รีวิว ซีรีย์จีน ชีวิตก่อนแต่งงาน ฉันไม่ชอบทั้งโลกฉันชอบแค่เธอคนเดียว

8 ประโยคเด็ดจากซีรี่ส์จีนมาแรง “ฉันไม่ชอบทั้งโลก ฉันชอบแค่เธอคนเดียว” ที่เป็นข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิต - JEAB.com

รีวิว ซีรีย์จีน LeCoupdeFoudre (我只喜欢你) ฉันไม่ชอบทั้งโลกฉันชอบแค่เธอคนเดียว เรื่องย่อ: เล่าถึงชีวิตก่อนแต่งงานของ เหยียนม่อ และจ้าวเฉียวอี ที่เป็นเพื่อนกันสมัยมัธยม โดยเฉียวอีเป็นเด็กเรียนไม่เก่ง แต่ได้นั่งข้าง เหยียนม่อ นักเรียนดีเด่นของชั้น ที่ภายหลังทั้งคู่รักกันและสัญญาว่าจะไปเรียนต่ออังกฤษด้วยกัน แต่แล้วเฉียวอีก็ผิดสัญญา จึงทำให้เหยียนม่อโกรธ เวลาผ่านไปสิบปี ทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกครั้งพร้อมกับความรู้สึกที่ยังคงอยู่ ซึ่งเนื้อเรื่องจะดำเนินต่ออย่างไร แนะนำว่าให้พิสูจน์ความฟินและความสนุกด้วยตัวเองเลยค่ะ

ความรู้สึกหลังดูจบ

ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าปกติแล้วเราไม่ดูซีรีส์จีนร่วมสมัยเท่าไหร่ เพราะส่วนตัวชื่นชอบละครแนวพีเรียด ชิงไหวชิงพริบและแนววังหลังเชือดเฉือนคม เพราะดูแล้วปวดตับโดยแท้ แถมเราดองเรื่องนี้ไว้เป็นปีเพราะยังไม่ถึงคิวที่ต้องดู อีกทั้งยังปรามาสก่อนดูไว้ว่าจะต้องเป็นซีรีส์ขายฝันทั่วไป พระนางขายฉากฟินเท่านั้น แต่คิดผิด! เพราะพอดูไปเรื่อยๆเราถึงได้ค้นพบว่าโอ้โห นี่มันตรงตามชื่อเรื่องจริงๆ ที่บอกว่า “ฉันไม่ชอบทั้งโลก ฉันชอบแค่เธอคนเดียว” เพราะทั้งโลกของ พระเอกของเรา มีแต่นางเอกในโลกของเขาจริงๆ โดยละครมีทั้งหมด 35 ตอน ทั้งยังทำให้เราร้องไห้ไปแล้ว 20 ตอน

ขอชื่นชมนักแสดงทั้งหมดที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องคุณภาพก่อน เพราะพวกเขาทั้งหมดทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ อีกทั้งยังทำให้ตัวละครมีข้อบกพร่อง สะท้อนถึงความเป็นคนจริงๆ ทั้งยังส่งเสริม สัมพันธ์กันได้ครบถ้วนอย่างแท้จริง แม้แต่ตัวละครสมทบก็เป็นที่รักของผู้ชมได้ไม่ยาก อีกทั้งยังมีคาแรคเตอร์ที่ดูดี พวกเขาไม่เพียงมีอยู่เพื่อช่วยให้เรื่องราวเดินหน้าต่อไป แต่เป็นส่วนสำคัญของละครอีกด้วย

กล่าวว่าละครเรื่องนี้ไม่ได้ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หรือมีตัวละครสมทบมาเพื่อชูให้พระ-นางของเรื่องเด่น แต่ทุกคนโดดเด่นในบทบาทของตัวเองอย่างเท่าเทียม อาทิ บทของเฟ่ยต้าชวน น้าชายแท้ๆของพระเอกที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ทว่าอบอุ่นและน่าเอาช่วยไปพร้อมๆกัน และอีกบทหนึ่งที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยคือพ่อเลี้ยงของนางเอก ซึ่งเป็นบทที่ออกมาทีไร เราอมยิ้มให้และรู้สึกได้ถึงความรักที่มอบให้นางเอกและพี่ชายเลย

นักแสดงนำทั้งสี่

อีกทั้งซีรีส์ให้ความสำคัญกับครอบครัวมากเลยทีเดียว ในตอนแรกคิดว่านี่มัน romanticize(การทำให้ภาพดูเกินไปจากความจริง) ความจนแน่ๆเพราะครอบครัวนางเอกเป็นชนชั้นกลาง-ล่าง ที่ไม่ได้ฐานะร่ำรวยนักแต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวดีกว่าบ้านอื่นๆในเรื่อง ความสัมพันธ์ดี ที่บ้านมีความสุข กินอิ่มหลับสบาย มีง้องอนตามประสามนุษย์ปุถุชนทั่วไป แต่ก็ยังนับว่าเป็นที่พึ่งพิงให้นางเอกได้อย่างแท้จริง ในขณะที่บ้านพระเอก ของเรา ที่บ้านมีอันจะกิน เรียกได้ว่าชาตินี้ก็คงใช้เงินไม่หมด เพราะพ่อกับแม่ทำงานอย่างหนัก สามารถส่งลูกไปเรียนมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้แบบขนหน้าแข้งไม่ร่วง กลับไม่ได้มีครอบครัวที่อบอุ่นนัก พ่อกับแม่ไม่มีเวลาพบปะลูกหรือพูดคุยตามประสาครอบครัวตั้งแต่พระเอกยังเป็นเด็ก จึงซื้อลูกสุนัขมาให้เลี้ยง นี่จึงเป็นปมในใจของพระเอกตั้งแต่เด็ก คือเขาไม่อยากรักใครเพราะกลัวสูญเสีย อ่านต่อ
เรารู้จักหนังสือชื่อ “ฉันไม่ชอบทั้งโลก ฉันชอบแค่เธอคนเดียว” เล่มนี้ครั้งแรกบนหน้าฟีดของเฟซบุ๊ก ในตอนนั้นได้แต่ย่นคิ้วและคิดในใจว่า “ทำไมเดี๋ยวนี้คนเราถึงได้ฮิตตั้งชื่อนิยายยาวๆ แบบนี้กันจังนะ” ในตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมากจึงได้สกรอลล์ผ่านไป

หลังจากนั้นน้องเทคมหาลัยโพสต์ภาพหนังสือเล่มนี้พร้อมข้อความที่เขียนประมาณว่า เธอพยายามถ่อไปหาหนังสือเล่มนี้ถึงเซนทรัลกลับไม่เจอ มาเจอที่ศูนย์จุฬาใกล้ๆ นี่เอง เราคิดต่อไปว่า เอ…หนังสือเล่มนี้มันน่าสนใจขนาดนั้นเลยหรือไงนะ และด้วยความที่เราเป็นคนที่ไม่ชอบให้ความสงสัยเข้ามากัดกินมากเกินไป วันหนึ่งเมื่อถึงฤกษ์งามยามดีจึงได้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดู

หนังสือเป็นเล่มบางๆ แต่น่าตกใจตรงที่เฉพาะในปีนี้ (เล่มที่ฉันถืออยู่) ก็ตีพิมพ์ไปสามครั้งแล้ว ตรงสารบัญมีหัวข้อเรื่องมากมาย เราไม่ได้คิดอะไรมากก็เปิดอ่านทันที

หลังจากได้ทำความเข้าใจ นิยายเรื่องนี้ไม่เชิงนิยายเสียทีเดียว เหมือนเรานั่งอ่านไดอารี่ของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อ เฉียวยี พูดถึงความสัมพันธ์ของเธอกับแฟนหนุ่มที่ในที่นี้ใช้ชื่อย่อว่า F เธอกับ F รู้จักกันตั้งแต่สมัยมัธยม เขาเป็นหนุ่มราศีมังกร เพียบพร้อมทุกอย่าง เรียนเก่ง หน้าตาดี ฐานะทางบ้านก็โอเค แต่เป็นหนุ่มเย็นชาที่เฉียวยีใช้คำอธิบายว่า “เขาในตอนนั้นเป็นเพียงตู้เย็นที่ทำงานแบบไร้เสียงอยู่เงียบๆ ในสายตาของฉัน” แคแรกเทอร์แบบนี้เหมือนพระเอกนิยายหรือมังงะตาหวานไม่มีผิด แต่รู้มั้ยว่านี่แหละคือแคแรกเทอร์ในแบบที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มักชอบ

นาย F ของเฉียวยีมีหลายมุมแสดงออกมา และเธอแบ่งเรื่องราวต่างๆ ออกเป็นหลายๆ บท ในส่วนของบทแรกเราจะได้ทำความรู้สึกกับตัวตนของนาย F ก่อนว่าเขาเป็นคนอย่างไร ทั้งสองคนเจอกันในลักษณะไหน และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเหล่านั้น เราอ่านไปได้ไม่นานก็เข้าใจว่าทำไมนิยายเรื่องนี้ถึงได้ชื่อยาวขนาดนั้น อันที่จริงแล้วมันเป็นส่วนหนึ่งในประโยคที่นาย F ใช้พูดกับเฉียวยี “ฉันไม่ชอบทั้งโลก ฉันชอบแค่เธอคนเดียว”

เราไม่ได้คาดหวังอะไรกับหนังสือเล่มนี้มากนัก แต่ทุกอย่างล้วนเป็นเช่นนี้เสมอมา เหมือนเวลาเราพยายามปาหินให้โดนเป้า พยายามปาอย่างไรก็ไม่เข้าเป้าเสียที แต่พอตัดใจปาไปส่งๆ กลับเข้าเป้าเสียอย่างนั้น หนังสือเล่มนี้ก็เป็นแบบนั้น แรกเริ่มเราไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แค่อ่านเพราะอยากรู้ว่าทำไมคนถึงหวีดกันเยอะนัก แต่ท้ายสุดแล้วกลับเข้าใจเหตุผลที่คนเหล่านั้นหวีด เพราะหนังสือเล่มนี้มันหวานมากกกกกกกจนเราหุบยิ้มไม่ได้

มันไม่ได้หวานเลี่ยน แน่นอน อาจมีช่วงนั้นแทรกมาบ้าง แต่ในขณะเดียวกันเราคิดว่านี่คือสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนน่าจะชอบ การแสดงออกหรือการพูดจาของนาย F ไม่ได้จาบจ้วงแสดงออกถึงความรักชนิดคลั่งไคล้หากไม่ได้เธอมาฉันคงตายค่าที่อะไรอย่างนั้น มันเป็นรักแบบหนุ่มเงียบที่หลังๆ เมื่ออยู่กับผู้หญิงอย่างเฉียวยีมากขึ้นก็เริ่มนิสัยเสีย แสดงมุมแบบเด็กๆ และปากร้ายในบางครั้ง

นอกจากจะพูดถึงนาย F แล้ว เฉียวยียังพูดถึงคนรอบตัวเธออีกหลายๆ คน ไม่ว่าจะพี่ชาย เพื่อน หรือแฟนเก่า ทำให้เราสามารถมองและรับรู้ได้ในหลายๆ แง่มุมว่าเกิดอะไรขึ้นในชีวิตเธอบ้าง แต่เนื้อหาที่พูดถึงไม่ได้กำหนดไทม์ไลน์ตายตัว ซึ่งเราสามารถมองว่ามันเป็นเสน่ห์ของหนังสือได้เหมือนกัน

ทุกอย่างไม่ได้หวานโรแมนติกไปเสียหมด เมื่อนิยายเล่มนี้เขียนบอกไว้ที่ปกหลังว่า “นิยายเรื่องนี้…เขียนขึ้นมาจากเรื่องจริง” และชีวิตจริงของคนเรานั้นไม่ได้มีสีขาวหรือสีดำไปทั้งชีวิต แต่เป็นสีเทาต่างหาก ดังนั้นนอกจากเราจะได้เห็นมุมน่ารักของคนสองคนแล้ว เรายังได้เห็นมุมที่พวกเขามึนตึงใส่กัน ตอนที่พวกเขาทะเลาะกัน ตอนที่พวกเขาบอกเลิกกัน แต่นอกจากจะได้เห็นมุมนั้นแล้วเรายังได้เห็นว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้น พวกเขาใช้วิธีไหนในการกลับมาคืนดีกันอีกครั้ง

จากการไม่คาดหวัง เราพบว่านี่เป็นหนังสือที่น่าประทับใจเรื่องหนึ่ง เหมือนกำลังแลกไดอารี่กับเพื่อนสาวในกลุ่มเพื่ออ่านว่าเธอบันทึกอะไรลงไปบ้าง คะแนน 8.5/10 จึงน่าจะเหมาะสม เราคิดว่านี่ถือเป็นหนึ่งในหนังสือที่สมควรแล้วที่จะได้ตีพิมพ์เพิ่มหลายหนในเวลาอันรวดเร็วแบบนี้

Best Quote: เรื่องน่าเสียดายที่สุดของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็คือ ขณะที่พวกเรายังเป็นวัยรุ่นไร้เดียงสา พวกเรามักจะได้พบกับคนที่ดีที่สุด แต่ทว่าเรามักจะไม่รู้ตัว

Note: เราได้อ่านหนังสือเล่มนี้มาหลายวันแล้ว (ประมาณหนึ่งอาทิตย์ได้) แต่เพิ่งมีโอกาสได้เขียนรีวิว ที่เป็นแบบนี้เพราะมีหนังสือมากมายให้อ่านน่ะสิ เฮ้อ…บางครั้งการมีแค่หนังสือกองมากมายรอบตัวก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว แต่โชคร้ายที่ว่ามีหนังสือมากมายให้อ่าน ทว่าเวลากลับมีอยู่เพียงน้อยนิด

“ฉันไม่ชอบทั้งโลก ฉันชอบแค่เธอคนเดียว” สร้างมาจากนวนิยายของผู้เขียนชื่อ เฉียวยี ในรูปแบบหนังสือนั้น จัดจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์วารา ส่วนในรูปแบบซีรี่ส์ฉายทาง WeTV ซึ่งจัดว่าเป็นซีรี่ส์รักโรแมนติกที่ได้คะแนน 10/10 จากหลายเสียง เนื้อเรื่องกล่าวถึงเรื่องราวของการแอบรักตั้งแต่สมัยมัธยม ความรักเดียวใจเดียวของเหยียนม่อ หรือ #พ่อหน้านิ่ง ซึ่งนำแสดงโดยพระเอกหนุ่ม จางอวี่เจี้ยน (Zhang Yujian) ที่แอบชอบ จ้าวเฉียวอี ที่นำแสดงโดยนางเอกสาว อู๋เฉียน (Wu Qian) ความรักในวัยมัธยมไม่สมหวัง แต่สุดท้าย พวกเขาก็กลับมาพบกันอีกครั้ง หลังเวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนถึงสมัยที่ทั้งคู่ทำงาน ในเรื่องอุปสรรคด้านความรักไม่เยอะ การดำเนินเรื่องเล่าตั้งแต่สมัยมัธยม สลับไปกับเหตุการณ์ปัจจุบัน เป็นเหมือนตัวละครในปัจจุบันกำลังย้อนความหลังให้เราได้ฟังที่มาของความรักคนทั้งคู่ แม้ว่าสถานะปัจจุบันทั้งสองคนจะได้แต่งงานกันแล้วก็ตาม แต่ความสนุกระหว่างทางนั้น มีอะไรให้ติดตามไม่น้อยเลยทีเดียว

ความดีงามของซีรี่ส์เรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่เนื้อเรื่องเพียงอย่างเดียว แต่ยังสอดแทรกประโยคเด็ดๆ ที่เป็นข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิตที่เราสามารถนำมาปรับใช้ได้มากมายด้วยล่ะค่ะ ว่าแล้ววันนี้ เลยขอรวบรวมประโยคเด็ดที่เป็นข้อคิดดีๆ จากซีรี่ส์ “ฉันไม่ชอบทั้งโลก ฉันชอบแค่เธอคนเดียว” มาฝากให้ได้ชม พร้อมปรับใช้เวลาเจอสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตกันค่ะ

#1. เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน บางครั้งก็มีกระทบกระทั่งกันบ้าง ใครที่เคยทะเลาะกับเพื่อน จงจำไว้ว่า เพื่อนแท้ เป็นแบบนี้ ถ้าคุณมีเพื่อนแท้ ก็อย่าปล่อยให้ระยะเวลาการทะเลาะกันนานเกินกว่าที่ควรจะเป็นเลยค่ะ รีบปรับความเข้าใจกันซะดีกว่า

“แกรู้ไหมเพื่อนแท้คืออะไร เป็นคนที่ฟันฝ่าความทุกข์กับแก เติบโตเป็นเพื่อนแก ถ้าเจอเพื่อนแบบนี้ ต้องรักษาไว้ด้วยชีวิต”

image source : ซีรี่ส์เรื่อง ฉันไม่ชอบทั้งโลก ฉันชอบแค่เธอคนเดียว ฉายทาง WeTV,2019
#2. บ่อยครั้งที่คนเป็นลูกหลายคนมักรำคาญกับความเป็นห่วงของพ่อแม่ หาว่าเป็นความน่ารำคาญ จู้จี้ ขี้บ่น แต่ที่จริง พ่อแม่เพียงแค่ต้องการให้เราเติบโตขึ้น มีความรับผิดชอบ ดูแลตัวเองเป็น ดังนั้นอย่ามองข้ามความหวังดีของพ่อแม่ แล้วเปลี่ยนเอาความรักที่พ่อแม่มอบให้ กลายไปเป็นความหงุดหงิด รำคาญกันเลยค่ะ เพราะคนเรา มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย วันหนึ่ง พ่อแม่ก็อาจไม่ได้อยู่กับเรา เราก็ต้องรู้จักดูแลตัวเองให้เป็นให้ท่านหมดกังวล

“ตอนนี้แม่พูดอะไรลูกก็รำคาญ ที่ตอนนี้ลูกเป็นอย่างนี้ไม่กลัวอะไรแบบนี้ ก็เพราะลูกรู้อยู่แก่ใจ ฟ้าถล่มลงมา ก็มีแม่คอยรับไว้ให้ ลูกก็ค่อยๆ โตขึ้น ต้องรู้จักรับผิดชอบชีวิตตัวเองบ้าง แม่ไม่ได้อยู่กับลูกตลอดชีวิตนะ”

