Prime พร้อมกับความมันส์ที่การันตีได้ระดับหนังบล็อกบัสเตอร์ของฮอลลีวูด โดยมี Chris Pratt นำแสดง

ทหารในอนาคตเดินทางข้ามเวลามาจากปี 2051 เพื่อบอกข้อความเร่งด่วน อนาคตในอีก 30 ปี มนุษยชาติกำลังจะพ่ายแพ้สงครามในการสู้กับเอเลี่ยน จนประชากรบนโลกเหลือเพียงแค่ 5 แสนคนความหวังเดียวในการรอดชีวิตคือการส่งทหารและพลเรือนไปอนาคตเพื่อร่วมต่อสู้ ตัวเอก แดน ฟอเรสเตอร์ อดีตทหารผ่านศึกจากอิรักถูกเกณฑ์เข้าร่วมรบในศึกแห่งอนาคต ก่อนจะพบความลับบางอย่างที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่จะหยุดสงครามครั้งนี้ได้

อุปกรณ์เดินทางข้ามเวลาจะเป็นปลอกแขนที่ระบุพิกัดของคนสวมตลอดเวลา
หนังแอ็กชั่นไซไฟจากค่าย Paramount Pictures ทุนสร้าง 200 ล้านเหรียญที่ Amazon ทุ่มทุนซื้อมาลงในระบบเป็น exclusive amazon prime เจ้าเดียว ซึ่งหลังจากรับชมก็ต้องบอกเลยว่าคุ้มค่ามาก นี่เป็นงานสร้างหนังแอ็กชั่นไซไฟฟอร์มยักษ์ที่ไม่ค่อยมีบ่อยนัก มีความคล้าย Edge of Tomorrow หนังปี 2014 ของทอมครูสที่เล่นกับเรื่องลูปเวลาในช่วงเอเลี่ยนบุกถล่มโลก แต่เรื่องนี้คือการย้อนเวลามาจากอนาคต แล้วก็บู๊ถล่มเอเลี่ยนในแบบเดียวกัน พร้อมยังคงมีปมเรื่องเส้นเวลาเป็นกุญแจสำคัญในการจบสงครามครั้งนี้เหมือนกันอีกด้วย

อาจจะเรียกว่าได้แรงบันดาลใจมาก็ได้ เพราะโครงเรื่องเอเลี่ยนถล่มโลกยับแล้วมีตัวเอกเป็นกุญแจหยุดยั้งสงครามเหมือนกันมากจริงๆ แต่ว่าพอดูในรายละเอียดของเรื่อง แม้พล็อตเรื่องย่อจะดูโหลๆ แบบใครอ่านก็เดาได้ แต่เนื้อเรื่องจริงๆ เมื่อเริ่มสตาร์ทจากจุดตอนแรกที่เปิดมาเพียงไม่กี่นาทีก็มีเหตุการณ์ที่ทหารจากอนาคตย้อนเวลามาปรากฎต่อสายตาชาวโลก ผ่านการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก จนทำให้ทั่วโลกต้องหยุดทุกอย่างและหันมาร่วมใจเกณฑ์ทหารไปรบในสงครามแห่งอนาคต แต่เรื่องกลับไม่ได้ให้พระเอกต้องกระเหี้ยนกระหือไปรบในทันทีอย่างที่คิด แม้จะมีเกริ่นนำแล้วว่าเขาคือผู้นำอดีตทหารผ่านศึกอิรักที่มีฝีมือเลยก็ตาม

ช่วงครึ่งชั่วโมงแรกเนื้อเรื่องกลับเลือกปูพื้นความสัมพันธ์ครอบครัวพระเอกกับลูกสาว “มูริ” ที่เธอเป็นเด็กวิทย์ตัวน้อยที่รู้ว่าพ่อต้องจากไป กับอีกเรื่องคือพ่อของแดน ที่แดนเองไม่เคยเอ่ยถึงให้ลูกรู้ว่ามีปู่คนนี้อยู่ โดยที่พ่อของแดนเป็นวิศวะที่ต่อต้านรัฐบาล เลือกเฟดตัวเองออกมาใช้ชีวิตลับๆ ซึ่งการปูเรื่องไปที่สองคนนี้เป็นพิเศษทำให้คนดูรู้เลยว่า หนังเรื่องนี้มีอะไรมากกว่าฉากแอ็กชั่นยิงถล่มเอเลี่ยนแน่ๆ

พ่อของตัวเอกที่จะบทบาทสำคัญในภายหลัง

นอกจากนี้ ในช่วงแรก เรื่องยัง พยายามจำลอง ความเป็นไปได้ ของ สถานการณ์ จริงถ้าเกิดเหตุ แบบนี้ ขึ้นมา UN จะเป็นยังไง อเมริกา และ ประเทศอื่นๆ จะมีท่าที ยังไง สังคมที่จู่ๆ มีคนถูกส่งไปตายอย่างสิ้นหวังเรื่อยๆ จะเกิดอะไร (ในเรื่องคือผ่านมา 1 ปีแล้วจากจุดแรก) ซึ่งก็คือ การจำลอง ช่วงยุค สงครามจริงๆ เหมือนสมัยสงครามเวียดนามที่ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลส่งคนหนุ่มสาวไปตายในสงครามที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ในกรณีของเรื่องนี้ก็คือสงครามในอนาคตอีก 30 ปีที่ยังมาไม่ถึง แม้จะมีข้ออ้างว่าสู้เพื่ออนาคตลูกหลานของตัวเอง แต่สังคมในปัจจุบันกลับใกล้ล่มสลายก่อนเวลาที่เอเลี่ยนจะมาบุกโลก ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนไปถึงนักศึกษาในชั้นเรียนของแดนเองที่หมดหวัง ไม่มีใครอยากเรียนต่ออีกแล้วเพราะรู้ว่าโลกในอนาคตใกล้ดับสูญ ซึ่งพาร์ทเสริมเหล่านี้เองที่หนังสอดแทรกไว้ในช่วงแรกแบบมีนัยยะสำคัญ และจะนำมันกลับมาใช้ในช่วงองค์สุดท้ายของเรื่องอีกครั้ง

แม้หนังจะใช้เวลาปูหลายอย่างนานถึงเกือบครึ่งชั่วโมงก่อนจะข้ามเวลาไปอนาคต แต่พอเข้าเรื่องส่วนนี้ตัว เรื่องก็ จุดติด เดินเครื่องแบบแทบไม่แตะเบรค เข้าสู่โลกช่วงหายนะท้ายสงครามเอเลี่ยนทันที แต่ก็ยังพยายามปิดบังโฉมหน้าเอเลี่ยนในเรื่องไว้อีกสักพัก ซึ่งตั้งแต่แรกเริ่มก็ไม่มีฉากไหนให้เห็นตัวจะๆ เลย (มีแต่ไกลลิบๆ) ซึ่งจุดนี้ถูกอธิบายเหตุผลไว้ในช่วงแรกว่า ถ้าสังคมในปัจจุบันได้เห็นเจ้านี่จะไม่มีใครยอมเป็นทหารเกณฑ์มารบแน่ๆ ซึ่งการปิดบังหน้าเอเลี่ยนก็ทำให้คนดูเองรู้สึกอึดอัดกับการเห็นทีละนิดๆ ว่ามันเป็นตัวอะไรกันแน่ แล้วจะร้ายกาจขนาดถล่มโลกแบบนี้ได้จริงๆ หรือ ซึ่งพอตัวเรื่องเปิดให้เห็นเราก็เข้าใจในทันทีว่า เอเลี่ยนในเรื่องนี้โหดจริงๆ ในระดับเดียวกับมิมิค Edge of Tomorrow แต่มาในชื่อ White Spike (ไวท์สไปก์ เดือยแหลมสีขาว ชื่อมาจากตัวเอเลี่ยนในเรื่องยิงเดือยแหลมมาเป็นอาวุธระยะไกลได้) และก็มาเป็นฝูงนรกมหาศาลแบบเดียวกัน (ให้ความรู้สึกเหมือนคลื่นซอมบี้ world war z ในบางฉากอีกด้วย)

ซึ่งพอเรื่องเผยให้เห็นเอเลี่ยนนี้แล้วก็ได้เวลาจัดเต็มฉากแอ็กชั่นระดับหนังบล็อกบัสเตอร์กันจริงๆ ในชั่วโมงแรก แอ็กชั่นที่เรียกว่าลุ้นต่อเนื่องกันขนาดลืมหายใจได้เลย แถมยังแค่ครึ่งเรื่อง ฉากแอ็กชั่นหลังจากนี้ก็มีตามมาติดๆ มีไปบุกรังเอเลี่ยนในป่า มีฉากฝูงเอเลี่ยนมารุมถล่มฐานที่ตั้งเครื่องย้อนเวลาในทะเล ซึ่งแต่ละฉากจัดเต็มกันในระดับพีคแล้วพีคอีกไม่มีหยุด โดยมีความโหดเลือดสาด ตัวขาด ชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์หลุดว่อนกันตลอด แต่ก็ไม่อุจาดเพราะแค่เห็นแวบๆ แค่นั้น

รีวิว THE TOMORROW WAR แอ็กชั่นไซไฟถล่มเอเลี่ยนที่มันส์สุดๆ ไม่แพ้ Edge of Tomorrow (ไม่มีสปอยล์) 6 ในระหว่าง ที่ฉากแอ็กชั่น ใส่กันมาตูมๆ แบบไม่ยั้ง ตัวเรื่อง ก็มีช่วงคั่นพักสั้นๆ เป็นดราม่า ของพระเอก กับ ผู้พันทหารหญิง ที่นำรบ ในครั้งนี้ และก็เกี่ยวกับ ปมเส้นเวลาของเรื่อง ที่จะเป็นกุญแจ สำคัญหยุดยั้ง สงคราม ซึ่งคนดู คงคาดเดา ได้บ้าง เพราะพล็อตแบบนี้ ก็ไม่ได้ แปลกใหม่ ซะทีเดียว แต่ในความโหล ของพล็อต ตรงนี้ สิ่งที่ดีๆ ก็คือการที่เรื่อง ผูกปมเคลียร์ ปม ทุกอย่างได้ หมดจรด ทุกรายละเอียด ตั้งแต่ ที่มา ของเอเลี่ยน ว่ามาจากไหน การหยุดยั้ง สงครามนี้ต้องทำอย่างไร การเดินทางข้ามเวลาของพระเอกใช่เรื่องบังเอิญหรือไม่ รวมถึงปมดราม่าครอบครัวของพระเอกที่คริสก็เล่นได้ดีกับลูกสาวตัวน้อย ไปจนถึงตัวเพื่อนร่วมทีมที่เป็นบทสมทบช่วงตอนรบก็ยังนำใช้เป็นทีมสำคัญที่จะส่งไปถึงองค์สุดท้ายของเรื่อง ที่ต้องบอกเลยว่า ใครที่คิดว่าเรื่องนี้จบลงในยุคอนาคตนี่ไม่ใช่เลย เพราะหนังเรื่องนี้มีช่วงจบ 2 ก็อก อนาคตกับปัจจุบัน ที่ตัวเรื่องในองค์สุดท้ายคือการกลับมาแก้ไขปัญหาในสังคมที่ใกล้ล่มสลายก่อนเอเลี่ยนบุกด้วยเช่นกัน ซึ่งตัวเรื่องแม้จะสเกลแอ็กชั่นเล็กลงจากในอนาคต แต่ว่าก็เป็นความระทึกอีกแนวในแบบเอเลี่ยน 2 หรือแอบคล้ายๆ The Thing (ไอ้ตัวเขมือบโลก) อยู่เหมือนกัน แต่ก็เป็นความสนุกมันส์ปิดท้ายเรื่องไปอีกแบบ ได้ไม่แพ้ฉากฝูงเอเลี่ยนถล่มในอนาคตเลย