#3. ในทุกวัน เรามักเจอเรื่องราวต่างๆ มากมาย บางครั้ง เราอาจอยู่ในสถาการณ์ที่ต้องพบเจอกับการกลั่นแกล้งผู้อื่น โดยที่เราอาจไม่ชอบใจ แต่ไม่มีความกล้าพอที่จะตัดสินใจทำอะไรออกไป ไม่กล้าห้าม ไม่กล้าสู้ สุดท้าย ก็ได้แต่ปล่อยให้การกลั่นแกล้งนั้นเกิดขึ้นกับคนอื่น ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าเราเองเป็นผู้ร่วมสนับสนุนให้เกิดการกลั่นแกล้งเหล่านั้นขึ้นเช่นกัน

“ในโลกของเรา มีคนดี ก็ต้องมีคนเลว เราทุกคนต่างก็รู้ว่า อย่าเป็นคนไม่ดี แต่ทุกคนก็ไม่เข้าใจเหตุผลประการหนึ่ง ถ้าเราเป็นคนดีที่นิ่งเฉย ก็คือการปล่อยให้คนไม่ดีกระทำผิด”

 

#4. ยุคนี้ อยากลงจากคาน ก็อาจจะต้องรุกกันบ้าง เพราะรักแท้น่ะ รออย่างเดียวไม่ได้หรอก ต้องพยายาม ไขว้คว้า ขวนขวายกันบ้างแล้ว การทำงานก็เช่นกัน อยากประสบความสำเร็จ เราก็ต้องขวนขวาย พยายาม จะรอให้สักวันทำสำเร็จเอง มันไม่ได้แล้วล่ะ ต้องมีความพยายามกันด้วยนะ

“รักแท้ น่ะ ไม่ใช่รอแล้วมันจะมา ลูกต้องไปไขว่คว้าด้วยตัวเอง”

 

 

ดูหนังออนไลน์ 

รีวิว ซีรีส์วัยรุ่น The End Of The F***Ing World Season 1-2

รีวิว the end of the ****ing world

ถือว่ามาแรงสุดๆแล้วสำหรับ ซีรีส์วัยรุ่น ที่มาพร้อมพลอตแรงๆของ Netflix อย่าง The End of The F***ing World ที่บอกเล่าเรื่องราวความรักระหว่างทางของ อลิซซ่า (เจสสิกา บาร์เดน) สาวน้อยที่ต้องการใครสักคนพาเธอหนีไปจากชีวิตที่ไร้ตัวตนในครอบครัว และใครคนนั้นก็ดันเป็น เจมส์ (อเล็กซ์ ลอว์เธอร์) เด็กหนุ่มที่หวังฆ่าเธอเพื่อชดเชยประสบการณ์เลวร้ายในวัยเยาว์ โดยมีจุดหมายคือการตามหาพ่อของอลิซซ่า แต่ก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดเมื่ออยู่ๆทั้งคู่ก็ไปพัวพันกับการฆาตกรรมและจี้ปล้นจนต้องหนีการตามล่าจากทางการกันหัวซุกหัวซุน

ดูจากเรื่องย่อที่กล่าวมาข้างต้นก็คงพอเห็นแล้วว่าความน่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้คือการผสานระหว่างหนังฆาตกรโรคจิตเข้ากับแนวรักโรแมนติกใสๆวัยรุ่นชอบ ซึ่งด้วยความที่หนังต้องการคงโทนโรแมนติกก็สบายใจได้ว่าสัดส่วนของความโหดด้านภาพจะไม่ได้มากมายนัก แถมเล่าๆไปความโรคจิตของตัวเจมส์ก็แทบไม่เห็นเพราะท้ายที่สุดหนังก็พยายามทำให้คนดูรักพระเอกของเรา ซึ่งด้วยการแสดงของ อเล็กซ์ ลอว์เธอร์ ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง เขาสามารถรับบท เจมส์ ชายหนุ่มผู้อยู่ผิดที่ผิดทางเหมือนวัยรุ่นแสวงหาตัวตนจากด้านมืดของตัวเองได้อย่างมีเสน่ห์ สามารถสร้างสมดุลระหว่างความประหลาด ความน่ากลัวแล้วก้าวข้ามไปสู่ความน่ารัก ทำให้คนดูอยากเอาใจช่วยได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ เจสสิกา บาร์เดน ก็ทำหน้าที่ได้ดีไม่แพ้กัน เพราะบท อลิซซ่า เองก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความโหยหาคนรักคนเข้าใจ ภายใต้ท่าทีก๋ากั่นบ้าผู้ชาย เธอสามารถทำให้ความรู้สึกคนดูค่อยๆพังทลายลงช้าๆเมื่อหนังดำเนินไปเรื่อยๆ ได้อย่างน่าเชื่อถือ

สร้างสรรค์โดย โจนาธาน เอนต์วิสเซิล (จาก คอมิคโดย ชาร์ลส์ เอส ฟอร์แมน)
สตรีมมิ่งทั้ง 8 ตอนได้ทาง Netflix
เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบซีรีส์รักวัยรุ่นที่มีเพลงเพราะคลอไปทั้งเรื่อง

ถือว่ามาแรงสุดๆแล้วสำหรับซีรีส์วัยรุ่นที่มาพร้อมพลอตแรงๆของ Netflix อย่าง The End of The F***ing World ที่บอกเล่าเรื่องราวความรักระหว่างทางของ อลิซซ่า (เจสสิกา บาร์เดน) สาวน้อยที่ต้องการใครสักคนพาเธอหนีไปจากชีวิตที่ไร้ตัวตนในครอบครัว และใครคนนั้นก็ดันเป็น เจมส์ (อเล็กซ์ ลอว์เธอร์) เด็กหนุ่มที่หวังฆ่าเธอเพื่อชดเชยประสบการณ์เลวร้ายในวัยเยาว์ โดยมีจุดหมายคือการตามหาพ่อของอลิซซ่า แต่ก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดเมื่ออยู่ๆทั้งคู่ก็ไปพัวพันกับการฆาตกรรมและจี้ปล้นจนต้องหนีการตามล่าจากทางการกันหัวซุกหัวซุน

ดูจากเรื่องย่อที่กล่าวมาข้างต้นก็คงพอเห็นแล้วว่าความน่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้คือการผสานระหว่างหนังฆาตกรโรคจิตเข้ากับแนวรักโรแมนติกใสๆวัยรุ่นชอบ ซึ่งด้วยความที่หนังต้องการคงโทนโรแมนติกก็สบายใจได้ว่าสัดส่วนของความโหดด้านภาพจะไม่ได้มากมายนัก แถมเล่าๆไปความโรคจิตของตัวเจมส์ก็แทบไม่เห็นเพราะท้ายที่สุดหนังก็พยายามทำให้คนดูรักพระเอกของเรา ซึ่งด้วยการแสดงของ อเล็กซ์ ลอว์เธอร์ ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง เขาสามารถรับบท เจมส์ ชายหนุ่มผู้อยู่ผิดที่ผิดทางเหมือนวัยรุ่นแสวงหาตัวตนจากด้านมืดของตัวเองได้อย่างมีเสน่ห์ สามารถสร้างสมดุลระหว่างความประหลาด ความน่ากลัวแล้วก้าวข้ามไปสู่ความน่ารัก ทำให้คนดูอยากเอาใจช่วยได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ เจสสิกา บาร์เดน ก็ทำหน้าที่ได้ดีไม่แพ้กัน เพราะบท อลิซซ่า เองก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความโหยหาคนรักคนเข้าใจ ภายใต้ท่าทีก๋ากั่นบ้าผู้ชาย เธอสามารถทำให้ความรู้สึกคนดูค่อยๆพังทลายลงช้าๆเมื่อหนังดำเนินไปเรื่อยๆ ได้อย่างน่าเชื่อถือ

ในขณะที่ข้อเสียหลักของซีรีส์ชุดนี้ก็คงเป็นการดำเนินเรื่องในหลายจุดที่บังเอิ๊ญบังเอิญแบบละครไทยยังเรียกพี่ เรียกได้ว่า คู่รักวัยกระเตาะที่พกมาแต่ความบ้าบิ่นสามารถผ่านแต่ละอุปสรรคได้อย่างง่ายดายแทบไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย ซึ่งก็ตอบโจทย์กับตัวซีรีส์ที่แต่ละตอนสั้นมากๆ เพราะตอนนึงยาวแค่ 25 นาทีเท่านั้น จึงทำให้คนมีเวลาน้อยสามารถดูทั้งซีซันได้ในเวลาเพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

สรุปแล้วด้วยเสน่ห์ของเรื่องราวที่มีทั้งความโรแมนติกที่ปรุงรสด้วยความระทึกแบบจางๆ เคล้าเสียงเพลงเพราะๆและความน่ารักของทั้ง อเล็กซ์ ลอว์เธอร์ และ เจสสิกา บาร์เดน ก็น่าจะทำให้คุณตกหลุมรัก The End of The F***ing World ได้ไม่ยาก

หนังเริ่มเรื่องมาด้วยเด็กผู้ชายที่ชื่อเจม และเด็กผู้หญิงที่ชื่ออลิสซา สองคนนี้เป็นคนแปลกๆ และเรียนอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน เจมเป็นผู้ชายที่ไร้อารมณ์และความรู้สึกเกี่ยวกับทุกๆเรื่อง แม้แต่วันที่แม่เขาหายต้วไปจากบ้าน เขาก็ไม่รู้สึกโศกเศร้าหรือว่าเสียใจ ส่วนอลิสซาก็เป็นผู้หญิงที่มีความรู้สึกให้กับทุกๆเรื่องหรือเรื่องที่เกิดขึ้นแทบจะทุกๆเรื่อง เธอเป็นคนที่อ่อนไหวง่าย

ทั้งสองคนนี้ คบกัน เป็นแฟนกัน และตัดสินใจที่จะหนีออกจากบ้านพร้อมกัน อลิสซานั้นเบื่อหน่ายที่ต้องอยู้บ้านเดียวกับพ่อแม่ของตัวเอง แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอกครอบครัว ส่วนเจม มีงานอดิเรกเป็นการฆ่าสิ่งมีชีวิตเล็กๆน้อยๆเพื่อเขาจะได้มีความรู้สึกสนุกกับมันบ้าง และเขาวางแผนที่จะฆ่าคนที่หมายถึงคนจริงๆ และเขาเลือกให้อลิสซาเป็นเหยื่อคนแรกของเขา

จะเป็นยังไง ถ้าคนแปลกๆ สองคนตัดสินใจที่จะออกเดินทางหนีออกจากบ้านไปร่วมกัน กับรถเก่าๆคันหนึ่งที่ขโมยมาจากบ้านพ่อเจม โดยที่ผู้ชายและผู้หญิงทั้งสองคนนี้ไม่รู้จักอะไรกันเลย นอกจากชื่อ หน้าตา เป็นเพื่อนที่เรียนโรงเรียนเดียวกันและที่เดียวกัน แต่สิ่งที่สองคนนี้มีจุดร่วมเหมือนกันก็คือ เบื่อ และอยากหนีออกไปจากโลกใบเดิมของตัวเอง หรืออยากหนีไปที่ไหนสักที่จากผู้ใหญ่ หรือที่ไหนสักที่ที่ทำให้พวกเขาได้รับความรู้สึกที่เป็นอิสระ ไร้กฏเกณฑ์ และไม่ถูกบังคับจากความคิดของคนอื่น และหลุดจากรอบเดิมของตัวเอง

โทนหนังมีการเล่าเรื่องด้วยโทนที่นิ่ง เงียบ และเต็มไปด้วยกลิ่นอายและอารมณ์วัยรุ่น คนที่ชอบหนังแนว coming of age ไม่ควรพลาดหนังเรื่องนี้เลย หนังเรื่อง The end of the f***ing world มีทั้งหมด 2 ซีซัน มีความยาวทั้งหมด 8-12 ตอนมีความยาวตอนละ 20 นาที เหมาะกับคนที่ต้องทำงานหนัก อยากจะผ่อนคลายความเครียดด้วยการดูหนัง แต่ไม่มีเวลามากนักก็สามารถดูหนังเรื่องนี้ได้นะคะ

The End of the F***ing World โลกมันห่วยช่วยไม่ได้ เป็น Original Series ของ NETFLIX ที่ดัดแปลงมาจากมินิคอมมิคในชื่อเดียวกัน เป็นเรื่องราวของเด็กชายผู้มีปัญหาทางจิตด้วยปมในวัยเด็ก James ที่ต้องการเลือกเหยื่อใครก็ได้สักคนเพื่อทดลองฆ่า แล้วดันบังเอิญไปพบกับ Alyssa เด็กสาวผู้มีนิสัยห้าวเป้ง ไม่แคร์คนอื่น และมีความต้องการทางเพศสูง เมื่อทั้งสองคนนี้มาอยู่ด้วยกันและพากันหนีออกจากบ้าน ความวุ่นวายอลหม่านจากจุดเล็กๆ ลามไปจนเป็นปัญหาใหญ่ที่ทางตำรวจต้องเข้ามาจัดการ

 

ความสนุกของเรื่องนี้คือ ความแปลก ตลกร้าย และความจัดจ้านของตัวละครทั้งสอง อลิซซา ตัวละครที่เรียกได้ว่าแสบทั้งคำพูดคำจา และการแสดงออกต่างๆ นาๆ ที่ต้องการหาใครสักคนที่พาเธอหนีไปจากชีวิตอันแสนห่วยภายในครอบครัวของเธอ ต้องมาเจอกับ เจมส์ผู้ที่อยากหาเหยื่อมาฆ่าเพราะมีปัญหาทางจิตทำให้เป็นตัวละครที่จะค่อนข้างนิ่ง จนไร้อารมณ์ ซึ่งมันดูเหมือนว่าซีรีส์เรื่องนี้จะนำเอาแนวฆาตกรโรคจิตมาผสมกับแนวรักวัยรุ่น แต่เปล่าเลย มันคือตลกร้ายที่แอบจิกกัด เสียดสีเกี่ยวกับสังคมครอบครัวได้แสบสันเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

The End of the F***ing World Alyssa and James
ตัวละครหลักทั้งสองที่คาแรคเตอร์จัดมาก คนหนึ่งโรคจิต อีกคนก็อารมณ์ร้าย
ตัวละครเจมส์ และอลิซซา เป็นเหมือนตัวแทนของเด็กวัยรุ่นที่มีปัญหา และแทนที่เราจะได้เห็นความโรคจิตของเจมส์ กลับกลายเป็นว่ายิ่งดูไป จากคนไร้อารมณ์เพราะปมบางอย่างในวัยเด็ก เริ่มมีชีวิตชีวาเพราะอลิซซา ตัวละครอลิซซาเองก็มีปมเกี่ยวกับครอบครัวเลยต้องการแสดงออกอย่างห่ามๆ เช่นบ้าเซ็กส์ หรืออารมณ์ร้อน แต่เธอเพียงแค่ต้องการใครสักคนคอยเข้าใจ ทำให้เราคอยลุ้นเอาใจช่วยทั้งสองคนนี้ว่าพวกเขาจะเอาตัวรอดอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป และคุณจะถูกตบหน้าด้วยตอนจบของซีซั่น

การดำเนินเรื่องจะค่อนข้างกระชับ แต่ก็ไม่ได้รวบรัดจนเกินไป ทำให้เราเข้าใจประเด็นและอารมณ์ของตัวละครต่างๆ ที่จะสื่อ ได้ง่าย และคอยลุ้นเอาใจช่วย แถมแต่ละตอนเองยาวเพียง 20 กว่านาที ทำให้สามารถดูรวดเดียวจบได้โดยใช้เวลาไม่นาน โดยเรื่องราวต่างๆ มันเริ่มจากจุดเล็กๆ แล้วบานปลายจนใหญ่เกินแก้

มีบางฉากในซีรีส์ที่ค่อนข้างจะรุนแรง ทั้งเลือด ทั้งบทพูด ถ้าหากใครที่ชอบเรื่องราวอะไรที่แปลกๆ Weird ตลกร้ายล่ะก็ ขอแนะนำให้ดูเลยครับ เพราะซีซั่นสองเพิ่งออนแอร์ไปสดๆ ร้อนๆ

หลังจากที่ได้ประกาศเปิดตัวซีซั่นที่สองผู้เขียนบท และเจ้าของออริจินัลคอมมิค Charlie Covell ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับซีซั่นนี้ไว้ว่า “หลังจากตอนจบชวนช็อคของซีซั่นที่แล้ว มีบางสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน แต่สิ่งที่คาดคิด อาจจะไม่เป็นอย่างที่คิด” ซึ่งหลังจากที่ได้ดู มันก็เป็นตามที่ผู้เขียนว่าไว้จริงๆ

Alyssa ที่หนีไปใช้ชีวิตที่เรียบง่ายหลังจากผ่านเหตุการณ์ความวุ่นวายจากภาคแรก

เนื่องจากว่าซีซั่นแรกฉายไปเมื่อ 2017 แล้วฉายอีกทีปี 2019 สองปีพอดี ทำให้เหตุการณ์ในซีรีส์จะ Skip มาเป็นสองปีให้หลังจากเหตุการณ์ในภาคแรก และภาคนี้จะเน้นหนักไปทางด้านการดำเนินเรื่องแบบ BAD JOKE แนวไล่ล่ามากขึ้น เพราะได้เพิ่มตัวละครใหม่อย่าง Bonnie ที่ต้องการจะทำอะไรบางอย่างกับ Alyssa ซึ่งเธอได้หนีไปใช้ชีวิตอันเรียบง่าย และเงียบสงบอยู่ที่บ้านนอกหลังจากผ่านเหตุการณ์วุ่นวายกับ James

ดูเหมือนว่าอลิซซาเองถูกหมายหัวอยู่?