ตัวเรื่องต้องบอกว่าโคตรมันส์และดูเพลินสนุกมากๆ (จนแอบรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ลงโรงให้คนดูในวงกว้างมากกว่านี้) บอกตรงๆ ว่าถ้าให้คิดข้อเสียหรือจุดด้อยของเรื่องหลักๆ คงมีแค่ การที่เรื่องมีความคล้ายหนังดังหลายๆ เรื่องแบบหยิบยืมนั่นนี่มาผสมกันเท่านั้น จนดูแอบโหลแล้วก็เดาเรื่องได้ไม่ยาก ซึ่งถ้าใครได้ดู Edge of Tomorrow ก็คงรู้สึกได้เลยถึงความเหมือน แต่ก็ต้องบอกว่าถ้าชอบ Edge แล้วรอภาคสองอยู่ เรื่องนี้ก็คือทดแทนกันได้เลย

อีกจุดที่ รองลง มาคือ พวกเหตุผล กับ ทฤษฎีเส้น เวลา ต่างๆ อาจจะไม่ได้ เน้นนัก คือตัวเรื่องก็พยายาม อธิบายหลายๆ อย่างให้มี เหตุผล แต่มัน ก็ยังพอช่องโหว่ ให้ถกเถียง กันอยู่บ้าง รวมถึง สถานการณ์ ในช่วงท้ายเรื่อง ที่แอบจิกกัด อเมริกา กับ รัสเซียรวมถึง UN ด้วย มันดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือไปหน่อยว่าประเทศมหาอำนาจของโลกในช่วงเวลาคับขันระดับสิ้นโลกนี้ยังดูงี่เง่าเกินไปหน่อยเท่านั้น แต่ถ้าไม่คิดอะไรมาก มันก็คือเรื่องแบบเดิมๆ ที่หนังแนววันสิ้นโลกใช้กัน ที่ให้ตัวเอกได้โอกาสช่วยโลกด้วยตัวเองมากกว่าไปพึ่งรัฐบาลเหล่านี้

การมาลงสตรีมมิ่ง ของ THE TOMORROW WAR บอกเลย ว่านี่ คือความบันเทิง ที่รู้สึก ว่าคุ้มสุดๆ ตั้งแต่ดู Amazon Prime มาเลย ไม่ว่ายังไง ก็ห้ามพลาด เพราะไม่ได้ มีบ่อยนัก ที่หนังฟอร์มยักษ์ ระดับนี้ จะมาลง ในสตรีมมิ่ง ได้ รวมถึง ภาพก็จัดเต็ม แบบ 4K Aspect ratio 2.39 : 1 (แต่ต้องดูในอุปกรณ์ที่รองรับ) อีกด้วยครับ

สรุป

หนังแอ็กชั่นไซไฟ ถล่มเอเลี่ยนที่มันส์โคตรๆ เป็นความบันเทิงในระดับสุดยอดของสตรีมมิ่งบน Amazon Prime เลย แม้เรื่องอาจจะดูพล็อตโหลเหมือนยำหลายเรื่องเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะความเหมือน Edge of Tomorrow แต่ก็ยังการันตีได้ว่าสนุกมันส์ไม่แพ้กัน และไม่ใช่แค่แอ็กชั่น แต่ตัวเรื่องก็มีการผูกปมดราม่ากับเส้นเวลาในแบบของตัวเอง อาจจะไม่ใหม่ แต่ก็ทำให้ตัวหนังมีอะไรดีๆ มากกว่าฉากบู๊ล้างผลาญแบบที่เห็นอีกด้วย

อัพเดท ตอนนี้ทางอเมซอนประกาศทำภาคต่อแล้วครับกับทีมงานเดิมทั้งหมด

ฉากแอ็กชั่นจัดเต็มแบบพีคแล้วพีคอีก
เอเลี่ยนสุดโหดแถมมาเป็นฝูงแบบซอมบี้
สอดแทรกปมดราม่าครอบครัวได้ดี
ตัวเรื่องมีปมเล็กๆ น้อยๆ สอดแทรกหลายอย่าง แล้วก็เก็บเคลียร์ได้หมดจรด
ตัวละครทุกตัวมีประโยชน์กับเรื่องหมด
มีการจำลองสถานการณ์เลวร้ายในสังคมเทียบเคียงกับสงครามจริงในโลก

จุดด้อย

ความเหมือน Edge of Tomorrow กับหลายๆ เรื่องอาจจะดูโหลๆ ไปบ้าง
พวกทฤษฎีกับเหตุผลในเรื่องอาจจะไม่สมเหตุผลอยู่บ้าง

 

ดูหนังออนไลน์ไทย

รีวิวหนัง DeadPool – เดดพูล สร้างขึ้นจากแอนตี้-ฮีโร่แนวใหม่

เรื่องย่อหนัง หนัง Deadpool หรือชื่อไทยว่า เดดพูล Deadpool สร้างขึ้นจากแอนตี้-ฮีโร่แนวใหม่ของ MarvelComics ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวที่มาที่ไปของอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจที่ผันตัวเองเป็นทหารรับจ้าง เวด วิลสัน เขาต้องผ่านการทดลองลับทำให้เขามีพลังสมานแผลได้อย่างรวดเร็ว และได้แปลงร่างเป็นเดดพูล ถูกหล่อหลอมด้วยคุณสมบัติใหม่และดูลึกลับ เปลี่ยนไปจากคนที่เคยอารมณ์ดี เดดพูลจึงออกล่าตามหาคนที่เกือบจะทำลายชีวิตของเขาไป

วิจารณ์หนัง DEADPOOL สไตล์ใหม่ของฮีโร่และแอนตี้ฮีโร่

กรียนชิบหายแบบไม่แคร์อะไรก็สนุกดี ถึงหลายๆ มุกหลายๆ จังหวะเล่นมันจะแตะเพดานความหน้าด้านในความกล้าเล่นที่เราจะซื้อหรือรับความเยอะของมันได้อยู่บ่อยๆ และหลายมุกก็ปริ่มๆ จนจะล้นเพดานออกมาแต่ยังรับได้อยู่

วิธีการเล่ามันก็สะท้อนตัวตนเกรียนๆ กวนๆ ของ Deadpool น่ะแหละ แต่พอเยอะไปก็มีเฝือจนน่ารำคาญบ้าง เหมือนคิดมุกล้ออะไรได้ก็ยัดใส่มาหมด ช่องโหว่ของบทถูกอุดแผลตรรกะด้วยมุกตลกซึ่งก็ยังอุดเก็บได้ไม่หมด ไดนามิกการล้อเลียนมันก็เลยเท่ากันไปหมดทั้งเรื่องไปหน่อยจนบางช่วงแอบน่าเบื่อ

ขณะที่เลเยอร์ของหนังมันค่อยๆ เขยิบซ้อนโลกจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการคุยกับคนดู และใช้มุกล้อเชื่อมโยงโลกจริงในปัจจุบัน เราจะเห็นทั้ง Deadpool / Ryan Reynold / Deadpool ที่กำลังเล่นหนัง Deadpool และ Ryan Reynold ที่เคยเป็น Green Lantern มีตัวตนซ้อนทับกันอยู่ในหนัง ความรู้สึกเหมือนรวมหนังเข้ากับสารคดีเบื้องหลังกองถ่ายอย่างน่าสนใจ ความกล้าหาญที่มันแหกขนบหนังซูเปอร์ฮีโร่ก็ถือเป็นมุมมองที่ต้องชื่นชม ที่มา

รีวิวหนัง Concussion – คนเปลี่ยนเกม กีฬาระดับโลกอย่าง อเมริกันฟุตบอล

เรื่องย่อหนัง หนัง Concussion หรือชื่อไทยว่า คนเปลี่ยนเกม เรื่องราวของการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความจริงที่ว่ากีฬาระดับโลกอย่าง อเมริกันฟุตบอล นั้น ความรุนแรงของการกระแทกแต่ละครั้งสามารถทำให้ผู้เล่นได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงที่สมอง จากอดีตที่เคยมีนักอเมริกันฟุตบอลเสียชีวิตแบบปริศนา ดร.เบนเน็ต โอมาลูเป็นคนแรกที่ค้นพบการทำงานและผลกระทบระหว่างสมอง ร่างกาย และจิตใจซึ่งเขาต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้โลกได้รู้ ผลงานการกำกับของ ”ปีเตอร์ แลนเดสแมน”จากภาพยนตร์เรื่องดัง Parkland คนฆ่า จอห์น เอฟ เคนเนดี้

รีวิวหนัง Concussion - คนเปลี่ยนเกม กีฬาระดับโลกอย่าง อเมริกันฟุตบอล

คือไม่ได้ดูตัวอย่างมาก่อน ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับอเมริกันฟุตบอลหรือแม้แต่อาการฃ ที่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออาการอะไร ที่อยากดูนี่ก็เพราะได้ยินมาว่าเรื้องนี้เฮีย Will Smith แกเล่นดี บัตรฟรี และคิดว่ามันจะเป็นหนังอาชญากรรมเฉียบๆ มียิงกันบ้างแบบ Heat (Michael Mann / USA / 1995) ไรงี้ คือเข้าไปดูแบบหัวกลวงมากๆ เริ่มเรื่องแรกๆ ก็เลยตั้งตัวไม่ค่อยทันพอมันเปิดเรื่องมาเล่าถึงแวดวงอเมริกันฟุตบอล ก็คิดไปถึงหนังกีฬาที่อารมณ์แถวๆ Moneyball (Bennett Miller / USA / 2011) มันไม่ใช่หนังอาชญากรรมอย่างที่คิดละ แถมเฮียวิลแกยังเล่นเป็นหมอพยาธิชันสูตรศพอีก ไม่ใช่ตำรวจหรือมือปืนอาชญากรอย่างที่คิดไว้ในหัว แล้วพอไปสักพักมันก็ไม่ใช่ Moneyball เลยนี่หว่า เออ..แต่ก็ดีนะ หนังก็ดูเพลินไปได้เรื่อยๆ ปนๆ กับน่าเบื่อบ้างเพราะมีจังหวะที่หลุดจากหนังไปสักพักจนงงๆ ว่าหนังมันกำลังตามอะไรอยู่ แล้วเส้นเรื่องรักเรื่องครอบครัวของพระเอกมันก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอินอะไร ก่อนที่เรื่องราวมันจะเปลี่ยนกลับมาเป็นหนังเทือกๆ Spotlight (Tom McCarthy / USA / 2015) ในช่วงหลังเทิร์นนิ่งพอยต์สำคัญแรก นั่นแหละจากนั้นหนังก็เริ่มสนุกและน่าติดตามมากขึ้นมากๆ

มันมีจุดร่วมกับ Spolight ตรงที่เป็นหนังที่สร้างจากเรื่องจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์เปิดโปงความลับความเลวร้ายขององค์กรหรือสถาบันใหญ่โตที่พ่วงความเชื่อความรักความนิยมของคนจำนวนมากเอาไว้เป็นเดิมพัน ซึ่งตัวละครต้องต่อสู้กับอำนาจใหญ่โตเพื่อให้ข้อมูลความเลวร้ายที่สถาบันความเชื่อหรือองค์กรทุนนิยมปกปิดไว้เพราะผลประโยชน์ของพรรคพวกมันออกไปถึงการรับรู้ของประชาชนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจที่จะเลือกเชื่อหรือเลือกชอบเลือกซื้อได้ตามวิจารณญาณ เมื่อได้ข้อมูลความจริงรอบด้าน ทำให้เรื่องราวมันน่าลุ้นสุดๆ เมื่อเราเฝ้ารอที่จะได้เห็นความเลวร้ายในคราบความศรัทธายิ่งใหญ่มันสั่นคลอนและล้มครืนลงมา คือส่วนใหญ่แล้วเรื่องจริงเกี่ยวกับการเปิดโปงที่เอามาทำเป็นหนังก็มักจะจบด้วยชัยชนะอ่ะนะ แต่บางทีมันก็จะมีอารมณ์ตรงกันข้ามที่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงถ้าหากการเปิดเผยความจริงมันสู้กับอำนาจเหล่านั้นไม่ได้ แล้วสิ่งที่ตัวละครตั้งใจสู้มาทั้งหมดก็จะกลับกลายเป็นขี้หมูขี้หมาในสายตาของสาวกใต้อำนาจเหล่านั้น ซึ่งหนังเนื้อหาเปิดโปงที่สร้างจากเรื่องจริงที่จบแบบประเภทหลังก็ไม่ค่อยจะมีหรอกที่จะจบท้ายด้วย สืบ นาคะเสถียร สไตล์ หรือจบแบบหนังอย่าง The Riot Club (Lone Scherfig / UK / 2014) ที่ให้คนที่ต่อสู้กำกับระบบอำนาจต้องถอดใจหรือพ่ายแพ้

นอกจากนั้นหนังทั้งสองเรื่องก็ยังดีเบตเรื่องจรรยาบรรณอาชีพเหมือนกัน แต่ Spotlight จะซับซ้อนในส่วนกระบวนการ และมีสายตามองไปถึงแรงต้านจากหลายฝั่งมากกว่าทำให้เห็นภาพรวมของระบบที่มีส่วนประกอบหลายส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาจริงๆ ไม่ใช่แค่สื่อมวลชนกับคริสตจักร แต่ยังมีมุมความศรัทธาของคนในครอบครัวมีเด็กร้องเพลงในโบสถ์บอกบรรยากาศความเงียบจากการถูกปิดให้เงียบท่ามกลางความสุขในคืนวันคริสต์มาส ขณะที่ ฃ จะเล่าแบบเดินตามวิถีปกติไม่ได้พลิกแพลงจุกจิกอะไร และไม่ได้ให้เห็นภาพในมุมความเป็นไปได้ที่จะเกิดกระแสต้านจากสังคมอย่างชัดเจน เล่าอ้างถึงข้อดีข้อเสียของอเมริกันฟุตบอลเพียงผิวๆ ไม่ได้ลงไปสอบถามความเห็นของคนนอกที่นอกเหนือไปจากคนตรวจสอบและองค์กรอย่างเช่นคนดูคนเชียร์คนรักและศรัทธาในกีฬาอเมริกันฟุตบอล อย่างที่ Spotlight มีบรรยากาศความเชื่อความศรัทธาในคริสตจักรให้เห็น ซึ่งมันสร้างบรรยากาศความกระอักกระอ่วนคลุมหนังขึ้นมาอีกชั้น และเพิ่ม Dilemma ในใจคนดูซึ่งช่วยสร้างความรู้สึกหนักหน่วงในการดีเบตต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในหนังได้มากขึ้นไปอีก แต่สิ่งที่ Concussion มีดีพอให้เทียบกับ Spotlight ก็คือตัวละครที่ดูมีเลือดมีเนื้อจริงๆ ซึ่งทำให้ชอบหนังขึ้นมาได้มากๆ

Will Smith เล่นเป็นหมอพยาธิวิทยาชันสูตรศพเชื้อชาติไนจีเรียที่ใฝ่ฝันอยากได้สัญชาติอเมริกา ที่วันหนึ่งการชันสูตรศพนักอเมริกันฟุตบอลของเขาได้ขุดเรื่อง Concussion อาการโรคเรื้อรังทางสมองที่เกิดจากแรงกระแทกจากการเล่นอเมริกันฟุตบอลขึ้นมาอีกครั้ง จนเป็นที่ยอมรับและได้ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ออกไปสู่วงกว้าง แต่พอไปกระทบกับธุรกิจมาเฟียอเมริกันฟุตบอลที่มีมูลค่ามหาศาลซึ่งพยายามปกปิดเรื่องนี้มาตลอดก็ทำให้เขาต้องตัดสินใจเลือกที่จะเป็นฮีโร่ต่อไป หรือยอมหลีกหนีอันตรายที่กำลังจะมาถึงตัวและทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ชอบความเป็นปุถุชนคนธรรมดาของตัวละครพระเอกอย่างหมอ Bennet Omalu มากๆ ที่ชีวิตก็แค่พยายามทำไปตามหน้าที่ของอาชีพหมอแบบพกจรรยาบรรณไว้เต็มกระเป๋า ดูไม่ได้มีเป้าหมายที่จะเป็นฮีโร่สุดโต่งหรือทำตัวเป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคมอะไร แล้วสุดท้ายเขาก็ต้องยอมจำนนต่ออำนาจมาดร้ายที่อาจจะทำลายอนาคตครอบครัว และรักษาความฝันที่ตัวเองอยากจะเป็นประชาชนคนอเมริกันเอาไว้ ถอยห่างออกมาทำเป็นว่าไม่ใช่เรื่องกงการอะไรของเขา ไม่ได้ทำเพราะทนงที่จะได้เป็นคนสัญชาติอเมริกัน แต่เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นตามความต้องการแรกเริ่มที่อพยพมาอยู่ต่างถิ่นก็เท่านั้นเอง ที่มา

รีวิวหนัง Blood Red Sky ฟ้าสีเลือด การกำกับของ Peter Thorwarth

รีวิวหนัง Blood Red Sky ฟ้าสีเลือด การกำกับของ Peter Thorwarth

รีวิวหนัง Blood Red Sky ฟ้าสีเลือด | จี้เครื่องบินแต่ดันเจอแวมไพร์  ไอเดียเดิมที่เพิ่มความแปลกใหม่เข้ามา คนร้ายจี้เครื่องบินแต่ดันเจอมาผู้โดยสารที่เป็น แวมไพร์ดูดเลือด

Blood Red Sky ฟ้าสีเลือด หนังแนวสยองขวัญจากงานสร้างของ Netflix เยอรมัน เรื่องราวสยองขวัญ บนเครื่องบินที่ชวนระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ พร้อมสอดแทรกปมดราม่าสะเทือนใจไว้ควบคู่กันด้วย

 

หนังแนวแวมไพร์ ที่ห่างหายไปนานหลังกระแสหนังซอมบี้เป็นเทรนด์ฮิตกว่า ซึ่งเรื่องนี้แม้จะออกตัวว่าเป็นแวมไพร์ แต่ก็มีส่วนผสมของซอมบี้เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเห็นได้ชัด โดยใช้สถานการณ์ในที่จำกัดบนเครื่องบินมาบีบคั้นให้เรื่องน่าตื่นเต้นเข้าไปอีก แบบเดียวกับหนังงูบนเครื่องบินอย่าง Snakes on a Plane ซึ่งพล็อตเรื่องที่ว่าด้วยกลุ่มโจรจี้เครื่องบิน แต่ต้องมาเจอกับผู้โดยสารที่เป็นแวมไพร์ ก็เป็นอะไรที่ดูน่าสนใจมาก แต่ปัญหาคือการเล่าเรื่องในที่จำกัดแบบนี้จะสามารถสร้างฉากระทึกได้มากแค่ไหน แถมนี่ยังเป็นหนัง Original Netflix แท้ๆ จากผู้สร้างชาวเยอรมันอีกด้วย ซึ่งก่อนดูก็แอบห่วงอยู่ว่าจะไม่ไหวตามสไตล์หนังเน็ตฟลิกซ์ที่ไอเดียอาจจะดี แต่ทุนต่ำจนทำอะไรมากไม่ได้ แต่หลังได้รับชมต้องบอกเลยว่ากลับทำได้มากกว่าที่คิดไว้ซะอีกครับ

รีวิว Blood Red Sky หนังแวมไพร์สไตล์ซอมบี้ในที่จำกัดบนเครื่องบินที่ชวนระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ (ไม่สปอยล์) 1ถึงหนังเรื่องนี้จะเปิดตัวแบบขัดเจนว่าเป็นแนวสยองขวัญเหนือธรรมชาติตั้งแต่ทีเซอร์แรก แต่บทของโจรจี้เครื่องบินก็ไม่ได้ทำออกมาแบบมักง่ายให้พอผ่านๆ เพื่อไปเล่นเรื่องแวมไพร์อย่างที่เข้าใจกัน ยิ่งสมัยนี้สายการบินทั่วโลกออกกฎปิดช่องทางการก่อการร้ายบนเครื่องบินไว้รัดกุมมาก จนทำให้แค่คิดบทว่าจะจี้เครื่องบินยังไงให้สมจริงก็ยากแล้ว แต่บทของโจรในเรื่องนี้ก็ยังหาช่องทางจี้เครื่องบินให้สมจริงน่าเชื่อถือได้ เริ่มตั้งแต่อาวุธที่หลุดรอดการตรวจขึ้นเครื่องได้คืออะไร ปืนเอามาจากไหน (ในเรื่องมีปืนสองกระบอก) แรงจูงใจคืออะไร การหนีเอาตัวรอดจากเครื่องบินจะทำยังไง ซึ่งถ้าตัดแวมไพร์ออกไปนี่ก็เป็นหนังอาชญากรรมจี้เครื่องบินที่เขียนบทมาดีเลย ทุกอย่างเป็นไปได้ และยังมีจุดที่กึ่งๆ ปลายเปิดให้คนดูคิดกันเองด้วยว่าแรงจูงใจที่แท้จริงของพวกนี้คืออะไร ซึ่งดูสมเหตุผลกว่าการจี้เครื่องบินเพื่อเรียกค่าไถ่หรือจี้เพื่อก่อวินาศกรรมเพียงอย่างเดียว แถมหนังก็ยังสร้างให้โจรพวกนี้โหดแบบไม่มีปราณี มีฉากต่อรองฆ่าตัวประกันแบบโหดๆ แบบไม่มียั้งมือเลย แบบนับ 1-3 ยิงทิ้งทันที ทำให้เรื่องดูโหดสมจริงมากขึ้นไปอีก และมีที่พิเศษนิดๆ คือดาราที่มาเล่นเป็นหัวหน้าโจรกลุ่มนี้คือ Dominic Purcell จากบท Lincoln Burrows พี่ชายของสกอฟิลด์ตัวเอกในซีรีส์ดัง Prison Break นั่นเอง ซึ่งลุคกับอะไรหลายๆ ก็เหมาะเจาะมาก ชวนให้คิดถึงบทเดิมที่แจ้งเกิดเขา แต่น่าเสียดายที่บทในเรื่องนี้เขาไม่ได้เป็นตัวร้ายหลักของเรื่องเท่านั้น

รีวิว หนังแวมไพร์สไตล์ซอมบี้ในที่จำกัดบนเครื่องบินที่ชวนระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ (ไม่สปอยล์) 2
Dominic Purcel ที่คนดูซีรีส์คงจำกันได้ดีจากแหกคุกนรก