เหตุการณ์ในซีรีส์ผ่านไปสองปี ตัวละครในเรื่องก็โตขึ้น บุคลิคบางอย่างเปลี่ยนไป เนื่องจากปมในอดีตที่พวกเขาก่อขึ้นที่มันยังติดค้างอยู่ในใจ ถ้าหากใครที่ชอบเรื่องราวความรักวัยรุ่น และความห่ามๆ ของทั้งสอง บอกเลยว่าซีซั่นนี้อาจจะไม่ถูกใจคุณเท่าไหร่ แต่คุณก็จะได้เห็นว่าพัฒนาการของคนเราเมื่อผ่านช่วงวัยรุ่น เข้าสู่ช่วงผู้ใหญ่ ผ่านตัวละครหลักในเรื่องเป็นอย่างไรบ้าง

สปอยส์ ชะตากรรมของตัวละครหลักในภาคที่แล้ว

ใน The End of the F***ing World Season 2 การมาของตัวละครใหม่อย่างบอนนี่เอง ก็เพิ่มสีสันให้กับเรื่องอย่างมากเลยทีเดียว และยังคงความจิกกัดเกี่ยวกับครอบครัวไว้นิดๆ แบบภาคแรก ซึ่งตอนแรกของซีซั่นสองจะเล่าเรื่องราวของเธอเต็มๆ เลยว่า เป็นใคร มาจากไหน ทำไมซีซั่นแรกถึงไม่โผล่มา แล้วภาคนี้เธอต้องการอะไรกันแน่

ถ้าใครที่ชอบซีรีส์ตลกร้ายอย่าง FARGO หรือหนังของเควนตินล่ะก็ แม้จะไม่จัดจ้านเท่า แต่ก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นโมเม้นต์ที่น่าอึดอัด หรือตัวละครแปลกๆ เหตุการณ์ที่ดูบังเอิ๊ญ บังเอิญเกินไป ซีซั่นนี้จัดเต็ม

แต่สุดท้ายแล้วผมรู้สึกว่าจากคอมมิค เมื่อมันมาดัดแปลงเป็นซีรีส์แล้วมันค่อนข้างที่จะ playsafe กับตัวบทอยู่พอสมควร ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับได้และทำให้ความวุ่นวายในเรื่องดูแฮปปี้ขึ้น ถ้าหากใครชอบแนวนี้อย่าพลาดที่จะชม

ดูหนังออนไลน์

รีวิว หนัง Godzilla vs. Kong – ก็อดซิลล่า ปะทะ คอง สองตำนานต้องปะทะกัน

รีวิว หนัง Godzilla vs. Kong - ก็อดซิลล่า ปะทะ คอง สองตำนานต้องปะทะกัน

หนัง Godzilla VS Kong หรือชื่อไทยว่า ก็อดซิลล่า ปะทะ คอง เมื่อสองตำนานต้องปะทะกันในศึกที่โลกต้องจารึกทุกยุคทุกสมัย โชคชะตาของโลกมนุษย์ก็ถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย คอง และผู้ติดตามของมันเริ่มต้นการเดินทางเสี่ยงอันตรายเพื่อตามหาบ้านที่แท้จริง หนึ่งในผู้ร่วมเดินทางนั้นคือ เจีย สาวน้อยกำพร้าที่มีสายใยมิตรภาพอันแข็งแกร่งและไม่เหมือนใครเกิดขึ้นระหว่างพวกเขา

โชคร้ายที่พวกเขาดันเลือกเดินทางที่นำไปสู่การเผชิญหน้ากับ ก็อดซิลล่า ที่กำลังเกรี้ยวกราดเกิดเป็นความพินาศไปทั่วทั้งโลก แต่แท้จริงแล้วศึกสังเวียนของสองยักษ์ใหญ่ในตำนานครั้งนี้ถูกบงการด้วยอำนาจปริศนา และเป็นเพิ่งจุดเริ่มต้นของความลับที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใจกลางของโลกมนุษย์เพียงเท่านั้น! ภาพยนตร์นำแสดงโดย อเล็กซานเดอร์ สการ์สการ์ด (“Big Little Lies,” “The Little Drummer Girl”), มิลลี่ บ็อบบี้ บราวน์ (“Stranger Things”), รีเบกก้า ฮอลล์ (“Christine,” “Professor Marston and the Wonder Women”), ไบรอัน ไทรี เฮนรี่ (“Joker,” “Spider-Man: Into the Spider-Verse”), ชุน โอกุริ (“Weathering with You”), อีซา กอนซาเลซ (“Fast & Furious Presents: Hobbs & Shaw”), จูเลี่ยน เดนนิสัน (“Deadpool 2”), ไคลี แซนด์เลอร์ (“Godzilla: King of the Monsters”) และ เดเมี่ยน บิเชอร์ (“The Nun,” “The Hateful Eight”). วินการ์ด (“The Guest,” “You’re Next”)

กำกับจากบทภาพยนตร์ฝีมือ อีริค เพียร์สัน (“Thor: Ragnarok”) และ แม็กซ์ โบเรนสไตย์ (“Godzilla: King of the Monsters,” “Kong: Skull Island”), ร่วมกับเรื่องราวของ เทอร์รี่ รอสซิโอ (“Pirates of the Caribbean: Dead Men Tell No Tales”), ไมเคิล ดัคเฮอร์ตี้ และ แซค ชิลด์ส (“Godzilla: King of the Monsters”) สร้างจากต้นฉบับ “Godzilla – ก็อดซิลล่า” ถือลิขสิทธิ์และสร้างโดย TOHO CO., LTD. ภายใต้การอำนวยการสร้างโดย มาร์ค พาเรนท์, อเล็กซ์ การ์เซีย, อีนิค แม็คเลียด, จอน จาชนิ, โธมัส มัลล์, ไบรอัน โรเจอร์ส, เจย์ แอชเฮ็นเฟลเตอร์, เฮอร์เบิร์ต ดับเบิลยู เกนส์, แดน ลิน, รอย ลี, โยชิมิซึ บันโนะ และเคนจิ โอคุฮิระ ผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานเบื้องหลัง ได้แก่ ผู้กำกับภาพ เบน เซเรซิน (“The Mummy,” “World War Z”), ผู้ออกแบบโปรดักชั่น โอเว่น เพเตอร์สัน (“Jumanji: Welcome to the Jungle,” “Godzilla”) และ โธมัส แฮมม็อก (“Blair Witch”), นักตัดต่อ จอช ชาเอฟเฟอร์ (“Godzilla: King of the Monsters”), นักออกแบบเครื่องแต่งกาย แอน โฟลีย์ +(“Skyscraper”) และผู้ดูแลการตัดต่อเทคนิคพิเศษ จอห์น ดีเจ เดสจาร์ดิน ( “Justice League ของ แซ็ค สไนเดอร์”)

บทส่งท้ายจักรวาลมอนสเตอร์ นับตั้งแต่ปี 2014 ที่ได้มีภาพยนตร์เรื่อง Godzilla ที่เป็นหนังเปิดจักรวาลมอนสเตอร์ให้กับทาง Legendary และ Warner Bros. ซึ่งเป็นเจ้าของบทวิจาร์ณ์ที่เรียกได้ว่า แตกเป็น 2 ส่วน คือถูกใจนักวิจารณ์ แต่ไม่ถูกใจคนดูคอหนังแอคชั่น อาจเพราะด้วยที่ฉากน้องก็อดซิลล่า ออกมาน้อยกว่าคู่ปรับอย่าง มูโตซะอีก ทำให้ จนทำให้ภาคหลัง ๆ

ได้มีการปรับบทบาทให้เจ้าของชื่อเรื่องได้แอร์ไทม์ในหนังเยอะขึ้นเอาใจคนดูใน Godzilla: King of the Monster 2019 ซึ่งพอมาภาคนี้ไม่วายโดนคนบ่นอีกว่า หนังมืดมาก สู้กันแต่ตอนกลางคืน รวมไปถึงพาร์ทดราม่าของมนุษย์ในเรื่องชวนให้ลำไยมาก พร้อมด้วยความยาวหนังที่ยาวเกิน 2 ชั่วโมง หลายเสียงบอกค่อนข้างยืดมาก ทำให้ ผกก. Godzilla vs Kong ต้องทำการบ้านอย่างหนัก จนแล้วจนรอดปี 2020 ค่ายหนังก็ประกาศเลื่อน (หนีโควิด19) จาก มีนาคม ไปเป็น พฤศจิกายน และประกาศเลื่อนอีกครั้งมาเป็นปีนี้เดือน พฤษภาคม และเลื่อนขึ้นมาอีกรอบเป็น มีนาคม 2021 จนในที่สุดก็ได้ดูกันซักที

 

ตัวหนังในภาคนี้เป็นเรื่องราวหลังจากภาคก่อน 3 ปี เมื่อก็อดซิลล่าปรากฏตัวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อต่อสู้กับสัตว์ประหลาดยักษ์ กลายเป็นว่าก็อดซิลล่าออกอาละวาดทำลายศูนย์วิจัยของบริษัท APEX ทำให้มนุษย์นั้นเริ่มตระหนักว่า หรือแท้จริงแล้วก็อดซิลล่าจะเป็นตัวร้ายกัน? ส่วนอีกฝากนึงที่เกาะกะโหลก คองก็ถูกกักกัน เพื่อป้องกันไม่ได้ คองและก็อดซิลล่าต้องมาปะทะกันแต่แล้ว

ก็ได้มีดร.ลิน ซึ่งมีทฤษฎี ฮาโลว์ เอิร์ธ ว่าด้วยโลกเรานั้น ใจกลางโลกเป็นจุดกำเนิดเหล่าอสูรยักษ์ ซึ่งหนึ่งในนั้นอาจจะเป็นแหล่งกำเนิดของเผ่าพันธ์คอง รวมไปถึงพลังงานที่อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้มนุษย์นั้น สามารถเอาชนะก็อดซิลล่าได้ เลยจำเป็นต้นขนย้าย คองไปยังประตูสู่ฮาโลเอิร์ธ ณ ดินแดนแอนตาร์คติการ์ แต่ในระหว่างทางก็อดซิลล่าก็ได้ออกมาปะทะเข้าซะก่อน เนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไรต่อไป อย่าลืมไปติดตามดูในโรงภาพยนตร์กันนะครับ

 

หลังดูจบ ต้องขอแยกเป็น 2 ส่วนนะครับคือ 1 ส่วนที่ชอบ คงหนีไม่พ้นพาร์ทของสัตว์ประหลาด ที่มีแอร์ไทม์ค่อนข้างเยอะ และฉากปะทะกันที่ยาวสะใจมาก ฉากต่อสู้ต่าง ๆ ไม่มืดแล้ว มุมกล้องที่ส่วนใหญ่ใช้มุมกล้องแบบ Human Eye View ทำให้สัตว์ยักษ์ดูอลังการขึ้นไปอีก เหมือนได้ดู Pacific Rim ภาคแรกเลยก็ว่าได้ รวมไปถึงพล็อตหนังที่ค่อนข้างแฟนตาซี มีความกาว แบบก้าวกระโดดจากภาคแรกมาก (อันนี้ชม) เหมือนเขียนบทมาเพื่อเอาใจคนดูทั่วไป ให้สามารถเข้าถึงและสนุกไปกับฉากแอคชั่นต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ ไม่ต้องมีบทที่ซับซ้อน ซึ่งพอตัวหนังมันเปลี่ยนโทนมาเป็นแนวนี้ จึงทำให้มีส่วนที่ไม่ชอบนั่นก็คือ พาร์ทมนุษย์

โดยเฉพาะเส้นเรื่องของ แมดดี้ แมดิสัน ตัวละครหลักจากภาคก่อน ซึ่งเหมือนตัวบทพยายามใส่น้องเข้ามาเพื่อให้หนังมีคาแรคเตอร์ตัวละครเดิมจากหนังภาคก่อน มาปรากฎตัวสร้างความเชื่อมโยง แต่บทของตัวละครนี้ เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีประโยชน์ใด ๆ ต่อเส้นเรื่องเลยก็ว่าได้ ค่อนข้างน่าผิดหวังในส่วนนี้  อ่านต่อ

 

 

รีวิว หนัง บอสฉันขยันเชือด – My Boss is a Serial Killer

รีวิว หนัง บอสฉันขยันเชือด - My Boss is a Serial Killer

รีวิวหนัง บอสฉันขยันเชือด – My Boss is a Serial Killer  ถือว่าเป็นหนังไทยที่น่าสนใจตั้งแต่ตัวอย่างและพล็อตเรื่อง ที่บอกเล่าเรื่องราวของพนักงานออฟฟิศที่สงสัยว่าบอสของพวกเขาเป็นฆาตกรต่อเนื่อง! แถมหนังยังมีเหล่านักแสดงที่น่าสนใจมากมายทั้ง ไอซ์-ปรีชญา, มุกดา-นรินทร์รักษ์, เผือก-พงศธร, โอ๊ต-ปราโมทย์, ผักกาด-พอวิไล, ก้อง-สหรัถและ นอท-สัณหณัฐ (บ้านกูเอง) ตัวอย่างก็มีมุกบ้างประปราย เอาง่าย ๆ คือน่าสนใจทุกจุด นึกภาพไว้ว่ามันต้องเป็นแนวแบบหนังไล่เชือด (Slasher) ผสมความเป็นหนังตลก (Comedy) อะไรแบบนั้น…แต่นั่นแหละอย่างที่บอกไป มันไม่สุดสักทาง ตัวหนังทะเยอทะยานจะเป็นหลายอย่างเกินไปจนเอาไม่อยู่

เอากันที่จุดแรกคือนักแสดง ต้องบอกเลยว่านักแสดงแต่ละคนถือว่าแสดงได้ดีในอย่างที่ควรจะเป็น แต่น่าเสียดายบางตัวละครที่หนังไม่สามารถดึงศักยภาพออกมาให้คนดูได้เห็นสักเท่าไหร่ รวมถึงบางตัวละครจากต้นจนจบเรื่องก็ยังสงสัยว่า “มันมีความจำเป็นจริง ๆ หรอ?”

ต่อกันที่ความตลก หนังมีการหยอดมุกรายทางประปราย ที่เอาจริง ๆ ไม่ได้ฮาอะไรสักเท่าไหร่ ทำได้เพียงยิ้มมุมปากกับบางมุก ซึ่งส่วนมากออกไปทางแปกเสียด้วยซ้ำ จนต้องสะกิดตัวเอง อ๋อ…ฉากนี้เล่นมุกสินะ

พาร์ทของความระทึกยิ่งสอบตกเข้าไปใหญ่ จากตัวอย่างมีศพนู่นนี่นั่น ทำให้พาลคิดไปอีกว่ามันต้องมีฉากไล่ฆ่า ฉากตื่นเต้น ลุ้นบ้างอะไรแบบนั้น แต่เอาเข้าจริง ๆ หนังกลับทำได้ไม่ถึง มีนะ แต่น้อย แถมยังไม่ตื่นเต้นเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่สามารถทำให้คนดูลุ้นตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่องได้เลยแม้แต่น้อยแม้หลาย ๆ ฉากน่าจะขยี้ให้ตื่นเต้นได้ก็ตาม อารมณ์แบบง้างมาแล้วอะ…แล้วเดินจากไปซะอย่างนั้น

เนื้อเรื่องยิ่งไปกันใหญ่ เต็มไปด้วยความไม่สมเหตุสมผล ของทุกตัวละคร ยิ่งช่วงท้ายนี่ชัดเจนเลย การตัดสินใจการกระทำต่าง ๆ ของตัวละครมันดู “อิหยังวะ” เรื่องเฉลยปมฆาตกรก็ดูแบบยังไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้คนดูเชื่อ ในซีนนั้นฆาตกรแสดงได้ถือว่าดีนะ แต่บทที่พูดดูตลก ไม่ธรรมชาติเลยอะ และการคลี่คลายเรื่องราวก่อนไปซีนสุดท้ายก็ทำได้แบบจับยัดมาก คือทั้งเรื่องไม่มีการปูเรื่องราวเหล่านี้ให้คนดูได้คิดตาม พอถึงจุดนึงก็ดันตัดสินใจยัด ๆ เรื่องราวทุกอย่างเฉลยในซีนเดียว

แต่ถึงกระนั้นสิ่งที่อดชมไม่ได้เลยจริง ๆ คืองานดีไซน์ การใช้แสง สี เสียงหรือมุมกล้องในการถ่ายทำนับว่าสวยจริง ๆ ผ่านกระบวนการคิดมาอย่างดี บางซีนนี่ต้องบอกว่าเท่มาก

สรุปแล้ว บอสฉันขยันเชือด กลายเป็นหนังไทยที่น่าเสียดาย มันมีองค์ประกอบทุกอย่างมันดีหมดแล้วอะ ไอเดียตั้งต้นเอย ตัวละครเอย ครบที่ควรจะเป็นหนังที่บันเทิงได้มากกว่านี้ถ้าเอาแต่ละทางให้สุดกว่านี้ ตอนนี้มันเหมือนแบบแตะนั่นนิดแตะนี่หน่อย อะนั่นอีกหน่อยละกัน นี่อีกนิดน่า มันเลยกลายเป็นน่าเสียดายแบบสุด ๆ ไปเลย  อ่านต่อ

 

รีวิว Hotel Del Luna รอรักโรงแรมพันปี จ้าของโรงแรมสาวสวยอย่าง ‘จาง มันวอล’

รีวิว Hotel Del Luna รอรักโรงแรมพันปี จ้าของโรงแรมสาวสวยอย่าง ‘จาง มันวอล’

Hotel Del Luna รอรักโรงแรมพันปี (ดูได้ผ่าน Netflix, Viu) อีกหนึ่งซีรีย์ที่ใครหลายคนให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะการที่ได้นักร้องสาวอย่าง ‘ไอยู (IU) หรือ อีจีอึน’ ที่ชาวเกาหลีต่างยินดีมอบฉายาน้องสาวแห่งชาติ มาเป็นนักแสดงนำในเรื่องด้วย