เมื่อบทของกลุ่มโจรสร้างมาโหดได้สมจริง ส่วนของแวมไพร์ก็ต้องยิ่งโหดกว่า เพราะนี่เป็นเมนหลักของเรื่องนี้ที่เป็นแนวสยองขวัญเลือดสาด แต่หนังเรื่องนี้เลือกวางตัวเองเป็นแนวกึ่งสยองขวัญผสมดราม่า (แม้จะเลือดสาดมากตลอดเรื่อง) ให้แม่ของเด็กในเรื่องยอมเปิดเผยตัวเองว่าเป็นแวมไพร์ต่อสู้กับโจรเพื่อปกป้องลูก ไม่ใช่ปกป้องชีวิตผู้โดยสารทั้งลำ และก็เลือกวิธีเอาตัวรอดแบบที่ดูเห็นแก่ตัวบ้าง แต่ก็เพื่อให้ลูกรอดเป็นสิ่งสำคัญแรกสุดมากกว่าชีวิตตัวเอง ซึ่งถือว่าบทเขียนมาดีมากในมุมที่สมเหตุผลกับสถานการณ์ตัดสินชีวิตแบบนั้น โดยมีการตัดสลับย้อนกลับไปยังจุดกำเนิดความเป็นแวมไพร์ของเธอในระหว่างที่จัดการพวกโจรด้วยเป็นระยะๆ เข้ากับเหตุการณ์ในปัจุบันที่เธอกำลังประสบอยู่ด้วย ทำให้มีเรื่องราวเล่านอกเครื่องบินมาช่วยเสริมรายละเอียดให้แน่นขึ้น โดยยังคงรายละเอียดแทบทุกอย่างของแวมไพร์แบบดั้งเดิมไว้หมด และก็ปรับปรุงให้ดูทันสมัยเข้ากับเรื่องราวในหนัง ตั้งแต่ต้นกำเนิดว่าใครทำให้เธอกลายมาเป็นแวมไพร์ วิธีฆ่าแวมไพร์ที่ยังคงเดิมตรงโดนของแหลมปักหัวใจถึงตาย การแพ้แสงอาทิตย์ ที่ใส่เรื่องประยุกต์ใช้ไฟฉายแสงอุลต้าไวโอเลตเข้ามาแทนได้อย่างมีเหตุผล การที่นางเอกเลือกเดินทางกลางคืนยาวนานจากเยอรมันไปอเมริกาเพื่อหลบแสงอาทิตย์ ตัวเรื่องก็เอาจุดนี้มาเป็นไฮไลท์สำคัญเรื่องการบินในโซนเวลาที่มืดเสมอได้ตลอดเรื่องด้วย คล้ายๆ ซีรีส์ Into the Night ของ Netflix และก็เป็นจุดเปิดเรื่องกับจุดปิดท้ายเรื่องที่แสงอาทิตย์มีความสำคัญกับความเป็นความตายของตัวละครในเรื่องทั้งหมดด้วย ซึ่งทำออกมาได้ลุ้นระทึกมากจนนาทีสุดท้ายของเรื่องเลย แต่แอบเสียดายนิดนึงว่าหนังสามารถทำต่อหรือทิ้งเชื้อไว้ต่อได้อีก แต่กลับเลือกจบสมบูรณ์ในตัวเลยจนน่าเสียดายนิดๆ

รีวิว หนังแวมไพร์สไตล์ซอมบี้ในที่จำกัดบนเครื่องบินที่ชวนระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ (ไม่สปอยล์) 3สิ่งที่แวมไพร์ในเรื่องนี้เหมือนซอมบี้ก็คือการติดเชื้อในแบบเดียวกัน แค่โดนกัด หรือแค่รอยแผลถากๆ ก็สามารถติดเชื้อกลายเป็นแวมไพร์ได้ในทันที ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าแนวหนังซอมบี้มันมีอิทธิพลมากในปัจจุบัน การที่ปรับให้แวมไพร์ติดเชื้อกันทันทีแบบนี้มันดูลุ้นระทึกกว่า และยังมองว่าหนังเรื่องนี้เป็นแนวกึ่งๆ ซอมบี้ก็ยังได้ แถมยังน่ากลัวกว่าด้วยที่แวมไพร์รวดเร็วว่องไว แข็งแกร่งกว่าซอมบี้มาก แต่หนังก็ไม่ได้ทำให้นางเอกดูเป็นอมตะไล่ฆ่าพวกโจรได้ง่ายๆ โดยใส่จุดอ่อนเรื่องการใช้เลือดเพิ่มพลังเอาไว้ว่าต้องหาเลือดกินเป็นระยะๆ ถ้าบาดเจ็บก็อ่อนแรงลงทันที ต้องหาเลือดมากินใหม่เพื่อฟื้นฟูร่างกาย รวมถึงตัวนางเอกก็ต้องมียาช่วยคุมสติหรือปรับสภาพในขณะที่เป็นแวมไพร์ด้วย (ยา Cytarabine ไว้รักษามะเร็งฉับพลัน) ไม่งั้นก็จะกลายเป็นแวมไพร์สมบูรณ์แบบที่ไล่ฆ่าคนไม่เลือก จำลูกตัวเองไม่ได้ กลายเป็นหายนะยิ่งกว่าโจรเข้าไปอีก และตัวเรื่องก็ยังเอาการติดเชื้อตรงนี้ไปใส่ไว้กับพวกโจรด้วย ทำให้ช่วงหลังของเรื่องเป็นการปะทะกันของแวมไพร์ที่พึ่งกลายร่างสดๆ มาไล่ฆ่านางเอกกับลูก และก็มีเป็นฝูงในตอนท้ายเรื่องที่ใกล้เคียงแนวหนังซอมบี้มากขึ้นไปอีก โดยหนังใช้ทุกส่วนของเครื่องบินทั้งลำเป็นฉากสยองขวัญในที่จำกัดได้อย่างคุ้มค่ามาก

รีวิว  หนังแวมไพร์สไตล์ซอมบี้ในที่จำกัดบนเครื่องบินที่ชวนระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ (ไม่สปอยล์) 4และที่ต้องชมมากคือหนังสยองขวัญเรื่องนี้ไม่มีตัวละครอ่อนเหตุผลหรือไร้ประโยชน์กับเรื่องเลย ทุกตัวละครที่วางมามีเหตุมีผลกับเรื่องทั้งหมด เด็กในเรื่องก็เป็นตัวเอกที่ไม่ได้เป็นภาระของเรื่อง เป็นตัวเอกจริงๆ ที่มีบทบาทในการแก้ไขสถานการณ์ได้ แต่เลือกยึดติดช่วยแม่มากกว่าอย่างอื่น (ตรงข้ามกับแม่ที่ทำทุกอย่างเพื่อลูกไม่สนใจคนอื่นเช่นกัน) โดยมีคนอิสลามมาเป็นตัวเอกอีกคนที่สำคัญกับเรื่องในแง่ภาพลักษณ์ติดลบที่ถูกมองว่าโจรก่อการร้ายมักเป็นอิสลามไว้ก่อน โจรเองก็มีตัวร้ายโรคจิตที่ฉลาดสูสีต่อกรกับนางเอกได้ ตัวละครผู้โดยสารในช่วงวิกฤตอย่างนักศึกษาการบินที่มาขับเครื่องบินแทน ก็มีเหตุผลที่มาที่ไปว่าไม่ใช่บังเอิญมาอยู่บนเครื่องได้แบบที่หนังเรื่องอื่นมักชอบใช้กัน แม้แต่ตัวละครแนวสติแตกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ยังมีผลสำคัญกับเรื่องโดยไม่ได้ทำให้รู้สึกน่ารำคาญแม้แต่น้อย

รีวิว หนังแวมไพร์สไตล์ซอมบี้ในที่จำกัดบนเครื่องบินที่ชวนระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ (ไม่สปอยล์) 5 จุดด้อย ของเรื่อง ก็อาจจะเป็น ที่เรื่องเลือก เอาตอนใกล้ จบเครื่อง ลงจอด แล้วมา เป็นจุด เริ่มเรื่อง ซึ่งในแง่การเล่าเรื่องย้อนกลับมัน ก็ทำให้ผู้ชม ได้เห็น จุดระทึก สุดท้าย นำมาก่อน แล้วค่อยย้อน ไปดูต้นเหตุ อาจจะมอง ว่าดีก็ได้ แต่มองว่า ไม่ดีก็ได้เช่นกัน เพราะเมื่อเรื่อง เลือกเปิดเผย เลยว่าใคร คือคน รอดตาย ตอนท้ายตั้งแต่แรก ทำให้ระหว่างทาง ไม่มีลุ้น กับการตาย ของตัวละครหลักไปทันที

อีกจุด ก็คือเมื่อตัวเรื่อง เลือกเป็น แนวสยองขวัญ ผสมดราม่า แม่ลูก ในซีนดราม่า ที่แม่ต้อง แสดงอารมณ์ ผ่านการแมคอัพ หน้าตา เป็นแวมไพร์ มันเลยดูอินยากกว่าปกติ เพราะแวมไพร์ ในเรื่องก็ ออกแนวสัตว์ประหลาดไปเลย คือหัวโล้น หูแหลม มีเขี้ยวงอก ไม่ใช่แวมไพร์ แบบหน้าตา เหมือนมนุษย์ แบบที่ หลายเรื่องใช้กัน แต่ไม่ใช่ดาราแสดงไม่ดี (นักแสดงที่รับบทชื่อ Peri Baumeister ) แต่มันไม่สามารถ ที่จะทำได้ แบบนั้น นอกจากใช้ ท่าทางการ แสดงออก เป็นหลัก ไม่ค่อยพูด ด้วยเพราะกลายร่าง แล้วขาด สติบ่อย ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่าตัวเรื่องกับนักแสดงพยายามมากที่สุดแล้ว แต่ดีที่นักแสดงเด็กส่งอารมณ์กลับมาได้ดี ทำให้เรารู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นนี้อยู่ (ในเรื่องลูกรู้อยู่แล้วว่าแม่เป็นแวมไพร์และก็พยายามหาทางช่วยกับบอกคนอื่นเพื่อปกป้องแม่)

นี่เป็นหนัง Original Netflix ที่พล็อตเรื่องที่เจ๋ง และใช้ทั้งงบและพื้นที่จำกัดได้อย่างคุ้มค่ามากจริงๆ จนน่าจะช่วยลบคำสบประมาทว่าหนัง Netflix ทำเองมักห่วยลงได้เรื่องหนึ่งเลยล่ะ ซึ่งจริงๆ ผู้เขียนคิดว่าเน็ตฟลิกทำหนังทุนน้อยได้ตามระดับของมันมากกว่าดีบ้างแย่บ้างปนกัน เฉลี่ยจริงๆ ก็พอกับหนังโรงที่ผิดหวังก็เยอะ แต่อาจจะไม่ได้เข้าไทยให้ดูกันเท่านั้น (มาลงเน็ตฟลิกซ์ก็หลายเรื่อง) แต่เรื่องนี้ทุนน้อยกลับทำได้มากเกินคาดจนดูเป็นหนังลงโรงขายทั่วโลกเลยก็ยังได้ครับ ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่ากับการรับชมมากครับ

สรุป

หนังแนวสยองขวัญดราม่าของ Netflix ที่พล็อตเรื่องชวนดูมากๆ และก็เซอร์ไพร์ที่ไม่ใช่แค่ไม่ผิดหวัง แต่ได้มากกว่าที่หวังไว้มากด้วย ในแง่ของทุนสร้างจำกัดกับการเล่นไอเดียโจรจี้เครื่องบิน vs.แวมไพร์ในที่จำกัดได้อย่างคุ้มค่ามาก โดยมีทั้งความโหดดิบผสมกับดราม่าความสัมพันธ์แม่ลูกที่ชวนรันทดสะเทือนใจ และก็ยังมีความเหมือนหนังซอมบี้แต่มาในคราบแวมไพร์ที่โหดกว่าด้วย

จุดเด่น

เล่นฉากสยองขวัญในที่จำกัดบนเครื่องบินได้อย่างคุ้มค่ามาก
ไอเดียโจรจี้เครื่องบิน vs.แวมไพร์ ที่ไม่ใช่สู้กันแบบทื่อๆ
ใส่รายละเอียดของแวมไพร์ในรูปแบบทันสมัยขึ้น แต่ก็ไม่ทิ้งจุดคลาสสิคดั้งเดิมไปด้วย
ตัวละครทุกคนมีบทบาทสำคัญกับการเดินเรื่อง
บทเด็กในเรื่องไม่ใช่ภาระ แต่เป็นตัวละครหลักที่ช่วยแก้ปัญหาตลอดเรื่อง นักแสดงเล่นดีมาก
ความโหดดิบทั้งโจรทั้งแวมไพร์เลือดสาดกันทั้งคู่
มีเสียงพากย์ไทย (แต่อย่าดูเสียงเด็กแย่มาก)

จุดด้อย

ฉากเปิดเรื่องที่เริ่มจากตอนเกือบจบ ทำให้รู้ว่ามีตัวละครไหนรอดตายตั้งแต่แรกจนหมดลุ้นไปเยอะ
ฉากดราม่าของแม่ผ่านเมคอัพหน้าตาแวมไพร์ทำให้ดูแล้วอินยากหน่อย
บางจุดดูคลุมเครือไม่ได้เล่าออกมาตรงๆ อาจจะทำให้คนดูตีความไม่ตรงจริง หรือไม่เข้าใจเลยก็ได้
จบแบบไม่มีทิ้งเชื้อทำต่อเลย ผิดสูตรหนังสยองขวัญ (แอบเสียใจ T_T อยากดูต่ออีก)

 

วิธีการเล่าของหนังที่ทำให้ยังติดตามไปได้จนจบเรื่อง

จากนั้น หนังก็พาเราย้อนกลับไปเล่าเหตุการณ์ก่อนหน้า สลับไปสลับมากับเหตุบนเครื่องบิน เล่าย้อนไปถึงวันที่ครอบครัวยังอยู่กันพร้อมหน้า และต้นสายปลายเหตุของการมีเลือดแวมไพร์ไหลเวียนทั่วร่าง ทำให้เราซึมซับและรู้จักกับแม่ลูกคู่นี้ให้มากที่สุด ก่อนจะกลับมาเล่าเรื่องบนเครื่องบิน ก่อนที่มันจะไปบรรจบกับฉากแรกของหนังแล้วจัดการเล่าเรื่องต่อ เป็นวิธีการเล่าเรื่องที่หนังในยุคนี้ชอบใช้กัน เพราะมันทำให้คนดูรู้สึกสนุกไปกับหนังได้ตลอดเวลา

หนังป้อนข้อมูลแบบไม่ตามเวลา ทำให้คนรู้ผลของเหตุการณ์แล้วเสี้ยวหนึ่ง กับอีกหลายส่วนที่ยังไม่รู้ ต้องค่อยๆ ติดตามกันไป แถมเมื่อหนังเล่ามาบรรจบถึงฉากแรกแล้ว ก็ยังมีอะไรอีกที่คนยังไม่รู้

นั่นแหละ ทำให้อรรถรสในการดูหนังไม่ดร็อปลงไประหว่างทาง

เด็กฉลาดที่พาให้เรื่องไปกันใหญ่ แถมช่วยคลี่คลายให้อีกด้วย
ผู้เขียนบทหนังเลือกให้อีเลียสเป็นเด็กชายที่มีความเฉลียวฉลาด เขาเช็คอิน โหลดกระเป๋า พาแม่ไปยังที่นั่ง ทั้งยังอธิบายกับฟาฮิด (Kais Setti) ชายหนุ่มที่ร่วมโดยสารลำเดียวกันว่าพวกเขาจะไปถึงในเวลาเช้าด้วย แน่นอนว่า ผู้ชมคงต้องเพ่งเล็งเด็กชายคนนี้ไว้มากหน่อย แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ อีเลียสมีบทบาทสูงมากในหนังเรื่องนี้

หลายคนอาจไม่ชอบใจในตัวละครนี้ เพราะอาจรู้สึกว่าเป็นเพราะเขาจึงเกิดเรื่องยุ่ง แต่เพราะตัวละครตัวนี้ฉลาดแบบเด็กๆ และความรักที่เขามีต่อแม่นี่แหละที่สร้างเรื่องราวให้คุณติดตามไปจนจบ ผมจึงไม่ได้มองว่าอีเลียสเป็นตัวละครน่ารำคาญอะไร ตรงกันข้าม นอกจากเขาจะทำให้เกิดเรื่องราวขึ้นแล้ว เขายังเป็นตัวละครสำคัญที่ช่วยให้เรื่องทุกอย่างคลี่คลายลงได้

ก็ด้วยความฉลาดของเขานี่แหละครับ

ขณะเดียวกัน หนังก็ใส่บทตัวร้ายที่มีอาการทางจิตเข้ามาด้วย เป็นพวกบ้าระห่ำ ทำอะไรไม่ยั้งคิด แถมยังชอบแสดงออกแบบโอเวอร์แอคติ้งอีกด้วย

ไอเดียน่าสนใจ หนังก่อการร้ายบนเครื่องบิน..ที่มีแวมไพร์ดูดเลือด!
อันที่จริง เราก็คงจะเคยเจอกันมาแล้ว กับหนังจี้เครื่องบินที่มีพล็อตแม่ผู้ต้องช่วยชีวิตลูก แต่ครั้งบทแม่ไม่ใช่แค่คนธรรมดา หรือแม้แต่นักสืบ-ตำรวจที่มีฝีมือฉกาจ หากเป็นแม่ที่มีเลือดแวมไพร์อยู่ในตัวและกำลังบินไปเพื่อรักษา แต่กลับต้องมาอยู่บนเครื่องบินที่มีผู้ก่อการร้าย สุดท้าย เธอก็ต้องใช้ความเป็นแวมไพร์ช่วยเหลือลูกน้อยเอาไว้

หนังมีความผสมผสานความเป็นหนังอาชญกรรม แต่กลับมีแฟนตาซีแบบสยองขวัญด้วยไอเดียแวมไพร์ ดำเนินเรื่องที่พลิกผันไปมาในแนวๆ ระทึกขวัญ แต่แม้จะเล่าให้เรารู้ถึงเรื่องราวในอดีตของแม่ลูก แต่ก็กลับไม่ได้อินอะไรในจุดนั้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะน่าชื่นชมที่หนังมีไอเดียที่ดี แต่ก็ทำได้แค่สนุกพอประมาณ คือพาชวนลุ้นตื่นเต้นไปได้บ้าง มีบทตัวร้ายที่ดูแปลกๆ (นัยว่าพยายามสร้างสีสันและสร้างคำอธิบายพฤติกรรมประหลาดไปในตัว) กับการกระทำของตัวละครที่บางครั้งก็ดูไม่สมเหตุสมผล แต่ก็ชักชวนเราได้ติดตามไปจนถึงบทสุดท้ายของหนังได้ในที่สุด

 

ดูหนังไทย

รีวิว Kingdom Ashin Of The North ภาคกำเนิด อาชิน จักรวาลคิงดอม

รีวิว Kingdom Ashin Of The North ภาคกำเนิด อาชิน ของจักรวาลคิงดอม ซอมบี้เกาหลี รีวิว Kingdom Ashin Of The North ภาคกำเนิด อาชิน ของจักรวาลคิงดอม ซอมบี้เกาหลี

Kingdom Ashin of the North Netflix รีวิว ผีดิบคลั่งบัลลังก์เดือด อาชินแห่งเผ่าเหนือ หนังภาคแยกจาก ซีรีส์ คิงดอม ที่บอกเล่าที่มาที่ไปของเหตุการณ์เชื้อซอมบี้ระบาด ว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากอะไร

หนังได้นักแสดงสาวที่เคยโด่งดังมากอย่าง จอนจีฮยอน มารับบทเป็น อาชิน หญิงสาวเผ่าหนี่ว์เจินที่เป็นตัวเอกในหนังเรื่องนี้ ผลงานโดยมือเขียนบท คิมอึนฮี และ ผู้กำกับ คิมซองฮุน ที่สร้างความยอดเยี่ยมเอาไว้ใน ซีรีส์สองซีซัน ที่ผ่านมา หนังมีความยาวหนึ่งชั่วโมงครึ่ง มีพากย์ไทย รับชมได้เลยใน Netflix
Kingdom Ashin of the North เรื่องย่อ
หนังภาคแยกของจักรวาลคิงดอม ที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวละคร “อาชิน” หญิงสาวจากชนเผ่า หนี่ว์เจิน ซึ่งเป็นชนเผ่าที่ตั้งรกรากอยู่ทางตอนเหนือของจีนและเกาหลี ชนเผ่านี้คือบรรพบุรุษของอาณาจักรผ่าต้าจิน (ต้ากิม หรือ กิมก๊ก ที่คนไทยคุ้นเคยจากเรื่องมังกรหยก)

โดยในเรื่องราวของคิงดอมภาคนี้จะกล่าวถึงการรุกรานของชนเผ่าหนี่ว์เจินที่พาจอวีทางเหนือของอาณาจักรโชซอน แล้วยังบอกเล่าถึงชนเผ่าหนี่ว์เจินบางส่วนที่อาศัยอยู่ในโชซอน แต่ไม่เป็นที่ยอมรับและถูกดูแคลนจากคนเกาหลีมานาน แม้ว่าพวกเขาจะตั้งรกรากอาศัยอยู่มาเป็นศตวรรษก็ตาม เรียกว่าได้เป็นการบอกเล่าเรื่องราวของชนกลุ่มน้อย คนชายขอบ ในเกาหลีอีกทอดหนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยมีซีรีส์หรือหนังเกาหลีนำเสนอเรื่องนี้เท่าไหร่นัก เป็นความแปลกใหม่ที่น่าสนใจดี

แล้วปรากฏว่า ปัญหาความขัดแย้งกับชนเผ่าหนี่ว์เจิน การปกปิดความจริงของผู้มีอำนาจในโชซอน การกดขีดูแคลนชนชั้น อาชีพ และชนเผ่าหนี่ว์เจิน ทั้งหมดนี้คือสาเหตุสำคัญของความแค้นที่อาชินมีต่อโชซฮนและหนี่ว์เจิน ซึ่งการแก้แค้นของเธอก็คือจุดเริ่มต้นของการระบาดเชื้อซอมบี้ที่จะลากไปยังซีรีส์ภาคหลักด้วย

Kingdom Ashin of the North netflix รีวิวKingdom Ashin of the North รีวิว
ก่อนอื่นเรื่องจุดเด่นของหนังเรื่องนี้ ต้องขอยกให้กับงานโปรดักชั่น การถ่ายทำ ที่สร้างออกมาได้ยอดเยี่ยม จัดว่าเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่หาแบบนี้ได้ไม่มากนักใน Netflix แต่ช่วงหลังทาง Netflix ก็มีความพยายามที่จะผลักดันผลงานแนวนี้ออกมามากขึ้น ทั้งแบบที่ออกทุนสร้างเอง ร่วมทุน หรือซื้อลิขสิทธิ์เข้ามาฉาย

ด้านนักแสดงได้ ดาราเกาหลีชื่อดังอย่าง จอนจีฮยอน มารับบทเป็น อาชิน ตัวเอกของเรื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้เธอก็สร้างความฮือฮาให้กับคนดูมาแล้วจากการโผล่ออกมาในฉากสุดท้ายของ Kingdom ซีซันสอง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงการขยายจักรวาล ผีดิบฉบับเกาหลีเรื่องนี้ให้แตกแขนงออกไปด้วย

รีวิว Kingdom Ashin of the North Netflix หนังภาคกำเนิด การมาของ จอนจีฮยอน และบทสรุปสุดหักมุม 1

อีกจุดที่ต้องชมคือ นักแสดงเด็กอย่าง Si ah Kim ที่มารับบทอาชินในวัยเด็ก เพราะเธอเล่นได้ดีอย่างมาก แล้วบทของเธอต้องแสดงถึงครึ่งเรื่องของหนัง แต่เธอก็ทำได้ดีในระดับหนึ่งเลย