เนื้อเรื่องมีอยู่ว่าโรงแรม รอรักโรงแรมพันปี เป็น โรงแรมลึกลับ ที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางย่านมยองดง อยู่ในความดูแลของเจ้าของโรงแรมสาวสวยอย่าง ‘จาง มันวอล’ (แสดงโดย ไอยู) แต่ทว่าตึกสูงเสียดฟ้าของเธอนั้นมิได้ถูกพบเห็นได้โดยง่าย ต้องตายเท่านั้นจึงได้เข้าพัก มันคือ โรงแรมสำหรับเหล่าวิญญาณ ที่มีไว้ให้เข้าพักระหว่างรอการเดินทางข้ามไปยังภพหน้านั่นเอง โรงแรมของเธอมีอายุมากกว่า 1300 ปี แต่มันวอลนั้นไม่ได้แก่ลงเลย เพราะเธอได้ถูกจองจำ กับต้นจันทรา ถูกกักขังให้วนเวียนในห้วงเวลารอคอยให้ถูกปลดปล่อย แม้จะถูกกักขังมานานแต่เธอก็ไม่ได้เหงาเสียทีเดียว ยังมีพนักงานรูมเซอร์วิสอย่าง ‘ชเว ซอฮี’ (แสดงโดย แบ แฮซอน) บาร์เทนเดอร์อย่าง ‘คิมซอนบี’ (แสดงโดย ชิน จองกึน) และพนักงานตอนรับหนุ่ม ‘จี ฮยอนจุง’ (แสงโดย พีโอ วง Block B) ทั้งสามนีเป็นวิญญานที่ถูกเสนอให้ทำงานเพื่อรอการไปภพหน้านั่นเอง โรงแรมได้ดำเนินกิจการมาอย่างยาวนานจนกระทั่งวันหนึ่งชายหัวขโมยคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุตกบันไดจากการวิ่งหนีการจับกุม วิญญาณของเขาหลุดออกจากร่างชั่วขณะ ทำให้เขาสามารถมองเห็นโรงแรมของมันวอลได้ เขาเลือกที่จะซ่อนตัวที่โรงแรมนี้แต่กลับต้องพบกับความแปลกประหลาดที่นั่น และยังเผลอไปเด็ดดอกไม้จากต้นจันทราด้วยความไม่รู้และตั้งใจจะนำไปให้ลูกชายของเขา ‘กู ชานซอง’ แต่กลับโดนมันวอลจับได้เสียก่อน และจะฆ่าเขาเสีย ชายคนนั้นร้องขอชีวิตเพื่อจะกลับไปดูแลลูกชาย เธอจึงได้ยื่นข้อเสนอว่าคืนนี้จะปล่อยเขาไปและเขาจะต้องเลี้ยงดูลูกชายและมอบให้เธอเมื่ออายุได้ 20 ปี ชายคนนั้นจำยอมต้องรับข้อเสนอ และตื่นขึ้นมากลางโรงพยาบาลจึงคิดว่าฝัน แต่ปรากฎว่าตัวเลขในบัญชีธนาคารของเขามีจำนวนมากขึ้นซึ่งเป็นมูลค่าสำหรับการเลี้ยงดูลูกชายนั่นเอง ตอนนั้นเขาถึงได้รู้ตัวว่าพลาดไปเสียแล้ว จนเมื่อเด็กชายได้เติบโตขึ้นกลายเป็น ชานซอง ในวัย 20 ปี (แสดงโดย ยอ จินกู) เขาก็ได้รับจดหมายเชิญให้เข้าทำงานในโรงแรม Hotel Del Luna ในฐานะผู้จัดการที่เป็นมนุษย์รายต่อไปของมันวอล เรื่องราวทั้งหมดจึงได้เริ่มต้นขึ้น…

รีวิว รอรักโรงแรมพันปี
มันวอล แสดงโดย IU และ ชานซอง แสดงโดย ยอ จินกู
สำหรับเราแล้วถือเป็นพล็อตที่น่าสนใจมาก การดำเนินในช่วงครึ่งแรกนั้นจะค่อยๆ อารัมภบทเล่าถึงที่มาที่ไปของสิ่งต่างๆที่อยู่ใน โรงแรม รวมถึง เรื่องราว ของแขก ผู้เข้าพัก ที่แวะเวียนเข้ามาใช้บริการ วิญญาณที่มีเรื่องทุกข์ใจไม่สามารถปล่อยวางได้นั้น ทางโรงแรมก็จะมีบริการคอยบรรเทาอาการเหล่านั้นเพื่อที่แขกของพวกเขาจะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี เคสแต่ละเคสจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆในแต่ละตอน ดำเนินควบคู่ไปกับความสัมพันธ์ของมันวอลและชานซองซึ่งเป็นคู่ที่ขิงก็รา ข่าก็แรงตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่ก็ต้องแอบจิ๊ปากนิดหน่อยที่ความสัมพันธ์นั้นมีการพัฒนาได้รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ขณะเดียวกันชานซองก็ได้นำความสัมพันธ์อื่นๆ มาให้มันวอลอีกด้วย ในเรื่องเราจะได้เห็นอดีตของมันวอลผ่านความฝันพระเอก เป็นการตัดกลับไปอีกยุคที่เป็นแนวพีเรียดและยุคปัจจุบัน

รีวิว รอรักโรงแรมพันปี
มันวอลในยุคโครยอ
ในเรื่องพูดถึง โลกหลังตวามตาย ว่าไม่ใช่จุดจบ ซึ่งในหนังแนวแฟนตาซีสองโลก วิญญาณ คนเป็น และคนตาย ประโยคนี้แทบจะเป็นคีย์เวิร์ดหลักในทุกเรื่อง และยังพูดถึง ความอาฆาต ของ วิญญาน แต่ละตนมีไม่เท่ากัน ตนใดที่มากหน่อยจะเรียกกันว่า ‘ผีร้าย’ เราก็คงจะเคยได้ยินจากหนังของหลายๆประเทศ ไม่ว่าจะไทย ญี่ปุ่น หรือ หนังฝรั่งก็เช่นกัน แต่สิ่งที่ต่างออกไปของเรื่องนี้ก็คือการปราบวิญญานที่ไม่ได้ใช้นักบุญหรือว่าหมอผีอะไรทำนองนั้น กลับเป็นวิญญานด้วยกันนี่แหละที่ช่วยกันปลอบประโลม ดึงสติด้วยกันเอง วิญญาณบางต้นคิดได้ก็กลับตัวกลับใจ ตนใดคิดไม่ได้ย่อมต้องรับเคราะห์กรรม ตรงนี้เชื่อมเรื่องกฎแห่งกรรมได้อีกหนึ่งอย่าง

และสิ่งที่ขาดไม่ได้ของ ซีรีย์เกาหลี ก็คือความรัก ซึ่งได้ในเรื่องนี้ไม่ว่าจะคู่หลัก คู่รอง แม้แต่การดำเนินเรื่อง ล้วนแต่เกี่ยวกับความรัก ความผูกพัน ความห่วงหา หลายคนก็คงจะทราบจากการดูละครไทยที่เกี่ยวกับวิญญาน (มีช่วงหนึ่งที่ละครไทยทำแนวนี้เยอะมาก และ Rating ดีด้วยนะ) เพราะมันเป็นสิ่งที่เข้าถึงคนดูได้ง่ายมาก ไม่มีใครชอบการที่ต้องจากลากับคนรัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกันด้วยความตาย ที่ไม่มีใครต้องการให้วันนั้นมาถึง แม้ว่าเราจะเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้แต่เราก็ต้องพ่ายแพ้ให้ความเศร้าที่ถาโถมเข้ามาอยู่ดี

การดำเนินเรื่องในครึ่งหลังนั้นเข้มข้นกว่าครึ่งแรกมากพอสมควร การเริ่มคลายปมภูมิหลังของพนักงานที่ทำงานกับมันวอลมานับร้อยปีและรวมถึงปมของมันวอลเองก็เริ่มจะคลายออกเรื่อยๆ เรื่องราวของวิญญานตนอื่นก็มีความอาฆาตมากขึ้น ถึงกับต้องให้เทพหรือยมทูตเข้ามามีเอี่ยวบ้าง เราต้องขอชื่นชมแคสติ้งของนักแสดงสมทบที่ทำงานกันอย่างหนัก นักแสดงทุกคนทำการบ้านกันได้ดีมาก แต่ละคนก็เป็นที่รู้จักในวงการมากอีกด้วย

ยูนา แสดงโดย คัง มินา วง Gugudan และ ฮยอนจิน แสดงโดย P.O วง Block B
แต่ บทที่ชอบส่วนตัว ขอยกให้คุณยมทูต เพราะมี คาเรกเตอร์ ที่ให้ ความรู้สึกน่ากลัว แต่ก็ น่ารักเป็นมิตร ในเวลาเดียวกัน ส่วน คู่รักเราชอบ คู่ของฮยอนจุงและยูนา (แสดงโดย มินา วง Gugudan) เป็นคู่รักวัยรุ่นที่แม้ความรักจะดูเด็กๆ แต่ก็ทำให้เรื่องนี้ ดูสดใส ขึ้นมาก เพราะคู่เอกจะไม่ค่อยมีฉากหวานอะไรกันมากนัก เน้นห่วงใยดูแลแบบผู้ใหญ่มากกว่า ซีรีย์เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องแรกของมินาด้วย เธอแสดงได้ค่อนข้างดี ต้องแสดงเป็น 2 บุคลิก แม้จะไม่ได้สลับกันไปมาแต่เธอก็ทำออกมาได้ ชัดเจนแบบ ดูแล้วรู้ว่าเป็นคนละคนกันได้ แต่ก็น่าเสียดายที่เรื่องนี้ไม่ได้คลายปมสงสัยที่มีเกี่ยวกับตัวเธอเลย เข้าใจว่าอาจจะเพราะไม่ใช่นักแสดงหลัก (แต่ก็ออกมาเกือบทุกตอนนะ) ในส่วนของบทฮยอนจุง ที่รับบทโดยพีโอ คนนี้ก็ไม่ได้มีผลงานการแสดงมากนัก พอแสดงคู่กับมินาแล้วถึงออกมาเป็นคู่ที่น่ารักมาก

อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ได้ถูกยัดมาทื่อๆก็คือคอสตูมของมันวอล เปลี่ยนทุกฉากไม่ซ้ำสักชุด และเป็นชุดที่ทำให้เธอดูโดดเด่นออกมา บางชุดก็มีความหวือหวาเล็กๆ บางชุดก็ดูเรียบง่าย แต่กลับทำให้เธอดูโดดเด่นท่ามกลางการประกอบฉาก ในทางความเห็นส่วนตัวเราว่าร่างเล็กๆ ของไอยูนั้นเหมาะกับชุดแบบนี้มากๆ เหมือนเป็นการเพิ่มอรรถรสให้กับซีรีย์ไปในตัว

ในส่วนไคลแม็กซ์ของเรื่องทำได้อย่างคาดไม่ถึงมากๆ การเรียงลำดับความสำคัญของปมจากเล็กไปใหญ่ทำให้ภาพรวมออกมาได้อารมณ์เศร้าแบบกินใจและให้ความหวังคนดูให้จินตนาการเองตามไปเรื่อยๆ เรื่องนี้ดำเนินเรื่องอย่างเป็นกลางมากไม่เทไปดีหรือร้ายเสียทีเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ ใครที่ชอบให้ทุกอย่างขาวสะอาดเรื่องนี้ก็อาจจะขัดใจท่านนิดหน่อย แต่นี่แหละคือสมดุลของโลก

อีกหนึ่งอย่างที่หนังใส่เข้ามาคือการเล่นกับเวลา แน่นอนว่าพอนางเอกกับพระเอกอยู่คนละยุคก็เลยสามารถใส่เข้ามาได้ แต่ก็ไม่ได้เยอะเกินงาม ส่วนมากจะเน้นเล่าเรื่องผ่านอดีตเสียมากกว่าเพราะต้องคลายปมแต่ละคนออกมา

หลังจากที่เราดูจบสามารถบอกได้ว่าเรื่องนี้นั้นเป็น แนวแฟนตาซี สยองขวัญ ไม่ใช่เรื่องผีที่มี jump scare แต่เป็นเล่าถึงโลกหลังความตาย อดีตชาติ ความมีอยู่ และการดับสูญไป ในเรื่องยังพูดถึงการมีอยู่ของวิญญานในรูปแบบอื่นด้วย ความซับซ้อน ในความสัมพันธ์ถือว่าพัวพันกันในระดับที่น่าติดตามมากๆ ด้วยความที่เรื่องนี้มีเพียง 16 ตอนก็อาจจะไม่ได้คลายปมของตัวละครบางตัว แต่ตัวหลักๆ ก็สามารถเก็บได้ครบทุดเม็ด แต่ใครที่หวังความฟินแบบรักใสๆ จะไม่ค่อยมี เรื่องนี้แม้พระเอกจะอายุ 20 และนางเอกก็ดูยังสาวมากแต่ด้วยความบทบาทของทั้งไม่สามารถทำให้ออกมาในแนวนั้นได้มากนั้น นั่นคือสาเหตุที่ผู้กำกับจึงสร้างความรักของคู่อื่นขึ้นมาด้วย เหมือนพยายามจะใส่ทุกรสเข้ามานั่นแหละ สำหรับใครที่อยู่ในอาการสูญเสียหรือเศร้าเรื่องนี้อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนัก หากยิ่งเป็นคนอ่อนไหวง่ายแล้วเรื่องนี้อาจจะไม่ตอบโจทย์ในการหาความรื่นเริงสักเท่าไหร่

ยังคงเดินหน้าท้าทายความสามารถทางด้านการแสดงอย่างต่อเนื่องสำหรับนักแสดงหนุ่ม ยอจินกู ที่ครั้งนี้นับเป็นซีรีส์เรื่องที่ 3 ของปี 2019 โดยเขาจะต้องประกบคู่กับ นักร้อง-นักแสดงสาว ไอยู ในซีรีส์โรแมนติก-แฟนตาซี รอรักโรงแรมพันปี ซีรีส์ใหม่จากช่อง tvN

รอรักโรงแรมพันปี เล่าเรื่องราวของ จางมันวอล (รับบทโดย ไอยู) เจ้าของ Hotel Del Luna โรงแรมที่เปิดให้บริการสำหรับผู้เข้าพักที่เป็น ‘ผี’ เท่านั้น! โดยในอดีต จางมันวอลเคยทำความผิดครั้งใหญ่ ทำให้เธอต้องคำสาปและถูกขังอยู่ในโรงแรมเป็นพันปี จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้พบกับ กูชันซอง (รับบทโดย ยอจินกู) ชายหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบ ซึ่งเข้ามาเป็นผู้จัดการโรงแรมคนใหม่ของเธอ

โดยในงานแถลงข่าวเปิดตัวซีรีส์ Hotel Del Luna ผู้กำกับ โอชุงฮวาน เผยว่า “บท จางมันวอล จะต้องแสดงโดยไอยูเท่านั้น”

ซึ่ง ไอยู ได้กล่าวถึงการรับบท จางมันวอล ว่า “จางมันวอล เป็นคาแรกเตอร์ที่มีเสน่ห์มากค่ะ เพราะเธอเป็นตัวละครที่สามารถตีความออก

มาได้หลากหลาย และแทนที่จะเพิ่มหรือลดบางส่วนของตัวละครนี้ ฉันจะแสดงให้ทุกคนได้เห็น โดยที่ไม่ปรับเปลี่ยนอะไรใดๆ ค่ะ”

 

ไอยูกล่าวต่อว่า “และถึงแม้ว่า จางมันวอล จะดูไม่ค่อยน่ารักในตอนแรก แต่สุดท้ายแล้วทุกคนจะถูกดึงดูดเข้าไปในโลกของเธอค่ะ

ซึ่งฉันหวังว่า คนที่ชอบความตลกขบขัน คนที่ชอบความโรแมนติก และคนที่ชอบความสยองขวัญ จะชื่นชอบฉากที่มีสีสันของซีรีส์เรื่องนี้ค่ะ”

 

ขณะที่ ยอจินกู เผยถึงการตัดสินใจมาเข้าร่วมในซีรีส์เรื่องนี้ว่า “ผมคิดว่าเรื่องราวในซีรีส์ รอรักโรงแรมพันปี  มีเอกลักษณ์ และมีความพิเศษที่ทำให้รู้สึกสนุกและตื่นเต้นครับ และคาแรกเตอร์ กูชันซอง ของผม จะทำให้ผู้ชมได้เห็นการแสดงด้านใหม่ของผมที่แตกต่างจากในซีรีส์ The Crowned Clown ครับ”

นอกจากนี้ Hotel Del Luna ยังได้นักแสดงหลากรุ่นมาร่วมสร้างความสนุกสุดแฟนตาซีในครั้งนี้อย่าง ชินจองกึน (จากซีรีส์ Mr. Sunshine, Encounter), แพแฮซอน (จากซีรีส์ Yong Pal, Wok of Love), พีโอ หรือ พโยจีฮุน จากวง Block B (จากซีรีส์ Temperature of Love, Encounter), คังมีนา จากวง Gugudan (จากซีรีส์ Dokgo Rewind, Mama Fairy and the Woodcutter) ฯลฯ

 

พร้อมด้วยการนั่งแท่นกำกับโดย โอชุงฮวาน ผู้กำกับซีรีส์ Doctors และ While You Were Sleeping เขียนบทโดยพี่น้องฮง ฮงจองอึน และ ฮงมีรัน ที่เคยฝากผลงานไว้กับซีรีส์ดังอย่าง My Girl, You’re Beautiful, My Girlfriend is Gumiho, Big, The Master’s Sun, A Korean Odyssey ฯลฯ

 

ในส่วนของเพลงประกอบซีรีส์ก็ไม่น้อยหน้า เพราะ Hotel Del Luna ได้เอ็กซ์เซกคูทีฟโปรดิวเซอร์ ซงดงอุน ซึ่งเคยโปรดิวซ์เพลงในซีรีส์ It’s Okay, That’s Love, Descendants of the Sun, Goblin ฯลฯ มาดูแลในส่วนนี้ รวมถึงยังได้ศิลปินท็อปชาร์ตอย่าง แทยอน (Girls’ Generation), 10cm, Heize และ Punch มาร่วมร้องเพลงประกอบซีรีส์อีกด้วย

ดูหนังออนไลน์ 

รีวิว คิมจียอง เกิดปี’ 82 (Kim Ji-young: Born 1982) เกิดเป็นผู้หญิง ผิดตรงไหน ?