สำหรับประเด็นสำคัญของหนังเรื่องนี้ก็คือ การบอกเล่าสาเหตุของการระบาดเชื้อซอมบี้ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในจักรวาลคิงดอม ว่ามีจุดเริ่มต้นมายังไง ซึ่งค่อนข้างหักมุมพอสมควร หากเป็นคนที่เคยดูซีรีส์คิงดอมทั้งสองซีซันมาแล้ว เราอาจคิดว่ามันคือเรื่องบังเอิญตามธรรมชาติ แต่ที่จริงแล้วหนังได้เฉลยเหตุการณ์ทั้งหมดว่า มันมาจากความแค้นของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอย่างอาชิน ที่ตัวเธอและพ่อของเธอ กับชนเผ่าของเธอถูกกดขี่ ถูกหลอกใช้ ถูกทำร้ายจนถึงตายกันหมด แล้วหนทางแก้แค้นที่เธอเลือกก็คือการใช้พืชสมุนไพรลึกลับที่ถูกแกะสลักเอาไว้ในถ้ำว่ามันสามารถช่วยชุบชีวิตคนตายให้กลับคืนมาได้ แต่การใช้งานย่อมมีสิ่งแลกเปลี่ยนมหาศาล นับว่าการเฉลยจุดกำเนิดของการระบาดเชื้อซอมบี้นับว่าค่อนข้างหักมุมพอสมควร แต่ก็เป็นการปูบทและปมของตัวละครอาชินเอาไว้อย่างแน่นหนาพอสมควร ซึ่งก็น่าติดตามดูว่า ตัวละครนี้จะนำความชิบหายวายป่วงมาสู่แผ่นดินโชซอนและหนี่ว์เจินต่อไปยังไง แล้วเราก็น่าจะได้รับชมกันต่อไปในซีรีส์คิงดอมซีซันสามหลังจากนี้

สำหรับตรงนี้เป็นการอธิบายและ Spoil สปอยล์ความลับของหนังครับ ค่อนข้างหักมุมจากที่คิดพอสมควร

สปอย ความจริงของเชื้อซอมบี้ระบาด

รีวิว Kingdom Ashin of the North Netflix หนังภาคกำเนิด การมาของ จอนจีฮยอน และบทสรุปสุดหักมุม 2

แต่จุดด้อยอย่างหนึ่งของหนังก็คือ การเดินเรื่องที่ค่อนข้างช้า เอื่อย การเล่าเรื่องทั่วไปไม่ค่อยน่าดึงดูดเท่าไหร่ มีจุดที่ชวนง่วงและรู้สึกว่าใช้แอร์ไทม์ที่ไม่จำเป็นมาก อีกทั้งการเฉลยปมเรื่องก็ทำออกมาง่ายเกินไป เรียกได้ว่านี่เป็นจุดอ่อนของหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

แล้วจุดด้อยอีกอย่างคือ ฉากแอ็กชั่นของซอมบี้ มีน้อยเกินไป ถ้าใครคาดหวังจะได้ดูหนังซอมบี้ อาจจะผิดหวังอย่างแรง เพราะกว่าซอมบี้จะโผล่ออกมา หนังก็เดินเรื่องผ่านไปเกินหนึ่งชั่วโมงเข้าไปแล้ว ถึงแม้ว่าหลังจากนั้น 20 กว่านาที เราจะได้ดูซอมบี้อาละวาดกันเต็มๆเลยก็ตามที แต่ความน่าลุ้นในการสู้กับซอมบี้ ก็แทบจะไม่มี เพราะเรื่องนี้ตัวเอกคือฝ่ายที่บงการซอมบี้ หนังเลยไปให้อารมณ์กับความแค้นที่ต้องการระบายของนางเอกมากกว่า โดยที่ไม่ได้สนใจคนที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย เรียกว่าบทของ อาชิน นางเอกเรื่องนี้เหมือนจะเป็นการปูไปเป็นบอสผู้บงการตัวจริงในซีรีส์คิงดอมหลังจากนี้มากกว่าจะมาเป็นตัวเอกอีกคน

ตัวหนังยังมีความเป็นเอกเทศจากฉบับซีรีส์พอสมควร คือไม่ต้องดูซีรีส์มาก่อนก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าดูมาก่อนบ้างก็อาจจะพอเข้าใจบริบทสังคมในเรื่องนี้ รวมถึง Easter Egg ที่โยงกลับไปในซีรีส์บางจุด

ในภาพรวมแล้ว นี่เป็นหนังภาคแยกของ จักรวาล Kingdom ที่แฟนๆซอมบี้เกาหลีย้อนยุคเรื่องนี้ไม่ควรพลาด และคนที่ไม่เคยดูมาก่อนก็รับชมได้ เพียงแต่การเดินเรื่องค่อนข้างดูยากไปสักหน่อย

ดเริ่มต้นมันคือเรื่องราวระหว่างชนชาติ
เรื่องราวนี้มีตำแหน่งที่เกิดในแถบตอนเหนือของคาบสมุทรเกาหลี จุดที่มีพรมแดนติดต่อกับจีน แต่ตอนนั้นมันคือ หนี่ว์เจิน และพาจอวี โดยมีชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามรอยตะเข็บชายแดน ชาวหนี่ว์เจินกลุ่มหนึ่งถูกโชซอนใช้เพื่อคอยสอดแนมพาจอวี พวกเขาคือชนเผ่าซองจอยาอิน แต่ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้แม้จะภักดีแต่โชซอนมาตลอด แต่ก็ไม่เคยเป็นที่ยอมรับของฝ่ายใด ไม่ว่าจะเป็นคนโชซอน และคนหนี่ว์เจินเองก็ดูแคลน

โปสเตอร์ของตอนพิเศษ ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด: อาชินแห่งเผ่าเหนือ
โปสเตอร์ของตอนพิเศษ ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด: อาชินแห่งเผ่าเหนือ
คงต้องบอกว่า การบอกเล่าตรงนี้มันไม่ทำให้คนเห็นภาพ ทั้งชื่นเหล่านี้ก็ใหม่สำหรับคนดูหลายๆ กลุ่ม ความเข้าใจในสถานการณ์จึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น น่าเสียดายอยู่หน่อยๆ ที่เขามีแค่ตัวอักษรแปะไว้ให้อ่าน กับแผนที่นิ่งๆ และภาษาที่เราอ่านไม่ออก นี่ถ้ามีภาพเหตุการณ์ประกอบ หรือสร้างภาพเคลื่อนไหว หรือใช้ภาษาอังกฤษบนแผนที่ คนดูคงและเข้าใจสถานการณ์มากกว่ากว่านี้ได้มากทีเดียว

ยังดีที่มันดูได้ทาง Netflix เราจึงดูซ้ำได้หลายหน ย้อนกลับไปทำความเข้าใจเรื่องราวได้ใหม่เท่าที่ต้องการ

ก่อนจะกลายมาเป็นการแก้แค้นและกำเนิดซอมบี้แห่งโชซอน
จากนั้น เรื่องราวก็ร่ายยาวปูเรื่อง ทั้งเหตุที่เกิดขึ้นในปี ทั้งเหตุที่หมู่บ้านของอาชินถูกเผา สูญเสียทั้งบ้านและญาติพี่น้อง จึงย้ายตัวเองมาอยู่กับค่ายของทหารโชซอน ระหว่างนั้นสืบหาความจริงไปด้วย รับหน้าที่คนสอดแนมไปด้วย ฝึกฝนความสามารถในการสู้รบไปด้วย รอวันแก้แค้น

“พืชชนิดนี้คืนชีพคนตายได้ แต่มีราคาต้องชดใช้”

‘พเยซากุน’ คือพื้นที่ต้องห้าม มีคำร่ำลือว่าที่นั่นมีสิ่งแปลกประหลาดและอันตรายอาศัยอยู่ ไม่เคยมีใครที่เข้าไปเก็บโสมป่าแล้วรอดกลับออกมา ตอนพิเศษที่บอกเล่าถึงบันทึกอยู่ในศาลเจ้าร้างแห่งหนึ่ง ที่นั่น อาชินได้เข้าไปพบความลับของตำนานสมุนไพรคืนชีพ เธอต้องเข้าไปถึงสองครั้งสองครา จนเธอได้พบว่า เธอกลายเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่เหลืออยู่ ญาติพี่น้องตายเรียบ งานนี้ต้องแก้แค้นเท่านั้น

คิมชีอา กับบทบาท อาชินวัยเด็ก ในตอนพิเศษ ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด: อาชินแห่งเผ่าเหนือ ทาง Netflix

เรื่องที่เดินไปเรื่อยๆ ไม่เร่งร้อนและเร่งเร้า ทุกอย่างเดินไปเรื่อยๆ ก่อนจะถึงช่วงตื่นเต้น เมื่อเหล่าผีดิบเริ่มอาละวาด และการแก้แค้นของอาชินกำลังมาถึงจุดแตกหัก

นอกจากหนี่ว์เจิน และ พาจอวี แล้ว ก็ยังมีอีกชื่อหนึ่ง นั่นคือ ชูพาจิน ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งในดินแดนโชซอน ที่ที่เหล่าทหารของโชซอนตั้งค่ายพักกันอยู่ที่นี่ และเป็นที่ซึ่งอาชินมาอาศัยอยู่ในอาคารเลี้ยงหมู เติบโตภายใต้การเป็นชนชั้นล่างของสังคมที่นั่น ทำงานสอดแนมหาเลี้ยงชีพ อดทนท่ามกลางการดูหมิ่น สะสมความแค้นเพื่อรอวันชำระ

แล้วเวลาที่หลายคนรอคอยก็มาถึง

รวมทัพนักแสดงมีฝีมือที่เล่นได้โดดเด่น
Kim Shi A/คิมชีอา เล่นเป็นเด็กน้อยที่เล่นเป็น อาชิน (วัยเด็ก) เธอเป็นเด็กที่หน้าตายังดูดีและน่ารักแม้จะต้องแต่งให้มอมแมมตามประสาเด็กบ้านป่า เธอเป็นชินอาที่หวังจะเก็บโสมป่ามารักษาแม่ที่ป่วยหนัก เธอได้รับรู้ตำนานของพืชสมุนไพรที่ชุบชีวิตคนจากความตาย จึงได้เข้าไปยังพเยซากุนโดยไม่สนใจคำที่ผู้ใหญ่กล่าวห้าม

ตัวละครนี้ถูกส่งต่อมาให้กับ Jun Ji Hyun/จอนจีฮยอน ผู้แสดงเป็น อาชิน (วัยผู้ใหญ่) เธอต้องแบกรับความสูญเสียที่ได้รับมาแต่ยังเยาว์ อดทนผ่านความลำบากมากมายเพื่อรอวันได้แก้แค้น ยอมกระทั่งเป็นพลสอดแนมรับใช้โชซอนเพื่อหวังว่าวันหนึ่ง โชซอนจะช่วยเธอแก้แค้นให้กับครอบครัว เป็นตัวละครที่มีบทพูดไม่มาก แต่ต้องใช้การแสดงออกทางสีหน้าแววตาซึ่งเธอก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว

อีกคนที่จะมองข้ามไปไม่ได้ คือ Park Byung Eun/พัคบยองอึน ผู้แสดงเป็น มินชีรก เขาคือนายทหารคนหนึ่งของโชซอน ผู้ที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อปกป้องโชซอน จึงไม่เว้นแม้แต่การหักหลังคนที่ทำคุณประโยชน์ให้ เขาคือผู้กวาดล้างเหล่าซอมบี้ผีดิบในซีซัน 1 และเป็นผู้นำกองทหารและช่วยเหลือรัชทายางอีชางในซีซัน 2

ในตอนพิเศษนี้ เขาก็เป็นตัวละครสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุซอมบี้เกลื่อนเมืองในเวลาต่อมาเช่นกัน

เรื่องราวที่ทำให้คุณรู้จักกับอาชินผู้มาเยือนในตอนท้ายของซีซัน 2
อาจจะมีหลายช่วง เวลา ที่ภาพ ในจอค่อนข้างมืด ถ้าทีวี ของท่าน คุณภาพจอ ไม่สูงพอก็อาจจะเป็น เรื่องกวนใจ อยู่บ้าง บางเสียง แนะนำให้ปิดไฟ ไม่ก็เปลี่ยนไป ใช้ทีวีรุ่นใหม่ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ได้พบกับตัวเองก็คือ การได้ลองเป็นดูครั้งที่สองบนคอมพิวเตอร์ ทำให้เข้าเรื่องราวได้มากขึ้นกว่าเดิม เหมือนเขาจงใจจะให้เราดูสองรอบนะครับเนี่ย