รีวิว คิมจียองเกิดปี '82 อวสานเทพนิยาย

รีวิว คิมจียอง เกิดปี’ 82 ( เกิดเป็นผู้หญิง ผิดตรงไหน ? กงยู และ จองยูมิ จะมาเรียกน้ำตาผู้ชม ในภาพยนตร์ที่สั่นสะเทือน ประเทศเกาหลี “คิมจียอง เกิดปี 82” ผลงานนวนิยายจากปลายปากกาของนักเขียนโชนัมจู ที่ทำยอดขายมากกว่า 1 ล้านเล่มภายใน 2 ปี เล่าเรื่องราว คิมจียอง (จองยูมิ) ผู้หญิงชาวเกาหลีธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่แม้ว่าเธอจะแต่งงาน และมีลูกสาวที่น่ารัก แต่ก็ทำให้เธอจำต้องล้มเลิกการทำหลายสิ่งหลายอย่างไป จองแดฮยอน ( กงยู ) สามีของเธอ สังเกตพบว่าได้เกิดอะไรบางอย่างขึ้นกับจียองทำให้เขารู้สึกเป็นกังวล เมื่อเธอเริ่มทำตัวแปลกไปราวกับเป็นคนอื่น

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการอนุเคราะห์โดย บริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด สำหรับตั๋วเข้าชมในรอบสื่อ รอบจริง หนังฉาย 30 ธันวาคม 2562

คิมจียอง เกิดปี 82 (Kim Ji-young: Born 1982) เป็นหนังที่สร้างจากหนังสือชื่อเดียวกัน เขียนโดย โซนัมจู โดยตีแผ่ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศชายและหญิงในประเทศเกาหลีใต้ให้ได้ชมกัน

หญิงสาวที่แต่งงานและมีลูกสาวหนึ่งคน เธอต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูกทำงานบ้านและอาหารให้สามีในขณะที่สามีทำงานหาเงิน ชีวิตที่อาจจะฟังดูแล้วดีมีความสุข แต่มันกลับไม่เป็นแบบนั้นในความเป็นจริง

ชีวิต “แม่บ้าน” ที่ดูเหมือนจะสุขสบาย สามีเลี้ยง แต่ด้วยแรงกดดันจากรอบด้านทั้งคนใกล้ชิดและสังคม ทำให้เธอต้องผจญกับอาการทางจิตและมีพฤติกรรมที่แปลกไป ส่วนนี้ผมขอไม่พูดถึงเพราะอาจเป็นการสปอยล์ได้ครับ

จุดเด่นที่น่าสนใจอย่าแรกของเรื่องนี้คือ นักแสดง ที่เรียกได้ว่าได้นักแสดงมีชื่อ ที่รับรองว่าหลายคนต้องร้องอ๋อออกมาแน่นอน พระเอกเราก็กินขาดแล้ว สามีแห่งชาติ อย่าง กงยู (Coffee Prince, Train to Busan) หรือจะเป็นนางเอกที่แสดงหลากหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันอย่างดีอย่าง Train to Busan กับพระเอกกงยูด้วยนั่นเองครับ นักแสดงอื่นอย่าง คิม มิคยอง ที่ลิสการแสดงยาวเหยียด ก็การันตีคุณภาพเช่นกัน

เรื่องการแสดงไม่ผิดหวังแน่นอนครับ นอกจากนั้นการถ่ายทำและมุมกล้องต่างๆก็ถ่ายทอดหนังออกมาได้ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว

อีกอย่างที่ผมชอบคือการดำเนินเรื่องที่มีจุดที่ทำให้เราอยากรู้ หรือคาดเดา ซึ่งหนังทำให้ผมคาดเดาไปหลากหลายจากการชักจูงของตัวละคร และหลายจุดเมื่อเฉลยก็ทำผมอึ้งไปเหมือนกัน

ความเท่าเทียมที่ไม่มีจริง
คิมจียอง

แต่ทั้งหมดทั้งมวล คีย์ของเรื่องนี้คือการนำเสนอความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศชายและหญิงในสังคมเกาหลีได้ค่อนข้างน่าสนใจ และมันไม่ใช่แค่ในสังคมเกาหลีเท่านั้นนะครับ มันสะท้อนถึงสังคมโดยรวมทั้งหมดที่เพศหญิงไม่ได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันกับชาย

อย่างเช่นผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านถูกนินทาว่าเกาะสามีกิน และบางส่วนมองตัวเองว่าไร้ค่าที่ไม่สามารถทำงานได้ ตรงนี้มันสะท้อนปัญหาและนำเสนออกมาได้น่าสนใจ เพราะหนังมีการเก็บรายละเอียดเล็กน้อยๆที่บางทีเราอาจจะไม่ทันได้สังเกตด้วยซ้ำ หากตัวละครไม่นำมันกลับมาพูดอีกครั้ง

แม้ว่าหนังจะนำเสนอชีวิตของ คิม จียอง กว่า 2 ชั่วโมง แต่มันกลับไม่ทำให้ผมเบื่อเลย เพราะเนื้อเรื่องมีความน่าติดตาม และมันทำให้ผมนึกถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศตะวันตกอย่างอเมริกาที่ถือเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อกันว่าพยายามอย่างมากในเรื่องความเท่าเทียมกัน

แต่ในความเป็นจริงยังคงมีความเหลื่อมล้ำอยู่จนทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งงาน เงินเดือนที่ได้น้อยกว่าผู้ชาย แต่สิ่งหนึ่งที่พัฒนาดีขึ้นคือ ผู้ชายหันมาเป็น “พ่อบ้าน” มากขึ้น ในขณะที่ภรรยาเป็นฝ่ายทำงาน ถือว่าเป็นการพัฒนาที่ดีขึ้นในแง่มุมมองและความเท่าเทียมกันที่ดีขึ้น

หนังนอกกระแสที่ดีกว่าที่คิด
ต้องถือว่าเป็นหนังนอกกระแสเรื่องหนึ่งที่ผมไม่ได้คาดหวังเลยตอนเดินเข้าไปดู แต่กลับออกมาด้วยความประทับใจ และมันทำให้ผมอยากแนะนำให้ไปดูกันถ้ามีโอกาส

 

ก่อนอื่นเลยต้องขอขอบคุณทางสหมงคลฟิล์มที่ให้โอกาสฉันและคุณแม่ได้เข้าไปชมภาพยนตร์เรื่อง ‘คิมจียอง เกิดปี 82’ รอบสื่อมวลชน นำแสดงโดย จองยูมี รับบท คุณคิมจียอง และ กงยู รับบท คุณชองแดฮยอน สามีของคุณคิมจียอง เป็นประสบการณ์การดูหนังก่อนเข้าฉายเป็นครั้งแรกในชีวิต จึงอยากจะพูดอะไรถึงมันเสียหน่อย หลังจากเสียน้ำตาไปประมาณ 1 กระติก ไม่ใช่เพราะความซึ้งใจอันใดเลย แต่เป็นเพราะความเจ็บต่างหาก เจ็บใจเหลือเกินกับหลายๆ เรื่องที่ผันผ่านเข้ามาในชีวิต แล้วเรามีโอกาสได้มองเห็นมันอีกครั้งหนึ่งผ่านตัวละคร ‘คุณคิมจียอง’ ตั้งแต่เด็กยันโต ประหนึ่งว่าเธอเป็นภาพสะท้อนชีวิตของฉันในบางมุมบางแง่ หลายเรื่องที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อนว่าเหตุใดจึงต้องเป็นอย่างนี้ ไม่เคยนึกสงสัยหรือเอะใจว่าตนเองกำลังถูกกดขี่ กำลังถูกเอาเปรียบ กำลังถูกล่วงละเมิดด้วยวาจาอยู่ ก็เพิ่งมาตระหนักรู้เมื่ออ่านหนังสือและดูภาพยนตร์เรื่องนี้นี่ล่ะ

ฉันใช้เวลาขบคิดตลอด 3 วันหลังจากดูหนังเรื่องนี้ คิดอย่างไรก็คิดไม่ตกว่าจะเขียนเกี่ยวกับมันอย่างไรดี เพราะกลัวเหลือเกินว่าตัวเองจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ ‘โชนัมจู’ ผู้เขียน ‘คิมจียอง เกิดปี 82’ ต้องการจะสื่อ กลัวเหลือเกินว่าตัวเองจะเข้าใจอะไรผิดเพี้ยนไปไกลจนทำให้ผู้อ่านบทความนี้พลอยเข้าใจผิดตามไปด้วย แต่ศิลปะนั้นไม่มีทั้งถูกและผิด ดังนั้นจึงขอตีความจากความเข้าใจของฉันก็แล้วกัน

Kim-Ji-Young-Born-1982-Poster-Thai02
ภาพจากสหมงคลฟิล์ม
ผี
คำนาม

สิ่งที่ตามปกติแล้วมนุษย์มองไม่เห็น และสัมผัสไม่ได้ แต่เชื่อว่ามีจริงและอาจปรากฏรูปร่างให้เห็นได้ในบางขณะ มีทั้งที่ให้คุณ หรือโทษ.

ตั้งแต่อ่าน ‘คิมจียอง เกิดปี 82’ ครั้งแรก ฉันก็ทึ่งปนสงสัยมาโดยตลอดว่าเหตุใดผู้เขียนถึงเลือกใช้สถานการณ์ ‘ผีเข้า‘ เพื่อเล่าเรื่องราวทั้งหมด ที่ทึ่งเพราะไม่คิดว่าจะมามุกนี้ ขณะเดียวกันก็สงสัยว่าทำไมต้อง ‘ผี’ วะ แทนที่จะเล่าเรื่องชีวิตแม่บ้านเกาหลีใต้ธรรมดาๆ คนหนึ่งไปเรื่อยๆ ก็ได้ เพราะโดยตัวเนื้อหาก็ทำให้ผู้อ่าน (โดยเฉพาะผู้หญิงอ่อนไหวอย่างฉัน 555+) รู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจ อ่านไปน้ำตาเล็ดไปได้แล้ว แต่ยังเลือกจะใช้ความแฟนตาซีอย่าง ‘ผีเข้า’ มาเป็นปมหลัก มันเพราะอะไรกันแน่นะ

สุดท้ายวันนี้ก็ได้รู้…

โชนัมจูอาจต้องการจะบอกว่าที่เกาหลีใต้นั้น ผู้หญิงกับผีก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ ใช่รึเปล่า? เมื่อเด็กผู้หญิงลืมตาเกิดมาบนโลกนี้ เติบโต ร่ำเรียนและเข้าทำงาน เดินเพ่นพ่านขวักไขว่ไปทั่ว จากที่หนึ่งสู่ที่หนึ่ง ผู้หญิงเหล่านี้ไม่ได้ต่างจากผีเลยสำหรับชายเกาหลีใต้ทุกคน มองไม่เห็นแต่รู้ว่ามีจริง มีสิ่งนี้ สิ่งที่เรียกว่า ‘ผู้หญิง’ อยู่ในโลก จะสามารถปรากฏรูปร่างเป็นตัวเป็นตนได้ก็ต่อเมื่อแต่งงานแล้วเป็น ‘แม่‘ คน เท่านั้น

เมื่อผู้หญิงเกาหลีธรรมดาคนหนึ่งเป็น ‘แม่’ พวกผู้ชายก็เกิดกลายเป็น ‘คนเห็นผี’ ขึ้นมาทันทีเลยว่ะ 555+ พวกเขาสามารถมองเห็นเธอ (ในที่นี้คือคุณคิมจียอง) แม้ยามที่นึกอยากจะนั่งพักผ่อนกินกาแฟ (ซึ่งเห็นว่าจัดโปรโมชั่นลดราคาจึงกล้าซื้อ) เพื่อชื่นชมความงามของฤดูใบไม้ร่วง หลังไปรับลูกที่ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก

ชายคนหนึ่งในกลุ่มพนักงานอายุราวสามสิบเหลือบมองเธอแล้วหันไปพูดกับเพื่อน “อยากถลุงเงินผัวซื้อกาแฟกินร่อนไปร่อนมาแบบนั้นบ้างจัง… วาสนาใครจะดีเท่านางปลิง… กูไม่ขอแต่งงานกับสาวเกาหลีหรอก…” [1*]

คุณคิมจียองมีตัวตนขึ้นมาทันทีเมื่อมีลูกน้อย และใช้เงินของสามีซื้อกาแฟแก้วละ 1500 วอน [2*]

ในขณะที่ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะในโต๊ะอาหารที่บ้าน ในสนามการเรียน การสอบแข่งขัน การสัมภาษณ์เข้าทำงาน ไม่มีใครมองเห็นหัวหรือตัวตนเธอเลยสักคน พวกเขาปล่อยให้เธอถือกาแฟแก้วละกี่บาทก็ได้ กี่แก้วก็ได้ โดยไม่มีการค่อนแคะ ขอเพียงเป็นกาแฟที่ฝากให้เธอซื้อหรือกาแฟที่เธอรับหน้าที่ชงและเสิร์ฟในที่ทำงาน (ทั้งที่เธอไม่ได้สมัครงานมาเพื่อชงกาแฟ และพนักงานชายรุ่นเดียวกันหรืออ่อนกว่าก็ไม่แม้แต่จะรับหน้าที่นี้หรือคิดว่าตนจำเป็นต้องทำ)

ฉันเคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน (https://booooks.co/2018/02/27/ความลับในธนบัตร-50000-วอน/) เกี่ยวกับบทบาทความเป็น ‘แม่’ ของผู้หญิงในเกาหลีใต้ ยิ่งเมื่อได้มาอ่านหนังสือเล่มนี้ ยิ่งพบว่าเรื่องจริงมันหนักหนากว่าที่คิดมาก จนอาจเรียกได้ว่าเป็นลัทธิเลยก็ว่าได้ ยังมีหลายคนในเกาหลีใต้ที่ตกอยู่ภายใต้ ‘ลัทธิเชิดชูความเป็นแม่ที่ดี’

ผู้หญิงเกาหลีมีค่าก็ต่อเมื่อเป็น ‘แม่’ ก็จริง แต่เมื่อทำอะไรผิดจาก ‘ขนบ’ ไปเล็กน้อย เช่นนั่งชิลๆ ดื่มกาแฟแก้ว 39 บาทด้วยเงินผัว ก็สามารถเปลี่ยนร่างกลายเป็น ‘ปลิง’ ได้ทันที เมื่อย้อนกลับไปดูความหมายของ ‘ผี’ เมื่อข้างต้น เออ พอคนมองเห็นผีแล้ว ผีมันก็ให้ทั้งคุณ ทั้งโทษเลยว่ะ มีทั้งผีดีและผีร้าย ถ้าผีเลี้ยงลูกดูแลผัวอยู่บ้านก็นับเป็นผีดี ผีกินกาแฟด้วยเงิน 39 บาทของผัวคือผีร้าย คอยสูบเลือดผัว คุณคิมจียองเป็นเช่นนั้นเอง เฉกเช่นเดียวกันกับผีไม่ต่าง

กลับมาพูดถึงตัวบทภาพยนตร์กันบ้าง ต่อไปนี้คือการสปอยล์ค่ะ 555+

ฉากแรก หนังเปิดมาด้วยภาพคุณคิมจียองทำงานบ้านอย่างขมักเขม้นคลอไปกับเสียงสัมภาษณ์ของผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าอยากเป็นนักบินอวกาศหรืออยากท่องอวกาศ อะไรสักอย่างนี่แหละ ต้องขออภัยที่ไม่ชัวร์ เพราะอ่านซับไตเติ้ลไม่ทัน แอบเสียดายนิดหน่อยที่ตอนนั้นมีข้อความจากโทรศัพท์เตือนขึ้นมาพอดี แต่จับใจความได้ประมาณนี้ ที่ใส่ใจนั่นเป็นเพราะสำหรับภาพยนตร์แล้ว ฉากแรก เราคิดว่าสำคัญนะ เพราะมันเห็นชัดว่าสิ่งที่ข่าวเล่ากับชีวิตของคุณคิมจียองนั้นมันสวนทางกันสุดๆ ไปเลย ในขณะที่ผู้หญิงคนหนึ่ง(ในข่าว)บอกว่าอยากจะไปท่องอวกาศ แต่คุณคิมจียองกลับยืนวุ่นอยู่ในครัว ใครไปดูแล้วมาบอกด้วยนะคะว่าข่าวพูดเรื่องอะไร ถ้าผิดจะมาแก้ไขให้ นี่คือข้อเสียของการไม่ปิดมือถือขณะดูหนังนะคะทุกคน 555+

แล้วฉากต่อมาคือฉากนั่งดื่มกาแฟเล่น คือฉากที่ฉันกล่าวถึงเมื่อข้างต้น ตรงนี้ขอชื่นชมว่าหนังทำให้ทุกอย่างในหนังสือมันไปไกลและมีมิติมากขึ้นไปอีก เพราะในหนังสือ มีเพียงหนังสือกับคนอ่านที่จะจินตนาการทุกอย่างตามคำบรรยายของผู้เขียนด้วยตนเอง ตอนที่ฉันอ่านนั้น ยอมรับว่า ‘กลุ่มพนักงานออฟฟิศ’ ที่นินทาคิมจียองในระยะเผาขนเป็นกลุ่มผู้ชายล้วน แต่ปรากฏว่าในหนังเลือกจะแทรกพนักงานหญิงคนหนึ่งเข้าไปในกลุ่มด้วย แม้พนักงานหญิงคนนี้จะคอยทำหน้าที่เตือนเพื่อนผู้ชายว่าอย่าเสียงดังไป เขาได้ยินนายนะ แต่กระนั้นก็อดที่จะแสดงท่าทีเห็นด้วยไม่ได้

นี่บอกอะไร?