เรื่องราวมันอาจจะเล่าปูเรื่องยาวหน่อย ความเร้าใจในช่วงครึ่งแรกมันอาจมีไม่มากนัก แม้ในครึ่งหลังจะได้เห็นซอมบี้อาละวาดอยู่บ้าง แต่ก็เรียกได้ว่ายังไม่มากพอสำหรับคนที่คาดหวัง อย่างไรก็ตาม มันคือ ภาคที่ต่อเติมให้เราได้รู้จักกับอาชินให้มากขึ้น

 

สรุป

หนังภาคกำเนิดของจักรวาลคิงดอม ซอมบี้เกาหลี ได้จอนจีฮยอน รับบท อาชิน เดินเรื่องเอื่อยไปหน่อย แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่แฟนซีรีส์ไม่ควรพลาด

จุดเด่น

เป็นการเฉลยที่มาและจุดกำเนิดของซอมบี้ในหนังคิงดอมที่หักมุมพอสมควร

โปรดักชั่นดีเยี่ยม
จอนจีฮยอนแสดงได้ดี
เป็นการเชื่อมไปยังซีรีส์ภาคหลักได้ดี
น่าติดตามทิศทางของตัวละครอาชินหลังจากนี้เอามากๆ
มีพากย์ไทย

จุดด้อย

หนังเดินเรื่องช้า ใช้เวลาปูบทนานเกินไป
กว่าซอมบี้จะออกมาก็ช้ามากๆ
ช่วงท้ายสู้กับซอมบี้ไม่ได้มีลุ้นอะไร
บทแสดงของจอนจีฮยอนน้อยเกินไป

 

ดูหนังไทย

รีวิวหนัง Terraformars – สงครามฆ่าพันธุ์มฤตยู การ์ตูนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง

เรื่องย่อหนัง หนัง Terra Formars หรือชื่อไทยว่า ภารกิจล้างพันธุ์นรก Terraformars การ์ตูนที่มีชื่อเสียงโด่งดังและมียอดขาย 15 ล้านเล่มทั่วโลก ถูกนำออกมาฉายเป็นภาพยนตร์แล้ว โดยเนื้อเรื่องที่นำมาทำเป็นภาพยนตร์นั้นเป็นเรื่องราวการสู้กันระหว่างแมลงสาบกับมนุษย์บนดาวอังคาร การเผชิญหน้าที่ไม่คาดฝันของศัตรูตัวฉกาจของมนุษย์ที่มีชื่อว่า ”เทอราฟอร์มาร์ส” หรือ แมลงสาบ ซึ่งพวกมันมีวิวัฒนาการของตัวเอง ทำให้มีความแข็งแกร่งที่จะต่อสู้กับมนุษย์ได้นั้น มนุษย์จะทำอย่างไรเพื่อที่จะกำจัดศัตรูตัวร้ายและปกป้องสิ่งที่สำคัญที่สุด

รีวิวหนัง Terraformars - สงครามฆ่าพันธุ์มฤตยู การ์ตูนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง

แค่พล็อตที่ว่า..กลุ่มคนตกอับไร้ค่าไม่เป็นที่ต้องการในสังคมอย่างเช่น ฆาตกร คนโรคจิต แม่เล้า ยากูซ่า ฯลฯ ถูกผ่าตัดดัดแปลงให้สามารถตอบสนองยีนส์แมลงที่ฉีดเข้าร่างกายให้กลายพันธุ์ชั่วขณะเพื่อใช้ความสามารถของแมลงนั้นๆ ไปกำจัดกองทัพแมลงสาบกลายพันธุ์บนดาวอังคารได้!!! ก็น่าสนุกมากๆ แล้ว และสำหรับคนที่เกลียดแมลงสาบเข้าไส้ มันก็น่าจะเป็นหนังที่ให้ความสยดสยองเทียบเท่าหรือยิ่งกว่าหนังฆ่าหั่นศพและหนังผีเรื่องไหนๆ

Terra Formars เป็นหนังญี่ปุ่นที่เพิ่งลงโรงฉายในบ้านเราสัปดาห์ล่าสุดนี้ ซึ่งมาพร้อมความเป็นหนังไซไฟที่ให้กลิ่นไปทางแฟนตาซีระทึกขวัญในแบบฉบับที่ยังคงความเป็นการ์ตูนๆ เอาไว้อยู่ จัดเต็มทั้งวิชวลเอ็กเฟ็กต์ที่จัดว่ารวมๆ แล้วก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ เข้ากับความตลกโปกเกรียนและความบ้าระห่ำที่ไม่ได้แคร์ความสมจริงไปได้รอด มีอารมณ์ขันที่ช่วยพยุงหนังให้สนุกได้ท่ามกลางความบ้องตื้นของบทหนังที่ถึงแม้ว่าพล็อตจะน่าสนุกและดูมีสาระได้อีกมาก แต่ทั้งลำดับการเล่าไปจนถึงรายละเอียดตัวละครและภารกิจลับกลับถูกจัดวางในสัดส่วนที่เท่าๆ กันไปหมดจนขาดไดนามิกของเส้นเรื่อง ทำให้รู้สึกว่าคนทำตั้งใจจับวางให้ครบทุกตัวละครมากไปหน่อยจนเหมือนหนังยำซีนท่าเดียวไปทุกขณะ

แล้วพอดูไปได้สักพักทั้งไอเดียทั้งพล็อตและวิธีการเล่าที่ดูน่าสนใจไปได้สุดทางก็ค่อยๆ ดูเรื่อยเปื่อยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงหลังที่จังหวะท่าทียียวนกวนประสาทของหนังกลับกลายเป็นการเล่าซ้ำ จนความซ้ำซากน่าเบื่อค่อยๆ แทรกเข้ามาแทนที่ความสนุกแบบครึ่งต่อครึ่ง ทั้งที่ลำพังแค่การออกแบบตัวละครมันชวนให้น่าสนุกได้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แค่หนังเปิดตัวมนุษย์แมลงด้วยแมลงตดก็เห็นชัดว่าตั้งใจจะเล่นท่าทีแบบไหน แต่บทหนังและการกำกับกลับทำพัง

 

ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงที่งัดแงะแกะเกาเบื้องลึกเบื้องหลังแรงผลักดันและจุดมุ่งหมายของตัวละครที่ตั้งใจให้คนดูรู้สึกคล้อยตามตัวละครชายขอบที่ถูกกระทำ กลับเห็นแค่ความพยายามยัดเยียดประเด็นของคนทำให้คนดู ซึ่งเอาเข้าจริงมันมีวิธีเล่าได้ดีไม่คลิเชให้รู้สึกเลี่ยนเอียนน้อยกว่านี้ได้เยอะแยะ อาจจะเล่าด้วยการปูเรื่องให้บาลานซ์นำร่องในองก์หรือสถานการณ์ก่อนๆ หน้าเพื่อบอกใบ้ให้น่าติดตาม ไม่ใช่แค่มาเล่ายิงเต็มในตอนใดตอนหนึ่ง แต่ก็ยังดีที่มีตัวละครอย่างของ Rinko Kikuchi บ้าๆ บอๆ ตอแหลกลับมาช่วยดึงซีนให้หนังน่าติดตามขึ้นมาได้บ้าง ไม่สิ..ได้มากเลยแหละ

ที่ติมาทั้งหมดเนี่ยจริงๆ แล้วชอบหนังมากกว่าไม่ชอบนะ ชอบในส่วนที่มันยังดูสนุกอยู่และโดยเฉพาะความน่าสนใจทั้งประเด็นที่หนังยังทำได้ไม่ดี และการออกแบบตัวละครที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นมนุษย์แมลงสาบหน้าแบ๊วๆ บนจอหนังโรง เสียดายที่สุดท้ายมันกลายเป็นแค่หนังดูสนุกได้เรื่อยๆ แถมยังสนุกเฉพาะใครบางคน (สังเกตจากคนดูข้างๆ เป็นกลุ่มฝรั่งวัยรุ่น มี 2 คนดูเอ็นจอยกับหนังยิ้มไปขำไปเข้าใจเก็ตมุกแบบหนังคัลท์หนังเวียร์ดที่หนังเป็น แต่อีกคนนั่งกุมขมับขยับไปมา) แต่ถ้าอยากลองอย่าได้ลังเล แมลงสาบตาแป๋วกล้ามบึ้กรอคุณอยู่ ตีตั๋วโลด!!! แต่แนะนำว่าไม่ต้องดูตัวอย่างหนังก่อนไปดู(ส่วนตัวเห็นแค่ผ่านๆ ตา เพิ่งดูเต็มๆ ตอนดูหนังมาแล้ว) เพราะความเซอร์ไพรส์หลายๆ อย่างจะลดทอนหรือหายไป จนทำให้ตอนที่เข้าโรงไปนั่งดูเราอาจจะไม่รู้สึกพิเศษอะไรกับหนังเลยก็ได้.. ที่มา

รีวิวหนัง Captain America : Civil War – ศึกฮีโร่ระห่ำโลก

รีวิวหนัง Captain America : Civil War - ศึกฮีโร่ระห่ำโลก

เรื่องย่อหนัง หนัง Captain America: Civil War หรือชื่อไทยว่า ศึกฮีโร่ระห่ำโลก กัปตันอเมริกา: ซิวิล วอร์ ดำเนินเรื่องต่อจาก อเวนเจอร์ส: มหาศึกอัลตรอนถล่มโลก เมื่อ สตีฟ โรเจอร์ส ได้นำทีมอเวนเจอร์สทีมใหม่ ในการเดินหน้าเพื่อปกป้องมนุษยชาติ หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกโดยมีอเวนเจอร์สเข้าไปเกี่ยวข้องได้ส่งผลกระทบต่อเนื่อง ความกดดันทางการเมืองทำให้เกิดระบบตรวจสอบและพิจารณาการทำงานของทีมอเวนเจอร์ส ซึ่งสถานภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ได้ทำให้เกิดรอยร้าวในเหล่าอเวนเจอร์สในขณะที่พวกเขาก็ต้องปกป้องโลกจากวายร้ายผู้ชั่วช้าคนใหม่

ปี 2016 ถือว่าเป็นปีที่ ค่ายที่ถือสิทธิ์ Comic Hero ยักษ์ใหญ่อย่าง DC และ Marvel วางแผนที่จะจัดหนัก Event ใหญ่ โดยการเอาตัวละครหลักของค่ายตัวเองอย่าง Batman มาปะทะกับ Superman และ กัปตันอเมริกา ปะทะ ไอรอนแมน ซึ่งรายแรกนั้นฉายไปเมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งผลที่ได้ออกมา ถ้าไม่ชอบไปเลย ก็คือเกลียดไปเลย เพราะทางฝั่งนั้น เน้นเอาใจ FC ตัว Comic ซะส่วนใหญ่ แต่โดยรวมเนื้อเรื่องมันไม่ค่อยสมูทเลยเท่าไหร่ ทำให้ Civil War ตกที่นั่งลำบากแล้วว่าจะซ้ำรอยค่ายคู่แข่งหรือไม่

ผลที่ได้หลังจากที่รับชมมา  ถือเป็นอีกก้าวของทาง Marvel Studio ที่ดึงเอาสองพี่น้องรูสโซ จาก Winter Soilder กลับมากำกับอีกครั้ง

และทั้งคู่ยังคงรักษามาตรฐานในด้านเนื้อเรื่อง การกำกับ แอคชั่น ได้ออกมาดูง่ายและกลมกล่อมดีมาก