บอกว่าไม่ใช่แค่ผู้ชาย แต่ผู้หญิงหลายคนในเกาหลีใต้เองก็ตกอยู่ใต้ลัทธิเชิดชูความเป็นแม่ที่ดี แม่ที่ควรต้องปฏิบัติตัวตามขนบธรรมเนียมเช่นกัน น่าเศร้าที่ผู้หญิงหลายคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนกำลังถูกระบบอันคร่ำครึนี้กดทับอยู่ แต่เศร้ายิ่งกว่าที่หลายคนรู้ ทว่าก็ไม่สามารถต่อต้านมันได้

เช่นเดียวตัวละคร ‘คุณโอมีซุก’ แม่ของคุณคิมจียอง ตรงนี้แอบเสียดายนิดหน่อยที่หนังไม่ได้บอกที่มาของรอยแผลเป็นที่มือของแม่ ซึ่งเกิดจากการทำงานพิเศษอย่างงานรับม้วนคิ้วติดขอบวงกบ แต่หนังก็ทำให้เรารู้แหละว่าแม่ทำงานหนักมากแค่ไหน ชนิดที่แทบไม่มีเวลารับโทรศัพท์ลูกเลย

งานพิเศษอันน่าปวดเศียรเวียนเกล้าที่สุดคืองานรับม้วนคิ้วติดขอบวงกบ เส้นคิ้วขอบวงกบนี้ด้านหนึ่งเป็นฟองน้ำ ยืดหยุ่นได้ตามระยะขอบวงกบประตูหน้าต่าง อีกด้านเป็นแถบกาวเหนียวหนืด งานที่ต้องทำคือเมื่อรถบรรทุกขนพวกมันมาให้กองใหญ่ เราต้องม้วนขดเป็นวงทีละสองเส้น จากนั้นใส่ลงถุงพลาสติกใบเล็ก วิธีม้วนทำโดยใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้มือซ้ายคีบเส้นคิ้วยาวเหยียดไว้แล้วใช้มือขวาจับม้วน ซึ่งขั้นตอนดึงๆ ม้วนๆ นี้เองที่ทำให้ขอบคมของกระดาษสติ๊กเกอร์บนฝั่งแถบกาวบาดผิวเนื้ออ่อนบางระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้มือซ้ายอยู่เรื่อย [3*]

ทุกคนที่เคยไปเยือนประเทศเกาหลีใต้หลายคนเองก็คงสังเกตเห็นว่ามี ‘อาจุมม่า’ หรือ ‘คุณป้า’ มากมายหลายแหล่คอยทำงานบริการต่างๆ ไม่ว่าจะทำความสะอาดห้องน้ำในโฮสเทล เป็นแคชเชียร์ร้านสะดวกซื้อ เป็นคนกวาดถนน เก็บขยะ พนักงานเสิร์ฟร้านอาหาร ฯลฯ การที่คุณป้าเหล่านี้คอยแวะเวียนเปลี่ยนหน้ามาให้เราเห็น ไม่ว่าเราจะไปที่ไหนหรือใช้บริการใดในเกาหลีใต้นั้นมีเหตุผลอยู่ค่ะ เพราะหลังจากที่ผู้หญิงเกาหลีแต่งงานแล้ว จำเป็นอย่างมากที่จะต้องลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูก ดูแลงานบ้าน ดูแลสามีและพ่อแม่สามี ฉะนั้น ผู้หญิงเหล่านี้มีทางเลือกไม่มากในการหารายได้ของตนเอง คือหนึ่ง. ได้รับเงินเดือนจากสามี สอง.จ้างพี่เลี้ยงเด็กแล้วกลับไปทำงาน ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่คนรุ่นใหม่นิยมกันแต่ขัดใจแม่ผัวเป็นที่สุด จึงนำมาซึ่งหนทางสุดท้าย หนทางที่เป็นนิยมที่สุด คือสาม. การหา ‘งานพิเศษเสริมรายได้’

เกาหลีใต้ช่วงหนึ่งเป็นยุคเฟื่องฟูของงานพิเศษแม่บ้าน หลายงานจึงเรียกขานโดยพ่วงคำว่า “ป้า” เข้าไป ป้าขายประกัน ป้าส่งนมเปรี้ยว ป้าขายเครื่องสำอาง ฯลฯ พวกเธอส่วนมากไม่ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทโดยตรง เมื่อเกิดเหตุทะเลาะวิวาทหรือบาดเจ็บขณะทำงาน ก็ต้องหาทางแก้ปัญหาเอง [4*]

ตัวละครคุณโอมีซุกนั้นถูกลดทอนบทไปพอสมควร เข้าใจได้ว่าหนังอยากจะชูเรื่องของคุณคิมจียองให้โดดเด่นกว่าใคร แต่ก็รู้สึกได้ชัดเหมือนกันว่าหนังพยายามไม่ตัดหรือทิ้งบทบาทของตัวละครผู้หญิงหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พี่สาว หรือหัวหน้างานของคุณคิมจียอง ซึ่งพวกเธอทั้งหลายต่างพบเจอปัญหาเรื่อง ‘เพศ’ ที่กระทบกับชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวไม่น้อยไปกว่าคุณคิมจียองเอง และที่สำคัญตัวละครแม่นี้เป็นตัวละครที่ทำให้เราต้องเสียน้ำตาสองครั้งติดกันเลยค่ะ 555+ มันมีประโยคเจ็บอยู่ คุณต้องไปดูเอง

และฉากที่ชอบที่สุดคือฉากที่คุณโอมีซุกผู้เป็นแม่พบว่าคุณคิมจียองถูกผีเข้า เราขอยกนิ้วให้ทั้งคนเขียนบท ผู้กำกับ ที่สุดก็คือตัวนักแสดง ‘คิมมีคยอง’ และ ‘จองยูมี’ ที่ทำให้เรามองเห็นความแตกสลายที่มันหยั่งรากลึกแผ่ขยายไปทั่วผืนแผ่นดินเกาหลีใต้ชัดขึ้นถนัดตา เหมือนถูกฟาดหน้าด้วยความจริง ความจริงที่ว่า แม้ตัวแม่ของคุณคิมจียองที่เป็นหญิงแกร่ง บ่อยครั้งที่ลุกขึ้นมาต่อต้านกับความเชื่ออันคร่ำครึและความเกลียดชังผู้หญิงที่มีในสังคมมากเพียงใด สุดท้ายเธอก็ยินยอมปล่อยให้ความเชื่อความเกลียดชังนั้นถล่มลงมาทับถมเธออยู่ดี เพราะศัตรูที่เธอกำลังต่อสู้อยู่นั้นมันยิ่งใหญ่และร้ายกาจกว่าที่เธอคิด

อะไรจะน่าเศร้าไปกว่าการที่ ‘แม่’ เชื่อว่า ‘ลูกสาว’ ของตัวเอง ถูก ‘ผีเข้าสิง’ อย่างที่ใครๆ เขาพูดกันอีกล่ะ ใช่ไหมคะ?

หนังทำให้เห็นว่าการที่ผู้หญิงคนหนึ่งกล้าพูดถึงปัญหาเรื่องเพศ ซึ่งเป็นปัญหาที่สังคมไม่อยากรับฟัง พวกเขาทั้งหลาย ไม่ใช่แค่ตัวสามี แม่สามี ครอบครัวของสามี แต่รวมแม้กระทั่งครอบครัวของคุณคิมจียองเองด้วย ต่างยินยอมพร้อมใจ ร่วมกันแปะป้ายว่าเธอกำลัง ‘ป่วย’ เธอถูก ‘ผีเข้า’ สติกลับไปแล้วหรือไง ทำไมถึงกล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องถามหาสิทธิของตัวเองเช่นนี้!!

Kim_Ji-Young_Born_1982-tp22-1
ภาพจาก http://blog.asianwiki.com/korean-movies/gong-yoo-cast-in-movie-kim-ji-young-born-1982
สิ่งที่ต้องชื่นชมอีกอย่างและไม่พูดถึงคงไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าแตกต่างจากหนังสืออย่างชัดเจนก็คือตัวละคร ‘คุณชองแดฮยอน’ รับบทโดย ‘กงยู’ ในหนังสือนั้นเราจะมองไม่เห็นมิติของตัวละครสามีคุณคิมจียองเท่าใดนัก รู้เพียงแต่ว่าเขาเองก็ใจดี เป็นคนที่พยายามช่วยเหลือคุณคิมจียองอยู่เสมอ ช่วยพูดกับแม่ตัวเองให้ว่าปีใหม่ไปซื้อกับข้าวที่ร้านก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำเอง เพราะไม่อยากให้ภรรยาต้องทำงานหนักหลังคลอด นอกนั้นก็ไม่มีบทบาทอะไรมากมาย

แต่หนังได้เพิ่มบทของสามีเข้าไป คุณชองแดฮยอนเป็นห่วงภรรยาถึงขั้นบอกว่าจะใช้สิทธิ์หยุดงานปีหนึ่งเพื่อมาช่วยเลี้ยงลูก (ซึ่งสิทธิ์นี้ผู้ชายสามารถทำได้แฮะ) โดยเปิดโอกาสให้คุณคิมจียองได้กลับไปทำงานที่ชอบ (เผื่อว่าอาการป่วยจะดีขึ้น) แน่นอนว่ากงยูนั้นน่ารัก หล่อมาก อบอุ่นประหนึ่งไมโครเวฟ แต่เราจะพยายามมองข้ามส่วนนี้ไปเพราะต้องวิจารณ์ตามเนื้อผ้า 555+

ตอนแรกหลังดูจบ ยอมรับเลยว่าเขียนคอมเมนท์สั้นๆ ไปว่าสิ่งที่ไม่ชอบในหนังก็คือ “ตอนจบดีไปหน่อยค่ะ” 555+ เพราะสำหรับคนอ่านหนังสือก็จะรู้กันดีว่ามันจบอย่างไรนะคะ อันนี้ก็ไม่ขอบอก ต้องไปอ่านกันเอง (179 หน้าเองทุกคน อ่านแป๊บเดียวก็จบ) แต่ระหว่างนั่ง GRAB กลับบ้าน พอความคิดมันตกตะกอนเนาะ เราก็ตื่นรู้ขึ้นมาว่า อ้าว แล้วจบดีมันไม่ดีตรงไหนอะ?

คุณคิมจียองสามารถเข้มแข็งและลุกขึ้นสู้ได้อีกครั้ง นอกจากต้องขอบคุณตัวเธอเองที่มีความกล้าไปปรึกษากับจิตแพทย์ (ซึ่งเรารู้กันอยู่แล้วว่าที่เกาหลีใต้นั้นก็ไม่ต่างจากไทยเท่าไหร่นัก สังคมยังคงมองว่าการพบจิตแพทย์คือเป็นบ้า ยังคงมีภาพลบในใจคนทั่วไปอยู่) เราต้องให้เครดิตกับครอบครัวของเธอ และคุณชองแดฮยอนผู้เป็นสามีที่คอยแบ่งเบาภาระ ช่วยเลี้ยงดูลูก หมั่นดูแลเอาใจใส่ ยืนหยัดปกป้องเธอจากการถูกตำหนิโดยแม่ของเขา กล้าที่จะพูดคุยถึงปัญหาอย่างเปิดอก ให้คำปรึกษากันและกัน เคียงข้างกัน ไม่ละทิ้งเธอให้ต้องเผชิญกับปัญหาเพียงคนเดียว

นี่ไม่ใช่หรือ สิ่งที่ควรจะเป็นไปในชีวิตแต่งงาน?
เราจะมีกันและกันไปทำไม หากมิอาจพึ่งพิงกันได้

หนังทำให้ฉันตระหนักได้ว่า ขอเพียงคุณผู้ชายยื่นมือออกมารับมือของภรรยาไปกุมไว้อย่างอบอุ่น เราสองก็คงจะไปกันได้ตลอดรอดฝั่งอย่างเป็นสุข ต่อให้หนทางขลุกขลักแต่ก็ยังเป็นสุข เป็นเหมือนเหรียญอีกด้าน ไม่เพียงวิจารณ์แต่ยังเสนอความหวังและหนทางแก้ไขให้ด้วย

ตราบใดที่ ‘อีลอน มัสก์’ ยังไม่สามารถสร้างอาณานิคมบนดาวอังคาร เราทั้งหลายยังจำเป็นต้องอาศัยอยู่ในโลกใบนี้ร่วมกันอย่างไม่มีทางหลีกหนีกันได้ ทั้งหญิง ทั้งชาย ทั้งหลากหลายเพศ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำลายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพศใดเพศหนึ่งให้สิ้นซากไป เช่นนั้นแล้วลองหันหน้าเข้าหากัน จับเข่าคุยกัน แล้วมาลองจับมือเดินร่วมกันไป ดีไหม?

มันจะเป็นไปได้ไหมนะ….

 

อนึ่ง ‘จียอง’ เป็นชื่อโหลในเกาหลีใต้ การที่ผู้เขียนเลือกใช้ชื่อนี้คงเป็นเพราะต้องการจะสื่อว่า ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนก็สามารถเป็น ‘คิมจียอง’ ได้ทั้งนั้น โดยไม่รู้ตัว…คุณอาจเคยตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน หรือกำลังเผชิญหน้ากับอาการผีเข้าอยู่ก็เป็นได้

หากเมื่อใดสุ้มเสียงที่นึกอยากจะเปล่งออกมากลับเลือนหาย นั่นล่ะคือวันที่ ‘ผีร้าย’ ได้สูญสลายไปจากร่างของคุณแล้ว…สลายไปพร้อมกับ ‘สิทธิ’ ของคุณ.

 

ดูหนังออนไลน์

เรื่องย่อ เด็กใหม่ ซีซั่น 2 – Girl From Nowhere Season 2 แนวลึกลับระทึกขวัญ

เรื่องย่อ เด็กใหม่ ซีซั่น 2 – Girl From Nowhere Season 2 แนวลึกลับระทึกขวัญ

เด็กใหม่ ซีซั่น 2 ( Girl From Nowhere Season 2 ) ผลงานของ Netflix ร่วมกับ จีเอ็มเอ็ม สตูดิโอส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เด็กใหม่ เป็นซีรีส์สัญชาติไทยแนวลึกลับระทึกขวัญ ที่สร้างกระแสความตื่นตะลึงไปทั่วโลกเมื่อซีซั่น 1 เข้าฉายใน Netflix ด้วยพลอตเรื่องที่แปลกแหวกแนวอย่างน่าจับตามอง และตัวละคร “แนนโน๊ะ” สาววัยรุ่นคาแรกเตอร์หลุดโลก ที่ออกมากระชากหน้ากากสังคมจอมปลอม พร้อมทวงคืนความยุติธรรมให้สังคม และซีซั่น 2 นี้ “แนนโน๊ะ” จึงกลับมาพร้อมประเด็นสังคมที่แรงกว่าและเข้มข้นกว่าเดิม ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในรั้วโรงเรียนอีกต่อไป

เรื่องย่อ Girl From Nowhere Season 2

ในซีซั่น 2 “แนนโน๊ะ” (รับบทโดย คิทตี้ – ชิชา อมาตยกุล) นักเรียนสาวสุดลึกลับผู้รู้เท่าทันและเห็นกิเลสของมนุษย์เป็นเรื่องสนุก ได้กลับมาเปิดโปงความชั่วร้าย ตีแผ่ความลับดำมืดที่ถูกซุกซ่อนอยู่ทั้งในและนอกรั้วโรงเรียน พร้อมลงโทษผู้กระทำผิดให้ได้ชดใช้กรรมอย่างสาสม แต่ครั้งนี้ ผู้ทวงคืนความยุติธรรมไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว สาวปริศนาได้ปรากฎตัวขึ้นและคอยติดตามแนนโน๊ะเหมือนเงา ความลับที่น่าตกใจอย่างที่สุดจะถูกเปิดเผย และแนนโน๊ะจะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอ!

คิทตี้ ชิชา รับบท แนนโน๊ะ

โดยในแต่ละตอนของ เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) จะมีนักแสดงรับเชิญที่เข้ามาร่วมผนึกกำลังเพิ่มความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ได้แก่

ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ รับบท นะนาย นักเรียนหนุ่มสุดฮอต ตัวเต็งตำแหน่งประธานนักเรียน แต่ในอีกด้านเขาคือเสือผู้หญิงตัวร้ายที่ฟันแล้วทิ้ง

เพ็ญพักตร์ ศิริกุล รับบท ครูนฤมล ครูฝ่ายปกครองโรงเรียนหญิงล้วน ที่กำลังจะถูกควบรวมกับโรงเรียนชายล้วน กลายเป็นโรงเรียนสห ครูนฤมลเป็นครูที่เน้นเรื่องระเบียบวินัยนักเรียนหญิงเป็นอย่างมาก และต่อต้านการรวมโรงเรียนระหว่างชายและหญิง

แพทริเซีย กู๊ด รับบท มินนี่ เด็กเห็นแก่ตัว นิสัยเสีย จากครอบครัวที่ร่ำรวย แม้ว่าจะทำผิดอะไรก็ไม่เคยสำนึก เพราะเธอมีพ่อคอยจัดการและเอาเงินฟาดให้เธอรอดตัวไปได้ทุกครั้ง

ชัญญา แม็คคลอรี่ย์ รับบท ยูริ เด็กสาววัยรุ่นจากครอบครัวยากจน ที่อาศัยอยู่กับแม่ตามลำพังในห้องเช่ารูหนู แต่ที่โรงเรียนเธอกลับคบเพื่อนเป็นกลุ่มเด็กสาวจากครอบครัวร่ำรวย ภายใต้มิตรภาพที่ดูสวยงาม สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป

ภูมิภัทร ถาวรศิริ รับบท เค รุ่นพี่สุดโหดที่ถูกหล่อหลอมด้วยความทุกข์ทรมานจากระบบรับน้องในช่วงปีแรกของเขาในมหาวิทยาลัย และถูกบังคับให้ส่งต่อวงจรอันเลวร้ายของพิธีรับน้องที่ไร้ความปรานี

ภัทรวรินทร์ ทิมกุล รับบท ครูเอ ครูผู้เข้มงวดและมักจะลงโทษเด็กนักเรียนที่ทำผิดด้วยวิธีการลงโทษแบบไม่ปกติ เช่น การขังนักเรียนไว้ในห้องสำนึกผิดเป็นเวลาข้ามวัน แต่แท้ที่จริงแล้วเธอมีความลับบางอย่างที่สมควรจะถูกลงโทษเสียเอง

ชุติมา ทีปะนาถ รับบท ครูบี ครูในโรงเรียนเดียวกับครูเอ และทำตามคำสั่งของครูเอที่ให้ลงโทษเด็กนักเรียนที่ทำผิดกฎระเบียบ แม้บางครั้งจะเป็นกฎที่ไม่มีเหตุผลสมควร

ภัณฑิรา พิพิธยากร รับบท เจน เน็ตไอดอลวัยรุ่นที่สร้างจุดเด่นด้วยความน่ารักมีน้ำใจ แต่ในความเป็นจริงเธอไม่พอใจกับตัวตนปลอมๆ ของเธอบนโลกไซเบอร์ และเบื่อหน่ายพ่อแม่ที่หากินกับชื่อเสียงของเธอ

พลอย ศรนรินทร์ รับบท จุนโกะ เด็กสาวอ่อนแอที่มีโรคประจำตัว ต้องนั่งรถเข็นตลอด แต่เรียนเก่งถึงขึ้นเป็นนักเรียนเหรียญทองโอลิมปิคชีววิทยา เนื่องจากเป็นคนอ่อนแอและพูดน้อยจึงมักถูกกลั่นแกล้งเสมอ แต่อาการป่วยของเธออาจจะมีเบื้องหลังบางอย่างซ่อนอยู่

ญารินดา บุนนาค รับบท ครูหวาน ครูฝ่ายพยาบาล แม่ของจุนโกะ ที่รักลูกยิ่งกว่าสิ่งใด แต่ในความรักนั้นก็มีบางอย่างเคลือบแฝงอยู่   อ่านต่อ

 

เรื่องย่อ The Imperial Coroner ฉู่ฉู่ มือชันสูตรฟ้าประทาน แนว : โรแมนติก

เรื่องย่อ  The Imperial Coroner  ฉู่ฉู่ มือชันสูตรฟ้าประทาน แนว : โรแมนติก

เรื่องย่อ ฉู่ฉู่ มือชันสูตรฟ้าประทาน – The Imperial Coroner  สมัยตอนกลางและปลายราชวงศ์ถัง ฉู่ฉู่ (ซูเสี่ยวถง) สาวน้อยผู้มาจากครอบครัวนักชันสูตรศพในแถบเขาซีหนาน มุ่งหน้าสู่ฉางอันลำพังเพื่อบรรลุฝันการเป็นนักชันสูตร จึงได้เข้าสอบคัดเลือกจนได้มาเป็นนักชันสูตรข้างกายร่วมไขคดีกับอันจวิ้นอ๋อง เซียวจิ่นอวี๋ (หวังจื่อฉี) ผู้พิจารณาคดีเก่งปานเทพ ภายหลังปมเงื่อนงำเรื่องตัวตนที่แท้จริงของฉู่ฉู่ ส่งผลต่อสมดุลอำนาจหลายฝ่ายในเมือง การต่อสู้แข่งขันทางอำนาจจึงเปิดฉากขึ้น บวกกับทั้งคู่ต้องมาพบกับคดีใหญ่น่าตกตะลึงที่ยืดเยื้อมานานกว่า 18 ปี เส้นทางการคลี่คลายคดีจะสำเร็จ และหนทางสู่การเป็น”มือชันสูตรฟ้าประทาน”ของฉู่ฉู่ จะราบรื่นหรือไม่?

 

รายชื่อนักแสดง ฉู่ฉู่ มือชันสูตรฟ้าประทาน – The Imperial Coroner

ซูเสี่ยวถง รับบท ฉู่ฉู่
หวังจื่อฉี รับบท อ๋องอันจวิ้น/เซียวจิ่นอวี๋
หยางเยี่ยนตง รับบท จิ่งอี้

อ่านต่อ 

รีวิวซีรีส์ Moon Lovers ชีวิตจริงของเหล่าองค์ชายในประวัติศาสตร์

รีวิวซีรีส์ Moon Lovers ชีวิตจริงของเหล่าองค์ชายในประวัติศาสตร์

รีวิวซีรีส์ Moon Lovers กลับมาอีกครั้งกับ ซีรีส์ที่แฟนคลับเรียกร้อง เชื่อว่าหลายคนรอคอยที่จะดูความกร้าวใจเหลือเกิน ของเหล่าองค์ชายทั้งหลายและแม่หญิงแฮซู ส่งเสียงเรียกร้องหนาหูจน viu ทนไม่ไหว นำกลับมาออนแอร์ให้ชมกันแบบอิ่มจุก 20 ตอนรวด ดูทีเดียวให้ตาแฉะกันไปข้าง 4 ปีผ่านไปกับการกลับมาอีกครั้งโดยไม่มีการทำซ้ำ แค่เอามาฉายอีกครั้งเท่านั้นเอง ความนิยมไม่มีตกเลยจ้ะ ถือเป็นซีรีส์รีรันอีกเรื่องที่สร้างกระแสดูซ้ำให้หายคิดถึง จนเป็นอันดับ 3 ใน TOP 10 ซีรีส์ยอดนิยม

เท้าความกันก่อนสำหรับคนที่ยังไม่เคยดูซีรีส์เรื่องนี้ว่า เรื่องนี้เป็นซีรีส์รีเมกจาก “Bu Bu Jing Xin เจาะมิติพิชิตบัลลังก์” ซึ่งสร้างมาจากนิยายในเรื่องเดียวกัน ของจีนนี่เขาย้อนไปในยุคของ จักรพรรดิคังซี ดราม่าหนักมากจ้ะเวอร์ชันนี้ ใครอยากร้องไห้น้ำตาท่วมไปดูเวอร์ชันจีนซึ่งเป็นต้นฉบับได้เลยที่ Wetv จ้ะ 35ตอนจบ หากจะเปรียบเทียบ 2 เวอร์ชันก็ต้องบอกว่ามันแตกต่างกันอย่างมากและดีงามไปคนละแบบ

 

ดราม่าเข้มข้น สายสะอึกสะอื้นยกให้พี่จีน สายละมุนปนเศร้าและกร้าวใจเหลือเกินมาหาน้องเกา รับรองไม่ผิดหวัง สำหรับแฟน ๆ ทั้ง 2 เวอร์ชันก็อาจมีการเปรียบเทียบกันบ้างในความเข้มข้นของเนื้อเรื่อง ซึ่งแน่นอนว่าของเกาหลีเบาบางกว่า เพราะเขาก็ปรับให้ตรงกับประวัติศาสตร์ในสมัยโครยอ และคงไม่สามารถใส่สีตีไข่ให้เกินเบอร์ไปได้มากนัก เพราะหนุ่ม ๆ ในเรื่องมีตัวตนจริง ๆ ในประวัติศาสตร์และขึ้นเป็นพระราชาเกือบทั้งหมด

มีแฟนเซอร์วิสอยู่มากมายด้วยการขนทัพนักแสดงหนุ่มหล่อ มาให้วี้ดว้าวกันตั้งแต่ Ep แรก เรียงหน้ากันมาแบบตาลาย ประเทศใครก็ประเทศมันแหละเนอะ ต้องรีเมกให้ถูกบริบท สำหรับเวอร์ชันนี้กับการกลับมาอีกครั้ง นอกจากเราจะได้รำลึกความหลังแล้ว แฟนคลับใหม่ ๆ ที่เพิ่งเคยดูครั้งแรกจะได้พบกับ

แม่การะเกดแห่งแดนกิมจิ

แฮซู (ไอยู) แม่การะเกดแห่งแดนกิมจิ
เรื่องนี้เริ่มต้นที่สาวน้อยคนนี้นี่แหละ เพราะเธอเป็นหญิงสาวในยุคปัจจุบันที่กระโดดลงไปช่วยเด็กตกน้ำในวันที่เกิดสุริยคราสจนไปโผล่ในสระน้ำท่ามกลางเหล่าองค์ชายรูปงาม ในสมัยราชวังโครยอ เป็นการไปแต่วิญญาณแล้วไปเข้าร่างของ แฮซู ญาติผู้น้องของพระชายาในองค์ชาย 8 หรือ องค์ชายวังอุก (คังฮานึล) แบบแม่การะเกดนั่นแหละจ้ะ ไปถึงเธอก็ไปทำสบู่ ไปเป็นเมกอัปอาร์ทิสต์ ให้ชาวบ้านตกตะลึงและเข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทจนเกิดเป็นรักสามเส้าระหว่าง เธอ องค์ชาย 4 วังโซ (อีจุนกิ) และองค์ชายวังอุก พูดถึงไอยูแล้วต้องบอกว่าซีรีส์เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า ไอยู มีดีด้านการแสดงไม่แพ้เสียงร้องของเธอเลยทีเดียว สมกับรางวัล Best New Actress จากเวที KBS Drama Awards ในเรื่อง You’re the Best, Lee Soon-shin

รักสามเส้าของเขาและเธอ

เรียกว่ารักสามเส้าได้เลยแหละเพราะนางเอกมีใจให้กับชายถึง 2 คน และทั้ง 2 คนเป็นองค์ชายทั้งคู่ ถึงแม้จะเป็นความรักที่มอบให้ต่างเวลากันแต่ก็ทำเอาคนดูฟินไม่หยุด คนแรกเป็นความประทับใจ อบอุ่น ลึกซึ้งแต่คนที่ 2 เป็นความผูกพันใกล้ชิด จนรักกันดูดดื่มในที่สุด บอกตามตรงว่าไม่รู้จะเชียร์ให้นางเอกเลือกใครดีแต่ด้วยความรุกคืบและขวางโลกขององค์ชาย 4 ดิฉันเทใจให้องค์ชาย 4 หมดหน้าตักเลยจ้ะ

ความรักของสายเลือดที่สุดท้ายต้องห้ำหั่น

เป็นความจริงที่โหดร้ายของทุก ๆ ซีรีส์ย้อนยุคไม่ว่าชาติไหน ที่การแย่งชิงอำนาจราชบัลลังก์ สายเลือดก็ไม่สามารถการันตีชีวิตได้ เราจะเห็นความรักความผูกพันของเหล่าองค์ชายตั้งแต่เด็กจนโตและจบชีวิตลงเพราะคำว่าอำนาจ ซีรีส์เรื่องนี้จะทำให้เราสะเทือนใจกับทุก ๆ ความสัมพันธ์ที่ไม่อยากให้ถึงตอนจบ สำคัญคือเหล่าองค์ชายทั้งหลายมีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์เกาหลี เกิดการแย่งชิงราชบัลลังก์ระหว่างพี่น้องกันจริง ๆ และหลายพระองค์ทรงขึ้นครองราชเป็นพระราชาแห่งโครยอซะด้วยสิ เริ่มจาก

องค์ชายเลือดเย็นผู้น่าสงสาร

องค์ชายสี่ วังโซ (อีจุนกิ)
ก็องค์ชายสี่ วังโซ ไงจะใครล่ะ การเซอร์วิสแฟนของชาวเกาหลีไม่มีหยุดยั้งกันเลยจ้ะ ฉากอาบน้ำที่ว่าแน่ก็ต้องแพ้ฉากที่องค์ชายสี่ “ฆ่าม้า” ขี่มาเองแท้ ๆ แค่อยากอยู่บ้านตลอดไปถึงกับฆ่าม้าตายกันเลยเรอะ ทำเอาจำติดตาเลยว่าพระเอกของช้านนน ทำไมโหดขนาดนี้ แต่ด้วยความเท่ เข้ม และสายตาเฉี่ยวคมของฮี เราก็รู้ได้ทันทีเลยว่าฮีคือพระเอกมีปม ซึ่งอีจุนกิตีบทนี้ได้แตกกระจุย เพราะชะตากรรมขององค์ชาย ช่างขมขื่น หาความสมหวังใด ๆ ไม่ได้เลยจนตลอดชีวิต ตามประวัติศาสตร์เกาหลี องค์ชายสี่ขึ้นเป็น พระเจ้าควางจงทรงเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 4 ของราชวงศ์โครยอที่ปฏิรูปบ้านเมือง มีการเลิกทาสเกิดขึ้น และเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกหลายสิ่งหลายอย่าง

สารภาพตรงนี้นะคะว่าอิชั้นดูเวอร์ชันเกาหลีก่อนที่จะไปตามดูเวอร์ชันจีน บอกตรง ๆ ว่าแพ้ผมทรงแมนจู แต่ดูไปดูมาอ้าว ติดเฉย น้ำตาท่วมเป็นเผาเต่ามากกว่าเกาหลีไปอีก อินหนักมากแม้ไม่ใช่อีจุนกิ

แบดบอยที่สาว ๆ พร้อมอภัยให้เสมอ

องค์ชายสาม วังโย (ฮงจงฮยอน)
เรียกว่าตกหลุมรักองค์ชายสาม วังโย (ฮงจงฮยอน) กันเป็นแถว ถึงแม้ในเรื่องจะใจหินขนาดไหนก็ตาม แต่ความแบดบอยของฮีนั้นทำเอาสาว ๆ ใจละลาย สั่งฆ่าพี่ฆ่าน้องชนิดที่ไม่ต้องทบทวนอะไรเลย ถึงจะทำให้ผู้ชมทางบ้านเชียร์ให้จบชีวิตเร็ว ๆ เถอะ แต่ความแบดบอยของฮีก็ทำเอาหลายคนกลายมาเป็นติ่งเกาหลีกันเป็นแถว ในชีวิตจริงองค์ชายสามจะโหดเหี้ยมเท่าในซีรีส์หรือเปล่าไม่ทราบได้ แต่ที่แน่ ๆ พระองค์ขึ้นครองราชเป็น พระเจ้าจองจงที่ 1 ต่อจาก พระเจ้าฮเยจง เป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 3 ของราชวงศ์โครยอที่เกือบจะย้ายเมืองหลวงไปเปียงยาง แต่สิ้นพระชนม์ไปซะก่อน

องค์ชายสายอบอุ่น

องค์ชาย 8 วังอุค (คังฮานึล)
จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก องค์ชาย 8 วังอุก (คังฮานึล) หล่อ สปอร์ต ใจดี ผู้ที่เกือบจะได้เป็นพระเอกแต่มาตกม้าตาย เพราะไม่กล้าที่จะออกโรงปกป้องนางเอกอย่างสุดกำลัง ทั้ง ๆ ที่จะทำก็ย่อมได้ หลายคนส่งเสียงเชียร์ให้ลงเอยกับนางเอก เอาใจช่วยเต็มที่แต่องค์ชายก็ทำให้ผิดหวังเสียนี่ ตามประวัติศาสตร์เมื่อพระเจ้าซองจงขึ้นสืบราชบัลลังก์เป็นพระราชาลำดับที่ 6 ได้สถาปนาพระอัฐิเจ้าชายวังอุกพระราชบิดาขึ้นเป็น พระเจ้าแทจง

ศิลปินเอกแห่งโครยอ

องค์ชาย 13 แพคอา (นัมจูฮยอก)
เดาว่าการกลับมาในรอบ 4 ปีของซีรีส์เรื่องนี้ มีหลายคนที่ยังไม่เคยดูตามมาจาก start up แน่ ๆ เลย เพราะผู้ชายคนนี้นี่แหละ องค์ชาย 13 แพคอา (นัมจูฮยอก) ในเรื่ององค์ชายแพคอานี่ถือเป็นศิลปินแห่งรัชสมัยก็ว่าได้ ชอบวาดรูปผู้คนเป็นการเก็บบันทึก เล่นดนตรีเก่ง เรียกว่ามีอารมย์สุทรีย์ตลอดและเป็นมือขวาของพี่ชายคือ องค์ชาย 4 รักใคร่กันดี กลมเกลียวแต่อาภัพรัก ตามประวัติศาสตร์องค์ชาย 13 ได้รับการสถาปนาพระอัฐิจาก พระเจ้าฮย็อนจง พระราชาลำดับที่ 8 แห่งราชวงโครยอ ซึ่งเป็นลูกชายให้เป็น พระเจ้าอันจง ไม่ปรากฎหลักฐานว่าพระองค์จริงโปรดงานศิลปะแบบในซีรีส์หรือเปล่า แต่ก็น่าจะมีเค้าโครงจริงอยู่บ้างละน่า แต่ที่แน่ ๆ ทรงมีพระชันษายืนที่สุดในบรรดาองค์ชายทั้งหลาย คือสิ้นพระชนม์ตอนอายุ 75 ปี และเป็นโอรสองค์เดียวของมเหสีซินซอง ณ คยองจู

องค์ชายนักรบผู้พ่ายรัก

องค์ชาย 14 วังจอง (จีซู)
องค์ชาย 14 วังจอง (จีซู) หล่อน้อยหน่อยแต่ก็อร่อยอยู่เหมือนกัน พี่น้องท้องเดียวกันกับองค์ชาย 4 ที่รักนางเอกเหลือเกิน และเป็นคนที่อยู่จนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตของนางเอก ในซีรีส์องค์ชาย 14 เป็นลูกที่แม่รักออกหน้าออกตา แตกต่างกับองค์ชาย 4 พี่ชายที่แม่สร้างปมให้กับลูกนับไม่ถ้วน จนแม้แต่พี่น้องก็ไม่รักกัน ตัวละครตัวนี้ก็เป็นตัวแทนแห่งรักมั่นคง รักพี่ รักเมียพี่ด้วยความปรารถนาดี ตามประวัติศาสตร์ ได้รับการสถาปนาพระอัฐิเป็นพระเจ้ามุนวอน ด้วยสาเหตุใดไม่ปรากฎเพราะพระองค์ไม่มีลูกชาย

องค์ชาย 9 วังวอน (ยุนซุนวู)
องค์ชาย 10 วังอึน (พย็อน แบ็ก-ฮย็อน)
เหล่านี้คือองค์ชายในเรื่องที่ชีวิตจริงได้เป็นกษัตริย์ของโครยอ ทั้งครองราชอยู่ในรัชสมัยและได้รับการสถาปนาในภายหลัง ส่วนองค์ชาย 9 วังวอน (ยุนซุนวู) กับ องค์ชาย 10 วังอึน (พย็อน แบ็ก-ฮย็อน) 2 คนนี้ไม่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ แต่ตะมุตะมิในซีรีส์และชีวิตก็จบเศร้าซะด้วยสิ คาดว่าน่าจะเป็นโอรสของมเหสีพระองค์ใดพระองค์หนึ่งซึ่งเป็นพระองค์ไหนนั้นไม่แน่ใจ เพราะในประวัติศาสตร์เกาหลีสมัยโครยอนั้น สตรีมีบทบาทมากมายโดยเฉพาะ ราชินีนักรบอย่างพระนางฮ็อนแอ หรือ องค์หญิงฮวางโบซู ยอนฮวา (คังฮันนา) พระราชินีในพระเจ้าคยองจง (องค์ชาย 4 วังโซ) ทรงเป็นราชินี 4 แผ่นดิน คือลูก ๆ ได้ครองราชและเป็นราชินีที่อาจหาญทำสงครามต่อต้านกับอาณาจักรต้าเหลียว

องค์หญิง ยอนฮวา (คังฮันนา)
ในซีรีส์ชื่อยอนฮวาแต่จริง ๆ พระนางมีพระนามเดิมว่า องค์หญิงฮวางโบซู ซีรีส์อิงประวัติศาสตร์เกาหลีมีเสน่ห์ที่น่าสนุกตรงที่ หลาย ๆ เรื่องผูกพันโยงใยในสมัยเดียวกันอย่างสนุกสนาน ถ้าใครอยากจะชื่นชมความเก่งกาจของพระนางก็สามารถหาดูกันได้จากซีรีส์หลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะ The Iron Empress : ชอนชู หัวใจเพื่อแผ่นดิน นั่นแหละราชินีขององค์ชาย 4 เขาละ Moon Lovers พระนางอาจเป็นตัวร้าย แต่ The Iron Empress พระนางคือฮีโรดี ๆ นี่เอง แต่ตอนนี้เราไปฟินและเสียน้ำตากับเหล่าองค์ชายกันก่อนแล้วกัน