ตัวเรื่องนั้นมีตัวละครหลากหลายมากมายก่ายกอง แต่ไม่สามารถทำให้คนดูสับสน หรือลำเอียงบทให้กับตัวละครอื่นๆ มากกว่าตัวละครหลักอย่าง กัปตันและไอรอมแมนเลย

ในฉากการปะทะที่สนามบินเป็นอะไรที่สนุก ลุ้น และเอ็นจอย จัดหนักจัดเต็มเอามาๆ เรียกได้ว่าขนเซอร์ไพร์มาให้เพียบ ทำเอาตะลึงไปเลยก็ว่าได้

งานด้านภาพ ถือว่าค่อนข้างกลางๆสำหรับหนังของมาร์เวล แถมมีบางฉากที่ CG ยังดูลอยๆไม่เนียนเท่าไหร่ แต่โดยรวมถือว่าใช้ได้ ฉากที่ใช้กล้อง IMAX ดิจิตอลรุ่นใหม่ในการถ่ายทำ

ออกมาใช้งานได้ดีทีเดียว จัดเต็ม 17 นาทีต่อเนื่องกันไปเลย (ฉากที่กะทะกันที่สนามบินนั่นแหละ)

งานด้านเสียง และเพลงประกอบ อันนี้ถือเป็นจุดด้อยของหนังมาร์เวลเลยที่ยังไม่สามารถเฟ้นหา ผู้ประพันธ์เพลงประกอบที่ทำให้ติดหูและคนดูจำได้ งานส่วนมากที่ออกมาจะออกไปทาง กลางๆซะมากกว่า

โดยรวม  นั่นเป็นหนังอีกเรื่องจากมาร์เวลที่ยกระดับที่ตัวหนังสเกลใหญ่น้องๆ อเวนเจอร์ 2 เลยทีเดียว เพียงแต่มันไม่ได้เละเทะและเลอะเทอะ แบบเรื่องที่ว่า แถมเป็นการพิสูจน์ว่า ผกก สองพี่น้องคู่นี้ ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับ Avengers Infinity War Part 1 และ 2 นั่นแฟนๆน่าจะหายห่วงได้พอสมควรเลยทีเดียว 9/10 ที่มา 

รีวิวหนัง Independence Day : Resurgence – สงครามใหม่วันบดโลก

เรื่องย่อหนัง หนัง Independence Day 2 หรือชื่อไทยว่า สงครามใหม่วันบดโลก Independence Day ได้ถูกนำกลับสร้างใหม่อีกครั้ง มหากาพย์ครั้งใหม่นี้จะโชว์ให้เห็นความหายนะของโลกที่เกินกว่าจะจินตนาการได้ และการกลับมาของเหล่าเอเลี่ยนพร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้หลายๆชาติในโลกต้องร่วมมือกันช่วยหาวิธีปกป้องโลกจากหายนะครั้งนี้ แต่ก็ยังไม่อะไรที่สามารถจะป้องกันโลกจากเหล่าเอเลี่ยนที่ร้ายกาจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนได้ จะมีก็เพียงมันสมองอันชาญฉลาดของชายและหญิงเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะสามารถปกป้องโลกนี้ได้

รีวิวหนัง Independence Day : Resurgence - สงครามใหม่วันบดโลก

ผ่านมา 20 ปี ถึงคราวของหนังที่เคยเป็นหนังเอเลี่ยนบุกโลกที่คลาสสิคมากเรื่องนึง ซึ่งเป็นหนังที่ใครต่อใครหลายคนต่างชอบและหยิบมาดูกันไม่ต่ำกว่าสองหรือสามครั้งกับ ไอดี4 จะมีภาคต่อกับเขาบ้าง โดยได้ผกก.คนเดิมกลับรับหน้าที่กำกับ อีกทั้งยังได้นักแสดงจากภาคเก่ากลับมาอีกมากมาย จะขาดก็แต่วิล สมิท ที่ติดปัญหาเรื่องค่าตัวและคิวงานแต่ก็เพียงพอที่จะดึงดูดแฟนๆทั้งใหม่เก่าแน่นอน

เนื้อเรื่องเองก็ผ่านมา 20 ปี หลังจากการบุกครั้งก่อนมนุษย์จดจำวันที่ 4 กรกฎาเป็นอย่างดี และได้นำเอาเทคโนโลยีของเอเลี่ยนมาศึกษาและพัฒนาอาวุธ ยานพาหนะต่างๆให้ทันสมัยมากขึ้นแต่ทว่ามันอาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะพวกมันได้กลับมาอีกครั้งและมาระลอกใหญ่กว่าเดิม เก่งกาจกว่าเดิม ทำให้มนุษย์ต้องสิ้นหวังในการต่อกรและสุ่มเสี่ยงที่โลกจะถูกทำลายล้างอีกครั้ง !!!!!

หลังจากที่ผมได้ดูสิ่งแรกที่คิดถึงเลยคือความยาวของหนัง ซึ่งมันสั้นผิดวิสัยผกก.โรแลนด์ เอมเมอร์ริชมาก แต่ความสั้นนี้ก็ช่วยให้หนังมันกระชับและไม่รู้สึกเอียน เพราะหนังยัดซีนต่อสู้ บู๊ ทำลายล้างมารัวมาก แต่ในความสั้นนี้เองก็ทำให้หลายต่อหลายซีนอย่างการบุกทำลายล้างโลก ดูรีบร้อนและไม่ได้แปลกใหม่อะไร ทำให้ตรงนี้ไม่ได้สร้างอิมแพ็คและภาพจำอย่างที่ภาคแรกเคยทำได้ และอย่างที่ผมกล่าวไปด้วยความที่บู๊มาก ทำให้หนังไม่เน้นหรือไม่มีพื้นที่ให้กับมิติอื่นๆ อย่างดราม่า และไม่ได้ลงลึกกับตัวละครมากที่ควร ทำให้ตัวละครใหม่ๆกับขาดสเน่ห์ กลายเป็นว่าตัว บิล พูลแมน หรืออดีตปธน.สหรัฐ กลับเด่นเกินหน้าเกินตาเด็กใหม่ซะงั้น !?

ถามว่าหนังสนุกมั้ย มันก็พอสนุกพอดูเอามันส์ได้เพลินๆไม่ถึงกับเบื่ออะไรนัก แต่หนังมันขาดสเน่ห์ และลืมเอกลักษณ์ของตัวเองไป จนหากมาดูสองภาคติดต่อกันคงตกใจไม่น้อยเพราะภาคต่อเรื่องนี้หลุดโทนจนคนที่ชอบภาคแรกอย่างผมแอบเสียดายอยู่พอสมควรเหมือนกันครับ ที่มา 

รีวิวหนัง A Hologram for the King – ผู้ชาย หัวใจไม่หยุดฝัน ยุคที่เศรษฐกิจกำลังซบเซา

เรื่องย่อหนัง หนัง A Hologram for the King เมื่อปี 2010 ยุคที่เศรษฐกิจกำลังซบเซา นักธุรกิจชาวอเมริกัน อลัน เคลย์ (ทอม แฮงค์ส) ถังแตก ซึมเศร้า และเป็นม่ายมาหมาด ๆ ต้องเดินทางไปยังเมือง เจดดาห์ ซาอุดิอาระเบีย เพื่อปิดจ๊อบที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ ขายโครงข่ายการสื่อสารระยะไกลให้กับรัฐบาลซาอุ แต่เมื่อต้องมาอยู่ต่างแดนเขาต้องเผชิญกับความอ้างว้างและโดดเดี่ยว แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี อลันได้พบเพื่อนผู้คอยช่วยเหลือเขานั่นก็คือคนขับแท็กซี่ โยเซฟ (อเล็กซานเดอร์ แบล็ค) ที่พาเขาเดินทางข้ามทะเลทรายไปยังเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของพระราชา แต่กลับต้องพบเจอกับเมืองร้างที่มีสิ่งก่อสร้างที่ล้วนแล้วแต่ยังสร้างไม่เสร็จ

รีวิวหนัง A Hologram for the King - ผู้ชาย หัวใจไม่หยุดฝัน ยุคที่เศรษฐกิจกำลังซบเซา

และเขาเองก็สุดช็อกเมื่อเจอการต้อนรับอันแสนห่วยที่ทางทีมของเขาเองต้องมาอาศัยอยู่ในเต็นท์โทรมๆ แห่งนี้ แถมยังถูกกดดันอย่างมากในการพรีเซนต์โปรเจคท์ในครั้งนี้ ทั้งๆ ที่ตัวของเขาเองก็แทบจะไม่มั่นใจเลยว่าตัวกษัตริย์แห่งซาอุเองจะมาร่วมประชุมด้วยหรือไม่ เมื่อกลับมาที่เจดดาห์ อลันเองก็รู้สึกมีอาการเครียด เขาเลยตัดสินใจไปหาหมอที่โรงพยาบาล เขาได้พบแพทย์สุดสวย ซาห์รา ฮาเก็ม (ซาริต้า ชาวดูรี) ทำให้เขาได้รู้จักเพื่อนต่างแดนอีกคน และด้วยมิตรภาพนี้ทำให้เขาสามารถก้าวข้ามระบบวัฒนธรรมของประเทศนี้ เขาจึงเริ่มวางแผนการในการเจรจาธุรกิจครั้งสำคัญอย่างท้าทาย

 

หนังว่าด้วยเรื่องราวของ อลัน เคลย์ นักธุรกิจที่ถังแตกและล้มเหลวกับกิจการบริษัทจักรยาน เดินทางไปยังซาอุดิอาระเบียเพื่อไปเสนอขายเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารโดยโฮโลแกรม ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ง่าย เพราะการเข้าถึงกษัตริย์ซาอุก็ยากลำบาก แถมสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมก็ทำให้อลันทำอะไรยากไปหมด แถมยังมีปัญหาส่วนตัวที่ติดตัวเขามาอีกทำให้อลันต้องพยายามที่จะฝ่าฟันปัญหาทั้งหมดนี้ไปให้ได้

ปัญหาของหนังเรื่องนี้ปัญหาเดียวเลยคือ ค่อนข้างน่าเบื่อ และขาดลูกเล่น โชคดีที่หนังความยาวไม่ถึงสองชั่วโมงและได้ดาราแม่เหล็กอย่างทอม แฮงค์มาทำให้ยังพยุงหนังไปได้จนจบ ต้นเรื่องปูมาได้อย่างน่าสนใจ มีคอนฟลิกวางไว้เยอะพอสมควรทั้งปัญหาส่วนตัว และการเผชิญกับสถานการณ์สุดเลวร้ายในซาอุ แต่หนังกลับเล่นง่ายไปเสียหมด

ในส่วนของพาร์ทความรักเองแม้จะดูมีมิติบ้างเล็กน้อย เพราะประเด็นต่างศาสนาและวัฒนธรรม รวมไปถึงสังคมรอบข้างค่อนข้างน่าสนใจ แต่นอกนั้นทั้งประเด็นโฮโลแกรม หรืออื่นๆมันจบง่ายดายเหลือเกิน ถึงจะเข้าใจได้ว่าเขาจงใจจะเสียดสีประเทศนั้นๆก็เถอะ ภาพรวมของหนังยังออกมาน่าเบื่อและไม่มีอะไรให้ลุ้นซักเท่าไหร่

หากใครเป็นแฟนทอม แฮงค์ หนังเรื่องนี้พอมาดูให้หายคิดถึงกันได้อยู่ครับ เพราะ ทอม แฮงค์ก็คือทอมแฮงค์ ฮ่าๆ สเน่ห์ของเขายังมีอยู่ แต่หากไม่ใช่แนะนำว่าปล่อยผ่านจะดีกว่าเพราะ A Hologram for the King เป็นแค่หนังฟีลกู้ดที่น่าเบื่อเรื่องนึงเท่านั้นเองครับ ที่มา