 

ดูหนังออนไลน์

รีวิว Bridgerton วังวนรัก เกมไฮโซ จากนิยายขายดีชุด Bridgerton

รีวิว Bridgerton วังวนรัก เกมไฮโซ จากนิยายขายดีชุด Bridgerton

จากนิยายขายดีชุด Bridgerton ของ Julia Quinn กลายมาเป็นซีรีส์ Love Drama Comedy ซีรีส์รักโรแมนติก ชิงไหวชิงพริบท่ามกลางเรื่องอื้อฉาวที่เน้นชูค่านิยมในวงสังคมชั้นสูง มิตรภาพความรัก กับเส้นทางของแต่ละครอบครัว และการค้นหารักแท้ ผลงานสร้างของ Shondaland และผู้สร้าง Chris Van Dusen

 

BRIDGERTON FAMILY Cr. LIAM DANIEL/NETFLIX © 2020
สำหรับเหล่าแม่ ๆ ผู้ใฝ่สูงในกรุงลอนดอน จะมีความท้าทายใดอีกเล่าที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าดยุคหนุ่มโสด
Bridgerton ที่กำลังโด่งดังอยู่ใน NETFLIX เวลานี้ ดัดแปลงมาจากเรื่องราวในเล่มแรก (ดยุคในดวงใจ THE DUKE ANDI ) ของนิยายชุด Bridgerton นิยายแนวโรมานซ์แบบคลาสสิกดั้งเดิม เรื่องของ ดาฟนี่ บริดเจอร์ตัน ลูกสาวคนโตของแม่ม่ายไฮโซ เลดี้ไวโอเล็ต บริดเจอร์ตัน ตระกูลขุนนางในยุครีเจนซี กับ ไซมอน บาสเซ็ต ดยุคหลุ่มรูปงามแห่งเฮสติ้งส์ ที่บรรดาแม่ ๆ อยากจะตกมาเป็นลูกเขยใจจะขาด ว่าด้วยเรื่องของวงสังคมไฮโซในสมัยนั้น ที่การหาคู่ที่เหมาะสมดูจะเป็นภารกิจหลักของสตรีชั้นสูง ที่เชื่อว่ามันคือหลักประกันให้พวกหล่อนมีชีวิตอยู่อย่างเชิดหน้าชูตา

ครอบครัว Bridgerton มีทายาททั้งหมด 8 คนและจะเป็นตัวเอกนิยายชุด Bridgerton ทั้งหมด 8 เล่ม ซึ่งบ้านเรามีแปลออกมาแล้วถึงเล่ม 7 จ้ะ ดาฟนี่ บริดเจอร์ตัน (Phoebe Dynevor) เป็นลูกสาวคนโตของตระกูล บริดเจอร์ตัน อันทรงอิทธิพล เมื่อเธอเป็นสาวเดบูตองต์ (สาวน้อยแรกรุ่นจากตระกูลสูงศักดิ์ ตามธรรมเนียมยุโรป) ที่ก้าวเข้าสู่ตลาดหาคู่อันดุเดือดของลอนดอนยุครีเจนซี ดาฟนี่หวังว่าจะเจริญรอยตามพ่อแม่และพบคู่ที่เกิดจากรักแท้ ชายหนุ่มที่เข้ามาในช่วงแรกดูเหมือนจะผ่านฉลุย แต่หลังจากพี่ชายคนโตเริ่มกีดกันชายที่มีแววจะเป็นคู่ของเธอได้

หนังสือพิมพ์ซุบซิบสังคมชั้นสูงที่ เลดี้ วิสเซิลดาวน์ นักเขียนปริศนาเป็นผู้เขียน ก็เริ่มป้ายสีดาฟนี่ เธอจึงตกลงกับดยุคแห่งเฮสติ้งส์ ไซมอน บาสเซ็ต (Regé-Jean Page) หนุ่มโสดเนื้อหอมจอมขบถที่บรรดาแม่ ๆ ของสาวเดบูตองต์ใฝ่ฝันอยากได้เป็นลูกเขยในฤดูกาลนี้ ตบตาคนทั้งเมืองว่าทั้งสองกำลังศึกษากัน แม้ทั้งคู่จะออกปากว่าไม่ต้องการอะไรจากกัน แต่เห็นได้ชัดว่าเริ่มมีใจให้กันหลังจากต้องชิงไหวชิงพริบกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางสายตาทุกคู่ในวงสังคม ที่มีต่ออนาคตของทั้งคู่ เรื่องชาวบ้านเป็นงานของสังคมนี้เขาเลยละ

กับกฎข้อแรกที่ทำสาว ๆ ใจละลาย

ขึ้นชื่อว่านิยายโรมานซ์มันมีกฎของมันอยู่ไม่กี่ข้อหรอกค่ะที่ “ต้องมี” อยู่ในนิยายชนิดที่ขาดไม่ได้ ใจมันจะโหวงเหวง หนึ่งคือพระเอกต้อง “หล่อล่ำและแซบเวอร์” นางเอกจะใสซื่อก็ได้ แก่นเซี้ยวก็ดีแต่ต้องมีเสน่ห์น่าดึงดูด โดนเด่นและข้อสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ ฉากรักที่วาบหวาม พร้อมกับตอนจบที่ต้อง Happy Ending จะมาดราม่าน้ำตานอง จบเศร้าไม่เข้าข่ายโรมานซ์นะจ๊ะ

ซึ่งเรื่องนี้เป็นไปตามหลักนิยายโรมานซ์อย่างเต็มรูปแบบเลยทีเดียว และเมื่อมาเป็นซีรีส์ พระเอกของเราก็ทำเอาใจละลายไปได้ง่าย ๆ กับผิวที่คมเข้มและสายตาที่ดุดันระคนเศร้าของ Regé-Jean Page กับนางเอกตัวเล็กกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักอย่าง Phoebe Dynevor ที่กลายเป็นเคมีที่เข้ากันหน้าตาเฉย ความหลงไหลที่เจ้าหล่อนมีให้กับดยุคผู้มีปมมันช่างร้อนแรง สองคนหิวกระหายกันและกันอย่างที่สุด ชนิดที่สถานที่ไม่สำคัญอีกต่อไป จะที่ไหนก็ได้ก็คนมันรักกันง่ะ ขอบอกว่าฉากรักของทั้งคู่เป็นไปอย่างสวยงามและมีศิลปะการสื่อสาร ที่ทำให้เรามองเรื่องแบบนี้เป็นความรักความต้องการที่พลุ่งพล่านออกมาจากหัวใจได้จริง ๆ

ไม่ไป๊เปลือย ไม่น่าเกลียด ทั้ง ๆ ที่เปลือยจนหมดจดและที่สำคัญไม่ได้มีมาเพื่อเรียกเรตติ้งอย่างไร้ความจำเป็น แต่มีความสำคัญกับเส้นเรื่อง มี ฉากหนึ่ง ที่ซีรีส์สื่อออกมาต่างจากในนิยายอย่างเบามือ (หมายความว่าในนิยายแรงกว่านี้มาก ๆ ในการสื่อสาร) ถ้าใครไม่อ่านนิยายจะไม่รู้เลยว่า ฉากนี้คือฉากที่นางเอกข่มขืนพระเอกจ้ะ …ว้ายตายแล้ว!! มีอย่างงี้จริง ๆ เหรอ…ในนิยายเป็นงั้น แต่ในซีรีส์สื่อให้ซอฟต์ขึ้นด้วยการ แก้เผ็ดด้วยวิธีการที่ทำให้ท่านดยุคต้องร้องว่า “ดาฟนี่ นี่เธอทำอะไรลงไป”

จิกกัดเนียน ๆ เอาซะเกือบลืมไปเลย
เรื่องนี้เป็นนิยายเมื่อ 20 ปีก่อน แน่นอน ว่าเราไม่มีทางได้เห็นคนผิวสีเป็นตัวเอก หรือได้รับตำแหน่งสูงส่งใน สังคมสมัย นั้นแน่นอน “ไซมอน” ในนิยายเป็นดยุคหนุ่มรูปงามที่เมื่อ “ดาฟนี่” เห็นครั้งแรก เจ้าหล่อนถึงกับตะลึงในความหล่อเหลาของเขา ในหนังสือบรรยายไว้ว่าเขาเป็นผู้ชายที่หล่อเหลาชวนตะลึง ชนิดที่รูปปั้นของไมเคิลแองเจโล ยังต้องอาย ดวงตาสีฟ้าจัดราวกับว่าจะส่องประกายได้ ไม่มีตัวละครตัวไหนในนิยายที่รับบทชนชั้นสูงจะเป็นคนผิวสีเลย

แต่ใน ซีรีส์กลับจัด ให้ในสิ่งที่ตรงกันข้ามเกือบทั้งหมด แต่มันช่างกลมกลืนซะด้วยสิ จนลืมไปเลยว่า ยุครีเจนซี ที่แท้จริง ไม่มีแบบนี้หรอก ตัวแสดงที่มีฐานันดรสูงหลาย ๆ ตัวล้วนเป็นคนผิวสี ไล่มาตั้งแต่ราชีนีที่ในนิยายไม่ได้กล่าวถึงมากนัก แต่ซีรีส์กับมีบทบาทอยู่มาก ๆ ชนิดที่กุมอำนาจไปถึงการแต่งงานของใครต่อใคร ท่านดยุคที่สาว ๆ ต่างหลงไหล หรือแม้แต่ มิสทอมสัน (Ruby Barker) สาวฮอตอีกหนึ่งนางที่มีจิตใจแข็งแกร่ง และเป็นดาวเด่นไม่แพ้ดาฟนี่ในงานเต้นรำ ล้วนเป็นคนผิวสีที่มีบทบาทโดดเด่นทั้งสิ้น

ในจุดนี้ถือว่าแตกต่างไปจากฉบับนิยายอย่างสิ้นเชิง แต่ ภาพที่ ออกมากลับทำให้ตัวละครผิวสีชนชั้นสูงทุกตัวละครช่างสง่างาม ไม่หลงเหลือร่องรอยของการจองจำคนผิวสี จนเป็นภาพจำแห่งความจริงมานานหลายศตวรรษ

คอสตูมอลังการสมศักดิ์ศรีซีรีส์ย้อนยุค

เริ่มตั้งแต่สิ่งที่ไม่ต้องสังเกตยังไงก็ต้องเห็นคือ ฟองตางเก (The Fontange) ทรงผมที่สูงชะลูดขององค์ราชินีนี่แหละจ้ะ ตัวแสดงตัวนี้เปลี่ยนทรงผมแทบทุกฉากและบ่อยกว่านางเอกไปซะอีก ทรงผมของพระนางเป็นทรงที่นิยมมาตั้งแต่ปลายยุคบาโรก ซึ่งมาถึงสมัยรีเจนซีนี่ก็เสื่อมความนิยมไปแล้วในหมู่วัยรุ่น จะเห็นว่าซีรีส์เน้นความนิยมตามช่วงวัยที่จัดให้ราชินีและแม่ ๆ ต่างทำผมทรงสูง (ถึงจะไม่มีใครสูงเท่าราชินีก็เถอะ) แต่ก็จะเวอร์วังกว่ารุ่นลูก ๆ นี่เน้นความเรียบง่ายและเก๋ไก๋มากกว่า ดูหัวซะก่อนค่ะ ใครให้สูงกว่านี้มาสู้กันเลย

เราจะเห็น การแต่งกาย ที่คาบเกี่ยวกับ แฟชัน หลายยุค ตั้งแต่บาโรก รีเจนซีและงานหัวที่อลังการแบบยุคโรแมนติก แฟชัน แต่ละสมัยเขาก็จะเด่นชัดไปที่เสื้อผ้านะคะ เครื่องหัวนี่ก็โยกไปโยกมาได้ตามจริตนิยม สาว ๆ ในเรื่องส่วนใหญ่ก็จะแต่งกายตามสมัยนิยมของยุครีเจนซี ที่ได้รับอิทธิพลการแต่งกายแบบกรีก โบราณ มา เห็น ความทรมาน ของการรัด คอร์เซ็ท ที่ดันดูมจนนูนมาถึงไหปลาร้าเวลาหายใจ เบื้องหลังความสวยงามของสาว ๆ ที่ต้องแลกมาด้วยการเจ็บตัวและอัดอึดจนนับถือสาว ๆ ที่เกิดในยุคนั้นจริง ๆ ทนไปได้ยังไง

เราก็จะเห็นชุดของตัวแสดงแต่ละช่วงวัยแตกต่างกันไปแบบอิ่มตากันเลยจ้ะ เพราะเปลี่ยนใหม่ในทุก ๆ ฉากไม่มีซ้ำ ชนิดที่คนรับใช้ซักผ้ากันมือหงิกแน่นอน ผสมผสานแตกต่างกันไปแต่ละครอบครัว เรียกว่ามีธีมสีชุดประจำตระกูลกันเลยทีเดียว ฉากต่าง ๆ ที่เซ็ทขึ้นมาให้เป็นภาพฝันแสนโรแมนติกเข้ากับเนื้อเรื่อง และชวนให้เห็นถึงบรรยากาศเลิศหรูที่เหล่าคนในสังคมชั้นสูงต่างวนเวียนใช้ชีวิตกันอย่าง ปรีดิ์เปรม

อีกสิ่งหนึ่งที่ซีรีส์ทำให้เห็นก็คือ ถึงแม้ว่าสังคมในยุคนั้น บุรุษ จะเป็นผู้นำครอบครัวและชาญฉลาด ก็ต้องยกให้เขาไปในส่วนนี้เพราะสตรีในสมัยนั้นไม่ได้ทำงาน จำเป็นต้องได้รับการเลี้ยงดูจากสามีค่ะ ส่วนสตรีในวงสังคมชั้นสูงมีหน้าที่ปฏิบัติตนให้สวยสมเป็นกุลสตรี เป็นหน้าเป็นตาและดูแลเรื่องในบ้าน เมื่อสามีจากไปหน้าที่ ผู้นำครอบครัว จะตกไปอยู่ที่ลูกชายคนโต มีหน้าที่สกรีนหนุ่ม ๆ ให้น้องสาวแทนพ่อ มีหน้าที่ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของทุกคนในบ้าน

แต่ก็ใช่ว่าการตัดสินใจของผู้ชายจะทำให้เรื่องราวต่าง ๆ บรรลุผลสำเร็จไปกว่าวิธีการของสตรีไปได้ ซีรีส์ย้ำให้เราเห็นตรงนี้หลายครั้งอย่างตั้งใจ ด้วยการแก้ปัญหาจากวิธีของผู้หญิงที่หนุ่ม ๆ ไม่มีทางนึกออก เพื่อจะบอกกับเราว่า การเป็น แม่เป็นเมีย ไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้ชายเสมอไปอย่างที่สังคมบอกให้เป็น แต่ พวกเธอ คือช้างเท้าหลังที่คอยขับเคลื่อนให้ครอบครัวเผชิญทุกสิ่งได้ โดยที่ช้างเท้าหน้าไม่มีวันมองเห็นจากการที่ให้ ดาฟนี่และแม่ของเธอมีบทบาทในการแก้ปัญหา ได้ดีกว่าผู้ชายในบ้าน

นอกจากดูเพลินแล้ว แซบ ๆ ฟิน ๆ ไปกับพระนางแล้ว ซีรีส์เรื่องนี้ ยังให้ข้อคิดที่จงใจใส่ไว้ในเรื่องมากมาย พร้อมกับตอนจบที่คาดไม่ถึง จากการตามหา เลดี้ วิสเซิลดาวน์ นักเขียนปริศนาขาเม้าว่าเป็นใคร มาตั้งแต่ต้นเรื่องที่เดามาพร้อม ๆ กัน พอเฉลยปุ๊บก็นั่นแหละจ้ะ โลกนี้อย่ามองคนแต่เพียงภายนอก จริง ๆ

ในความพีเรียดและความน้ำเน่านั้น ซีรีส์ Bridgerton ยังมีการดัดแปลงให้ร่วมสมัยในหลาย ๆ อย่าง ตั้งแต่การใช้เพลงสมัยใหม่ เช่น เพลง Thank U, Next ของ Ariana Grande ในฉากงานเลี้ยงเต้นรำ และการปรับคาแรกเตอร์หลายตัวละครสำคัญ เช่น พระเอกที่เป็น Duke, Lady Danbury (Adjoa Andoh) แม่เลี้ยงของพระเอก, และราชินี เป็นคนผิวสี ซึ่งถ้าอิงตามประวัติศาสตร์ความเป็นจริง มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะได้เห็นคนผิวสีเป็นคนชั้นสูงระดับนี้ได้ แต่บทเขาปรับให้เป็นไปได้ โดยให้ King George III (ตามเรื่องเล่าก็คือ คนเดียวกับคนที่เป็น The Mad King) รักและแต่งงานกับหญิงสาวเชื้อสายแอฟริกันนั่นเอง

ในสมัยนั้น ความรักและการแต่งงานเหมือนจะเป็นหนทางเดียวของผู้หญิง (และครอบครัวของเธอ) ที่จะเลื่อนฐานะทางสังคมได้ นอกจากควีนแล้ว ก็มีนางเอกนี่แหละที่ชัดเจนสุด ถ้าเธอแต่งกับเจ้าชายต่างเมืองที่เป็นหลานควีนแต่แรก เธอก็จะได้เป็นเจ้าหญิง แต่เธอแต่งกับดยุค เธอเลยได้เป็นดัชเชสแทน ซึ่งถึงแม้เธอจะได้เป็นแค่ดัชเชส แต่นี่ก็เปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอได้โขแล้ว เธอได้ค้นพบว่า เธอมีพลังอำนาจและมีอิทธิพลต่อคนอื่น ไม่ว่าเธอจะพูด ตัดสินใจ หรือทำอะไร มันตัดสินชะตาหรือเปลี่ยนทิศทางชีวิตคนอื่นได้

ดูหนังออนไลน์